• จีน รัสเซียและอิหร่าน เริ่มซ้อมรบร่วมทางทะเลเป็นเวลา 1 สัปดาห์ ในน่านน้ำแอฟริกาใต้ ในวันเสาร์(10ม.ค.) ในสิ่งที่ประเทศเจ้าภาพให้คำนิยามว่าเป็นปฏิบัติการ BRICS Plus สำหรับรับประกันความปลอดภัยด้านการเดินเรือและกิจกรรมเศรษฐกิจทางทะเล อย่างไรก็ตามความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯกับประเทศสมาชิกกลุ่ม BRICS หลายชาติ
    .
    อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9690000002917

    #Sondhitalk #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #Thaitimes #SondhiX #สนธิเล่าเรื่อง #กัมพูชายิงก่อน #CambodiaOpenedFire #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด
    จีน รัสเซียและอิหร่าน เริ่มซ้อมรบร่วมทางทะเลเป็นเวลา 1 สัปดาห์ ในน่านน้ำแอฟริกาใต้ ในวันเสาร์(10ม.ค.) ในสิ่งที่ประเทศเจ้าภาพให้คำนิยามว่าเป็นปฏิบัติการ BRICS Plus สำหรับรับประกันความปลอดภัยด้านการเดินเรือและกิจกรรมเศรษฐกิจทางทะเล อย่างไรก็ตามความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯกับประเทศสมาชิกกลุ่ม BRICS หลายชาติ . อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9690000002917 #Sondhitalk #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #Thaitimes #SondhiX #สนธิเล่าเรื่อง #กัมพูชายิงก่อน #CambodiaOpenedFire #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด
    0 Comments 0 Shares 6 Views 0 Reviews
  • SpaceX ได้รับอนุมัติปล่อย “ดาวเทียมรุ่นถัดไป” เพิ่มอีก 15,000 ดวง — ก้าวใหญ่สู่ยุคอินเทอร์เน็ตผ่านอวกาศ

    การอนุมัติครั้งใหม่จาก FCC ทำให้ SpaceX สามารถขยายโครงการ Starlink Gen2 ได้อย่างก้าวกระโดด โดยได้รับสิทธิ์ให้ปล่อยและใช้งานดาวเทียมรุ่นใหม่ได้มากถึง 15,000 ดวง ซึ่งเป็นการเพิ่มจำนวนจากเดิมอย่างมหาศาล การอนุมัตินี้ถูกมองว่าเป็น “ตัวเปลี่ยนเกม” สำหรับบริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม เพราะ Gen2 ถูกออกแบบให้รองรับความเร็วสูงขึ้น ความหน่วงต่ำลง และรองรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ตโฟนโดยตรง

    ดาวเทียม Gen2 ของ SpaceX มีความสามารถที่โดดเด่น เช่น เพิ่มแบนด์วิดท์ได้มากขึ้นถึง 20 เท่า, ระบบหลบหลีกการชนแบบอัตโนมัติ และที่สำคัญคือ Direct-to-Cell ซึ่งทำให้โทรศัพท์มือถือทั่วไปสามารถเชื่อมต่อกับดาวเทียมได้โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์เสริม เทคโนโลยีนี้กำลังกลายเป็นหัวใจสำคัญของการแข่งขันในตลาดการสื่อสารยุคใหม่ โดยเฉพาะเมื่อ Apple เองก็มีแผนจะนำ 5G ผ่านดาวเทียมมาใช้ใน iPhone รุ่นถัดไป

    อีกประเด็นที่น่าสนใจคือความสัมพันธ์ระหว่าง SpaceX และ Apple ที่เริ่มใกล้ชิดขึ้นเรื่อย ๆ หลังจาก SpaceX ซื้อคลื่นความถี่จาก EchoStar มูลค่า 17 พันล้านดอลลาร์ และเริ่มทำงานร่วมกับผู้ผลิตชิปเพื่อให้สมาร์ตโฟนรองรับการเชื่อมต่อผ่านดาวเทียมโดยตรง ขณะเดียวกัน Globalstar ซึ่งเป็นพันธมิตรเดิมของ Apple ก็กำลังเผชิญปัญหาทางธุรกิจ ทำให้เกิดกระแสคาดการณ์ว่า Apple อาจหันมาใช้เทคโนโลยีของ Starlink มากขึ้นในอนาคต

    โดยรวมแล้ว การอนุมัติครั้งนี้ไม่เพียงเพิ่มจำนวนดาวเทียม แต่ยังเป็นการปูทางสู่ยุคที่อินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมจะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของโลก ทั้งในด้านการสื่อสาร การกู้ภัย และการเชื่อมต่อในพื้นที่ห่างไกล ซึ่ง SpaceX ยังคงเป็นผู้นำที่ทิ้งห่างคู่แข่งอย่างชัดเจน

    สรุปประเด็นสำคัญ
    FCC อนุมัติ SpaceX ปล่อยดาวเทียม Gen2 เพิ่มเป็น 15,000 ดวง
    เพิ่มจำนวนได้อีกประมาณ 7,500 ดวงจากที่มีอยู่
    ถือเป็นการขยายเครือข่ายครั้งใหญ่ที่สุดของ Starlink

    ดาวเทียม Gen2 มีความสามารถล้ำสมัย
    แบนด์วิดท์เพิ่มขึ้น 20 เท่า
    รองรับ Direct-to-Cell เชื่อมต่อมือถือโดยตรง
    ระบบหลบหลีกการชนอัตโนมัติ

    SpaceX–Apple อาจร่วมมือกันมากขึ้น
    Starlink รองรับคลื่นที่ iPhone ใช้
    Apple เตรียมเพิ่ม 5G ผ่านดาวเทียมในปี 2026

    การแข่งขันด้านดาวเทียมสื่อสารรุนแรงขึ้น
    Globalstar อาจเสียความร่วมมือกับ Apple
    ตลาดอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในโครงสร้างผู้ให้บริการ

    ความเสี่ยงด้านความแออัดในวงโคจร
    จำนวนดาวเทียมเพิ่มขึ้นอาจเพิ่มโอกาสการชน
    ต้องพึ่งพาระบบหลบหลีกอัตโนมัติอย่างเข้มงวด

    https://wccftech.com/spacex-just-received-approval-for-15000-next-gen-satellites/
    🛰️🚀 SpaceX ได้รับอนุมัติปล่อย “ดาวเทียมรุ่นถัดไป” เพิ่มอีก 15,000 ดวง — ก้าวใหญ่สู่ยุคอินเทอร์เน็ตผ่านอวกาศ การอนุมัติครั้งใหม่จาก FCC ทำให้ SpaceX สามารถขยายโครงการ Starlink Gen2 ได้อย่างก้าวกระโดด โดยได้รับสิทธิ์ให้ปล่อยและใช้งานดาวเทียมรุ่นใหม่ได้มากถึง 15,000 ดวง ซึ่งเป็นการเพิ่มจำนวนจากเดิมอย่างมหาศาล การอนุมัตินี้ถูกมองว่าเป็น “ตัวเปลี่ยนเกม” สำหรับบริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม เพราะ Gen2 ถูกออกแบบให้รองรับความเร็วสูงขึ้น ความหน่วงต่ำลง และรองรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ตโฟนโดยตรง ดาวเทียม Gen2 ของ SpaceX มีความสามารถที่โดดเด่น เช่น เพิ่มแบนด์วิดท์ได้มากขึ้นถึง 20 เท่า, ระบบหลบหลีกการชนแบบอัตโนมัติ และที่สำคัญคือ Direct-to-Cell ซึ่งทำให้โทรศัพท์มือถือทั่วไปสามารถเชื่อมต่อกับดาวเทียมได้โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์เสริม เทคโนโลยีนี้กำลังกลายเป็นหัวใจสำคัญของการแข่งขันในตลาดการสื่อสารยุคใหม่ โดยเฉพาะเมื่อ Apple เองก็มีแผนจะนำ 5G ผ่านดาวเทียมมาใช้ใน iPhone รุ่นถัดไป อีกประเด็นที่น่าสนใจคือความสัมพันธ์ระหว่าง SpaceX และ Apple ที่เริ่มใกล้ชิดขึ้นเรื่อย ๆ หลังจาก SpaceX ซื้อคลื่นความถี่จาก EchoStar มูลค่า 17 พันล้านดอลลาร์ และเริ่มทำงานร่วมกับผู้ผลิตชิปเพื่อให้สมาร์ตโฟนรองรับการเชื่อมต่อผ่านดาวเทียมโดยตรง ขณะเดียวกัน Globalstar ซึ่งเป็นพันธมิตรเดิมของ Apple ก็กำลังเผชิญปัญหาทางธุรกิจ ทำให้เกิดกระแสคาดการณ์ว่า Apple อาจหันมาใช้เทคโนโลยีของ Starlink มากขึ้นในอนาคต โดยรวมแล้ว การอนุมัติครั้งนี้ไม่เพียงเพิ่มจำนวนดาวเทียม แต่ยังเป็นการปูทางสู่ยุคที่อินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมจะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของโลก ทั้งในด้านการสื่อสาร การกู้ภัย และการเชื่อมต่อในพื้นที่ห่างไกล ซึ่ง SpaceX ยังคงเป็นผู้นำที่ทิ้งห่างคู่แข่งอย่างชัดเจน 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ FCC อนุมัติ SpaceX ปล่อยดาวเทียม Gen2 เพิ่มเป็น 15,000 ดวง ➡️ เพิ่มจำนวนได้อีกประมาณ 7,500 ดวงจากที่มีอยู่ ➡️ ถือเป็นการขยายเครือข่ายครั้งใหญ่ที่สุดของ Starlink ✅ ดาวเทียม Gen2 มีความสามารถล้ำสมัย ➡️ แบนด์วิดท์เพิ่มขึ้น 20 เท่า ➡️ รองรับ Direct-to-Cell เชื่อมต่อมือถือโดยตรง ➡️ ระบบหลบหลีกการชนอัตโนมัติ ✅ SpaceX–Apple อาจร่วมมือกันมากขึ้น ➡️ Starlink รองรับคลื่นที่ iPhone ใช้ ➡️ Apple เตรียมเพิ่ม 5G ผ่านดาวเทียมในปี 2026 ‼️ การแข่งขันด้านดาวเทียมสื่อสารรุนแรงขึ้น ⛔ Globalstar อาจเสียความร่วมมือกับ Apple ⛔ ตลาดอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในโครงสร้างผู้ให้บริการ ‼️ ความเสี่ยงด้านความแออัดในวงโคจร ⛔ จำนวนดาวเทียมเพิ่มขึ้นอาจเพิ่มโอกาสการชน ⛔ ต้องพึ่งพาระบบหลบหลีกอัตโนมัติอย่างเข้มงวด https://wccftech.com/spacex-just-received-approval-for-15000-next-gen-satellites/
    WCCFTECH.COM
    SpaceX Just Received Approval For 15,000 "Next-Gen Satellites"
    SpaceX can now launch around 7,500 new Gen2 satellites to bring its total second-gen strength to 15,000 units.
    0 Comments 0 Shares 3 Views 0 Reviews
  • Linux ปลดล็อกพลัง AMD GPU ได้ลึกกว่า Windows ผ่าน RebelsTool — ควบคุมพลังงานระดับฮาร์ดแวร์แบบที่ไม่เคยมีมาก่อน

    ยูทิลิตีใหม่ชื่อ RebelsTool กลายเป็นประเด็นร้อนในวงการฮาร์ดแวร์ หลังจากถูกเผยแพร่โดยทีมงานจาก Igor’s Lab ซึ่งแสดงให้เห็นว่า Linux ยังสามารถเข้าถึงการควบคุมพลังงานของ AMD GPU ได้ลึกกว่า Windows อย่างชัดเจน โดยเครื่องมือนี้ไม่ได้ทำงานผ่านไดรเวอร์ปกติ แต่เลือก “คุยกับฮาร์ดแวร์โดยตรง” ผ่านบัส I2C ที่เชื่อมต่อกับ System Management Unit (SMU) ของการ์ดจอ AMD RDNA 3 และ RDNA 4

    สิ่งที่ทำให้ RebelsTool แตกต่างคือ มันไม่ได้ปรับแต่งค่า Clock หรือ Voltage Curve แบบ MSI Afterburner แต่เลือก “หลอก” ระบบให้รายงานค่ากระแส–แรงดัน–พลังงานต่ำกว่าความจริง ทำให้ GPU สามารถดึงพลังงานได้มากขึ้นโดยไม่ชนลิมิตเดิมของไดรเวอร์ ผลลัพธ์คือประสิทธิภาพที่สูงขึ้น แต่ก็แลกมากับความเสี่ยงด้านเสถียรภาพและอุณหภูมิที่ผู้ใช้ต้องรับผิดชอบเอง

    เครื่องมือนี้ยังทำงานแบบชั่วคราว เมื่อรีบูตระบบค่าทั้งหมดจะกลับสู่ปกติ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในระยะยาว แต่ก็ย้ำชัดว่า RebelsTool ถูกออกแบบมาสำหรับผู้ใช้ระดับโปรที่เข้าใจการปรับแต่งฮาร์ดแวร์เชิงลึกเท่านั้น ไม่เหมาะกับผู้ใช้ทั่วไปที่ต้องการแค่โอเวอร์คล็อกแบบปลอดภัยบน Windows

    ในภาพรวม RebelsTool สะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างด้าน “เสรีภาพในการควบคุมฮาร์ดแวร์” ระหว่าง Linux และ Windows อย่างชัดเจน โดย Linux ยังคงเปิดโอกาสให้ผู้ใช้เข้าถึงระดับล่างของระบบได้มากกว่า ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมสายม็อด–สายโอเวอร์คล็อกขั้นสูงยังคงเลือก Linux เป็นแพลตฟอร์มทดลองประสิทธิภาพของ GPU รุ่นใหม่ ๆ อยู่เสมอ

    สรุปประเด็นสำคัญ
    RebelsTool ปลดล็อกการควบคุมพลังงาน AMD GPU ได้ลึกกว่าบน Windows
    ใช้วิธีสแกนบัส I2C เพื่อเข้าถึง SMU โดยตรง
    สามารถปรับค่ากระแส–แรงดัน–พลังงานแบบที่ไดรเวอร์ Windows ไม่อนุญาต

    ทำงานโดยการ “ลดค่าที่รายงาน” เพื่อให้ GPU ดึงพลังงานได้มากขึ้น
    ค่า More Power / More Amps / More Volts ถูกลดครึ่งหนึ่งเพื่อหลอกระบบ
    ส่งผลให้ GPU สามารถใช้พลังงานสูงขึ้นและเพิ่มประสิทธิภาพได้

    ค่าทั้งหมดเป็นแบบชั่วคราว
    รีบูตเครื่องแล้วค่าจะกลับสู่ค่าเดิม
    ลดความเสี่ยงจากการตั้งค่าผิดพลาดในระยะยาว

    มีความเสี่ยงด้านเสถียรภาพและความร้อน
    การดึงพลังงานเกินลิมิตอาจทำให้ระบบไม่เสถียร
    ผู้ใช้ต้องมีความรู้ด้านฮาร์ดแวร์ระดับสูงก่อนใช้งาน

    ไม่เหมาะกับผู้ใช้ทั่วไป
    RebelsTool ไม่ใช่เครื่องมือโอเวอร์คล็อกแบบง่าย ๆ
    Windows ยังจำกัดการเข้าถึงฮาร์ดแวร์ระดับล่างเพื่อความปลอดภัย

    https://wccftech.com/rebelstool-shows-how-linux-still-unlocks-amd-gpu-power-controls-windows-cant/
    🔧🔥 Linux ปลดล็อกพลัง AMD GPU ได้ลึกกว่า Windows ผ่าน RebelsTool — ควบคุมพลังงานระดับฮาร์ดแวร์แบบที่ไม่เคยมีมาก่อน ยูทิลิตีใหม่ชื่อ RebelsTool กลายเป็นประเด็นร้อนในวงการฮาร์ดแวร์ หลังจากถูกเผยแพร่โดยทีมงานจาก Igor’s Lab ซึ่งแสดงให้เห็นว่า Linux ยังสามารถเข้าถึงการควบคุมพลังงานของ AMD GPU ได้ลึกกว่า Windows อย่างชัดเจน โดยเครื่องมือนี้ไม่ได้ทำงานผ่านไดรเวอร์ปกติ แต่เลือก “คุยกับฮาร์ดแวร์โดยตรง” ผ่านบัส I2C ที่เชื่อมต่อกับ System Management Unit (SMU) ของการ์ดจอ AMD RDNA 3 และ RDNA 4 สิ่งที่ทำให้ RebelsTool แตกต่างคือ มันไม่ได้ปรับแต่งค่า Clock หรือ Voltage Curve แบบ MSI Afterburner แต่เลือก “หลอก” ระบบให้รายงานค่ากระแส–แรงดัน–พลังงานต่ำกว่าความจริง ทำให้ GPU สามารถดึงพลังงานได้มากขึ้นโดยไม่ชนลิมิตเดิมของไดรเวอร์ ผลลัพธ์คือประสิทธิภาพที่สูงขึ้น แต่ก็แลกมากับความเสี่ยงด้านเสถียรภาพและอุณหภูมิที่ผู้ใช้ต้องรับผิดชอบเอง เครื่องมือนี้ยังทำงานแบบชั่วคราว เมื่อรีบูตระบบค่าทั้งหมดจะกลับสู่ปกติ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในระยะยาว แต่ก็ย้ำชัดว่า RebelsTool ถูกออกแบบมาสำหรับผู้ใช้ระดับโปรที่เข้าใจการปรับแต่งฮาร์ดแวร์เชิงลึกเท่านั้น ไม่เหมาะกับผู้ใช้ทั่วไปที่ต้องการแค่โอเวอร์คล็อกแบบปลอดภัยบน Windows ในภาพรวม RebelsTool สะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างด้าน “เสรีภาพในการควบคุมฮาร์ดแวร์” ระหว่าง Linux และ Windows อย่างชัดเจน โดย Linux ยังคงเปิดโอกาสให้ผู้ใช้เข้าถึงระดับล่างของระบบได้มากกว่า ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมสายม็อด–สายโอเวอร์คล็อกขั้นสูงยังคงเลือก Linux เป็นแพลตฟอร์มทดลองประสิทธิภาพของ GPU รุ่นใหม่ ๆ อยู่เสมอ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ RebelsTool ปลดล็อกการควบคุมพลังงาน AMD GPU ได้ลึกกว่าบน Windows ➡️ ใช้วิธีสแกนบัส I2C เพื่อเข้าถึง SMU โดยตรง ➡️ สามารถปรับค่ากระแส–แรงดัน–พลังงานแบบที่ไดรเวอร์ Windows ไม่อนุญาต ✅ ทำงานโดยการ “ลดค่าที่รายงาน” เพื่อให้ GPU ดึงพลังงานได้มากขึ้น ➡️ ค่า More Power / More Amps / More Volts ถูกลดครึ่งหนึ่งเพื่อหลอกระบบ ➡️ ส่งผลให้ GPU สามารถใช้พลังงานสูงขึ้นและเพิ่มประสิทธิภาพได้ ✅ ค่าทั้งหมดเป็นแบบชั่วคราว ➡️ รีบูตเครื่องแล้วค่าจะกลับสู่ค่าเดิม ➡️ ลดความเสี่ยงจากการตั้งค่าผิดพลาดในระยะยาว ‼️ มีความเสี่ยงด้านเสถียรภาพและความร้อน ⛔ การดึงพลังงานเกินลิมิตอาจทำให้ระบบไม่เสถียร ⛔ ผู้ใช้ต้องมีความรู้ด้านฮาร์ดแวร์ระดับสูงก่อนใช้งาน ‼️ ไม่เหมาะกับผู้ใช้ทั่วไป ⛔ RebelsTool ไม่ใช่เครื่องมือโอเวอร์คล็อกแบบง่าย ๆ ⛔ Windows ยังจำกัดการเข้าถึงฮาร์ดแวร์ระดับล่างเพื่อความปลอดภัย https://wccftech.com/rebelstool-shows-how-linux-still-unlocks-amd-gpu-power-controls-windows-cant/
    WCCFTECH.COM
    RebelsTool Shows How Linux Still Unlocks AMD GPU Power Controls Windows Can't
    A new utility called RebelsTool gives users a new way in unlocking additional performance of AMD RDNA 4 GPUs on Linux.
    0 Comments 0 Shares 5 Views 0 Reviews
  • AMD เปิดตัว Ryzen AI 400 ซีรีส์ใหม่บนเดสก์ท็อป AM5 — ก้าวกระโดดครั้งใหญ่ของ APU ยุค AI

    การมาถึงของ AMD Ryzen AI 400 และ Ryzen AI PRO 400 บนแพลตฟอร์ม AM5 Desktop ถือเป็นสัญญาณชัดเจนว่าโลกพีซีกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ “AI เป็นหัวใจหลักของสถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์” ไม่ใช่แค่ฟีเจอร์เสริมอีกต่อไป ซีรีส์ใหม่นี้มาพร้อมสถาปัตยกรรม Zen 5, กราฟิก RDNA 3.5, และหน่วยประมวลผล AI XDNA 2 NPU ที่ให้พลังสูงสุดถึง 60 TOPS ซึ่งมากกว่ารุ่นก่อนหลายเท่า ทำให้รองรับงาน AI แบบ Local ได้ลื่นไหลยิ่งขึ้นโดยไม่ต้องพึ่ง Cloud มากเท่าเดิม

    AMD ยังยืนยันว่าซีพียูรุ่นใหม่นี้จะถูกวางจำหน่ายในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 พร้อมรองรับโดยเมนบอร์ด AM5 รุ่นปัจจุบันผ่านอัปเดต BIOS ที่ผู้ผลิตเริ่มทยอยปล่อยออกมาแล้วตั้งแต่ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ Ryzen AI 400 ยังถูกออกแบบให้เป็น “รุ่นต่อยอด” จาก Ryzen 8000G ที่โดดเด่นด้านการโอเวอร์คล็อกแรม ทำให้ผู้ใช้สายปรับแต่งมีความหวังว่าจะได้เห็นศักยภาพที่สูงขึ้นอีกขั้นในเจเนอเรชันใหม่

    สิ่งที่น่าสนใจคือ AMD กำลังผลักดันให้ APU กลายเป็นศูนย์กลางของงานประมวลผลยุคใหม่ ทั้งด้านเกมมิ่ง, งานสร้างคอนเทนต์, และงาน AI แบบ On-device โดยเฉพาะเมื่อคู่แข่งอย่าง Intel และ NVIDIA ต่างก็เร่งพัฒนา AI PC เช่นกัน การแข่งขันนี้จะส่งผลให้ผู้บริโภคได้เห็นนวัตกรรมที่เร็วขึ้นและราคาที่สมเหตุสมผลมากขึ้นในตลาดพีซีระดับกลางถึงระดับสูง

    ในภาพรวม การมาของ Ryzen AI 400 ไม่ได้เป็นเพียงการอัปเกรดสเปก แต่เป็นการวางรากฐานให้พีซีในอนาคตสามารถทำงานร่วมกับโมเดล AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดภาระของระบบ Cloud และเพิ่มความเป็นส่วนตัวให้ผู้ใช้ เพราะข้อมูลจำนวนมากสามารถประมวลผลภายในเครื่องได้โดยตรง นี่คือก้าวสำคัญของ AMD ในการผลักดัน AI PC ให้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรม

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Ryzen AI 400 เปิดตัวบนแพลตฟอร์ม AM5
    ใช้สถาปัตยกรรม Zen 5, RDNA 3.5 และ XDNA 2 NPU
    รองรับสูงสุด 12 คอร์ CPU, 16 คอร์ GPU และ 60 TOPS NPU

    รองรับโดยเมนบอร์ด AM5 ผ่านอัปเดต BIOS
    ผู้ผลิตเริ่มปล่อย AGESA เวอร์ชันใหม่ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา
    ทำให้ผู้ใช้เมนบอร์ดปัจจุบันสามารถอัปเกรดได้ทันทีเมื่อซีพียูวางขาย

    พัฒนาต่อยอดจาก Ryzen 8000G
    คาดว่าจะมีศักยภาพด้านโอเวอร์คล็อกแรมที่ดีขึ้น
    เพิ่มประสิทธิภาพงานเกมและงาน AI แบบ Local

    ความไม่แน่นอนของสเปกจริง
    AMD ยังไม่เปิดเผย SKU อย่างเป็นทางการ
    ประสิทธิภาพจริงอาจแตกต่างจากข้อมูลที่เปิดเผยในงาน

    การแข่งขันด้าน AI PC ที่รุนแรงขึ้น
    อาจทำให้ราคาในตลาดผันผวน
    ผู้ใช้ต้องพิจารณาความคุ้มค่าระหว่าง AMD, Intel และ NVIDIA

    https://wccftech.com/amd-confirms-ryzen-ai-400-ryzen-ai-pro-400-apus-for-am5-desktops/
    🧠💥 AMD เปิดตัว Ryzen AI 400 ซีรีส์ใหม่บนเดสก์ท็อป AM5 — ก้าวกระโดดครั้งใหญ่ของ APU ยุค AI การมาถึงของ AMD Ryzen AI 400 และ Ryzen AI PRO 400 บนแพลตฟอร์ม AM5 Desktop ถือเป็นสัญญาณชัดเจนว่าโลกพีซีกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ “AI เป็นหัวใจหลักของสถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์” ไม่ใช่แค่ฟีเจอร์เสริมอีกต่อไป ซีรีส์ใหม่นี้มาพร้อมสถาปัตยกรรม Zen 5, กราฟิก RDNA 3.5, และหน่วยประมวลผล AI XDNA 2 NPU ที่ให้พลังสูงสุดถึง 60 TOPS ซึ่งมากกว่ารุ่นก่อนหลายเท่า ทำให้รองรับงาน AI แบบ Local ได้ลื่นไหลยิ่งขึ้นโดยไม่ต้องพึ่ง Cloud มากเท่าเดิม AMD ยังยืนยันว่าซีพียูรุ่นใหม่นี้จะถูกวางจำหน่ายในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 พร้อมรองรับโดยเมนบอร์ด AM5 รุ่นปัจจุบันผ่านอัปเดต BIOS ที่ผู้ผลิตเริ่มทยอยปล่อยออกมาแล้วตั้งแต่ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ Ryzen AI 400 ยังถูกออกแบบให้เป็น “รุ่นต่อยอด” จาก Ryzen 8000G ที่โดดเด่นด้านการโอเวอร์คล็อกแรม ทำให้ผู้ใช้สายปรับแต่งมีความหวังว่าจะได้เห็นศักยภาพที่สูงขึ้นอีกขั้นในเจเนอเรชันใหม่ สิ่งที่น่าสนใจคือ AMD กำลังผลักดันให้ APU กลายเป็นศูนย์กลางของงานประมวลผลยุคใหม่ ทั้งด้านเกมมิ่ง, งานสร้างคอนเทนต์, และงาน AI แบบ On-device โดยเฉพาะเมื่อคู่แข่งอย่าง Intel และ NVIDIA ต่างก็เร่งพัฒนา AI PC เช่นกัน การแข่งขันนี้จะส่งผลให้ผู้บริโภคได้เห็นนวัตกรรมที่เร็วขึ้นและราคาที่สมเหตุสมผลมากขึ้นในตลาดพีซีระดับกลางถึงระดับสูง ในภาพรวม การมาของ Ryzen AI 400 ไม่ได้เป็นเพียงการอัปเกรดสเปก แต่เป็นการวางรากฐานให้พีซีในอนาคตสามารถทำงานร่วมกับโมเดล AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดภาระของระบบ Cloud และเพิ่มความเป็นส่วนตัวให้ผู้ใช้ เพราะข้อมูลจำนวนมากสามารถประมวลผลภายในเครื่องได้โดยตรง นี่คือก้าวสำคัญของ AMD ในการผลักดัน AI PC ให้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรม 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Ryzen AI 400 เปิดตัวบนแพลตฟอร์ม AM5 ➡️ ใช้สถาปัตยกรรม Zen 5, RDNA 3.5 และ XDNA 2 NPU ➡️ รองรับสูงสุด 12 คอร์ CPU, 16 คอร์ GPU และ 60 TOPS NPU ✅ รองรับโดยเมนบอร์ด AM5 ผ่านอัปเดต BIOS ➡️ ผู้ผลิตเริ่มปล่อย AGESA เวอร์ชันใหม่ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ➡️ ทำให้ผู้ใช้เมนบอร์ดปัจจุบันสามารถอัปเกรดได้ทันทีเมื่อซีพียูวางขาย ✅ พัฒนาต่อยอดจาก Ryzen 8000G ➡️ คาดว่าจะมีศักยภาพด้านโอเวอร์คล็อกแรมที่ดีขึ้น ➡️ เพิ่มประสิทธิภาพงานเกมและงาน AI แบบ Local ‼️ ความไม่แน่นอนของสเปกจริง ⛔ AMD ยังไม่เปิดเผย SKU อย่างเป็นทางการ ⛔ ประสิทธิภาพจริงอาจแตกต่างจากข้อมูลที่เปิดเผยในงาน ‼️ การแข่งขันด้าน AI PC ที่รุนแรงขึ้น ⛔ อาจทำให้ราคาในตลาดผันผวน ⛔ ผู้ใช้ต้องพิจารณาความคุ้มค่าระหว่าง AMD, Intel และ NVIDIA https://wccftech.com/amd-confirms-ryzen-ai-400-ryzen-ai-pro-400-apus-for-am5-desktops/
    WCCFTECH.COM
    AMD Confirms Ryzen AI 400 & Ryzen AI PRO 400 APUs Are Coming To AM5 Desktops: Powered By Zen 5 CPU, RDNA 3.5 iGPU, & XDNA 2 NPU Cores
    AMD will be launching its Ryzen AI 400 & Ryzen AI PRO 400 Desktop AM5 APUs in the first half of 2026, featuring brand new architectures.
    0 Comments 0 Shares 3 Views 0 Reviews
  • การ์ดจอ Blackwell ถูกดัดแปลงเป็น “Blower GPU” เพื่อป้อนตลาด AI จีน

    การ์ดจอซีรีส์ Nvidia Blackwell (RTX 50 Series) ซึ่งปกติออกแบบมาสำหรับเกมมิ่ง กำลังถูกนำไปดัดแปลงเป็น รุ่น Blower-style เพื่อใช้งานในศูนย์ข้อมูล AI โดยเฉพาะในจีน ที่มีความต้องการ GPU สูงมากจนเกิดตลาดดัดแปลงแบบ “ใต้ดิน” ขึ้นมา

    การดัดแปลงนี้เกิดขึ้นเพราะการ์ดจอแบบ Blower สามารถระบายความร้อนได้ดีในสภาพแวดล้อมที่มีการ์ดจำนวนมากวางชิดกัน เช่นใน AI farms หรือ data centers ต่างจากการ์ดเกมมิ่งทั่วไปที่ออกแบบให้ใช้ในเคสพีซีปกติ เมื่อรวมกับความต้องการ GPU ที่เพิ่มขึ้นอย่างรุนแรงในจีน ทำให้มีการนำการ์ดเกมมิ่งอย่าง RTX 5090, 5080, 5070 Ti และ 5060 Ti มาปรับแต่งใหม่ให้เหมาะกับงาน AI

    ราคาของการ์ดเหล่านี้สูงกว่ารุ่นเกมมิ่งมาก เช่น RTX 5090 Blower ราคาเกือบ 4,156 ดอลลาร์, ส่วนรุ่นรองลงมาก็แพงขึ้นเช่นกัน เพราะถูกมองว่าเป็นสินค้าสำหรับงาน AI ที่ให้ผลตอบแทนสูง ผู้ซื้อจำนวนมากยอมจ่ายแพงเพื่อให้ได้ GPU ที่ใช้งานได้ทันที แม้จะเป็นการดัดแปลงแบบไม่เป็นทางการก็ตาม

    นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่ม VRAM ให้สูงขึ้นในบางรุ่น เช่น 32GB หรือมากกว่านั้น เพื่อรองรับโมเดล AI ขนาดใหญ่ ทำให้การ์ดเกมมิ่งที่ควรจะอยู่ในตลาดผู้เล่นเกม กลายเป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรม AI ไปโดยปริยาย สะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงของตลาด GPU ที่กำลังถูกขับเคลื่อนด้วย AI มากกว่าเกมมิ่งอย่างชัดเจน

    สรุปประเด็นสำคัญ
    การ์ดเกมมิ่งถูกดัดแปลงเป็น Blower GPU
    ใช้การ์ด RTX 5090, 5080, 5070 Ti, 5060 Ti มาทำเป็นรุ่น Blower
    เหมาะกับศูนย์ข้อมูล AI มากกว่าเคสพีซีทั่วไป
    เป็นการดัดแปลงแบบ aftermarket ไม่ใช่ของ Nvidia โดยตรง

    เหตุผลที่ตลาดจีนต้องการสูง
    ความต้องการ GPU สำหรับ AI พุ่งสูง
    การ์ดบางรุ่นถูกควบคุมการส่งออก ทำให้เกิดตลาดใต้ดิน
    Blower-style ช่วยระบายความร้อนในระบบ GPU หนาแน่นได้ดีกว่า

    ผลกระทบต่อตลาด
    ราคาการ์ดดัดแปลงสูงกว่ารุ่นเกมมิ่งมาก
    ผู้ใช้เกมมิ่งอาจหาการ์ดบางรุ่นได้ยากขึ้น
    ตลาด GPU ถูกเบียดไปทาง AI มากขึ้นเรื่อยๆ

    ความเสี่ยงและข้อควรระวัง
    การดัดแปลงไม่ใช่ของทางการ อาจมีปัญหาคุณภาพ
    การเพิ่ม VRAM แบบไม่เป็นทางการอาจทำให้เสถียรภาพลดลง
    การใช้งานผิดประเภทอาจทำให้ประกันหมดสิทธิ์

    https://www.tomshardware.com/pc-components/gpus/nvidias-blackwell-gaming-gpus-go-through-blower-style-transformation-to-fuel-ai-data-centers-rtx-5080-rtx-5070-ti-rtx-5060-ti-blower-gpus-up-for-purchase-in-china
    🚀🌀 การ์ดจอ Blackwell ถูกดัดแปลงเป็น “Blower GPU” เพื่อป้อนตลาด AI จีน การ์ดจอซีรีส์ Nvidia Blackwell (RTX 50 Series) ซึ่งปกติออกแบบมาสำหรับเกมมิ่ง กำลังถูกนำไปดัดแปลงเป็น รุ่น Blower-style เพื่อใช้งานในศูนย์ข้อมูล AI โดยเฉพาะในจีน ที่มีความต้องการ GPU สูงมากจนเกิดตลาดดัดแปลงแบบ “ใต้ดิน” ขึ้นมา การดัดแปลงนี้เกิดขึ้นเพราะการ์ดจอแบบ Blower สามารถระบายความร้อนได้ดีในสภาพแวดล้อมที่มีการ์ดจำนวนมากวางชิดกัน เช่นใน AI farms หรือ data centers ต่างจากการ์ดเกมมิ่งทั่วไปที่ออกแบบให้ใช้ในเคสพีซีปกติ เมื่อรวมกับความต้องการ GPU ที่เพิ่มขึ้นอย่างรุนแรงในจีน ทำให้มีการนำการ์ดเกมมิ่งอย่าง RTX 5090, 5080, 5070 Ti และ 5060 Ti มาปรับแต่งใหม่ให้เหมาะกับงาน AI ราคาของการ์ดเหล่านี้สูงกว่ารุ่นเกมมิ่งมาก เช่น RTX 5090 Blower ราคาเกือบ 4,156 ดอลลาร์, ส่วนรุ่นรองลงมาก็แพงขึ้นเช่นกัน เพราะถูกมองว่าเป็นสินค้าสำหรับงาน AI ที่ให้ผลตอบแทนสูง ผู้ซื้อจำนวนมากยอมจ่ายแพงเพื่อให้ได้ GPU ที่ใช้งานได้ทันที แม้จะเป็นการดัดแปลงแบบไม่เป็นทางการก็ตาม นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่ม VRAM ให้สูงขึ้นในบางรุ่น เช่น 32GB หรือมากกว่านั้น เพื่อรองรับโมเดล AI ขนาดใหญ่ ทำให้การ์ดเกมมิ่งที่ควรจะอยู่ในตลาดผู้เล่นเกม กลายเป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรม AI ไปโดยปริยาย สะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงของตลาด GPU ที่กำลังถูกขับเคลื่อนด้วย AI มากกว่าเกมมิ่งอย่างชัดเจน 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ การ์ดเกมมิ่งถูกดัดแปลงเป็น Blower GPU ➡️ ใช้การ์ด RTX 5090, 5080, 5070 Ti, 5060 Ti มาทำเป็นรุ่น Blower ➡️ เหมาะกับศูนย์ข้อมูล AI มากกว่าเคสพีซีทั่วไป ➡️ เป็นการดัดแปลงแบบ aftermarket ไม่ใช่ของ Nvidia โดยตรง ✅ เหตุผลที่ตลาดจีนต้องการสูง ➡️ ความต้องการ GPU สำหรับ AI พุ่งสูง ➡️ การ์ดบางรุ่นถูกควบคุมการส่งออก ทำให้เกิดตลาดใต้ดิน ➡️ Blower-style ช่วยระบายความร้อนในระบบ GPU หนาแน่นได้ดีกว่า ‼️ ผลกระทบต่อตลาด ⛔ ราคาการ์ดดัดแปลงสูงกว่ารุ่นเกมมิ่งมาก ⛔ ผู้ใช้เกมมิ่งอาจหาการ์ดบางรุ่นได้ยากขึ้น ⛔ ตลาด GPU ถูกเบียดไปทาง AI มากขึ้นเรื่อยๆ ‼️ ความเสี่ยงและข้อควรระวัง ⛔ การดัดแปลงไม่ใช่ของทางการ อาจมีปัญหาคุณภาพ ⛔ การเพิ่ม VRAM แบบไม่เป็นทางการอาจทำให้เสถียรภาพลดลง ⛔ การใช้งานผิดประเภทอาจทำให้ประกันหมดสิทธิ์ https://www.tomshardware.com/pc-components/gpus/nvidias-blackwell-gaming-gpus-go-through-blower-style-transformation-to-fuel-ai-data-centers-rtx-5080-rtx-5070-ti-rtx-5060-ti-blower-gpus-up-for-purchase-in-china
    0 Comments 0 Shares 6 Views 0 Reviews
  • ผู้ดูแลระบบได้สิทธิ์ลบ Microsoft Copilot ออกจาก Windows 11 แล้ว!

    Microsoft ได้เพิ่มความสามารถใหม่ให้ผู้ดูแลระบบ (Admins) สามารถ ถอนการติดตั้ง Microsoft Copilot App ออกจากอุปกรณ์ Windows 11 เวอร์ชัน Pro, Enterprise และ Education ได้แล้ว ภายใต้เงื่อนไขเฉพาะบางประการ

    ฟีเจอร์นี้ถูกปล่อยผ่าน Windows Insider Preview Build 26220.7535 (KB5072046) โดยเพิ่มนโยบายใหม่ชื่อ RemoveMicrosoftCopilotApp ที่ช่วยให้ Admin สามารถลบ Copilot เวอร์ชันฟรีที่ติดมากับ Windows 11 ได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้ยังคงมี Microsoft 365 Copilot อยู่ในระบบ เพราะเป็นบริการแบบสมัครสมาชิกที่แยกออกจากกันโดยสิ้นเชิง

    แม้จะฟังดูง่าย แต่การลบ Copilot ไม่ได้ทำได้ทุกเครื่อง เพราะ Microsoft กำหนดเงื่อนไขไว้หลายข้อ เช่น อุปกรณ์ต้องมีทั้ง Microsoft 365 Copilot และ Microsoft Copilot ติดตั้งอยู่, แอป Copilot ต้องไม่ใช่แอปที่ผู้ใช้ติดตั้งเอง และที่สำคัญที่สุดคือ ผู้ใช้ต้องไม่เปิด Copilot ภายใน 28 วันที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเรื่องยากเพราะ Copilot เปิดอัตโนมัติเมื่อเข้าสู่ระบบ และยังมีคีย์ลัดที่กดโดนได้ง่าย เช่น Windows + C หรือ Alt + Space

    แม้จะมีข้อจำกัด แต่การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นสัญญาณว่า Microsoft เริ่มเปิดทางให้ผู้ใช้และองค์กรควบคุมระบบได้มากขึ้น หลังจากกระแสต่อต้านการยัดเยียดฟีเจอร์ AI ใน Windows 11 ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หลายองค์กรอาจมองว่านี่คือโอกาสในการจัดการระบบให้เบาลง ปลอดภัยขึ้น และเหมาะกับนโยบายภายในมากกว่าเดิม

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ฟีเจอร์ใหม่สำหรับผู้ดูแลระบบ
    Admin สามารถลบ Microsoft Copilot App ออกจาก Windows 11 ได้
    ใช้ผ่านนโยบาย RemoveMicrosoftCopilotApp ใน Group Policy
    มีผลใน Windows Insider Build 26220.7535

    เงื่อนไขที่อุปกรณ์ต้องมี
    ต้องติดตั้งทั้ง Microsoft 365 Copilot และ Microsoft Copilot
    Copilot ต้องไม่ใช่แอปที่ผู้ใช้ติดตั้งเอง
    แอปต้องไม่ถูกเปิดใช้งานในช่วง 28 วันล่าสุด

    ข้อจำกัดและความท้าทาย
    Copilot เปิดอัตโนมัติเมื่อเข้าสู่ระบบ ทำให้ยากต่อการเข้าเงื่อนไข
    คีย์ลัด Copilot อาจทำให้เปิดแอปโดยไม่ตั้งใจ
    ผู้ใช้ทั่วไปอาจไม่สามารถลบได้เอง ต้องให้ Admin จัดการ

    ผลกระทบต่อองค์กรและผู้ใช้
    องค์กรต้องประเมินผลกระทบก่อนลบ Copilot
    ผู้ใช้ที่ต้องการใช้ AI อาจต้องติดตั้งใหม่เอง
    การจัดการระบบอาจซับซ้อนขึ้นหากมีหลายเวอร์ชันของ Copilot

    https://www.tomshardware.com/software/windows/admins-finally-get-the-power-to-uninstall-microsoft-copilot-on-windows-11-pro-enterprise-and-edu-versions-devices-must-meet-specific-conditions-to-allow-the-removal-of-the-ai-app
    🧩💻 ผู้ดูแลระบบได้สิทธิ์ลบ Microsoft Copilot ออกจาก Windows 11 แล้ว! Microsoft ได้เพิ่มความสามารถใหม่ให้ผู้ดูแลระบบ (Admins) สามารถ ถอนการติดตั้ง Microsoft Copilot App ออกจากอุปกรณ์ Windows 11 เวอร์ชัน Pro, Enterprise และ Education ได้แล้ว ภายใต้เงื่อนไขเฉพาะบางประการ ฟีเจอร์นี้ถูกปล่อยผ่าน Windows Insider Preview Build 26220.7535 (KB5072046) โดยเพิ่มนโยบายใหม่ชื่อ RemoveMicrosoftCopilotApp ที่ช่วยให้ Admin สามารถลบ Copilot เวอร์ชันฟรีที่ติดมากับ Windows 11 ได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้ยังคงมี Microsoft 365 Copilot อยู่ในระบบ เพราะเป็นบริการแบบสมัครสมาชิกที่แยกออกจากกันโดยสิ้นเชิง แม้จะฟังดูง่าย แต่การลบ Copilot ไม่ได้ทำได้ทุกเครื่อง เพราะ Microsoft กำหนดเงื่อนไขไว้หลายข้อ เช่น อุปกรณ์ต้องมีทั้ง Microsoft 365 Copilot และ Microsoft Copilot ติดตั้งอยู่, แอป Copilot ต้องไม่ใช่แอปที่ผู้ใช้ติดตั้งเอง และที่สำคัญที่สุดคือ ผู้ใช้ต้องไม่เปิด Copilot ภายใน 28 วันที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเรื่องยากเพราะ Copilot เปิดอัตโนมัติเมื่อเข้าสู่ระบบ และยังมีคีย์ลัดที่กดโดนได้ง่าย เช่น Windows + C หรือ Alt + Space แม้จะมีข้อจำกัด แต่การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นสัญญาณว่า Microsoft เริ่มเปิดทางให้ผู้ใช้และองค์กรควบคุมระบบได้มากขึ้น หลังจากกระแสต่อต้านการยัดเยียดฟีเจอร์ AI ใน Windows 11 ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หลายองค์กรอาจมองว่านี่คือโอกาสในการจัดการระบบให้เบาลง ปลอดภัยขึ้น และเหมาะกับนโยบายภายในมากกว่าเดิม 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ฟีเจอร์ใหม่สำหรับผู้ดูแลระบบ ➡️ Admin สามารถลบ Microsoft Copilot App ออกจาก Windows 11 ได้ ➡️ ใช้ผ่านนโยบาย RemoveMicrosoftCopilotApp ใน Group Policy ➡️ มีผลใน Windows Insider Build 26220.7535 ✅ เงื่อนไขที่อุปกรณ์ต้องมี ➡️ ต้องติดตั้งทั้ง Microsoft 365 Copilot และ Microsoft Copilot ➡️ Copilot ต้องไม่ใช่แอปที่ผู้ใช้ติดตั้งเอง ➡️ แอปต้องไม่ถูกเปิดใช้งานในช่วง 28 วันล่าสุด ‼️ ข้อจำกัดและความท้าทาย ⛔ Copilot เปิดอัตโนมัติเมื่อเข้าสู่ระบบ ทำให้ยากต่อการเข้าเงื่อนไข ⛔ คีย์ลัด Copilot อาจทำให้เปิดแอปโดยไม่ตั้งใจ ⛔ ผู้ใช้ทั่วไปอาจไม่สามารถลบได้เอง ต้องให้ Admin จัดการ ‼️ ผลกระทบต่อองค์กรและผู้ใช้ ⛔ องค์กรต้องประเมินผลกระทบก่อนลบ Copilot ⛔ ผู้ใช้ที่ต้องการใช้ AI อาจต้องติดตั้งใหม่เอง ⛔ การจัดการระบบอาจซับซ้อนขึ้นหากมีหลายเวอร์ชันของ Copilot https://www.tomshardware.com/software/windows/admins-finally-get-the-power-to-uninstall-microsoft-copilot-on-windows-11-pro-enterprise-and-edu-versions-devices-must-meet-specific-conditions-to-allow-the-removal-of-the-ai-app
    0 Comments 0 Shares 6 Views 0 Reviews
  • วิกฤตการ์ดจอในญี่ปุ่น! RTX 5060 Ti ขึ้นไป “ขาดตลาดหนัก” ร้านต้องจำกัดการซื้อ

    ประเทศญี่ปุ่น กำลังเผชิญปัญหาการ์ดจอระดับกลาง–สูงขาดตลาดอย่างรุนแรง โดยเฉพาะรุ่น GeForce RTX 5060 Ti 16GB ขึ้นไป ที่ขายหมดทันทีที่วางบนชั้นสินค้า ปัญหานี้เกิดจากแรงกดดันด้านราคา ต้นทุนหน่วยความจำที่สูงขึ้น และซัพพลายที่ไม่แน่นอน ทำให้ร้านค้าต้องออกมาตรการจำกัดการซื้อเพื่อป้องกันการกว้านซื้อและการกักตุนสินค้า

    ในหลายร้าน เช่น Dospara และ PC SHOP Ark มีการติดป้ายจำกัดจำนวนการซื้อทุกรุ่น ไม่ใช่เฉพาะรุ่นท็อปเท่านั้น เพราะสินค้าหมดเร็วเกินควบคุม ขณะที่ร้าน TSUKUMO eX. ถึงขั้นต้องเอาผ้ามาคลุมตู้โชว์ครึ่งหนึ่งเพราะไม่มีสินค้าให้โชว์เลย สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาขาดแคลนไม่ได้เกิดเฉพาะในญี่ปุ่น แต่เป็นสัญญาณของวิกฤตระดับโลกที่เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

    ข้อมูลจากวงการฮาร์ดแวร์ชี้ว่า GPU ที่ใช้หน่วยความจำมาก เช่นรุ่น 16GB ขึ้นไป กำลังได้รับผลกระทบจากต้นทุนชิปหน่วยความจำที่พุ่งสูง และกำลังการผลิตที่ไม่เพียงพอ ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากความต้องการด้าน AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ทำให้ผู้ผลิตต้องจัดลำดับความสำคัญใหม่ ส่งผลให้การ์ดจอสำหรับผู้ใช้ทั่วไปถูกเบียดออกจากสายการผลิตบางส่วน

    ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ราคาที่สูงขึ้น แต่ยังรวมถึงความไม่แน่นอนของตลาดในปีนี้ ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าสถานการณ์อาจเลวร้ายลงอีก เพราะความต้องการด้าน AI และ Data Center ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ซัพพลายหน่วยความจำยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ทำให้ผู้บริโภคอาจต้องเตรียมรับมือกับราคาที่สูงขึ้นและสินค้าที่หายากขึ้นตลอดทั้งปี

    สรุปประเด็นสำคัญ
    สถานการณ์การ์ดจอขาดตลาดในญี่ปุ่น
    RTX 5060 Ti 16GB ขึ้นไปขายหมดทันทีที่วางขาย
    ร้านค้าต้องจำกัดจำนวนการซื้อทุกรุ่น
    ตู้โชว์หลายร้านว่างจนต้องคลุมผ้าเพราะไม่มีสินค้า

    สาเหตุของปัญหา
    ต้นทุนหน่วยความจำสูงขึ้น
    ซัพพลายจากต้นทางไม่แน่นอน
    ความต้องการด้าน AI แย่งกำลังการผลิต

    ผลกระทบต่อผู้บริโภค
    ราคาการ์ดจอมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง
    สินค้ารุ่นกลาง–สูงอาจหายากตลอดปี
    ผู้ใช้ที่ต้องการอัปเกรดอาจต้องรอนานหรือจ่ายแพงขึ้น

    แนวโน้มในอนาคต
    ตลาดอาจตึงตัวมากขึ้นเพราะความต้องการด้าน AI ยังเพิ่ม
    ผู้ผลิตอาจให้ความสำคัญกับ Data Center มากกว่าตลาดเกมมิ่ง
    ความไม่แน่นอนของซัพพลายอาจทำให้เกิดการกักตุนเพิ่มขึ้น

    https://www.tomshardware.com/pc-components/gpus/rtx-5060-ti-and-higher-gpus-are-getting-harder-to-find-in-japan
    🖥️🔥 วิกฤตการ์ดจอในญี่ปุ่น! RTX 5060 Ti ขึ้นไป “ขาดตลาดหนัก” ร้านต้องจำกัดการซื้อ ประเทศญี่ปุ่น กำลังเผชิญปัญหาการ์ดจอระดับกลาง–สูงขาดตลาดอย่างรุนแรง โดยเฉพาะรุ่น GeForce RTX 5060 Ti 16GB ขึ้นไป ที่ขายหมดทันทีที่วางบนชั้นสินค้า ปัญหานี้เกิดจากแรงกดดันด้านราคา ต้นทุนหน่วยความจำที่สูงขึ้น และซัพพลายที่ไม่แน่นอน ทำให้ร้านค้าต้องออกมาตรการจำกัดการซื้อเพื่อป้องกันการกว้านซื้อและการกักตุนสินค้า ในหลายร้าน เช่น Dospara และ PC SHOP Ark มีการติดป้ายจำกัดจำนวนการซื้อทุกรุ่น ไม่ใช่เฉพาะรุ่นท็อปเท่านั้น เพราะสินค้าหมดเร็วเกินควบคุม ขณะที่ร้าน TSUKUMO eX. ถึงขั้นต้องเอาผ้ามาคลุมตู้โชว์ครึ่งหนึ่งเพราะไม่มีสินค้าให้โชว์เลย สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาขาดแคลนไม่ได้เกิดเฉพาะในญี่ปุ่น แต่เป็นสัญญาณของวิกฤตระดับโลกที่เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ข้อมูลจากวงการฮาร์ดแวร์ชี้ว่า GPU ที่ใช้หน่วยความจำมาก เช่นรุ่น 16GB ขึ้นไป กำลังได้รับผลกระทบจากต้นทุนชิปหน่วยความจำที่พุ่งสูง และกำลังการผลิตที่ไม่เพียงพอ ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากความต้องการด้าน AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ทำให้ผู้ผลิตต้องจัดลำดับความสำคัญใหม่ ส่งผลให้การ์ดจอสำหรับผู้ใช้ทั่วไปถูกเบียดออกจากสายการผลิตบางส่วน ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ราคาที่สูงขึ้น แต่ยังรวมถึงความไม่แน่นอนของตลาดในปีนี้ ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าสถานการณ์อาจเลวร้ายลงอีก เพราะความต้องการด้าน AI และ Data Center ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ซัพพลายหน่วยความจำยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ทำให้ผู้บริโภคอาจต้องเตรียมรับมือกับราคาที่สูงขึ้นและสินค้าที่หายากขึ้นตลอดทั้งปี 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ สถานการณ์การ์ดจอขาดตลาดในญี่ปุ่น ➡️ RTX 5060 Ti 16GB ขึ้นไปขายหมดทันทีที่วางขาย ➡️ ร้านค้าต้องจำกัดจำนวนการซื้อทุกรุ่น ➡️ ตู้โชว์หลายร้านว่างจนต้องคลุมผ้าเพราะไม่มีสินค้า ✅ สาเหตุของปัญหา ➡️ ต้นทุนหน่วยความจำสูงขึ้น ➡️ ซัพพลายจากต้นทางไม่แน่นอน ➡️ ความต้องการด้าน AI แย่งกำลังการผลิต ‼️ ผลกระทบต่อผู้บริโภค ⛔ ราคาการ์ดจอมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง ⛔ สินค้ารุ่นกลาง–สูงอาจหายากตลอดปี ⛔ ผู้ใช้ที่ต้องการอัปเกรดอาจต้องรอนานหรือจ่ายแพงขึ้น ‼️ แนวโน้มในอนาคต ⛔ ตลาดอาจตึงตัวมากขึ้นเพราะความต้องการด้าน AI ยังเพิ่ม ⛔ ผู้ผลิตอาจให้ความสำคัญกับ Data Center มากกว่าตลาดเกมมิ่ง ⛔ ความไม่แน่นอนของซัพพลายอาจทำให้เกิดการกักตุนเพิ่มขึ้น https://www.tomshardware.com/pc-components/gpus/rtx-5060-ti-and-higher-gpus-are-getting-harder-to-find-in-japan
    WWW.TOMSHARDWARE.COM
    GPU crisis hits Japan as RTX 5060 Ti and up are in short supply — GPUs sell out as soon as they arrive
    Akihabara retailers report blanket purchase limits and slow restocks for higher-end GeForce cards.
    0 Comments 0 Shares 5 Views 0 Reviews
  • HP มองหาซัพพลายเออร์ DRAM จากจีน หลังตลาดขาดแคลนหนัก — นักวิเคราะห์ชี้ “ชิปหน่วยความจำคือสินค้าโภคภัณฑ์ เปลี่ยนผู้ผลิตได้ง่าย”

    ความต้องการหน่วยความจำทั่วโลกกำลังพุ่งสูงจากกระแส AI ทำให้เกิดภาวะขาดแคลน DRAM และ NAND อย่างหนัก ผู้ผลิตรายใหญ่ทั้งสาม — Samsung, SK hynix และ Micron — ไม่สามารถเพิ่มกำลังผลิตได้ทัน ส่งผลให้บริษัทอย่าง HP เริ่มมองหาทางเลือกใหม่ โดยเฉพาะซัพพลายเออร์จากจีน เพื่อป้อนตลาดเอเชียและยุโรปบางส่วน

    นักวิเคราะห์ Tae Kim ระบุว่า HP ได้แจ้งกับ Bank of America ว่ากำลัง “คัดเลือกซัพพลายเออร์เพิ่มเติมจากจีน” แม้ยังไม่ยืนยันว่าจะเปลี่ยนซัพพลายเออร์จริง แต่ถือเป็นสัญญาณว่าบริษัทกำลังเตรียมรับมือกับความเสี่ยงด้านซัพพลายเชน โดยเฉพาะเมื่อชิปหน่วยความจำถูกมองว่าเป็น commodity ที่สามารถสลับผู้ผลิตได้ง่าย ต่างจากชิป AI ที่มีความเฉพาะทางสูง

    ในขณะเดียวกัน ผู้ผลิตหน่วยความจำจีนอย่าง CXMT และ YMTC กำลังฉวยโอกาสจากตลาดที่ตึงตัว CXMT เปิดตัว DDR5‑8000 และ LPDDR5X‑10667 แม้จะถูกจำกัดการส่งออกจากสหรัฐ และยังเตรียม IPO มูลค่า 4.2 พันล้านดอลลาร์เพื่อขยายกำลังผลิต ส่วน YMTC ก็มีแผนเข้าสู่ตลาด DRAM และอาจจับมือ CXMT เพื่อผลิต HBM ซึ่งเป็นสินค้าที่มีความต้องการสูงที่สุดในยุค AI

    แม้จะมีข้อกล่าวหาเรื่องการลอกเทคโนโลยีจาก Samsung แต่ภาวะขาดแคลนทำให้หลายบริษัทอาจ “ยอมมองข้าม” เพื่อให้สินค้าทันตลาด เพราะผู้ใช้ปลายทางส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจว่าชิปมาจากประเทศใด ตราบใดที่ประสิทธิภาพดีและราคาคุ้มค่า

    สรุปประเด็นสำคัญ
    HP กำลังคัดเลือกซัพพลายเออร์ DRAM จากจีน
    เพื่อรับมือภาวะขาดแคลนหน่วยความจำ

    ชิปหน่วยความจำถูกมองเป็นสินค้าโภคภัณฑ์
    นักวิเคราะห์ชี้ว่าสามารถเปลี่ยนผู้ผลิตได้ง่ายกว่า AI chips

    ตลาดขาดแคลนเพราะความต้องการ HBM สูงมากจากกระแส AI
    ผู้ผลิตรายใหญ่ไม่เพิ่มกำลังผลิตเพราะเสี่ยงฟองสบู่

    ผู้ผลิตจีนอย่าง CXMT และ YMTC กำลังรุกตลาดหนัก
    เปิดตัว DDR5 รุ่นใหม่และเตรียม IPO มูลค่ามหาศาล

    คำเตือน / จุดที่ควรระวัง
    การใช้ชิปจากจีนอาจมีความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์
    โดยเฉพาะข้อจำกัดการส่งออกและแรงกดดันจากสหรัฐ

    ข้อกล่าวหาเรื่องการลอกเทคโนโลยีอาจกระทบความเชื่อมั่น
    แม้บริษัทปลายทางอาจจำเป็นต้องซื้อเพราะตลาดตึงตัว

    ตลาดหน่วยความจำมีวัฏจักรขึ้นลงรุนแรง
    การลงทุนเพิ่มอาจเสี่ยงหากความต้องการลดลงในอนาคต

    https://www.tomshardware.com/pc-components/ram/hp-reportedly-eyes-chinese-suppliers-for-dram-as-global-shortage-sparks-shake-up-analyst-says-memory-chips-are-commodities-that-can-easily-be-replaced
    🧠💾 HP มองหาซัพพลายเออร์ DRAM จากจีน หลังตลาดขาดแคลนหนัก — นักวิเคราะห์ชี้ “ชิปหน่วยความจำคือสินค้าโภคภัณฑ์ เปลี่ยนผู้ผลิตได้ง่าย” ความต้องการหน่วยความจำทั่วโลกกำลังพุ่งสูงจากกระแส AI ทำให้เกิดภาวะขาดแคลน DRAM และ NAND อย่างหนัก ผู้ผลิตรายใหญ่ทั้งสาม — Samsung, SK hynix และ Micron — ไม่สามารถเพิ่มกำลังผลิตได้ทัน ส่งผลให้บริษัทอย่าง HP เริ่มมองหาทางเลือกใหม่ โดยเฉพาะซัพพลายเออร์จากจีน เพื่อป้อนตลาดเอเชียและยุโรปบางส่วน นักวิเคราะห์ Tae Kim ระบุว่า HP ได้แจ้งกับ Bank of America ว่ากำลัง “คัดเลือกซัพพลายเออร์เพิ่มเติมจากจีน” แม้ยังไม่ยืนยันว่าจะเปลี่ยนซัพพลายเออร์จริง แต่ถือเป็นสัญญาณว่าบริษัทกำลังเตรียมรับมือกับความเสี่ยงด้านซัพพลายเชน โดยเฉพาะเมื่อชิปหน่วยความจำถูกมองว่าเป็น commodity ที่สามารถสลับผู้ผลิตได้ง่าย ต่างจากชิป AI ที่มีความเฉพาะทางสูง ในขณะเดียวกัน ผู้ผลิตหน่วยความจำจีนอย่าง CXMT และ YMTC กำลังฉวยโอกาสจากตลาดที่ตึงตัว CXMT เปิดตัว DDR5‑8000 และ LPDDR5X‑10667 แม้จะถูกจำกัดการส่งออกจากสหรัฐ และยังเตรียม IPO มูลค่า 4.2 พันล้านดอลลาร์เพื่อขยายกำลังผลิต ส่วน YMTC ก็มีแผนเข้าสู่ตลาด DRAM และอาจจับมือ CXMT เพื่อผลิต HBM ซึ่งเป็นสินค้าที่มีความต้องการสูงที่สุดในยุค AI แม้จะมีข้อกล่าวหาเรื่องการลอกเทคโนโลยีจาก Samsung แต่ภาวะขาดแคลนทำให้หลายบริษัทอาจ “ยอมมองข้าม” เพื่อให้สินค้าทันตลาด เพราะผู้ใช้ปลายทางส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจว่าชิปมาจากประเทศใด ตราบใดที่ประสิทธิภาพดีและราคาคุ้มค่า 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ HP กำลังคัดเลือกซัพพลายเออร์ DRAM จากจีน ➡️ เพื่อรับมือภาวะขาดแคลนหน่วยความจำ ✅ ชิปหน่วยความจำถูกมองเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ ➡️ นักวิเคราะห์ชี้ว่าสามารถเปลี่ยนผู้ผลิตได้ง่ายกว่า AI chips ✅ ตลาดขาดแคลนเพราะความต้องการ HBM สูงมากจากกระแส AI ➡️ ผู้ผลิตรายใหญ่ไม่เพิ่มกำลังผลิตเพราะเสี่ยงฟองสบู่ ✅ ผู้ผลิตจีนอย่าง CXMT และ YMTC กำลังรุกตลาดหนัก ➡️ เปิดตัว DDR5 รุ่นใหม่และเตรียม IPO มูลค่ามหาศาล คำเตือน / จุดที่ควรระวัง ‼️ การใช้ชิปจากจีนอาจมีความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ⛔ โดยเฉพาะข้อจำกัดการส่งออกและแรงกดดันจากสหรัฐ ‼️ ข้อกล่าวหาเรื่องการลอกเทคโนโลยีอาจกระทบความเชื่อมั่น ⛔ แม้บริษัทปลายทางอาจจำเป็นต้องซื้อเพราะตลาดตึงตัว ‼️ ตลาดหน่วยความจำมีวัฏจักรขึ้นลงรุนแรง ⛔ การลงทุนเพิ่มอาจเสี่ยงหากความต้องการลดลงในอนาคต https://www.tomshardware.com/pc-components/ram/hp-reportedly-eyes-chinese-suppliers-for-dram-as-global-shortage-sparks-shake-up-analyst-says-memory-chips-are-commodities-that-can-easily-be-replaced
    0 Comments 0 Shares 5 Views 0 Reviews
  • เกม UEFI ที่ต้อง “ชนะก่อนถึงจะบูตเครื่องได้” — โปรเจกต์สุดเพี้ยนที่ใช้เวลาพัฒนา 10 เดือน

    นักพัฒนา Linux นามว่า Alejandro Armas (mycroftsnm) ได้สร้างโปรเจกต์สุดแหวกแนว: ชุดเกมที่รันบน UEFI ซึ่งคุณ ต้องเล่นให้ชนะก่อน ถึงจะบูตเข้าเครื่องได้ และถ้าแพ้? เครื่องจะ ปิดตัวลงทันที ตามกติกา “Win → Boot, Lose → Shutdown” ที่เขาตั้งใจออกแบบไว้ โปรเจกต์นี้ใช้เวลาพัฒนานานถึง 10 เดือน และตอนนี้เปิดให้ลองเล่นบน GitHub แล้ว

    ชุดเกมนี้ประกอบด้วย 5 เกม ที่ผสมทั้งเกมตอบคำถาม เกมทดสอบความจำ และเกมแนว arcade แบบเลื่อนฉากลงมาอย่างรวดเร็ว จุดเด่นคือทั้งหมดนี้รันได้ตั้งแต่ระดับเฟิร์มแวร์ก่อนเข้าระบบปฏิบัติการ ซึ่งถือว่าเป็นงานเขียนโปรแกรมระดับลึกที่ไม่ค่อยมีใครทำกัน นอกจากความสนุกแล้ว ยังเป็นการโชว์ศักยภาพของ UEFI ว่าสามารถทำอะไรได้มากกว่าที่คนส่วนใหญ่คิด

    เกมอย่าง User Evaluation for Ineptness จะให้คุณบวกเลขแบบสุ่ม 0–99 ถ้าตอบผิด เครื่องจะล้อคุณก่อนปิดตัวลง ส่วน Insult Sword Fighting ได้แรงบันดาลใจจาก Monkey Island ให้คุณเลือกคำโต้กลับที่ถูกต้องเพื่อผ่านด่าน ขณะที่ Fall To Boot เป็นเกมแนว vertical scroller ที่ต้องพาเครื่องหมายรูปดาวลงไปถึงก้นหลุมโดยไม่ชนผนัง มิฉะนั้นจะ “Fail to Boot” ตามชื่อเกม

    โปรเจกต์นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนทำเกมบน UEFI แต่เป็นครั้งแรกที่รวมหลายเกมไว้เป็น “ด่านทดสอบก่อนบูตเครื่อง” แบบจริงจัง และยังเปิดให้แก้ไขไฟล์ เช่น insults.txt เพื่อเพิ่มคำด่าในเกมดาบคำด่าได้ด้วย ถือเป็นงานทดลองที่ทั้งสนุก แปลก และโชว์ความสามารถของเฟิร์มแวร์ยุคใหม่ได้อย่างน่าสนใจ

    สรุปประเด็นสำคัญ
    โปรเจกต์สร้างเกม UEFI ที่ต้องชนะก่อนบูตเครื่อง
    ถ้าแพ้ เครื่องจะ shutdown ทันที

    พัฒนาโดย Alejandro Armas ใช้เวลา 10 เดือน
    เปิดให้เล่นบน GitHub

    มีทั้งหมด 5 เกม
    รวมเกมบวกเลข, เกมดาบคำด่า, เกมเลื่อนฉาก, เกมทดสอบความจำ และเกม trivia

    เกมรันได้ตั้งแต่ระดับ UEFI ก่อนเข้าระบบปฏิบัติการ
    แสดงศักยภาพของ UEFI ว่าทำได้มากกว่าที่คิด

    คำเตือน / จุดที่ควรระวัง
    การใช้จริงอาจทำให้บูตเครื่องไม่ได้ถ้าเล่นแพ้
    ไม่เหมาะกับเครื่องที่ต้องใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน

    การแก้ไขเฟิร์มแวร์มีความเสี่ยง
    หากติดตั้งผิดพลาดอาจทำให้เครื่องบูตไม่ได้

    โปรเจกต์นี้เป็นงานทดลอง ไม่ใช่ฟีเจอร์สำหรับผู้ใช้ทั่วไป
    เหมาะกับสายทดลองและนักพัฒนามากกว่า

    https://www.tomshardware.com/software/dev-creates-uefi-games-compendium-where-you-have-to-win-to-access-your-computer-10-month-project-will-shutdown-your-pc-if-you-lose
    🎮🖥️ เกม UEFI ที่ต้อง “ชนะก่อนถึงจะบูตเครื่องได้” — โปรเจกต์สุดเพี้ยนที่ใช้เวลาพัฒนา 10 เดือน นักพัฒนา Linux นามว่า Alejandro Armas (mycroftsnm) ได้สร้างโปรเจกต์สุดแหวกแนว: ชุดเกมที่รันบน UEFI ซึ่งคุณ ต้องเล่นให้ชนะก่อน ถึงจะบูตเข้าเครื่องได้ และถ้าแพ้? เครื่องจะ ปิดตัวลงทันที ตามกติกา “Win → Boot, Lose → Shutdown” ที่เขาตั้งใจออกแบบไว้ โปรเจกต์นี้ใช้เวลาพัฒนานานถึง 10 เดือน และตอนนี้เปิดให้ลองเล่นบน GitHub แล้ว ชุดเกมนี้ประกอบด้วย 5 เกม ที่ผสมทั้งเกมตอบคำถาม เกมทดสอบความจำ และเกมแนว arcade แบบเลื่อนฉากลงมาอย่างรวดเร็ว จุดเด่นคือทั้งหมดนี้รันได้ตั้งแต่ระดับเฟิร์มแวร์ก่อนเข้าระบบปฏิบัติการ ซึ่งถือว่าเป็นงานเขียนโปรแกรมระดับลึกที่ไม่ค่อยมีใครทำกัน นอกจากความสนุกแล้ว ยังเป็นการโชว์ศักยภาพของ UEFI ว่าสามารถทำอะไรได้มากกว่าที่คนส่วนใหญ่คิด เกมอย่าง User Evaluation for Ineptness จะให้คุณบวกเลขแบบสุ่ม 0–99 ถ้าตอบผิด เครื่องจะล้อคุณก่อนปิดตัวลง ส่วน Insult Sword Fighting ได้แรงบันดาลใจจาก Monkey Island ให้คุณเลือกคำโต้กลับที่ถูกต้องเพื่อผ่านด่าน ขณะที่ Fall To Boot เป็นเกมแนว vertical scroller ที่ต้องพาเครื่องหมายรูปดาวลงไปถึงก้นหลุมโดยไม่ชนผนัง มิฉะนั้นจะ “Fail to Boot” ตามชื่อเกม โปรเจกต์นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนทำเกมบน UEFI แต่เป็นครั้งแรกที่รวมหลายเกมไว้เป็น “ด่านทดสอบก่อนบูตเครื่อง” แบบจริงจัง และยังเปิดให้แก้ไขไฟล์ เช่น insults.txt เพื่อเพิ่มคำด่าในเกมดาบคำด่าได้ด้วย ถือเป็นงานทดลองที่ทั้งสนุก แปลก และโชว์ความสามารถของเฟิร์มแวร์ยุคใหม่ได้อย่างน่าสนใจ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ โปรเจกต์สร้างเกม UEFI ที่ต้องชนะก่อนบูตเครื่อง ➡️ ถ้าแพ้ เครื่องจะ shutdown ทันที ✅ พัฒนาโดย Alejandro Armas ใช้เวลา 10 เดือน ➡️ เปิดให้เล่นบน GitHub ✅ มีทั้งหมด 5 เกม ➡️ รวมเกมบวกเลข, เกมดาบคำด่า, เกมเลื่อนฉาก, เกมทดสอบความจำ และเกม trivia ✅ เกมรันได้ตั้งแต่ระดับ UEFI ก่อนเข้าระบบปฏิบัติการ ➡️ แสดงศักยภาพของ UEFI ว่าทำได้มากกว่าที่คิด คำเตือน / จุดที่ควรระวัง ‼️ การใช้จริงอาจทำให้บูตเครื่องไม่ได้ถ้าเล่นแพ้ ⛔ ไม่เหมาะกับเครื่องที่ต้องใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน ‼️ การแก้ไขเฟิร์มแวร์มีความเสี่ยง ⛔ หากติดตั้งผิดพลาดอาจทำให้เครื่องบูตไม่ได้ ‼️ โปรเจกต์นี้เป็นงานทดลอง ไม่ใช่ฟีเจอร์สำหรับผู้ใช้ทั่วไป ⛔ เหมาะกับสายทดลองและนักพัฒนามากกว่า https://www.tomshardware.com/software/dev-creates-uefi-games-compendium-where-you-have-to-win-to-access-your-computer-10-month-project-will-shutdown-your-pc-if-you-lose
    0 Comments 0 Shares 5 Views 0 Reviews
  • Intel เดินหน้าเต็มกำลังกับกระบวนการผลิต 14A — CEO ยืนยัน “มีลูกค้าภายนอกแล้ว” และพร้อมเร่งพัฒนาเพื่อแซงคู่แข่ง

    Intel ใช้เวที CES 2026 ไม่เพียงเปิดตัว Panther Lake แต่ยังส่งสัญญาณสำคัญเกี่ยวกับอนาคตของธุรกิจ Foundry ด้วยการประกาศว่า บริษัทกำลัง “เดินหน้าเต็มกำลัง” กับกระบวนการผลิต 14A (1.4nm-class) ซึ่งเป็นท่าทีที่สวนทางกับคำพูดเมื่อกลางปีที่ระบุว่าอาจ “หยุดหรือยกเลิก” หากไม่ได้ลูกค้าภายนอก แต่ตอนนี้ CEO Lip‑Bu Tan ยืนยันว่า 14A มี “โมเมนตัมที่ดีมาก” และมีลูกค้ามากกว่าหนึ่งรายแล้ว

    กระบวนการผลิต 14A จะพร้อมใช้งานเชิงพาณิชย์ในปี 2027 โดย Intel เตรียมปล่อย PDK รุ่นแรกให้ลูกค้าภายนอกภายในปีนี้ จุดเด่นของ 14A คือการต่อยอดจาก 18A ด้วย RibbonFET รุ่นที่ 2, ระบบจ่ายไฟแบบ PowerDirect BSPDN รุ่นใหม่, และ Turbo Cells ที่ช่วยเพิ่มความเร็วโดยไม่เพิ่มพื้นที่หรือพลังงานมากนัก ทำให้ 14A เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่ Intel หวังใช้กลับมาท้าชน TSMC และ Samsung ในตลาด Foundry ระดับสูง

    อย่างไรก็ตาม Intel ยังมีความท้าทายสำคัญ เพราะ แผนลงทุนปัจจุบันไม่ได้รวมกำลังการผลิตสำหรับลูกค้าภายนอก หมายความว่าหากมีบริษัทใหญ่ เช่น Apple, Nvidia, AMD หรือ Qualcomm ต้องการใช้ 14A จริง Intel จะต้องลงทุนเพิ่มทันที ซึ่งอาจทำให้จุดคุ้มทุนของธุรกิจ Foundry ถูกเลื่อนออกไป แต่ผู้บริหารเชื่อว่านักลงทุน “ยอมรับได้” หากเป็นสัญญาณว่าบริษัทสามารถดึงลูกค้าภายนอกได้จริง

    การแข่งขันในตลาด Foundry กำลังดุเดือด เพราะ TSMC และ Samsung มักสร้างกำลังการผลิตล่วงหน้าพร้อมลูกค้าหลักหลายราย ขณะที่ Intel ต้องสร้างกำลังผลิตเพื่อรองรับความต้องการภายในก่อน ทำให้การดึงลูกค้าภายนอกต้องอาศัยความมั่นใจสูงมาก ทั้งในด้านเทคโนโลยีและความพร้อมของโรงงาน

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Intel เดินหน้าเต็มกำลังกับกระบวนการผลิต 14A
    CEO ยืนยันว่ามีลูกค้าภายนอกมากกว่าหนึ่งรายแล้ว

    14A จะพร้อมผลิตจริงในปี 2027
    PDK สำหรับลูกค้าภายนอกจะออกภายในปีนี้

    เทคโนโลยีใหม่: RibbonFET Gen 2, PowerDirect BSPDN, Turbo Cells
    เพิ่มประสิทธิภาพและลดปัญหาด้านพลังงาน

    Intel ต้องการลูกค้าภายนอกเพื่อคุ้มทุนการพัฒนา 14A
    แต่แผนลงทุนปัจจุบันยังไม่รวมกำลังผลิตสำหรับลูกค้าภายนอก

    18A ยังมีลูกค้าภายนอกน้อยมาก
    ทำให้ 14A เป็นโอกาสสำคัญในการพิสูจน์ Intel Foundry

    คำเตือน / จุดที่ควรระวัง
    Intel อาจต้องลงทุนเพิ่มอย่างมากหากได้ลูกค้ารายใหญ่
    อาจทำให้กำไรของธุรกิจ Foundry ถูกเลื่อนออกไป

    การแข่งขันกับ TSMC และ Samsung ยังหนักมาก
    ทั้งสองบริษัทมีโมเดลการสร้างกำลังผลิตที่มั่นคงกว่า

    ความสำเร็จของ 14A ขึ้นอยู่กับการดึงลูกค้าภายนอกให้ได้จริง
    หากไม่สำเร็จ Intel อาจเสียโอกาสในตลาดระดับสูงอีกครั้ง

    https://www.tomshardware.com/tech-industry/semiconductors/intel-is-going-big-time-into-14a-says-ceo-lip-bu-tan-serve-the-customer-well-remark-hints-at-external-client
    🏭⚡ Intel เดินหน้าเต็มกำลังกับกระบวนการผลิต 14A — CEO ยืนยัน “มีลูกค้าภายนอกแล้ว” และพร้อมเร่งพัฒนาเพื่อแซงคู่แข่ง Intel ใช้เวที CES 2026 ไม่เพียงเปิดตัว Panther Lake แต่ยังส่งสัญญาณสำคัญเกี่ยวกับอนาคตของธุรกิจ Foundry ด้วยการประกาศว่า บริษัทกำลัง “เดินหน้าเต็มกำลัง” กับกระบวนการผลิต 14A (1.4nm-class) ซึ่งเป็นท่าทีที่สวนทางกับคำพูดเมื่อกลางปีที่ระบุว่าอาจ “หยุดหรือยกเลิก” หากไม่ได้ลูกค้าภายนอก แต่ตอนนี้ CEO Lip‑Bu Tan ยืนยันว่า 14A มี “โมเมนตัมที่ดีมาก” และมีลูกค้ามากกว่าหนึ่งรายแล้ว กระบวนการผลิต 14A จะพร้อมใช้งานเชิงพาณิชย์ในปี 2027 โดย Intel เตรียมปล่อย PDK รุ่นแรกให้ลูกค้าภายนอกภายในปีนี้ จุดเด่นของ 14A คือการต่อยอดจาก 18A ด้วย RibbonFET รุ่นที่ 2, ระบบจ่ายไฟแบบ PowerDirect BSPDN รุ่นใหม่, และ Turbo Cells ที่ช่วยเพิ่มความเร็วโดยไม่เพิ่มพื้นที่หรือพลังงานมากนัก ทำให้ 14A เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่ Intel หวังใช้กลับมาท้าชน TSMC และ Samsung ในตลาด Foundry ระดับสูง อย่างไรก็ตาม Intel ยังมีความท้าทายสำคัญ เพราะ แผนลงทุนปัจจุบันไม่ได้รวมกำลังการผลิตสำหรับลูกค้าภายนอก หมายความว่าหากมีบริษัทใหญ่ เช่น Apple, Nvidia, AMD หรือ Qualcomm ต้องการใช้ 14A จริง Intel จะต้องลงทุนเพิ่มทันที ซึ่งอาจทำให้จุดคุ้มทุนของธุรกิจ Foundry ถูกเลื่อนออกไป แต่ผู้บริหารเชื่อว่านักลงทุน “ยอมรับได้” หากเป็นสัญญาณว่าบริษัทสามารถดึงลูกค้าภายนอกได้จริง การแข่งขันในตลาด Foundry กำลังดุเดือด เพราะ TSMC และ Samsung มักสร้างกำลังการผลิตล่วงหน้าพร้อมลูกค้าหลักหลายราย ขณะที่ Intel ต้องสร้างกำลังผลิตเพื่อรองรับความต้องการภายในก่อน ทำให้การดึงลูกค้าภายนอกต้องอาศัยความมั่นใจสูงมาก ทั้งในด้านเทคโนโลยีและความพร้อมของโรงงาน 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Intel เดินหน้าเต็มกำลังกับกระบวนการผลิต 14A ➡️ CEO ยืนยันว่ามีลูกค้าภายนอกมากกว่าหนึ่งรายแล้ว ✅ 14A จะพร้อมผลิตจริงในปี 2027 ➡️ PDK สำหรับลูกค้าภายนอกจะออกภายในปีนี้ ✅ เทคโนโลยีใหม่: RibbonFET Gen 2, PowerDirect BSPDN, Turbo Cells ➡️ เพิ่มประสิทธิภาพและลดปัญหาด้านพลังงาน ✅ Intel ต้องการลูกค้าภายนอกเพื่อคุ้มทุนการพัฒนา 14A ➡️ แต่แผนลงทุนปัจจุบันยังไม่รวมกำลังผลิตสำหรับลูกค้าภายนอก ✅ 18A ยังมีลูกค้าภายนอกน้อยมาก ➡️ ทำให้ 14A เป็นโอกาสสำคัญในการพิสูจน์ Intel Foundry คำเตือน / จุดที่ควรระวัง ‼️ Intel อาจต้องลงทุนเพิ่มอย่างมากหากได้ลูกค้ารายใหญ่ ⛔ อาจทำให้กำไรของธุรกิจ Foundry ถูกเลื่อนออกไป ‼️ การแข่งขันกับ TSMC และ Samsung ยังหนักมาก ⛔ ทั้งสองบริษัทมีโมเดลการสร้างกำลังผลิตที่มั่นคงกว่า ‼️ ความสำเร็จของ 14A ขึ้นอยู่กับการดึงลูกค้าภายนอกให้ได้จริง ⛔ หากไม่สำเร็จ Intel อาจเสียโอกาสในตลาดระดับสูงอีกครั้ง https://www.tomshardware.com/tech-industry/semiconductors/intel-is-going-big-time-into-14a-says-ceo-lip-bu-tan-serve-the-customer-well-remark-hints-at-external-client
    0 Comments 0 Shares 9 Views 0 Reviews
  • ASUS เพิ่ม ROM เป็น 64MB บนเมนบอร์ด Strix Neo AM5 — เตรียมพร้อมรองรับ Ryzen รุ่นอนาคต และใส่ไดรเวอร์ Wi‑Fi มาให้ล่วงหน้า

    ASUS เดินตามรอย Gigabyte ด้วยการอัปเกรด ขนาด BIOS ROM เป็น 64MB บนเมนบอร์ดตระกูล ROG Strix Neo AM5 ซึ่งมากกว่าเมนบอร์ด AM5 รุ่นก่อนหน้าถึงสองเท่า การเพิ่มความจุครั้งนี้ไม่ได้ทำเพื่อความหรูหรา แต่เพื่อแก้ปัญหาเดียวกับที่เคยเกิดในยุค AM4 — เมื่อ BIOS มีพื้นที่ไม่พอรองรับ CPU รุ่นใหม่ ทำให้ต้องตัดฟีเจอร์หรือรองรับ CPU บางรุ่นไม่ได้

    เมนบอร์ดที่ได้อัปเกรด ROM ได้แก่
    ROG Strix X870E‑E Gaming WiFi7 Neo
    ROG Strix X870E‑A Gaming WiFi7 Neo
    ROG Strix B850‑F Gaming WiFi7 Neo
    ROG Strix B850‑A Gaming WiFi7 Neo

    แม้ตอนนี้ AM5 ยังไม่มีปัญหาความเข้ากันได้ของ CPU แต่ ASUS และ Gigabyte เลือก “กันไว้ก่อน” เพื่อรองรับ Ryzen รุ่นอนาคตโดยไม่ต้องตัดฟีเจอร์ BIOS ออกเหมือนยุค AM4 ที่เคยเจอปัญหา ROM 16MB ไม่พอจนต้องออกบอร์ดรุ่นใหม่ที่มี 32MB

    ในระหว่างที่ยังไม่มี CPU ใหม่มาใช้พื้นที่ ROM เพิ่มเติม ASUS ใช้พื้นที่ว่างนี้เพื่อ ใส่ไดรเวอร์ Wi‑Fi มาให้ใน BIOS เลย ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้ติดตั้ง Windows 11 ได้ง่ายขึ้น เพราะ Microsoft บังคับให้ต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและล็อกอินบัญชี Microsoft ก่อนติดตั้งเสร็จสมบูรณ์ การมีไดรเวอร์ Wi‑Fi ติดตั้งล่วงหน้าจึงช่วยลดปัญหานี้ได้มาก

    นอกจากนี้ Strix Neo ยังเพิ่มฟีเจอร์คุณภาพชีวิตหลายอย่าง เช่น Q‑Release สำหรับถอดการ์ดจอใหญ่ ๆ ได้ง่ายขึ้น, การจัดสรรเลน PCIe ใหม่ที่ทำให้ใช้ PCIe 5.0 x16 พร้อม M.2 PCIe 5.0 สองตัวได้เต็มสปีด และเพิ่ม USB 2.0 headers ภายในถึง 3 ช่อง เพื่อรองรับอุปกรณ์ภายในเคสที่ต้องใช้พอร์ต USB เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ASUS เพิ่ม ROM เป็น 64MB บนเมนบอร์ด Strix Neo AM5
    เพื่อรองรับ Ryzen รุ่นอนาคตโดยไม่ต้องตัดฟีเจอร์ BIOS

    ใช้พื้นที่ ROM ส่วนเกินเพื่อติดตั้งไดรเวอร์ Wi‑Fi ล่วงหน้า
    ช่วยให้ติดตั้ง Windows 11 ได้ง่ายขึ้น

    เมนบอร์ดที่ได้รับอัปเกรดมี 4 รุ่นในตระกูล ROG Strix Neo
    X870E‑E, X870E‑A, B850‑F, B850‑A

    แก้ปัญหาที่เคยเกิดในยุค AM4 ที่ ROM ไม่พอรองรับ CPU ใหม่
    AM4 เคยต้องตัดฟีเจอร์ BIOS เพื่อให้พอพื้นที่

    Strix Neo เพิ่มฟีเจอร์คุณภาพชีวิตหลายอย่าง
    Q‑Release, PCIe optimization, USB 2.0 headers เพิ่มขึ้น

    คำเตือน / จุดที่ควรระวัง
    แม้ ROM ใหญ่ขึ้น แต่ยังต้องรอทดสอบจริงกับ Ryzen รุ่นอนาคต
    ความเข้ากันได้จริงอาจขึ้นกับการออกแบบ BIOS ในอนาคต

    การแชร์เลน PCIe ระหว่าง M.2 และ USB4 อาจมีผลกับบางการใช้งาน
    ผู้ใช้ที่ต้องการแบนด์วิดท์สูงสุดทุกอุปกรณ์ควรตรวจสอบก่อน

    ฟีเจอร์ Wi‑Fi pre‑install อาจไม่รองรับทุกเวอร์ชันของ Windows
    โดยเฉพาะการติดตั้งแบบ offline หรือเวอร์ชันเก่า

    https://www.tomshardware.com/pc-components/motherboards/asus-adds-64mb-rom-to-strix-neo-am5-motherboards-following-gigabyte-capacity-large-enough-to-fit-pre-installed-wi-fi-drivers
    🧩⚡ ASUS เพิ่ม ROM เป็น 64MB บนเมนบอร์ด Strix Neo AM5 — เตรียมพร้อมรองรับ Ryzen รุ่นอนาคต และใส่ไดรเวอร์ Wi‑Fi มาให้ล่วงหน้า ASUS เดินตามรอย Gigabyte ด้วยการอัปเกรด ขนาด BIOS ROM เป็น 64MB บนเมนบอร์ดตระกูล ROG Strix Neo AM5 ซึ่งมากกว่าเมนบอร์ด AM5 รุ่นก่อนหน้าถึงสองเท่า การเพิ่มความจุครั้งนี้ไม่ได้ทำเพื่อความหรูหรา แต่เพื่อแก้ปัญหาเดียวกับที่เคยเกิดในยุค AM4 — เมื่อ BIOS มีพื้นที่ไม่พอรองรับ CPU รุ่นใหม่ ทำให้ต้องตัดฟีเจอร์หรือรองรับ CPU บางรุ่นไม่ได้ เมนบอร์ดที่ได้อัปเกรด ROM ได้แก่ 💠 ROG Strix X870E‑E Gaming WiFi7 Neo 💠 ROG Strix X870E‑A Gaming WiFi7 Neo 💠 ROG Strix B850‑F Gaming WiFi7 Neo 💠 ROG Strix B850‑A Gaming WiFi7 Neo แม้ตอนนี้ AM5 ยังไม่มีปัญหาความเข้ากันได้ของ CPU แต่ ASUS และ Gigabyte เลือก “กันไว้ก่อน” เพื่อรองรับ Ryzen รุ่นอนาคตโดยไม่ต้องตัดฟีเจอร์ BIOS ออกเหมือนยุค AM4 ที่เคยเจอปัญหา ROM 16MB ไม่พอจนต้องออกบอร์ดรุ่นใหม่ที่มี 32MB ในระหว่างที่ยังไม่มี CPU ใหม่มาใช้พื้นที่ ROM เพิ่มเติม ASUS ใช้พื้นที่ว่างนี้เพื่อ ใส่ไดรเวอร์ Wi‑Fi มาให้ใน BIOS เลย ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้ติดตั้ง Windows 11 ได้ง่ายขึ้น เพราะ Microsoft บังคับให้ต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและล็อกอินบัญชี Microsoft ก่อนติดตั้งเสร็จสมบูรณ์ การมีไดรเวอร์ Wi‑Fi ติดตั้งล่วงหน้าจึงช่วยลดปัญหานี้ได้มาก นอกจากนี้ Strix Neo ยังเพิ่มฟีเจอร์คุณภาพชีวิตหลายอย่าง เช่น Q‑Release สำหรับถอดการ์ดจอใหญ่ ๆ ได้ง่ายขึ้น, การจัดสรรเลน PCIe ใหม่ที่ทำให้ใช้ PCIe 5.0 x16 พร้อม M.2 PCIe 5.0 สองตัวได้เต็มสปีด และเพิ่ม USB 2.0 headers ภายในถึง 3 ช่อง เพื่อรองรับอุปกรณ์ภายในเคสที่ต้องใช้พอร์ต USB เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ASUS เพิ่ม ROM เป็น 64MB บนเมนบอร์ด Strix Neo AM5 ➡️ เพื่อรองรับ Ryzen รุ่นอนาคตโดยไม่ต้องตัดฟีเจอร์ BIOS ✅ ใช้พื้นที่ ROM ส่วนเกินเพื่อติดตั้งไดรเวอร์ Wi‑Fi ล่วงหน้า ➡️ ช่วยให้ติดตั้ง Windows 11 ได้ง่ายขึ้น ✅ เมนบอร์ดที่ได้รับอัปเกรดมี 4 รุ่นในตระกูล ROG Strix Neo ➡️ X870E‑E, X870E‑A, B850‑F, B850‑A ✅ แก้ปัญหาที่เคยเกิดในยุค AM4 ที่ ROM ไม่พอรองรับ CPU ใหม่ ➡️ AM4 เคยต้องตัดฟีเจอร์ BIOS เพื่อให้พอพื้นที่ ✅ Strix Neo เพิ่มฟีเจอร์คุณภาพชีวิตหลายอย่าง ➡️ Q‑Release, PCIe optimization, USB 2.0 headers เพิ่มขึ้น คำเตือน / จุดที่ควรระวัง ‼️ แม้ ROM ใหญ่ขึ้น แต่ยังต้องรอทดสอบจริงกับ Ryzen รุ่นอนาคต ⛔ ความเข้ากันได้จริงอาจขึ้นกับการออกแบบ BIOS ในอนาคต ‼️ การแชร์เลน PCIe ระหว่าง M.2 และ USB4 อาจมีผลกับบางการใช้งาน ⛔ ผู้ใช้ที่ต้องการแบนด์วิดท์สูงสุดทุกอุปกรณ์ควรตรวจสอบก่อน ‼️ ฟีเจอร์ Wi‑Fi pre‑install อาจไม่รองรับทุกเวอร์ชันของ Windows ⛔ โดยเฉพาะการติดตั้งแบบ offline หรือเวอร์ชันเก่า https://www.tomshardware.com/pc-components/motherboards/asus-adds-64mb-rom-to-strix-neo-am5-motherboards-following-gigabyte-capacity-large-enough-to-fit-pre-installed-wi-fi-drivers
    0 Comments 0 Shares 3 Views 0 Reviews
  • ฮีตเตอร์ทำน้ำร้อนที่ “ขุดบิตคอยน์ได้” — อุปกรณ์ราคา $2,000 ที่บริษัทเคลมว่าคืนทุนใน 2 ปี

    บริษัท Superheat เปิดตัวอุปกรณ์ใหม่ชื่อ Superheat H1 ที่งาน CES 2026 โดยชูจุดขายว่าเป็น “เครื่องทำน้ำร้อนที่จ่ายเงินคืนให้คุณ” เพราะมันใช้ ความร้อนจากการขุด Bitcoin มาอุ่นน้ำแทนการใช้ฮีตเตอร์ไฟฟ้าแบบเดิม แนวคิดคือแทนที่จะปล่อยความร้อนจากเครื่องขุดให้สูญเปล่า ก็จับมาใช้ประโยชน์ในบ้านแทน ทำให้ค่าไฟที่ใช้ขุดถูกชดเชยด้วยการลดค่าใช้จ่ายด้านน้ำร้อนไปพร้อมกัน

    Superheat เคลมว่า H1 สามารถสร้างรายได้จากการขุดได้ประมาณ $1,000 ต่อปี และช่วยลดค่าไฟ–ค่าน้ำร้อนลงได้ถึง 80% หากตัวเลขนี้เป็นจริง ผู้ใช้จะคืนทุนภายในประมาณ 2 ปี และอุปกรณ์มีอายุการใช้งานราว 10 ปี ซึ่งใกล้เคียงกับเครื่องทำน้ำร้อนทั่วไป นอกจากนี้บริษัทยังอ้างว่าหากนำไปใช้ในอพาร์ตเมนต์ 700 ห้อง อาจสร้างรายได้รวมถึง $980,000 ต่อปี จากการขุด Bitcoin

    แนวคิดนี้เกิดจากปัญหาค่าใช้จ่ายด้านความร้อนในศูนย์ข้อมูลและเหมืองคริปโตที่สูงมาก โดยเฉพาะค่า “ระบายความร้อน” ซึ่งเป็นต้นทุนอันดับสองรองจากค่าไฟฟ้า การนำความร้อนเหล่านั้นกลับมาใช้ใหม่จึงเป็นแนวทางที่หลายบริษัทเริ่มสนใจ และ Superheat ก็พยายามนำไอเดียนี้มาสู่ระดับครัวเรือน

    อย่างไรก็ตาม รายได้จากการขุดยังขึ้นอยู่กับราคาบิตคอยน์ที่ผันผวนสูง ปัจจุบัน BTC อยู่ราว $91,000 หลังจากเคยขึ้นไปแตะ $125,000 ในปีที่ผ่านมา และนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าปีนี้อาจแกว่งในช่วง $75,000–$225,000 ซึ่งหมายความว่ารายได้จริงอาจมากหรือน้อยกว่าที่บริษัทคาดไว้มาก นอกจากนี้ผู้ใช้ยังต้องคอยตามข่าวราคาและแนวโน้มตลาดอยู่เสมอ เพราะรายได้จากการขุดไม่แน่นอนเลยแม้แต่น้อย

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Superheat H1 คือเครื่องทำน้ำร้อนที่ใช้ความร้อนจากการขุด Bitcoin
    ใช้ ASIC ภายในแทนฮีตเตอร์ไฟฟ้าแบบเดิม

    ราคาเครื่องอยู่ที่ $2,000
    บริษัทเคลมว่าคืนทุนใน 2 ปีจากรายได้ขุดและการลดค่าไฟ

    สร้างรายได้ประมาณ $1,000 ต่อปีจากการขุด
    พร้อมลดค่าไฟ–ค่าน้ำร้อนลงได้ถึง 80%

    อายุการใช้งานประมาณ 10 ปี
    ใกล้เคียงเครื่องทำน้ำร้อนทั่วไป

    บริษัทอ้างว่าสามารถขยายสเกลไปยังอพาร์ตเมนต์หรือโรงแรมได้
    700 ห้องอาจสร้างรายได้รวมเกือบ $1M ต่อปี

    คำเตือน / จุดที่ควรระวัง
    รายได้จากการขุดขึ้นอยู่กับราคาบิตคอยน์ที่ผันผวนมาก
    อาจทำให้รายได้จริงต่ำกว่าที่คาดไว้มาก

    ค่าไฟฟ้าในบางพื้นที่อาจทำให้ไม่คุ้มทุน
    โดยเฉพาะประเทศที่ค่าไฟสูง

    อุปกรณ์มีชิ้นส่วน ASIC ที่อาจเสื่อมสภาพเร็วกว่าเครื่องทำน้ำร้อนทั่วไป
    ต้องพิจารณาค่าเปลี่ยนอะไหล่

    การขุดคริปโตอาจมีข้อกฎหมายหรือข้อจำกัดในบางประเทศ
    ผู้ใช้ต้องตรวจสอบก่อนติดตั้ง

    https://www.tomshardware.com/tech-industry/cryptomining/bitcoin-mining-water-heater-firm-says-its-usd2-000-product-can-rake-back-usd1-000-a-year-in-btc-and-claims-it-can-offset-up-to-80-percent-of-electricity-and-water-costs
    🔥💰 ฮีตเตอร์ทำน้ำร้อนที่ “ขุดบิตคอยน์ได้” — อุปกรณ์ราคา $2,000 ที่บริษัทเคลมว่าคืนทุนใน 2 ปี บริษัท Superheat เปิดตัวอุปกรณ์ใหม่ชื่อ Superheat H1 ที่งาน CES 2026 โดยชูจุดขายว่าเป็น “เครื่องทำน้ำร้อนที่จ่ายเงินคืนให้คุณ” เพราะมันใช้ ความร้อนจากการขุด Bitcoin มาอุ่นน้ำแทนการใช้ฮีตเตอร์ไฟฟ้าแบบเดิม แนวคิดคือแทนที่จะปล่อยความร้อนจากเครื่องขุดให้สูญเปล่า ก็จับมาใช้ประโยชน์ในบ้านแทน ทำให้ค่าไฟที่ใช้ขุดถูกชดเชยด้วยการลดค่าใช้จ่ายด้านน้ำร้อนไปพร้อมกัน Superheat เคลมว่า H1 สามารถสร้างรายได้จากการขุดได้ประมาณ $1,000 ต่อปี และช่วยลดค่าไฟ–ค่าน้ำร้อนลงได้ถึง 80% หากตัวเลขนี้เป็นจริง ผู้ใช้จะคืนทุนภายในประมาณ 2 ปี และอุปกรณ์มีอายุการใช้งานราว 10 ปี ซึ่งใกล้เคียงกับเครื่องทำน้ำร้อนทั่วไป นอกจากนี้บริษัทยังอ้างว่าหากนำไปใช้ในอพาร์ตเมนต์ 700 ห้อง อาจสร้างรายได้รวมถึง $980,000 ต่อปี จากการขุด Bitcoin แนวคิดนี้เกิดจากปัญหาค่าใช้จ่ายด้านความร้อนในศูนย์ข้อมูลและเหมืองคริปโตที่สูงมาก โดยเฉพาะค่า “ระบายความร้อน” ซึ่งเป็นต้นทุนอันดับสองรองจากค่าไฟฟ้า การนำความร้อนเหล่านั้นกลับมาใช้ใหม่จึงเป็นแนวทางที่หลายบริษัทเริ่มสนใจ และ Superheat ก็พยายามนำไอเดียนี้มาสู่ระดับครัวเรือน อย่างไรก็ตาม รายได้จากการขุดยังขึ้นอยู่กับราคาบิตคอยน์ที่ผันผวนสูง ปัจจุบัน BTC อยู่ราว $91,000 หลังจากเคยขึ้นไปแตะ $125,000 ในปีที่ผ่านมา และนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าปีนี้อาจแกว่งในช่วง $75,000–$225,000 ซึ่งหมายความว่ารายได้จริงอาจมากหรือน้อยกว่าที่บริษัทคาดไว้มาก นอกจากนี้ผู้ใช้ยังต้องคอยตามข่าวราคาและแนวโน้มตลาดอยู่เสมอ เพราะรายได้จากการขุดไม่แน่นอนเลยแม้แต่น้อย 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Superheat H1 คือเครื่องทำน้ำร้อนที่ใช้ความร้อนจากการขุด Bitcoin ➡️ ใช้ ASIC ภายในแทนฮีตเตอร์ไฟฟ้าแบบเดิม ✅ ราคาเครื่องอยู่ที่ $2,000 ➡️ บริษัทเคลมว่าคืนทุนใน 2 ปีจากรายได้ขุดและการลดค่าไฟ ✅ สร้างรายได้ประมาณ $1,000 ต่อปีจากการขุด ➡️ พร้อมลดค่าไฟ–ค่าน้ำร้อนลงได้ถึง 80% ✅ อายุการใช้งานประมาณ 10 ปี ➡️ ใกล้เคียงเครื่องทำน้ำร้อนทั่วไป ✅ บริษัทอ้างว่าสามารถขยายสเกลไปยังอพาร์ตเมนต์หรือโรงแรมได้ ➡️ 700 ห้องอาจสร้างรายได้รวมเกือบ $1M ต่อปี คำเตือน / จุดที่ควรระวัง ‼️ รายได้จากการขุดขึ้นอยู่กับราคาบิตคอยน์ที่ผันผวนมาก ⛔ อาจทำให้รายได้จริงต่ำกว่าที่คาดไว้มาก ‼️ ค่าไฟฟ้าในบางพื้นที่อาจทำให้ไม่คุ้มทุน ⛔ โดยเฉพาะประเทศที่ค่าไฟสูง ‼️ อุปกรณ์มีชิ้นส่วน ASIC ที่อาจเสื่อมสภาพเร็วกว่าเครื่องทำน้ำร้อนทั่วไป ⛔ ต้องพิจารณาค่าเปลี่ยนอะไหล่ ‼️ การขุดคริปโตอาจมีข้อกฎหมายหรือข้อจำกัดในบางประเทศ ⛔ ผู้ใช้ต้องตรวจสอบก่อนติดตั้ง https://www.tomshardware.com/tech-industry/cryptomining/bitcoin-mining-water-heater-firm-says-its-usd2-000-product-can-rake-back-usd1-000-a-year-in-btc-and-claims-it-can-offset-up-to-80-percent-of-electricity-and-water-costs
    0 Comments 0 Shares 8 Views 0 Reviews
  • DeepSeek เตรียมเปิดตัวโมเดล AI รุ่นใหม่ เน้นงานเขียนโค้ด กุมภาพันธ์นี้

    สตาร์ทอัพ AI จากจีนอย่าง DeepSeek กำลังเตรียมเปิดตัวโมเดลใหม่ DeepSeek V4 ในเดือนกุมภาพันธ์ โดยรายงานจาก The Information ระบุว่าโมเดลรุ่นนี้ถูกออกแบบมาเพื่อ เพิ่มความสามารถด้านการเขียนโค้ดโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นทิศทางที่หลายบริษัทกำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือดในตลาด AI สำหรับนักพัฒนาและองค์กรที่ต้องการเครื่องมือช่วยเขียนโปรแกรมอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    แม้รายละเอียดเชิงเทคนิคของ V4 ยังไม่ถูกเปิดเผย แต่การมุ่งเน้นด้าน “strong coding capabilities” บ่งบอกว่า DeepSeek ต้องการท้าชนโมเดลระดับสูงจากฝั่งตะวันตก เช่น GPT‑4, Claude, และ Gemini โดยเฉพาะในงานที่ต้องการความแม่นยำสูง เช่น การสร้างโค้ด การดีบัก และการวิเคราะห์โครงสร้างโปรแกรม ซึ่งเป็นจุดที่องค์กรทั่วโลกให้ความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ

    การเปิดตัวครั้งนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตของอุตสาหกรรม AI ในจีน ที่กำลังเร่งพัฒนาโมเดลเฉพาะทางเพื่อแข่งขันในตลาดโลก แม้รายงานจะระบุว่า Reuters ยังไม่สามารถยืนยันข้อมูลได้ แต่การเคลื่อนไหวของ DeepSeek ก็ได้รับความสนใจอย่างมาก เพราะบริษัทเพิ่งเป็นที่จับตามองจากความสามารถของโมเดลก่อนหน้าในด้านประสิทธิภาพและต้นทุนที่ต่ำกว่าโมเดลตะวันตกหลายตัว

    หาก DeepSeek V4 เปิดตัวตามกำหนดและทำผลงานได้ดีในงานเขียนโค้ด ก็อาจกลายเป็นอีกหนึ่งโมเดลที่เข้ามาเปลี่ยนสมรภูมิ AI สำหรับนักพัฒนา และอาจทำให้การแข่งขันด้าน AI coding assistants เข้มข้นขึ้นกว่าเดิมในปี 2026

    สรุปประเด็นสำคัญ
    DeepSeek เตรียมเปิดตัวโมเดลใหม่ชื่อ V4
    เน้นความสามารถด้านการเขียนโค้ดโดยเฉพาะ

    คาดว่าจะเปิดตัวในเดือนกุมภาพันธ์
    รายงานโดย The Information

    เป็นโมเดลรุ่นต่อจาก DeepSeek รุ่นก่อนที่ได้รับความสนใจมาก
    เน้นประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำ

    Reuters ยังไม่สามารถยืนยันรายงานได้
    ข้อมูลยังอยู่ในขั้นรายงานจากแหล่งข่าวภายใน

    คำเตือน / จุดที่ควรระวัง
    ข้อมูลยังไม่เป็นทางการ
    ต้องรอประกาศจาก DeepSeek โดยตรง

    ยังไม่มีรายละเอียดด้านสเปกหรือ benchmark
    ไม่สามารถประเมินความสามารถจริงได้ในตอนนี้

    การแข่งขันด้าน AI coding assistants รุนแรงมาก
    โมเดลใหม่อาจต้องพิสูจน์ตัวเองในตลาดที่มีคู่แข่งรายใหญ่

    https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2026/01/09/deepseek-to-launch-new-ai-model-focused-on-coding-in-february-the-information-reports
    🤖💻 DeepSeek เตรียมเปิดตัวโมเดล AI รุ่นใหม่ เน้นงานเขียนโค้ด กุมภาพันธ์นี้ สตาร์ทอัพ AI จากจีนอย่าง DeepSeek กำลังเตรียมเปิดตัวโมเดลใหม่ DeepSeek V4 ในเดือนกุมภาพันธ์ โดยรายงานจาก The Information ระบุว่าโมเดลรุ่นนี้ถูกออกแบบมาเพื่อ เพิ่มความสามารถด้านการเขียนโค้ดโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นทิศทางที่หลายบริษัทกำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือดในตลาด AI สำหรับนักพัฒนาและองค์กรที่ต้องการเครื่องมือช่วยเขียนโปรแกรมอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แม้รายละเอียดเชิงเทคนิคของ V4 ยังไม่ถูกเปิดเผย แต่การมุ่งเน้นด้าน “strong coding capabilities” บ่งบอกว่า DeepSeek ต้องการท้าชนโมเดลระดับสูงจากฝั่งตะวันตก เช่น GPT‑4, Claude, และ Gemini โดยเฉพาะในงานที่ต้องการความแม่นยำสูง เช่น การสร้างโค้ด การดีบัก และการวิเคราะห์โครงสร้างโปรแกรม ซึ่งเป็นจุดที่องค์กรทั่วโลกให้ความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ การเปิดตัวครั้งนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตของอุตสาหกรรม AI ในจีน ที่กำลังเร่งพัฒนาโมเดลเฉพาะทางเพื่อแข่งขันในตลาดโลก แม้รายงานจะระบุว่า Reuters ยังไม่สามารถยืนยันข้อมูลได้ แต่การเคลื่อนไหวของ DeepSeek ก็ได้รับความสนใจอย่างมาก เพราะบริษัทเพิ่งเป็นที่จับตามองจากความสามารถของโมเดลก่อนหน้าในด้านประสิทธิภาพและต้นทุนที่ต่ำกว่าโมเดลตะวันตกหลายตัว หาก DeepSeek V4 เปิดตัวตามกำหนดและทำผลงานได้ดีในงานเขียนโค้ด ก็อาจกลายเป็นอีกหนึ่งโมเดลที่เข้ามาเปลี่ยนสมรภูมิ AI สำหรับนักพัฒนา และอาจทำให้การแข่งขันด้าน AI coding assistants เข้มข้นขึ้นกว่าเดิมในปี 2026 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ DeepSeek เตรียมเปิดตัวโมเดลใหม่ชื่อ V4 ➡️ เน้นความสามารถด้านการเขียนโค้ดโดยเฉพาะ ✅ คาดว่าจะเปิดตัวในเดือนกุมภาพันธ์ ➡️ รายงานโดย The Information ✅ เป็นโมเดลรุ่นต่อจาก DeepSeek รุ่นก่อนที่ได้รับความสนใจมาก ➡️ เน้นประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำ ✅ Reuters ยังไม่สามารถยืนยันรายงานได้ ➡️ ข้อมูลยังอยู่ในขั้นรายงานจากแหล่งข่าวภายใน คำเตือน / จุดที่ควรระวัง ‼️ ข้อมูลยังไม่เป็นทางการ ⛔ ต้องรอประกาศจาก DeepSeek โดยตรง ‼️ ยังไม่มีรายละเอียดด้านสเปกหรือ benchmark ⛔ ไม่สามารถประเมินความสามารถจริงได้ในตอนนี้ ‼️ การแข่งขันด้าน AI coding assistants รุนแรงมาก ⛔ โมเดลใหม่อาจต้องพิสูจน์ตัวเองในตลาดที่มีคู่แข่งรายใหญ่ https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2026/01/09/deepseek-to-launch-new-ai-model-focused-on-coding-in-february-the-information-reports
    WWW.THESTAR.COM.MY
    DeepSeek to launch new AI model focused on coding in February, The Information reports
    Jan ‌9 (Reuters) - ‌Chinese AI startup ‌DeepSeek is expected to ‍launch ‍its next-generation ‌AI model V4 ‍that ​features ⁠strong coding capabilities ‌in February, ⁠The ‍Information reported ‍on Friday, citing ‌people familiar with the matter.
    0 Comments 0 Shares 7 Views 0 Reviews
  • How Will the Miracle Happen Today? — บทสะท้อนใจเรื่อง “ความเมตตาของคนแปลกหน้า”

    บทความนี้เป็นงานเขียนเชิงบันทึกความทรงจำที่งดงามและลึกซึ้ง ผู้เขียนเล่าย้อนถึงช่วงวัยหนุ่มที่ต้องอาศัย “ความเมตตาของคนแปลกหน้า” ตั้งแต่การโบกรถไปทำงานทุกวันบนถนน Route 22 จนถึงการเดินทางท่องเอเชียหลายปีเต็ม สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจไม่เคยเปลี่ยน คือความช่วยเหลือที่มาถึง “ตรงเวลาเสมอ” แม้จะไม่รู้ว่าใครจะเป็นผู้หยิบยื่นให้ในแต่ละวัน ความรู้สึกนี้ทำให้เขาตั้งคำถามกับตัวเองทุกเช้า— “วันนี้ปาฏิหาริย์จะเกิดขึ้นอย่างไรนะ?”

    ผู้เขียนเล่าถึงเหตุการณ์มากมายที่คนแปลกหน้ามอบน้ำใจให้เขาอย่างไม่หวังสิ่งตอบแทน เช่น ครอบครัวในฟิลิปปินส์ที่เปิดกระป๋องอาหารสุดท้ายให้เขา นักเก็บฟืนในปากีสถานที่แบ่งที่พักเล็ก ๆ ให้เขานอนในคืนหิมะตก หรือครอบครัวในไต้หวันที่ให้เขาอยู่ด้วยสองสัปดาห์เต็ม ความเมตตาเหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเขาเริ่มเชื่อว่า “ปาฏิหาริย์” ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเราเปิดใจยอมรับความช่วยเหลือ

    เขายังเล่าถึงประสบการณ์ปั่นจักรยานข้ามอเมริกา ที่ทุกครั้งที่ขออนุญาตกางเต็นท์ในสวนหลังบ้านของใครสักคน เขาไม่เคยถูกปฏิเสธเลยแม้แต่ครั้งเดียว ผู้คนมักเชิญเขาเข้าบ้าน เล่าเรื่องชีวิต แลกเปลี่ยนความฝัน และแบ่งปันอาหารง่าย ๆ แต่เต็มไปด้วยความอบอุ่น ผู้เขียนเชื่อว่าการยอมรับความช่วยเหลือ—การเป็น “kindee” หรือผู้รับความเมตตา—เป็นทักษะที่มนุษย์ยุคใหม่หลงลืมไป ทั้งที่มันคือหัวใจของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์

    ท้ายที่สุด เขาสรุปว่าชีวิตทั้งชีวิตของเราคือ “ของขวัญ” ที่ไม่ได้มาจากความสามารถหรือความคู่ควรของเราเอง แต่เป็นปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกลมหายใจ ความกตัญญูจึงเป็นรูปแบบหนึ่งของศรัทธา—ไม่ใช่ศรัทธาในสิ่งเหนือธรรมชาติ แต่เป็นศรัทธาในความดีที่มนุษย์มีให้กันอย่างไม่สิ้นสุด และจะเกิดขึ้นอีกครั้งเสมอ หากเราเปิดใจรับมัน

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ผู้เขียนสะท้อนประสบการณ์โบกรถและเดินทางในเอเชีย
    พบความเมตตาจากคนแปลกหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า

    แนวคิด “How will the miracle happen today?” เกิดจากประสบการณ์จริง
    ปาฏิหาริย์คือความช่วยเหลือที่มาถึงอย่างไม่คาดคิด

    การเป็นผู้รับความเมตตา (kindee) คือทักษะที่ต้องฝึก
    ต้องเปิดใจ ยอมรับความช่วยเหลือด้วยความถ่อมตน

    ชีวิตคือของขวัญที่เราไม่ได้สร้างเอง
    ความกตัญญูคือรูปแบบหนึ่งของศรัทธาในความดีของมนุษย์

    คำเตือน / จุดที่ควรระวัง
    การพึ่งพาความเมตตาอย่างเดียวอาจไม่เหมาะกับทุกสถานการณ์
    ต้องมีวิจารณญาณและความปลอดภัยเป็นหลัก

    การเปิดใจรับความช่วยเหลืออาจยากสำหรับบางคน
    โดยเฉพาะผู้ที่คุ้นชินกับการพึ่งพาตนเอง

    การตีความ “ปาฏิหาริย์” ต้องไม่ทำให้ละเลยความรับผิดชอบของตนเอง
    ความช่วยเหลือคือของขวัญ ไม่ใช่สิ่งที่ควรคาดหวังเสมอ

    https://kk.org/thetechnium/how-will-the-miracle-happen-today/
    🌟🚶 How Will the Miracle Happen Today? — บทสะท้อนใจเรื่อง “ความเมตตาของคนแปลกหน้า” บทความนี้เป็นงานเขียนเชิงบันทึกความทรงจำที่งดงามและลึกซึ้ง ผู้เขียนเล่าย้อนถึงช่วงวัยหนุ่มที่ต้องอาศัย “ความเมตตาของคนแปลกหน้า” ตั้งแต่การโบกรถไปทำงานทุกวันบนถนน Route 22 จนถึงการเดินทางท่องเอเชียหลายปีเต็ม สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจไม่เคยเปลี่ยน คือความช่วยเหลือที่มาถึง “ตรงเวลาเสมอ” แม้จะไม่รู้ว่าใครจะเป็นผู้หยิบยื่นให้ในแต่ละวัน ความรู้สึกนี้ทำให้เขาตั้งคำถามกับตัวเองทุกเช้า— “วันนี้ปาฏิหาริย์จะเกิดขึ้นอย่างไรนะ?” ผู้เขียนเล่าถึงเหตุการณ์มากมายที่คนแปลกหน้ามอบน้ำใจให้เขาอย่างไม่หวังสิ่งตอบแทน เช่น ครอบครัวในฟิลิปปินส์ที่เปิดกระป๋องอาหารสุดท้ายให้เขา นักเก็บฟืนในปากีสถานที่แบ่งที่พักเล็ก ๆ ให้เขานอนในคืนหิมะตก หรือครอบครัวในไต้หวันที่ให้เขาอยู่ด้วยสองสัปดาห์เต็ม ความเมตตาเหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเขาเริ่มเชื่อว่า “ปาฏิหาริย์” ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเราเปิดใจยอมรับความช่วยเหลือ เขายังเล่าถึงประสบการณ์ปั่นจักรยานข้ามอเมริกา ที่ทุกครั้งที่ขออนุญาตกางเต็นท์ในสวนหลังบ้านของใครสักคน เขาไม่เคยถูกปฏิเสธเลยแม้แต่ครั้งเดียว ผู้คนมักเชิญเขาเข้าบ้าน เล่าเรื่องชีวิต แลกเปลี่ยนความฝัน และแบ่งปันอาหารง่าย ๆ แต่เต็มไปด้วยความอบอุ่น ผู้เขียนเชื่อว่าการยอมรับความช่วยเหลือ—การเป็น “kindee” หรือผู้รับความเมตตา—เป็นทักษะที่มนุษย์ยุคใหม่หลงลืมไป ทั้งที่มันคือหัวใจของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ท้ายที่สุด เขาสรุปว่าชีวิตทั้งชีวิตของเราคือ “ของขวัญ” ที่ไม่ได้มาจากความสามารถหรือความคู่ควรของเราเอง แต่เป็นปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกลมหายใจ ความกตัญญูจึงเป็นรูปแบบหนึ่งของศรัทธา—ไม่ใช่ศรัทธาในสิ่งเหนือธรรมชาติ แต่เป็นศรัทธาในความดีที่มนุษย์มีให้กันอย่างไม่สิ้นสุด และจะเกิดขึ้นอีกครั้งเสมอ หากเราเปิดใจรับมัน 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ผู้เขียนสะท้อนประสบการณ์โบกรถและเดินทางในเอเชีย ➡️ พบความเมตตาจากคนแปลกหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า ✅ แนวคิด “How will the miracle happen today?” เกิดจากประสบการณ์จริง ➡️ ปาฏิหาริย์คือความช่วยเหลือที่มาถึงอย่างไม่คาดคิด ✅ การเป็นผู้รับความเมตตา (kindee) คือทักษะที่ต้องฝึก ➡️ ต้องเปิดใจ ยอมรับความช่วยเหลือด้วยความถ่อมตน ✅ ชีวิตคือของขวัญที่เราไม่ได้สร้างเอง ➡️ ความกตัญญูคือรูปแบบหนึ่งของศรัทธาในความดีของมนุษย์ คำเตือน / จุดที่ควรระวัง ‼️ การพึ่งพาความเมตตาอย่างเดียวอาจไม่เหมาะกับทุกสถานการณ์ ⛔ ต้องมีวิจารณญาณและความปลอดภัยเป็นหลัก ‼️ การเปิดใจรับความช่วยเหลืออาจยากสำหรับบางคน ⛔ โดยเฉพาะผู้ที่คุ้นชินกับการพึ่งพาตนเอง ‼️ การตีความ “ปาฏิหาริย์” ต้องไม่ทำให้ละเลยความรับผิดชอบของตนเอง ⛔ ความช่วยเหลือคือของขวัญ ไม่ใช่สิ่งที่ควรคาดหวังเสมอ https://kk.org/thetechnium/how-will-the-miracle-happen-today/
    KK.ORG
    How Will the Miracle Happen Today?
    When I was in my twenties I would hitchhike to work every day. I’d walk down three blocks to Route 22 in New Jersey, stick out my thumb and wait for a ride to work. Someone always picked me up. … Continue reading →
    0 Comments 0 Shares 6 Views 0 Reviews
  • สถานะ Orion บน Linux: เบราว์เซอร์สายความเร็วที่กำลังเข้าใกล้ความพร้อมใช้งานจริง

    Orion บน Linux อยู่ในช่วง Alpha ซึ่งหมายถึงยังไม่เสถียร แต่พร้อมให้ผู้ใช้ทดลองฟีเจอร์หลักจำนวนมากแล้ว จุดเด่นคือทีมพัฒนาเลือกทำ “พื้นฐานให้แน่นก่อน” เช่น ระบบแท็บ การจัดการหน้าต่าง เมนู และองค์ประกอบ UI ทั้งหมด ทำให้แม้จะเป็น Alpha แต่ประสบการณ์ใช้งานด้านภาพรวมถือว่าใกล้เคียงเบราว์เซอร์จริงมากกว่าที่คิด ผู้ใช้สามารถเปิดเว็บทั่วไป ค้นหา และใช้งานหลายแท็บพร้อมกันได้อย่างราบรื่น

    ฟีเจอร์ที่น่าสนใจคือ ระบบจัดการแท็บแบบใหม่ ที่ทำงานได้สมบูรณ์เกือบทั้งหมด ยกเว้น Tab Switcher UI ที่ยังไม่รองรับ แต่แท็บสามารถเปิดคู่ขนาน ทำงานแยกกัน และยังรองรับการแสดงผลทั้งบนหน้าต่างหลักและ sidebar นอกจากนี้ยังมี session persistence ทำให้ Orion จำแท็บที่เปิดไว้ก่อนปิดโปรแกรม และเปิดกลับมาได้เหมือนเดิมเมื่อเปิดใหม่

    ระบบ Bookmarks ก็พร้อมใช้งานเต็มรูปแบบ ผู้ใช้สามารถบันทึกหน้าเว็บ จัดหมวดหมู่เป็นโฟลเดอร์ และเข้าถึงได้จาก dialog, sidebar หรือ bookmarks bar พร้อมไอคอนบันทึกหน้าแบบ ✴︎ ที่ใช้งานง่าย ส่วนระบบ History ก็ถูกพัฒนาให้จัดการข้อมูลย้อนหลังได้ดีขึ้น และมี Password management framework วางโครงสร้างพื้นฐานสำหรับระบบรหัสผ่านในอนาคต รวมถึงการนำเข้า–ส่งออกข้อมูลแบบไฟล์ภายในเครื่อง

    แม้จะมีฟีเจอร์พื้นฐานจำนวนมากที่ใช้งานได้แล้ว แต่ Orion บน Linux ยังมีงานต้องทำ เช่น WebKit extension support และ ระบบ Sync ที่ยังไม่ถูกนำมาใช้ใน Alpha ซึ่งเป็นฟีเจอร์สำคัญสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการประสบการณ์ข้ามอุปกรณ์ แต่จากความคืบหน้าที่เห็นในหน้านี้ บ่งบอกว่า Orion กำลังเดินหน้าอย่างมั่นคงและใกล้พร้อมสำหรับผู้ใช้ทั่วไปมากขึ้นเรื่อย ๆ

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Orion for Linux อยู่ในช่วง Alpha
    เน้นทดสอบฟีเจอร์พื้นฐานและความเสถียร

    UI พร้อมใช้งานเกือบทั้งหมด
    เมนู ปุ่ม ไดอะล็อก ทูลบาร์ และเลย์เอาต์ต่าง ๆ

    ระบบแท็บทำงานสมบูรณ์เกือบทั้งหมด
    เปิดคู่ขนาน แสดงใน sidebar และจำ session ได้

    Bookmarks ใช้งานได้เต็มรูปแบบ
    บันทึก จัดโฟลเดอร์ และเข้าถึงได้หลายตำแหน่ง

    History และ Password framework ถูกนำมาใช้แล้ว
    รองรับจัดการข้อมูลย้อนหลังและระบบรหัสผ่านพื้นฐาน

    คำเตือน / จุดที่ควรระวัง
    ยังเป็น Alpha — อาจมีบั๊กหรือความไม่เสถียร
    ไม่เหมาะสำหรับใช้งานเป็นเบราว์เซอร์หลัก

    Tab Switcher UI ยังไม่รองรับ
    ผู้ใช้ที่พึ่งพาการสลับแท็บแบบภาพอาจไม่สะดวก

    ยังไม่มี WebKit extension support
    ทำให้ไม่สามารถใช้ส่วนขยายบางประเภทได้

    ระบบ Sync ยังไม่เปิดใช้งาน
    ผู้ใช้หลายอุปกรณ์อาจต้องรอเวอร์ชันถัดไป

    https://help.kagi.com/orion/misc/linux-status.html
    🐧🚀 สถานะ Orion บน Linux: เบราว์เซอร์สายความเร็วที่กำลังเข้าใกล้ความพร้อมใช้งานจริง Orion บน Linux อยู่ในช่วง Alpha ซึ่งหมายถึงยังไม่เสถียร แต่พร้อมให้ผู้ใช้ทดลองฟีเจอร์หลักจำนวนมากแล้ว จุดเด่นคือทีมพัฒนาเลือกทำ “พื้นฐานให้แน่นก่อน” เช่น ระบบแท็บ การจัดการหน้าต่าง เมนู และองค์ประกอบ UI ทั้งหมด ทำให้แม้จะเป็น Alpha แต่ประสบการณ์ใช้งานด้านภาพรวมถือว่าใกล้เคียงเบราว์เซอร์จริงมากกว่าที่คิด ผู้ใช้สามารถเปิดเว็บทั่วไป ค้นหา และใช้งานหลายแท็บพร้อมกันได้อย่างราบรื่น ฟีเจอร์ที่น่าสนใจคือ ระบบจัดการแท็บแบบใหม่ ที่ทำงานได้สมบูรณ์เกือบทั้งหมด ยกเว้น Tab Switcher UI ที่ยังไม่รองรับ แต่แท็บสามารถเปิดคู่ขนาน ทำงานแยกกัน และยังรองรับการแสดงผลทั้งบนหน้าต่างหลักและ sidebar นอกจากนี้ยังมี session persistence ทำให้ Orion จำแท็บที่เปิดไว้ก่อนปิดโปรแกรม และเปิดกลับมาได้เหมือนเดิมเมื่อเปิดใหม่ ระบบ Bookmarks ก็พร้อมใช้งานเต็มรูปแบบ ผู้ใช้สามารถบันทึกหน้าเว็บ จัดหมวดหมู่เป็นโฟลเดอร์ และเข้าถึงได้จาก dialog, sidebar หรือ bookmarks bar พร้อมไอคอนบันทึกหน้าแบบ ✴︎ ที่ใช้งานง่าย ส่วนระบบ History ก็ถูกพัฒนาให้จัดการข้อมูลย้อนหลังได้ดีขึ้น และมี Password management framework วางโครงสร้างพื้นฐานสำหรับระบบรหัสผ่านในอนาคต รวมถึงการนำเข้า–ส่งออกข้อมูลแบบไฟล์ภายในเครื่อง แม้จะมีฟีเจอร์พื้นฐานจำนวนมากที่ใช้งานได้แล้ว แต่ Orion บน Linux ยังมีงานต้องทำ เช่น WebKit extension support และ ระบบ Sync ที่ยังไม่ถูกนำมาใช้ใน Alpha ซึ่งเป็นฟีเจอร์สำคัญสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการประสบการณ์ข้ามอุปกรณ์ แต่จากความคืบหน้าที่เห็นในหน้านี้ บ่งบอกว่า Orion กำลังเดินหน้าอย่างมั่นคงและใกล้พร้อมสำหรับผู้ใช้ทั่วไปมากขึ้นเรื่อย ๆ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Orion for Linux อยู่ในช่วง Alpha ➡️ เน้นทดสอบฟีเจอร์พื้นฐานและความเสถียร ✅ UI พร้อมใช้งานเกือบทั้งหมด ➡️ เมนู ปุ่ม ไดอะล็อก ทูลบาร์ และเลย์เอาต์ต่าง ๆ ✅ ระบบแท็บทำงานสมบูรณ์เกือบทั้งหมด ➡️ เปิดคู่ขนาน แสดงใน sidebar และจำ session ได้ ✅ Bookmarks ใช้งานได้เต็มรูปแบบ ➡️ บันทึก จัดโฟลเดอร์ และเข้าถึงได้หลายตำแหน่ง ✅ History และ Password framework ถูกนำมาใช้แล้ว ➡️ รองรับจัดการข้อมูลย้อนหลังและระบบรหัสผ่านพื้นฐาน คำเตือน / จุดที่ควรระวัง ‼️ ยังเป็น Alpha — อาจมีบั๊กหรือความไม่เสถียร ⛔ ไม่เหมาะสำหรับใช้งานเป็นเบราว์เซอร์หลัก ‼️ Tab Switcher UI ยังไม่รองรับ ⛔ ผู้ใช้ที่พึ่งพาการสลับแท็บแบบภาพอาจไม่สะดวก ‼️ ยังไม่มี WebKit extension support ⛔ ทำให้ไม่สามารถใช้ส่วนขยายบางประเภทได้ ‼️ ระบบ Sync ยังไม่เปิดใช้งาน ⛔ ผู้ใช้หลายอุปกรณ์อาจต้องรอเวอร์ชันถัดไป https://help.kagi.com/orion/misc/linux-status.html
    0 Comments 0 Shares 12 Views 0 Reviews
  • Markdown: ภาษาข้อความธรรมดาที่กลายเป็นรากฐานของอินเทอร์เน็ตยุคใหม่

    Markdown เริ่มต้นจากปัญหาส่วนตัวของ John Gruber ที่ต้องการวิธีเขียนเว็บให้ “ง่ายเหมือนเขียนอีเมล” แต่ “แปลงเป็น HTML ได้สวยงาม” โดยไม่ต้องจำแท็กยุ่งยาก ผลลัพธ์คือรูปแบบข้อความธรรมดาที่มนุษย์อ่านง่าย เครื่องอ่านง่าย และใครก็ใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องเรียนรู้อะไรใหม่มากนัก สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดคือมันจะกลายเป็นภาษากลางของอินเทอร์เน็ตในอีก 20 ปีต่อมา ตั้งแต่บล็อกยุคแรกจนถึงระบบ AI ขั้นสูงในปัจจุบัน

    บทความเล่าว่าช่วงปี 2002–2004 เป็นยุคที่บล็อกกำลังเติบโต นักเขียนและนักพัฒนาเว็บต่างสร้างเครื่องมือของตัวเองไปพร้อมกับสร้างเนื้อหา Gruber จึงออกแบบ Markdown ให้เข้ากับพฤติกรรมที่คนใช้อยู่แล้ว เช่น การใช้ * เพื่อเน้นข้อความ หรือ # เพื่อทำหัวข้อ ซึ่งเป็นรูปแบบที่คนคุ้นเคยมาตั้งแต่ยุคอีเมล ทำให้ Markdown ถูกใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องสอนใครมากนัก Aaron Swartz ซึ่งตอนนั้นอายุเพียง 17 ปี ก็มีบทบาทสำคัญในการทดสอบและปรับปรุง Markdown ให้ใช้งานได้จริงในโลกจริง

    เมื่อเวลาผ่านไป Markdown กลายเป็นภาษากลางของนักพัฒนาและผู้ใช้ทั่วไป GitHub ใช้ Markdown เป็นมาตรฐานสำหรับ README และเอกสารประกอบโค้ด แอปจดบันทึกแทบทุกตัวรองรับ Markdown ตั้งแต่ Notepad ใหม่ของ Microsoft ไปจนถึง Apple Notes แม้แต่ระบบ AI ขั้นสูงก็ใช้ Markdown เป็นโครงสร้างหลักของ prompt และเอกสารควบคุมโมเดล ซึ่งหมายความว่า “อุตสาหกรรม AI มูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์กำลังขับเคลื่อนด้วยไฟล์ข้อความธรรมดาที่คนคนเดียวสร้างขึ้นฟรี ๆ”

    ท้ายที่สุด Markdown ชนะเพราะมันเรียบง่าย เปิดกว้าง ไม่ติดลิขสิทธิ์ และเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผู้คนพร้อมจะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ บนอินเทอร์เน็ต บทความชี้ให้เห็นว่าความสำเร็จของ Markdown เป็นตัวอย่างของ “อินเทอร์เน็ตที่สร้างโดยคนธรรมดาที่เก่งและใจดี” ไม่ใช่โดยบริษัทยักษ์ใหญ่เพียงอย่างเดียว และเตือนเราว่าโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของโลกดิจิทัลจำนวนมากเกิดจากความเอื้อเฟื้อของผู้สร้างที่ไม่ได้หวังผลตอบแทนมหาศาลเลยแม้แต่น้อย

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Markdown ถูกสร้างในปี 2004 โดย John Gruber
    จุดประสงค์คือทำให้การเขียนเว็บง่ายเหมือนเขียนอีเมล

    Aaron Swartz มีบทบาทสำคัญในการทดสอบและปรับปรุง Markdown
    ทำให้มันเสถียรและใช้งานได้จริงตั้งแต่วันแรก

    Markdown กลายเป็นภาษากลางของนักพัฒนาและแพลตฟอร์มทั่วโลก
    GitHub, Slack, Discord, Apple Notes, Google Docs ต่างรองรับ

    ระบบ AI ขั้นสูงใช้ Markdown เป็นโครงสร้างควบคุมโมเดล
    Prompt, workflow, และเอกสารทั้งหมดอยู่ในรูปแบบ Markdown

    Markdown ประสบความสำเร็จเพราะเรียบง่าย เปิดกว้าง และไม่ติดลิขสิทธิ์
    ทำให้ทุกคนสามารถนำไปใช้และต่อยอดได้ฟรี

    คำเตือน / จุดที่ควรระวัง
    ความหลากหลายของ “รสชาติ” Markdown อาจทำให้เกิดความไม่เข้ากัน
    เช่น CommonMark, GitHub-Flavored Markdown

    ความเรียบง่ายอาจทำให้บางงานต้องพึ่งปลั๊กอินหรือส่วนขยาย
    โดยเฉพาะงานที่ต้องการโครงสร้างซับซ้อน

    ผู้ใช้ใหม่อาจสับสนเมื่อเจอ Markdown เวอร์ชันที่ต่างกันในแต่ละแพลตฟอร์ม
    เช่น การจัดการตารางหรือการ escape ตัวอักษร

    https://www.anildash.com/2026/01/09/how-markdown-took-over-the-world/
    📝🌍 Markdown: ภาษาข้อความธรรมดาที่กลายเป็นรากฐานของอินเทอร์เน็ตยุคใหม่ Markdown เริ่มต้นจากปัญหาส่วนตัวของ John Gruber ที่ต้องการวิธีเขียนเว็บให้ “ง่ายเหมือนเขียนอีเมล” แต่ “แปลงเป็น HTML ได้สวยงาม” โดยไม่ต้องจำแท็กยุ่งยาก ผลลัพธ์คือรูปแบบข้อความธรรมดาที่มนุษย์อ่านง่าย เครื่องอ่านง่าย และใครก็ใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องเรียนรู้อะไรใหม่มากนัก สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดคือมันจะกลายเป็นภาษากลางของอินเทอร์เน็ตในอีก 20 ปีต่อมา ตั้งแต่บล็อกยุคแรกจนถึงระบบ AI ขั้นสูงในปัจจุบัน บทความเล่าว่าช่วงปี 2002–2004 เป็นยุคที่บล็อกกำลังเติบโต นักเขียนและนักพัฒนาเว็บต่างสร้างเครื่องมือของตัวเองไปพร้อมกับสร้างเนื้อหา Gruber จึงออกแบบ Markdown ให้เข้ากับพฤติกรรมที่คนใช้อยู่แล้ว เช่น การใช้ * เพื่อเน้นข้อความ หรือ # เพื่อทำหัวข้อ ซึ่งเป็นรูปแบบที่คนคุ้นเคยมาตั้งแต่ยุคอีเมล ทำให้ Markdown ถูกใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องสอนใครมากนัก Aaron Swartz ซึ่งตอนนั้นอายุเพียง 17 ปี ก็มีบทบาทสำคัญในการทดสอบและปรับปรุง Markdown ให้ใช้งานได้จริงในโลกจริง เมื่อเวลาผ่านไป Markdown กลายเป็นภาษากลางของนักพัฒนาและผู้ใช้ทั่วไป GitHub ใช้ Markdown เป็นมาตรฐานสำหรับ README และเอกสารประกอบโค้ด แอปจดบันทึกแทบทุกตัวรองรับ Markdown ตั้งแต่ Notepad ใหม่ของ Microsoft ไปจนถึง Apple Notes แม้แต่ระบบ AI ขั้นสูงก็ใช้ Markdown เป็นโครงสร้างหลักของ prompt และเอกสารควบคุมโมเดล ซึ่งหมายความว่า “อุตสาหกรรม AI มูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์กำลังขับเคลื่อนด้วยไฟล์ข้อความธรรมดาที่คนคนเดียวสร้างขึ้นฟรี ๆ” ท้ายที่สุด Markdown ชนะเพราะมันเรียบง่าย เปิดกว้าง ไม่ติดลิขสิทธิ์ และเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผู้คนพร้อมจะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ บนอินเทอร์เน็ต บทความชี้ให้เห็นว่าความสำเร็จของ Markdown เป็นตัวอย่างของ “อินเทอร์เน็ตที่สร้างโดยคนธรรมดาที่เก่งและใจดี” ไม่ใช่โดยบริษัทยักษ์ใหญ่เพียงอย่างเดียว และเตือนเราว่าโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของโลกดิจิทัลจำนวนมากเกิดจากความเอื้อเฟื้อของผู้สร้างที่ไม่ได้หวังผลตอบแทนมหาศาลเลยแม้แต่น้อย 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Markdown ถูกสร้างในปี 2004 โดย John Gruber ➡️ จุดประสงค์คือทำให้การเขียนเว็บง่ายเหมือนเขียนอีเมล ✅ Aaron Swartz มีบทบาทสำคัญในการทดสอบและปรับปรุง Markdown ➡️ ทำให้มันเสถียรและใช้งานได้จริงตั้งแต่วันแรก ✅ Markdown กลายเป็นภาษากลางของนักพัฒนาและแพลตฟอร์มทั่วโลก ➡️ GitHub, Slack, Discord, Apple Notes, Google Docs ต่างรองรับ ✅ ระบบ AI ขั้นสูงใช้ Markdown เป็นโครงสร้างควบคุมโมเดล ➡️ Prompt, workflow, และเอกสารทั้งหมดอยู่ในรูปแบบ Markdown ✅ Markdown ประสบความสำเร็จเพราะเรียบง่าย เปิดกว้าง และไม่ติดลิขสิทธิ์ ➡️ ทำให้ทุกคนสามารถนำไปใช้และต่อยอดได้ฟรี คำเตือน / จุดที่ควรระวัง ‼️ ความหลากหลายของ “รสชาติ” Markdown อาจทำให้เกิดความไม่เข้ากัน ⛔ เช่น CommonMark, GitHub-Flavored Markdown ‼️ ความเรียบง่ายอาจทำให้บางงานต้องพึ่งปลั๊กอินหรือส่วนขยาย ⛔ โดยเฉพาะงานที่ต้องการโครงสร้างซับซ้อน ‼️ ผู้ใช้ใหม่อาจสับสนเมื่อเจอ Markdown เวอร์ชันที่ต่างกันในแต่ละแพลตฟอร์ม ⛔ เช่น การจัดการตารางหรือการ escape ตัวอักษร https://www.anildash.com/2026/01/09/how-markdown-took-over-the-world/
    WWW.ANILDASH.COM
    How Markdown took over the world - Anil Dash
    A blog about making culture. Since 1999.
    0 Comments 0 Shares 10 Views 0 Reviews
  • งานวิจัยใหม่ชี้ “การออกกำลังกาย” ช่วยลดอาการซึมเศร้าได้พอ ๆ กับการทำจิตบำบัด

    งานวิจัยขนาดใหญ่จาก Cochrane พบหลักฐานที่แข็งแรงขึ้นเรื่อย ๆ ว่า การออกกำลังกายสามารถลดอาการซึมเศร้าได้ในระดับใกล้เคียงกับการทำจิตบำบัด และอาจให้ผลใกล้เคียงกับยาต้านซึมเศร้าในบางกรณี แม้หลักฐานด้านการเปรียบเทียบกับยาอาจยังไม่แน่นหนาเท่า แต่ผลลัพธ์โดยรวมชี้ชัดว่าการเคลื่อนไหวร่างกายเป็น “เครื่องมือที่เข้าถึงง่ายและปลอดภัย” สำหรับผู้ที่มีภาวะซึมเศร้า

    งานทบทวนนี้รวบรวมข้อมูลจาก 73 งานวิจัยแบบสุ่มควบคุม (RCT) รวมผู้เข้าร่วมเกือบ 5,000 คน พบว่าการออกกำลังกายระดับเบาถึงปานกลางที่ทำต่อเนื่อง 13–36 ครั้ง ให้ผลดีที่สุดในการลดอาการซึมเศร้า โดยไม่มีรูปแบบการออกกำลังกายใดโดดเด่นเหนือกว่าอย่างชัดเจน แม้แต่การฝึกแรงต้าน (resistance training) ก็ให้ผลดีไม่แพ้การออกกำลังกายแบบแอโรบิก

    ผลข้างเคียงจากการออกกำลังกายพบได้น้อยมาก เช่น อาการบาดเจ็บเล็กน้อยของกล้ามเนื้อหรือข้อต่อ ขณะที่กลุ่มที่ใช้ยาต้านซึมเศร้าพบผลข้างเคียงตามปกติ เช่น อ่อนเพลียหรือปัญหาทางเดินอาหาร งานวิจัยยังชี้ว่าการออกกำลังกาย “เหมาะกับบางคนมากกว่าบางคน” และความสำเร็จขึ้นอยู่กับกิจกรรมที่ผู้ป่วยสามารถทำได้ต่อเนื่องจริงในชีวิตประจำวัน

    อย่างไรก็ตาม นักวิจัยเตือนว่าหลายงานวิจัยมีขนาดตัวอย่างเล็ก และยังมีข้อมูลไม่เพียงพอเกี่ยวกับผลลัพธ์ระยะยาว จึงจำเป็นต้องมีงานวิจัยคุณภาพสูงเพิ่มเติมเพื่อระบุว่า “รูปแบบการออกกำลังกายแบบใดเหมาะกับใคร” และผลลัพธ์จะคงอยู่ได้นานแค่ไหนหลังหยุดโปรแกรม

    สรุปประเด็นสำคัญ
    การออกกำลังกายลดอาการซึมเศร้าได้ใกล้เคียงจิตบำบัด
    พบจากการวิเคราะห์งานวิจัย 73 ชิ้น รวมผู้เข้าร่วมเกือบ 5,000 คน

    ให้ผลใกล้เคียงยาต้านซึมเศร้าในบางกรณี
    แต่หลักฐานยังมีความไม่แน่นอนสูง

    ออกกำลังกายระดับเบาถึงปานกลางได้ผลดีที่สุด
    โดยเฉพาะเมื่อทำต่อเนื่อง 13–36 ครั้ง

    ผลข้างเคียงน้อยมากเมื่อเทียบกับยา
    ส่วนใหญ่เป็นอาการบาดเจ็บเล็กน้อยของกล้ามเนื้อหรือข้อต่อ

    ไม่มีรูปแบบการออกกำลังกายใดเหนือกว่าอย่างชัดเจน
    แต่การผสมผสานหลายรูปแบบและ resistance training อาจให้ผลดีกว่าแอโรบิกอย่างเดียว

    คำเตือน / จุดที่ควรระวัง
    ข้อมูลระยะยาวยังไม่ชัดเจน
    งานวิจัยส่วนใหญ่ไม่ได้ติดตามผลหลังจบโปรแกรม

    งานวิจัยจำนวนมากมีขนาดตัวอย่างเล็ก
    ทำให้ข้อสรุปบางส่วนยังไม่แข็งแรงพอ

    การออกกำลังกายไม่ได้เหมาะกับทุกคน
    ต้องเลือกกิจกรรมที่ผู้ป่วยสามารถทำได้จริงและต่อเนื่อง

    https://www.sciencedaily.com/releases/2026/01/260107225516.htm
    🧠🏃 งานวิจัยใหม่ชี้ “การออกกำลังกาย” ช่วยลดอาการซึมเศร้าได้พอ ๆ กับการทำจิตบำบัด งานวิจัยขนาดใหญ่จาก Cochrane พบหลักฐานที่แข็งแรงขึ้นเรื่อย ๆ ว่า การออกกำลังกายสามารถลดอาการซึมเศร้าได้ในระดับใกล้เคียงกับการทำจิตบำบัด และอาจให้ผลใกล้เคียงกับยาต้านซึมเศร้าในบางกรณี แม้หลักฐานด้านการเปรียบเทียบกับยาอาจยังไม่แน่นหนาเท่า แต่ผลลัพธ์โดยรวมชี้ชัดว่าการเคลื่อนไหวร่างกายเป็น “เครื่องมือที่เข้าถึงง่ายและปลอดภัย” สำหรับผู้ที่มีภาวะซึมเศร้า งานทบทวนนี้รวบรวมข้อมูลจาก 73 งานวิจัยแบบสุ่มควบคุม (RCT) รวมผู้เข้าร่วมเกือบ 5,000 คน พบว่าการออกกำลังกายระดับเบาถึงปานกลางที่ทำต่อเนื่อง 13–36 ครั้ง ให้ผลดีที่สุดในการลดอาการซึมเศร้า โดยไม่มีรูปแบบการออกกำลังกายใดโดดเด่นเหนือกว่าอย่างชัดเจน แม้แต่การฝึกแรงต้าน (resistance training) ก็ให้ผลดีไม่แพ้การออกกำลังกายแบบแอโรบิก ผลข้างเคียงจากการออกกำลังกายพบได้น้อยมาก เช่น อาการบาดเจ็บเล็กน้อยของกล้ามเนื้อหรือข้อต่อ ขณะที่กลุ่มที่ใช้ยาต้านซึมเศร้าพบผลข้างเคียงตามปกติ เช่น อ่อนเพลียหรือปัญหาทางเดินอาหาร งานวิจัยยังชี้ว่าการออกกำลังกาย “เหมาะกับบางคนมากกว่าบางคน” และความสำเร็จขึ้นอยู่กับกิจกรรมที่ผู้ป่วยสามารถทำได้ต่อเนื่องจริงในชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตาม นักวิจัยเตือนว่าหลายงานวิจัยมีขนาดตัวอย่างเล็ก และยังมีข้อมูลไม่เพียงพอเกี่ยวกับผลลัพธ์ระยะยาว จึงจำเป็นต้องมีงานวิจัยคุณภาพสูงเพิ่มเติมเพื่อระบุว่า “รูปแบบการออกกำลังกายแบบใดเหมาะกับใคร” และผลลัพธ์จะคงอยู่ได้นานแค่ไหนหลังหยุดโปรแกรม 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ การออกกำลังกายลดอาการซึมเศร้าได้ใกล้เคียงจิตบำบัด ➡️ พบจากการวิเคราะห์งานวิจัย 73 ชิ้น รวมผู้เข้าร่วมเกือบ 5,000 คน ✅ ให้ผลใกล้เคียงยาต้านซึมเศร้าในบางกรณี ➡️ แต่หลักฐานยังมีความไม่แน่นอนสูง ✅ ออกกำลังกายระดับเบาถึงปานกลางได้ผลดีที่สุด ➡️ โดยเฉพาะเมื่อทำต่อเนื่อง 13–36 ครั้ง ✅ ผลข้างเคียงน้อยมากเมื่อเทียบกับยา ➡️ ส่วนใหญ่เป็นอาการบาดเจ็บเล็กน้อยของกล้ามเนื้อหรือข้อต่อ ✅ ไม่มีรูปแบบการออกกำลังกายใดเหนือกว่าอย่างชัดเจน ➡️ แต่การผสมผสานหลายรูปแบบและ resistance training อาจให้ผลดีกว่าแอโรบิกอย่างเดียว คำเตือน / จุดที่ควรระวัง ‼️ ข้อมูลระยะยาวยังไม่ชัดเจน ⛔ งานวิจัยส่วนใหญ่ไม่ได้ติดตามผลหลังจบโปรแกรม ‼️ งานวิจัยจำนวนมากมีขนาดตัวอย่างเล็ก ⛔ ทำให้ข้อสรุปบางส่วนยังไม่แข็งแรงพอ ‼️ การออกกำลังกายไม่ได้เหมาะกับทุกคน ⛔ ต้องเลือกกิจกรรมที่ผู้ป่วยสามารถทำได้จริงและต่อเนื่อง https://www.sciencedaily.com/releases/2026/01/260107225516.htm
    WWW.SCIENCEDAILY.COM
    Scientists find exercise rivals therapy for depression
    A large review of studies suggests that exercise can ease depression about as effectively as psychological therapy. Compared with antidepressants, exercise showed similar benefits, though the evidence was less certain. Researchers found that light to moderate activity over multiple sessions worked best, with few side effects. While it’s not a cure-all, exercise may be a powerful and accessible tool for many people.
    0 Comments 0 Shares 8 Views 0 Reviews
  • Dark Sky: บทอาลัยให้แอปพยากรณ์อากาศที่เป็น “งานศิลปะด้านข้อมูล”

    Dark Sky ไม่ได้เป็นเพียงแอปพยากรณ์อากาศธรรมดา แต่เป็นตัวอย่างระดับมาสเตอร์พีซของการออกแบบข้อมูลที่ “เข้าใจมนุษย์จริง ๆ” ผู้เขียนเล่าว่าแม้ Apple จะปิดบริการ Dark Sky ในปี 2023 หลังการซื้อกิจการ แต่สิ่งที่หายไปไม่ใช่แค่ API หรือเทคโนโลยีพยากรณ์ แต่คือประสบการณ์การใช้งานที่ถูกออกแบบอย่างละเอียดลึกซึ้งจนผู้ใช้สามารถ “เห็นรูปทรงของสภาพอากาศ” ได้ในพริบตาเดียว ไม่ว่าจะเป็นฝนที่กำลังจะมา ลมแรงที่กำลังพัด หรืออุณหภูมิที่กำลังเปลี่ยนแปลง

    หัวใจของ Dark Sky คือการนำเสนอข้อมูลแบบ context-sensitive information graphics—กราฟิกที่ปรับตามบริบทของผู้ใช้แบบเรียลไทม์ เช่น การแสดงเฉพาะข้อมูลที่สำคัญที่สุดในช่วงเวลานั้น การเน้นพายุที่กำลังเข้า การแสดงโอกาสฝนตกแบบนาทีต่อนาที หรือการใช้ลูกศรแทนข้อความเพื่อสื่อทิศทางลมอย่างเป็นธรรมชาติ ทั้งหมดนี้ทำให้ผู้ใช้ “เข้าใจสภาพอากาศ” มากกว่าแค่ “อ่านตัวเลข”

    แอปยังมีการออกแบบที่ละเอียดอ่อน เช่น การคงสัดส่วนของช่วงอุณหภูมิจริงในกราฟรายสัปดาห์แทนการบีบให้เท่ากันทุกวัน การใช้หมวดหมู่แทนตัวเลขเพื่อหลีกเลี่ยงความแม่นยำปลอม ๆ ของข้อมูลพยากรณ์ และการนำเสนอแผนที่พายุที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังด้วยสีและลูกศรเพียงไม่กี่แบบ สิ่งเหล่านี้ทำให้ Dark Sky กลายเป็นแอปที่ผู้ใช้จำนวนมาก “ผูกพัน” เพราะมันช่วยให้ตัดสินใจในชีวิตประจำวันได้ง่ายขึ้น

    แม้ Apple Weather จะรับช่วงต่อด้านเทคโนโลยี แต่ผู้ใช้จำนวนมากยังรู้สึกว่า “จิตวิญญาณของ Dark Sky” หายไป เพราะมันไม่ได้แค่บอกข้อมูล แต่ช่วยตีความข้อมูลให้มนุษย์เข้าใจได้ทันที บทความจึงปิดท้ายด้วยคำเชิญชวนให้วงการซอฟต์แวร์สร้างประสบการณ์แบบ Dark Sky มากขึ้น—ไม่ใช่แค่แสดงข้อมูล แต่ทำให้ข้อมูล “มีความหมาย” ต่อชีวิตผู้ใช้จริง ๆ

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Dark Sky ถูกปิดบริการโดย Apple ในปี 2023
    เทคโนโลยีถูกย้ายไป Apple Weather แต่ประสบการณ์ผู้ใช้ไม่เหมือนเดิม

    จุดเด่นคือการออกแบบข้อมูลแบบ context-sensitive
    แอปปรับข้อมูลตามสถานการณ์ เช่น พายุ ฝน ลม อุณหภูมิ

    การนำเสนอข้อมูลละเอียดและเป็นธรรมชาติ
    เช่น ลูกศรแทนทิศลม, กราฟอุณหภูมิที่คงสัดส่วนจริง

    ผู้ใช้จำนวนมากคิดถึงฟีเจอร์เฉพาะของ Dark Sky
    โดยเฉพาะกราฟฝนแบบนาทีต่อนาทีและการแสดงผลที่เข้าใจง่าย

    บทความชี้ว่าซอฟต์แวร์ยุคใหม่ควรเรียนรู้จาก Dark Sky
    ไม่ใช่แค่แสดงข้อมูล แต่ช่วยให้ผู้ใช้ “เข้าใจ” และ “ตัดสินใจ” ได้ดีขึ้น

    คำเตือน / จุดที่ควรระวัง
    การพึ่งพาแอปที่ถูกปิดบริการอาจทำให้ข้อมูลขาดช่วง
    ผู้ใช้ต้องหาทางเลือกใหม่ที่อาจไม่เทียบเท่า

    Apple Weather ยังไม่ตอบโจทย์ผู้ใช้ทุกกลุ่ม
    โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการข้อมูลแบบ hyperlocal

    การออกแบบข้อมูลที่ไม่คำนึงถึงบริบทอาจทำให้ผู้ใช้ตีความผิด
    เช่น การใช้ตัวเลขมากเกินไปหรือการ rescale กราฟจนเสียความหมาย

    https://nightingaledvs.com/dark-sky-weather-data-viz/
    🌧️📱 Dark Sky: บทอาลัยให้แอปพยากรณ์อากาศที่เป็น “งานศิลปะด้านข้อมูล” Dark Sky ไม่ได้เป็นเพียงแอปพยากรณ์อากาศธรรมดา แต่เป็นตัวอย่างระดับมาสเตอร์พีซของการออกแบบข้อมูลที่ “เข้าใจมนุษย์จริง ๆ” ผู้เขียนเล่าว่าแม้ Apple จะปิดบริการ Dark Sky ในปี 2023 หลังการซื้อกิจการ แต่สิ่งที่หายไปไม่ใช่แค่ API หรือเทคโนโลยีพยากรณ์ แต่คือประสบการณ์การใช้งานที่ถูกออกแบบอย่างละเอียดลึกซึ้งจนผู้ใช้สามารถ “เห็นรูปทรงของสภาพอากาศ” ได้ในพริบตาเดียว ไม่ว่าจะเป็นฝนที่กำลังจะมา ลมแรงที่กำลังพัด หรืออุณหภูมิที่กำลังเปลี่ยนแปลง หัวใจของ Dark Sky คือการนำเสนอข้อมูลแบบ context-sensitive information graphics—กราฟิกที่ปรับตามบริบทของผู้ใช้แบบเรียลไทม์ เช่น การแสดงเฉพาะข้อมูลที่สำคัญที่สุดในช่วงเวลานั้น การเน้นพายุที่กำลังเข้า การแสดงโอกาสฝนตกแบบนาทีต่อนาที หรือการใช้ลูกศรแทนข้อความเพื่อสื่อทิศทางลมอย่างเป็นธรรมชาติ ทั้งหมดนี้ทำให้ผู้ใช้ “เข้าใจสภาพอากาศ” มากกว่าแค่ “อ่านตัวเลข” แอปยังมีการออกแบบที่ละเอียดอ่อน เช่น การคงสัดส่วนของช่วงอุณหภูมิจริงในกราฟรายสัปดาห์แทนการบีบให้เท่ากันทุกวัน การใช้หมวดหมู่แทนตัวเลขเพื่อหลีกเลี่ยงความแม่นยำปลอม ๆ ของข้อมูลพยากรณ์ และการนำเสนอแผนที่พายุที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังด้วยสีและลูกศรเพียงไม่กี่แบบ สิ่งเหล่านี้ทำให้ Dark Sky กลายเป็นแอปที่ผู้ใช้จำนวนมาก “ผูกพัน” เพราะมันช่วยให้ตัดสินใจในชีวิตประจำวันได้ง่ายขึ้น แม้ Apple Weather จะรับช่วงต่อด้านเทคโนโลยี แต่ผู้ใช้จำนวนมากยังรู้สึกว่า “จิตวิญญาณของ Dark Sky” หายไป เพราะมันไม่ได้แค่บอกข้อมูล แต่ช่วยตีความข้อมูลให้มนุษย์เข้าใจได้ทันที บทความจึงปิดท้ายด้วยคำเชิญชวนให้วงการซอฟต์แวร์สร้างประสบการณ์แบบ Dark Sky มากขึ้น—ไม่ใช่แค่แสดงข้อมูล แต่ทำให้ข้อมูล “มีความหมาย” ต่อชีวิตผู้ใช้จริง ๆ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Dark Sky ถูกปิดบริการโดย Apple ในปี 2023 ➡️ เทคโนโลยีถูกย้ายไป Apple Weather แต่ประสบการณ์ผู้ใช้ไม่เหมือนเดิม ✅ จุดเด่นคือการออกแบบข้อมูลแบบ context-sensitive ➡️ แอปปรับข้อมูลตามสถานการณ์ เช่น พายุ ฝน ลม อุณหภูมิ ✅ การนำเสนอข้อมูลละเอียดและเป็นธรรมชาติ ➡️ เช่น ลูกศรแทนทิศลม, กราฟอุณหภูมิที่คงสัดส่วนจริง ✅ ผู้ใช้จำนวนมากคิดถึงฟีเจอร์เฉพาะของ Dark Sky ➡️ โดยเฉพาะกราฟฝนแบบนาทีต่อนาทีและการแสดงผลที่เข้าใจง่าย ✅ บทความชี้ว่าซอฟต์แวร์ยุคใหม่ควรเรียนรู้จาก Dark Sky ➡️ ไม่ใช่แค่แสดงข้อมูล แต่ช่วยให้ผู้ใช้ “เข้าใจ” และ “ตัดสินใจ” ได้ดีขึ้น คำเตือน / จุดที่ควรระวัง ‼️ การพึ่งพาแอปที่ถูกปิดบริการอาจทำให้ข้อมูลขาดช่วง ⛔ ผู้ใช้ต้องหาทางเลือกใหม่ที่อาจไม่เทียบเท่า ‼️ Apple Weather ยังไม่ตอบโจทย์ผู้ใช้ทุกกลุ่ม ⛔ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการข้อมูลแบบ hyperlocal ‼️ การออกแบบข้อมูลที่ไม่คำนึงถึงบริบทอาจทำให้ผู้ใช้ตีความผิด ⛔ เช่น การใช้ตัวเลขมากเกินไปหรือการ rescale กราฟจนเสียความหมาย https://nightingaledvs.com/dark-sky-weather-data-viz/
    NIGHTINGALEDVS.COM
    A Eulogy for Dark Sky, a Data Visualization Masterpiece
    A deep look at how the Dark Sky weather app used simple but highly effective charts to report and contextualize the weather.
    0 Comments 0 Shares 9 Views 0 Reviews
  • ไดอารี่ Linux: เมื่อผู้ใช้ Windows ตัดสินใจย้ายค่าย — และทุกอย่างไปได้สวยกว่าที่คิด

    การตัดสินใจทิ้ง Windows เพื่อหันมาใช้ Linux แบบเต็มตัวไม่ใช่เรื่องเล็ก โดยเฉพาะสำหรับคนที่ใช้คอมทำงานจริงและเล่นเกมเป็นประจำ แต่ผู้เขียนจาก The Verge กลับพบว่าประสบการณ์ครั้งนี้ “ง่ายกว่าที่คิดมาก” แม้จะมีเหตุการณ์วุ่นวายหลายอย่างเกิดขึ้นก่อนเริ่มติดตั้ง แต่เมื่อได้ลงมือจริง ทุกอย่างกลับราบรื่นกว่าที่คาดไว้มาก โดยเฉพาะการใช้งานร่วมกับการ์ดจอ Nvidia ซึ่งปกติถือว่าเป็นจุดท้าทายของ Linux

    สิ่งที่น่าสนใจคือเขาเลือกใช้ CachyOS แทนดิสโทรยอดนิยมอย่าง Ubuntu เพราะต้องการระบบที่ “ปรับแต่งมาสำหรับฮาร์ดแวร์ยุคใหม่และเหมาะกับการเล่นเกม” การติดตั้งเป็นไปอย่างง่ายดาย และเขาสามารถใช้งานจริงได้ทันที ทั้งงานประจำวัน การเล่นเกมหนึ่งเกม และแม้กระทั่งการพิมพ์งานจากเครื่องพิมพ์ที่ปกติสร้างปัญหาให้เขาบ่อยครั้งบน Windows

    แม้จะมีเรื่องตลกอย่างเมาส์เกมมิ่งที่ “ใช้ได้เฉพาะตอนเล่นเกม” แต่โดยรวมแล้ว Linux ให้ประสบการณ์ที่เสถียรและใช้งานได้จริงกว่าที่เขาคาดไว้มาก จุดที่คิดว่ายากกลับง่าย ส่วนที่คิดว่าง่ายกลับมีรายละเอียดให้แก้ไขบ้าง แต่ไม่ถึงขั้นทำให้ต้องปวดหัวหรือเสียเวลาเป็นวัน ๆ เหมือนภาพจำของ Linux ในอดีต

    เมื่อมองภาพรวม การทดลองครั้งนี้สะท้อนว่าปี 2026 คือยุคที่ Linux Desktop “พร้อมใช้งานจริง” มากขึ้นกว่าเดิมอย่างชัดเจน โดยเฉพาะสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการหลีกหนี Windows ที่เต็มไปด้วยฟีเจอร์บังคับและระบบที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ Linux กลายเป็นตัวเลือกที่ “wingable” หรือใช้งานได้โดยไม่ต้องเป็นกูรูอีกต่อไป

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ผู้เขียนย้ายจาก Windows มาใช้ Linux แบบเต็มตัว
    ต้องการหลีกเลี่ยงความยุ่งยากของ Windows รุ่นใหม่

    เลือกใช้ CachyOS แทน Ubuntu
    เพราะเหมาะกับฮาร์ดแวร์ใหม่และการเล่นเกม

    การ์ดจอ Nvidia ทำงานได้ดีตั้งแต่แรก
    ติดตั้งง่ายกว่าที่คาดไว้

    ใช้งานจริงได้ทันทีหลังติดตั้ง
    ทำงาน เล่นเกม และพิมพ์เอกสารได้ครบ

    พบปัญหาเล็กน้อย เช่น เมาส์เกมมิ่งทำงานแปลก ๆ
    แต่ไม่ใช่ปัญหาใหญ่จนใช้งานไม่ได้

    คำเตือน / จุดที่ควรระวัง
    บางงานที่คิดว่าง่ายอาจมีรายละเอียดให้แก้ไข
    เช่น อุปกรณ์เสริมบางชนิดที่ทำงานไม่สมบูรณ์

    Linux ยังต้องอาศัยการค้นคว้าบ้างในบางจุด
    โดยเฉพาะผู้ใช้ที่มีฮาร์ดแวร์เฉพาะทาง

    ไม่ใช่ทุกดิสโทรจะเหมาะกับทุกคน
    CachyOS ดีสำหรับเกม แต่ผู้ใช้ทั่วไปอาจเหมาะกับดิสโทรอื่นมากกว่า

    https://www.theverge.com/tech/858910/linux-diary-gaming-desktop
    🐧💻 ไดอารี่ Linux: เมื่อผู้ใช้ Windows ตัดสินใจย้ายค่าย — และทุกอย่างไปได้สวยกว่าที่คิด การตัดสินใจทิ้ง Windows เพื่อหันมาใช้ Linux แบบเต็มตัวไม่ใช่เรื่องเล็ก โดยเฉพาะสำหรับคนที่ใช้คอมทำงานจริงและเล่นเกมเป็นประจำ แต่ผู้เขียนจาก The Verge กลับพบว่าประสบการณ์ครั้งนี้ “ง่ายกว่าที่คิดมาก” แม้จะมีเหตุการณ์วุ่นวายหลายอย่างเกิดขึ้นก่อนเริ่มติดตั้ง แต่เมื่อได้ลงมือจริง ทุกอย่างกลับราบรื่นกว่าที่คาดไว้มาก โดยเฉพาะการใช้งานร่วมกับการ์ดจอ Nvidia ซึ่งปกติถือว่าเป็นจุดท้าทายของ Linux สิ่งที่น่าสนใจคือเขาเลือกใช้ CachyOS แทนดิสโทรยอดนิยมอย่าง Ubuntu เพราะต้องการระบบที่ “ปรับแต่งมาสำหรับฮาร์ดแวร์ยุคใหม่และเหมาะกับการเล่นเกม” การติดตั้งเป็นไปอย่างง่ายดาย และเขาสามารถใช้งานจริงได้ทันที ทั้งงานประจำวัน การเล่นเกมหนึ่งเกม และแม้กระทั่งการพิมพ์งานจากเครื่องพิมพ์ที่ปกติสร้างปัญหาให้เขาบ่อยครั้งบน Windows แม้จะมีเรื่องตลกอย่างเมาส์เกมมิ่งที่ “ใช้ได้เฉพาะตอนเล่นเกม” แต่โดยรวมแล้ว Linux ให้ประสบการณ์ที่เสถียรและใช้งานได้จริงกว่าที่เขาคาดไว้มาก จุดที่คิดว่ายากกลับง่าย ส่วนที่คิดว่าง่ายกลับมีรายละเอียดให้แก้ไขบ้าง แต่ไม่ถึงขั้นทำให้ต้องปวดหัวหรือเสียเวลาเป็นวัน ๆ เหมือนภาพจำของ Linux ในอดีต เมื่อมองภาพรวม การทดลองครั้งนี้สะท้อนว่าปี 2026 คือยุคที่ Linux Desktop “พร้อมใช้งานจริง” มากขึ้นกว่าเดิมอย่างชัดเจน โดยเฉพาะสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการหลีกหนี Windows ที่เต็มไปด้วยฟีเจอร์บังคับและระบบที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ Linux กลายเป็นตัวเลือกที่ “wingable” หรือใช้งานได้โดยไม่ต้องเป็นกูรูอีกต่อไป 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ผู้เขียนย้ายจาก Windows มาใช้ Linux แบบเต็มตัว ➡️ ต้องการหลีกเลี่ยงความยุ่งยากของ Windows รุ่นใหม่ ✅ เลือกใช้ CachyOS แทน Ubuntu ➡️ เพราะเหมาะกับฮาร์ดแวร์ใหม่และการเล่นเกม ✅ การ์ดจอ Nvidia ทำงานได้ดีตั้งแต่แรก ➡️ ติดตั้งง่ายกว่าที่คาดไว้ ✅ ใช้งานจริงได้ทันทีหลังติดตั้ง ➡️ ทำงาน เล่นเกม และพิมพ์เอกสารได้ครบ ✅ พบปัญหาเล็กน้อย เช่น เมาส์เกมมิ่งทำงานแปลก ๆ ➡️ แต่ไม่ใช่ปัญหาใหญ่จนใช้งานไม่ได้ คำเตือน / จุดที่ควรระวัง ‼️ บางงานที่คิดว่าง่ายอาจมีรายละเอียดให้แก้ไข ⛔ เช่น อุปกรณ์เสริมบางชนิดที่ทำงานไม่สมบูรณ์ ‼️ Linux ยังต้องอาศัยการค้นคว้าบ้างในบางจุด ⛔ โดยเฉพาะผู้ใช้ที่มีฮาร์ดแวร์เฉพาะทาง ‼️ ไม่ใช่ทุกดิสโทรจะเหมาะกับทุกคน ⛔ CachyOS ดีสำหรับเกม แต่ผู้ใช้ทั่วไปอาจเหมาะกับดิสโทรอื่นมากกว่า https://www.theverge.com/tech/858910/linux-diary-gaming-desktop
    0 Comments 0 Shares 9 Views 0 Reviews
  • ภัยคุกคามไซเบอร์ต่อระบบ AI ที่องค์กรต้องเฝ้าระวังมากที่สุดในปี 2026

    การโจมตีระบบ AI เริ่มขยับจากงานวิจัยสู่เหตุการณ์จริงมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในช่วงที่องค์กรเร่งนำ AI ไปใช้งานโดยยังไม่ได้วางระบบป้องกันอย่างรัดกุม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าหลายองค์กร “รู้ว่ามีความเสี่ยง แต่ยังไม่รู้วิธีป้องกันอย่างถูกต้อง” ซึ่งทำให้ระบบ AI กลายเป็นเป้าหมายใหม่ของแฮ็กเกอร์ที่ต้องการเจาะข้อมูลหรือควบคุมโมเดลให้ทำงานผิดพลาด

    ภัยคุกคามที่พบมีหลายรูปแบบ ตั้งแต่การโจมตีข้อมูลฝึก (data poisoning), การฝังคำสั่งอันตรายใน prompt (prompt injection), การขโมยโมเดล (model theft), ไปจนถึงการโจมตีห่วงโซ่อุปทานของ AI (AI supply chain attacks) ซึ่งหลายกรณีถูกพิสูจน์แล้วว่าเกิดขึ้นได้จริง ไม่ใช่แค่ทฤษฎีอีกต่อไป ตัวอย่างเช่นการค้นพบช่องโหว่ MCP ที่ทำให้แฮ็กเกอร์สามารถ “ยึดการทำงานของ AI agent ได้ทั้งหมด” ผ่าน tool poisoning

    นอกจากนี้ยังมีการโจมตีแบบ adversarial input ที่ใช้ข้อมูลที่ถูกปรับแต่งเพียงเล็กน้อยเพื่อทำให้โมเดลตัดสินใจผิดพลาด รวมถึงการโจมตีแบบ model inversion ที่พยายามย้อนรอยข้อมูลฝึกจากผลลัพธ์ของโมเดล ซึ่งอาจทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลได้โดยที่เจ้าของระบบไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ

    ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าองค์กรต้องเริ่มวางกลยุทธ์ด้านความปลอดภัยของ AI อย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่ป้องกันระบบ IT แบบเดิม แต่ต้องมีการประเมินโมเดลก่อนใช้งาน, เฝ้าระวังพฤติกรรมผิดปกติของ AI, ใช้ adversarial training, และนำกรอบ MITRE ATLAS มาใช้เพื่อทำความเข้าใจเทคนิคการโจมตีที่เกิดขึ้นในโลกจริง ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องอาศัยความร่วมมือระดับผู้บริหาร ไม่ใช่หน้าที่ของทีม CISO เพียงลำพัง

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ภัยคุกคามต่อระบบ AI เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
    หลายองค์กรยังไม่มีมาตรการป้องกันที่เพียงพอ

    Data poisoning และ model poisoning เป็นภัยหลัก
    ทำให้โมเดลเรียนรู้ข้อมูลผิดและให้ผลลัพธ์ผิดพลาด

    Tool poisoning ใน MCP ถูกพิสูจน์แล้วว่าสามารถยึด AI agent ได้
    แฮ็กเกอร์สามารถขโมยข้อมูลและควบคุมการทำงานของโมเดลได้

    Prompt injection ยังคงเป็นการโจมตีที่พบได้บ่อยที่สุด
    ใช้หลอกให้โมเดลทำสิ่งที่ขัดกับ guardrails

    Model theft และ model inversion ทำให้ข้อมูลฝึกเสี่ยงรั่วไหล
    แฮ็กเกอร์สามารถย้อนรอยข้อมูลหรือคัดลอกโมเดลได้จาก API

    กรอบ MITRE ATLAS ถูกแนะนำให้ใช้เพื่อวิเคราะห์ภัยคุกคาม AI
    ช่วยระบุ tactics และ techniques ของผู้โจมตีได้ดีขึ้น

    คำเตือน / จุดที่ควรระวัง
    การโจมตีหลายแบบยังตรวจจับได้ยากมาก
    เช่น adversarial input ที่เปลี่ยนข้อมูลเพียงเล็กน้อยแต่ทำให้โมเดลผิดพลาด

    องค์กรจำนวนมากยังขาดความรู้ด้าน AI security
    ทำให้การตอบสนองต่อเหตุการณ์ล่าช้าหรือผิดพลาดได้

    AI supply chain กลายเป็นจุดอ่อนใหม่
    ช่องโหว่ในโมเดลหรือโค้ดจากบุคคลที่สามอาจถูกใช้โจมตีระบบทั้งหมดได้

    แรงกดดันทางธุรกิจทำให้องค์กรรีบใช้ AI โดยไม่ตรวจสอบความปลอดภัย
    ส่งผลให้ความเสี่ยงสะสมและยากต่อการแก้ไขในอนาคต

    https://www.csoonline.com/article/4110008/top-cyber-threats-to-your-ai-systems-and-infrastructure.html
    🔐🤖 ภัยคุกคามไซเบอร์ต่อระบบ AI ที่องค์กรต้องเฝ้าระวังมากที่สุดในปี 2026 การโจมตีระบบ AI เริ่มขยับจากงานวิจัยสู่เหตุการณ์จริงมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในช่วงที่องค์กรเร่งนำ AI ไปใช้งานโดยยังไม่ได้วางระบบป้องกันอย่างรัดกุม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าหลายองค์กร “รู้ว่ามีความเสี่ยง แต่ยังไม่รู้วิธีป้องกันอย่างถูกต้อง” ซึ่งทำให้ระบบ AI กลายเป็นเป้าหมายใหม่ของแฮ็กเกอร์ที่ต้องการเจาะข้อมูลหรือควบคุมโมเดลให้ทำงานผิดพลาด ภัยคุกคามที่พบมีหลายรูปแบบ ตั้งแต่การโจมตีข้อมูลฝึก (data poisoning), การฝังคำสั่งอันตรายใน prompt (prompt injection), การขโมยโมเดล (model theft), ไปจนถึงการโจมตีห่วงโซ่อุปทานของ AI (AI supply chain attacks) ซึ่งหลายกรณีถูกพิสูจน์แล้วว่าเกิดขึ้นได้จริง ไม่ใช่แค่ทฤษฎีอีกต่อไป ตัวอย่างเช่นการค้นพบช่องโหว่ MCP ที่ทำให้แฮ็กเกอร์สามารถ “ยึดการทำงานของ AI agent ได้ทั้งหมด” ผ่าน tool poisoning นอกจากนี้ยังมีการโจมตีแบบ adversarial input ที่ใช้ข้อมูลที่ถูกปรับแต่งเพียงเล็กน้อยเพื่อทำให้โมเดลตัดสินใจผิดพลาด รวมถึงการโจมตีแบบ model inversion ที่พยายามย้อนรอยข้อมูลฝึกจากผลลัพธ์ของโมเดล ซึ่งอาจทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลได้โดยที่เจ้าของระบบไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าองค์กรต้องเริ่มวางกลยุทธ์ด้านความปลอดภัยของ AI อย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่ป้องกันระบบ IT แบบเดิม แต่ต้องมีการประเมินโมเดลก่อนใช้งาน, เฝ้าระวังพฤติกรรมผิดปกติของ AI, ใช้ adversarial training, และนำกรอบ MITRE ATLAS มาใช้เพื่อทำความเข้าใจเทคนิคการโจมตีที่เกิดขึ้นในโลกจริง ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องอาศัยความร่วมมือระดับผู้บริหาร ไม่ใช่หน้าที่ของทีม CISO เพียงลำพัง 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ภัยคุกคามต่อระบบ AI เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ➡️ หลายองค์กรยังไม่มีมาตรการป้องกันที่เพียงพอ ✅ Data poisoning และ model poisoning เป็นภัยหลัก ➡️ ทำให้โมเดลเรียนรู้ข้อมูลผิดและให้ผลลัพธ์ผิดพลาด ✅ Tool poisoning ใน MCP ถูกพิสูจน์แล้วว่าสามารถยึด AI agent ได้ ➡️ แฮ็กเกอร์สามารถขโมยข้อมูลและควบคุมการทำงานของโมเดลได้ ✅ Prompt injection ยังคงเป็นการโจมตีที่พบได้บ่อยที่สุด ➡️ ใช้หลอกให้โมเดลทำสิ่งที่ขัดกับ guardrails ✅ Model theft และ model inversion ทำให้ข้อมูลฝึกเสี่ยงรั่วไหล ➡️ แฮ็กเกอร์สามารถย้อนรอยข้อมูลหรือคัดลอกโมเดลได้จาก API ✅ กรอบ MITRE ATLAS ถูกแนะนำให้ใช้เพื่อวิเคราะห์ภัยคุกคาม AI ➡️ ช่วยระบุ tactics และ techniques ของผู้โจมตีได้ดีขึ้น คำเตือน / จุดที่ควรระวัง ‼️ การโจมตีหลายแบบยังตรวจจับได้ยากมาก ⛔ เช่น adversarial input ที่เปลี่ยนข้อมูลเพียงเล็กน้อยแต่ทำให้โมเดลผิดพลาด ‼️ องค์กรจำนวนมากยังขาดความรู้ด้าน AI security ⛔ ทำให้การตอบสนองต่อเหตุการณ์ล่าช้าหรือผิดพลาดได้ ‼️ AI supply chain กลายเป็นจุดอ่อนใหม่ ⛔ ช่องโหว่ในโมเดลหรือโค้ดจากบุคคลที่สามอาจถูกใช้โจมตีระบบทั้งหมดได้ ‼️ แรงกดดันทางธุรกิจทำให้องค์กรรีบใช้ AI โดยไม่ตรวจสอบความปลอดภัย ⛔ ส่งผลให้ความเสี่ยงสะสมและยากต่อการแก้ไขในอนาคต https://www.csoonline.com/article/4110008/top-cyber-threats-to-your-ai-systems-and-infrastructure.html
    WWW.CSOONLINE.COM
    Top cyber threats to your AI systems and infrastructure
    From data poisoning to prompt injection, threats against enterprise AI applications and foundations are beginning to move from theory to reality.
    0 Comments 0 Shares 9 Views 0 Reviews
  • https://youtu.be/515E5RkrGC8?si=cYI6sj-HovqlCaZa
    https://youtu.be/515E5RkrGC8?si=cYI6sj-HovqlCaZa
    0 Comments 0 Shares 3 Views 0 Reviews
  • 5 ฟีเจอร์ใหม่สุดมีประโยชน์ที่ Android ได้ฟรีในปี 2025

    ปี 2025 ถือเป็นปีที่ Android ก้าวกระโดดด้านฟีเจอร์เชิงซอฟต์แวร์อย่างชัดเจน โดยเฉพาะกับการมาของ Android 16 ที่เน้นความปลอดภัย ความสะดวก และการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน ฟีเจอร์หลายอย่างเปิดให้ผู้ใช้ทั่วไปใช้งานได้ฟรี แม้บางฟีเจอร์จะยังจำกัดเฉพาะ Pixel หรือบางประเทศ แต่ก็สะท้อนทิศทางใหม่ของ Android ที่มุ่งช่วยผู้ใช้ในสถานการณ์จริงมากขึ้น ไม่ใช่แค่เพิ่มลูกเล่นบนหน้าจอ

    หนึ่งในฟีเจอร์ที่โดดเด่นที่สุดคือ Emergency Live Video ที่ช่วยให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยสามารถขอเปิดวิดีโอสดจากกล้องของผู้ใช้เพื่อประเมินสถานการณ์ได้ทันที ฟีเจอร์นี้อาจเปลี่ยนวิธีการช่วยชีวิตในอนาคต เพราะช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญสามารถให้คำแนะนำแบบเรียลไทม์ เช่น การทำ CPR หรือการประเมินอุบัติเหตุโดยไม่ต้องรอให้ผู้ใช้พยายามอธิบายเอง

    นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์อย่าง Call Reason, Notification Cooldown, และ Notification Summaries ที่ช่วยจัดการความวุ่นวายของการแจ้งเตือนและการโทรได้ดีขึ้น รวมถึง Live Scam Detection ที่ใช้ AI ตรวจจับรูปแบบการหลอกลวงระหว่างการโทรแบบเรียลไทม์ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากในยุคที่มิจฉาชีพพัฒนาวิธีการหลอกลวงซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ

    สุดท้ายคือ Live Location Sharing ที่ทำให้ Android Find My Device สามารถแชร์ตำแหน่งคนได้แบบเดียวกับ Apple Find My ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้ติดตามเพื่อนหรือครอบครัวได้ง่ายขึ้นและปลอดภัยกว่าเดิม ฟีเจอร์นี้รองรับอุปกรณ์ Android จำนวนมาก ทำให้เป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่เพิ่มความสะดวกโดยไม่ต้องซื้ออุปกรณ์เพิ่ม

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Emergency Live Video ช่วยให้เจ้าหน้าที่เห็นสถานการณ์จริง
    ใช้ได้บน Android 8 ขึ้นไป และเริ่มให้บริการในบางประเทศ

    Call Reason ช่วยให้ผู้โทรระบุเหตุผลก่อนโทร
    ช่วยให้สายด่วนหรือสายสำคัญทะลุ Do Not Disturb ได้

    Notification Cooldown ลดความถี่ของการแจ้งเตือนอัตโนมัติ
    เหมาะกับกลุ่มแชตที่แจ้งเตือนรัว ๆ

    Notification Summaries ใช้ AI สรุปแจ้งเตือน
    ผู้ใช้เลือกได้ว่าจะให้แอปใดถูกสรุป

    Live Scam Detection ตรวจจับการหลอกลวงระหว่างโทร
    ใช้ได้บน Pixel 6 ขึ้นไปในสหรัฐ

    Live Location Sharing เพิ่มความสามารถให้ Find My Device
    แชร์ตำแหน่งคนแบบเรียลไทม์ได้เหมือน iOS

    คำเตือน / จุดที่ควรระวัง
    ฟีเจอร์บางอย่างยังจำกัดเฉพาะ Pixel หรือบางประเทศ
    ผู้ใช้ Android รุ่นอื่นอาจยังไม่ได้รับอัปเดต

    AI Notification Summaries อาจตีความผิดได้
    มีตัวอย่างจาก iOS ที่สรุปข้อความผิดความหมาย

    Live Scam Detection ไม่สามารถป้องกันได้ 100%
    อาจเกิด false positive หรือพลาดรูปแบบใหม่ของมิจฉาชีพ

    Emergency Live Video ยังไม่รองรับทั่วโลก
    ต้องรอการขยายบริการจากผู้ให้บริการฉุกเฉินในแต่ละประเทศ

    https://www.slashgear.com/2069935/useful-new-android-phone-features-2025/
    📱✨ 5 ฟีเจอร์ใหม่สุดมีประโยชน์ที่ Android ได้ฟรีในปี 2025 ปี 2025 ถือเป็นปีที่ Android ก้าวกระโดดด้านฟีเจอร์เชิงซอฟต์แวร์อย่างชัดเจน โดยเฉพาะกับการมาของ Android 16 ที่เน้นความปลอดภัย ความสะดวก และการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน ฟีเจอร์หลายอย่างเปิดให้ผู้ใช้ทั่วไปใช้งานได้ฟรี แม้บางฟีเจอร์จะยังจำกัดเฉพาะ Pixel หรือบางประเทศ แต่ก็สะท้อนทิศทางใหม่ของ Android ที่มุ่งช่วยผู้ใช้ในสถานการณ์จริงมากขึ้น ไม่ใช่แค่เพิ่มลูกเล่นบนหน้าจอ หนึ่งในฟีเจอร์ที่โดดเด่นที่สุดคือ Emergency Live Video ที่ช่วยให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยสามารถขอเปิดวิดีโอสดจากกล้องของผู้ใช้เพื่อประเมินสถานการณ์ได้ทันที ฟีเจอร์นี้อาจเปลี่ยนวิธีการช่วยชีวิตในอนาคต เพราะช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญสามารถให้คำแนะนำแบบเรียลไทม์ เช่น การทำ CPR หรือการประเมินอุบัติเหตุโดยไม่ต้องรอให้ผู้ใช้พยายามอธิบายเอง นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์อย่าง Call Reason, Notification Cooldown, และ Notification Summaries ที่ช่วยจัดการความวุ่นวายของการแจ้งเตือนและการโทรได้ดีขึ้น รวมถึง Live Scam Detection ที่ใช้ AI ตรวจจับรูปแบบการหลอกลวงระหว่างการโทรแบบเรียลไทม์ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากในยุคที่มิจฉาชีพพัฒนาวิธีการหลอกลวงซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ สุดท้ายคือ Live Location Sharing ที่ทำให้ Android Find My Device สามารถแชร์ตำแหน่งคนได้แบบเดียวกับ Apple Find My ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้ติดตามเพื่อนหรือครอบครัวได้ง่ายขึ้นและปลอดภัยกว่าเดิม ฟีเจอร์นี้รองรับอุปกรณ์ Android จำนวนมาก ทำให้เป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่เพิ่มความสะดวกโดยไม่ต้องซื้ออุปกรณ์เพิ่ม 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Emergency Live Video ช่วยให้เจ้าหน้าที่เห็นสถานการณ์จริง ➡️ ใช้ได้บน Android 8 ขึ้นไป และเริ่มให้บริการในบางประเทศ ✅ Call Reason ช่วยให้ผู้โทรระบุเหตุผลก่อนโทร ➡️ ช่วยให้สายด่วนหรือสายสำคัญทะลุ Do Not Disturb ได้ ✅ Notification Cooldown ลดความถี่ของการแจ้งเตือนอัตโนมัติ ➡️ เหมาะกับกลุ่มแชตที่แจ้งเตือนรัว ๆ ✅ Notification Summaries ใช้ AI สรุปแจ้งเตือน ➡️ ผู้ใช้เลือกได้ว่าจะให้แอปใดถูกสรุป ✅ Live Scam Detection ตรวจจับการหลอกลวงระหว่างโทร ➡️ ใช้ได้บน Pixel 6 ขึ้นไปในสหรัฐ ✅ Live Location Sharing เพิ่มความสามารถให้ Find My Device ➡️ แชร์ตำแหน่งคนแบบเรียลไทม์ได้เหมือน iOS คำเตือน / จุดที่ควรระวัง ‼️ ฟีเจอร์บางอย่างยังจำกัดเฉพาะ Pixel หรือบางประเทศ ⛔ ผู้ใช้ Android รุ่นอื่นอาจยังไม่ได้รับอัปเดต ‼️ AI Notification Summaries อาจตีความผิดได้ ⛔ มีตัวอย่างจาก iOS ที่สรุปข้อความผิดความหมาย ‼️ Live Scam Detection ไม่สามารถป้องกันได้ 100% ⛔ อาจเกิด false positive หรือพลาดรูปแบบใหม่ของมิจฉาชีพ ‼️ Emergency Live Video ยังไม่รองรับทั่วโลก ⛔ ต้องรอการขยายบริการจากผู้ให้บริการฉุกเฉินในแต่ละประเทศ https://www.slashgear.com/2069935/useful-new-android-phone-features-2025/
    WWW.SLASHGEAR.COM
    5 Useful New Features Your Android Phone Got For Free In 2025 - SlashGear
    These Android updates are less about flash and more about trust, helping with scams, emergencies, tracking people, and constant notification noise.
    0 Comments 0 Shares 9 Views 0 Reviews
  • 5 อุปกรณ์ Smart Home ราคาประหยัด ที่ใช้แทนรุ่นแพงได้แบบคุ้มค่า

    ตลาดสมาร์ทโฮมกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และหลายคนอยากเริ่มอัปเกรดบ้านให้ฉลาดขึ้น แต่ติดปัญหาว่าอุปกรณ์จากแบรนด์ใหญ่ เช่น Apple, Google หรือ Ring มักมีราคาค่อนข้างสูง บทความนี้จึงรวบรวม “ตัวเลือกที่ถูกกว่า แต่ใช้งานได้ดีไม่แพ้กัน” ตั้งแต่หลอดไฟอัจฉริยะ กล้องวงจรปิด ปลั๊กไฟอัจฉริยะ ไปจนถึงลำโพงสั่งงานด้วยเสียง ซึ่งช่วยให้คุณสร้างบ้านอัจฉริยะได้โดยไม่ต้องจ่ายแพงเกินไป

    หลายอุปกรณ์ในลิสต์นี้มาจากแบรนด์ที่เชื่อถือได้ เช่น Amazon Basics, TP-Link (Tapo/Kasa), Blink และ Tapo ซึ่งมีรีวิวจากผู้ใช้จริงจำนวนมากและได้รับคะแนนสูง จุดเด่นคือการติดตั้งง่าย ใช้งานร่วมกับแพลตฟอร์มยอดนิยมอย่าง Alexa หรือ Google Home ได้ และมีฟีเจอร์พื้นฐานครบถ้วน แม้จะมีข้อจำกัดบางอย่าง เช่น ไม่รองรับ Apple Home หรือไม่มีฟีเจอร์ขั้นสูงแบบรุ่นแพง แต่ก็ยังถือว่าคุ้มค่าอย่างมากสำหรับผู้เริ่มต้น

    อุปกรณ์อย่าง Blink Mini และ Kasa Smart Plug Ultra Mini ได้รับคำชมเรื่องความเสถียรและความง่ายในการใช้งาน ขณะที่ Tapo Robot Vacuum and Mop ก็เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับคนที่อยากได้หุ่นยนต์ดูดฝุ่นราคาย่อมเยา แม้จะไม่มีฐานเทขยะอัตโนมัติ แต่ก็มีระบบ LiDAR และฟีเจอร์ทำความสะอาดพื้นครบถ้วนในราคาที่ถูกกว่าคู่แข่งเกือบครึ่งหนึ่ง

    สุดท้าย Echo Dot รุ่นที่ 5 ก็เป็นลำโพงอัจฉริยะราคาประหยัดที่ช่วยให้คุณควบคุมอุปกรณ์ทั้งหมดในบ้านได้ง่ายขึ้น พร้อมคุณภาพเสียงที่ดีเกินราคา และรองรับการใช้งานร่วมกับบริการสตรีมเพลงยอดนิยม ทำให้เป็นศูนย์กลางของบ้านอัจฉริยะที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุดตัวหนึ่งในตลาดตอนนี้

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Amazon Basics Smart Light Bulb เป็นตัวเลือกถูกกว่า TP-Link Tapo
    ราคาเพียง $13 แต่ฟีเจอร์ใกล้เคียงรุ่นแพงกว่า

    Blink Mini เป็นกล้องวงจรปิดราคาประหยัด
    ราคา $29 ถูกกว่า Ring Indoor Cam แต่ยังให้ภาพ 1080p และมีเสียงสองทาง

    Kasa Smart Plug Ultra Mini คุ้มค่ามาก
    ราคา $10 และรองรับ Google Home/Alexa

    Tapo Robot Vacuum and Mop เป็นหุ่นยนต์ดูดฝุ่นราคาถูก
    ราคา $160 พร้อม LiDAR และฟีเจอร์ครบถ้วน

    Echo Dot 5th Gen เป็นลำโพงอัจฉริยะราคาดีที่สุดตัวหนึ่ง
    ราคา $50 และรองรับ multi-room, Spotify, Apple Music

    คำเตือน / จุดที่ควรระวัง
    บางอุปกรณ์รองรับเฉพาะ Alexa เท่านั้น
    เช่น Amazon Basics Smart Light Bulb ไม่รองรับ Google Home หรือ Apple Home

    Blink Mini ไม่มีการบันทึกวิดีโอแบบ local storage ในตัว
    ต้องซื้ออุปกรณ์เสริมเพิ่ม

    หุ่นยนต์ดูดฝุ่น Tapo อาจจัดการเศษฝุ่นหนัก ๆ ได้ไม่ดีนัก
    ตามรีวิวของ PCMag

    Kasa Smart Plug ไม่รองรับ Apple Home
    อาจไม่เหมาะกับผู้ใช้ระบบ Apple ล้วน

    https://www.slashgear.com/2069810/smart-home-gadgets-cheap-alternatives-expensive-versions/
    🏠💡 5 อุปกรณ์ Smart Home ราคาประหยัด ที่ใช้แทนรุ่นแพงได้แบบคุ้มค่า ตลาดสมาร์ทโฮมกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และหลายคนอยากเริ่มอัปเกรดบ้านให้ฉลาดขึ้น แต่ติดปัญหาว่าอุปกรณ์จากแบรนด์ใหญ่ เช่น Apple, Google หรือ Ring มักมีราคาค่อนข้างสูง บทความนี้จึงรวบรวม “ตัวเลือกที่ถูกกว่า แต่ใช้งานได้ดีไม่แพ้กัน” ตั้งแต่หลอดไฟอัจฉริยะ กล้องวงจรปิด ปลั๊กไฟอัจฉริยะ ไปจนถึงลำโพงสั่งงานด้วยเสียง ซึ่งช่วยให้คุณสร้างบ้านอัจฉริยะได้โดยไม่ต้องจ่ายแพงเกินไป หลายอุปกรณ์ในลิสต์นี้มาจากแบรนด์ที่เชื่อถือได้ เช่น Amazon Basics, TP-Link (Tapo/Kasa), Blink และ Tapo ซึ่งมีรีวิวจากผู้ใช้จริงจำนวนมากและได้รับคะแนนสูง จุดเด่นคือการติดตั้งง่าย ใช้งานร่วมกับแพลตฟอร์มยอดนิยมอย่าง Alexa หรือ Google Home ได้ และมีฟีเจอร์พื้นฐานครบถ้วน แม้จะมีข้อจำกัดบางอย่าง เช่น ไม่รองรับ Apple Home หรือไม่มีฟีเจอร์ขั้นสูงแบบรุ่นแพง แต่ก็ยังถือว่าคุ้มค่าอย่างมากสำหรับผู้เริ่มต้น อุปกรณ์อย่าง Blink Mini และ Kasa Smart Plug Ultra Mini ได้รับคำชมเรื่องความเสถียรและความง่ายในการใช้งาน ขณะที่ Tapo Robot Vacuum and Mop ก็เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับคนที่อยากได้หุ่นยนต์ดูดฝุ่นราคาย่อมเยา แม้จะไม่มีฐานเทขยะอัตโนมัติ แต่ก็มีระบบ LiDAR และฟีเจอร์ทำความสะอาดพื้นครบถ้วนในราคาที่ถูกกว่าคู่แข่งเกือบครึ่งหนึ่ง สุดท้าย Echo Dot รุ่นที่ 5 ก็เป็นลำโพงอัจฉริยะราคาประหยัดที่ช่วยให้คุณควบคุมอุปกรณ์ทั้งหมดในบ้านได้ง่ายขึ้น พร้อมคุณภาพเสียงที่ดีเกินราคา และรองรับการใช้งานร่วมกับบริการสตรีมเพลงยอดนิยม ทำให้เป็นศูนย์กลางของบ้านอัจฉริยะที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุดตัวหนึ่งในตลาดตอนนี้ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Amazon Basics Smart Light Bulb เป็นตัวเลือกถูกกว่า TP-Link Tapo ➡️ ราคาเพียง $13 แต่ฟีเจอร์ใกล้เคียงรุ่นแพงกว่า ✅ Blink Mini เป็นกล้องวงจรปิดราคาประหยัด ➡️ ราคา $29 ถูกกว่า Ring Indoor Cam แต่ยังให้ภาพ 1080p และมีเสียงสองทาง ✅ Kasa Smart Plug Ultra Mini คุ้มค่ามาก ➡️ ราคา $10 และรองรับ Google Home/Alexa ✅ Tapo Robot Vacuum and Mop เป็นหุ่นยนต์ดูดฝุ่นราคาถูก ➡️ ราคา $160 พร้อม LiDAR และฟีเจอร์ครบถ้วน ✅ Echo Dot 5th Gen เป็นลำโพงอัจฉริยะราคาดีที่สุดตัวหนึ่ง ➡️ ราคา $50 และรองรับ multi-room, Spotify, Apple Music คำเตือน / จุดที่ควรระวัง ‼️ บางอุปกรณ์รองรับเฉพาะ Alexa เท่านั้น ⛔ เช่น Amazon Basics Smart Light Bulb ไม่รองรับ Google Home หรือ Apple Home ‼️ Blink Mini ไม่มีการบันทึกวิดีโอแบบ local storage ในตัว ⛔ ต้องซื้ออุปกรณ์เสริมเพิ่ม ‼️ หุ่นยนต์ดูดฝุ่น Tapo อาจจัดการเศษฝุ่นหนัก ๆ ได้ไม่ดีนัก ⛔ ตามรีวิวของ PCMag ‼️ Kasa Smart Plug ไม่รองรับ Apple Home ⛔ อาจไม่เหมาะกับผู้ใช้ระบบ Apple ล้วน https://www.slashgear.com/2069810/smart-home-gadgets-cheap-alternatives-expensive-versions/
    WWW.SLASHGEAR.COM
    5 Cheap Alternatives To Expensive Smart Home Gadgets - SlashGear
    From basics like light bulbs and plug sockets to upmarket items like robot vacuum cleaners, smart home essentials don't have to cost the earth.
    0 Comments 0 Shares 10 Views 0 Reviews
  • AI ออกแบบคอมพิวเตอร์ 843 ชิ้นส่วน — และบูตติดตั้งแต่ครั้งแรก!

    โปรเจกต์ Project Speedrun จากทีม Quilter AI เป็นหนึ่งในก้าวกระโดดที่น่าทึ่งที่สุดของวงการฮาร์ดแวร์ยุคใหม่ เพราะเป็นครั้งแรกที่ AI ถูกใช้เพื่อออกแบบ “คอมพิวเตอร์ทั้งเครื่อง” ตั้งแต่เลย์เอาต์ PCB ไปจนถึงการจัดวางชิ้นส่วนจำนวนมหาศาลกว่า 843 ชิ้น และที่น่าทึ่งยิ่งกว่านั้นคือ — เครื่องนี้ บูตติดตั้งแต่ครั้งแรก ซึ่งแทบไม่เคยเกิดขึ้นในงานออกแบบฮาร์ดแวร์จริง

    แม้ AI จะทำงานหนักในส่วนของการจัดวางและ routing แต่โครงสร้างหลักยังถูกกำหนดโดยวิศวกรมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นสเปก, ข้อจำกัดทางไฟฟ้า, การเลือกชิ้นส่วน และเงื่อนไขการผลิต จากนั้น AI จึงเข้ามาทำงานซ้ำ ๆ ที่กินเวลามาก ทำให้โปรเจกต์ที่ปกติใช้เวลาราว 3 เดือน ถูกย่นเหลือไม่ถึง 1 สัปดาห์ ซึ่งเป็นการลดเวลาที่แทบไม่น่าเชื่อในวงการออกแบบ PCB

    หลังจาก AI สร้างเลย์เอาต์เสร็จ ทีมงานนำไปผลิต PCB จริงและประกอบบอร์ด ผลลัพธ์คือแทบไม่ต้องแก้ไขอะไรเลย มีเพียงการ “ขัดเกลา” เล็กน้อยที่ใช้เวลาเพียง 38.5 ชั่วโมง เทียบกับงานปกติที่ต้องใช้กว่า 428 ชั่วโมง คอมพิวเตอร์ที่ได้ใช้ชิป NXP i.MX 8M Mini Quad, RAM 2GB, storage 32GB พร้อมพอร์ตต่าง ๆ ครบครัน และสามารถรัน Linux, YouTube, เกม AngryBots และแอป productivity ได้อย่างสมบูรณ์

    ความสำเร็จนี้ชี้ให้เห็นว่าอนาคตของการออกแบบฮาร์ดแวร์อาจเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อ AI สามารถลดเวลา ลดต้นทุน และลดความผิดพลาดได้อย่างมหาศาล ทำให้วิศวกรสามารถโฟกัสกับงานเชิงสร้างสรรค์มากขึ้น ขณะที่ AI รับหน้าที่งานหนักที่ต้องใช้ความละเอียดสูงแทน

    สรุปประเด็นสำคัญ
    AI ออกแบบคอมพิวเตอร์ทั้งเครื่องได้สำเร็จ
    ใช้ชิ้นส่วนกว่า 843 ชิ้น

    โปรเจกต์ใช้เวลาไม่ถึง 1 สัปดาห์
    ปกติใช้เวลาราว 3 เดือน

    บูตติดตั้งแต่ครั้งแรก
    ถือว่าแทบไม่เคยเกิดขึ้นในงานฮาร์ดแวร์

    AI ทำงาน routing และ layout
    มนุษย์กำหนดสเปกและข้อจำกัด

    คอมพิวเตอร์ที่ได้ใช้งานได้จริง
    รัน Linux, YouTube, เกม และ productivity suite ได้

    คำเตือน / จุดที่ควรระวัง
    AI ยังไม่สามารถออกแบบทุกอย่างได้เอง
    ต้องมีมนุษย์กำหนดสเปกและเงื่อนไขก่อน

    ข้อมูลทั้งหมดมาจาก Quilter เอง
    ยังต้องรอการตรวจสอบจากภายนอกเพื่อยืนยันประสิทธิภาพ

    การพึ่งพา AI มากเกินไปอาจลดความเข้าใจเชิงลึกของวิศวกร
    อาจทำให้ทักษะพื้นฐานบางอย่างถูกใช้น้อยลง

    https://www.slashgear.com/2069823/quilter-ai-project-speedrun-computer-design/
    🤖💻 AI ออกแบบคอมพิวเตอร์ 843 ชิ้นส่วน — และบูตติดตั้งแต่ครั้งแรก! โปรเจกต์ Project Speedrun จากทีม Quilter AI เป็นหนึ่งในก้าวกระโดดที่น่าทึ่งที่สุดของวงการฮาร์ดแวร์ยุคใหม่ เพราะเป็นครั้งแรกที่ AI ถูกใช้เพื่อออกแบบ “คอมพิวเตอร์ทั้งเครื่อง” ตั้งแต่เลย์เอาต์ PCB ไปจนถึงการจัดวางชิ้นส่วนจำนวนมหาศาลกว่า 843 ชิ้น และที่น่าทึ่งยิ่งกว่านั้นคือ — เครื่องนี้ บูตติดตั้งแต่ครั้งแรก ซึ่งแทบไม่เคยเกิดขึ้นในงานออกแบบฮาร์ดแวร์จริง แม้ AI จะทำงานหนักในส่วนของการจัดวางและ routing แต่โครงสร้างหลักยังถูกกำหนดโดยวิศวกรมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นสเปก, ข้อจำกัดทางไฟฟ้า, การเลือกชิ้นส่วน และเงื่อนไขการผลิต จากนั้น AI จึงเข้ามาทำงานซ้ำ ๆ ที่กินเวลามาก ทำให้โปรเจกต์ที่ปกติใช้เวลาราว 3 เดือน ถูกย่นเหลือไม่ถึง 1 สัปดาห์ ซึ่งเป็นการลดเวลาที่แทบไม่น่าเชื่อในวงการออกแบบ PCB หลังจาก AI สร้างเลย์เอาต์เสร็จ ทีมงานนำไปผลิต PCB จริงและประกอบบอร์ด ผลลัพธ์คือแทบไม่ต้องแก้ไขอะไรเลย มีเพียงการ “ขัดเกลา” เล็กน้อยที่ใช้เวลาเพียง 38.5 ชั่วโมง เทียบกับงานปกติที่ต้องใช้กว่า 428 ชั่วโมง คอมพิวเตอร์ที่ได้ใช้ชิป NXP i.MX 8M Mini Quad, RAM 2GB, storage 32GB พร้อมพอร์ตต่าง ๆ ครบครัน และสามารถรัน Linux, YouTube, เกม AngryBots และแอป productivity ได้อย่างสมบูรณ์ ความสำเร็จนี้ชี้ให้เห็นว่าอนาคตของการออกแบบฮาร์ดแวร์อาจเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อ AI สามารถลดเวลา ลดต้นทุน และลดความผิดพลาดได้อย่างมหาศาล ทำให้วิศวกรสามารถโฟกัสกับงานเชิงสร้างสรรค์มากขึ้น ขณะที่ AI รับหน้าที่งานหนักที่ต้องใช้ความละเอียดสูงแทน 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ AI ออกแบบคอมพิวเตอร์ทั้งเครื่องได้สำเร็จ ➡️ ใช้ชิ้นส่วนกว่า 843 ชิ้น ✅ โปรเจกต์ใช้เวลาไม่ถึง 1 สัปดาห์ ➡️ ปกติใช้เวลาราว 3 เดือน ✅ บูตติดตั้งแต่ครั้งแรก ➡️ ถือว่าแทบไม่เคยเกิดขึ้นในงานฮาร์ดแวร์ ✅ AI ทำงาน routing และ layout ➡️ มนุษย์กำหนดสเปกและข้อจำกัด ✅ คอมพิวเตอร์ที่ได้ใช้งานได้จริง ➡️ รัน Linux, YouTube, เกม และ productivity suite ได้ คำเตือน / จุดที่ควรระวัง ‼️ AI ยังไม่สามารถออกแบบทุกอย่างได้เอง ⛔ ต้องมีมนุษย์กำหนดสเปกและเงื่อนไขก่อน ‼️ ข้อมูลทั้งหมดมาจาก Quilter เอง ⛔ ยังต้องรอการตรวจสอบจากภายนอกเพื่อยืนยันประสิทธิภาพ ‼️ การพึ่งพา AI มากเกินไปอาจลดความเข้าใจเชิงลึกของวิศวกร ⛔ อาจทำให้ทักษะพื้นฐานบางอย่างถูกใช้น้อยลง https://www.slashgear.com/2069823/quilter-ai-project-speedrun-computer-design/
    WWW.SLASHGEAR.COM
    This AI Designed An 843-Part Computer (And It Booted On The First Try) - SlashGear
    Although the AI didn't select the components or board layout, its assistance with routing potentially saved engineers weeks of work.
    0 Comments 0 Shares 9 Views 0 Reviews
  • FENGSHUI DAILY
    อัพเดตทุกวัน ที่นี่ที่เดียว
    สีเสริมดวง เสริมความเฮง
    ทิศมงคล เวลามงคล
    อย่าลืมดูกัน เมื่อเริ่มวันใหม่
    วันจันทร์ที่ 12 เดือนมกราคม พ.ศ.2569
    ___________________________________
    FengshuiBizDesigner
    ฮวงจุ้ย...ออกแบบได้
    FENGSHUI DAILY อัพเดตทุกวัน ที่นี่ที่เดียว สีเสริมดวง เสริมความเฮง ทิศมงคล เวลามงคล อย่าลืมดูกัน เมื่อเริ่มวันใหม่ วันจันทร์ที่ 12 เดือนมกราคม พ.ศ.2569 ___________________________________ FengshuiBizDesigner ฮวงจุ้ย...ออกแบบได้
    0 Comments 0 Shares 3 Views 0 Reviews
More Results