• " รู้กันในหมู่ช่าง "

    ในยามที่บ้านเมืองมีวิกฤต หรือสถานการณ์ที่ประชาชนหลายคนตกเป็นผู้ประสบภัย อย่างฉับพลัน อย่างที่ไม่ทันตั้งตัว
    ทำไม..เหล่าผู้เชี่ยวชาญและเหล่ามืออาชีพผู้รู้ขั้นตอนจริง-เคยผ่านงานจริง มาในหลายช่วงเวลา ของบ้านเมืองเรา...จึงรู้สึกเบื่อหน่ายและขอถอนตัว ( หรือบางครั้งถูกสั่งให้ถอนตัว ) ออกจากการร่วมภารกิจนั้นๆ ทำให้การบริหารจัดการในภาวะวิกฤต ไร้ประสิทธิภาพอย่างที่ควรจะเป็น การบริหารจัดการซึ่งต้องอาศัย 3 ส่วน คือ..
    1.ผู้นำ หรือ case manager ที่มีอำนาจเต็ม ต้องเป็นผู้พร้อมที่จะรับรู้จริง, ประมวลผลอย่างที่มีองค์ความรู้-หรือมีที่ปรึกษาในเรื่องนั้นๆ แบบมืออาชีพของแท้
    2.ทีมงาน จากทุกฝ่าย ที่เป็นผู้รู้จริง หรือพร้อมที่จะรับรู้จริง, ประมวลผลอย่างที่มีองค์ความรู้หรือมีที่ปรึกษาในเรื่องนั้นๆ แบบมืออาชีพ..ที่สำคัญเป็นทีมงานที่มีและมาพร้อมอุปกรณ์มาตราฐานที่จำเป็นต่อการรับสถานการณ์นั้นๆ
    3.ข้อมูล-ข่าวสารที่ประมวลความแม่นยำมาแล้ว..

    **ในข้อ 1 และ 2 รู้หรือพร้อมที่จะรับรู้จริง รวมถึงองค์ความรู้ที่ว่า คือ หลักการในการบริหารภาวะวิกฤต Crisis management มันมีหลักการในเรื่องเหล่านี้อยู่..ครับ
    ส่วนสาเหตุที่เหล่าผู้เชี่ยวชาญ..เขาพากันเบื่อหน่ายและขอถอนตัว (รวมถึงถูกสั่งให้ถอนตัว ) ก็เพราะ..ที่ผ่านมา " ผู้มีอำนาจ " ไม่ได้สั่งการหรือให้ ความสำคัญบนพื้นฐานความเข้าใจใน 3 ส่วนหลักดังกล่าวเลย...
    คงมีแต่เหล่า...
    - คนไม่รู้เรื่อง มานำ มาสั่งการ..ตามที่ผู้มีอำนาจมอบหมายมา
    - คนข้างต้น ดันทำตัวเป็นผู้รู้ จอมโวยวาย แบบที่เรียกว่า " ตบเด็กวัด บนศาลา โชว์เจ้าอาวาสและพระอันดับ " เพียงเพื่อแสดงอำนาจ ทั้งที่รู้เรื่องน้อยกว่าเด็กวัด...
    - เหล่าผู้หิวแสง มาแสดงตัวเพื่อถ่ายภาพ หรือวิพากษ์ออกสื่อ ด้วยความมันปาก บนร่องรอยความทุกข์ยากและการสูญเสียของผู้ประสบภัย
    " รู้กันในหมู่ช่าง " ในยามที่บ้านเมืองมีวิกฤต หรือสถานการณ์ที่ประชาชนหลายคนตกเป็นผู้ประสบภัย อย่างฉับพลัน อย่างที่ไม่ทันตั้งตัว ทำไม..เหล่าผู้เชี่ยวชาญและเหล่ามืออาชีพผู้รู้ขั้นตอนจริง-เคยผ่านงานจริง มาในหลายช่วงเวลา ของบ้านเมืองเรา...จึงรู้สึกเบื่อหน่ายและขอถอนตัว ( หรือบางครั้งถูกสั่งให้ถอนตัว ) ออกจากการร่วมภารกิจนั้นๆ ทำให้การบริหารจัดการในภาวะวิกฤต ไร้ประสิทธิภาพอย่างที่ควรจะเป็น การบริหารจัดการซึ่งต้องอาศัย 3 ส่วน คือ.. 1.ผู้นำ หรือ case manager ที่มีอำนาจเต็ม ต้องเป็นผู้พร้อมที่จะรับรู้จริง, ประมวลผลอย่างที่มีองค์ความรู้-หรือมีที่ปรึกษาในเรื่องนั้นๆ แบบมืออาชีพของแท้ 2.ทีมงาน จากทุกฝ่าย ที่เป็นผู้รู้จริง หรือพร้อมที่จะรับรู้จริง, ประมวลผลอย่างที่มีองค์ความรู้หรือมีที่ปรึกษาในเรื่องนั้นๆ แบบมืออาชีพ..ที่สำคัญเป็นทีมงานที่มีและมาพร้อมอุปกรณ์มาตราฐานที่จำเป็นต่อการรับสถานการณ์นั้นๆ 3.ข้อมูล-ข่าวสารที่ประมวลความแม่นยำมาแล้ว.. **ในข้อ 1 และ 2 รู้หรือพร้อมที่จะรับรู้จริง รวมถึงองค์ความรู้ที่ว่า คือ หลักการในการบริหารภาวะวิกฤต Crisis management มันมีหลักการในเรื่องเหล่านี้อยู่..ครับ ส่วนสาเหตุที่เหล่าผู้เชี่ยวชาญ..เขาพากันเบื่อหน่ายและขอถอนตัว (รวมถึงถูกสั่งให้ถอนตัว ) ก็เพราะ..ที่ผ่านมา " ผู้มีอำนาจ " ไม่ได้สั่งการหรือให้ ความสำคัญบนพื้นฐานความเข้าใจใน 3 ส่วนหลักดังกล่าวเลย... คงมีแต่เหล่า... - คนไม่รู้เรื่อง มานำ มาสั่งการ..ตามที่ผู้มีอำนาจมอบหมายมา - คนข้างต้น ดันทำตัวเป็นผู้รู้ จอมโวยวาย แบบที่เรียกว่า " ตบเด็กวัด บนศาลา โชว์เจ้าอาวาสและพระอันดับ " เพียงเพื่อแสดงอำนาจ ทั้งที่รู้เรื่องน้อยกว่าเด็กวัด... - เหล่าผู้หิวแสง มาแสดงตัวเพื่อถ่ายภาพ หรือวิพากษ์ออกสื่อ ด้วยความมันปาก บนร่องรอยความทุกข์ยากและการสูญเสียของผู้ประสบภัย
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 3 มุมมอง 0 รีวิว
  • Linux ปลดล็อกพลัง AMD GPU ได้ลึกกว่า Windows ผ่าน RebelsTool — ควบคุมพลังงานระดับฮาร์ดแวร์แบบที่ไม่เคยมีมาก่อน

    ยูทิลิตีใหม่ชื่อ RebelsTool กลายเป็นประเด็นร้อนในวงการฮาร์ดแวร์ หลังจากถูกเผยแพร่โดยทีมงานจาก Igor’s Lab ซึ่งแสดงให้เห็นว่า Linux ยังสามารถเข้าถึงการควบคุมพลังงานของ AMD GPU ได้ลึกกว่า Windows อย่างชัดเจน โดยเครื่องมือนี้ไม่ได้ทำงานผ่านไดรเวอร์ปกติ แต่เลือก “คุยกับฮาร์ดแวร์โดยตรง” ผ่านบัส I2C ที่เชื่อมต่อกับ System Management Unit (SMU) ของการ์ดจอ AMD RDNA 3 และ RDNA 4

    สิ่งที่ทำให้ RebelsTool แตกต่างคือ มันไม่ได้ปรับแต่งค่า Clock หรือ Voltage Curve แบบ MSI Afterburner แต่เลือก “หลอก” ระบบให้รายงานค่ากระแส–แรงดัน–พลังงานต่ำกว่าความจริง ทำให้ GPU สามารถดึงพลังงานได้มากขึ้นโดยไม่ชนลิมิตเดิมของไดรเวอร์ ผลลัพธ์คือประสิทธิภาพที่สูงขึ้น แต่ก็แลกมากับความเสี่ยงด้านเสถียรภาพและอุณหภูมิที่ผู้ใช้ต้องรับผิดชอบเอง

    เครื่องมือนี้ยังทำงานแบบชั่วคราว เมื่อรีบูตระบบค่าทั้งหมดจะกลับสู่ปกติ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในระยะยาว แต่ก็ย้ำชัดว่า RebelsTool ถูกออกแบบมาสำหรับผู้ใช้ระดับโปรที่เข้าใจการปรับแต่งฮาร์ดแวร์เชิงลึกเท่านั้น ไม่เหมาะกับผู้ใช้ทั่วไปที่ต้องการแค่โอเวอร์คล็อกแบบปลอดภัยบน Windows

    ในภาพรวม RebelsTool สะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างด้าน “เสรีภาพในการควบคุมฮาร์ดแวร์” ระหว่าง Linux และ Windows อย่างชัดเจน โดย Linux ยังคงเปิดโอกาสให้ผู้ใช้เข้าถึงระดับล่างของระบบได้มากกว่า ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมสายม็อด–สายโอเวอร์คล็อกขั้นสูงยังคงเลือก Linux เป็นแพลตฟอร์มทดลองประสิทธิภาพของ GPU รุ่นใหม่ ๆ อยู่เสมอ

    สรุปประเด็นสำคัญ
    RebelsTool ปลดล็อกการควบคุมพลังงาน AMD GPU ได้ลึกกว่าบน Windows
    ใช้วิธีสแกนบัส I2C เพื่อเข้าถึง SMU โดยตรง
    สามารถปรับค่ากระแส–แรงดัน–พลังงานแบบที่ไดรเวอร์ Windows ไม่อนุญาต

    ทำงานโดยการ “ลดค่าที่รายงาน” เพื่อให้ GPU ดึงพลังงานได้มากขึ้น
    ค่า More Power / More Amps / More Volts ถูกลดครึ่งหนึ่งเพื่อหลอกระบบ
    ส่งผลให้ GPU สามารถใช้พลังงานสูงขึ้นและเพิ่มประสิทธิภาพได้

    ค่าทั้งหมดเป็นแบบชั่วคราว
    รีบูตเครื่องแล้วค่าจะกลับสู่ค่าเดิม
    ลดความเสี่ยงจากการตั้งค่าผิดพลาดในระยะยาว

    มีความเสี่ยงด้านเสถียรภาพและความร้อน
    การดึงพลังงานเกินลิมิตอาจทำให้ระบบไม่เสถียร
    ผู้ใช้ต้องมีความรู้ด้านฮาร์ดแวร์ระดับสูงก่อนใช้งาน

    ไม่เหมาะกับผู้ใช้ทั่วไป
    RebelsTool ไม่ใช่เครื่องมือโอเวอร์คล็อกแบบง่าย ๆ
    Windows ยังจำกัดการเข้าถึงฮาร์ดแวร์ระดับล่างเพื่อความปลอดภัย

    https://wccftech.com/rebelstool-shows-how-linux-still-unlocks-amd-gpu-power-controls-windows-cant/
    🔧🔥 Linux ปลดล็อกพลัง AMD GPU ได้ลึกกว่า Windows ผ่าน RebelsTool — ควบคุมพลังงานระดับฮาร์ดแวร์แบบที่ไม่เคยมีมาก่อน ยูทิลิตีใหม่ชื่อ RebelsTool กลายเป็นประเด็นร้อนในวงการฮาร์ดแวร์ หลังจากถูกเผยแพร่โดยทีมงานจาก Igor’s Lab ซึ่งแสดงให้เห็นว่า Linux ยังสามารถเข้าถึงการควบคุมพลังงานของ AMD GPU ได้ลึกกว่า Windows อย่างชัดเจน โดยเครื่องมือนี้ไม่ได้ทำงานผ่านไดรเวอร์ปกติ แต่เลือก “คุยกับฮาร์ดแวร์โดยตรง” ผ่านบัส I2C ที่เชื่อมต่อกับ System Management Unit (SMU) ของการ์ดจอ AMD RDNA 3 และ RDNA 4 สิ่งที่ทำให้ RebelsTool แตกต่างคือ มันไม่ได้ปรับแต่งค่า Clock หรือ Voltage Curve แบบ MSI Afterburner แต่เลือก “หลอก” ระบบให้รายงานค่ากระแส–แรงดัน–พลังงานต่ำกว่าความจริง ทำให้ GPU สามารถดึงพลังงานได้มากขึ้นโดยไม่ชนลิมิตเดิมของไดรเวอร์ ผลลัพธ์คือประสิทธิภาพที่สูงขึ้น แต่ก็แลกมากับความเสี่ยงด้านเสถียรภาพและอุณหภูมิที่ผู้ใช้ต้องรับผิดชอบเอง เครื่องมือนี้ยังทำงานแบบชั่วคราว เมื่อรีบูตระบบค่าทั้งหมดจะกลับสู่ปกติ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในระยะยาว แต่ก็ย้ำชัดว่า RebelsTool ถูกออกแบบมาสำหรับผู้ใช้ระดับโปรที่เข้าใจการปรับแต่งฮาร์ดแวร์เชิงลึกเท่านั้น ไม่เหมาะกับผู้ใช้ทั่วไปที่ต้องการแค่โอเวอร์คล็อกแบบปลอดภัยบน Windows ในภาพรวม RebelsTool สะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างด้าน “เสรีภาพในการควบคุมฮาร์ดแวร์” ระหว่าง Linux และ Windows อย่างชัดเจน โดย Linux ยังคงเปิดโอกาสให้ผู้ใช้เข้าถึงระดับล่างของระบบได้มากกว่า ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมสายม็อด–สายโอเวอร์คล็อกขั้นสูงยังคงเลือก Linux เป็นแพลตฟอร์มทดลองประสิทธิภาพของ GPU รุ่นใหม่ ๆ อยู่เสมอ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ RebelsTool ปลดล็อกการควบคุมพลังงาน AMD GPU ได้ลึกกว่าบน Windows ➡️ ใช้วิธีสแกนบัส I2C เพื่อเข้าถึง SMU โดยตรง ➡️ สามารถปรับค่ากระแส–แรงดัน–พลังงานแบบที่ไดรเวอร์ Windows ไม่อนุญาต ✅ ทำงานโดยการ “ลดค่าที่รายงาน” เพื่อให้ GPU ดึงพลังงานได้มากขึ้น ➡️ ค่า More Power / More Amps / More Volts ถูกลดครึ่งหนึ่งเพื่อหลอกระบบ ➡️ ส่งผลให้ GPU สามารถใช้พลังงานสูงขึ้นและเพิ่มประสิทธิภาพได้ ✅ ค่าทั้งหมดเป็นแบบชั่วคราว ➡️ รีบูตเครื่องแล้วค่าจะกลับสู่ค่าเดิม ➡️ ลดความเสี่ยงจากการตั้งค่าผิดพลาดในระยะยาว ‼️ มีความเสี่ยงด้านเสถียรภาพและความร้อน ⛔ การดึงพลังงานเกินลิมิตอาจทำให้ระบบไม่เสถียร ⛔ ผู้ใช้ต้องมีความรู้ด้านฮาร์ดแวร์ระดับสูงก่อนใช้งาน ‼️ ไม่เหมาะกับผู้ใช้ทั่วไป ⛔ RebelsTool ไม่ใช่เครื่องมือโอเวอร์คล็อกแบบง่าย ๆ ⛔ Windows ยังจำกัดการเข้าถึงฮาร์ดแวร์ระดับล่างเพื่อความปลอดภัย https://wccftech.com/rebelstool-shows-how-linux-still-unlocks-amd-gpu-power-controls-windows-cant/
    WCCFTECH.COM
    RebelsTool Shows How Linux Still Unlocks AMD GPU Power Controls Windows Can't
    A new utility called RebelsTool gives users a new way in unlocking additional performance of AMD RDNA 4 GPUs on Linux.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 12 มุมมอง 0 รีวิว
  • AMD เปิดตัว Ryzen AI 400 ซีรีส์ใหม่บนเดสก์ท็อป AM5 — ก้าวกระโดดครั้งใหญ่ของ APU ยุค AI

    การมาถึงของ AMD Ryzen AI 400 และ Ryzen AI PRO 400 บนแพลตฟอร์ม AM5 Desktop ถือเป็นสัญญาณชัดเจนว่าโลกพีซีกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ “AI เป็นหัวใจหลักของสถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์” ไม่ใช่แค่ฟีเจอร์เสริมอีกต่อไป ซีรีส์ใหม่นี้มาพร้อมสถาปัตยกรรม Zen 5, กราฟิก RDNA 3.5, และหน่วยประมวลผล AI XDNA 2 NPU ที่ให้พลังสูงสุดถึง 60 TOPS ซึ่งมากกว่ารุ่นก่อนหลายเท่า ทำให้รองรับงาน AI แบบ Local ได้ลื่นไหลยิ่งขึ้นโดยไม่ต้องพึ่ง Cloud มากเท่าเดิม

    AMD ยังยืนยันว่าซีพียูรุ่นใหม่นี้จะถูกวางจำหน่ายในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 พร้อมรองรับโดยเมนบอร์ด AM5 รุ่นปัจจุบันผ่านอัปเดต BIOS ที่ผู้ผลิตเริ่มทยอยปล่อยออกมาแล้วตั้งแต่ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ Ryzen AI 400 ยังถูกออกแบบให้เป็น “รุ่นต่อยอด” จาก Ryzen 8000G ที่โดดเด่นด้านการโอเวอร์คล็อกแรม ทำให้ผู้ใช้สายปรับแต่งมีความหวังว่าจะได้เห็นศักยภาพที่สูงขึ้นอีกขั้นในเจเนอเรชันใหม่

    สิ่งที่น่าสนใจคือ AMD กำลังผลักดันให้ APU กลายเป็นศูนย์กลางของงานประมวลผลยุคใหม่ ทั้งด้านเกมมิ่ง, งานสร้างคอนเทนต์, และงาน AI แบบ On-device โดยเฉพาะเมื่อคู่แข่งอย่าง Intel และ NVIDIA ต่างก็เร่งพัฒนา AI PC เช่นกัน การแข่งขันนี้จะส่งผลให้ผู้บริโภคได้เห็นนวัตกรรมที่เร็วขึ้นและราคาที่สมเหตุสมผลมากขึ้นในตลาดพีซีระดับกลางถึงระดับสูง

    ในภาพรวม การมาของ Ryzen AI 400 ไม่ได้เป็นเพียงการอัปเกรดสเปก แต่เป็นการวางรากฐานให้พีซีในอนาคตสามารถทำงานร่วมกับโมเดล AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดภาระของระบบ Cloud และเพิ่มความเป็นส่วนตัวให้ผู้ใช้ เพราะข้อมูลจำนวนมากสามารถประมวลผลภายในเครื่องได้โดยตรง นี่คือก้าวสำคัญของ AMD ในการผลักดัน AI PC ให้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรม

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Ryzen AI 400 เปิดตัวบนแพลตฟอร์ม AM5
    ใช้สถาปัตยกรรม Zen 5, RDNA 3.5 และ XDNA 2 NPU
    รองรับสูงสุด 12 คอร์ CPU, 16 คอร์ GPU และ 60 TOPS NPU

    รองรับโดยเมนบอร์ด AM5 ผ่านอัปเดต BIOS
    ผู้ผลิตเริ่มปล่อย AGESA เวอร์ชันใหม่ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา
    ทำให้ผู้ใช้เมนบอร์ดปัจจุบันสามารถอัปเกรดได้ทันทีเมื่อซีพียูวางขาย

    พัฒนาต่อยอดจาก Ryzen 8000G
    คาดว่าจะมีศักยภาพด้านโอเวอร์คล็อกแรมที่ดีขึ้น
    เพิ่มประสิทธิภาพงานเกมและงาน AI แบบ Local

    ความไม่แน่นอนของสเปกจริง
    AMD ยังไม่เปิดเผย SKU อย่างเป็นทางการ
    ประสิทธิภาพจริงอาจแตกต่างจากข้อมูลที่เปิดเผยในงาน

    การแข่งขันด้าน AI PC ที่รุนแรงขึ้น
    อาจทำให้ราคาในตลาดผันผวน
    ผู้ใช้ต้องพิจารณาความคุ้มค่าระหว่าง AMD, Intel และ NVIDIA

    https://wccftech.com/amd-confirms-ryzen-ai-400-ryzen-ai-pro-400-apus-for-am5-desktops/
    🧠💥 AMD เปิดตัว Ryzen AI 400 ซีรีส์ใหม่บนเดสก์ท็อป AM5 — ก้าวกระโดดครั้งใหญ่ของ APU ยุค AI การมาถึงของ AMD Ryzen AI 400 และ Ryzen AI PRO 400 บนแพลตฟอร์ม AM5 Desktop ถือเป็นสัญญาณชัดเจนว่าโลกพีซีกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ “AI เป็นหัวใจหลักของสถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์” ไม่ใช่แค่ฟีเจอร์เสริมอีกต่อไป ซีรีส์ใหม่นี้มาพร้อมสถาปัตยกรรม Zen 5, กราฟิก RDNA 3.5, และหน่วยประมวลผล AI XDNA 2 NPU ที่ให้พลังสูงสุดถึง 60 TOPS ซึ่งมากกว่ารุ่นก่อนหลายเท่า ทำให้รองรับงาน AI แบบ Local ได้ลื่นไหลยิ่งขึ้นโดยไม่ต้องพึ่ง Cloud มากเท่าเดิม AMD ยังยืนยันว่าซีพียูรุ่นใหม่นี้จะถูกวางจำหน่ายในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 พร้อมรองรับโดยเมนบอร์ด AM5 รุ่นปัจจุบันผ่านอัปเดต BIOS ที่ผู้ผลิตเริ่มทยอยปล่อยออกมาแล้วตั้งแต่ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ Ryzen AI 400 ยังถูกออกแบบให้เป็น “รุ่นต่อยอด” จาก Ryzen 8000G ที่โดดเด่นด้านการโอเวอร์คล็อกแรม ทำให้ผู้ใช้สายปรับแต่งมีความหวังว่าจะได้เห็นศักยภาพที่สูงขึ้นอีกขั้นในเจเนอเรชันใหม่ สิ่งที่น่าสนใจคือ AMD กำลังผลักดันให้ APU กลายเป็นศูนย์กลางของงานประมวลผลยุคใหม่ ทั้งด้านเกมมิ่ง, งานสร้างคอนเทนต์, และงาน AI แบบ On-device โดยเฉพาะเมื่อคู่แข่งอย่าง Intel และ NVIDIA ต่างก็เร่งพัฒนา AI PC เช่นกัน การแข่งขันนี้จะส่งผลให้ผู้บริโภคได้เห็นนวัตกรรมที่เร็วขึ้นและราคาที่สมเหตุสมผลมากขึ้นในตลาดพีซีระดับกลางถึงระดับสูง ในภาพรวม การมาของ Ryzen AI 400 ไม่ได้เป็นเพียงการอัปเกรดสเปก แต่เป็นการวางรากฐานให้พีซีในอนาคตสามารถทำงานร่วมกับโมเดล AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดภาระของระบบ Cloud และเพิ่มความเป็นส่วนตัวให้ผู้ใช้ เพราะข้อมูลจำนวนมากสามารถประมวลผลภายในเครื่องได้โดยตรง นี่คือก้าวสำคัญของ AMD ในการผลักดัน AI PC ให้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรม 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Ryzen AI 400 เปิดตัวบนแพลตฟอร์ม AM5 ➡️ ใช้สถาปัตยกรรม Zen 5, RDNA 3.5 และ XDNA 2 NPU ➡️ รองรับสูงสุด 12 คอร์ CPU, 16 คอร์ GPU และ 60 TOPS NPU ✅ รองรับโดยเมนบอร์ด AM5 ผ่านอัปเดต BIOS ➡️ ผู้ผลิตเริ่มปล่อย AGESA เวอร์ชันใหม่ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ➡️ ทำให้ผู้ใช้เมนบอร์ดปัจจุบันสามารถอัปเกรดได้ทันทีเมื่อซีพียูวางขาย ✅ พัฒนาต่อยอดจาก Ryzen 8000G ➡️ คาดว่าจะมีศักยภาพด้านโอเวอร์คล็อกแรมที่ดีขึ้น ➡️ เพิ่มประสิทธิภาพงานเกมและงาน AI แบบ Local ‼️ ความไม่แน่นอนของสเปกจริง ⛔ AMD ยังไม่เปิดเผย SKU อย่างเป็นทางการ ⛔ ประสิทธิภาพจริงอาจแตกต่างจากข้อมูลที่เปิดเผยในงาน ‼️ การแข่งขันด้าน AI PC ที่รุนแรงขึ้น ⛔ อาจทำให้ราคาในตลาดผันผวน ⛔ ผู้ใช้ต้องพิจารณาความคุ้มค่าระหว่าง AMD, Intel และ NVIDIA https://wccftech.com/amd-confirms-ryzen-ai-400-ryzen-ai-pro-400-apus-for-am5-desktops/
    WCCFTECH.COM
    AMD Confirms Ryzen AI 400 & Ryzen AI PRO 400 APUs Are Coming To AM5 Desktops: Powered By Zen 5 CPU, RDNA 3.5 iGPU, & XDNA 2 NPU Cores
    AMD will be launching its Ryzen AI 400 & Ryzen AI PRO 400 Desktop AM5 APUs in the first half of 2026, featuring brand new architectures.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 12 มุมมอง 0 รีวิว
  • ผู้ดูแลระบบได้สิทธิ์ลบ Microsoft Copilot ออกจาก Windows 11 แล้ว!

    Microsoft ได้เพิ่มความสามารถใหม่ให้ผู้ดูแลระบบ (Admins) สามารถ ถอนการติดตั้ง Microsoft Copilot App ออกจากอุปกรณ์ Windows 11 เวอร์ชัน Pro, Enterprise และ Education ได้แล้ว ภายใต้เงื่อนไขเฉพาะบางประการ

    ฟีเจอร์นี้ถูกปล่อยผ่าน Windows Insider Preview Build 26220.7535 (KB5072046) โดยเพิ่มนโยบายใหม่ชื่อ RemoveMicrosoftCopilotApp ที่ช่วยให้ Admin สามารถลบ Copilot เวอร์ชันฟรีที่ติดมากับ Windows 11 ได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้ยังคงมี Microsoft 365 Copilot อยู่ในระบบ เพราะเป็นบริการแบบสมัครสมาชิกที่แยกออกจากกันโดยสิ้นเชิง

    แม้จะฟังดูง่าย แต่การลบ Copilot ไม่ได้ทำได้ทุกเครื่อง เพราะ Microsoft กำหนดเงื่อนไขไว้หลายข้อ เช่น อุปกรณ์ต้องมีทั้ง Microsoft 365 Copilot และ Microsoft Copilot ติดตั้งอยู่, แอป Copilot ต้องไม่ใช่แอปที่ผู้ใช้ติดตั้งเอง และที่สำคัญที่สุดคือ ผู้ใช้ต้องไม่เปิด Copilot ภายใน 28 วันที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเรื่องยากเพราะ Copilot เปิดอัตโนมัติเมื่อเข้าสู่ระบบ และยังมีคีย์ลัดที่กดโดนได้ง่าย เช่น Windows + C หรือ Alt + Space

    แม้จะมีข้อจำกัด แต่การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นสัญญาณว่า Microsoft เริ่มเปิดทางให้ผู้ใช้และองค์กรควบคุมระบบได้มากขึ้น หลังจากกระแสต่อต้านการยัดเยียดฟีเจอร์ AI ใน Windows 11 ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หลายองค์กรอาจมองว่านี่คือโอกาสในการจัดการระบบให้เบาลง ปลอดภัยขึ้น และเหมาะกับนโยบายภายในมากกว่าเดิม

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ฟีเจอร์ใหม่สำหรับผู้ดูแลระบบ
    Admin สามารถลบ Microsoft Copilot App ออกจาก Windows 11 ได้
    ใช้ผ่านนโยบาย RemoveMicrosoftCopilotApp ใน Group Policy
    มีผลใน Windows Insider Build 26220.7535

    เงื่อนไขที่อุปกรณ์ต้องมี
    ต้องติดตั้งทั้ง Microsoft 365 Copilot และ Microsoft Copilot
    Copilot ต้องไม่ใช่แอปที่ผู้ใช้ติดตั้งเอง
    แอปต้องไม่ถูกเปิดใช้งานในช่วง 28 วันล่าสุด

    ข้อจำกัดและความท้าทาย
    Copilot เปิดอัตโนมัติเมื่อเข้าสู่ระบบ ทำให้ยากต่อการเข้าเงื่อนไข
    คีย์ลัด Copilot อาจทำให้เปิดแอปโดยไม่ตั้งใจ
    ผู้ใช้ทั่วไปอาจไม่สามารถลบได้เอง ต้องให้ Admin จัดการ

    ผลกระทบต่อองค์กรและผู้ใช้
    องค์กรต้องประเมินผลกระทบก่อนลบ Copilot
    ผู้ใช้ที่ต้องการใช้ AI อาจต้องติดตั้งใหม่เอง
    การจัดการระบบอาจซับซ้อนขึ้นหากมีหลายเวอร์ชันของ Copilot

    https://www.tomshardware.com/software/windows/admins-finally-get-the-power-to-uninstall-microsoft-copilot-on-windows-11-pro-enterprise-and-edu-versions-devices-must-meet-specific-conditions-to-allow-the-removal-of-the-ai-app
    🧩💻 ผู้ดูแลระบบได้สิทธิ์ลบ Microsoft Copilot ออกจาก Windows 11 แล้ว! Microsoft ได้เพิ่มความสามารถใหม่ให้ผู้ดูแลระบบ (Admins) สามารถ ถอนการติดตั้ง Microsoft Copilot App ออกจากอุปกรณ์ Windows 11 เวอร์ชัน Pro, Enterprise และ Education ได้แล้ว ภายใต้เงื่อนไขเฉพาะบางประการ ฟีเจอร์นี้ถูกปล่อยผ่าน Windows Insider Preview Build 26220.7535 (KB5072046) โดยเพิ่มนโยบายใหม่ชื่อ RemoveMicrosoftCopilotApp ที่ช่วยให้ Admin สามารถลบ Copilot เวอร์ชันฟรีที่ติดมากับ Windows 11 ได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้ยังคงมี Microsoft 365 Copilot อยู่ในระบบ เพราะเป็นบริการแบบสมัครสมาชิกที่แยกออกจากกันโดยสิ้นเชิง แม้จะฟังดูง่าย แต่การลบ Copilot ไม่ได้ทำได้ทุกเครื่อง เพราะ Microsoft กำหนดเงื่อนไขไว้หลายข้อ เช่น อุปกรณ์ต้องมีทั้ง Microsoft 365 Copilot และ Microsoft Copilot ติดตั้งอยู่, แอป Copilot ต้องไม่ใช่แอปที่ผู้ใช้ติดตั้งเอง และที่สำคัญที่สุดคือ ผู้ใช้ต้องไม่เปิด Copilot ภายใน 28 วันที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเรื่องยากเพราะ Copilot เปิดอัตโนมัติเมื่อเข้าสู่ระบบ และยังมีคีย์ลัดที่กดโดนได้ง่าย เช่น Windows + C หรือ Alt + Space แม้จะมีข้อจำกัด แต่การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นสัญญาณว่า Microsoft เริ่มเปิดทางให้ผู้ใช้และองค์กรควบคุมระบบได้มากขึ้น หลังจากกระแสต่อต้านการยัดเยียดฟีเจอร์ AI ใน Windows 11 ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หลายองค์กรอาจมองว่านี่คือโอกาสในการจัดการระบบให้เบาลง ปลอดภัยขึ้น และเหมาะกับนโยบายภายในมากกว่าเดิม 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ฟีเจอร์ใหม่สำหรับผู้ดูแลระบบ ➡️ Admin สามารถลบ Microsoft Copilot App ออกจาก Windows 11 ได้ ➡️ ใช้ผ่านนโยบาย RemoveMicrosoftCopilotApp ใน Group Policy ➡️ มีผลใน Windows Insider Build 26220.7535 ✅ เงื่อนไขที่อุปกรณ์ต้องมี ➡️ ต้องติดตั้งทั้ง Microsoft 365 Copilot และ Microsoft Copilot ➡️ Copilot ต้องไม่ใช่แอปที่ผู้ใช้ติดตั้งเอง ➡️ แอปต้องไม่ถูกเปิดใช้งานในช่วง 28 วันล่าสุด ‼️ ข้อจำกัดและความท้าทาย ⛔ Copilot เปิดอัตโนมัติเมื่อเข้าสู่ระบบ ทำให้ยากต่อการเข้าเงื่อนไข ⛔ คีย์ลัด Copilot อาจทำให้เปิดแอปโดยไม่ตั้งใจ ⛔ ผู้ใช้ทั่วไปอาจไม่สามารถลบได้เอง ต้องให้ Admin จัดการ ‼️ ผลกระทบต่อองค์กรและผู้ใช้ ⛔ องค์กรต้องประเมินผลกระทบก่อนลบ Copilot ⛔ ผู้ใช้ที่ต้องการใช้ AI อาจต้องติดตั้งใหม่เอง ⛔ การจัดการระบบอาจซับซ้อนขึ้นหากมีหลายเวอร์ชันของ Copilot https://www.tomshardware.com/software/windows/admins-finally-get-the-power-to-uninstall-microsoft-copilot-on-windows-11-pro-enterprise-and-edu-versions-devices-must-meet-specific-conditions-to-allow-the-removal-of-the-ai-app
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 19 มุมมอง 0 รีวิว
  • วิกฤตการ์ดจอในญี่ปุ่น! RTX 5060 Ti ขึ้นไป “ขาดตลาดหนัก” ร้านต้องจำกัดการซื้อ

    ประเทศญี่ปุ่น กำลังเผชิญปัญหาการ์ดจอระดับกลาง–สูงขาดตลาดอย่างรุนแรง โดยเฉพาะรุ่น GeForce RTX 5060 Ti 16GB ขึ้นไป ที่ขายหมดทันทีที่วางบนชั้นสินค้า ปัญหานี้เกิดจากแรงกดดันด้านราคา ต้นทุนหน่วยความจำที่สูงขึ้น และซัพพลายที่ไม่แน่นอน ทำให้ร้านค้าต้องออกมาตรการจำกัดการซื้อเพื่อป้องกันการกว้านซื้อและการกักตุนสินค้า

    ในหลายร้าน เช่น Dospara และ PC SHOP Ark มีการติดป้ายจำกัดจำนวนการซื้อทุกรุ่น ไม่ใช่เฉพาะรุ่นท็อปเท่านั้น เพราะสินค้าหมดเร็วเกินควบคุม ขณะที่ร้าน TSUKUMO eX. ถึงขั้นต้องเอาผ้ามาคลุมตู้โชว์ครึ่งหนึ่งเพราะไม่มีสินค้าให้โชว์เลย สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาขาดแคลนไม่ได้เกิดเฉพาะในญี่ปุ่น แต่เป็นสัญญาณของวิกฤตระดับโลกที่เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

    ข้อมูลจากวงการฮาร์ดแวร์ชี้ว่า GPU ที่ใช้หน่วยความจำมาก เช่นรุ่น 16GB ขึ้นไป กำลังได้รับผลกระทบจากต้นทุนชิปหน่วยความจำที่พุ่งสูง และกำลังการผลิตที่ไม่เพียงพอ ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากความต้องการด้าน AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ทำให้ผู้ผลิตต้องจัดลำดับความสำคัญใหม่ ส่งผลให้การ์ดจอสำหรับผู้ใช้ทั่วไปถูกเบียดออกจากสายการผลิตบางส่วน

    ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ราคาที่สูงขึ้น แต่ยังรวมถึงความไม่แน่นอนของตลาดในปีนี้ ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าสถานการณ์อาจเลวร้ายลงอีก เพราะความต้องการด้าน AI และ Data Center ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ซัพพลายหน่วยความจำยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ทำให้ผู้บริโภคอาจต้องเตรียมรับมือกับราคาที่สูงขึ้นและสินค้าที่หายากขึ้นตลอดทั้งปี

    สรุปประเด็นสำคัญ
    สถานการณ์การ์ดจอขาดตลาดในญี่ปุ่น
    RTX 5060 Ti 16GB ขึ้นไปขายหมดทันทีที่วางขาย
    ร้านค้าต้องจำกัดจำนวนการซื้อทุกรุ่น
    ตู้โชว์หลายร้านว่างจนต้องคลุมผ้าเพราะไม่มีสินค้า

    สาเหตุของปัญหา
    ต้นทุนหน่วยความจำสูงขึ้น
    ซัพพลายจากต้นทางไม่แน่นอน
    ความต้องการด้าน AI แย่งกำลังการผลิต

    ผลกระทบต่อผู้บริโภค
    ราคาการ์ดจอมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง
    สินค้ารุ่นกลาง–สูงอาจหายากตลอดปี
    ผู้ใช้ที่ต้องการอัปเกรดอาจต้องรอนานหรือจ่ายแพงขึ้น

    แนวโน้มในอนาคต
    ตลาดอาจตึงตัวมากขึ้นเพราะความต้องการด้าน AI ยังเพิ่ม
    ผู้ผลิตอาจให้ความสำคัญกับ Data Center มากกว่าตลาดเกมมิ่ง
    ความไม่แน่นอนของซัพพลายอาจทำให้เกิดการกักตุนเพิ่มขึ้น

    https://www.tomshardware.com/pc-components/gpus/rtx-5060-ti-and-higher-gpus-are-getting-harder-to-find-in-japan
    🖥️🔥 วิกฤตการ์ดจอในญี่ปุ่น! RTX 5060 Ti ขึ้นไป “ขาดตลาดหนัก” ร้านต้องจำกัดการซื้อ ประเทศญี่ปุ่น กำลังเผชิญปัญหาการ์ดจอระดับกลาง–สูงขาดตลาดอย่างรุนแรง โดยเฉพาะรุ่น GeForce RTX 5060 Ti 16GB ขึ้นไป ที่ขายหมดทันทีที่วางบนชั้นสินค้า ปัญหานี้เกิดจากแรงกดดันด้านราคา ต้นทุนหน่วยความจำที่สูงขึ้น และซัพพลายที่ไม่แน่นอน ทำให้ร้านค้าต้องออกมาตรการจำกัดการซื้อเพื่อป้องกันการกว้านซื้อและการกักตุนสินค้า ในหลายร้าน เช่น Dospara และ PC SHOP Ark มีการติดป้ายจำกัดจำนวนการซื้อทุกรุ่น ไม่ใช่เฉพาะรุ่นท็อปเท่านั้น เพราะสินค้าหมดเร็วเกินควบคุม ขณะที่ร้าน TSUKUMO eX. ถึงขั้นต้องเอาผ้ามาคลุมตู้โชว์ครึ่งหนึ่งเพราะไม่มีสินค้าให้โชว์เลย สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาขาดแคลนไม่ได้เกิดเฉพาะในญี่ปุ่น แต่เป็นสัญญาณของวิกฤตระดับโลกที่เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ข้อมูลจากวงการฮาร์ดแวร์ชี้ว่า GPU ที่ใช้หน่วยความจำมาก เช่นรุ่น 16GB ขึ้นไป กำลังได้รับผลกระทบจากต้นทุนชิปหน่วยความจำที่พุ่งสูง และกำลังการผลิตที่ไม่เพียงพอ ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากความต้องการด้าน AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ทำให้ผู้ผลิตต้องจัดลำดับความสำคัญใหม่ ส่งผลให้การ์ดจอสำหรับผู้ใช้ทั่วไปถูกเบียดออกจากสายการผลิตบางส่วน ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ราคาที่สูงขึ้น แต่ยังรวมถึงความไม่แน่นอนของตลาดในปีนี้ ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าสถานการณ์อาจเลวร้ายลงอีก เพราะความต้องการด้าน AI และ Data Center ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ซัพพลายหน่วยความจำยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ทำให้ผู้บริโภคอาจต้องเตรียมรับมือกับราคาที่สูงขึ้นและสินค้าที่หายากขึ้นตลอดทั้งปี 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ สถานการณ์การ์ดจอขาดตลาดในญี่ปุ่น ➡️ RTX 5060 Ti 16GB ขึ้นไปขายหมดทันทีที่วางขาย ➡️ ร้านค้าต้องจำกัดจำนวนการซื้อทุกรุ่น ➡️ ตู้โชว์หลายร้านว่างจนต้องคลุมผ้าเพราะไม่มีสินค้า ✅ สาเหตุของปัญหา ➡️ ต้นทุนหน่วยความจำสูงขึ้น ➡️ ซัพพลายจากต้นทางไม่แน่นอน ➡️ ความต้องการด้าน AI แย่งกำลังการผลิต ‼️ ผลกระทบต่อผู้บริโภค ⛔ ราคาการ์ดจอมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง ⛔ สินค้ารุ่นกลาง–สูงอาจหายากตลอดปี ⛔ ผู้ใช้ที่ต้องการอัปเกรดอาจต้องรอนานหรือจ่ายแพงขึ้น ‼️ แนวโน้มในอนาคต ⛔ ตลาดอาจตึงตัวมากขึ้นเพราะความต้องการด้าน AI ยังเพิ่ม ⛔ ผู้ผลิตอาจให้ความสำคัญกับ Data Center มากกว่าตลาดเกมมิ่ง ⛔ ความไม่แน่นอนของซัพพลายอาจทำให้เกิดการกักตุนเพิ่มขึ้น https://www.tomshardware.com/pc-components/gpus/rtx-5060-ti-and-higher-gpus-are-getting-harder-to-find-in-japan
    WWW.TOMSHARDWARE.COM
    GPU crisis hits Japan as RTX 5060 Ti and up are in short supply — GPUs sell out as soon as they arrive
    Akihabara retailers report blanket purchase limits and slow restocks for higher-end GeForce cards.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 13 มุมมอง 0 รีวิว
  • HP มองหาซัพพลายเออร์ DRAM จากจีน หลังตลาดขาดแคลนหนัก — นักวิเคราะห์ชี้ “ชิปหน่วยความจำคือสินค้าโภคภัณฑ์ เปลี่ยนผู้ผลิตได้ง่าย”

    ความต้องการหน่วยความจำทั่วโลกกำลังพุ่งสูงจากกระแส AI ทำให้เกิดภาวะขาดแคลน DRAM และ NAND อย่างหนัก ผู้ผลิตรายใหญ่ทั้งสาม — Samsung, SK hynix และ Micron — ไม่สามารถเพิ่มกำลังผลิตได้ทัน ส่งผลให้บริษัทอย่าง HP เริ่มมองหาทางเลือกใหม่ โดยเฉพาะซัพพลายเออร์จากจีน เพื่อป้อนตลาดเอเชียและยุโรปบางส่วน

    นักวิเคราะห์ Tae Kim ระบุว่า HP ได้แจ้งกับ Bank of America ว่ากำลัง “คัดเลือกซัพพลายเออร์เพิ่มเติมจากจีน” แม้ยังไม่ยืนยันว่าจะเปลี่ยนซัพพลายเออร์จริง แต่ถือเป็นสัญญาณว่าบริษัทกำลังเตรียมรับมือกับความเสี่ยงด้านซัพพลายเชน โดยเฉพาะเมื่อชิปหน่วยความจำถูกมองว่าเป็น commodity ที่สามารถสลับผู้ผลิตได้ง่าย ต่างจากชิป AI ที่มีความเฉพาะทางสูง

    ในขณะเดียวกัน ผู้ผลิตหน่วยความจำจีนอย่าง CXMT และ YMTC กำลังฉวยโอกาสจากตลาดที่ตึงตัว CXMT เปิดตัว DDR5‑8000 และ LPDDR5X‑10667 แม้จะถูกจำกัดการส่งออกจากสหรัฐ และยังเตรียม IPO มูลค่า 4.2 พันล้านดอลลาร์เพื่อขยายกำลังผลิต ส่วน YMTC ก็มีแผนเข้าสู่ตลาด DRAM และอาจจับมือ CXMT เพื่อผลิต HBM ซึ่งเป็นสินค้าที่มีความต้องการสูงที่สุดในยุค AI

    แม้จะมีข้อกล่าวหาเรื่องการลอกเทคโนโลยีจาก Samsung แต่ภาวะขาดแคลนทำให้หลายบริษัทอาจ “ยอมมองข้าม” เพื่อให้สินค้าทันตลาด เพราะผู้ใช้ปลายทางส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจว่าชิปมาจากประเทศใด ตราบใดที่ประสิทธิภาพดีและราคาคุ้มค่า

    สรุปประเด็นสำคัญ
    HP กำลังคัดเลือกซัพพลายเออร์ DRAM จากจีน
    เพื่อรับมือภาวะขาดแคลนหน่วยความจำ

    ชิปหน่วยความจำถูกมองเป็นสินค้าโภคภัณฑ์
    นักวิเคราะห์ชี้ว่าสามารถเปลี่ยนผู้ผลิตได้ง่ายกว่า AI chips

    ตลาดขาดแคลนเพราะความต้องการ HBM สูงมากจากกระแส AI
    ผู้ผลิตรายใหญ่ไม่เพิ่มกำลังผลิตเพราะเสี่ยงฟองสบู่

    ผู้ผลิตจีนอย่าง CXMT และ YMTC กำลังรุกตลาดหนัก
    เปิดตัว DDR5 รุ่นใหม่และเตรียม IPO มูลค่ามหาศาล

    คำเตือน / จุดที่ควรระวัง
    การใช้ชิปจากจีนอาจมีความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์
    โดยเฉพาะข้อจำกัดการส่งออกและแรงกดดันจากสหรัฐ

    ข้อกล่าวหาเรื่องการลอกเทคโนโลยีอาจกระทบความเชื่อมั่น
    แม้บริษัทปลายทางอาจจำเป็นต้องซื้อเพราะตลาดตึงตัว

    ตลาดหน่วยความจำมีวัฏจักรขึ้นลงรุนแรง
    การลงทุนเพิ่มอาจเสี่ยงหากความต้องการลดลงในอนาคต

    https://www.tomshardware.com/pc-components/ram/hp-reportedly-eyes-chinese-suppliers-for-dram-as-global-shortage-sparks-shake-up-analyst-says-memory-chips-are-commodities-that-can-easily-be-replaced
    🧠💾 HP มองหาซัพพลายเออร์ DRAM จากจีน หลังตลาดขาดแคลนหนัก — นักวิเคราะห์ชี้ “ชิปหน่วยความจำคือสินค้าโภคภัณฑ์ เปลี่ยนผู้ผลิตได้ง่าย” ความต้องการหน่วยความจำทั่วโลกกำลังพุ่งสูงจากกระแส AI ทำให้เกิดภาวะขาดแคลน DRAM และ NAND อย่างหนัก ผู้ผลิตรายใหญ่ทั้งสาม — Samsung, SK hynix และ Micron — ไม่สามารถเพิ่มกำลังผลิตได้ทัน ส่งผลให้บริษัทอย่าง HP เริ่มมองหาทางเลือกใหม่ โดยเฉพาะซัพพลายเออร์จากจีน เพื่อป้อนตลาดเอเชียและยุโรปบางส่วน นักวิเคราะห์ Tae Kim ระบุว่า HP ได้แจ้งกับ Bank of America ว่ากำลัง “คัดเลือกซัพพลายเออร์เพิ่มเติมจากจีน” แม้ยังไม่ยืนยันว่าจะเปลี่ยนซัพพลายเออร์จริง แต่ถือเป็นสัญญาณว่าบริษัทกำลังเตรียมรับมือกับความเสี่ยงด้านซัพพลายเชน โดยเฉพาะเมื่อชิปหน่วยความจำถูกมองว่าเป็น commodity ที่สามารถสลับผู้ผลิตได้ง่าย ต่างจากชิป AI ที่มีความเฉพาะทางสูง ในขณะเดียวกัน ผู้ผลิตหน่วยความจำจีนอย่าง CXMT และ YMTC กำลังฉวยโอกาสจากตลาดที่ตึงตัว CXMT เปิดตัว DDR5‑8000 และ LPDDR5X‑10667 แม้จะถูกจำกัดการส่งออกจากสหรัฐ และยังเตรียม IPO มูลค่า 4.2 พันล้านดอลลาร์เพื่อขยายกำลังผลิต ส่วน YMTC ก็มีแผนเข้าสู่ตลาด DRAM และอาจจับมือ CXMT เพื่อผลิต HBM ซึ่งเป็นสินค้าที่มีความต้องการสูงที่สุดในยุค AI แม้จะมีข้อกล่าวหาเรื่องการลอกเทคโนโลยีจาก Samsung แต่ภาวะขาดแคลนทำให้หลายบริษัทอาจ “ยอมมองข้าม” เพื่อให้สินค้าทันตลาด เพราะผู้ใช้ปลายทางส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจว่าชิปมาจากประเทศใด ตราบใดที่ประสิทธิภาพดีและราคาคุ้มค่า 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ HP กำลังคัดเลือกซัพพลายเออร์ DRAM จากจีน ➡️ เพื่อรับมือภาวะขาดแคลนหน่วยความจำ ✅ ชิปหน่วยความจำถูกมองเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ ➡️ นักวิเคราะห์ชี้ว่าสามารถเปลี่ยนผู้ผลิตได้ง่ายกว่า AI chips ✅ ตลาดขาดแคลนเพราะความต้องการ HBM สูงมากจากกระแส AI ➡️ ผู้ผลิตรายใหญ่ไม่เพิ่มกำลังผลิตเพราะเสี่ยงฟองสบู่ ✅ ผู้ผลิตจีนอย่าง CXMT และ YMTC กำลังรุกตลาดหนัก ➡️ เปิดตัว DDR5 รุ่นใหม่และเตรียม IPO มูลค่ามหาศาล คำเตือน / จุดที่ควรระวัง ‼️ การใช้ชิปจากจีนอาจมีความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ⛔ โดยเฉพาะข้อจำกัดการส่งออกและแรงกดดันจากสหรัฐ ‼️ ข้อกล่าวหาเรื่องการลอกเทคโนโลยีอาจกระทบความเชื่อมั่น ⛔ แม้บริษัทปลายทางอาจจำเป็นต้องซื้อเพราะตลาดตึงตัว ‼️ ตลาดหน่วยความจำมีวัฏจักรขึ้นลงรุนแรง ⛔ การลงทุนเพิ่มอาจเสี่ยงหากความต้องการลดลงในอนาคต https://www.tomshardware.com/pc-components/ram/hp-reportedly-eyes-chinese-suppliers-for-dram-as-global-shortage-sparks-shake-up-analyst-says-memory-chips-are-commodities-that-can-easily-be-replaced
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 18 มุมมอง 0 รีวิว
  • เกม UEFI ที่ต้อง “ชนะก่อนถึงจะบูตเครื่องได้” — โปรเจกต์สุดเพี้ยนที่ใช้เวลาพัฒนา 10 เดือน

    นักพัฒนา Linux นามว่า Alejandro Armas (mycroftsnm) ได้สร้างโปรเจกต์สุดแหวกแนว: ชุดเกมที่รันบน UEFI ซึ่งคุณ ต้องเล่นให้ชนะก่อน ถึงจะบูตเข้าเครื่องได้ และถ้าแพ้? เครื่องจะ ปิดตัวลงทันที ตามกติกา “Win → Boot, Lose → Shutdown” ที่เขาตั้งใจออกแบบไว้ โปรเจกต์นี้ใช้เวลาพัฒนานานถึง 10 เดือน และตอนนี้เปิดให้ลองเล่นบน GitHub แล้ว

    ชุดเกมนี้ประกอบด้วย 5 เกม ที่ผสมทั้งเกมตอบคำถาม เกมทดสอบความจำ และเกมแนว arcade แบบเลื่อนฉากลงมาอย่างรวดเร็ว จุดเด่นคือทั้งหมดนี้รันได้ตั้งแต่ระดับเฟิร์มแวร์ก่อนเข้าระบบปฏิบัติการ ซึ่งถือว่าเป็นงานเขียนโปรแกรมระดับลึกที่ไม่ค่อยมีใครทำกัน นอกจากความสนุกแล้ว ยังเป็นการโชว์ศักยภาพของ UEFI ว่าสามารถทำอะไรได้มากกว่าที่คนส่วนใหญ่คิด

    เกมอย่าง User Evaluation for Ineptness จะให้คุณบวกเลขแบบสุ่ม 0–99 ถ้าตอบผิด เครื่องจะล้อคุณก่อนปิดตัวลง ส่วน Insult Sword Fighting ได้แรงบันดาลใจจาก Monkey Island ให้คุณเลือกคำโต้กลับที่ถูกต้องเพื่อผ่านด่าน ขณะที่ Fall To Boot เป็นเกมแนว vertical scroller ที่ต้องพาเครื่องหมายรูปดาวลงไปถึงก้นหลุมโดยไม่ชนผนัง มิฉะนั้นจะ “Fail to Boot” ตามชื่อเกม

    โปรเจกต์นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนทำเกมบน UEFI แต่เป็นครั้งแรกที่รวมหลายเกมไว้เป็น “ด่านทดสอบก่อนบูตเครื่อง” แบบจริงจัง และยังเปิดให้แก้ไขไฟล์ เช่น insults.txt เพื่อเพิ่มคำด่าในเกมดาบคำด่าได้ด้วย ถือเป็นงานทดลองที่ทั้งสนุก แปลก และโชว์ความสามารถของเฟิร์มแวร์ยุคใหม่ได้อย่างน่าสนใจ

    สรุปประเด็นสำคัญ
    โปรเจกต์สร้างเกม UEFI ที่ต้องชนะก่อนบูตเครื่อง
    ถ้าแพ้ เครื่องจะ shutdown ทันที

    พัฒนาโดย Alejandro Armas ใช้เวลา 10 เดือน
    เปิดให้เล่นบน GitHub

    มีทั้งหมด 5 เกม
    รวมเกมบวกเลข, เกมดาบคำด่า, เกมเลื่อนฉาก, เกมทดสอบความจำ และเกม trivia

    เกมรันได้ตั้งแต่ระดับ UEFI ก่อนเข้าระบบปฏิบัติการ
    แสดงศักยภาพของ UEFI ว่าทำได้มากกว่าที่คิด

    คำเตือน / จุดที่ควรระวัง
    การใช้จริงอาจทำให้บูตเครื่องไม่ได้ถ้าเล่นแพ้
    ไม่เหมาะกับเครื่องที่ต้องใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน

    การแก้ไขเฟิร์มแวร์มีความเสี่ยง
    หากติดตั้งผิดพลาดอาจทำให้เครื่องบูตไม่ได้

    โปรเจกต์นี้เป็นงานทดลอง ไม่ใช่ฟีเจอร์สำหรับผู้ใช้ทั่วไป
    เหมาะกับสายทดลองและนักพัฒนามากกว่า

    https://www.tomshardware.com/software/dev-creates-uefi-games-compendium-where-you-have-to-win-to-access-your-computer-10-month-project-will-shutdown-your-pc-if-you-lose
    🎮🖥️ เกม UEFI ที่ต้อง “ชนะก่อนถึงจะบูตเครื่องได้” — โปรเจกต์สุดเพี้ยนที่ใช้เวลาพัฒนา 10 เดือน นักพัฒนา Linux นามว่า Alejandro Armas (mycroftsnm) ได้สร้างโปรเจกต์สุดแหวกแนว: ชุดเกมที่รันบน UEFI ซึ่งคุณ ต้องเล่นให้ชนะก่อน ถึงจะบูตเข้าเครื่องได้ และถ้าแพ้? เครื่องจะ ปิดตัวลงทันที ตามกติกา “Win → Boot, Lose → Shutdown” ที่เขาตั้งใจออกแบบไว้ โปรเจกต์นี้ใช้เวลาพัฒนานานถึง 10 เดือน และตอนนี้เปิดให้ลองเล่นบน GitHub แล้ว ชุดเกมนี้ประกอบด้วย 5 เกม ที่ผสมทั้งเกมตอบคำถาม เกมทดสอบความจำ และเกมแนว arcade แบบเลื่อนฉากลงมาอย่างรวดเร็ว จุดเด่นคือทั้งหมดนี้รันได้ตั้งแต่ระดับเฟิร์มแวร์ก่อนเข้าระบบปฏิบัติการ ซึ่งถือว่าเป็นงานเขียนโปรแกรมระดับลึกที่ไม่ค่อยมีใครทำกัน นอกจากความสนุกแล้ว ยังเป็นการโชว์ศักยภาพของ UEFI ว่าสามารถทำอะไรได้มากกว่าที่คนส่วนใหญ่คิด เกมอย่าง User Evaluation for Ineptness จะให้คุณบวกเลขแบบสุ่ม 0–99 ถ้าตอบผิด เครื่องจะล้อคุณก่อนปิดตัวลง ส่วน Insult Sword Fighting ได้แรงบันดาลใจจาก Monkey Island ให้คุณเลือกคำโต้กลับที่ถูกต้องเพื่อผ่านด่าน ขณะที่ Fall To Boot เป็นเกมแนว vertical scroller ที่ต้องพาเครื่องหมายรูปดาวลงไปถึงก้นหลุมโดยไม่ชนผนัง มิฉะนั้นจะ “Fail to Boot” ตามชื่อเกม โปรเจกต์นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนทำเกมบน UEFI แต่เป็นครั้งแรกที่รวมหลายเกมไว้เป็น “ด่านทดสอบก่อนบูตเครื่อง” แบบจริงจัง และยังเปิดให้แก้ไขไฟล์ เช่น insults.txt เพื่อเพิ่มคำด่าในเกมดาบคำด่าได้ด้วย ถือเป็นงานทดลองที่ทั้งสนุก แปลก และโชว์ความสามารถของเฟิร์มแวร์ยุคใหม่ได้อย่างน่าสนใจ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ โปรเจกต์สร้างเกม UEFI ที่ต้องชนะก่อนบูตเครื่อง ➡️ ถ้าแพ้ เครื่องจะ shutdown ทันที ✅ พัฒนาโดย Alejandro Armas ใช้เวลา 10 เดือน ➡️ เปิดให้เล่นบน GitHub ✅ มีทั้งหมด 5 เกม ➡️ รวมเกมบวกเลข, เกมดาบคำด่า, เกมเลื่อนฉาก, เกมทดสอบความจำ และเกม trivia ✅ เกมรันได้ตั้งแต่ระดับ UEFI ก่อนเข้าระบบปฏิบัติการ ➡️ แสดงศักยภาพของ UEFI ว่าทำได้มากกว่าที่คิด คำเตือน / จุดที่ควรระวัง ‼️ การใช้จริงอาจทำให้บูตเครื่องไม่ได้ถ้าเล่นแพ้ ⛔ ไม่เหมาะกับเครื่องที่ต้องใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน ‼️ การแก้ไขเฟิร์มแวร์มีความเสี่ยง ⛔ หากติดตั้งผิดพลาดอาจทำให้เครื่องบูตไม่ได้ ‼️ โปรเจกต์นี้เป็นงานทดลอง ไม่ใช่ฟีเจอร์สำหรับผู้ใช้ทั่วไป ⛔ เหมาะกับสายทดลองและนักพัฒนามากกว่า https://www.tomshardware.com/software/dev-creates-uefi-games-compendium-where-you-have-to-win-to-access-your-computer-10-month-project-will-shutdown-your-pc-if-you-lose
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 14 มุมมอง 0 รีวิว
  • Intel เดินหน้าเต็มกำลังกับกระบวนการผลิต 14A — CEO ยืนยัน “มีลูกค้าภายนอกแล้ว” และพร้อมเร่งพัฒนาเพื่อแซงคู่แข่ง

    Intel ใช้เวที CES 2026 ไม่เพียงเปิดตัว Panther Lake แต่ยังส่งสัญญาณสำคัญเกี่ยวกับอนาคตของธุรกิจ Foundry ด้วยการประกาศว่า บริษัทกำลัง “เดินหน้าเต็มกำลัง” กับกระบวนการผลิต 14A (1.4nm-class) ซึ่งเป็นท่าทีที่สวนทางกับคำพูดเมื่อกลางปีที่ระบุว่าอาจ “หยุดหรือยกเลิก” หากไม่ได้ลูกค้าภายนอก แต่ตอนนี้ CEO Lip‑Bu Tan ยืนยันว่า 14A มี “โมเมนตัมที่ดีมาก” และมีลูกค้ามากกว่าหนึ่งรายแล้ว

    กระบวนการผลิต 14A จะพร้อมใช้งานเชิงพาณิชย์ในปี 2027 โดย Intel เตรียมปล่อย PDK รุ่นแรกให้ลูกค้าภายนอกภายในปีนี้ จุดเด่นของ 14A คือการต่อยอดจาก 18A ด้วย RibbonFET รุ่นที่ 2, ระบบจ่ายไฟแบบ PowerDirect BSPDN รุ่นใหม่, และ Turbo Cells ที่ช่วยเพิ่มความเร็วโดยไม่เพิ่มพื้นที่หรือพลังงานมากนัก ทำให้ 14A เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่ Intel หวังใช้กลับมาท้าชน TSMC และ Samsung ในตลาด Foundry ระดับสูง

    อย่างไรก็ตาม Intel ยังมีความท้าทายสำคัญ เพราะ แผนลงทุนปัจจุบันไม่ได้รวมกำลังการผลิตสำหรับลูกค้าภายนอก หมายความว่าหากมีบริษัทใหญ่ เช่น Apple, Nvidia, AMD หรือ Qualcomm ต้องการใช้ 14A จริง Intel จะต้องลงทุนเพิ่มทันที ซึ่งอาจทำให้จุดคุ้มทุนของธุรกิจ Foundry ถูกเลื่อนออกไป แต่ผู้บริหารเชื่อว่านักลงทุน “ยอมรับได้” หากเป็นสัญญาณว่าบริษัทสามารถดึงลูกค้าภายนอกได้จริง

    การแข่งขันในตลาด Foundry กำลังดุเดือด เพราะ TSMC และ Samsung มักสร้างกำลังการผลิตล่วงหน้าพร้อมลูกค้าหลักหลายราย ขณะที่ Intel ต้องสร้างกำลังผลิตเพื่อรองรับความต้องการภายในก่อน ทำให้การดึงลูกค้าภายนอกต้องอาศัยความมั่นใจสูงมาก ทั้งในด้านเทคโนโลยีและความพร้อมของโรงงาน

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Intel เดินหน้าเต็มกำลังกับกระบวนการผลิต 14A
    CEO ยืนยันว่ามีลูกค้าภายนอกมากกว่าหนึ่งรายแล้ว

    14A จะพร้อมผลิตจริงในปี 2027
    PDK สำหรับลูกค้าภายนอกจะออกภายในปีนี้

    เทคโนโลยีใหม่: RibbonFET Gen 2, PowerDirect BSPDN, Turbo Cells
    เพิ่มประสิทธิภาพและลดปัญหาด้านพลังงาน

    Intel ต้องการลูกค้าภายนอกเพื่อคุ้มทุนการพัฒนา 14A
    แต่แผนลงทุนปัจจุบันยังไม่รวมกำลังผลิตสำหรับลูกค้าภายนอก

    18A ยังมีลูกค้าภายนอกน้อยมาก
    ทำให้ 14A เป็นโอกาสสำคัญในการพิสูจน์ Intel Foundry

    คำเตือน / จุดที่ควรระวัง
    Intel อาจต้องลงทุนเพิ่มอย่างมากหากได้ลูกค้ารายใหญ่
    อาจทำให้กำไรของธุรกิจ Foundry ถูกเลื่อนออกไป

    การแข่งขันกับ TSMC และ Samsung ยังหนักมาก
    ทั้งสองบริษัทมีโมเดลการสร้างกำลังผลิตที่มั่นคงกว่า

    ความสำเร็จของ 14A ขึ้นอยู่กับการดึงลูกค้าภายนอกให้ได้จริง
    หากไม่สำเร็จ Intel อาจเสียโอกาสในตลาดระดับสูงอีกครั้ง

    https://www.tomshardware.com/tech-industry/semiconductors/intel-is-going-big-time-into-14a-says-ceo-lip-bu-tan-serve-the-customer-well-remark-hints-at-external-client
    🏭⚡ Intel เดินหน้าเต็มกำลังกับกระบวนการผลิต 14A — CEO ยืนยัน “มีลูกค้าภายนอกแล้ว” และพร้อมเร่งพัฒนาเพื่อแซงคู่แข่ง Intel ใช้เวที CES 2026 ไม่เพียงเปิดตัว Panther Lake แต่ยังส่งสัญญาณสำคัญเกี่ยวกับอนาคตของธุรกิจ Foundry ด้วยการประกาศว่า บริษัทกำลัง “เดินหน้าเต็มกำลัง” กับกระบวนการผลิต 14A (1.4nm-class) ซึ่งเป็นท่าทีที่สวนทางกับคำพูดเมื่อกลางปีที่ระบุว่าอาจ “หยุดหรือยกเลิก” หากไม่ได้ลูกค้าภายนอก แต่ตอนนี้ CEO Lip‑Bu Tan ยืนยันว่า 14A มี “โมเมนตัมที่ดีมาก” และมีลูกค้ามากกว่าหนึ่งรายแล้ว กระบวนการผลิต 14A จะพร้อมใช้งานเชิงพาณิชย์ในปี 2027 โดย Intel เตรียมปล่อย PDK รุ่นแรกให้ลูกค้าภายนอกภายในปีนี้ จุดเด่นของ 14A คือการต่อยอดจาก 18A ด้วย RibbonFET รุ่นที่ 2, ระบบจ่ายไฟแบบ PowerDirect BSPDN รุ่นใหม่, และ Turbo Cells ที่ช่วยเพิ่มความเร็วโดยไม่เพิ่มพื้นที่หรือพลังงานมากนัก ทำให้ 14A เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่ Intel หวังใช้กลับมาท้าชน TSMC และ Samsung ในตลาด Foundry ระดับสูง อย่างไรก็ตาม Intel ยังมีความท้าทายสำคัญ เพราะ แผนลงทุนปัจจุบันไม่ได้รวมกำลังการผลิตสำหรับลูกค้าภายนอก หมายความว่าหากมีบริษัทใหญ่ เช่น Apple, Nvidia, AMD หรือ Qualcomm ต้องการใช้ 14A จริง Intel จะต้องลงทุนเพิ่มทันที ซึ่งอาจทำให้จุดคุ้มทุนของธุรกิจ Foundry ถูกเลื่อนออกไป แต่ผู้บริหารเชื่อว่านักลงทุน “ยอมรับได้” หากเป็นสัญญาณว่าบริษัทสามารถดึงลูกค้าภายนอกได้จริง การแข่งขันในตลาด Foundry กำลังดุเดือด เพราะ TSMC และ Samsung มักสร้างกำลังการผลิตล่วงหน้าพร้อมลูกค้าหลักหลายราย ขณะที่ Intel ต้องสร้างกำลังผลิตเพื่อรองรับความต้องการภายในก่อน ทำให้การดึงลูกค้าภายนอกต้องอาศัยความมั่นใจสูงมาก ทั้งในด้านเทคโนโลยีและความพร้อมของโรงงาน 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Intel เดินหน้าเต็มกำลังกับกระบวนการผลิต 14A ➡️ CEO ยืนยันว่ามีลูกค้าภายนอกมากกว่าหนึ่งรายแล้ว ✅ 14A จะพร้อมผลิตจริงในปี 2027 ➡️ PDK สำหรับลูกค้าภายนอกจะออกภายในปีนี้ ✅ เทคโนโลยีใหม่: RibbonFET Gen 2, PowerDirect BSPDN, Turbo Cells ➡️ เพิ่มประสิทธิภาพและลดปัญหาด้านพลังงาน ✅ Intel ต้องการลูกค้าภายนอกเพื่อคุ้มทุนการพัฒนา 14A ➡️ แต่แผนลงทุนปัจจุบันยังไม่รวมกำลังผลิตสำหรับลูกค้าภายนอก ✅ 18A ยังมีลูกค้าภายนอกน้อยมาก ➡️ ทำให้ 14A เป็นโอกาสสำคัญในการพิสูจน์ Intel Foundry คำเตือน / จุดที่ควรระวัง ‼️ Intel อาจต้องลงทุนเพิ่มอย่างมากหากได้ลูกค้ารายใหญ่ ⛔ อาจทำให้กำไรของธุรกิจ Foundry ถูกเลื่อนออกไป ‼️ การแข่งขันกับ TSMC และ Samsung ยังหนักมาก ⛔ ทั้งสองบริษัทมีโมเดลการสร้างกำลังผลิตที่มั่นคงกว่า ‼️ ความสำเร็จของ 14A ขึ้นอยู่กับการดึงลูกค้าภายนอกให้ได้จริง ⛔ หากไม่สำเร็จ Intel อาจเสียโอกาสในตลาดระดับสูงอีกครั้ง https://www.tomshardware.com/tech-industry/semiconductors/intel-is-going-big-time-into-14a-says-ceo-lip-bu-tan-serve-the-customer-well-remark-hints-at-external-client
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 25 มุมมอง 0 รีวิว
  • ASUS เพิ่ม ROM เป็น 64MB บนเมนบอร์ด Strix Neo AM5 — เตรียมพร้อมรองรับ Ryzen รุ่นอนาคต และใส่ไดรเวอร์ Wi‑Fi มาให้ล่วงหน้า

    ASUS เดินตามรอย Gigabyte ด้วยการอัปเกรด ขนาด BIOS ROM เป็น 64MB บนเมนบอร์ดตระกูล ROG Strix Neo AM5 ซึ่งมากกว่าเมนบอร์ด AM5 รุ่นก่อนหน้าถึงสองเท่า การเพิ่มความจุครั้งนี้ไม่ได้ทำเพื่อความหรูหรา แต่เพื่อแก้ปัญหาเดียวกับที่เคยเกิดในยุค AM4 — เมื่อ BIOS มีพื้นที่ไม่พอรองรับ CPU รุ่นใหม่ ทำให้ต้องตัดฟีเจอร์หรือรองรับ CPU บางรุ่นไม่ได้

    เมนบอร์ดที่ได้อัปเกรด ROM ได้แก่
    ROG Strix X870E‑E Gaming WiFi7 Neo
    ROG Strix X870E‑A Gaming WiFi7 Neo
    ROG Strix B850‑F Gaming WiFi7 Neo
    ROG Strix B850‑A Gaming WiFi7 Neo

    แม้ตอนนี้ AM5 ยังไม่มีปัญหาความเข้ากันได้ของ CPU แต่ ASUS และ Gigabyte เลือก “กันไว้ก่อน” เพื่อรองรับ Ryzen รุ่นอนาคตโดยไม่ต้องตัดฟีเจอร์ BIOS ออกเหมือนยุค AM4 ที่เคยเจอปัญหา ROM 16MB ไม่พอจนต้องออกบอร์ดรุ่นใหม่ที่มี 32MB

    ในระหว่างที่ยังไม่มี CPU ใหม่มาใช้พื้นที่ ROM เพิ่มเติม ASUS ใช้พื้นที่ว่างนี้เพื่อ ใส่ไดรเวอร์ Wi‑Fi มาให้ใน BIOS เลย ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้ติดตั้ง Windows 11 ได้ง่ายขึ้น เพราะ Microsoft บังคับให้ต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและล็อกอินบัญชี Microsoft ก่อนติดตั้งเสร็จสมบูรณ์ การมีไดรเวอร์ Wi‑Fi ติดตั้งล่วงหน้าจึงช่วยลดปัญหานี้ได้มาก

    นอกจากนี้ Strix Neo ยังเพิ่มฟีเจอร์คุณภาพชีวิตหลายอย่าง เช่น Q‑Release สำหรับถอดการ์ดจอใหญ่ ๆ ได้ง่ายขึ้น, การจัดสรรเลน PCIe ใหม่ที่ทำให้ใช้ PCIe 5.0 x16 พร้อม M.2 PCIe 5.0 สองตัวได้เต็มสปีด และเพิ่ม USB 2.0 headers ภายในถึง 3 ช่อง เพื่อรองรับอุปกรณ์ภายในเคสที่ต้องใช้พอร์ต USB เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ASUS เพิ่ม ROM เป็น 64MB บนเมนบอร์ด Strix Neo AM5
    เพื่อรองรับ Ryzen รุ่นอนาคตโดยไม่ต้องตัดฟีเจอร์ BIOS

    ใช้พื้นที่ ROM ส่วนเกินเพื่อติดตั้งไดรเวอร์ Wi‑Fi ล่วงหน้า
    ช่วยให้ติดตั้ง Windows 11 ได้ง่ายขึ้น

    เมนบอร์ดที่ได้รับอัปเกรดมี 4 รุ่นในตระกูล ROG Strix Neo
    X870E‑E, X870E‑A, B850‑F, B850‑A

    แก้ปัญหาที่เคยเกิดในยุค AM4 ที่ ROM ไม่พอรองรับ CPU ใหม่
    AM4 เคยต้องตัดฟีเจอร์ BIOS เพื่อให้พอพื้นที่

    Strix Neo เพิ่มฟีเจอร์คุณภาพชีวิตหลายอย่าง
    Q‑Release, PCIe optimization, USB 2.0 headers เพิ่มขึ้น

    คำเตือน / จุดที่ควรระวัง
    แม้ ROM ใหญ่ขึ้น แต่ยังต้องรอทดสอบจริงกับ Ryzen รุ่นอนาคต
    ความเข้ากันได้จริงอาจขึ้นกับการออกแบบ BIOS ในอนาคต

    การแชร์เลน PCIe ระหว่าง M.2 และ USB4 อาจมีผลกับบางการใช้งาน
    ผู้ใช้ที่ต้องการแบนด์วิดท์สูงสุดทุกอุปกรณ์ควรตรวจสอบก่อน

    ฟีเจอร์ Wi‑Fi pre‑install อาจไม่รองรับทุกเวอร์ชันของ Windows
    โดยเฉพาะการติดตั้งแบบ offline หรือเวอร์ชันเก่า

    https://www.tomshardware.com/pc-components/motherboards/asus-adds-64mb-rom-to-strix-neo-am5-motherboards-following-gigabyte-capacity-large-enough-to-fit-pre-installed-wi-fi-drivers
    🧩⚡ ASUS เพิ่ม ROM เป็น 64MB บนเมนบอร์ด Strix Neo AM5 — เตรียมพร้อมรองรับ Ryzen รุ่นอนาคต และใส่ไดรเวอร์ Wi‑Fi มาให้ล่วงหน้า ASUS เดินตามรอย Gigabyte ด้วยการอัปเกรด ขนาด BIOS ROM เป็น 64MB บนเมนบอร์ดตระกูล ROG Strix Neo AM5 ซึ่งมากกว่าเมนบอร์ด AM5 รุ่นก่อนหน้าถึงสองเท่า การเพิ่มความจุครั้งนี้ไม่ได้ทำเพื่อความหรูหรา แต่เพื่อแก้ปัญหาเดียวกับที่เคยเกิดในยุค AM4 — เมื่อ BIOS มีพื้นที่ไม่พอรองรับ CPU รุ่นใหม่ ทำให้ต้องตัดฟีเจอร์หรือรองรับ CPU บางรุ่นไม่ได้ เมนบอร์ดที่ได้อัปเกรด ROM ได้แก่ 💠 ROG Strix X870E‑E Gaming WiFi7 Neo 💠 ROG Strix X870E‑A Gaming WiFi7 Neo 💠 ROG Strix B850‑F Gaming WiFi7 Neo 💠 ROG Strix B850‑A Gaming WiFi7 Neo แม้ตอนนี้ AM5 ยังไม่มีปัญหาความเข้ากันได้ของ CPU แต่ ASUS และ Gigabyte เลือก “กันไว้ก่อน” เพื่อรองรับ Ryzen รุ่นอนาคตโดยไม่ต้องตัดฟีเจอร์ BIOS ออกเหมือนยุค AM4 ที่เคยเจอปัญหา ROM 16MB ไม่พอจนต้องออกบอร์ดรุ่นใหม่ที่มี 32MB ในระหว่างที่ยังไม่มี CPU ใหม่มาใช้พื้นที่ ROM เพิ่มเติม ASUS ใช้พื้นที่ว่างนี้เพื่อ ใส่ไดรเวอร์ Wi‑Fi มาให้ใน BIOS เลย ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้ติดตั้ง Windows 11 ได้ง่ายขึ้น เพราะ Microsoft บังคับให้ต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและล็อกอินบัญชี Microsoft ก่อนติดตั้งเสร็จสมบูรณ์ การมีไดรเวอร์ Wi‑Fi ติดตั้งล่วงหน้าจึงช่วยลดปัญหานี้ได้มาก นอกจากนี้ Strix Neo ยังเพิ่มฟีเจอร์คุณภาพชีวิตหลายอย่าง เช่น Q‑Release สำหรับถอดการ์ดจอใหญ่ ๆ ได้ง่ายขึ้น, การจัดสรรเลน PCIe ใหม่ที่ทำให้ใช้ PCIe 5.0 x16 พร้อม M.2 PCIe 5.0 สองตัวได้เต็มสปีด และเพิ่ม USB 2.0 headers ภายในถึง 3 ช่อง เพื่อรองรับอุปกรณ์ภายในเคสที่ต้องใช้พอร์ต USB เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ASUS เพิ่ม ROM เป็น 64MB บนเมนบอร์ด Strix Neo AM5 ➡️ เพื่อรองรับ Ryzen รุ่นอนาคตโดยไม่ต้องตัดฟีเจอร์ BIOS ✅ ใช้พื้นที่ ROM ส่วนเกินเพื่อติดตั้งไดรเวอร์ Wi‑Fi ล่วงหน้า ➡️ ช่วยให้ติดตั้ง Windows 11 ได้ง่ายขึ้น ✅ เมนบอร์ดที่ได้รับอัปเกรดมี 4 รุ่นในตระกูล ROG Strix Neo ➡️ X870E‑E, X870E‑A, B850‑F, B850‑A ✅ แก้ปัญหาที่เคยเกิดในยุค AM4 ที่ ROM ไม่พอรองรับ CPU ใหม่ ➡️ AM4 เคยต้องตัดฟีเจอร์ BIOS เพื่อให้พอพื้นที่ ✅ Strix Neo เพิ่มฟีเจอร์คุณภาพชีวิตหลายอย่าง ➡️ Q‑Release, PCIe optimization, USB 2.0 headers เพิ่มขึ้น คำเตือน / จุดที่ควรระวัง ‼️ แม้ ROM ใหญ่ขึ้น แต่ยังต้องรอทดสอบจริงกับ Ryzen รุ่นอนาคต ⛔ ความเข้ากันได้จริงอาจขึ้นกับการออกแบบ BIOS ในอนาคต ‼️ การแชร์เลน PCIe ระหว่าง M.2 และ USB4 อาจมีผลกับบางการใช้งาน ⛔ ผู้ใช้ที่ต้องการแบนด์วิดท์สูงสุดทุกอุปกรณ์ควรตรวจสอบก่อน ‼️ ฟีเจอร์ Wi‑Fi pre‑install อาจไม่รองรับทุกเวอร์ชันของ Windows ⛔ โดยเฉพาะการติดตั้งแบบ offline หรือเวอร์ชันเก่า https://www.tomshardware.com/pc-components/motherboards/asus-adds-64mb-rom-to-strix-neo-am5-motherboards-following-gigabyte-capacity-large-enough-to-fit-pre-installed-wi-fi-drivers
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 17 มุมมอง 0 รีวิว
  • How Will the Miracle Happen Today? — บทสะท้อนใจเรื่อง “ความเมตตาของคนแปลกหน้า”

    บทความนี้เป็นงานเขียนเชิงบันทึกความทรงจำที่งดงามและลึกซึ้ง ผู้เขียนเล่าย้อนถึงช่วงวัยหนุ่มที่ต้องอาศัย “ความเมตตาของคนแปลกหน้า” ตั้งแต่การโบกรถไปทำงานทุกวันบนถนน Route 22 จนถึงการเดินทางท่องเอเชียหลายปีเต็ม สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจไม่เคยเปลี่ยน คือความช่วยเหลือที่มาถึง “ตรงเวลาเสมอ” แม้จะไม่รู้ว่าใครจะเป็นผู้หยิบยื่นให้ในแต่ละวัน ความรู้สึกนี้ทำให้เขาตั้งคำถามกับตัวเองทุกเช้า— “วันนี้ปาฏิหาริย์จะเกิดขึ้นอย่างไรนะ?”

    ผู้เขียนเล่าถึงเหตุการณ์มากมายที่คนแปลกหน้ามอบน้ำใจให้เขาอย่างไม่หวังสิ่งตอบแทน เช่น ครอบครัวในฟิลิปปินส์ที่เปิดกระป๋องอาหารสุดท้ายให้เขา นักเก็บฟืนในปากีสถานที่แบ่งที่พักเล็ก ๆ ให้เขานอนในคืนหิมะตก หรือครอบครัวในไต้หวันที่ให้เขาอยู่ด้วยสองสัปดาห์เต็ม ความเมตตาเหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเขาเริ่มเชื่อว่า “ปาฏิหาริย์” ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเราเปิดใจยอมรับความช่วยเหลือ

    เขายังเล่าถึงประสบการณ์ปั่นจักรยานข้ามอเมริกา ที่ทุกครั้งที่ขออนุญาตกางเต็นท์ในสวนหลังบ้านของใครสักคน เขาไม่เคยถูกปฏิเสธเลยแม้แต่ครั้งเดียว ผู้คนมักเชิญเขาเข้าบ้าน เล่าเรื่องชีวิต แลกเปลี่ยนความฝัน และแบ่งปันอาหารง่าย ๆ แต่เต็มไปด้วยความอบอุ่น ผู้เขียนเชื่อว่าการยอมรับความช่วยเหลือ—การเป็น “kindee” หรือผู้รับความเมตตา—เป็นทักษะที่มนุษย์ยุคใหม่หลงลืมไป ทั้งที่มันคือหัวใจของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์

    ท้ายที่สุด เขาสรุปว่าชีวิตทั้งชีวิตของเราคือ “ของขวัญ” ที่ไม่ได้มาจากความสามารถหรือความคู่ควรของเราเอง แต่เป็นปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกลมหายใจ ความกตัญญูจึงเป็นรูปแบบหนึ่งของศรัทธา—ไม่ใช่ศรัทธาในสิ่งเหนือธรรมชาติ แต่เป็นศรัทธาในความดีที่มนุษย์มีให้กันอย่างไม่สิ้นสุด และจะเกิดขึ้นอีกครั้งเสมอ หากเราเปิดใจรับมัน

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ผู้เขียนสะท้อนประสบการณ์โบกรถและเดินทางในเอเชีย
    พบความเมตตาจากคนแปลกหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า

    แนวคิด “How will the miracle happen today?” เกิดจากประสบการณ์จริง
    ปาฏิหาริย์คือความช่วยเหลือที่มาถึงอย่างไม่คาดคิด

    การเป็นผู้รับความเมตตา (kindee) คือทักษะที่ต้องฝึก
    ต้องเปิดใจ ยอมรับความช่วยเหลือด้วยความถ่อมตน

    ชีวิตคือของขวัญที่เราไม่ได้สร้างเอง
    ความกตัญญูคือรูปแบบหนึ่งของศรัทธาในความดีของมนุษย์

    คำเตือน / จุดที่ควรระวัง
    การพึ่งพาความเมตตาอย่างเดียวอาจไม่เหมาะกับทุกสถานการณ์
    ต้องมีวิจารณญาณและความปลอดภัยเป็นหลัก

    การเปิดใจรับความช่วยเหลืออาจยากสำหรับบางคน
    โดยเฉพาะผู้ที่คุ้นชินกับการพึ่งพาตนเอง

    การตีความ “ปาฏิหาริย์” ต้องไม่ทำให้ละเลยความรับผิดชอบของตนเอง
    ความช่วยเหลือคือของขวัญ ไม่ใช่สิ่งที่ควรคาดหวังเสมอ

    https://kk.org/thetechnium/how-will-the-miracle-happen-today/
    🌟🚶 How Will the Miracle Happen Today? — บทสะท้อนใจเรื่อง “ความเมตตาของคนแปลกหน้า” บทความนี้เป็นงานเขียนเชิงบันทึกความทรงจำที่งดงามและลึกซึ้ง ผู้เขียนเล่าย้อนถึงช่วงวัยหนุ่มที่ต้องอาศัย “ความเมตตาของคนแปลกหน้า” ตั้งแต่การโบกรถไปทำงานทุกวันบนถนน Route 22 จนถึงการเดินทางท่องเอเชียหลายปีเต็ม สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจไม่เคยเปลี่ยน คือความช่วยเหลือที่มาถึง “ตรงเวลาเสมอ” แม้จะไม่รู้ว่าใครจะเป็นผู้หยิบยื่นให้ในแต่ละวัน ความรู้สึกนี้ทำให้เขาตั้งคำถามกับตัวเองทุกเช้า— “วันนี้ปาฏิหาริย์จะเกิดขึ้นอย่างไรนะ?” ผู้เขียนเล่าถึงเหตุการณ์มากมายที่คนแปลกหน้ามอบน้ำใจให้เขาอย่างไม่หวังสิ่งตอบแทน เช่น ครอบครัวในฟิลิปปินส์ที่เปิดกระป๋องอาหารสุดท้ายให้เขา นักเก็บฟืนในปากีสถานที่แบ่งที่พักเล็ก ๆ ให้เขานอนในคืนหิมะตก หรือครอบครัวในไต้หวันที่ให้เขาอยู่ด้วยสองสัปดาห์เต็ม ความเมตตาเหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเขาเริ่มเชื่อว่า “ปาฏิหาริย์” ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเราเปิดใจยอมรับความช่วยเหลือ เขายังเล่าถึงประสบการณ์ปั่นจักรยานข้ามอเมริกา ที่ทุกครั้งที่ขออนุญาตกางเต็นท์ในสวนหลังบ้านของใครสักคน เขาไม่เคยถูกปฏิเสธเลยแม้แต่ครั้งเดียว ผู้คนมักเชิญเขาเข้าบ้าน เล่าเรื่องชีวิต แลกเปลี่ยนความฝัน และแบ่งปันอาหารง่าย ๆ แต่เต็มไปด้วยความอบอุ่น ผู้เขียนเชื่อว่าการยอมรับความช่วยเหลือ—การเป็น “kindee” หรือผู้รับความเมตตา—เป็นทักษะที่มนุษย์ยุคใหม่หลงลืมไป ทั้งที่มันคือหัวใจของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ท้ายที่สุด เขาสรุปว่าชีวิตทั้งชีวิตของเราคือ “ของขวัญ” ที่ไม่ได้มาจากความสามารถหรือความคู่ควรของเราเอง แต่เป็นปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกลมหายใจ ความกตัญญูจึงเป็นรูปแบบหนึ่งของศรัทธา—ไม่ใช่ศรัทธาในสิ่งเหนือธรรมชาติ แต่เป็นศรัทธาในความดีที่มนุษย์มีให้กันอย่างไม่สิ้นสุด และจะเกิดขึ้นอีกครั้งเสมอ หากเราเปิดใจรับมัน 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ผู้เขียนสะท้อนประสบการณ์โบกรถและเดินทางในเอเชีย ➡️ พบความเมตตาจากคนแปลกหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า ✅ แนวคิด “How will the miracle happen today?” เกิดจากประสบการณ์จริง ➡️ ปาฏิหาริย์คือความช่วยเหลือที่มาถึงอย่างไม่คาดคิด ✅ การเป็นผู้รับความเมตตา (kindee) คือทักษะที่ต้องฝึก ➡️ ต้องเปิดใจ ยอมรับความช่วยเหลือด้วยความถ่อมตน ✅ ชีวิตคือของขวัญที่เราไม่ได้สร้างเอง ➡️ ความกตัญญูคือรูปแบบหนึ่งของศรัทธาในความดีของมนุษย์ คำเตือน / จุดที่ควรระวัง ‼️ การพึ่งพาความเมตตาอย่างเดียวอาจไม่เหมาะกับทุกสถานการณ์ ⛔ ต้องมีวิจารณญาณและความปลอดภัยเป็นหลัก ‼️ การเปิดใจรับความช่วยเหลืออาจยากสำหรับบางคน ⛔ โดยเฉพาะผู้ที่คุ้นชินกับการพึ่งพาตนเอง ‼️ การตีความ “ปาฏิหาริย์” ต้องไม่ทำให้ละเลยความรับผิดชอบของตนเอง ⛔ ความช่วยเหลือคือของขวัญ ไม่ใช่สิ่งที่ควรคาดหวังเสมอ https://kk.org/thetechnium/how-will-the-miracle-happen-today/
    KK.ORG
    How Will the Miracle Happen Today?
    When I was in my twenties I would hitchhike to work every day. I’d walk down three blocks to Route 22 in New Jersey, stick out my thumb and wait for a ride to work. Someone always picked me up. … Continue reading →
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 22 มุมมอง 0 รีวิว
  • Markdown: ภาษาข้อความธรรมดาที่กลายเป็นรากฐานของอินเทอร์เน็ตยุคใหม่

    Markdown เริ่มต้นจากปัญหาส่วนตัวของ John Gruber ที่ต้องการวิธีเขียนเว็บให้ “ง่ายเหมือนเขียนอีเมล” แต่ “แปลงเป็น HTML ได้สวยงาม” โดยไม่ต้องจำแท็กยุ่งยาก ผลลัพธ์คือรูปแบบข้อความธรรมดาที่มนุษย์อ่านง่าย เครื่องอ่านง่าย และใครก็ใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องเรียนรู้อะไรใหม่มากนัก สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดคือมันจะกลายเป็นภาษากลางของอินเทอร์เน็ตในอีก 20 ปีต่อมา ตั้งแต่บล็อกยุคแรกจนถึงระบบ AI ขั้นสูงในปัจจุบัน

    บทความเล่าว่าช่วงปี 2002–2004 เป็นยุคที่บล็อกกำลังเติบโต นักเขียนและนักพัฒนาเว็บต่างสร้างเครื่องมือของตัวเองไปพร้อมกับสร้างเนื้อหา Gruber จึงออกแบบ Markdown ให้เข้ากับพฤติกรรมที่คนใช้อยู่แล้ว เช่น การใช้ * เพื่อเน้นข้อความ หรือ # เพื่อทำหัวข้อ ซึ่งเป็นรูปแบบที่คนคุ้นเคยมาตั้งแต่ยุคอีเมล ทำให้ Markdown ถูกใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องสอนใครมากนัก Aaron Swartz ซึ่งตอนนั้นอายุเพียง 17 ปี ก็มีบทบาทสำคัญในการทดสอบและปรับปรุง Markdown ให้ใช้งานได้จริงในโลกจริง

    เมื่อเวลาผ่านไป Markdown กลายเป็นภาษากลางของนักพัฒนาและผู้ใช้ทั่วไป GitHub ใช้ Markdown เป็นมาตรฐานสำหรับ README และเอกสารประกอบโค้ด แอปจดบันทึกแทบทุกตัวรองรับ Markdown ตั้งแต่ Notepad ใหม่ของ Microsoft ไปจนถึง Apple Notes แม้แต่ระบบ AI ขั้นสูงก็ใช้ Markdown เป็นโครงสร้างหลักของ prompt และเอกสารควบคุมโมเดล ซึ่งหมายความว่า “อุตสาหกรรม AI มูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์กำลังขับเคลื่อนด้วยไฟล์ข้อความธรรมดาที่คนคนเดียวสร้างขึ้นฟรี ๆ”

    ท้ายที่สุด Markdown ชนะเพราะมันเรียบง่าย เปิดกว้าง ไม่ติดลิขสิทธิ์ และเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผู้คนพร้อมจะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ บนอินเทอร์เน็ต บทความชี้ให้เห็นว่าความสำเร็จของ Markdown เป็นตัวอย่างของ “อินเทอร์เน็ตที่สร้างโดยคนธรรมดาที่เก่งและใจดี” ไม่ใช่โดยบริษัทยักษ์ใหญ่เพียงอย่างเดียว และเตือนเราว่าโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของโลกดิจิทัลจำนวนมากเกิดจากความเอื้อเฟื้อของผู้สร้างที่ไม่ได้หวังผลตอบแทนมหาศาลเลยแม้แต่น้อย

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Markdown ถูกสร้างในปี 2004 โดย John Gruber
    จุดประสงค์คือทำให้การเขียนเว็บง่ายเหมือนเขียนอีเมล

    Aaron Swartz มีบทบาทสำคัญในการทดสอบและปรับปรุง Markdown
    ทำให้มันเสถียรและใช้งานได้จริงตั้งแต่วันแรก

    Markdown กลายเป็นภาษากลางของนักพัฒนาและแพลตฟอร์มทั่วโลก
    GitHub, Slack, Discord, Apple Notes, Google Docs ต่างรองรับ

    ระบบ AI ขั้นสูงใช้ Markdown เป็นโครงสร้างควบคุมโมเดล
    Prompt, workflow, และเอกสารทั้งหมดอยู่ในรูปแบบ Markdown

    Markdown ประสบความสำเร็จเพราะเรียบง่าย เปิดกว้าง และไม่ติดลิขสิทธิ์
    ทำให้ทุกคนสามารถนำไปใช้และต่อยอดได้ฟรี

    คำเตือน / จุดที่ควรระวัง
    ความหลากหลายของ “รสชาติ” Markdown อาจทำให้เกิดความไม่เข้ากัน
    เช่น CommonMark, GitHub-Flavored Markdown

    ความเรียบง่ายอาจทำให้บางงานต้องพึ่งปลั๊กอินหรือส่วนขยาย
    โดยเฉพาะงานที่ต้องการโครงสร้างซับซ้อน

    ผู้ใช้ใหม่อาจสับสนเมื่อเจอ Markdown เวอร์ชันที่ต่างกันในแต่ละแพลตฟอร์ม
    เช่น การจัดการตารางหรือการ escape ตัวอักษร

    https://www.anildash.com/2026/01/09/how-markdown-took-over-the-world/
    📝🌍 Markdown: ภาษาข้อความธรรมดาที่กลายเป็นรากฐานของอินเทอร์เน็ตยุคใหม่ Markdown เริ่มต้นจากปัญหาส่วนตัวของ John Gruber ที่ต้องการวิธีเขียนเว็บให้ “ง่ายเหมือนเขียนอีเมล” แต่ “แปลงเป็น HTML ได้สวยงาม” โดยไม่ต้องจำแท็กยุ่งยาก ผลลัพธ์คือรูปแบบข้อความธรรมดาที่มนุษย์อ่านง่าย เครื่องอ่านง่าย และใครก็ใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องเรียนรู้อะไรใหม่มากนัก สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดคือมันจะกลายเป็นภาษากลางของอินเทอร์เน็ตในอีก 20 ปีต่อมา ตั้งแต่บล็อกยุคแรกจนถึงระบบ AI ขั้นสูงในปัจจุบัน บทความเล่าว่าช่วงปี 2002–2004 เป็นยุคที่บล็อกกำลังเติบโต นักเขียนและนักพัฒนาเว็บต่างสร้างเครื่องมือของตัวเองไปพร้อมกับสร้างเนื้อหา Gruber จึงออกแบบ Markdown ให้เข้ากับพฤติกรรมที่คนใช้อยู่แล้ว เช่น การใช้ * เพื่อเน้นข้อความ หรือ # เพื่อทำหัวข้อ ซึ่งเป็นรูปแบบที่คนคุ้นเคยมาตั้งแต่ยุคอีเมล ทำให้ Markdown ถูกใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องสอนใครมากนัก Aaron Swartz ซึ่งตอนนั้นอายุเพียง 17 ปี ก็มีบทบาทสำคัญในการทดสอบและปรับปรุง Markdown ให้ใช้งานได้จริงในโลกจริง เมื่อเวลาผ่านไป Markdown กลายเป็นภาษากลางของนักพัฒนาและผู้ใช้ทั่วไป GitHub ใช้ Markdown เป็นมาตรฐานสำหรับ README และเอกสารประกอบโค้ด แอปจดบันทึกแทบทุกตัวรองรับ Markdown ตั้งแต่ Notepad ใหม่ของ Microsoft ไปจนถึง Apple Notes แม้แต่ระบบ AI ขั้นสูงก็ใช้ Markdown เป็นโครงสร้างหลักของ prompt และเอกสารควบคุมโมเดล ซึ่งหมายความว่า “อุตสาหกรรม AI มูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์กำลังขับเคลื่อนด้วยไฟล์ข้อความธรรมดาที่คนคนเดียวสร้างขึ้นฟรี ๆ” ท้ายที่สุด Markdown ชนะเพราะมันเรียบง่าย เปิดกว้าง ไม่ติดลิขสิทธิ์ และเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผู้คนพร้อมจะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ บนอินเทอร์เน็ต บทความชี้ให้เห็นว่าความสำเร็จของ Markdown เป็นตัวอย่างของ “อินเทอร์เน็ตที่สร้างโดยคนธรรมดาที่เก่งและใจดี” ไม่ใช่โดยบริษัทยักษ์ใหญ่เพียงอย่างเดียว และเตือนเราว่าโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของโลกดิจิทัลจำนวนมากเกิดจากความเอื้อเฟื้อของผู้สร้างที่ไม่ได้หวังผลตอบแทนมหาศาลเลยแม้แต่น้อย 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Markdown ถูกสร้างในปี 2004 โดย John Gruber ➡️ จุดประสงค์คือทำให้การเขียนเว็บง่ายเหมือนเขียนอีเมล ✅ Aaron Swartz มีบทบาทสำคัญในการทดสอบและปรับปรุง Markdown ➡️ ทำให้มันเสถียรและใช้งานได้จริงตั้งแต่วันแรก ✅ Markdown กลายเป็นภาษากลางของนักพัฒนาและแพลตฟอร์มทั่วโลก ➡️ GitHub, Slack, Discord, Apple Notes, Google Docs ต่างรองรับ ✅ ระบบ AI ขั้นสูงใช้ Markdown เป็นโครงสร้างควบคุมโมเดล ➡️ Prompt, workflow, และเอกสารทั้งหมดอยู่ในรูปแบบ Markdown ✅ Markdown ประสบความสำเร็จเพราะเรียบง่าย เปิดกว้าง และไม่ติดลิขสิทธิ์ ➡️ ทำให้ทุกคนสามารถนำไปใช้และต่อยอดได้ฟรี คำเตือน / จุดที่ควรระวัง ‼️ ความหลากหลายของ “รสชาติ” Markdown อาจทำให้เกิดความไม่เข้ากัน ⛔ เช่น CommonMark, GitHub-Flavored Markdown ‼️ ความเรียบง่ายอาจทำให้บางงานต้องพึ่งปลั๊กอินหรือส่วนขยาย ⛔ โดยเฉพาะงานที่ต้องการโครงสร้างซับซ้อน ‼️ ผู้ใช้ใหม่อาจสับสนเมื่อเจอ Markdown เวอร์ชันที่ต่างกันในแต่ละแพลตฟอร์ม ⛔ เช่น การจัดการตารางหรือการ escape ตัวอักษร https://www.anildash.com/2026/01/09/how-markdown-took-over-the-world/
    WWW.ANILDASH.COM
    How Markdown took over the world - Anil Dash
    A blog about making culture. Since 1999.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 23 มุมมอง 0 รีวิว
  • งานวิจัยใหม่ชี้ “การออกกำลังกาย” ช่วยลดอาการซึมเศร้าได้พอ ๆ กับการทำจิตบำบัด

    งานวิจัยขนาดใหญ่จาก Cochrane พบหลักฐานที่แข็งแรงขึ้นเรื่อย ๆ ว่า การออกกำลังกายสามารถลดอาการซึมเศร้าได้ในระดับใกล้เคียงกับการทำจิตบำบัด และอาจให้ผลใกล้เคียงกับยาต้านซึมเศร้าในบางกรณี แม้หลักฐานด้านการเปรียบเทียบกับยาอาจยังไม่แน่นหนาเท่า แต่ผลลัพธ์โดยรวมชี้ชัดว่าการเคลื่อนไหวร่างกายเป็น “เครื่องมือที่เข้าถึงง่ายและปลอดภัย” สำหรับผู้ที่มีภาวะซึมเศร้า

    งานทบทวนนี้รวบรวมข้อมูลจาก 73 งานวิจัยแบบสุ่มควบคุม (RCT) รวมผู้เข้าร่วมเกือบ 5,000 คน พบว่าการออกกำลังกายระดับเบาถึงปานกลางที่ทำต่อเนื่อง 13–36 ครั้ง ให้ผลดีที่สุดในการลดอาการซึมเศร้า โดยไม่มีรูปแบบการออกกำลังกายใดโดดเด่นเหนือกว่าอย่างชัดเจน แม้แต่การฝึกแรงต้าน (resistance training) ก็ให้ผลดีไม่แพ้การออกกำลังกายแบบแอโรบิก

    ผลข้างเคียงจากการออกกำลังกายพบได้น้อยมาก เช่น อาการบาดเจ็บเล็กน้อยของกล้ามเนื้อหรือข้อต่อ ขณะที่กลุ่มที่ใช้ยาต้านซึมเศร้าพบผลข้างเคียงตามปกติ เช่น อ่อนเพลียหรือปัญหาทางเดินอาหาร งานวิจัยยังชี้ว่าการออกกำลังกาย “เหมาะกับบางคนมากกว่าบางคน” และความสำเร็จขึ้นอยู่กับกิจกรรมที่ผู้ป่วยสามารถทำได้ต่อเนื่องจริงในชีวิตประจำวัน

    อย่างไรก็ตาม นักวิจัยเตือนว่าหลายงานวิจัยมีขนาดตัวอย่างเล็ก และยังมีข้อมูลไม่เพียงพอเกี่ยวกับผลลัพธ์ระยะยาว จึงจำเป็นต้องมีงานวิจัยคุณภาพสูงเพิ่มเติมเพื่อระบุว่า “รูปแบบการออกกำลังกายแบบใดเหมาะกับใคร” และผลลัพธ์จะคงอยู่ได้นานแค่ไหนหลังหยุดโปรแกรม

    สรุปประเด็นสำคัญ
    การออกกำลังกายลดอาการซึมเศร้าได้ใกล้เคียงจิตบำบัด
    พบจากการวิเคราะห์งานวิจัย 73 ชิ้น รวมผู้เข้าร่วมเกือบ 5,000 คน

    ให้ผลใกล้เคียงยาต้านซึมเศร้าในบางกรณี
    แต่หลักฐานยังมีความไม่แน่นอนสูง

    ออกกำลังกายระดับเบาถึงปานกลางได้ผลดีที่สุด
    โดยเฉพาะเมื่อทำต่อเนื่อง 13–36 ครั้ง

    ผลข้างเคียงน้อยมากเมื่อเทียบกับยา
    ส่วนใหญ่เป็นอาการบาดเจ็บเล็กน้อยของกล้ามเนื้อหรือข้อต่อ

    ไม่มีรูปแบบการออกกำลังกายใดเหนือกว่าอย่างชัดเจน
    แต่การผสมผสานหลายรูปแบบและ resistance training อาจให้ผลดีกว่าแอโรบิกอย่างเดียว

    คำเตือน / จุดที่ควรระวัง
    ข้อมูลระยะยาวยังไม่ชัดเจน
    งานวิจัยส่วนใหญ่ไม่ได้ติดตามผลหลังจบโปรแกรม

    งานวิจัยจำนวนมากมีขนาดตัวอย่างเล็ก
    ทำให้ข้อสรุปบางส่วนยังไม่แข็งแรงพอ

    การออกกำลังกายไม่ได้เหมาะกับทุกคน
    ต้องเลือกกิจกรรมที่ผู้ป่วยสามารถทำได้จริงและต่อเนื่อง

    https://www.sciencedaily.com/releases/2026/01/260107225516.htm
    🧠🏃 งานวิจัยใหม่ชี้ “การออกกำลังกาย” ช่วยลดอาการซึมเศร้าได้พอ ๆ กับการทำจิตบำบัด งานวิจัยขนาดใหญ่จาก Cochrane พบหลักฐานที่แข็งแรงขึ้นเรื่อย ๆ ว่า การออกกำลังกายสามารถลดอาการซึมเศร้าได้ในระดับใกล้เคียงกับการทำจิตบำบัด และอาจให้ผลใกล้เคียงกับยาต้านซึมเศร้าในบางกรณี แม้หลักฐานด้านการเปรียบเทียบกับยาอาจยังไม่แน่นหนาเท่า แต่ผลลัพธ์โดยรวมชี้ชัดว่าการเคลื่อนไหวร่างกายเป็น “เครื่องมือที่เข้าถึงง่ายและปลอดภัย” สำหรับผู้ที่มีภาวะซึมเศร้า งานทบทวนนี้รวบรวมข้อมูลจาก 73 งานวิจัยแบบสุ่มควบคุม (RCT) รวมผู้เข้าร่วมเกือบ 5,000 คน พบว่าการออกกำลังกายระดับเบาถึงปานกลางที่ทำต่อเนื่อง 13–36 ครั้ง ให้ผลดีที่สุดในการลดอาการซึมเศร้า โดยไม่มีรูปแบบการออกกำลังกายใดโดดเด่นเหนือกว่าอย่างชัดเจน แม้แต่การฝึกแรงต้าน (resistance training) ก็ให้ผลดีไม่แพ้การออกกำลังกายแบบแอโรบิก ผลข้างเคียงจากการออกกำลังกายพบได้น้อยมาก เช่น อาการบาดเจ็บเล็กน้อยของกล้ามเนื้อหรือข้อต่อ ขณะที่กลุ่มที่ใช้ยาต้านซึมเศร้าพบผลข้างเคียงตามปกติ เช่น อ่อนเพลียหรือปัญหาทางเดินอาหาร งานวิจัยยังชี้ว่าการออกกำลังกาย “เหมาะกับบางคนมากกว่าบางคน” และความสำเร็จขึ้นอยู่กับกิจกรรมที่ผู้ป่วยสามารถทำได้ต่อเนื่องจริงในชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตาม นักวิจัยเตือนว่าหลายงานวิจัยมีขนาดตัวอย่างเล็ก และยังมีข้อมูลไม่เพียงพอเกี่ยวกับผลลัพธ์ระยะยาว จึงจำเป็นต้องมีงานวิจัยคุณภาพสูงเพิ่มเติมเพื่อระบุว่า “รูปแบบการออกกำลังกายแบบใดเหมาะกับใคร” และผลลัพธ์จะคงอยู่ได้นานแค่ไหนหลังหยุดโปรแกรม 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ การออกกำลังกายลดอาการซึมเศร้าได้ใกล้เคียงจิตบำบัด ➡️ พบจากการวิเคราะห์งานวิจัย 73 ชิ้น รวมผู้เข้าร่วมเกือบ 5,000 คน ✅ ให้ผลใกล้เคียงยาต้านซึมเศร้าในบางกรณี ➡️ แต่หลักฐานยังมีความไม่แน่นอนสูง ✅ ออกกำลังกายระดับเบาถึงปานกลางได้ผลดีที่สุด ➡️ โดยเฉพาะเมื่อทำต่อเนื่อง 13–36 ครั้ง ✅ ผลข้างเคียงน้อยมากเมื่อเทียบกับยา ➡️ ส่วนใหญ่เป็นอาการบาดเจ็บเล็กน้อยของกล้ามเนื้อหรือข้อต่อ ✅ ไม่มีรูปแบบการออกกำลังกายใดเหนือกว่าอย่างชัดเจน ➡️ แต่การผสมผสานหลายรูปแบบและ resistance training อาจให้ผลดีกว่าแอโรบิกอย่างเดียว คำเตือน / จุดที่ควรระวัง ‼️ ข้อมูลระยะยาวยังไม่ชัดเจน ⛔ งานวิจัยส่วนใหญ่ไม่ได้ติดตามผลหลังจบโปรแกรม ‼️ งานวิจัยจำนวนมากมีขนาดตัวอย่างเล็ก ⛔ ทำให้ข้อสรุปบางส่วนยังไม่แข็งแรงพอ ‼️ การออกกำลังกายไม่ได้เหมาะกับทุกคน ⛔ ต้องเลือกกิจกรรมที่ผู้ป่วยสามารถทำได้จริงและต่อเนื่อง https://www.sciencedaily.com/releases/2026/01/260107225516.htm
    WWW.SCIENCEDAILY.COM
    Scientists find exercise rivals therapy for depression
    A large review of studies suggests that exercise can ease depression about as effectively as psychological therapy. Compared with antidepressants, exercise showed similar benefits, though the evidence was less certain. Researchers found that light to moderate activity over multiple sessions worked best, with few side effects. While it’s not a cure-all, exercise may be a powerful and accessible tool for many people.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 17 มุมมอง 0 รีวิว
  • Dark Sky: บทอาลัยให้แอปพยากรณ์อากาศที่เป็น “งานศิลปะด้านข้อมูล”

    Dark Sky ไม่ได้เป็นเพียงแอปพยากรณ์อากาศธรรมดา แต่เป็นตัวอย่างระดับมาสเตอร์พีซของการออกแบบข้อมูลที่ “เข้าใจมนุษย์จริง ๆ” ผู้เขียนเล่าว่าแม้ Apple จะปิดบริการ Dark Sky ในปี 2023 หลังการซื้อกิจการ แต่สิ่งที่หายไปไม่ใช่แค่ API หรือเทคโนโลยีพยากรณ์ แต่คือประสบการณ์การใช้งานที่ถูกออกแบบอย่างละเอียดลึกซึ้งจนผู้ใช้สามารถ “เห็นรูปทรงของสภาพอากาศ” ได้ในพริบตาเดียว ไม่ว่าจะเป็นฝนที่กำลังจะมา ลมแรงที่กำลังพัด หรืออุณหภูมิที่กำลังเปลี่ยนแปลง

    หัวใจของ Dark Sky คือการนำเสนอข้อมูลแบบ context-sensitive information graphics—กราฟิกที่ปรับตามบริบทของผู้ใช้แบบเรียลไทม์ เช่น การแสดงเฉพาะข้อมูลที่สำคัญที่สุดในช่วงเวลานั้น การเน้นพายุที่กำลังเข้า การแสดงโอกาสฝนตกแบบนาทีต่อนาที หรือการใช้ลูกศรแทนข้อความเพื่อสื่อทิศทางลมอย่างเป็นธรรมชาติ ทั้งหมดนี้ทำให้ผู้ใช้ “เข้าใจสภาพอากาศ” มากกว่าแค่ “อ่านตัวเลข”

    แอปยังมีการออกแบบที่ละเอียดอ่อน เช่น การคงสัดส่วนของช่วงอุณหภูมิจริงในกราฟรายสัปดาห์แทนการบีบให้เท่ากันทุกวัน การใช้หมวดหมู่แทนตัวเลขเพื่อหลีกเลี่ยงความแม่นยำปลอม ๆ ของข้อมูลพยากรณ์ และการนำเสนอแผนที่พายุที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังด้วยสีและลูกศรเพียงไม่กี่แบบ สิ่งเหล่านี้ทำให้ Dark Sky กลายเป็นแอปที่ผู้ใช้จำนวนมาก “ผูกพัน” เพราะมันช่วยให้ตัดสินใจในชีวิตประจำวันได้ง่ายขึ้น

    แม้ Apple Weather จะรับช่วงต่อด้านเทคโนโลยี แต่ผู้ใช้จำนวนมากยังรู้สึกว่า “จิตวิญญาณของ Dark Sky” หายไป เพราะมันไม่ได้แค่บอกข้อมูล แต่ช่วยตีความข้อมูลให้มนุษย์เข้าใจได้ทันที บทความจึงปิดท้ายด้วยคำเชิญชวนให้วงการซอฟต์แวร์สร้างประสบการณ์แบบ Dark Sky มากขึ้น—ไม่ใช่แค่แสดงข้อมูล แต่ทำให้ข้อมูล “มีความหมาย” ต่อชีวิตผู้ใช้จริง ๆ

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Dark Sky ถูกปิดบริการโดย Apple ในปี 2023
    เทคโนโลยีถูกย้ายไป Apple Weather แต่ประสบการณ์ผู้ใช้ไม่เหมือนเดิม

    จุดเด่นคือการออกแบบข้อมูลแบบ context-sensitive
    แอปปรับข้อมูลตามสถานการณ์ เช่น พายุ ฝน ลม อุณหภูมิ

    การนำเสนอข้อมูลละเอียดและเป็นธรรมชาติ
    เช่น ลูกศรแทนทิศลม, กราฟอุณหภูมิที่คงสัดส่วนจริง

    ผู้ใช้จำนวนมากคิดถึงฟีเจอร์เฉพาะของ Dark Sky
    โดยเฉพาะกราฟฝนแบบนาทีต่อนาทีและการแสดงผลที่เข้าใจง่าย

    บทความชี้ว่าซอฟต์แวร์ยุคใหม่ควรเรียนรู้จาก Dark Sky
    ไม่ใช่แค่แสดงข้อมูล แต่ช่วยให้ผู้ใช้ “เข้าใจ” และ “ตัดสินใจ” ได้ดีขึ้น

    คำเตือน / จุดที่ควรระวัง
    การพึ่งพาแอปที่ถูกปิดบริการอาจทำให้ข้อมูลขาดช่วง
    ผู้ใช้ต้องหาทางเลือกใหม่ที่อาจไม่เทียบเท่า

    Apple Weather ยังไม่ตอบโจทย์ผู้ใช้ทุกกลุ่ม
    โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการข้อมูลแบบ hyperlocal

    การออกแบบข้อมูลที่ไม่คำนึงถึงบริบทอาจทำให้ผู้ใช้ตีความผิด
    เช่น การใช้ตัวเลขมากเกินไปหรือการ rescale กราฟจนเสียความหมาย

    https://nightingaledvs.com/dark-sky-weather-data-viz/
    🌧️📱 Dark Sky: บทอาลัยให้แอปพยากรณ์อากาศที่เป็น “งานศิลปะด้านข้อมูล” Dark Sky ไม่ได้เป็นเพียงแอปพยากรณ์อากาศธรรมดา แต่เป็นตัวอย่างระดับมาสเตอร์พีซของการออกแบบข้อมูลที่ “เข้าใจมนุษย์จริง ๆ” ผู้เขียนเล่าว่าแม้ Apple จะปิดบริการ Dark Sky ในปี 2023 หลังการซื้อกิจการ แต่สิ่งที่หายไปไม่ใช่แค่ API หรือเทคโนโลยีพยากรณ์ แต่คือประสบการณ์การใช้งานที่ถูกออกแบบอย่างละเอียดลึกซึ้งจนผู้ใช้สามารถ “เห็นรูปทรงของสภาพอากาศ” ได้ในพริบตาเดียว ไม่ว่าจะเป็นฝนที่กำลังจะมา ลมแรงที่กำลังพัด หรืออุณหภูมิที่กำลังเปลี่ยนแปลง หัวใจของ Dark Sky คือการนำเสนอข้อมูลแบบ context-sensitive information graphics—กราฟิกที่ปรับตามบริบทของผู้ใช้แบบเรียลไทม์ เช่น การแสดงเฉพาะข้อมูลที่สำคัญที่สุดในช่วงเวลานั้น การเน้นพายุที่กำลังเข้า การแสดงโอกาสฝนตกแบบนาทีต่อนาที หรือการใช้ลูกศรแทนข้อความเพื่อสื่อทิศทางลมอย่างเป็นธรรมชาติ ทั้งหมดนี้ทำให้ผู้ใช้ “เข้าใจสภาพอากาศ” มากกว่าแค่ “อ่านตัวเลข” แอปยังมีการออกแบบที่ละเอียดอ่อน เช่น การคงสัดส่วนของช่วงอุณหภูมิจริงในกราฟรายสัปดาห์แทนการบีบให้เท่ากันทุกวัน การใช้หมวดหมู่แทนตัวเลขเพื่อหลีกเลี่ยงความแม่นยำปลอม ๆ ของข้อมูลพยากรณ์ และการนำเสนอแผนที่พายุที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังด้วยสีและลูกศรเพียงไม่กี่แบบ สิ่งเหล่านี้ทำให้ Dark Sky กลายเป็นแอปที่ผู้ใช้จำนวนมาก “ผูกพัน” เพราะมันช่วยให้ตัดสินใจในชีวิตประจำวันได้ง่ายขึ้น แม้ Apple Weather จะรับช่วงต่อด้านเทคโนโลยี แต่ผู้ใช้จำนวนมากยังรู้สึกว่า “จิตวิญญาณของ Dark Sky” หายไป เพราะมันไม่ได้แค่บอกข้อมูล แต่ช่วยตีความข้อมูลให้มนุษย์เข้าใจได้ทันที บทความจึงปิดท้ายด้วยคำเชิญชวนให้วงการซอฟต์แวร์สร้างประสบการณ์แบบ Dark Sky มากขึ้น—ไม่ใช่แค่แสดงข้อมูล แต่ทำให้ข้อมูล “มีความหมาย” ต่อชีวิตผู้ใช้จริง ๆ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Dark Sky ถูกปิดบริการโดย Apple ในปี 2023 ➡️ เทคโนโลยีถูกย้ายไป Apple Weather แต่ประสบการณ์ผู้ใช้ไม่เหมือนเดิม ✅ จุดเด่นคือการออกแบบข้อมูลแบบ context-sensitive ➡️ แอปปรับข้อมูลตามสถานการณ์ เช่น พายุ ฝน ลม อุณหภูมิ ✅ การนำเสนอข้อมูลละเอียดและเป็นธรรมชาติ ➡️ เช่น ลูกศรแทนทิศลม, กราฟอุณหภูมิที่คงสัดส่วนจริง ✅ ผู้ใช้จำนวนมากคิดถึงฟีเจอร์เฉพาะของ Dark Sky ➡️ โดยเฉพาะกราฟฝนแบบนาทีต่อนาทีและการแสดงผลที่เข้าใจง่าย ✅ บทความชี้ว่าซอฟต์แวร์ยุคใหม่ควรเรียนรู้จาก Dark Sky ➡️ ไม่ใช่แค่แสดงข้อมูล แต่ช่วยให้ผู้ใช้ “เข้าใจ” และ “ตัดสินใจ” ได้ดีขึ้น คำเตือน / จุดที่ควรระวัง ‼️ การพึ่งพาแอปที่ถูกปิดบริการอาจทำให้ข้อมูลขาดช่วง ⛔ ผู้ใช้ต้องหาทางเลือกใหม่ที่อาจไม่เทียบเท่า ‼️ Apple Weather ยังไม่ตอบโจทย์ผู้ใช้ทุกกลุ่ม ⛔ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการข้อมูลแบบ hyperlocal ‼️ การออกแบบข้อมูลที่ไม่คำนึงถึงบริบทอาจทำให้ผู้ใช้ตีความผิด ⛔ เช่น การใช้ตัวเลขมากเกินไปหรือการ rescale กราฟจนเสียความหมาย https://nightingaledvs.com/dark-sky-weather-data-viz/
    NIGHTINGALEDVS.COM
    A Eulogy for Dark Sky, a Data Visualization Masterpiece
    A deep look at how the Dark Sky weather app used simple but highly effective charts to report and contextualize the weather.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 19 มุมมอง 0 รีวิว
  • ไดอารี่ Linux: เมื่อผู้ใช้ Windows ตัดสินใจย้ายค่าย — และทุกอย่างไปได้สวยกว่าที่คิด

    การตัดสินใจทิ้ง Windows เพื่อหันมาใช้ Linux แบบเต็มตัวไม่ใช่เรื่องเล็ก โดยเฉพาะสำหรับคนที่ใช้คอมทำงานจริงและเล่นเกมเป็นประจำ แต่ผู้เขียนจาก The Verge กลับพบว่าประสบการณ์ครั้งนี้ “ง่ายกว่าที่คิดมาก” แม้จะมีเหตุการณ์วุ่นวายหลายอย่างเกิดขึ้นก่อนเริ่มติดตั้ง แต่เมื่อได้ลงมือจริง ทุกอย่างกลับราบรื่นกว่าที่คาดไว้มาก โดยเฉพาะการใช้งานร่วมกับการ์ดจอ Nvidia ซึ่งปกติถือว่าเป็นจุดท้าทายของ Linux

    สิ่งที่น่าสนใจคือเขาเลือกใช้ CachyOS แทนดิสโทรยอดนิยมอย่าง Ubuntu เพราะต้องการระบบที่ “ปรับแต่งมาสำหรับฮาร์ดแวร์ยุคใหม่และเหมาะกับการเล่นเกม” การติดตั้งเป็นไปอย่างง่ายดาย และเขาสามารถใช้งานจริงได้ทันที ทั้งงานประจำวัน การเล่นเกมหนึ่งเกม และแม้กระทั่งการพิมพ์งานจากเครื่องพิมพ์ที่ปกติสร้างปัญหาให้เขาบ่อยครั้งบน Windows

    แม้จะมีเรื่องตลกอย่างเมาส์เกมมิ่งที่ “ใช้ได้เฉพาะตอนเล่นเกม” แต่โดยรวมแล้ว Linux ให้ประสบการณ์ที่เสถียรและใช้งานได้จริงกว่าที่เขาคาดไว้มาก จุดที่คิดว่ายากกลับง่าย ส่วนที่คิดว่าง่ายกลับมีรายละเอียดให้แก้ไขบ้าง แต่ไม่ถึงขั้นทำให้ต้องปวดหัวหรือเสียเวลาเป็นวัน ๆ เหมือนภาพจำของ Linux ในอดีต

    เมื่อมองภาพรวม การทดลองครั้งนี้สะท้อนว่าปี 2026 คือยุคที่ Linux Desktop “พร้อมใช้งานจริง” มากขึ้นกว่าเดิมอย่างชัดเจน โดยเฉพาะสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการหลีกหนี Windows ที่เต็มไปด้วยฟีเจอร์บังคับและระบบที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ Linux กลายเป็นตัวเลือกที่ “wingable” หรือใช้งานได้โดยไม่ต้องเป็นกูรูอีกต่อไป

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ผู้เขียนย้ายจาก Windows มาใช้ Linux แบบเต็มตัว
    ต้องการหลีกเลี่ยงความยุ่งยากของ Windows รุ่นใหม่

    เลือกใช้ CachyOS แทน Ubuntu
    เพราะเหมาะกับฮาร์ดแวร์ใหม่และการเล่นเกม

    การ์ดจอ Nvidia ทำงานได้ดีตั้งแต่แรก
    ติดตั้งง่ายกว่าที่คาดไว้

    ใช้งานจริงได้ทันทีหลังติดตั้ง
    ทำงาน เล่นเกม และพิมพ์เอกสารได้ครบ

    พบปัญหาเล็กน้อย เช่น เมาส์เกมมิ่งทำงานแปลก ๆ
    แต่ไม่ใช่ปัญหาใหญ่จนใช้งานไม่ได้

    คำเตือน / จุดที่ควรระวัง
    บางงานที่คิดว่าง่ายอาจมีรายละเอียดให้แก้ไข
    เช่น อุปกรณ์เสริมบางชนิดที่ทำงานไม่สมบูรณ์

    Linux ยังต้องอาศัยการค้นคว้าบ้างในบางจุด
    โดยเฉพาะผู้ใช้ที่มีฮาร์ดแวร์เฉพาะทาง

    ไม่ใช่ทุกดิสโทรจะเหมาะกับทุกคน
    CachyOS ดีสำหรับเกม แต่ผู้ใช้ทั่วไปอาจเหมาะกับดิสโทรอื่นมากกว่า

    https://www.theverge.com/tech/858910/linux-diary-gaming-desktop
    🐧💻 ไดอารี่ Linux: เมื่อผู้ใช้ Windows ตัดสินใจย้ายค่าย — และทุกอย่างไปได้สวยกว่าที่คิด การตัดสินใจทิ้ง Windows เพื่อหันมาใช้ Linux แบบเต็มตัวไม่ใช่เรื่องเล็ก โดยเฉพาะสำหรับคนที่ใช้คอมทำงานจริงและเล่นเกมเป็นประจำ แต่ผู้เขียนจาก The Verge กลับพบว่าประสบการณ์ครั้งนี้ “ง่ายกว่าที่คิดมาก” แม้จะมีเหตุการณ์วุ่นวายหลายอย่างเกิดขึ้นก่อนเริ่มติดตั้ง แต่เมื่อได้ลงมือจริง ทุกอย่างกลับราบรื่นกว่าที่คาดไว้มาก โดยเฉพาะการใช้งานร่วมกับการ์ดจอ Nvidia ซึ่งปกติถือว่าเป็นจุดท้าทายของ Linux สิ่งที่น่าสนใจคือเขาเลือกใช้ CachyOS แทนดิสโทรยอดนิยมอย่าง Ubuntu เพราะต้องการระบบที่ “ปรับแต่งมาสำหรับฮาร์ดแวร์ยุคใหม่และเหมาะกับการเล่นเกม” การติดตั้งเป็นไปอย่างง่ายดาย และเขาสามารถใช้งานจริงได้ทันที ทั้งงานประจำวัน การเล่นเกมหนึ่งเกม และแม้กระทั่งการพิมพ์งานจากเครื่องพิมพ์ที่ปกติสร้างปัญหาให้เขาบ่อยครั้งบน Windows แม้จะมีเรื่องตลกอย่างเมาส์เกมมิ่งที่ “ใช้ได้เฉพาะตอนเล่นเกม” แต่โดยรวมแล้ว Linux ให้ประสบการณ์ที่เสถียรและใช้งานได้จริงกว่าที่เขาคาดไว้มาก จุดที่คิดว่ายากกลับง่าย ส่วนที่คิดว่าง่ายกลับมีรายละเอียดให้แก้ไขบ้าง แต่ไม่ถึงขั้นทำให้ต้องปวดหัวหรือเสียเวลาเป็นวัน ๆ เหมือนภาพจำของ Linux ในอดีต เมื่อมองภาพรวม การทดลองครั้งนี้สะท้อนว่าปี 2026 คือยุคที่ Linux Desktop “พร้อมใช้งานจริง” มากขึ้นกว่าเดิมอย่างชัดเจน โดยเฉพาะสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการหลีกหนี Windows ที่เต็มไปด้วยฟีเจอร์บังคับและระบบที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ Linux กลายเป็นตัวเลือกที่ “wingable” หรือใช้งานได้โดยไม่ต้องเป็นกูรูอีกต่อไป 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ผู้เขียนย้ายจาก Windows มาใช้ Linux แบบเต็มตัว ➡️ ต้องการหลีกเลี่ยงความยุ่งยากของ Windows รุ่นใหม่ ✅ เลือกใช้ CachyOS แทน Ubuntu ➡️ เพราะเหมาะกับฮาร์ดแวร์ใหม่และการเล่นเกม ✅ การ์ดจอ Nvidia ทำงานได้ดีตั้งแต่แรก ➡️ ติดตั้งง่ายกว่าที่คาดไว้ ✅ ใช้งานจริงได้ทันทีหลังติดตั้ง ➡️ ทำงาน เล่นเกม และพิมพ์เอกสารได้ครบ ✅ พบปัญหาเล็กน้อย เช่น เมาส์เกมมิ่งทำงานแปลก ๆ ➡️ แต่ไม่ใช่ปัญหาใหญ่จนใช้งานไม่ได้ คำเตือน / จุดที่ควรระวัง ‼️ บางงานที่คิดว่าง่ายอาจมีรายละเอียดให้แก้ไข ⛔ เช่น อุปกรณ์เสริมบางชนิดที่ทำงานไม่สมบูรณ์ ‼️ Linux ยังต้องอาศัยการค้นคว้าบ้างในบางจุด ⛔ โดยเฉพาะผู้ใช้ที่มีฮาร์ดแวร์เฉพาะทาง ‼️ ไม่ใช่ทุกดิสโทรจะเหมาะกับทุกคน ⛔ CachyOS ดีสำหรับเกม แต่ผู้ใช้ทั่วไปอาจเหมาะกับดิสโทรอื่นมากกว่า https://www.theverge.com/tech/858910/linux-diary-gaming-desktop
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 19 มุมมอง 0 รีวิว
  • ภัยคุกคามไซเบอร์ต่อระบบ AI ที่องค์กรต้องเฝ้าระวังมากที่สุดในปี 2026

    การโจมตีระบบ AI เริ่มขยับจากงานวิจัยสู่เหตุการณ์จริงมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในช่วงที่องค์กรเร่งนำ AI ไปใช้งานโดยยังไม่ได้วางระบบป้องกันอย่างรัดกุม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าหลายองค์กร “รู้ว่ามีความเสี่ยง แต่ยังไม่รู้วิธีป้องกันอย่างถูกต้อง” ซึ่งทำให้ระบบ AI กลายเป็นเป้าหมายใหม่ของแฮ็กเกอร์ที่ต้องการเจาะข้อมูลหรือควบคุมโมเดลให้ทำงานผิดพลาด

    ภัยคุกคามที่พบมีหลายรูปแบบ ตั้งแต่การโจมตีข้อมูลฝึก (data poisoning), การฝังคำสั่งอันตรายใน prompt (prompt injection), การขโมยโมเดล (model theft), ไปจนถึงการโจมตีห่วงโซ่อุปทานของ AI (AI supply chain attacks) ซึ่งหลายกรณีถูกพิสูจน์แล้วว่าเกิดขึ้นได้จริง ไม่ใช่แค่ทฤษฎีอีกต่อไป ตัวอย่างเช่นการค้นพบช่องโหว่ MCP ที่ทำให้แฮ็กเกอร์สามารถ “ยึดการทำงานของ AI agent ได้ทั้งหมด” ผ่าน tool poisoning

    นอกจากนี้ยังมีการโจมตีแบบ adversarial input ที่ใช้ข้อมูลที่ถูกปรับแต่งเพียงเล็กน้อยเพื่อทำให้โมเดลตัดสินใจผิดพลาด รวมถึงการโจมตีแบบ model inversion ที่พยายามย้อนรอยข้อมูลฝึกจากผลลัพธ์ของโมเดล ซึ่งอาจทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลได้โดยที่เจ้าของระบบไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ

    ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าองค์กรต้องเริ่มวางกลยุทธ์ด้านความปลอดภัยของ AI อย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่ป้องกันระบบ IT แบบเดิม แต่ต้องมีการประเมินโมเดลก่อนใช้งาน, เฝ้าระวังพฤติกรรมผิดปกติของ AI, ใช้ adversarial training, และนำกรอบ MITRE ATLAS มาใช้เพื่อทำความเข้าใจเทคนิคการโจมตีที่เกิดขึ้นในโลกจริง ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องอาศัยความร่วมมือระดับผู้บริหาร ไม่ใช่หน้าที่ของทีม CISO เพียงลำพัง

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ภัยคุกคามต่อระบบ AI เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
    หลายองค์กรยังไม่มีมาตรการป้องกันที่เพียงพอ

    Data poisoning และ model poisoning เป็นภัยหลัก
    ทำให้โมเดลเรียนรู้ข้อมูลผิดและให้ผลลัพธ์ผิดพลาด

    Tool poisoning ใน MCP ถูกพิสูจน์แล้วว่าสามารถยึด AI agent ได้
    แฮ็กเกอร์สามารถขโมยข้อมูลและควบคุมการทำงานของโมเดลได้

    Prompt injection ยังคงเป็นการโจมตีที่พบได้บ่อยที่สุด
    ใช้หลอกให้โมเดลทำสิ่งที่ขัดกับ guardrails

    Model theft และ model inversion ทำให้ข้อมูลฝึกเสี่ยงรั่วไหล
    แฮ็กเกอร์สามารถย้อนรอยข้อมูลหรือคัดลอกโมเดลได้จาก API

    กรอบ MITRE ATLAS ถูกแนะนำให้ใช้เพื่อวิเคราะห์ภัยคุกคาม AI
    ช่วยระบุ tactics และ techniques ของผู้โจมตีได้ดีขึ้น

    คำเตือน / จุดที่ควรระวัง
    การโจมตีหลายแบบยังตรวจจับได้ยากมาก
    เช่น adversarial input ที่เปลี่ยนข้อมูลเพียงเล็กน้อยแต่ทำให้โมเดลผิดพลาด

    องค์กรจำนวนมากยังขาดความรู้ด้าน AI security
    ทำให้การตอบสนองต่อเหตุการณ์ล่าช้าหรือผิดพลาดได้

    AI supply chain กลายเป็นจุดอ่อนใหม่
    ช่องโหว่ในโมเดลหรือโค้ดจากบุคคลที่สามอาจถูกใช้โจมตีระบบทั้งหมดได้

    แรงกดดันทางธุรกิจทำให้องค์กรรีบใช้ AI โดยไม่ตรวจสอบความปลอดภัย
    ส่งผลให้ความเสี่ยงสะสมและยากต่อการแก้ไขในอนาคต

    https://www.csoonline.com/article/4110008/top-cyber-threats-to-your-ai-systems-and-infrastructure.html
    🔐🤖 ภัยคุกคามไซเบอร์ต่อระบบ AI ที่องค์กรต้องเฝ้าระวังมากที่สุดในปี 2026 การโจมตีระบบ AI เริ่มขยับจากงานวิจัยสู่เหตุการณ์จริงมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในช่วงที่องค์กรเร่งนำ AI ไปใช้งานโดยยังไม่ได้วางระบบป้องกันอย่างรัดกุม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าหลายองค์กร “รู้ว่ามีความเสี่ยง แต่ยังไม่รู้วิธีป้องกันอย่างถูกต้อง” ซึ่งทำให้ระบบ AI กลายเป็นเป้าหมายใหม่ของแฮ็กเกอร์ที่ต้องการเจาะข้อมูลหรือควบคุมโมเดลให้ทำงานผิดพลาด ภัยคุกคามที่พบมีหลายรูปแบบ ตั้งแต่การโจมตีข้อมูลฝึก (data poisoning), การฝังคำสั่งอันตรายใน prompt (prompt injection), การขโมยโมเดล (model theft), ไปจนถึงการโจมตีห่วงโซ่อุปทานของ AI (AI supply chain attacks) ซึ่งหลายกรณีถูกพิสูจน์แล้วว่าเกิดขึ้นได้จริง ไม่ใช่แค่ทฤษฎีอีกต่อไป ตัวอย่างเช่นการค้นพบช่องโหว่ MCP ที่ทำให้แฮ็กเกอร์สามารถ “ยึดการทำงานของ AI agent ได้ทั้งหมด” ผ่าน tool poisoning นอกจากนี้ยังมีการโจมตีแบบ adversarial input ที่ใช้ข้อมูลที่ถูกปรับแต่งเพียงเล็กน้อยเพื่อทำให้โมเดลตัดสินใจผิดพลาด รวมถึงการโจมตีแบบ model inversion ที่พยายามย้อนรอยข้อมูลฝึกจากผลลัพธ์ของโมเดล ซึ่งอาจทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลได้โดยที่เจ้าของระบบไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าองค์กรต้องเริ่มวางกลยุทธ์ด้านความปลอดภัยของ AI อย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่ป้องกันระบบ IT แบบเดิม แต่ต้องมีการประเมินโมเดลก่อนใช้งาน, เฝ้าระวังพฤติกรรมผิดปกติของ AI, ใช้ adversarial training, และนำกรอบ MITRE ATLAS มาใช้เพื่อทำความเข้าใจเทคนิคการโจมตีที่เกิดขึ้นในโลกจริง ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องอาศัยความร่วมมือระดับผู้บริหาร ไม่ใช่หน้าที่ของทีม CISO เพียงลำพัง 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ภัยคุกคามต่อระบบ AI เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ➡️ หลายองค์กรยังไม่มีมาตรการป้องกันที่เพียงพอ ✅ Data poisoning และ model poisoning เป็นภัยหลัก ➡️ ทำให้โมเดลเรียนรู้ข้อมูลผิดและให้ผลลัพธ์ผิดพลาด ✅ Tool poisoning ใน MCP ถูกพิสูจน์แล้วว่าสามารถยึด AI agent ได้ ➡️ แฮ็กเกอร์สามารถขโมยข้อมูลและควบคุมการทำงานของโมเดลได้ ✅ Prompt injection ยังคงเป็นการโจมตีที่พบได้บ่อยที่สุด ➡️ ใช้หลอกให้โมเดลทำสิ่งที่ขัดกับ guardrails ✅ Model theft และ model inversion ทำให้ข้อมูลฝึกเสี่ยงรั่วไหล ➡️ แฮ็กเกอร์สามารถย้อนรอยข้อมูลหรือคัดลอกโมเดลได้จาก API ✅ กรอบ MITRE ATLAS ถูกแนะนำให้ใช้เพื่อวิเคราะห์ภัยคุกคาม AI ➡️ ช่วยระบุ tactics และ techniques ของผู้โจมตีได้ดีขึ้น คำเตือน / จุดที่ควรระวัง ‼️ การโจมตีหลายแบบยังตรวจจับได้ยากมาก ⛔ เช่น adversarial input ที่เปลี่ยนข้อมูลเพียงเล็กน้อยแต่ทำให้โมเดลผิดพลาด ‼️ องค์กรจำนวนมากยังขาดความรู้ด้าน AI security ⛔ ทำให้การตอบสนองต่อเหตุการณ์ล่าช้าหรือผิดพลาดได้ ‼️ AI supply chain กลายเป็นจุดอ่อนใหม่ ⛔ ช่องโหว่ในโมเดลหรือโค้ดจากบุคคลที่สามอาจถูกใช้โจมตีระบบทั้งหมดได้ ‼️ แรงกดดันทางธุรกิจทำให้องค์กรรีบใช้ AI โดยไม่ตรวจสอบความปลอดภัย ⛔ ส่งผลให้ความเสี่ยงสะสมและยากต่อการแก้ไขในอนาคต https://www.csoonline.com/article/4110008/top-cyber-threats-to-your-ai-systems-and-infrastructure.html
    WWW.CSOONLINE.COM
    Top cyber threats to your AI systems and infrastructure
    From data poisoning to prompt injection, threats against enterprise AI applications and foundations are beginning to move from theory to reality.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 18 มุมมอง 0 รีวิว
  • 5 ฟีเจอร์ใหม่สุดมีประโยชน์ที่ Android ได้ฟรีในปี 2025

    ปี 2025 ถือเป็นปีที่ Android ก้าวกระโดดด้านฟีเจอร์เชิงซอฟต์แวร์อย่างชัดเจน โดยเฉพาะกับการมาของ Android 16 ที่เน้นความปลอดภัย ความสะดวก และการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน ฟีเจอร์หลายอย่างเปิดให้ผู้ใช้ทั่วไปใช้งานได้ฟรี แม้บางฟีเจอร์จะยังจำกัดเฉพาะ Pixel หรือบางประเทศ แต่ก็สะท้อนทิศทางใหม่ของ Android ที่มุ่งช่วยผู้ใช้ในสถานการณ์จริงมากขึ้น ไม่ใช่แค่เพิ่มลูกเล่นบนหน้าจอ

    หนึ่งในฟีเจอร์ที่โดดเด่นที่สุดคือ Emergency Live Video ที่ช่วยให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยสามารถขอเปิดวิดีโอสดจากกล้องของผู้ใช้เพื่อประเมินสถานการณ์ได้ทันที ฟีเจอร์นี้อาจเปลี่ยนวิธีการช่วยชีวิตในอนาคต เพราะช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญสามารถให้คำแนะนำแบบเรียลไทม์ เช่น การทำ CPR หรือการประเมินอุบัติเหตุโดยไม่ต้องรอให้ผู้ใช้พยายามอธิบายเอง

    นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์อย่าง Call Reason, Notification Cooldown, และ Notification Summaries ที่ช่วยจัดการความวุ่นวายของการแจ้งเตือนและการโทรได้ดีขึ้น รวมถึง Live Scam Detection ที่ใช้ AI ตรวจจับรูปแบบการหลอกลวงระหว่างการโทรแบบเรียลไทม์ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากในยุคที่มิจฉาชีพพัฒนาวิธีการหลอกลวงซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ

    สุดท้ายคือ Live Location Sharing ที่ทำให้ Android Find My Device สามารถแชร์ตำแหน่งคนได้แบบเดียวกับ Apple Find My ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้ติดตามเพื่อนหรือครอบครัวได้ง่ายขึ้นและปลอดภัยกว่าเดิม ฟีเจอร์นี้รองรับอุปกรณ์ Android จำนวนมาก ทำให้เป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่เพิ่มความสะดวกโดยไม่ต้องซื้ออุปกรณ์เพิ่ม

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Emergency Live Video ช่วยให้เจ้าหน้าที่เห็นสถานการณ์จริง
    ใช้ได้บน Android 8 ขึ้นไป และเริ่มให้บริการในบางประเทศ

    Call Reason ช่วยให้ผู้โทรระบุเหตุผลก่อนโทร
    ช่วยให้สายด่วนหรือสายสำคัญทะลุ Do Not Disturb ได้

    Notification Cooldown ลดความถี่ของการแจ้งเตือนอัตโนมัติ
    เหมาะกับกลุ่มแชตที่แจ้งเตือนรัว ๆ

    Notification Summaries ใช้ AI สรุปแจ้งเตือน
    ผู้ใช้เลือกได้ว่าจะให้แอปใดถูกสรุป

    Live Scam Detection ตรวจจับการหลอกลวงระหว่างโทร
    ใช้ได้บน Pixel 6 ขึ้นไปในสหรัฐ

    Live Location Sharing เพิ่มความสามารถให้ Find My Device
    แชร์ตำแหน่งคนแบบเรียลไทม์ได้เหมือน iOS

    คำเตือน / จุดที่ควรระวัง
    ฟีเจอร์บางอย่างยังจำกัดเฉพาะ Pixel หรือบางประเทศ
    ผู้ใช้ Android รุ่นอื่นอาจยังไม่ได้รับอัปเดต

    AI Notification Summaries อาจตีความผิดได้
    มีตัวอย่างจาก iOS ที่สรุปข้อความผิดความหมาย

    Live Scam Detection ไม่สามารถป้องกันได้ 100%
    อาจเกิด false positive หรือพลาดรูปแบบใหม่ของมิจฉาชีพ

    Emergency Live Video ยังไม่รองรับทั่วโลก
    ต้องรอการขยายบริการจากผู้ให้บริการฉุกเฉินในแต่ละประเทศ

    https://www.slashgear.com/2069935/useful-new-android-phone-features-2025/
    📱✨ 5 ฟีเจอร์ใหม่สุดมีประโยชน์ที่ Android ได้ฟรีในปี 2025 ปี 2025 ถือเป็นปีที่ Android ก้าวกระโดดด้านฟีเจอร์เชิงซอฟต์แวร์อย่างชัดเจน โดยเฉพาะกับการมาของ Android 16 ที่เน้นความปลอดภัย ความสะดวก และการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน ฟีเจอร์หลายอย่างเปิดให้ผู้ใช้ทั่วไปใช้งานได้ฟรี แม้บางฟีเจอร์จะยังจำกัดเฉพาะ Pixel หรือบางประเทศ แต่ก็สะท้อนทิศทางใหม่ของ Android ที่มุ่งช่วยผู้ใช้ในสถานการณ์จริงมากขึ้น ไม่ใช่แค่เพิ่มลูกเล่นบนหน้าจอ หนึ่งในฟีเจอร์ที่โดดเด่นที่สุดคือ Emergency Live Video ที่ช่วยให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยสามารถขอเปิดวิดีโอสดจากกล้องของผู้ใช้เพื่อประเมินสถานการณ์ได้ทันที ฟีเจอร์นี้อาจเปลี่ยนวิธีการช่วยชีวิตในอนาคต เพราะช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญสามารถให้คำแนะนำแบบเรียลไทม์ เช่น การทำ CPR หรือการประเมินอุบัติเหตุโดยไม่ต้องรอให้ผู้ใช้พยายามอธิบายเอง นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์อย่าง Call Reason, Notification Cooldown, และ Notification Summaries ที่ช่วยจัดการความวุ่นวายของการแจ้งเตือนและการโทรได้ดีขึ้น รวมถึง Live Scam Detection ที่ใช้ AI ตรวจจับรูปแบบการหลอกลวงระหว่างการโทรแบบเรียลไทม์ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากในยุคที่มิจฉาชีพพัฒนาวิธีการหลอกลวงซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ สุดท้ายคือ Live Location Sharing ที่ทำให้ Android Find My Device สามารถแชร์ตำแหน่งคนได้แบบเดียวกับ Apple Find My ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้ติดตามเพื่อนหรือครอบครัวได้ง่ายขึ้นและปลอดภัยกว่าเดิม ฟีเจอร์นี้รองรับอุปกรณ์ Android จำนวนมาก ทำให้เป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่เพิ่มความสะดวกโดยไม่ต้องซื้ออุปกรณ์เพิ่ม 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Emergency Live Video ช่วยให้เจ้าหน้าที่เห็นสถานการณ์จริง ➡️ ใช้ได้บน Android 8 ขึ้นไป และเริ่มให้บริการในบางประเทศ ✅ Call Reason ช่วยให้ผู้โทรระบุเหตุผลก่อนโทร ➡️ ช่วยให้สายด่วนหรือสายสำคัญทะลุ Do Not Disturb ได้ ✅ Notification Cooldown ลดความถี่ของการแจ้งเตือนอัตโนมัติ ➡️ เหมาะกับกลุ่มแชตที่แจ้งเตือนรัว ๆ ✅ Notification Summaries ใช้ AI สรุปแจ้งเตือน ➡️ ผู้ใช้เลือกได้ว่าจะให้แอปใดถูกสรุป ✅ Live Scam Detection ตรวจจับการหลอกลวงระหว่างโทร ➡️ ใช้ได้บน Pixel 6 ขึ้นไปในสหรัฐ ✅ Live Location Sharing เพิ่มความสามารถให้ Find My Device ➡️ แชร์ตำแหน่งคนแบบเรียลไทม์ได้เหมือน iOS คำเตือน / จุดที่ควรระวัง ‼️ ฟีเจอร์บางอย่างยังจำกัดเฉพาะ Pixel หรือบางประเทศ ⛔ ผู้ใช้ Android รุ่นอื่นอาจยังไม่ได้รับอัปเดต ‼️ AI Notification Summaries อาจตีความผิดได้ ⛔ มีตัวอย่างจาก iOS ที่สรุปข้อความผิดความหมาย ‼️ Live Scam Detection ไม่สามารถป้องกันได้ 100% ⛔ อาจเกิด false positive หรือพลาดรูปแบบใหม่ของมิจฉาชีพ ‼️ Emergency Live Video ยังไม่รองรับทั่วโลก ⛔ ต้องรอการขยายบริการจากผู้ให้บริการฉุกเฉินในแต่ละประเทศ https://www.slashgear.com/2069935/useful-new-android-phone-features-2025/
    WWW.SLASHGEAR.COM
    5 Useful New Features Your Android Phone Got For Free In 2025 - SlashGear
    These Android updates are less about flash and more about trust, helping with scams, emergencies, tracking people, and constant notification noise.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 20 มุมมอง 0 รีวิว
  • StoryPad ไดอารี่โอเพ่นซอร์สที่จัดระเบียบชีวิตบนไทม์ไลน์

    แอป StoryPad ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นไดอารี่ส่วนตัวที่ใช้งานง่าย เน้นความเป็นส่วนตัว และให้ผู้ใช้เล่าเรื่องราวชีวิตผ่าน “ไทม์ไลน์” ที่เลื่อนดูได้ต่อเนื่องเหมือนย้อนดูความทรงจำของตัวเองแบบวันต่อวัน แอปนี้ทำงานแบบออฟไลน์ได้เต็มรูปแบบ และข้อมูลทั้งหมดถูกเก็บไว้ในเครื่องของผู้ใช้ เว้นแต่จะเลือกซิงก์ผ่าน Google Drive ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้ควบคุมข้อมูลของตัวเองได้อย่างแท้จริง

    สิ่งที่โดดเด่นคือฟีเจอร์ที่ช่วยให้การเขียนไดอารี่เป็นเรื่องง่ายขึ้น เช่น ระบบติดตามอารมณ์กว่า 45 แบบ ระบบล็อกความเป็นส่วนตัวด้วย PIN/Face ID/ลายนิ้วมือ และเครื่องมือแก้ไขข้อความแบบ rich text ที่รองรับฟอนต์กว่า 1300 แบบ นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ “Throwback memories” ที่ช่วยให้ผู้ใช้ย้อนดูว่าในอดีตวันนี้เคยเขียนอะไรไว้ ทำให้การทบทวนตัวเองเป็นเรื่องสนุกขึ้น

    จากการใช้งานจริง StoryPad มีการ onboarding ที่รวดเร็วและเป็นมิตร แอปทำงานลื่นไหล ไม่มีอาการค้างหรือบั๊กแปลก ๆ การเพิ่มบันทึกใหม่ทำได้ง่าย สามารถตั้งวันที่ เวลา เพิ่มแท็ก เปลี่ยนธีม และเลือกเลย์เอาต์ได้ตามสไตล์ของผู้ใช้ แม้จะมี add-on แบบเสียเงิน แต่ก็เป็นตัวเลือกเสริม เช่น เสียงผ่อนคลาย เทมเพลตขั้นสูง หรือระบบติดตามรอบเดือน ซึ่งไม่ได้บังคับให้ซื้อเพื่อใช้งานหลัก

    ในภาพรวม StoryPad เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่อยากเริ่มเขียนไดอารี่หรือจัดระเบียบชีวิตแบบไม่ซับซ้อน โดยเฉพาะผู้ที่ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวและต้องการแอปที่ไม่ผูกติดกับระบบคลาวด์ของบริษัทใหญ่ ฟีเจอร์ที่ครบครันและการออกแบบที่เรียบง่ายทำให้มันเป็นคู่หูที่ดีสำหรับการดูแลสุขภาพใจในชีวิตประจำวัน

    สรุปประเด็นสำคัญ
    StoryPad เป็นแอปไดอารี่แบบโอเพ่นซอร์ส
    เน้นการจัดบันทึกแบบไทม์ไลน์แทนการใช้โฟลเดอร์

    ข้อมูลถูกเก็บในเครื่องผู้ใช้เป็นหลัก
    ซิงก์ผ่าน Google Drive ได้ตามความสมัครใจ

    ฟีเจอร์เด่นหลากหลาย
    Mood tracking, rich text, 1300+ ฟอนต์, throwback memories

    รองรับความเป็นส่วนตัวสูง
    ล็อกด้วย PIN / Face ID / ลายนิ้วมือ

    มี add-on แบบเสียเงินแต่ไม่บังคับ
    เช่น เสียงผ่อนคลาย เทมเพลตพิเศษ ระบบติดตามรอบเดือน

    คำเตือน / จุดที่ควรระวัง
    การซิงก์ผ่าน Google Drive อาจมีความเสี่ยงด้านข้อมูล
    แม้ข้อมูลจะไม่ผ่านเซิร์ฟเวอร์ของผู้พัฒนา แต่การใช้คลาวด์ภายนอกยังมีความเสี่ยงทั่วไปของบริการออนไลน์

    บางฟีเจอร์ถูกล็อกไว้หลัง paywall
    ผู้ใช้ที่ต้องการฟีเจอร์ครบอาจต้องจ่ายเพิ่ม

    ยังไม่มีใน F-Droid
    ผู้ใช้ที่ต้องการติดตั้งจากแหล่งโอเพ่นซอร์ส 100% อาจต้องรอ

    https://itsfoss.com/storypad-open-source-diary-app/
    📝 StoryPad ไดอารี่โอเพ่นซอร์สที่จัดระเบียบชีวิตบนไทม์ไลน์ แอป StoryPad ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นไดอารี่ส่วนตัวที่ใช้งานง่าย เน้นความเป็นส่วนตัว และให้ผู้ใช้เล่าเรื่องราวชีวิตผ่าน “ไทม์ไลน์” ที่เลื่อนดูได้ต่อเนื่องเหมือนย้อนดูความทรงจำของตัวเองแบบวันต่อวัน แอปนี้ทำงานแบบออฟไลน์ได้เต็มรูปแบบ และข้อมูลทั้งหมดถูกเก็บไว้ในเครื่องของผู้ใช้ เว้นแต่จะเลือกซิงก์ผ่าน Google Drive ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้ควบคุมข้อมูลของตัวเองได้อย่างแท้จริง สิ่งที่โดดเด่นคือฟีเจอร์ที่ช่วยให้การเขียนไดอารี่เป็นเรื่องง่ายขึ้น เช่น ระบบติดตามอารมณ์กว่า 45 แบบ ระบบล็อกความเป็นส่วนตัวด้วย PIN/Face ID/ลายนิ้วมือ และเครื่องมือแก้ไขข้อความแบบ rich text ที่รองรับฟอนต์กว่า 1300 แบบ นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ “Throwback memories” ที่ช่วยให้ผู้ใช้ย้อนดูว่าในอดีตวันนี้เคยเขียนอะไรไว้ ทำให้การทบทวนตัวเองเป็นเรื่องสนุกขึ้น จากการใช้งานจริง StoryPad มีการ onboarding ที่รวดเร็วและเป็นมิตร แอปทำงานลื่นไหล ไม่มีอาการค้างหรือบั๊กแปลก ๆ การเพิ่มบันทึกใหม่ทำได้ง่าย สามารถตั้งวันที่ เวลา เพิ่มแท็ก เปลี่ยนธีม และเลือกเลย์เอาต์ได้ตามสไตล์ของผู้ใช้ แม้จะมี add-on แบบเสียเงิน แต่ก็เป็นตัวเลือกเสริม เช่น เสียงผ่อนคลาย เทมเพลตขั้นสูง หรือระบบติดตามรอบเดือน ซึ่งไม่ได้บังคับให้ซื้อเพื่อใช้งานหลัก ในภาพรวม StoryPad เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่อยากเริ่มเขียนไดอารี่หรือจัดระเบียบชีวิตแบบไม่ซับซ้อน โดยเฉพาะผู้ที่ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวและต้องการแอปที่ไม่ผูกติดกับระบบคลาวด์ของบริษัทใหญ่ ฟีเจอร์ที่ครบครันและการออกแบบที่เรียบง่ายทำให้มันเป็นคู่หูที่ดีสำหรับการดูแลสุขภาพใจในชีวิตประจำวัน 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ StoryPad เป็นแอปไดอารี่แบบโอเพ่นซอร์ส ➡️ เน้นการจัดบันทึกแบบไทม์ไลน์แทนการใช้โฟลเดอร์ ✅ ข้อมูลถูกเก็บในเครื่องผู้ใช้เป็นหลัก ➡️ ซิงก์ผ่าน Google Drive ได้ตามความสมัครใจ ✅ ฟีเจอร์เด่นหลากหลาย ➡️ Mood tracking, rich text, 1300+ ฟอนต์, throwback memories ✅ รองรับความเป็นส่วนตัวสูง ➡️ ล็อกด้วย PIN / Face ID / ลายนิ้วมือ ✅ มี add-on แบบเสียเงินแต่ไม่บังคับ ➡️ เช่น เสียงผ่อนคลาย เทมเพลตพิเศษ ระบบติดตามรอบเดือน คำเตือน / จุดที่ควรระวัง ‼️ การซิงก์ผ่าน Google Drive อาจมีความเสี่ยงด้านข้อมูล ⛔ แม้ข้อมูลจะไม่ผ่านเซิร์ฟเวอร์ของผู้พัฒนา แต่การใช้คลาวด์ภายนอกยังมีความเสี่ยงทั่วไปของบริการออนไลน์ ‼️ บางฟีเจอร์ถูกล็อกไว้หลัง paywall ⛔ ผู้ใช้ที่ต้องการฟีเจอร์ครบอาจต้องจ่ายเพิ่ม ‼️ ยังไม่มีใน F-Droid ⛔ ผู้ใช้ที่ต้องการติดตั้งจากแหล่งโอเพ่นซอร์ส 100% อาจต้องรอ https://itsfoss.com/storypad-open-source-diary-app/
    ITSFOSS.COM
    The Open Source Diary App for Android That Organizes Your Life on a Timeline
    A well-designed diary app that keeps your data private, works offline, and respects your freedom.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 18 มุมมอง 0 รีวิว
  • ขอบพระคุณภาพจากไทยโพสต์ เห็นด้วยกับคุณพีระพัฒน์ วัฒนาภิรมย์ ว่าเราไม่ได้ขวาง เรารณรงค์ ใครเดือดร้อน ถ้าเจ้าของป้ายขออนุญาต เทศบาลก็ไม่สามารถเก็บป้าย กกต. ก็ไม่เกี่ยว เพราะเจ้าของให้สติคนที่เห็นป้าย

    ดังนั้นเรามาช่วยกันทำให้คนเห็นป้ายเตือนสติ ผู้มีสิทธิ์
    ขอบพระคุณภาพจากไทยโพสต์ เห็นด้วยกับคุณพีระพัฒน์ วัฒนาภิรมย์ ว่าเราไม่ได้ขวาง เรารณรงค์ ใครเดือดร้อน ถ้าเจ้าของป้ายขออนุญาต เทศบาลก็ไม่สามารถเก็บป้าย กกต. ก็ไม่เกี่ยว เพราะเจ้าของให้สติคนที่เห็นป้าย ดังนั้นเรามาช่วยกันทำให้คนเห็นป้ายเตือนสติ ผู้มีสิทธิ์
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 8 มุมมอง 0 รีวิว
  • เรื่อง จุดฝักแค
    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “จุดฝักแค”
    ตอน 1
    ตะวันออกกลาง ทำท่าจะเป็นแดนเดือดทั่วทะเลทรายไม่ให้น้อยหน้ากัน เดี๋ยวจะไม่เชื่อว่าเขาจะเอาแต่ปั้ม ไม่เอาคน…
    ดูไบ แดนเศรษฐี (หนีคุก) เริ่มฉลองปีใหม่ด้วยไฟใหม้ตึกสูงโรงแรมหรู ระหว่างนับถอยหลังก่อนถึงปีใหม่ เล่นเอาชาวดูไบที่มาดูไฟ ยืนอ้าปากค้าง โห บ้านเรานี่ถ้าจะรวยจริงนะ แทนที่จะจุดพลุขึ้นฟ้าฉลองปีใหม่ นี่เล่นจุดไฟเผาตึกฉลองเลยเหรอ เอะ แล้วไอ้เหลี่ยมร้ายมันอยู่แถวนั้นหรือเปล่านะ ม่ายน่อ เขาว่ามันมาสั่งการกวนตีนลุงตู่ ระหว่างรอรับน้องสาวเตรียมหนีคดีออกนอกประเทศ อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลแถวนี้ต่างหาก
    ซีเอนเอน ท่าจะรับค่าอุปถัมภ์รายการไปแยะ ตอนแรกเจ้าหน้าที่ถ่ายถอดทำหน้าที่ตามอาชีพ แบ่งจอให้ดูเลย ด้านซ้ายฉลองปีใหม่ด้วยไฟไหม้ตึก ไฟลุกโชนทั้งตึก มีตัววิ่งขึ้นว่า hotel inferno โรมแรมไฟนรก ด้านขวาของจอถ่ายทอดยิงพลุ เดี๋ยวโป้ง เดี๋ยวโป้ง ข่าวบอก 2 เหตุการณ์ อยู่ห่างกันไม่กี่กิโลเมตร ชาวดูไบ ดูพลุ สลับกับดูไฟไหม้คอเกือบเคล็ด เพราะรัฐบาลดูไบบอก ไฟไหม้ยังไงเราก็ไม่เลิกการจุดพลุให้ประชาชนชื่นชม ให้ตายเถอะโรบิน ผมเชื่อแล้วว่าเขารวยจริง
    คุณเบ็กกี้ ผู้จัดรายการสาวใหญ่ ของซีเอนเอน ไม่รู้ใครไปปลุกหล่อนมาเข้าฉากกลางดึก หลังจากพลุเลิกแล้ว แต่ไฟไหม้ยังไม่เลิก คุณเบ็กกี้ประกาศปากคอสั่นว่า ไฟไหม้โรงแรมแค่ข้างนอกนะฮ้า ไม่เข้าข้างในตึกเลยฺฮ่า เสียหายนิดหน่อยเองฮ่ะ ไม่มีใครเป็นอันตรายร้ายแรงเล้ย ว่าแล้วคุณเธอก็หายวับกลับไปนอนต่อ
    วาว.. มัน ซี เอน เอน จริงๆ แล้ววันรุ่งขึ้น ข่าวไฟไหม้โรงแรมหรูที่ดูไบก็หายไปเหมือนถูกชักโครกทิ้ง…จะออกข่าวทำไมให้ เสียเวลา มึงไว้ทำข่าวว่ารัสเซียกำลังจะอดตาย จีนแผ่นดินถล่ม ไทยผลิตอาหารไม่ได้มาตรฐาน อะไรทำนองนั้นซีวะ… ผมสงสัยว่า ไอ้คนถ่ายทอดไฟไหม้โรงแรม อาจจะตกงานไปแล้วเรียบร้อย
    หลังจากดู ดูไบจุดไฟตึกฉลองปีใหม่เสร็จ ผมก็กลับไปนอนต่อ ผมยังไม่ทันฟื้นจากการนอนข้ามปีของผม ผ่านปีใหม่ไปไม่ถึง 2 วัน ซาอุดิอารเบีย เสี่ยปั๊มใหญ่ของผม ก็เริ่มศักราชใหม่ด้วยการสั่งประหารชีวิตนักโทษ วันเดียวฉับไป 47 หัว ส่วนใหญ่บอกว่าเป็นพวกก่อการร้ายพันธ์อัลไคด้า ที่เคยหาเรื่องซ่าใส่ซาอุ แต่มี 3 คนเป็นรายการแถมนอกเหนือจาก อัลไคด้า
    นับเป็นการประหารชีวิตในวันเดียวมากที่สุดในรอบ35 ปีของซาอุ เสี่ยปั๊มใหญ่เล่นแรงจริง สงสัยเจอพิษแมงกะแท้ทะเลทราย
    แต่ปรากฏว่ารายการแถม ทำท่าจะเป็นชนวนฝักแค จุดลุกลาม จนตะวันออกกลางอาจจะกลายเป็นทะเลทรายเลือด …. ตามแผนของใครไม่รู้
    ชนวนใหญ่ของฟักแคชื่อ Sheik Nimr Baqr al-Nimr ชิ๊ค อัล นิมร์ เป็นผู้สอนศาสนานิกายชีอะที่อยู่ในซาอุ เป็นที่เคารพ และรู้จักกันทั่วของฝ่ายชีอะทั้งในและนอกซาอุดิอารเบีย แต่ซาอุบอกว่า ชิ๊ค อัล นิมร์ เป็นพวกหัวรุนแรง นักเคลื่อนไหวที่ก่อความวุ่นวาย พยายามยุยงให้พวกชีอะก่อความไม่สงบในซาอุ มาตั้งแต่ ปี ค.ศ.2011 แล้วนะ แล้วก็ทำให้ซาอุเกือบจะมีเทศกาลอาหรับสปริงกับเขาด้วยในช่วงปีนั้น ว่าเข้านั้น
    การตัดสินประหารชีวิต ชี้ค อัล นิมร์ ได้รับการเตือนจากนานาประเทศทั้งในและตะวันออกกลางว่า ระวังมันจะบานปลายจนหุบไม่เข้า เพราะมันอาจจะมากกว่าเป็นการจุดไฟสงครามระหว่างนิกายศาสนาก็ได้…
    แต่ซาอุดิ อารเบียบอกว่า…. อัล นิมร์ คุกคามพระราชวงศ์ของเรา เราต้องการให้เป็นที่รู้กันว่า ใครจะมากดดันเราไม่ได้…..นี่ มันต้องอย่างนี้ มีหน้าไหนกล้าเข้าไปยุ่งในบ้านเขาบ้าง
    และก็ได้ผล…กระทรวงต่างประเทศของอเมริกา ไม่ได้ “ทักท้วง” การตัดสินของซาอุดิอารเบียในเรื่องนี้ เพียงแต่ให้ความเห็นว่า อเมริกามีความเป็นห่วงอย่างยิ่งยวดว่า เรื่องนี้จะทำให้การขัดแย้งระหว่างนิกายทางศาสนาจะรุนแรงขึ้น และทางกระทรวง ขอให้ผู้นำภูมิภาค ใช้ความพยายามเป็นสองเท่า ที่จะลดระดับความตึงเครียดในภูมิภาคลงมา
    ประชาธิปไตยสักกะบวยอะไรของมึง ฉับหัววันเดียว 47 คน มึงบอกว่า ให้ผู้นำ(คนอื่น) ใช้ความพยายามเป็น 2 เท่าที่จะลดความตึงเครียด แต่กับคนสั่งฉับ มึงไม่กล้าแตะเขาเลย ปาหี่ ฉิบหาย
    ตกลงนี่ มันอเมริกาเดียวกันกับที่เข้ามาเสือกในบ้านเราทุกเรื่องหรือเปล่าครับ
ที่บ้านเรา ผมเห็นมันมายืนชี้นิ้วเสือกสาระพัด ทั้งๆที่ยังไม่ได้ฉับใครสักหัว แค่เชิญมาปรับทัศนคติ…..มันก็หาว่าเราละเมิดสิทธิมนุษยชน ก็ได้แต่บ่นกันเองหน้าจอ ไหนบอกว่าเป็นช้างศึกไงครับ ไม่ใช่สมันน้อยแล้วนะ ลุงนิทานอย่ามาเรียกสมันน้อยอีกนะ ฮา
    ###############
ตอน 2
    ซาอุดิอารเบีย ประหารชีวิต ชิ๊ค อัล นิมร์ เมื่อวันเสาร์ที่ 2 มกราคม หลังจากข่าวออกไม่กี่ชั่วโมง ชาวอิหร่าน ซึ่งนับถืออิสลามนิกายชีอะ ต่างออกมาประท้วงการประหารชีวิต และพากันเดินขบวนไปหน้าสถานทูตซาอุดิอารเบียในกรุงเตหะราน หลังจากนั้นการประท้วงก็รุนแรงขึ้น มีการบุกเข้าไปเผาสถานกงสุลของซาอุดิอารเบีย ที่เมืองมาชาดในอิหร่าน ตามมาด้วยการเผาสถานทูตของซาอุดิอารเบีย ที่กรุงเตหะราน
    หลังจากมีข่าวว่า สถานทูตถูกเผาในวันเสาร์ที่ 2 มกราคม วันอาทิตย์รุ่งขึ้น รัฐมนตรีต่างประเทศของซาอุดิอารเบีย นาย Adel al-Jubeir ก็ออกมาทำหน้าเครียดให้สัมภาษณ์ผ่านวิทยุประเภทกรมกร๊วกของซาอุ ทันที
    … อิหร่าน มีประวัติการละเมิดต่างประเทศอย่างนี้มานานแล้ว จำไม่ได้หรือ ปี ค.ศ.1979 นั่นไง (ที่อิหร่านบุกสถานทูตอเมริกา และจับตัวเจ้าหน้าที่สถานทูตเป็นตัวประกัน : คนเล่านิทาน) มันแสนจะอื้อฉาว และละเมิดกฎหมายข้อตกลงระหว่างประเทศจนหมดสิ้น….
    …. อิหร่าน ยังมีนโยบายที่ก้าวร้าว โดยมีเป้าหมายที่จะทำลายความมั่นคงของภูมิภาค … อิหร่านลักลอบขนทั้งอาวุธ และระเบิด เข้ามาสร้างผู้ก่อการร้ายในซาอุดิอารเบียและประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคด้วย… เราจะไม่มีวันยอมให้อิหร่านมาบ่อนทำลายความมั่นคงของเราอย่างเด็ดขาด….
    …. ประวัติศาสตร์ของอิหร่าน มีแต่เรื่องแย่ๆ มีแต่เข้าไปแทรกแซงอย่างไม่เป็นมิตร กับประเทศในภูมิภาค และพร้อมที่จะทำลายล้างเขาไปทั่ว รวมทั้งฆ่าคนบริสุทธิ์…
    หลังจากด่าอิหร่านอย่างยืดยาว รสเผ็ดเจ็บร้อนถึงใจเสร็จ ท่านรัฐมนตรีต่างประเทศ อัล จูเบียร์ ก็ประกาศตัดสัมพันธ์ทางการทูตดังฉับ …กับอิหร่านทันที พร้อมกับมีคำสั่ง ไล่ทูตอิหร่านประจำซาอุ ให้ออกไปจากซาอุดิอารเบียภายใน 48 ชั่วโมง รวดเร็วชนิดเก็บได้แต่ของสำคัญ เช่นไม้แคะหูกับรองเท้าแตะฯลฯ ที่เหลือทิ้งมันไป…
    ซาอุดิ อารเบีย ยังไม่หายร้อน ตามต่อด้วยการสั่งห้ามเครื่องบินอิหร่าน บินลงซาอุ และห้ามเครื่องบินซาอุไปลงอิหร่าน จะเดินทางไปหากันก็จงใช้อูฐอย่างเมื่อร้อยปีก่อน
    เด็ดขาดจริงๆ สื่ออเมริกัน ต่างลงข่าวทั้งหมดนี้อย่างพร้อมเพรียง และละเอียดถี่ถ้วน คาดว่า ไม่น่ามีใครตกข่าวเลย คงแจกทั่วถึงกันหมด
    หลังจากนั้นเหตุการณ์ต่อเนื่องจากการประหารชีวิต ชิ้ค อัล นิมร์ ก็ลามอย่างรวดเร็ว ไล่ไปตั้งแต่บาห์เรน จนถึง ปากีสถาน เหมือนอย่างกับใครกำลังจุดฟักแคลูกระเบิด หรือฟักแคเผาผี ผมไม่แน่ใจว่าจะเป็นอย่างไหน แต่จะอย่างไหน มันก็ไม่ใช่เป็นมงคล สำหรับการเริ่มปีใหม่ ของชาวตะวันออกกลางทั้งสิ้น
    ที่บาห์เรน กลุ่มชีอะ ออกมาประท้วงในหลายเมือง พร้อมทั้งตะโดนด่าราชวงศ์ Al Saud ที่กำลังปกครองซาอุดิอารเบีย ที่ก็ถือว่าเป็นลูกพี่ใหญ่ของบาห์เรน หลังจากนั้น บาห์เรนก็ประกาศตัดสัมพันธ์ทางการทูตกับอิหร่าน ตามลูกพี่ ไปเรียบร้อยอีกหนึ่งฉับ
    ตามมาด้วยเอมิเรต ประกาศลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิหร่าน ลดจำนวนเจ้าหน้าที่สถานทูตของซาอุ ที่ประจำอยู่ที่กรุงเตหะราน เรียกว่ายังไม่ถึงกับฉับ แค่เฉาะให้อิหร่านรู้สึก
    ส่วนคูเวต ในฐานะสมาชิกชาวอ่าว ก็รีบตัดฉับสัมพันธ์อิหร่านตามลูกพี่เหมือนกัน
    แต่จอร์แดน แค่เรียกทูตอิหร่านประจำจอร์แดนมาด่ายับ เรื่องเหตุการณ์เผาสถานทูตซาอุ แต่ยังไม่ฉับตามซาอุ เพราะจอร์แดนถือตัวว่า ไม่ใช่ลูกกะเป๋งของซาอุ แค่ซาอุช่วยสนับสนุนช่วยเหลือทางการเงินให้เท่านั้น … ฟังแล้วงง
    สำหรับการ์ต้า เพิ่งประกาศฉับไปเมื่อวาน เรียกทูตกลับบ้าน ประกาศเป็นรายสุดท้าย แหม นึกว่าแน่ เห็นคิดอยู่หลายวันเลยนะเสี่ยปั้มสิงห์สำอาง ในที่สุดก็ต้องฉับตามลูกพี่
    ส่วนโอมาน ประกาศตัวเป็นกลางเหมือนทุกเรื่อง เราไม่ชอบยุ่งกับเรื่องขัดแย้งของใคร แหะ แหะ แต่เราเอนตัวไปทางอิหร่านนานแล้วโยม จ่อหน้ากันอยู่ตรงนั้นมันก็น่าเสียวแทน
    การปะทะทางการทูต ลามไปถึงอาฟริกา ซูดาน ซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิมสุนนี่ ก็ไล่ทูตอิหร่านพร้อมเจ้าหน้าที่สถานทูตทั้งหมดกลับบ้านกับเขาด้วย และเรียกทูตของตนที่ประจำอยู่ที่อิหร่านกลับซูดาน
    ซูดานแถลงว่า เพราะอิหร่านเข้าไปแทรกแซงในกิจการบ้านคนอื่นเกี่ยวกับเรื่องศาสนา ….รัศมีเสี่ยปั๊มใหญ่นี่แผ่ไพศาลเอาเรื่อง
    แต่ที่เบรุต Hassan Nasrallah หัวหน้ากลุ่มเฮสบอลเลาะห์ กล่าวสรรเสริญ ชิ้ค อัล นิมร์ว่า เป็นผู้สละชีวิตเพื่อศาสนา เป็นนักรบที่ควรแก่เคารพ
    เหตุการณ์ประหารชีวิตของ ชิ้ค อัล นิมร์ ทำให้ฝ่ายอิหร่านออกมาตอบโต้ว่า ซาอุดิอารเบีย เจ้าจงเตรียมตัว การล้างแค้นอย่างรุนแรงจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน…
    ###############
ตอน 3
    ชิ้ค อัล นิมร์ เป็นชาวซาอุดิ ที่นับถืออิสลามนิกายชีอะ ซึ่งมีเพียงประมาณ 15% ในซาอุดิอารเบีย ที่นับนิกายสุนนี่เป็นนิกายทางการ ในขณะที่หัวหน้าชีอะอื่นๆในซาอุ อยู่ในซาอุแบบเจียมตัว พยายามทำตัวคล้อยไปกับสังคมของสุนนี่ แต่ อัล นิมร์ ลุกขึ้นประกาศว่า มันไม่ควรเป็นเช่นนั้น ซาอุดิ อารเบีย ควรใจกว้างกับทุกนิกายเช่นเดียวกัน
    อัล นิมร์ พูดแสดงความเห็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ เสียงเขาดังอยู่ในหัวของชีอะเกือบทุกคน โดยเฉพาะที่อยู่ในซาอุดิอารเบีย ในที่สุดเมื่อเกิดเหตุการประท้วงรุนแรงในซาอุดิอารเบีย โดยกลุ่มชีอะ ในปี ค.ศ.2011 ที่ตะวันตกอ้างว่าลามมาจากเทศกาลอาหรับ แต่พวกชีอะบอกว่า เราไม่ได้มาเรียกร้องเอาประซาธิปไตยนะ แต่เราต้องการให้พวกชีอะ ได้รับการปฏิบัติ ที่ดีขึ้นกว่าเดิมในซาอุดิอารเบียต่างหาก แต่รัฐบาลซาอุดิ อารเบีย ใช้ยาแรงในการปราบปรามการประท้วงของพวกชีอะ ด้วยการใช้กระสุนจริง และก็มีชาวซาอุชีอะตายจริงหลายสิบ
    ทางการซาอุ สั่งจับ อัล นิมร์ ในปี ค.ศ.2012 และตั้งข้อหาว่า เขาเป็นผู้มีส่วน ที่ทำให้เกิดความไม่สงบดังกล่าว แถมยิงต่อสู้ตำรวจที่มาจับ และพยายามชักชวนให้ต่างชาติเข้ามามีส่วนวุ่นวายในกิจการในประเทศ ว่าแล้วก็มีคำสั่งในปี ค.ศ.2014 ให้ตัดสินประหารชีวิต อัล นิมร์
    หลายฝ่ายที่ติดตามเหตุการณ์ของ อัล นิมร์ มาตลอด หวังว่าเขาจะได้รับการอภัยโทษ แต่นอกจากการอภัยโทษไม่เกิดขึ้นแล้ว ยังมีนักวิเคระาห์การเมืองตะวันตก ออกมาให้ความเห็นว่า อัล นิมร์ ติดคุกมาปีกว่า ทำไมถึงมาทำการประหารชีวิตเขาในตอนนี้ เหมือนเป็นการเลือกจังหวะเวลา…
    ก่อนสิ้นปี ค.ศ.2015 อเมริกาเคาะถามรัสเซียว่า จะเอาอย่างไรเรื่องซีเรีย สุ่มเสียงอ่อนลงว่า อัสสาดจะอยู่ต่อก็ได้นะ แต่ถ้าเลือกตั้งแพ้แล้วต้องไปนะ รัสเซียบอก เราก็พูดอย่างนี้มาตั้งแต่แรก มึงฟังไม่ได้ศัพท์เลยหรือไง ทำเอาอเมริกากลับไปตั้งหลัก หลังปีใหม่ค่อยมาว่ากันต่อ
    ส่วนเรื่องเยเมน ซาอุดิอารเบียนำทัพเข้าไปลุยเยเมน แต่ดันติดหล่มมาตั้งแต่แต่กลางปี ค.ศ.2015 ขึ้นจากหล่มไม่ได้ ไปต่อไม่เป็น เลยมีการเจรจาสงบศึกชั่วคราว แต่การสงบศึกก็ดูเหมือนไม่สงบจริง เพราะยังขึ้นจากหล่มไม่ได้ ติดหล่มทรายนานๆ นี่ถึงตายนะครับ
    ที่ซีเรีย มีกองกำลังของจริงของอิหร่าน คอยช่วยอัสสาด รบสู้กับพวกกบฎซีเรีย ขณะเดียวกัน ก็มีกองกำลังของผู้ก่อการร้ายเติมเงิน ที่ซาอุดิอารเบียและพวกคอยสนับสนุนเติมเงินเติมอาวุธ มาช่วยกบฏซีเรียรบสู้ กับรัฐบาลอัสสาด…. มึนหัวแทนคนอ่าน ค่อยๆอ่านนะครับ
    ที่เยเมน มีกองกำลังของจริงของซาอุดิอารเบียและพวก กำลังรบกับพวกที่ซาอุ เรียกว่าเป็นกบฏในเยเมน ซึ่งขณะนี้ พวกกบฏ รบชนะฝ่ายรัฐบาลเยเมน และไล่รัฐบาลเยเมนแตกกระเจิง จนตัวนายกรัฐมนตรีเยเมนหนีไปพึ่งใบบุญซาอุดิอารเบีย ฝ่ายกบฏที่กำลังสู้กับกองกำลังซาอุ มีกลุ่มนักรบฮูตติเป็นตัวยืน เป็นฮูตติ ที่อิหร่านให้การสนับสนุนทั้งด้านกองกำลังและอาวุธ
    ที่อิรัค มีกองกำลังของชาวอิรัค กำลังรบเพื่อยึดเอาบ้านเมือง กลับคืนมาจากที่ผู้ก่อการร้าย หรือนักรบเติมเงินยึดเอาไว้ และเริ่มตั้งแต่ปลายปีที่แล้วมานี้ ชาวอิรัค ทำท่าจะยึดเมืองใหญ่คืนมาได้ โดยเป็นที่รู้กันดีว่า ฝ่ายรัสเซียอิหร่านให้การสนับสนุนชาวอิรัค ในการยึดเมืองคืน ส่วนซาอุดิอารเบียและพวก รวมทั้งตุรกี และฝ่ายตะวันตก เป็นผู้สนับสนุนพวกนักรบเติมเงิน ในการยึดอิรัคตั้งแต่เริ่ม….
    และเมื่ออิรัค เริ่มยึดเมืองกลับคืนได้ อเมริการีบออกมาให้ข่าวทุกวันว่า เป็นผลงานของตน แต่ชาวบ้านที่ติดตามข่าวมาตลอด โดยไม่มีกระป๋องครอบหัวไว้ ก็คงพอรู้ว่าเรื่องจริงเป็นอย่างไร
    พวกเขาวุ่นวายกันขนาดนี้ ยังคิดว่า การประหารชีวิต อัล นิมร์ นั้น มาจากการกระทำของอัล นิมร์ ที่ซาอุดิอารเบีย อ้างว่า เป็นการกดดัน และคุกคามราชวงศ์ซาอุด…อย่างนั้นหรือ……
    ###############
ตอน 4 (จบ)
    ตั้งแต่กษัตริย์อับดุลลาห์ ขึ้นครองราชย์เมื่อต้นปี ค.ศ.2015 นโยบายด้านต่างประเทศของซาอุดิอารเบีย ดูเหมือนจะเปลี่ยนเป็นเชิงรุก(ราน) อย่างเห็นได้ชัด
    แต่ไหนแต่ไรมา ซาอุดิอารเบียกับอิหร่านก็ไม่รักกันอยู่แล้ว ซาอุมองอิหร่านเป็นคู่แข่งทางการเมืองที่สำคัญ แย่งชิงกันเป็นผู้นำของตะวันออกกลางมาตลอด แต่ซาอุดิอารเบีย ย่อมคิดว่าตนเองได้เปรียบอิหร่าน เพราะมีแบ๊กแข็งโป๊กอย่างอเมริกา ส่วนอิหร่าน แม้จะมีรัสเซีย จีน เป็นเพื่อน แต่ในสายตาชาวโลกที่หัวติดอยู่ในกระป๋องสี่เหลี่ยม ย่อมมองรัสเซีย จีน ต่างกับมองเจ้าพ่อใหญ่ใบตองแห้ง
    ซาอุดิ อารเบีย มาเสียเส้น ก็ตอนเจ้าพ่อใหญ่ใบตองแห้งใช้เวลาเจรจาเรื่องนิวเคลียร์กับอิหร่านนานไป หน่อย เล่นเอาซาอุดิอารเบียงอนจนเตียงแถบหัก แค่นั้นซาอุดิ อารเบีย ก็ยังลงบัญชีงอนเอาไว้ไม่เลิกพ้อ แต่พอคุณพี่ปูติน ที่เป็นเพื่อนกับอิหร่านและซีเรีย ยกทัพเข้ามาในซีเรีย นี่ 3 เดือนกว่าแล้ว และยังไม่มีที่ท่าว่าจะเคลื่อนย้ายออกไป แถมทำท่าจะปักหลักพักนาน แบบนี้ ซาอุดิ อารเบีย จะใช้แค่บทแง่งอน มันคงไม่พอกระตุกคอคู่รักให้หันมาสนใจ
    อเมริกา คู่รักฝักแค ยังไม่แสดงที่ท่าว่าจะกระดิกตัว ออกมาปกป้องฝ่ายซาอุดิจากการบุกมาของรัสเซียเลย ได้แต่ส่งเสียงตามลม โหยหวนเหมือนเวลาเห็นใบตองไหว ก็แค่นั้น แล้วแบบนี้เสี่ยปั๊มใหญ่ จะให้เสี่ยปั๊มใหญ่ถูกหยามหน้าต่อไปได้ยังไง
นี่ถ้า รัสเซียไม่ขยับไปไหน นั่งรับลมทะเลทรายเปลี่ยนบรรยากาศไปอีกนาน อิหร่านก็คงใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้น แถมซีเรีย ที่เราลงทุนเติมเงินลงไปเสียนับไม่ถ้วน ก็ยังไม่ล่ม แค่เละ เจ้าอัสสาดคนนอกศาสนา ก็ยังอยู่ได้ แล้วนี่อิรัคยังมีทีท่าว่า อาจจะไปซบอิหร่านเต็มตัว ยิ่งจะทำให้อิหร่านใหญ่ขึ้นไปอีก โอ้ย… คิดมาถึงตรงนี้แล้ว เสี่ยปั๊มใหญ่ น่าจะรับไม่ไหว มันเลยต้องฉับ ฉับ …
    หลังจาก ฉับ ฉับ ไปแล้ว ความร้อนก็ยังไม่ลด ซาอุดิ อารเบีย เลยต้องกระแทกให้อีกดอกว่า …. ถึง จุดนี้ ซาอุดิอารเบีย ไปไกลเกินกว่าที่จะสนใจแล้ว ว่าโอบามาคิดอย่างไร…. ซาอุดิ อารเบีย ไม่สนใจว่าจะทำให้ทำเนียบขาวโกรธหรือไม่…
…..พอ ก็คือ พอ enough is enough …..เอะ นี่เป็น ข้อความส่งถึงอิหร่าน หรือถึงอเมริกากันแน่ ผมชักไม่แน่ใจ
    บทนี้ ถ้าฮอลลีวู้ด ไม่รีบเอาไปทำหนัง เสียดายตายห่าเลยครับ
    ผมเกือบลืมเล่าถึงดาราตัวเอก ที่ตอนนี้ออกฉากมาพูดแทนซาอุดิอารเบียคือนาย อัล จูเบียร์
    อัล จูเบียร์ นี่ ก่อนหน้าจะมารับตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศของซาอุดิ เขาเป็น ทูตซาอุ ประจำอเมริกาตั้งแต่ปี ค.ศ.2007 ถึง 2015 เรียกว่า ซี้ย่ำปึกกับอเมริกา มาตั้งแต่สมัยคาวบอยบุช นอกจากนี้ อัล จูเบียร์ ยังเป็นที่ปรึกษาด้านการต่างประเทศประจำตัวของกษัตริย์อับดุลลาห์ อีกด้วย เมื่อเจ้าชายอับดุลลาห์ขึ้นครองราชย์ไม่กี่เดือน ก็ตั้ง อัล จูเบียร์เป็นรัฐมนตรี ดูเหมือนเขาจะเป็นคนธรรมดาคนแรกของซาอุ ที่ได้ดำรงตำแหน่งนี้
    ประวัติดาราแบบนี้ คงทำให้มองเห็นภาพกันนะครับว่า ใครกำลังใช้ใคร จุดฝักแค แล้วฝักแคมันจะลามไปถึงไหน แผนเอาปั๊ม ไม่เอาคนนี่เล่นไม่ยากเลย ไม่ว่าที่ไหน เอาของไม่เอาคน ยุซ้าย แยงขวา เดี๋ยวเขาก็ตีกันเอง เราไม่ต้องกรีทาทัพมาให้เจ็บตาปลาเลยนะ จิ้งหรีดพันธุ์ไหน มันก็ปั่นได้ทั้งนั้นแหละ …ถ้ามันไม่รู้ตัวว่าถูกปั่น…
    แล้วแบบนี้ฝ่ายรัสเซีย จีน อิหร่าน และไอ้นักไต่ลวดจอมเล่นเสียวตุรกีว่ายังไง ไม่พูดถึงเลยนะลุง
    แหม ผมก็ไม่ได้มีโอกาสถามท่านทั้งสาม และนักไต่ลวดโดยตรงนะครับ แต่ผมว่า แผนปั่นจิ้งหรีด แผนจุดฝักแค ใครๆ เขาก็รู้กันทั้งนั้น ก็เล่นแบบซ้ำซาก
    ผมเลยเดาเอาเองว่า อิหร่าน คงบอกเราคอยอยู่ ส่วนอาเฮีย คงอมยิ้ม และ คุณพี่ปูติน คงหัวร่อ หึ หึ ใน ลำคอ… ส่วนตุรกีนักไต่ลวด คงถอนหายใจยาว กูคงไม่ตายเดี่ยว….
    สวัสดีครับ
คนเล่านิทาน
8 ม.ค. 2559
    เรื่อง จุดฝักแค นิทานเรื่องจริง เรื่อง “จุดฝักแค” ตอน 1 ตะวันออกกลาง ทำท่าจะเป็นแดนเดือดทั่วทะเลทรายไม่ให้น้อยหน้ากัน เดี๋ยวจะไม่เชื่อว่าเขาจะเอาแต่ปั้ม ไม่เอาคน… ดูไบ แดนเศรษฐี (หนีคุก) เริ่มฉลองปีใหม่ด้วยไฟใหม้ตึกสูงโรงแรมหรู ระหว่างนับถอยหลังก่อนถึงปีใหม่ เล่นเอาชาวดูไบที่มาดูไฟ ยืนอ้าปากค้าง โห บ้านเรานี่ถ้าจะรวยจริงนะ แทนที่จะจุดพลุขึ้นฟ้าฉลองปีใหม่ นี่เล่นจุดไฟเผาตึกฉลองเลยเหรอ เอะ แล้วไอ้เหลี่ยมร้ายมันอยู่แถวนั้นหรือเปล่านะ ม่ายน่อ เขาว่ามันมาสั่งการกวนตีนลุงตู่ ระหว่างรอรับน้องสาวเตรียมหนีคดีออกนอกประเทศ อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลแถวนี้ต่างหาก ซีเอนเอน ท่าจะรับค่าอุปถัมภ์รายการไปแยะ ตอนแรกเจ้าหน้าที่ถ่ายถอดทำหน้าที่ตามอาชีพ แบ่งจอให้ดูเลย ด้านซ้ายฉลองปีใหม่ด้วยไฟไหม้ตึก ไฟลุกโชนทั้งตึก มีตัววิ่งขึ้นว่า hotel inferno โรมแรมไฟนรก ด้านขวาของจอถ่ายทอดยิงพลุ เดี๋ยวโป้ง เดี๋ยวโป้ง ข่าวบอก 2 เหตุการณ์ อยู่ห่างกันไม่กี่กิโลเมตร ชาวดูไบ ดูพลุ สลับกับดูไฟไหม้คอเกือบเคล็ด เพราะรัฐบาลดูไบบอก ไฟไหม้ยังไงเราก็ไม่เลิกการจุดพลุให้ประชาชนชื่นชม ให้ตายเถอะโรบิน ผมเชื่อแล้วว่าเขารวยจริง คุณเบ็กกี้ ผู้จัดรายการสาวใหญ่ ของซีเอนเอน ไม่รู้ใครไปปลุกหล่อนมาเข้าฉากกลางดึก หลังจากพลุเลิกแล้ว แต่ไฟไหม้ยังไม่เลิก คุณเบ็กกี้ประกาศปากคอสั่นว่า ไฟไหม้โรงแรมแค่ข้างนอกนะฮ้า ไม่เข้าข้างในตึกเลยฺฮ่า เสียหายนิดหน่อยเองฮ่ะ ไม่มีใครเป็นอันตรายร้ายแรงเล้ย ว่าแล้วคุณเธอก็หายวับกลับไปนอนต่อ วาว.. มัน ซี เอน เอน จริงๆ แล้ววันรุ่งขึ้น ข่าวไฟไหม้โรงแรมหรูที่ดูไบก็หายไปเหมือนถูกชักโครกทิ้ง…จะออกข่าวทำไมให้ เสียเวลา มึงไว้ทำข่าวว่ารัสเซียกำลังจะอดตาย จีนแผ่นดินถล่ม ไทยผลิตอาหารไม่ได้มาตรฐาน อะไรทำนองนั้นซีวะ… ผมสงสัยว่า ไอ้คนถ่ายทอดไฟไหม้โรงแรม อาจจะตกงานไปแล้วเรียบร้อย หลังจากดู ดูไบจุดไฟตึกฉลองปีใหม่เสร็จ ผมก็กลับไปนอนต่อ ผมยังไม่ทันฟื้นจากการนอนข้ามปีของผม ผ่านปีใหม่ไปไม่ถึง 2 วัน ซาอุดิอารเบีย เสี่ยปั๊มใหญ่ของผม ก็เริ่มศักราชใหม่ด้วยการสั่งประหารชีวิตนักโทษ วันเดียวฉับไป 47 หัว ส่วนใหญ่บอกว่าเป็นพวกก่อการร้ายพันธ์อัลไคด้า ที่เคยหาเรื่องซ่าใส่ซาอุ แต่มี 3 คนเป็นรายการแถมนอกเหนือจาก อัลไคด้า นับเป็นการประหารชีวิตในวันเดียวมากที่สุดในรอบ35 ปีของซาอุ เสี่ยปั๊มใหญ่เล่นแรงจริง สงสัยเจอพิษแมงกะแท้ทะเลทราย แต่ปรากฏว่ารายการแถม ทำท่าจะเป็นชนวนฝักแค จุดลุกลาม จนตะวันออกกลางอาจจะกลายเป็นทะเลทรายเลือด …. ตามแผนของใครไม่รู้ ชนวนใหญ่ของฟักแคชื่อ Sheik Nimr Baqr al-Nimr ชิ๊ค อัล นิมร์ เป็นผู้สอนศาสนานิกายชีอะที่อยู่ในซาอุ เป็นที่เคารพ และรู้จักกันทั่วของฝ่ายชีอะทั้งในและนอกซาอุดิอารเบีย แต่ซาอุบอกว่า ชิ๊ค อัล นิมร์ เป็นพวกหัวรุนแรง นักเคลื่อนไหวที่ก่อความวุ่นวาย พยายามยุยงให้พวกชีอะก่อความไม่สงบในซาอุ มาตั้งแต่ ปี ค.ศ.2011 แล้วนะ แล้วก็ทำให้ซาอุเกือบจะมีเทศกาลอาหรับสปริงกับเขาด้วยในช่วงปีนั้น ว่าเข้านั้น การตัดสินประหารชีวิต ชี้ค อัล นิมร์ ได้รับการเตือนจากนานาประเทศทั้งในและตะวันออกกลางว่า ระวังมันจะบานปลายจนหุบไม่เข้า เพราะมันอาจจะมากกว่าเป็นการจุดไฟสงครามระหว่างนิกายศาสนาก็ได้… แต่ซาอุดิ อารเบียบอกว่า…. อัล นิมร์ คุกคามพระราชวงศ์ของเรา เราต้องการให้เป็นที่รู้กันว่า ใครจะมากดดันเราไม่ได้…..นี่ มันต้องอย่างนี้ มีหน้าไหนกล้าเข้าไปยุ่งในบ้านเขาบ้าง และก็ได้ผล…กระทรวงต่างประเทศของอเมริกา ไม่ได้ “ทักท้วง” การตัดสินของซาอุดิอารเบียในเรื่องนี้ เพียงแต่ให้ความเห็นว่า อเมริกามีความเป็นห่วงอย่างยิ่งยวดว่า เรื่องนี้จะทำให้การขัดแย้งระหว่างนิกายทางศาสนาจะรุนแรงขึ้น และทางกระทรวง ขอให้ผู้นำภูมิภาค ใช้ความพยายามเป็นสองเท่า ที่จะลดระดับความตึงเครียดในภูมิภาคลงมา ประชาธิปไตยสักกะบวยอะไรของมึง ฉับหัววันเดียว 47 คน มึงบอกว่า ให้ผู้นำ(คนอื่น) ใช้ความพยายามเป็น 2 เท่าที่จะลดความตึงเครียด แต่กับคนสั่งฉับ มึงไม่กล้าแตะเขาเลย ปาหี่ ฉิบหาย ตกลงนี่ มันอเมริกาเดียวกันกับที่เข้ามาเสือกในบ้านเราทุกเรื่องหรือเปล่าครับ
ที่บ้านเรา ผมเห็นมันมายืนชี้นิ้วเสือกสาระพัด ทั้งๆที่ยังไม่ได้ฉับใครสักหัว แค่เชิญมาปรับทัศนคติ…..มันก็หาว่าเราละเมิดสิทธิมนุษยชน ก็ได้แต่บ่นกันเองหน้าจอ ไหนบอกว่าเป็นช้างศึกไงครับ ไม่ใช่สมันน้อยแล้วนะ ลุงนิทานอย่ามาเรียกสมันน้อยอีกนะ ฮา ###############
ตอน 2 ซาอุดิอารเบีย ประหารชีวิต ชิ๊ค อัล นิมร์ เมื่อวันเสาร์ที่ 2 มกราคม หลังจากข่าวออกไม่กี่ชั่วโมง ชาวอิหร่าน ซึ่งนับถืออิสลามนิกายชีอะ ต่างออกมาประท้วงการประหารชีวิต และพากันเดินขบวนไปหน้าสถานทูตซาอุดิอารเบียในกรุงเตหะราน หลังจากนั้นการประท้วงก็รุนแรงขึ้น มีการบุกเข้าไปเผาสถานกงสุลของซาอุดิอารเบีย ที่เมืองมาชาดในอิหร่าน ตามมาด้วยการเผาสถานทูตของซาอุดิอารเบีย ที่กรุงเตหะราน หลังจากมีข่าวว่า สถานทูตถูกเผาในวันเสาร์ที่ 2 มกราคม วันอาทิตย์รุ่งขึ้น รัฐมนตรีต่างประเทศของซาอุดิอารเบีย นาย Adel al-Jubeir ก็ออกมาทำหน้าเครียดให้สัมภาษณ์ผ่านวิทยุประเภทกรมกร๊วกของซาอุ ทันที … อิหร่าน มีประวัติการละเมิดต่างประเทศอย่างนี้มานานแล้ว จำไม่ได้หรือ ปี ค.ศ.1979 นั่นไง (ที่อิหร่านบุกสถานทูตอเมริกา และจับตัวเจ้าหน้าที่สถานทูตเป็นตัวประกัน : คนเล่านิทาน) มันแสนจะอื้อฉาว และละเมิดกฎหมายข้อตกลงระหว่างประเทศจนหมดสิ้น…. …. อิหร่าน ยังมีนโยบายที่ก้าวร้าว โดยมีเป้าหมายที่จะทำลายความมั่นคงของภูมิภาค … อิหร่านลักลอบขนทั้งอาวุธ และระเบิด เข้ามาสร้างผู้ก่อการร้ายในซาอุดิอารเบียและประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคด้วย… เราจะไม่มีวันยอมให้อิหร่านมาบ่อนทำลายความมั่นคงของเราอย่างเด็ดขาด…. …. ประวัติศาสตร์ของอิหร่าน มีแต่เรื่องแย่ๆ มีแต่เข้าไปแทรกแซงอย่างไม่เป็นมิตร กับประเทศในภูมิภาค และพร้อมที่จะทำลายล้างเขาไปทั่ว รวมทั้งฆ่าคนบริสุทธิ์… หลังจากด่าอิหร่านอย่างยืดยาว รสเผ็ดเจ็บร้อนถึงใจเสร็จ ท่านรัฐมนตรีต่างประเทศ อัล จูเบียร์ ก็ประกาศตัดสัมพันธ์ทางการทูตดังฉับ …กับอิหร่านทันที พร้อมกับมีคำสั่ง ไล่ทูตอิหร่านประจำซาอุ ให้ออกไปจากซาอุดิอารเบียภายใน 48 ชั่วโมง รวดเร็วชนิดเก็บได้แต่ของสำคัญ เช่นไม้แคะหูกับรองเท้าแตะฯลฯ ที่เหลือทิ้งมันไป… ซาอุดิ อารเบีย ยังไม่หายร้อน ตามต่อด้วยการสั่งห้ามเครื่องบินอิหร่าน บินลงซาอุ และห้ามเครื่องบินซาอุไปลงอิหร่าน จะเดินทางไปหากันก็จงใช้อูฐอย่างเมื่อร้อยปีก่อน เด็ดขาดจริงๆ สื่ออเมริกัน ต่างลงข่าวทั้งหมดนี้อย่างพร้อมเพรียง และละเอียดถี่ถ้วน คาดว่า ไม่น่ามีใครตกข่าวเลย คงแจกทั่วถึงกันหมด หลังจากนั้นเหตุการณ์ต่อเนื่องจากการประหารชีวิต ชิ้ค อัล นิมร์ ก็ลามอย่างรวดเร็ว ไล่ไปตั้งแต่บาห์เรน จนถึง ปากีสถาน เหมือนอย่างกับใครกำลังจุดฟักแคลูกระเบิด หรือฟักแคเผาผี ผมไม่แน่ใจว่าจะเป็นอย่างไหน แต่จะอย่างไหน มันก็ไม่ใช่เป็นมงคล สำหรับการเริ่มปีใหม่ ของชาวตะวันออกกลางทั้งสิ้น ที่บาห์เรน กลุ่มชีอะ ออกมาประท้วงในหลายเมือง พร้อมทั้งตะโดนด่าราชวงศ์ Al Saud ที่กำลังปกครองซาอุดิอารเบีย ที่ก็ถือว่าเป็นลูกพี่ใหญ่ของบาห์เรน หลังจากนั้น บาห์เรนก็ประกาศตัดสัมพันธ์ทางการทูตกับอิหร่าน ตามลูกพี่ ไปเรียบร้อยอีกหนึ่งฉับ ตามมาด้วยเอมิเรต ประกาศลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิหร่าน ลดจำนวนเจ้าหน้าที่สถานทูตของซาอุ ที่ประจำอยู่ที่กรุงเตหะราน เรียกว่ายังไม่ถึงกับฉับ แค่เฉาะให้อิหร่านรู้สึก ส่วนคูเวต ในฐานะสมาชิกชาวอ่าว ก็รีบตัดฉับสัมพันธ์อิหร่านตามลูกพี่เหมือนกัน แต่จอร์แดน แค่เรียกทูตอิหร่านประจำจอร์แดนมาด่ายับ เรื่องเหตุการณ์เผาสถานทูตซาอุ แต่ยังไม่ฉับตามซาอุ เพราะจอร์แดนถือตัวว่า ไม่ใช่ลูกกะเป๋งของซาอุ แค่ซาอุช่วยสนับสนุนช่วยเหลือทางการเงินให้เท่านั้น … ฟังแล้วงง สำหรับการ์ต้า เพิ่งประกาศฉับไปเมื่อวาน เรียกทูตกลับบ้าน ประกาศเป็นรายสุดท้าย แหม นึกว่าแน่ เห็นคิดอยู่หลายวันเลยนะเสี่ยปั้มสิงห์สำอาง ในที่สุดก็ต้องฉับตามลูกพี่ ส่วนโอมาน ประกาศตัวเป็นกลางเหมือนทุกเรื่อง เราไม่ชอบยุ่งกับเรื่องขัดแย้งของใคร แหะ แหะ แต่เราเอนตัวไปทางอิหร่านนานแล้วโยม จ่อหน้ากันอยู่ตรงนั้นมันก็น่าเสียวแทน การปะทะทางการทูต ลามไปถึงอาฟริกา ซูดาน ซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิมสุนนี่ ก็ไล่ทูตอิหร่านพร้อมเจ้าหน้าที่สถานทูตทั้งหมดกลับบ้านกับเขาด้วย และเรียกทูตของตนที่ประจำอยู่ที่อิหร่านกลับซูดาน ซูดานแถลงว่า เพราะอิหร่านเข้าไปแทรกแซงในกิจการบ้านคนอื่นเกี่ยวกับเรื่องศาสนา ….รัศมีเสี่ยปั๊มใหญ่นี่แผ่ไพศาลเอาเรื่อง แต่ที่เบรุต Hassan Nasrallah หัวหน้ากลุ่มเฮสบอลเลาะห์ กล่าวสรรเสริญ ชิ้ค อัล นิมร์ว่า เป็นผู้สละชีวิตเพื่อศาสนา เป็นนักรบที่ควรแก่เคารพ เหตุการณ์ประหารชีวิตของ ชิ้ค อัล นิมร์ ทำให้ฝ่ายอิหร่านออกมาตอบโต้ว่า ซาอุดิอารเบีย เจ้าจงเตรียมตัว การล้างแค้นอย่างรุนแรงจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน… ###############
ตอน 3 ชิ้ค อัล นิมร์ เป็นชาวซาอุดิ ที่นับถืออิสลามนิกายชีอะ ซึ่งมีเพียงประมาณ 15% ในซาอุดิอารเบีย ที่นับนิกายสุนนี่เป็นนิกายทางการ ในขณะที่หัวหน้าชีอะอื่นๆในซาอุ อยู่ในซาอุแบบเจียมตัว พยายามทำตัวคล้อยไปกับสังคมของสุนนี่ แต่ อัล นิมร์ ลุกขึ้นประกาศว่า มันไม่ควรเป็นเช่นนั้น ซาอุดิ อารเบีย ควรใจกว้างกับทุกนิกายเช่นเดียวกัน อัล นิมร์ พูดแสดงความเห็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ เสียงเขาดังอยู่ในหัวของชีอะเกือบทุกคน โดยเฉพาะที่อยู่ในซาอุดิอารเบีย ในที่สุดเมื่อเกิดเหตุการประท้วงรุนแรงในซาอุดิอารเบีย โดยกลุ่มชีอะ ในปี ค.ศ.2011 ที่ตะวันตกอ้างว่าลามมาจากเทศกาลอาหรับ แต่พวกชีอะบอกว่า เราไม่ได้มาเรียกร้องเอาประซาธิปไตยนะ แต่เราต้องการให้พวกชีอะ ได้รับการปฏิบัติ ที่ดีขึ้นกว่าเดิมในซาอุดิอารเบียต่างหาก แต่รัฐบาลซาอุดิ อารเบีย ใช้ยาแรงในการปราบปรามการประท้วงของพวกชีอะ ด้วยการใช้กระสุนจริง และก็มีชาวซาอุชีอะตายจริงหลายสิบ ทางการซาอุ สั่งจับ อัล นิมร์ ในปี ค.ศ.2012 และตั้งข้อหาว่า เขาเป็นผู้มีส่วน ที่ทำให้เกิดความไม่สงบดังกล่าว แถมยิงต่อสู้ตำรวจที่มาจับ และพยายามชักชวนให้ต่างชาติเข้ามามีส่วนวุ่นวายในกิจการในประเทศ ว่าแล้วก็มีคำสั่งในปี ค.ศ.2014 ให้ตัดสินประหารชีวิต อัล นิมร์ หลายฝ่ายที่ติดตามเหตุการณ์ของ อัล นิมร์ มาตลอด หวังว่าเขาจะได้รับการอภัยโทษ แต่นอกจากการอภัยโทษไม่เกิดขึ้นแล้ว ยังมีนักวิเคระาห์การเมืองตะวันตก ออกมาให้ความเห็นว่า อัล นิมร์ ติดคุกมาปีกว่า ทำไมถึงมาทำการประหารชีวิตเขาในตอนนี้ เหมือนเป็นการเลือกจังหวะเวลา… ก่อนสิ้นปี ค.ศ.2015 อเมริกาเคาะถามรัสเซียว่า จะเอาอย่างไรเรื่องซีเรีย สุ่มเสียงอ่อนลงว่า อัสสาดจะอยู่ต่อก็ได้นะ แต่ถ้าเลือกตั้งแพ้แล้วต้องไปนะ รัสเซียบอก เราก็พูดอย่างนี้มาตั้งแต่แรก มึงฟังไม่ได้ศัพท์เลยหรือไง ทำเอาอเมริกากลับไปตั้งหลัก หลังปีใหม่ค่อยมาว่ากันต่อ ส่วนเรื่องเยเมน ซาอุดิอารเบียนำทัพเข้าไปลุยเยเมน แต่ดันติดหล่มมาตั้งแต่แต่กลางปี ค.ศ.2015 ขึ้นจากหล่มไม่ได้ ไปต่อไม่เป็น เลยมีการเจรจาสงบศึกชั่วคราว แต่การสงบศึกก็ดูเหมือนไม่สงบจริง เพราะยังขึ้นจากหล่มไม่ได้ ติดหล่มทรายนานๆ นี่ถึงตายนะครับ ที่ซีเรีย มีกองกำลังของจริงของอิหร่าน คอยช่วยอัสสาด รบสู้กับพวกกบฎซีเรีย ขณะเดียวกัน ก็มีกองกำลังของผู้ก่อการร้ายเติมเงิน ที่ซาอุดิอารเบียและพวกคอยสนับสนุนเติมเงินเติมอาวุธ มาช่วยกบฏซีเรียรบสู้ กับรัฐบาลอัสสาด…. มึนหัวแทนคนอ่าน ค่อยๆอ่านนะครับ ที่เยเมน มีกองกำลังของจริงของซาอุดิอารเบียและพวก กำลังรบกับพวกที่ซาอุ เรียกว่าเป็นกบฏในเยเมน ซึ่งขณะนี้ พวกกบฏ รบชนะฝ่ายรัฐบาลเยเมน และไล่รัฐบาลเยเมนแตกกระเจิง จนตัวนายกรัฐมนตรีเยเมนหนีไปพึ่งใบบุญซาอุดิอารเบีย ฝ่ายกบฏที่กำลังสู้กับกองกำลังซาอุ มีกลุ่มนักรบฮูตติเป็นตัวยืน เป็นฮูตติ ที่อิหร่านให้การสนับสนุนทั้งด้านกองกำลังและอาวุธ ที่อิรัค มีกองกำลังของชาวอิรัค กำลังรบเพื่อยึดเอาบ้านเมือง กลับคืนมาจากที่ผู้ก่อการร้าย หรือนักรบเติมเงินยึดเอาไว้ และเริ่มตั้งแต่ปลายปีที่แล้วมานี้ ชาวอิรัค ทำท่าจะยึดเมืองใหญ่คืนมาได้ โดยเป็นที่รู้กันดีว่า ฝ่ายรัสเซียอิหร่านให้การสนับสนุนชาวอิรัค ในการยึดเมืองคืน ส่วนซาอุดิอารเบียและพวก รวมทั้งตุรกี และฝ่ายตะวันตก เป็นผู้สนับสนุนพวกนักรบเติมเงิน ในการยึดอิรัคตั้งแต่เริ่ม…. และเมื่ออิรัค เริ่มยึดเมืองกลับคืนได้ อเมริการีบออกมาให้ข่าวทุกวันว่า เป็นผลงานของตน แต่ชาวบ้านที่ติดตามข่าวมาตลอด โดยไม่มีกระป๋องครอบหัวไว้ ก็คงพอรู้ว่าเรื่องจริงเป็นอย่างไร พวกเขาวุ่นวายกันขนาดนี้ ยังคิดว่า การประหารชีวิต อัล นิมร์ นั้น มาจากการกระทำของอัล นิมร์ ที่ซาอุดิอารเบีย อ้างว่า เป็นการกดดัน และคุกคามราชวงศ์ซาอุด…อย่างนั้นหรือ…… ###############
ตอน 4 (จบ) ตั้งแต่กษัตริย์อับดุลลาห์ ขึ้นครองราชย์เมื่อต้นปี ค.ศ.2015 นโยบายด้านต่างประเทศของซาอุดิอารเบีย ดูเหมือนจะเปลี่ยนเป็นเชิงรุก(ราน) อย่างเห็นได้ชัด แต่ไหนแต่ไรมา ซาอุดิอารเบียกับอิหร่านก็ไม่รักกันอยู่แล้ว ซาอุมองอิหร่านเป็นคู่แข่งทางการเมืองที่สำคัญ แย่งชิงกันเป็นผู้นำของตะวันออกกลางมาตลอด แต่ซาอุดิอารเบีย ย่อมคิดว่าตนเองได้เปรียบอิหร่าน เพราะมีแบ๊กแข็งโป๊กอย่างอเมริกา ส่วนอิหร่าน แม้จะมีรัสเซีย จีน เป็นเพื่อน แต่ในสายตาชาวโลกที่หัวติดอยู่ในกระป๋องสี่เหลี่ยม ย่อมมองรัสเซีย จีน ต่างกับมองเจ้าพ่อใหญ่ใบตองแห้ง ซาอุดิ อารเบีย มาเสียเส้น ก็ตอนเจ้าพ่อใหญ่ใบตองแห้งใช้เวลาเจรจาเรื่องนิวเคลียร์กับอิหร่านนานไป หน่อย เล่นเอาซาอุดิอารเบียงอนจนเตียงแถบหัก แค่นั้นซาอุดิ อารเบีย ก็ยังลงบัญชีงอนเอาไว้ไม่เลิกพ้อ แต่พอคุณพี่ปูติน ที่เป็นเพื่อนกับอิหร่านและซีเรีย ยกทัพเข้ามาในซีเรีย นี่ 3 เดือนกว่าแล้ว และยังไม่มีที่ท่าว่าจะเคลื่อนย้ายออกไป แถมทำท่าจะปักหลักพักนาน แบบนี้ ซาอุดิ อารเบีย จะใช้แค่บทแง่งอน มันคงไม่พอกระตุกคอคู่รักให้หันมาสนใจ อเมริกา คู่รักฝักแค ยังไม่แสดงที่ท่าว่าจะกระดิกตัว ออกมาปกป้องฝ่ายซาอุดิจากการบุกมาของรัสเซียเลย ได้แต่ส่งเสียงตามลม โหยหวนเหมือนเวลาเห็นใบตองไหว ก็แค่นั้น แล้วแบบนี้เสี่ยปั๊มใหญ่ จะให้เสี่ยปั๊มใหญ่ถูกหยามหน้าต่อไปได้ยังไง
นี่ถ้า รัสเซียไม่ขยับไปไหน นั่งรับลมทะเลทรายเปลี่ยนบรรยากาศไปอีกนาน อิหร่านก็คงใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้น แถมซีเรีย ที่เราลงทุนเติมเงินลงไปเสียนับไม่ถ้วน ก็ยังไม่ล่ม แค่เละ เจ้าอัสสาดคนนอกศาสนา ก็ยังอยู่ได้ แล้วนี่อิรัคยังมีทีท่าว่า อาจจะไปซบอิหร่านเต็มตัว ยิ่งจะทำให้อิหร่านใหญ่ขึ้นไปอีก โอ้ย… คิดมาถึงตรงนี้แล้ว เสี่ยปั๊มใหญ่ น่าจะรับไม่ไหว มันเลยต้องฉับ ฉับ … หลังจาก ฉับ ฉับ ไปแล้ว ความร้อนก็ยังไม่ลด ซาอุดิ อารเบีย เลยต้องกระแทกให้อีกดอกว่า …. ถึง จุดนี้ ซาอุดิอารเบีย ไปไกลเกินกว่าที่จะสนใจแล้ว ว่าโอบามาคิดอย่างไร…. ซาอุดิ อารเบีย ไม่สนใจว่าจะทำให้ทำเนียบขาวโกรธหรือไม่…
…..พอ ก็คือ พอ enough is enough …..เอะ นี่เป็น ข้อความส่งถึงอิหร่าน หรือถึงอเมริกากันแน่ ผมชักไม่แน่ใจ บทนี้ ถ้าฮอลลีวู้ด ไม่รีบเอาไปทำหนัง เสียดายตายห่าเลยครับ ผมเกือบลืมเล่าถึงดาราตัวเอก ที่ตอนนี้ออกฉากมาพูดแทนซาอุดิอารเบียคือนาย อัล จูเบียร์ อัล จูเบียร์ นี่ ก่อนหน้าจะมารับตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศของซาอุดิ เขาเป็น ทูตซาอุ ประจำอเมริกาตั้งแต่ปี ค.ศ.2007 ถึง 2015 เรียกว่า ซี้ย่ำปึกกับอเมริกา มาตั้งแต่สมัยคาวบอยบุช นอกจากนี้ อัล จูเบียร์ ยังเป็นที่ปรึกษาด้านการต่างประเทศประจำตัวของกษัตริย์อับดุลลาห์ อีกด้วย เมื่อเจ้าชายอับดุลลาห์ขึ้นครองราชย์ไม่กี่เดือน ก็ตั้ง อัล จูเบียร์เป็นรัฐมนตรี ดูเหมือนเขาจะเป็นคนธรรมดาคนแรกของซาอุ ที่ได้ดำรงตำแหน่งนี้ ประวัติดาราแบบนี้ คงทำให้มองเห็นภาพกันนะครับว่า ใครกำลังใช้ใคร จุดฝักแค แล้วฝักแคมันจะลามไปถึงไหน แผนเอาปั๊ม ไม่เอาคนนี่เล่นไม่ยากเลย ไม่ว่าที่ไหน เอาของไม่เอาคน ยุซ้าย แยงขวา เดี๋ยวเขาก็ตีกันเอง เราไม่ต้องกรีทาทัพมาให้เจ็บตาปลาเลยนะ จิ้งหรีดพันธุ์ไหน มันก็ปั่นได้ทั้งนั้นแหละ …ถ้ามันไม่รู้ตัวว่าถูกปั่น… แล้วแบบนี้ฝ่ายรัสเซีย จีน อิหร่าน และไอ้นักไต่ลวดจอมเล่นเสียวตุรกีว่ายังไง ไม่พูดถึงเลยนะลุง แหม ผมก็ไม่ได้มีโอกาสถามท่านทั้งสาม และนักไต่ลวดโดยตรงนะครับ แต่ผมว่า แผนปั่นจิ้งหรีด แผนจุดฝักแค ใครๆ เขาก็รู้กันทั้งนั้น ก็เล่นแบบซ้ำซาก ผมเลยเดาเอาเองว่า อิหร่าน คงบอกเราคอยอยู่ ส่วนอาเฮีย คงอมยิ้ม และ คุณพี่ปูติน คงหัวร่อ หึ หึ ใน ลำคอ… ส่วนตุรกีนักไต่ลวด คงถอนหายใจยาว กูคงไม่ตายเดี่ยว…. สวัสดีครับ
คนเล่านิทาน
8 ม.ค. 2559
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 89 มุมมอง 0 รีวิว
  • 007 GoldenEye: การคืนชีพของสายลับระดับตำนาน พร้อมพลังเสียงอมตะจาก Tina Turner

    ในปี 1995 โลกภาพยนตร์ได้ต้อนรับการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของสายลับที่ทุกคนรู้จักกันดี — James Bond 007 กับภาพยนตร์เรื่อง “พยัคฆ์ร้าย 007 รหัสลับทลายโลก (GoldenEye)” หลังจากแฟรนไชส์หยุดพักไปยาวนานกว่า 6 ปี การเปิดตัวครั้งนี้ไม่เพียงปลุกกระแส Bond ให้กลับมาครองใจผู้ชมอีกครั้ง แต่ยังแจ้งเกิด Bond คนใหม่อย่าง Pierce Brosnan อย่างสมบูรณ์แบบ

    สิ่งที่ทำให้ GoldenEye ถูกพูดถึงไม่แพ้ฉากแอ็กชันสุดระห่ำ คือเพลงธีมเปิดเรื่อง “GoldenEye” ที่ขับร้องโดยราชินีร็อกแอนด์โรล Tina Turner เสียงร้องทรงพลัง ผสานอารมณ์ลึกลับแบบสายลับ ทำให้เพลงนี้กลายเป็นหนึ่งในเพลงธีม Bond ที่ถูกยกย่องมากที่สุดตลอดกาล

    บทความนี้จะพาคุณย้อนสำรวจทั้งตัวภาพยนตร์ เบื้องหลังเพลง และชีวิตอันเข้มแข็งของผู้หญิงที่โลกจดจำในนาม Tina Turner

    GoldenEye: Bond ในโลกหลังสงครามเย็น
    GoldenEye คือภาพยนตร์เจมส์ บอนด์ ลำดับที่ 17 กำกับโดย Martin Campbell และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของแฟรนไชส์ หลังปัญหาด้านลิขสิทธิ์ทำให้ซีรีส์หยุดชะงักตั้งแต่ปี 1989 เมื่อ Pierce Brosnan เข้ามารับบท 007 ในปี 1994 ทุกอย่างจึงเริ่มต้นใหม่อย่างเป็นทางการ

    ภาพยนตร์เข้าฉายปลายปี 1995 และประสบความสำเร็จถล่มทลาย ทำรายได้ทั่วโลกกว่า 356 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากงบประมาณเพียง 60 ล้านดอลลาร์ กลายเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดของปีนั้น

    เนื้อเรื่องตั้งอยู่ในยุคหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต Bond ต้องสืบสวนอาวุธดาวเทียมลับชื่อ “GoldenEye” ที่สามารถทำลายระบบการเงินทั่วโลกได้ เขาต้องเผชิญหน้ากับอดีตพันธมิตรจาก MI6 และเครือข่ายอาชญากรระดับนานาชาติ

    ฉากแอ็กชันอันเป็นเอกลักษณ์ เช่น
    การไล่ล่าด้วยเครื่องบินรบ
    การขับรถไล่ล่าบนภูเขาหิมะ
    ฉากต่อสู้ใต้น้ำสุดตื่นเต้น

    ล้วนตอกย้ำภาพลักษณ์ Bond ยุคใหม่ที่ทันสมัยขึ้นด้วยเทคโนโลยี CGI

    นักแสดงที่สร้างสีสัน ได้แก่
    Pierce Brosnan – James Bond ผู้มีเสน่ห์และสุขุม
    Sean Bean – ศัตรูผู้มีอดีตผูกพันกับ Bond
    Izabella Scorupco – โปรแกรมเมอร์สาวผู้กล้าหาญ
    Famke Janssen – นักฆ่าสาวสุดอันตราย
    Judi Dench – M หัวหน้า MI6 ผู้เด็ดขาด

    ภาพยนตร์ได้รับเสียงชื่นชมจากนักวิจารณ์ และยังเป็นแรงบันดาลใจให้เกมระดับตำนาน GoldenEye 007 บน Nintendo 64 อีกด้วย

    “GoldenEye”: เพลงธีมที่กลายเป็นตำนาน
    เพลง “GoldenEye” แต่งโดย Bono และ The Edge จากวง U2 และโปรดิวซ์โดย Nellee Hooper เดิมทีศิลปินกลุ่มอื่นถูกทาบทาม แต่สุดท้ายโชคชะตาก็นำพาเพลงนี้มาสู่เสียงของ Tina Turner

    แม้ในตอนแรก Tina จะลังเล แต่เมื่อได้บันทึกเสียงจริง เธอสามารถถ่ายทอดพลังอารมณ์ ความลึกลับ และความยิ่งใหญ่ของสายลับออกมาได้อย่างสมบูรณ์ เพลงถูกปล่อยเป็นซิงเกิลปลายปี 1995 และติดชาร์ตหลายประเทศในยุโรปอย่างรวดเร็ว

    นักวิจารณ์ชื่นชมว่าเสียงของ Tina ให้กลิ่นอายคลาสสิกแบบเพลง Bond ยุคทอง พร้อมพลังดราม่าที่ทำให้ผู้ฟังขนลุกทุกครั้งที่ท่อนฮุคดังขึ้น

    Tina Turner: ราชินีผู้ลุกขึ้นจากความเจ็บปวด
    Tina Turner (1939–2023) คือศิลปินระดับโลกที่มียอดขายกว่า 100 ล้านชุด และได้รับฉายา “Queen of Rock ’n’ Roll” จากพลังเสียงและการแสดงบนเวทีที่ไม่มีใครเหมือน

    จุดเริ่มต้นจากชีวิตเรียบง่าย
    เธอเติบโตในครอบครัวเกษตรกร และค้นพบพรสวรรค์ด้านดนตรีตั้งแต่วัยรุ่น ก่อนจะได้ร่วมงานกับ Ike Turner และก้าวสู่เวทีระดับประเทศ

    บทเรียนชีวิตและการหลุดพ้น
    แม้ประสบความสำเร็จทางดนตรี แต่ชีวิตแต่งงานเต็มไปด้วยความรุนแรงและความเจ็บปวด Tina ตัดสินใจเริ่มต้นใหม่จากศูนย์ด้วยความกล้าหาญ

    การคัมแบ็กระดับตำนาน
    ในยุค 80s เธอกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ด้วยอัลบั้ม Private Dancer และเพลงฮิตระดับโลกมากมาย กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ศิลปินหญิงทั่วโลก

    มรดกแห่งความสำเร็จ
    เธอคว้า Grammy มากกว่า 12 รางวัล ได้รับเกียรติเข้าหอเกียรติยศ Rock Hall of Fame และถูกยกย่องในฐานะสัญลักษณ์ของพลังใจและการไม่ยอมแพ้
    เพลง “GoldenEye” คืออีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่า แม้ในวัยกว่า 50 ปี Tina Turner ยังคงเปล่งประกายและครองเวทีได้อย่างสง่างาม

    บทสรุป
    GoldenEye ไม่ได้เป็นเพียงภาพยนตร์ที่ปลุกชีพ James Bond ให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง แต่ยังเป็นเวทีที่ส่งต่อพลังเสียงอมตะของ Tina Turner ให้ก้องอยู่ในความทรงจำของผู้ชมทั่วโลก

    ทุกครั้งที่ท่อนเพลงดังขึ้น —
    “See reflections on the water
    More than darkness in the depths
    See him surface in every shadow
    On the wind I feel his breath” —
    มันยังคงพาเราย้อนกลับไปสู่ยุคทองของสายลับ 007 ได้เสมอ

    #ลุงเล่าหลานฟัง

    https://www.youtube.com/watch?v=4hGQ97tCTOs
    🎬 007 GoldenEye: การคืนชีพของสายลับระดับตำนาน พร้อมพลังเสียงอมตะจาก Tina Turner 🎤✨ ในปี 1995 โลกภาพยนตร์ได้ต้อนรับการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของสายลับที่ทุกคนรู้จักกันดี — James Bond 007 กับภาพยนตร์เรื่อง “พยัคฆ์ร้าย 007 รหัสลับทลายโลก (GoldenEye)” 🎯 หลังจากแฟรนไชส์หยุดพักไปยาวนานกว่า 6 ปี การเปิดตัวครั้งนี้ไม่เพียงปลุกกระแส Bond ให้กลับมาครองใจผู้ชมอีกครั้ง แต่ยังแจ้งเกิด Bond คนใหม่อย่าง Pierce Brosnan อย่างสมบูรณ์แบบ สิ่งที่ทำให้ GoldenEye ถูกพูดถึงไม่แพ้ฉากแอ็กชันสุดระห่ำ คือเพลงธีมเปิดเรื่อง “GoldenEye” 🎵 ที่ขับร้องโดยราชินีร็อกแอนด์โรล Tina Turner 👑 เสียงร้องทรงพลัง ผสานอารมณ์ลึกลับแบบสายลับ ทำให้เพลงนี้กลายเป็นหนึ่งในเพลงธีม Bond ที่ถูกยกย่องมากที่สุดตลอดกาล บทความนี้จะพาคุณย้อนสำรวจทั้งตัวภาพยนตร์ 🎥 เบื้องหลังเพลง 🎼 และชีวิตอันเข้มแข็งของผู้หญิงที่โลกจดจำในนาม Tina Turner 💎 🌍 GoldenEye: Bond ในโลกหลังสงครามเย็น GoldenEye คือภาพยนตร์เจมส์ บอนด์ ลำดับที่ 17 กำกับโดย Martin Campbell และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของแฟรนไชส์ หลังปัญหาด้านลิขสิทธิ์ทำให้ซีรีส์หยุดชะงักตั้งแต่ปี 1989 เมื่อ Pierce Brosnan เข้ามารับบท 007 ในปี 1994 ทุกอย่างจึงเริ่มต้นใหม่อย่างเป็นทางการ 🚀 ภาพยนตร์เข้าฉายปลายปี 1995 และประสบความสำเร็จถล่มทลาย 💰 ทำรายได้ทั่วโลกกว่า 356 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากงบประมาณเพียง 60 ล้านดอลลาร์ กลายเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดของปีนั้น เนื้อเรื่องตั้งอยู่ในยุคหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต 🌐 Bond ต้องสืบสวนอาวุธดาวเทียมลับชื่อ “GoldenEye” ที่สามารถทำลายระบบการเงินทั่วโลกได้ เขาต้องเผชิญหน้ากับอดีตพันธมิตรจาก MI6 และเครือข่ายอาชญากรระดับนานาชาติ ฉากแอ็กชันอันเป็นเอกลักษณ์ เช่น ✈️ การไล่ล่าด้วยเครื่องบินรบ 🚗 การขับรถไล่ล่าบนภูเขาหิมะ 🌊 ฉากต่อสู้ใต้น้ำสุดตื่นเต้น ล้วนตอกย้ำภาพลักษณ์ Bond ยุคใหม่ที่ทันสมัยขึ้นด้วยเทคโนโลยี CGI นักแสดงที่สร้างสีสัน ได้แก่ 🎩 Pierce Brosnan – James Bond ผู้มีเสน่ห์และสุขุม 🕶️ Sean Bean – ศัตรูผู้มีอดีตผูกพันกับ Bond 💻 Izabella Scorupco – โปรแกรมเมอร์สาวผู้กล้าหาญ 🔥 Famke Janssen – นักฆ่าสาวสุดอันตราย 👩‍💼 Judi Dench – M หัวหน้า MI6 ผู้เด็ดขาด ภาพยนตร์ได้รับเสียงชื่นชมจากนักวิจารณ์ และยังเป็นแรงบันดาลใจให้เกมระดับตำนาน GoldenEye 007 บน Nintendo 64 🎮 อีกด้วย 🎶 “GoldenEye”: เพลงธีมที่กลายเป็นตำนาน เพลง “GoldenEye” แต่งโดย Bono และ The Edge จากวง U2 🎸 และโปรดิวซ์โดย Nellee Hooper เดิมทีศิลปินกลุ่มอื่นถูกทาบทาม แต่สุดท้ายโชคชะตาก็นำพาเพลงนี้มาสู่เสียงของ Tina Turner แม้ในตอนแรก Tina จะลังเล แต่เมื่อได้บันทึกเสียงจริง เธอสามารถถ่ายทอดพลังอารมณ์ ความลึกลับ และความยิ่งใหญ่ของสายลับออกมาได้อย่างสมบูรณ์ 🎤✨ เพลงถูกปล่อยเป็นซิงเกิลปลายปี 1995 และติดชาร์ตหลายประเทศในยุโรปอย่างรวดเร็ว 📈 นักวิจารณ์ชื่นชมว่าเสียงของ Tina ให้กลิ่นอายคลาสสิกแบบเพลง Bond ยุคทอง พร้อมพลังดราม่าที่ทำให้ผู้ฟังขนลุกทุกครั้งที่ท่อนฮุคดังขึ้น 👑 Tina Turner: ราชินีผู้ลุกขึ้นจากความเจ็บปวด Tina Turner (1939–2023) คือศิลปินระดับโลกที่มียอดขายกว่า 100 ล้านชุด 💿 และได้รับฉายา “Queen of Rock ’n’ Roll” จากพลังเสียงและการแสดงบนเวทีที่ไม่มีใครเหมือน 🌱 จุดเริ่มต้นจากชีวิตเรียบง่าย เธอเติบโตในครอบครัวเกษตรกร และค้นพบพรสวรรค์ด้านดนตรีตั้งแต่วัยรุ่น ก่อนจะได้ร่วมงานกับ Ike Turner และก้าวสู่เวทีระดับประเทศ 💔 บทเรียนชีวิตและการหลุดพ้น แม้ประสบความสำเร็จทางดนตรี แต่ชีวิตแต่งงานเต็มไปด้วยความรุนแรงและความเจ็บปวด Tina ตัดสินใจเริ่มต้นใหม่จากศูนย์ด้วยความกล้าหาญ ✊ 🌟 การคัมแบ็กระดับตำนาน ในยุค 80s เธอกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ด้วยอัลบั้ม Private Dancer และเพลงฮิตระดับโลกมากมาย กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ศิลปินหญิงทั่วโลก 🌍 🏆 มรดกแห่งความสำเร็จ เธอคว้า Grammy มากกว่า 12 รางวัล 🏅 ได้รับเกียรติเข้าหอเกียรติยศ Rock Hall of Fame และถูกยกย่องในฐานะสัญลักษณ์ของพลังใจและการไม่ยอมแพ้ เพลง “GoldenEye” คืออีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่า แม้ในวัยกว่า 50 ปี Tina Turner ยังคงเปล่งประกายและครองเวทีได้อย่างสง่างาม ✨ 🎯 บทสรุป GoldenEye ไม่ได้เป็นเพียงภาพยนตร์ที่ปลุกชีพ James Bond ให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง 🎬 แต่ยังเป็นเวทีที่ส่งต่อพลังเสียงอมตะของ Tina Turner ให้ก้องอยู่ในความทรงจำของผู้ชมทั่วโลก 🌟 ทุกครั้งที่ท่อนเพลงดังขึ้น — 🎵 “See reflections on the water More than darkness in the depths See him surface in every shadow On the wind I feel his breath” — มันยังคงพาเราย้อนกลับไปสู่ยุคทองของสายลับ 007 ได้เสมอ 🕶️💥 #ลุงเล่าหลานฟัง https://www.youtube.com/watch?v=4hGQ97tCTOs
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 120 มุมมอง 0 รีวิว
  • รวมข่าวจากเวบ TechRadar

    #รวมข่าวIT #20260110 #TechRadar

    อิหร่านปิดอินเทอร์เน็ตทั่วประเทศท่ามกลางการประท้วง
    อิหร่านสั่งปิดอินเทอร์เน็ตเกือบทั้งหมดหลังการประท้วงยืดเยื้อกว่า 12 วัน ทำให้การสื่อสารทั้งในและนอกประเทศแทบเป็นศูนย์ แม้ประชาชนบางส่วนพยายามใช้ Starlink แต่รัฐก็รบกวนสัญญาณจนใช้งานได้ยาก ส่งผลให้ผู้คนถูกตัดขาดจากโลกภายนอกและไม่สามารถบันทึกเหตุการณ์หรือสื่อสารกับคนใกล้ชิดได้ สถานการณ์นี้ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ปิดกั้นอินเทอร์เน็ตที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายปี
    https://www.techradar.com/vpn/vpn-privacy-security/i-have-never-seen-such-a-thing-in-my-life-iran-completely-shuts-down-the-internet-amid-protests-starlink-also-affected

    “Trump Phone” ยังไม่มา—มือถือทองคำที่เลื่อนแล้วเลื่อนอีก
    Trump Mobile T1 โทรศัพท์สีทองที่อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ โปรโมตอย่างหนักยังคงไร้วี่แววเปิดตัว แม้จะรับพรีออเดอร์ไปแล้วและเคยสัญญาว่าจะส่งมอบตั้งแต่ปี 2025 แต่ก็เลื่อนกำหนดออกไปเรื่อย ๆ จนผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายตั้งข้อสงสัยว่าอาจไม่มีวันวางขายจริง ขณะที่เว็บไซต์ยังคงใช้คำว่า “ภายในปีนี้” โดยไม่ระบุว่าปีไหนกันแน่
    https://www.techradar.com/phones/where-is-the-trump-phone-golden-iphone-rival-misses-another-release-date-as-experts-suggest-it-may-never-arrive

    OnePlus Turbo 6 เปิดตัวพร้อมแบต 9,000mAh เน้นเกมเมอร์เต็มตัว
    OnePlus เปิดตัว Turbo 6 และ Turbo 6V สมาร์ทโฟนสายเกมที่มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ถึง 9,000mAh รองรับชาร์จเร็ว 80W และหน้าจอรีเฟรชเรตสูงสูงสุด 165Hz รุ่น Turbo 6 ใช้ชิป Snapdragon 8s Gen 4 พร้อมระบบเร่งประสิทธิภาพเกม ส่วน Turbo 6V ใช้ Snapdragon 7s Gen 4 ทั้งคู่เปิดตัวในจีนก่อนและอาจมีโอกาสวางขายทั่วโลกในอนาคต
    https://www.techradar.com/phones/oneplus-phones/the-oneplus-turbo-6-has-landed-with-a-9-000mah-battery-and-serious-gaming-credentials

    AMD ส่งสัญญาณราคาการ์ดจอ Radeon อาจขึ้นตามวิกฤต RAM
    ผู้บริหาร AMD ระบุว่าบริษัทมีซัพพลาย VRAM เพียงพอและไม่น่าจะเกิดปัญหาขาดตลาด แต่ก็ไม่สามารถรับประกันได้ว่าราคาการ์ดจอ Radeon จะคงเดิม เพราะต้นทุนชิปหน่วยความจำที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ AMD จะพยายามควบคุมราคาเพื่อรักษาความคุ้มค่า แต่ก็ยอมรับว่าการปรับขึ้นราคาบางส่วน “หลีกเลี่ยงไม่ได้”
    https://www.techradar.com/computing/gpu/im-not-going-to-say-prices-across-all-these-components-will-remain-flat-amd-exec-suggests-price-rises-for-radeon-gpus-are-coming

    Samsung เตือนราคาทีวีอาจพุ่ง เพราะชิปถูกแย่งไปใช้ใน AI
    Samsung เผยว่าการขาดแคลนชิปหน่วยความจำกำลังส่งผลกระทบต่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิด รวมถึงทีวี โดยเฉพาะรุ่นราคาประหยัดที่อาจขึ้นราคาก่อน เนื่องจากโรงงานผลิตหันไปให้ความสำคัญกับชิปสำหรับศูนย์ข้อมูล AI ซึ่งมีความต้องการสูงมาก ทำให้ซัพพลายสำหรับสินค้าไอทีทั่วไปลดลงอย่างต่อเนื่อง
    https://www.techradar.com/televisions/samsung-warns-of-tv-price-hikes-as-ai-eats-all-the-chips

    EU ผ่อนกฎคุม Big Tech ในกฎหมาย Digital Networks Act
    สหภาพยุโรปมีแนวโน้มลดความเข้มงวดต่อบริษัทเทคยักษ์ใหญ่ภายใต้กฎหมาย Digital Networks Act โดยให้ใช้เพียงกรอบ “แนวปฏิบัติที่ดี” แทนการบังคับตามกฎหมาย แม้บริษัทเหล่านี้จะสร้างทราฟฟิกอินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่ก็ตาม ขณะที่ผู้ให้บริการโทรคมนาคมยังคงเป็นกลุ่มที่ถูกกำกับเข้มเป็นหลัก พร้อมเป้าหมายยกระดับโครงสร้างพื้นฐานไฟเบอร์และความมั่นคงปลอดภัยของเครือข่ายในยุโรป ท่ามกลางแรงกดดันทางการเมืองระหว่างสหรัฐฯ และ EU
    https://www.techradar.com/pro/eu-goes-soft-on-big-tech-in-digital-rules-overhaul

    Roblox บังคับยืนยันอายุด้วยการสแกนใบหน้าทั่วโลก
    Roblox ประกาศใช้ระบบยืนยันอายุด้วยการสแกนใบหน้าสำหรับการใช้งานแชตเสียงและข้อความทั่วโลก โดยอ้างว่าเพื่อเพิ่มความปลอดภัยของผู้เล่นเยาวชน แม้ผู้เชี่ยวชาญด้านความเป็นส่วนตัวจะกังวลเรื่องความเสี่ยงของข้อมูลชีวมิติ แต่ Roblox ระบุว่าข้อมูลภาพถูกประมวลผลและลบโดยผู้ให้บริการภายนอกทันที ทำให้ผู้เล่นต้องชั่งใจระหว่างความปลอดภัยกับความเป็นส่วนตัวในยุคที่กฎควบคุมอินเทอร์เน็ตเข้มงวดขึ้นเรื่อย ๆ
    https://www.techradar.com/vpn/vpn-privacy-security/roblox-rolls-out-mandatory-age-verification-for-chat-features-globally

    ค่าใช้จ่ายย้ายระบบ Oracle ของธนาคารอังกฤษพุ่งสามเท่า
    โครงการย้ายระบบของ Bank of England ไปยัง Oracle Cloud มีค่าใช้จ่ายพุ่งจาก 7 ล้านปอนด์เป็น 21.5 ล้านปอนด์ เนื่องจากต้องขยายขอบเขตงานและเพิ่มระบบที่ต้องย้ายมากกว่าที่วางแผนไว้ แม้ต้นทุนจะสูงขึ้น แต่ธนาคารยังยืนยันใช้ Oracle ต่อเพราะการเปลี่ยนผู้ให้บริการจะยิ่งทำให้เกิดค่าใช้จ่ายและปัญหาความเข้ากันได้มากกว่าเดิม สะท้อนความท้าทายขององค์กรใหญ่ในการปรับระบบสู่คลาวด์
    https://www.techradar.com/pro/cost-of-bank-of-englands-oracle-migration-set-to-triple

    ศึก Cloudflare ปะทะ La Liga เดือดขึ้นในคดีละเมิดลิขสิทธิ์
    ความขัดแย้งระหว่าง Cloudflare และ La Liga ทวีความรุนแรงเมื่อ Cloudflare ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลรัฐธรรมนูญสเปน โดยกล่าวว่าการบล็อกเว็บไซต์ของ La Liga เป็นการ “บล็อกแบบเหวี่ยงแห” ที่กระทบเว็บถูกกฎหมายจำนวนมาก ขณะที่ La Liga กล่าวหา Cloudflare ว่าเป็นเกราะกำบังให้เครือข่ายสตรีมเถื่อน ทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวโทษกันอย่างดุเดือด ทำให้ประเด็นลิขสิทธิ์ฟุตบอลกลายเป็นสงครามว่าด้วยเสรีภาพอินเทอร์เน็ตและการควบคุมข้อมูลในสเปน
    https://www.techradar.com/vpn/vpn-privacy-security/cloudflare-and-la-ligas-conflict-deepens-as-piracy-legal-battle-continues

    CrowdStrike ทุ่ม $740 ล้านซื้อ SGNL เสริมเกราะความปลอดภัยยุค AI
    CrowdStrike เตรียมเข้าซื้อกิจการ SGNL มูลค่า 740 ล้านดอลลาร์ เพื่อเสริมความสามารถด้านการจัดการตัวตนแบบต่อเนื่อง (continuous identity) รองรับยุคที่มีทั้งมนุษย์ ระบบอัตโนมัติ และ AI agents เข้าถึงข้อมูลด้วยความเร็วสูง แนวคิดใหม่คือการควบคุมสิทธิ์แบบเรียลไทม์แทนสิทธิ์ถาวร ซึ่งถูกมองว่าเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันภัยไซเบอร์ยุคใหม่ที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ
    https://www.techradar.com/pro/crowdstrike-acquires-continuous-identity-firm-sgnl-for-usd740m-in-push-for-next-gen-security

    แฮ็กเกอร์เกาหลีเหนือใช้ QR ปลอมเจาะระบบองค์กรสหรัฐ
    กลุ่ม Kimsuky ของเกาหลีเหนือกำลังใช้เทคนิค “Quishing” ผ่าน QR Code ปลอมในอีเมลเพื่อหลอกเหยื่อให้สแกนด้วยมือถือ ซึ่งมักอยู่นอกระบบป้องกันขององค์กร ทำให้สามารถขโมยข้อมูลเข้าสู่ระบบ Microsoft 365, Okta และ VPN รวมถึงขโมย session token เพื่อข้าม MFA ได้ FBI เตือนให้องค์กรเพิ่มมาตรการป้องกันหลายชั้นและจัดการอุปกรณ์พกพาอย่างเข้มงวด
    https://www.techradar.com/pro/security/north-korean-hackers-using-malicious-qr-codes-in-spear-phishing-fbi-warns

    อนาคตเกมมิ่งโน้ตบุ๊กอาจไม่ต้องใช้การ์ดจอแยก
    ผู้บริหาร Asus ระบุว่าเราเริ่มเข้าสู่ยุคที่กราฟิกแบบ Integrated GPU มีประสิทธิภาพสูงจน “อาจ” เพียงพอสำหรับการเล่นเกม โดยชิปใหม่อย่าง Intel Panther Lake, Snapdragon X2 Elite Extreme และ AMD Strix Halo ทำให้ประสิทธิภาพก้าวกระโดด แม้การ์ดจอแยกยังไม่หายไปเร็ว ๆ นี้ แต่แนวโน้มชี้ว่าผู้ใช้จำนวนมากอาจพอใจกับ iGPU ในอนาคตอันใกล้
    https://www.techradar.com/computing/gpu/its-just-a-matter-of-time-asus-suggests-integrated-gpus-could-be-the-future-for-gaming-laptops-sooner-than-you-think

    CISA ยกเลิกคำสั่งฉุกเฉินด้านไซเบอร์ 10 ฉบับหลังหมดความจำเป็น
    CISA ประกาศยุติ Emergency Directives จำนวน 10 ฉบับที่ออกตั้งแต่ปี 2019–2024 หลังมาตรการต่าง ๆ ถูกนำไปใช้สำเร็จหรือถูกรวมเข้าใน BOD 22-01 ซึ่งบังคับให้หน่วยงานรัฐต้องอุดช่องโหว่ที่ถูกใช้งานจริงภายในเวลาที่กำหนด ถือเป็นการยกเลิกคำสั่งฉุกเฉินครั้งใหญ่ที่สุด และสะท้อนแนวทาง Secure by Design ที่เน้นความโปร่งใสและการป้องกันเชิงรุก
    https://www.techradar.com/pro/security/10-emergency-directives-retired-as-cisa-declares-them-redundant

    Ransomware ยังพุ่งไม่หยุดแม้ตำรวจจับกุมหลายกลุ่มใหญ่
    รายงานปี 2025 จาก Emsisoft พบว่าจำนวนเหยื่อ ransomware เพิ่มจากราว 5,400 รายในปี 2023 เป็นกว่า 8,000 รายในปี 2025 แม้กลุ่มดังอย่าง RansomHub, BianLian และ Hunters International จะถูกปิดหรือสลายตัว แต่จำนวนกลุ่มที่ยังทำงานกลับเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 120 กลุ่ม โดย Qilin, Cl0p, Play และ INC Ransom เป็นผู้เล่นหลักในปีนี้
    https://www.techradar.com/pro/security/takedowns-and-arrests-didnt-slow-down-ransomware-in-2025

    AI “Bob” ของ IBM ถูกพบช่องโหว่เสี่ยงถูกสั่งให้รันมัลแวร์
    เครื่องมือ GenAI ของ IBM ชื่อ “Bob” ถูกพบว่าสามารถถูกโจมตีแบบ indirect prompt injection ได้ หากผู้ใช้เปิดสิทธิ์ “always allow” ให้ระบบรันคำสั่งได้อัตโนมัติ ผู้โจมตีสามารถซ่อนคำสั่งในอีเมลหรือข้อมูลอื่นเพื่อให้ Bob ดาวน์โหลดและรันสคริปต์อันตราย เช่น ransomware หรือ spyware นักวิจัยเตือนให้ผู้ใช้ระวังการตั้งค่าสิทธิ์ก่อนใช้งานจริง
    https://www.techradar.com/pro/security/ibms-ai-bob-could-be-manipulated-to-download-and-execute-malware

    แว่นตาออโต้โฟกัสอัจฉริยะจาก IXI
    แว่นตาอัจฉริยะจาก IXI ที่เปิดตัวใน CES 2026 กลายเป็นนวัตกรรมที่ถูกพูดถึงมากที่สุด เพราะสามารถปรับโฟกัสเลนส์อัตโนมัติตามระยะที่ผู้สวมใส่มองได้แบบเรียลไทม์ โดยใช้ระบบติดตามดวงตาและเลนส์ที่มีวัสดุคริสตัลเหลว ทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องสลับแว่นหรือเพ่งสายตาเองอีกต่อไป ทั้งหมดถูกบรรจุในกรอบน้ำหนักเพียง 22 กรัม พร้อมแบตเตอรี่ใช้งานได้ราว 18 ชั่วโมง ถือเป็นก้าวสำคัญของเทคโนโลยีแว่นสายตายุคใหม่ที่ผสานความล้ำสมัยเข้ากับดีไซน์ที่ดูเหมือนแว่นทั่วไป
    https://www.techradar.com/health-fitness/were-redefining-eyewear-on-a-really-high-level-i-like-to-use-a-camera-analogy-fixed-focus-manual-focus-and-then-autofocus-what-were-trying-to-do-is-autofocus-ixis-ceo-on-the-tech-behind-ces-2026s-most-exciting-eyeglasses

    Lego Smart Bricks ยกระดับของเล่นสู่ “ประสบการณ์”
    Lego เปิดตัว Smart Play และ Smart Bricks ที่ผสานเทคโนโลยีเข้ากับตัวต่อแบบดั้งเดิมโดยไม่ทำลายเสน่ห์ของการเล่นจริง ทำให้ตัวต่อสามารถตอบสนองต่อการเคลื่อนไหว แสง เสียง และตัวละครได้อย่างชาญฉลาด โดยไม่ต้องใช้หน้าจอหรือแอปควบคุม ทีมผู้พัฒนาย้ำว่า Lego ไม่ใช่แค่ของเล่นอีกต่อไป แต่เป็น “บริษัทประสบการณ์” ที่สร้างมิติใหม่ให้การเล่นสร้างสรรค์ โดยเริ่มต้นจากชุด Star Wars ที่จะวางขายเป็นรุ่นแรก
    https://www.techradar.com/streaming/entertainment/i-dont-think-we-can-call-ourselves-a-toy-anymore-because-were-an-iconic-experience-company-lego-on-how-smart-bricks-expand-the-system-and-how-this-just-adds-a-new-dimension

    ควบคุมหน้าจอรถด้วย Meta Neural Band
    Meta Neural Band ถูกนำมาโชว์ในคอนเซ็ปต์ Unified Cabin ของ Garmin ที่ CES 2026 ซึ่งเปิดมุมมองใหม่ของการควบคุมระบบภายในรถด้วยสัญญาณไฟฟ้าจากข้อมือแทนการสัมผัสหน้าจอ ผู้สื่อข่าวทดลองใช้งานแล้วพบว่าสามารถหมุน ซูม และสั่งงานอินเทอร์เฟซได้แม่นยำแม้จะวางมือบนตัก ทำให้เห็นศักยภาพของเทคโนโลยีอินพุตยุคใหม่ที่อาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของรถยนต์ในอนาคต ทั้งยังเชื่อมกับระบบ UWB เพื่อปรับการตั้งค่ารถตามผู้ใช้แบบอัตโนมัติ
    https://www.techradar.com/vehicle-tech/i-used-metas-neural-band-to-control-a-cars-screen-in-a-garmin-concept-and-it-kind-of-rocked-but-not-just-for-the-gestures

    Nvidia DGX SuperPOD พลัง AI ระดับ Exaflops
    Nvidia เปิดตัว DGX SuperPOD รุ่นใหม่ที่ใช้สถาปัตยกรรม Rubin ซึ่งสามารถให้พลังประมวลผลสูงถึง 28.8 Exaflops ด้วย GPU เพียง 576 ตัว ถือว่ามีประสิทธิภาพต่อหน่วยสูงกว่า Huawei SuperPod อย่างชัดเจน ระบบนี้รวม CPU Vera, GPU Rubin, DPU BlueField และเครือข่ายความเร็วสูงเข้าไว้ในแร็กเดียว ทำให้รองรับงาน AI ขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมซอฟต์แวร์ Mission Control ที่ช่วยจัดการคลัสเตอร์แบบครบวงจร
    https://www.techradar.com/pro/the-battle-of-the-superpods-nvidia-challenges-huawei-with-vera-rubin-powered-dgx-cluster-that-can-deliver-28-8-exaflops-with-only-576-gpus

    Acer Veriton RA100 มินิพีซี AI ที่ต้องแข่งด้วยราคา
    Acer เปิดตัว Veriton RA100 มินิพีซีที่ใช้ชิป Ryzen AI Max+ 395 พร้อม NPU 50 TOPS และ GPU 60 TFLOPS เพื่อรองรับงาน AI, 3D และคอนเทนต์ครีเอชันในขนาดกะทัดรัด แม้สเปกจะน่าสนใจและรองรับ RAM สูงสุด 128GB แต่ตลาดมินิพีซี Ryzen AI กำลังแน่นขนัดด้วยคู่แข่งหลายแบรนด์ที่ใช้ฮาร์ดแวร์ใกล้เคียงกัน ทำให้ความสำเร็จของรุ่นนี้ขึ้นอยู่กับการตั้งราคาและการปรับแต่งระบบเป็นหลัก
    ​​​​​​​ https://www.techradar.com/pro/acer-launches-40th-ryzen-ai-max-395-system-as-it-pitches-veriton-ra100-mini-pc-as-an-ai-workstation-but-unless-it-is-keenly-priced-it-will-struggle-against-better-value-competitors
    📌📡🟣 รวมข่าวจากเวบ TechRadar 🟣📡📌 #รวมข่าวIT #20260110 #TechRadar 🌐 อิหร่านปิดอินเทอร์เน็ตทั่วประเทศท่ามกลางการประท้วง อิหร่านสั่งปิดอินเทอร์เน็ตเกือบทั้งหมดหลังการประท้วงยืดเยื้อกว่า 12 วัน ทำให้การสื่อสารทั้งในและนอกประเทศแทบเป็นศูนย์ แม้ประชาชนบางส่วนพยายามใช้ Starlink แต่รัฐก็รบกวนสัญญาณจนใช้งานได้ยาก ส่งผลให้ผู้คนถูกตัดขาดจากโลกภายนอกและไม่สามารถบันทึกเหตุการณ์หรือสื่อสารกับคนใกล้ชิดได้ สถานการณ์นี้ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ปิดกั้นอินเทอร์เน็ตที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายปี 🔗 https://www.techradar.com/vpn/vpn-privacy-security/i-have-never-seen-such-a-thing-in-my-life-iran-completely-shuts-down-the-internet-amid-protests-starlink-also-affected 📱 “Trump Phone” ยังไม่มา—มือถือทองคำที่เลื่อนแล้วเลื่อนอีก Trump Mobile T1 โทรศัพท์สีทองที่อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ โปรโมตอย่างหนักยังคงไร้วี่แววเปิดตัว แม้จะรับพรีออเดอร์ไปแล้วและเคยสัญญาว่าจะส่งมอบตั้งแต่ปี 2025 แต่ก็เลื่อนกำหนดออกไปเรื่อย ๆ จนผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายตั้งข้อสงสัยว่าอาจไม่มีวันวางขายจริง ขณะที่เว็บไซต์ยังคงใช้คำว่า “ภายในปีนี้” โดยไม่ระบุว่าปีไหนกันแน่ 🔗 https://www.techradar.com/phones/where-is-the-trump-phone-golden-iphone-rival-misses-another-release-date-as-experts-suggest-it-may-never-arrive 🔋 OnePlus Turbo 6 เปิดตัวพร้อมแบต 9,000mAh เน้นเกมเมอร์เต็มตัว OnePlus เปิดตัว Turbo 6 และ Turbo 6V สมาร์ทโฟนสายเกมที่มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ถึง 9,000mAh รองรับชาร์จเร็ว 80W และหน้าจอรีเฟรชเรตสูงสูงสุด 165Hz รุ่น Turbo 6 ใช้ชิป Snapdragon 8s Gen 4 พร้อมระบบเร่งประสิทธิภาพเกม ส่วน Turbo 6V ใช้ Snapdragon 7s Gen 4 ทั้งคู่เปิดตัวในจีนก่อนและอาจมีโอกาสวางขายทั่วโลกในอนาคต 🔗 https://www.techradar.com/phones/oneplus-phones/the-oneplus-turbo-6-has-landed-with-a-9-000mah-battery-and-serious-gaming-credentials 🎮 AMD ส่งสัญญาณราคาการ์ดจอ Radeon อาจขึ้นตามวิกฤต RAM ผู้บริหาร AMD ระบุว่าบริษัทมีซัพพลาย VRAM เพียงพอและไม่น่าจะเกิดปัญหาขาดตลาด แต่ก็ไม่สามารถรับประกันได้ว่าราคาการ์ดจอ Radeon จะคงเดิม เพราะต้นทุนชิปหน่วยความจำที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ AMD จะพยายามควบคุมราคาเพื่อรักษาความคุ้มค่า แต่ก็ยอมรับว่าการปรับขึ้นราคาบางส่วน “หลีกเลี่ยงไม่ได้” 🔗 https://www.techradar.com/computing/gpu/im-not-going-to-say-prices-across-all-these-components-will-remain-flat-amd-exec-suggests-price-rises-for-radeon-gpus-are-coming 📺 Samsung เตือนราคาทีวีอาจพุ่ง เพราะชิปถูกแย่งไปใช้ใน AI Samsung เผยว่าการขาดแคลนชิปหน่วยความจำกำลังส่งผลกระทบต่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิด รวมถึงทีวี โดยเฉพาะรุ่นราคาประหยัดที่อาจขึ้นราคาก่อน เนื่องจากโรงงานผลิตหันไปให้ความสำคัญกับชิปสำหรับศูนย์ข้อมูล AI ซึ่งมีความต้องการสูงมาก ทำให้ซัพพลายสำหรับสินค้าไอทีทั่วไปลดลงอย่างต่อเนื่อง 🔗 https://www.techradar.com/televisions/samsung-warns-of-tv-price-hikes-as-ai-eats-all-the-chips 🏛️ EU ผ่อนกฎคุม Big Tech ในกฎหมาย Digital Networks Act สหภาพยุโรปมีแนวโน้มลดความเข้มงวดต่อบริษัทเทคยักษ์ใหญ่ภายใต้กฎหมาย Digital Networks Act โดยให้ใช้เพียงกรอบ “แนวปฏิบัติที่ดี” แทนการบังคับตามกฎหมาย แม้บริษัทเหล่านี้จะสร้างทราฟฟิกอินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่ก็ตาม ขณะที่ผู้ให้บริการโทรคมนาคมยังคงเป็นกลุ่มที่ถูกกำกับเข้มเป็นหลัก พร้อมเป้าหมายยกระดับโครงสร้างพื้นฐานไฟเบอร์และความมั่นคงปลอดภัยของเครือข่ายในยุโรป ท่ามกลางแรงกดดันทางการเมืองระหว่างสหรัฐฯ และ EU 🔗 https://www.techradar.com/pro/eu-goes-soft-on-big-tech-in-digital-rules-overhaul 🧒🔍 Roblox บังคับยืนยันอายุด้วยการสแกนใบหน้าทั่วโลก Roblox ประกาศใช้ระบบยืนยันอายุด้วยการสแกนใบหน้าสำหรับการใช้งานแชตเสียงและข้อความทั่วโลก โดยอ้างว่าเพื่อเพิ่มความปลอดภัยของผู้เล่นเยาวชน แม้ผู้เชี่ยวชาญด้านความเป็นส่วนตัวจะกังวลเรื่องความเสี่ยงของข้อมูลชีวมิติ แต่ Roblox ระบุว่าข้อมูลภาพถูกประมวลผลและลบโดยผู้ให้บริการภายนอกทันที ทำให้ผู้เล่นต้องชั่งใจระหว่างความปลอดภัยกับความเป็นส่วนตัวในยุคที่กฎควบคุมอินเทอร์เน็ตเข้มงวดขึ้นเรื่อย ๆ 🔗 https://www.techradar.com/vpn/vpn-privacy-security/roblox-rolls-out-mandatory-age-verification-for-chat-features-globally 💸🏦 ค่าใช้จ่ายย้ายระบบ Oracle ของธนาคารอังกฤษพุ่งสามเท่า โครงการย้ายระบบของ Bank of England ไปยัง Oracle Cloud มีค่าใช้จ่ายพุ่งจาก 7 ล้านปอนด์เป็น 21.5 ล้านปอนด์ เนื่องจากต้องขยายขอบเขตงานและเพิ่มระบบที่ต้องย้ายมากกว่าที่วางแผนไว้ แม้ต้นทุนจะสูงขึ้น แต่ธนาคารยังยืนยันใช้ Oracle ต่อเพราะการเปลี่ยนผู้ให้บริการจะยิ่งทำให้เกิดค่าใช้จ่ายและปัญหาความเข้ากันได้มากกว่าเดิม สะท้อนความท้าทายขององค์กรใหญ่ในการปรับระบบสู่คลาวด์ 🔗 https://www.techradar.com/pro/cost-of-bank-of-englands-oracle-migration-set-to-triple ⚽🌐 ศึก Cloudflare ปะทะ La Liga เดือดขึ้นในคดีละเมิดลิขสิทธิ์ ความขัดแย้งระหว่าง Cloudflare และ La Liga ทวีความรุนแรงเมื่อ Cloudflare ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลรัฐธรรมนูญสเปน โดยกล่าวว่าการบล็อกเว็บไซต์ของ La Liga เป็นการ “บล็อกแบบเหวี่ยงแห” ที่กระทบเว็บถูกกฎหมายจำนวนมาก ขณะที่ La Liga กล่าวหา Cloudflare ว่าเป็นเกราะกำบังให้เครือข่ายสตรีมเถื่อน ทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวโทษกันอย่างดุเดือด ทำให้ประเด็นลิขสิทธิ์ฟุตบอลกลายเป็นสงครามว่าด้วยเสรีภาพอินเทอร์เน็ตและการควบคุมข้อมูลในสเปน 🔗 https://www.techradar.com/vpn/vpn-privacy-security/cloudflare-and-la-ligas-conflict-deepens-as-piracy-legal-battle-continues 🔐🤖 CrowdStrike ทุ่ม $740 ล้านซื้อ SGNL เสริมเกราะความปลอดภัยยุค AI CrowdStrike เตรียมเข้าซื้อกิจการ SGNL มูลค่า 740 ล้านดอลลาร์ เพื่อเสริมความสามารถด้านการจัดการตัวตนแบบต่อเนื่อง (continuous identity) รองรับยุคที่มีทั้งมนุษย์ ระบบอัตโนมัติ และ AI agents เข้าถึงข้อมูลด้วยความเร็วสูง แนวคิดใหม่คือการควบคุมสิทธิ์แบบเรียลไทม์แทนสิทธิ์ถาวร ซึ่งถูกมองว่าเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันภัยไซเบอร์ยุคใหม่ที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ 🔗 https://www.techradar.com/pro/crowdstrike-acquires-continuous-identity-firm-sgnl-for-usd740m-in-push-for-next-gen-security 🕵️‍♂️ แฮ็กเกอร์เกาหลีเหนือใช้ QR ปลอมเจาะระบบองค์กรสหรัฐ กลุ่ม Kimsuky ของเกาหลีเหนือกำลังใช้เทคนิค “Quishing” ผ่าน QR Code ปลอมในอีเมลเพื่อหลอกเหยื่อให้สแกนด้วยมือถือ ซึ่งมักอยู่นอกระบบป้องกันขององค์กร ทำให้สามารถขโมยข้อมูลเข้าสู่ระบบ Microsoft 365, Okta และ VPN รวมถึงขโมย session token เพื่อข้าม MFA ได้ FBI เตือนให้องค์กรเพิ่มมาตรการป้องกันหลายชั้นและจัดการอุปกรณ์พกพาอย่างเข้มงวด 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/north-korean-hackers-using-malicious-qr-codes-in-spear-phishing-fbi-warns 🎮 อนาคตเกมมิ่งโน้ตบุ๊กอาจไม่ต้องใช้การ์ดจอแยก ผู้บริหาร Asus ระบุว่าเราเริ่มเข้าสู่ยุคที่กราฟิกแบบ Integrated GPU มีประสิทธิภาพสูงจน “อาจ” เพียงพอสำหรับการเล่นเกม โดยชิปใหม่อย่าง Intel Panther Lake, Snapdragon X2 Elite Extreme และ AMD Strix Halo ทำให้ประสิทธิภาพก้าวกระโดด แม้การ์ดจอแยกยังไม่หายไปเร็ว ๆ นี้ แต่แนวโน้มชี้ว่าผู้ใช้จำนวนมากอาจพอใจกับ iGPU ในอนาคตอันใกล้ 🔗 https://www.techradar.com/computing/gpu/its-just-a-matter-of-time-asus-suggests-integrated-gpus-could-be-the-future-for-gaming-laptops-sooner-than-you-think 🛡️ CISA ยกเลิกคำสั่งฉุกเฉินด้านไซเบอร์ 10 ฉบับหลังหมดความจำเป็น CISA ประกาศยุติ Emergency Directives จำนวน 10 ฉบับที่ออกตั้งแต่ปี 2019–2024 หลังมาตรการต่าง ๆ ถูกนำไปใช้สำเร็จหรือถูกรวมเข้าใน BOD 22-01 ซึ่งบังคับให้หน่วยงานรัฐต้องอุดช่องโหว่ที่ถูกใช้งานจริงภายในเวลาที่กำหนด ถือเป็นการยกเลิกคำสั่งฉุกเฉินครั้งใหญ่ที่สุด และสะท้อนแนวทาง Secure by Design ที่เน้นความโปร่งใสและการป้องกันเชิงรุก 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/10-emergency-directives-retired-as-cisa-declares-them-redundant 💣 Ransomware ยังพุ่งไม่หยุดแม้ตำรวจจับกุมหลายกลุ่มใหญ่ รายงานปี 2025 จาก Emsisoft พบว่าจำนวนเหยื่อ ransomware เพิ่มจากราว 5,400 รายในปี 2023 เป็นกว่า 8,000 รายในปี 2025 แม้กลุ่มดังอย่าง RansomHub, BianLian และ Hunters International จะถูกปิดหรือสลายตัว แต่จำนวนกลุ่มที่ยังทำงานกลับเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 120 กลุ่ม โดย Qilin, Cl0p, Play และ INC Ransom เป็นผู้เล่นหลักในปีนี้ 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/takedowns-and-arrests-didnt-slow-down-ransomware-in-2025 🤖 AI “Bob” ของ IBM ถูกพบช่องโหว่เสี่ยงถูกสั่งให้รันมัลแวร์ เครื่องมือ GenAI ของ IBM ชื่อ “Bob” ถูกพบว่าสามารถถูกโจมตีแบบ indirect prompt injection ได้ หากผู้ใช้เปิดสิทธิ์ “always allow” ให้ระบบรันคำสั่งได้อัตโนมัติ ผู้โจมตีสามารถซ่อนคำสั่งในอีเมลหรือข้อมูลอื่นเพื่อให้ Bob ดาวน์โหลดและรันสคริปต์อันตราย เช่น ransomware หรือ spyware นักวิจัยเตือนให้ผู้ใช้ระวังการตั้งค่าสิทธิ์ก่อนใช้งานจริง 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/ibms-ai-bob-could-be-manipulated-to-download-and-execute-malware 👓 แว่นตาออโต้โฟกัสอัจฉริยะจาก IXI แว่นตาอัจฉริยะจาก IXI ที่เปิดตัวใน CES 2026 กลายเป็นนวัตกรรมที่ถูกพูดถึงมากที่สุด เพราะสามารถปรับโฟกัสเลนส์อัตโนมัติตามระยะที่ผู้สวมใส่มองได้แบบเรียลไทม์ โดยใช้ระบบติดตามดวงตาและเลนส์ที่มีวัสดุคริสตัลเหลว ทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องสลับแว่นหรือเพ่งสายตาเองอีกต่อไป ทั้งหมดถูกบรรจุในกรอบน้ำหนักเพียง 22 กรัม พร้อมแบตเตอรี่ใช้งานได้ราว 18 ชั่วโมง ถือเป็นก้าวสำคัญของเทคโนโลยีแว่นสายตายุคใหม่ที่ผสานความล้ำสมัยเข้ากับดีไซน์ที่ดูเหมือนแว่นทั่วไป 🔗 https://www.techradar.com/health-fitness/were-redefining-eyewear-on-a-really-high-level-i-like-to-use-a-camera-analogy-fixed-focus-manual-focus-and-then-autofocus-what-were-trying-to-do-is-autofocus-ixis-ceo-on-the-tech-behind-ces-2026s-most-exciting-eyeglasses 🧱 Lego Smart Bricks ยกระดับของเล่นสู่ “ประสบการณ์” Lego เปิดตัว Smart Play และ Smart Bricks ที่ผสานเทคโนโลยีเข้ากับตัวต่อแบบดั้งเดิมโดยไม่ทำลายเสน่ห์ของการเล่นจริง ทำให้ตัวต่อสามารถตอบสนองต่อการเคลื่อนไหว แสง เสียง และตัวละครได้อย่างชาญฉลาด โดยไม่ต้องใช้หน้าจอหรือแอปควบคุม ทีมผู้พัฒนาย้ำว่า Lego ไม่ใช่แค่ของเล่นอีกต่อไป แต่เป็น “บริษัทประสบการณ์” ที่สร้างมิติใหม่ให้การเล่นสร้างสรรค์ โดยเริ่มต้นจากชุด Star Wars ที่จะวางขายเป็นรุ่นแรก 🔗 https://www.techradar.com/streaming/entertainment/i-dont-think-we-can-call-ourselves-a-toy-anymore-because-were-an-iconic-experience-company-lego-on-how-smart-bricks-expand-the-system-and-how-this-just-adds-a-new-dimension 🚗🧠 ควบคุมหน้าจอรถด้วย Meta Neural Band Meta Neural Band ถูกนำมาโชว์ในคอนเซ็ปต์ Unified Cabin ของ Garmin ที่ CES 2026 ซึ่งเปิดมุมมองใหม่ของการควบคุมระบบภายในรถด้วยสัญญาณไฟฟ้าจากข้อมือแทนการสัมผัสหน้าจอ ผู้สื่อข่าวทดลองใช้งานแล้วพบว่าสามารถหมุน ซูม และสั่งงานอินเทอร์เฟซได้แม่นยำแม้จะวางมือบนตัก ทำให้เห็นศักยภาพของเทคโนโลยีอินพุตยุคใหม่ที่อาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของรถยนต์ในอนาคต ทั้งยังเชื่อมกับระบบ UWB เพื่อปรับการตั้งค่ารถตามผู้ใช้แบบอัตโนมัติ 🔗 https://www.techradar.com/vehicle-tech/i-used-metas-neural-band-to-control-a-cars-screen-in-a-garmin-concept-and-it-kind-of-rocked-but-not-just-for-the-gestures 🧮⚡ Nvidia DGX SuperPOD พลัง AI ระดับ Exaflops Nvidia เปิดตัว DGX SuperPOD รุ่นใหม่ที่ใช้สถาปัตยกรรม Rubin ซึ่งสามารถให้พลังประมวลผลสูงถึง 28.8 Exaflops ด้วย GPU เพียง 576 ตัว ถือว่ามีประสิทธิภาพต่อหน่วยสูงกว่า Huawei SuperPod อย่างชัดเจน ระบบนี้รวม CPU Vera, GPU Rubin, DPU BlueField และเครือข่ายความเร็วสูงเข้าไว้ในแร็กเดียว ทำให้รองรับงาน AI ขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมซอฟต์แวร์ Mission Control ที่ช่วยจัดการคลัสเตอร์แบบครบวงจร 🔗 https://www.techradar.com/pro/the-battle-of-the-superpods-nvidia-challenges-huawei-with-vera-rubin-powered-dgx-cluster-that-can-deliver-28-8-exaflops-with-only-576-gpus 🖥️🤖 Acer Veriton RA100 มินิพีซี AI ที่ต้องแข่งด้วยราคา Acer เปิดตัว Veriton RA100 มินิพีซีที่ใช้ชิป Ryzen AI Max+ 395 พร้อม NPU 50 TOPS และ GPU 60 TFLOPS เพื่อรองรับงาน AI, 3D และคอนเทนต์ครีเอชันในขนาดกะทัดรัด แม้สเปกจะน่าสนใจและรองรับ RAM สูงสุด 128GB แต่ตลาดมินิพีซี Ryzen AI กำลังแน่นขนัดด้วยคู่แข่งหลายแบรนด์ที่ใช้ฮาร์ดแวร์ใกล้เคียงกัน ทำให้ความสำเร็จของรุ่นนี้ขึ้นอยู่กับการตั้งราคาและการปรับแต่งระบบเป็นหลัก ​​​​​​​🔗 https://www.techradar.com/pro/acer-launches-40th-ryzen-ai-max-395-system-as-it-pitches-veriton-ra100-mini-pc-as-an-ai-workstation-but-unless-it-is-keenly-priced-it-will-struggle-against-better-value-competitors
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 222 มุมมอง 0 รีวิว
  • HP หันไปพึ่งผู้ผลิตหน่วยความจำจีน หลังตลาด DRAM ขาดแคลนหนัก — CXMT กลายเป็นตัวเลือกสำคัญในวิกฤตนี้

    ความตึงตัวของตลาดหน่วยความจำกำลังรุนแรงขึ้นจนแม้แต่ผู้ผลิตพีซีรายใหญ่ระดับโลกอย่าง HP ก็เริ่มประสบปัญหาในการจัดหาชิป DRAM ตามรายงานของ Bank of America ซึ่งอ้างอิงโดยนักวิเคราะห์ Tae Kim ระบุว่า HP “แทบไม่เหลือทางเลือก” นอกจากต้องหันไปใช้ ผู้ผลิตหน่วยความจำจากจีน เช่น CXMT เพื่อให้สามารถส่งมอบสินค้าได้ในบางภูมิภาค

    สาเหตุหลักมาจากการที่ผู้ผลิตรายใหญ่ เช่น Samsung, Micron และ SK Hynix ต้องทุ่มกำลังการผลิตไปยัง HBM (High Bandwidth Memory) เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด AI ทำให้ DRAM สำหรับผู้บริโภคขาดแคลนอย่างหนัก ผู้ผลิตจีนอย่าง CXMT ซึ่งยังไม่ได้ทุ่มไปที่ HBM มากนัก จึงมีความสามารถในการจัดหาชิป DDR5 ให้ตลาด consumer ได้มากกว่าในช่วงนี้

    แม้ CXMT จะมีศักยภาพในการผลิต DRAM สูงถึง 300,000 แผ่นเวเฟอร์ต่อเดือนภายในปี 2026 แต่ก็ยังถือว่าน้อยกว่าผู้ผลิตระดับโลก อย่างไรก็ตาม บริษัทกำลังเตรียม IPO ในเซี่ยงไฮ้เพื่อระดมทุน 4.2 พันล้านดอลลาร์ เพื่อขยายกำลังผลิตและ R&D ซึ่งอาจทำให้จีนกลายเป็นผู้เล่นสำคัญในตลาดหน่วยความจำโลกในอนาคต

    อย่างไรก็ตาม การที่ HP หันมาใช้ชิปจากจีนยังมีความเสี่ยงด้านกฎหมาย โดยเฉพาะกฎ NDAA Section 5949 ของสหรัฐฯ ที่ห้ามหน่วยงานรัฐใช้ชิปจาก CXMT แม้สินค้าฝั่ง consumer จะยังไม่ถูกจำกัด แต่หาก HP ใช้ชิปจีนในสินค้าที่ขายในเอเชียและยุโรปมากขึ้น ก็อาจทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ พิจารณาเพิ่มข้อควบคุมในอนาคตได้เช่นกัน

    สรุปประเด็นสำคัญ
    HP เผชิญปัญหาขาดแคลน DRAM
    ตลาดหน่วยความจำตึงตัวจนผู้ผลิตรายใหญ่จัดหาชิปได้ยาก
    HP ต้องหันไปใช้ผู้ผลิตจีนเพื่อส่งมอบสินค้าในบางภูมิภาค

    CXMT กลายเป็นตัวเลือกสำคัญ
    มีความพร้อมด้าน DDR5 มากกว่าผู้ผลิตที่เน้น HBM
    กำลังผลิตตั้งเป้า 300,000 เวเฟอร์ต่อเดือนในปี 2026

    การขยายตัวของอุตสาหกรรมหน่วยความจำจีน
    CXMT เตรียม IPO มูลค่า 4.2 พันล้านดอลลาร์เพื่อขยายกำลังผลิต
    อาจกลายเป็นผู้เล่นระดับโลกในตลาด DRAM

    ข้อจำกัดด้านกฎหมายของสหรัฐฯ
    NDAA Section 5949 ห้ามใช้ชิปจีนในผลิตภัณฑ์ของหน่วยงานรัฐ
    HP อาจจำกัดการใช้ชิปจีนเฉพาะสินค้าที่ขายในเอเชียและยุโรปเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา

    ประเด็นที่ต้องจับตา
    ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ
    สหรัฐฯ อาจเพิ่มข้อจำกัดหากผู้ผลิตพีซีใช้ชิปจีนมากขึ้น

    ความไม่แน่นอนของกำลังผลิต
    แม้ CXMT จะขยายกำลังผลิต แต่ยังตามหลังผู้ผลิตรายใหญ่ระดับโลก

    ผลกระทบต่อราคาสินค้า
    ความตึงตัวของตลาด DRAM อาจทำให้ราคาพีซีและโน้ตบุ๊กสูงขึ้น

    https://wccftech.com/hp-is-left-with-no-other-choice-but-to-turn-to-chinese-memory-suppliers/
    🏭💾 HP หันไปพึ่งผู้ผลิตหน่วยความจำจีน หลังตลาด DRAM ขาดแคลนหนัก — CXMT กลายเป็นตัวเลือกสำคัญในวิกฤตนี้ ความตึงตัวของตลาดหน่วยความจำกำลังรุนแรงขึ้นจนแม้แต่ผู้ผลิตพีซีรายใหญ่ระดับโลกอย่าง HP ก็เริ่มประสบปัญหาในการจัดหาชิป DRAM ตามรายงานของ Bank of America ซึ่งอ้างอิงโดยนักวิเคราะห์ Tae Kim ระบุว่า HP “แทบไม่เหลือทางเลือก” นอกจากต้องหันไปใช้ ผู้ผลิตหน่วยความจำจากจีน เช่น CXMT เพื่อให้สามารถส่งมอบสินค้าได้ในบางภูมิภาค สาเหตุหลักมาจากการที่ผู้ผลิตรายใหญ่ เช่น Samsung, Micron และ SK Hynix ต้องทุ่มกำลังการผลิตไปยัง HBM (High Bandwidth Memory) เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด AI ทำให้ DRAM สำหรับผู้บริโภคขาดแคลนอย่างหนัก ผู้ผลิตจีนอย่าง CXMT ซึ่งยังไม่ได้ทุ่มไปที่ HBM มากนัก จึงมีความสามารถในการจัดหาชิป DDR5 ให้ตลาด consumer ได้มากกว่าในช่วงนี้ แม้ CXMT จะมีศักยภาพในการผลิต DRAM สูงถึง 300,000 แผ่นเวเฟอร์ต่อเดือนภายในปี 2026 แต่ก็ยังถือว่าน้อยกว่าผู้ผลิตระดับโลก อย่างไรก็ตาม บริษัทกำลังเตรียม IPO ในเซี่ยงไฮ้เพื่อระดมทุน 4.2 พันล้านดอลลาร์ เพื่อขยายกำลังผลิตและ R&D ซึ่งอาจทำให้จีนกลายเป็นผู้เล่นสำคัญในตลาดหน่วยความจำโลกในอนาคต อย่างไรก็ตาม การที่ HP หันมาใช้ชิปจากจีนยังมีความเสี่ยงด้านกฎหมาย โดยเฉพาะกฎ NDAA Section 5949 ของสหรัฐฯ ที่ห้ามหน่วยงานรัฐใช้ชิปจาก CXMT แม้สินค้าฝั่ง consumer จะยังไม่ถูกจำกัด แต่หาก HP ใช้ชิปจีนในสินค้าที่ขายในเอเชียและยุโรปมากขึ้น ก็อาจทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ พิจารณาเพิ่มข้อควบคุมในอนาคตได้เช่นกัน 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ HP เผชิญปัญหาขาดแคลน DRAM ➡️ ตลาดหน่วยความจำตึงตัวจนผู้ผลิตรายใหญ่จัดหาชิปได้ยาก ➡️ HP ต้องหันไปใช้ผู้ผลิตจีนเพื่อส่งมอบสินค้าในบางภูมิภาค ✅ CXMT กลายเป็นตัวเลือกสำคัญ ➡️ มีความพร้อมด้าน DDR5 มากกว่าผู้ผลิตที่เน้น HBM ➡️ กำลังผลิตตั้งเป้า 300,000 เวเฟอร์ต่อเดือนในปี 2026 ✅ การขยายตัวของอุตสาหกรรมหน่วยความจำจีน ➡️ CXMT เตรียม IPO มูลค่า 4.2 พันล้านดอลลาร์เพื่อขยายกำลังผลิต ➡️ อาจกลายเป็นผู้เล่นระดับโลกในตลาด DRAM ✅ ข้อจำกัดด้านกฎหมายของสหรัฐฯ ➡️ NDAA Section 5949 ห้ามใช้ชิปจีนในผลิตภัณฑ์ของหน่วยงานรัฐ ➡️ HP อาจจำกัดการใช้ชิปจีนเฉพาะสินค้าที่ขายในเอเชียและยุโรปเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา ⚠️ ประเด็นที่ต้องจับตา ‼️ ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ ⛔ สหรัฐฯ อาจเพิ่มข้อจำกัดหากผู้ผลิตพีซีใช้ชิปจีนมากขึ้น ‼️ ความไม่แน่นอนของกำลังผลิต ⛔ แม้ CXMT จะขยายกำลังผลิต แต่ยังตามหลังผู้ผลิตรายใหญ่ระดับโลก ‼️ ผลกระทบต่อราคาสินค้า ⛔ ความตึงตัวของตลาด DRAM อาจทำให้ราคาพีซีและโน้ตบุ๊กสูงขึ้น https://wccftech.com/hp-is-left-with-no-other-choice-but-to-turn-to-chinese-memory-suppliers/
    WCCFTECH.COM
    HP Is Reportedly Left With Limited Choices but to Turn to Chinese Memory Suppliers Like CXMT to Combat DRAM Shortages
    One of the largest PC manufacturers, HP, may look to Chinese memory suppliers to secure its DRAM supply, with CXMT becoming an option.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 101 มุมมอง 0 รีวิว
  • RPCS3 เพิ่มฟีเจอร์โหลดเกม PS3 จากไฟล์ ISO โดยตรง — ไม่ต้องแตกไฟล์อีกต่อไป!

    อัปเดตล่าสุดของ RPCS3 ตัวจำลอง PlayStation 3 ที่ได้รับความนิยมสูง ได้เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ที่ผู้ใช้รอคอยมานาน นั่นคือ การโหลดเกมจากไฟล์ ISO โดยตรง โดยไม่ต้องแตกไฟล์ออกเป็นโฟลเดอร์ก่อนเหมือนที่ผ่านมา ฟีเจอร์นี้ถูกพัฒนาโดยผู้ใช้ชื่อ Functionable และถือเป็นการลดขั้นตอนยุ่งยากที่อยู่กับ RPCS3 มานานหลายปี

    ก่อนหน้านี้ ผู้ใช้ต้องแตกไฟล์ ISO ออกมา ซึ่งกินพื้นที่เกือบสองเท่าเพราะต้องเก็บทั้งไฟล์ต้นฉบับและไฟล์ที่แตกออกมา แต่ตอนนี้ RPCS3 สามารถอ่านข้อมูลจาก ISO ได้ทันที ทำให้ประหยัดพื้นที่และลดขั้นตอนลงอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ฟีเจอร์นี้รองรับเฉพาะ ISO ที่ถูกถอดรหัสแล้ว (decrypted ISO) เท่านั้น เนื่องจาก RPCS3 ไม่สามารถถอดรหัสแผ่น PS3 แบบที่ฮาร์ดแวร์จริงทำได้ ส่วน ISO ที่เข้ารหัสจากแผ่นแท้ยังไม่สามารถใช้งานได้ในตอนนี้

    แม้จะมีฟีเจอร์ใหม่ แต่ RPCS3 ยังรองรับการโหลดเกมแบบโฟลเดอร์เหมือนเดิม ดังนั้นผู้ใช้ที่จัดไลบรารีไว้แล้วไม่ต้องกังวล นอกจากนี้ทีมพัฒนายังย้ำว่าฟีเจอร์นี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของ RPCS3 ซึ่งยังคงได้รับการอัปเดตอย่างสม่ำเสมอเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและรองรับฮาร์ดแวร์ใหม่ ๆ ในอนาคต

    การเพิ่มความสามารถนี้อาจดูเล็กน้อย แต่มีผลต่อประสบการณ์ใช้งานอย่างมาก โดยเฉพาะผู้ที่มีคลังเกมจำนวนมากหรือใช้พื้นที่เก็บข้อมูลจำกัด ถือเป็นอีกก้าวที่ทำให้ RPCS3 ใช้งานง่ายขึ้นและใกล้เคียงกับการใช้เครื่องจริงมากขึ้นเรื่อย ๆ

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ฟีเจอร์ใหม่: โหลด ISO โดยตรง
    ไม่ต้องแตกไฟล์ ISO ออกเป็นโฟลเดอร์อีกต่อไป
    ประหยัดพื้นที่เก็บข้อมูลและลดขั้นตอนใช้งาน

    ข้อจำกัดของฟีเจอร์
    รองรับเฉพาะ decrypted ISO
    ISO ที่เข้ารหัสจากแผ่นแท้ยังไม่สามารถใช้งานได้

    การรองรับแบบเดิมยังอยู่
    การโหลดเกมจากโฟลเดอร์ยังทำงานเหมือนเดิม
    ผู้ใช้ที่จัดไลบรารีไว้แล้วไม่ต้องเปลี่ยนอะไร

    ผลกระทบต่อผู้ใช้
    ใช้งานง่ายขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีเกมจำนวนมาก
    ลดภาระด้านพื้นที่จัดเก็บอย่างเห็นได้ชัด

    ข้อควรระวัง
    ความสับสนระหว่าง ISO แบบเข้ารหัสและถอดรหัส
    ผู้ใช้ต้องแน่ใจว่า ISO ถูกถอดรหัสแล้ว ไม่เช่นนั้นจะรันไม่ได้

    ความเข้ากันได้ของเกม
    แม้ฟีเจอร์ใหม่จะดี แต่เกมบางเกมอาจยังต้องการโครงสร้างแบบโฟลเดอร์

    https://wccftech.com/rpcs3-adds-direct-iso-loading-for-ps3-disc-games/
    🎮💿 RPCS3 เพิ่มฟีเจอร์โหลดเกม PS3 จากไฟล์ ISO โดยตรง — ไม่ต้องแตกไฟล์อีกต่อไป! อัปเดตล่าสุดของ RPCS3 ตัวจำลอง PlayStation 3 ที่ได้รับความนิยมสูง ได้เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ที่ผู้ใช้รอคอยมานาน นั่นคือ การโหลดเกมจากไฟล์ ISO โดยตรง โดยไม่ต้องแตกไฟล์ออกเป็นโฟลเดอร์ก่อนเหมือนที่ผ่านมา ฟีเจอร์นี้ถูกพัฒนาโดยผู้ใช้ชื่อ Functionable และถือเป็นการลดขั้นตอนยุ่งยากที่อยู่กับ RPCS3 มานานหลายปี ก่อนหน้านี้ ผู้ใช้ต้องแตกไฟล์ ISO ออกมา ซึ่งกินพื้นที่เกือบสองเท่าเพราะต้องเก็บทั้งไฟล์ต้นฉบับและไฟล์ที่แตกออกมา แต่ตอนนี้ RPCS3 สามารถอ่านข้อมูลจาก ISO ได้ทันที ทำให้ประหยัดพื้นที่และลดขั้นตอนลงอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ฟีเจอร์นี้รองรับเฉพาะ ISO ที่ถูกถอดรหัสแล้ว (decrypted ISO) เท่านั้น เนื่องจาก RPCS3 ไม่สามารถถอดรหัสแผ่น PS3 แบบที่ฮาร์ดแวร์จริงทำได้ ส่วน ISO ที่เข้ารหัสจากแผ่นแท้ยังไม่สามารถใช้งานได้ในตอนนี้ แม้จะมีฟีเจอร์ใหม่ แต่ RPCS3 ยังรองรับการโหลดเกมแบบโฟลเดอร์เหมือนเดิม ดังนั้นผู้ใช้ที่จัดไลบรารีไว้แล้วไม่ต้องกังวล นอกจากนี้ทีมพัฒนายังย้ำว่าฟีเจอร์นี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของ RPCS3 ซึ่งยังคงได้รับการอัปเดตอย่างสม่ำเสมอเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและรองรับฮาร์ดแวร์ใหม่ ๆ ในอนาคต การเพิ่มความสามารถนี้อาจดูเล็กน้อย แต่มีผลต่อประสบการณ์ใช้งานอย่างมาก โดยเฉพาะผู้ที่มีคลังเกมจำนวนมากหรือใช้พื้นที่เก็บข้อมูลจำกัด ถือเป็นอีกก้าวที่ทำให้ RPCS3 ใช้งานง่ายขึ้นและใกล้เคียงกับการใช้เครื่องจริงมากขึ้นเรื่อย ๆ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ฟีเจอร์ใหม่: โหลด ISO โดยตรง ➡️ ไม่ต้องแตกไฟล์ ISO ออกเป็นโฟลเดอร์อีกต่อไป ➡️ ประหยัดพื้นที่เก็บข้อมูลและลดขั้นตอนใช้งาน ✅ ข้อจำกัดของฟีเจอร์ ➡️ รองรับเฉพาะ decrypted ISO ➡️ ISO ที่เข้ารหัสจากแผ่นแท้ยังไม่สามารถใช้งานได้ ✅ การรองรับแบบเดิมยังอยู่ ➡️ การโหลดเกมจากโฟลเดอร์ยังทำงานเหมือนเดิม ➡️ ผู้ใช้ที่จัดไลบรารีไว้แล้วไม่ต้องเปลี่ยนอะไร ✅ ผลกระทบต่อผู้ใช้ ➡️ ใช้งานง่ายขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีเกมจำนวนมาก ➡️ ลดภาระด้านพื้นที่จัดเก็บอย่างเห็นได้ชัด ⚠️ ข้อควรระวัง ‼️ ความสับสนระหว่าง ISO แบบเข้ารหัสและถอดรหัส ⛔ ผู้ใช้ต้องแน่ใจว่า ISO ถูกถอดรหัสแล้ว ไม่เช่นนั้นจะรันไม่ได้ ‼️ ความเข้ากันได้ของเกม ⛔ แม้ฟีเจอร์ใหม่จะดี แต่เกมบางเกมอาจยังต้องการโครงสร้างแบบโฟลเดอร์ https://wccftech.com/rpcs3-adds-direct-iso-loading-for-ps3-disc-games/
    WCCFTECH.COM
    RPCS3 Adds Direct ISO Loading For PS3 Disc Games
    The RPCS3 now supports direct loading of ISO files of PS3 disc games that further simplifies the emulation.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 64 มุมมอง 0 รีวิว
  • Nvidia ตั้ง CMO คนแรกในประวัติศาสตร์ — ดึงผู้บริหาร Google Cloud มาช่วยขายชิปยุค AI

    Nvidia กำลังเข้าสู่ยุคใหม่ของการเติบโต และหนึ่งในก้าวสำคัญคือการแต่งตั้ง Chief Marketing Officer (CMO) คนแรกของบริษัท ซึ่งไม่เคยมีตำแหน่งนี้มาก่อนในประวัติศาสตร์กว่า 30 ปีของ Nvidia การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้สะท้อนว่าบริษัทกำลังก้าวจากผู้ผลิต GPU สู่การเป็นผู้ให้บริการ “ระบบ AI ครบวงจร” ที่ต้องการกลยุทธ์การสื่อสารระดับองค์กรที่ซับซ้อนขึ้นอย่างมาก

    ผู้ที่ได้รับเลือกคือ Alison Wagonfeld อดีตผู้บริหารระดับสูงของ Google Cloud ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการผลักดันธุรกิจคลาวด์ให้เติบโตจนมีรายได้ระดับ $60 พันล้านต่อปี เธอประกาศผ่าน LinkedIn ว่าตื่นเต้นที่จะเข้าร่วมทีมของ Jensen Huang และจะดูแลทั้งฝ่ายการตลาดและการสื่อสารของ Nvidia ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไป

    การมาของ Wagonfeld เกิดขึ้นในช่วงที่ Nvidia ต้องรับมือกับความท้าทายใหม่ ๆ ในตลาด AI ที่กำลังแข่งขันดุเดือด เดิมทีความต้องการชิป AI สูงจน “ขายอะไรก็ขายได้” แต่เมื่อการแข่งขันเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในงาน inference บริษัทจำเป็นต้องมีการวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์และสื่อสารภาพลักษณ์อย่างเป็นระบบมากขึ้น ไม่ใช่พึ่ง Jensen Huang เพียงคนเดียวในการนำเสนอวิสัยทัศน์ของบริษัทอีกต่อไป

    บทความยังชี้ว่าการเติบโตของ Nvidia ทำให้บริษัทต้องสื่อสารกับลูกค้าหลากหลายกลุ่ม ตั้งแต่สตาร์ทอัป หน่วยงานรัฐ ไปจนถึง hyperscalers รายใหญ่ การมี CMO ที่เชี่ยวชาญด้าน B2B อย่าง Wagonfeld จึงเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความชัดเจนของแบรนด์และกลยุทธ์ในยุคที่ Nvidia ไม่ได้ขายแค่ GPU แต่ขาย “แพลตฟอร์ม AI ทั้งระบบ” ตั้งแต่ CPU, GPU, DPU, Networking ไปจนถึง Software Stack

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Nvidia ตั้ง CMO คนแรก
    Alison Wagonfeld จาก Google Cloud เข้ารับตำแหน่ง
    จะดูแลทั้งการตลาดและการสื่อสารของบริษัท

    เหตุผลที่ต้องมี CMO ตอนนี้
    Nvidia เปลี่ยนจากผู้ขาย GPU เป็นผู้ขายระบบ AI ครบวงจร
    ความต้องการสื่อสารเชิงกลยุทธ์เพิ่มขึ้นอย่างมาก

    ประสบการณ์ของ Wagonfeld
    สร้าง Google Cloud ให้เติบโตสู่รายได้ $60B ต่อปี
    เชี่ยวชาญด้าน B2B ซึ่งตรงกับตลาดหลักของ Nvidia

    ความท้าทายในตลาด AI
    ความต้องการชิปเริ่มเปลี่ยนจาก training ไปสู่ inference
    การแข่งขันสูงขึ้น ทำให้การตลาดมีบทบาทสำคัญ

    ประเด็นที่ต้องจับตา
    โครงสร้างองค์กรใหม่ของ Nvidia
    ยังไม่ชัดเจนว่า CMO จะรายงานตรงต่อใคร และจะมี VP Marketing ควบคู่หรือไม่

    ความซับซ้อนของตลาด AI
    Nvidia ต้องสื่อสารกับลูกค้าหลากหลายกลุ่มพร้อมกัน

    ภาระของ Jensen Huang
    การเติบโตอย่างรวดเร็วทำให้ไม่สามารถพึ่ง CEO เป็นผู้สื่อสารหลักเพียงคนเดียวได้อีกต่อไป

    https://www.tomshardware.com/pc-components/gpus/nvidia-hires-first-ever-cmo-snatches-former-google-exec-for-the-tough-job-of-helping-sell-more-chips-alison-wagonfield-spent-nearly-10-years-at-google-building-its-cloud-project
    🟩💼 Nvidia ตั้ง CMO คนแรกในประวัติศาสตร์ — ดึงผู้บริหาร Google Cloud มาช่วยขายชิปยุค AI Nvidia กำลังเข้าสู่ยุคใหม่ของการเติบโต และหนึ่งในก้าวสำคัญคือการแต่งตั้ง Chief Marketing Officer (CMO) คนแรกของบริษัท ซึ่งไม่เคยมีตำแหน่งนี้มาก่อนในประวัติศาสตร์กว่า 30 ปีของ Nvidia การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้สะท้อนว่าบริษัทกำลังก้าวจากผู้ผลิต GPU สู่การเป็นผู้ให้บริการ “ระบบ AI ครบวงจร” ที่ต้องการกลยุทธ์การสื่อสารระดับองค์กรที่ซับซ้อนขึ้นอย่างมาก ผู้ที่ได้รับเลือกคือ Alison Wagonfeld อดีตผู้บริหารระดับสูงของ Google Cloud ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการผลักดันธุรกิจคลาวด์ให้เติบโตจนมีรายได้ระดับ $60 พันล้านต่อปี เธอประกาศผ่าน LinkedIn ว่าตื่นเต้นที่จะเข้าร่วมทีมของ Jensen Huang และจะดูแลทั้งฝ่ายการตลาดและการสื่อสารของ Nvidia ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไป การมาของ Wagonfeld เกิดขึ้นในช่วงที่ Nvidia ต้องรับมือกับความท้าทายใหม่ ๆ ในตลาด AI ที่กำลังแข่งขันดุเดือด เดิมทีความต้องการชิป AI สูงจน “ขายอะไรก็ขายได้” แต่เมื่อการแข่งขันเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในงาน inference บริษัทจำเป็นต้องมีการวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์และสื่อสารภาพลักษณ์อย่างเป็นระบบมากขึ้น ไม่ใช่พึ่ง Jensen Huang เพียงคนเดียวในการนำเสนอวิสัยทัศน์ของบริษัทอีกต่อไป บทความยังชี้ว่าการเติบโตของ Nvidia ทำให้บริษัทต้องสื่อสารกับลูกค้าหลากหลายกลุ่ม ตั้งแต่สตาร์ทอัป หน่วยงานรัฐ ไปจนถึง hyperscalers รายใหญ่ การมี CMO ที่เชี่ยวชาญด้าน B2B อย่าง Wagonfeld จึงเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความชัดเจนของแบรนด์และกลยุทธ์ในยุคที่ Nvidia ไม่ได้ขายแค่ GPU แต่ขาย “แพลตฟอร์ม AI ทั้งระบบ” ตั้งแต่ CPU, GPU, DPU, Networking ไปจนถึง Software Stack 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Nvidia ตั้ง CMO คนแรก ➡️ Alison Wagonfeld จาก Google Cloud เข้ารับตำแหน่ง ➡️ จะดูแลทั้งการตลาดและการสื่อสารของบริษัท ✅ เหตุผลที่ต้องมี CMO ตอนนี้ ➡️ Nvidia เปลี่ยนจากผู้ขาย GPU เป็นผู้ขายระบบ AI ครบวงจร ➡️ ความต้องการสื่อสารเชิงกลยุทธ์เพิ่มขึ้นอย่างมาก ✅ ประสบการณ์ของ Wagonfeld ➡️ สร้าง Google Cloud ให้เติบโตสู่รายได้ $60B ต่อปี ➡️ เชี่ยวชาญด้าน B2B ซึ่งตรงกับตลาดหลักของ Nvidia ✅ ความท้าทายในตลาด AI ➡️ ความต้องการชิปเริ่มเปลี่ยนจาก training ไปสู่ inference ➡️ การแข่งขันสูงขึ้น ทำให้การตลาดมีบทบาทสำคัญ ⚠️ ประเด็นที่ต้องจับตา ‼️ โครงสร้างองค์กรใหม่ของ Nvidia ⛔ ยังไม่ชัดเจนว่า CMO จะรายงานตรงต่อใคร และจะมี VP Marketing ควบคู่หรือไม่ ‼️ ความซับซ้อนของตลาด AI ⛔ Nvidia ต้องสื่อสารกับลูกค้าหลากหลายกลุ่มพร้อมกัน ‼️ ภาระของ Jensen Huang ⛔ การเติบโตอย่างรวดเร็วทำให้ไม่สามารถพึ่ง CEO เป็นผู้สื่อสารหลักเพียงคนเดียวได้อีกต่อไป https://www.tomshardware.com/pc-components/gpus/nvidia-hires-first-ever-cmo-snatches-former-google-exec-for-the-tough-job-of-helping-sell-more-chips-alison-wagonfield-spent-nearly-10-years-at-google-building-its-cloud-project
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 87 มุมมอง 0 รีวิว
  • Intel โชว์พลัง “เพื่อผู้บริโภค” ที่ CES 2026 — ขณะที่ AMD หันไปโฟกัส AI จนลืมตลาดคอนซูเมอร์

    บทความจาก Tom’s Hardware ชี้ให้เห็นภาพที่ต่างกันอย่างชัดเจนระหว่าง Intel และ AMD ในงาน CES 2026 โดย Intel เลือกนำเสนอเนื้อหาที่ “จับต้องได้” สำหรับผู้ใช้ทั่วไป ขณะที่ AMD กลับทุ่มเวลาเกือบทั้งหมดไปกับการพูดถึง AI ระดับองค์กรและพันธมิตรด้านดาต้าเซ็นเตอร์ จนแทบไม่เหลือพื้นที่ให้กับผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภคเลย

    Intel เปิดตัวคีย์โน้ตแบบกระชับเพียง 45 นาที เน้นไปที่ Panther Lake ซึ่งเป็นชิปเจเนอเรชันใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อผู้ใช้ทั่วไป พร้อมพูดถึงการใช้งานจริง เช่น เกม การทำงาน และ AI บนเครื่อง (on‑device AI) โดยมีผู้บริหารจาก Perplexity มาร่วมอธิบายว่าทำไม AI ในเครื่องถึงสำคัญต่อผู้บริโภคยุคใหม่ นอกจากนี้ Intel ยังแสดงท่าที “รู้ตัวเอง” มากขึ้น เช่น การยอมรับปัญหาเก่า ๆ ของไดรเวอร์กราฟิก และอธิบายว่ากำลังแก้ไขอย่างไร

    ในทางกลับกัน AMD ใช้เวลาส่วนใหญ่ในคีย์โน้ตสองชั่วโมงไปกับการพูดถึง AI ระดับองค์กร, ซูเปอร์คอมพิวเตอร์, พันธมิตรด้านอวกาศ และการใช้งานเชิงธุรกิจ แม้จะมีการเปิดตัวชิปใหม่อย่าง Ryzen 7 9850X3D, Strix Halo, และ Gorgon Point แต่กลับไม่ได้พูดถึงในคีย์โน้ตเลย หรือพูดเพียงสั้นมากจนผู้บริโภคแทบไม่รู้ว่ามีสินค้าใหม่เกิดขึ้นจริง ๆ

    บทความสรุปว่าทั้งสองบริษัทกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน Intel พยายามกลับมาสร้างความเชื่อมั่นในตลาดคอนซูเมอร์ ขณะที่ AMD ดูเหมือนกำลังเสี่ยง “หลุดโฟกัส” จากผู้ใช้ทั่วไปเพราะการไล่ตามตลาด AI ระดับองค์กรที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว การแข่งขันรอบต่อไปในปี 2026–2027 จะเป็นตัวตัดสินว่าบริษัทใดจะครองใจผู้ใช้พีซีในยุค AI ได้มากกว่ากัน

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Intel เน้นผู้บริโภคอย่างชัดเจน
    คีย์โน้ตสั้น กระชับ 45 นาที
    โฟกัสที่ Panther Lake และการใช้งานจริงของผู้ใช้
    ยอมรับปัญหาเก่า ๆ ของไดรเวอร์และสื่อสารอย่างโปร่งใส

    AMD หันไปโฟกัส AI ระดับองค์กร
    คีย์โน้ตยาว 2 ชั่วโมง แต่แทบไม่พูดถึงสินค้า consumer
    เน้นพันธมิตรด้าน AI, อวกาศ, ซูเปอร์คอมพิวเตอร์
    ผลิตภัณฑ์ consumer ใหม่หลายตัวไม่ได้ถูกพูดถึงบนเวที

    ความแตกต่างของกลยุทธ์
    Intel ต้องการดึงผู้ใช้กลับมาหลังช่วงเวลายากลำบาก
    AMD ไล่ตามตลาด AI มูลค่ามหาศาลจนเสี่ยงละเลยผู้บริโภค

    ผลกระทบต่ออนาคต
    ปี 2026–2027 จะเป็นศึกใหญ่ของ Zen 6 vs Nova Lake
    การบาลานซ์ระหว่าง AI และตลาด consumer จะเป็นตัวชี้ชะตา

    ประเด็นที่ควรจับตา
    AMD อาจเสี่ยงเสียฐานผู้ใช้พีซี
    หากยังไม่กลับมาโฟกัสตลาด consumer

    Intel ยังต้องพิสูจน์ความเสถียรของผลิตภัณฑ์
    แม้ทิศทางดีขึ้น แต่ต้องรักษาคุณภาพให้สม่ำเสมอ

    ตลาด AI อาจกลืนความสำคัญของตลาดพีซี
    ผู้ใช้ทั่วไปอาจรู้สึกถูกทิ้งหากทุกบริษัทมุ่งไปที่ AI อย่างเดียว

    https://www.tomshardware.com/pc-components/cpus/intel-showed-up-for-consumers-at-the-consumer-electronics-show-amd-didnt
    🖥️✨ Intel โชว์พลัง “เพื่อผู้บริโภค” ที่ CES 2026 — ขณะที่ AMD หันไปโฟกัส AI จนลืมตลาดคอนซูเมอร์ บทความจาก Tom’s Hardware ชี้ให้เห็นภาพที่ต่างกันอย่างชัดเจนระหว่าง Intel และ AMD ในงาน CES 2026 โดย Intel เลือกนำเสนอเนื้อหาที่ “จับต้องได้” สำหรับผู้ใช้ทั่วไป ขณะที่ AMD กลับทุ่มเวลาเกือบทั้งหมดไปกับการพูดถึง AI ระดับองค์กรและพันธมิตรด้านดาต้าเซ็นเตอร์ จนแทบไม่เหลือพื้นที่ให้กับผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภคเลย Intel เปิดตัวคีย์โน้ตแบบกระชับเพียง 45 นาที เน้นไปที่ Panther Lake ซึ่งเป็นชิปเจเนอเรชันใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อผู้ใช้ทั่วไป พร้อมพูดถึงการใช้งานจริง เช่น เกม การทำงาน และ AI บนเครื่อง (on‑device AI) โดยมีผู้บริหารจาก Perplexity มาร่วมอธิบายว่าทำไม AI ในเครื่องถึงสำคัญต่อผู้บริโภคยุคใหม่ นอกจากนี้ Intel ยังแสดงท่าที “รู้ตัวเอง” มากขึ้น เช่น การยอมรับปัญหาเก่า ๆ ของไดรเวอร์กราฟิก และอธิบายว่ากำลังแก้ไขอย่างไร ในทางกลับกัน AMD ใช้เวลาส่วนใหญ่ในคีย์โน้ตสองชั่วโมงไปกับการพูดถึง AI ระดับองค์กร, ซูเปอร์คอมพิวเตอร์, พันธมิตรด้านอวกาศ และการใช้งานเชิงธุรกิจ แม้จะมีการเปิดตัวชิปใหม่อย่าง Ryzen 7 9850X3D, Strix Halo, และ Gorgon Point แต่กลับไม่ได้พูดถึงในคีย์โน้ตเลย หรือพูดเพียงสั้นมากจนผู้บริโภคแทบไม่รู้ว่ามีสินค้าใหม่เกิดขึ้นจริง ๆ บทความสรุปว่าทั้งสองบริษัทกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน Intel พยายามกลับมาสร้างความเชื่อมั่นในตลาดคอนซูเมอร์ ขณะที่ AMD ดูเหมือนกำลังเสี่ยง “หลุดโฟกัส” จากผู้ใช้ทั่วไปเพราะการไล่ตามตลาด AI ระดับองค์กรที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว การแข่งขันรอบต่อไปในปี 2026–2027 จะเป็นตัวตัดสินว่าบริษัทใดจะครองใจผู้ใช้พีซีในยุค AI ได้มากกว่ากัน 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Intel เน้นผู้บริโภคอย่างชัดเจน ➡️ คีย์โน้ตสั้น กระชับ 45 นาที ➡️ โฟกัสที่ Panther Lake และการใช้งานจริงของผู้ใช้ ➡️ ยอมรับปัญหาเก่า ๆ ของไดรเวอร์และสื่อสารอย่างโปร่งใส ✅ AMD หันไปโฟกัส AI ระดับองค์กร ➡️ คีย์โน้ตยาว 2 ชั่วโมง แต่แทบไม่พูดถึงสินค้า consumer ➡️ เน้นพันธมิตรด้าน AI, อวกาศ, ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ➡️ ผลิตภัณฑ์ consumer ใหม่หลายตัวไม่ได้ถูกพูดถึงบนเวที ✅ ความแตกต่างของกลยุทธ์ ➡️ Intel ต้องการดึงผู้ใช้กลับมาหลังช่วงเวลายากลำบาก ➡️ AMD ไล่ตามตลาด AI มูลค่ามหาศาลจนเสี่ยงละเลยผู้บริโภค ✅ ผลกระทบต่ออนาคต ➡️ ปี 2026–2027 จะเป็นศึกใหญ่ของ Zen 6 vs Nova Lake ➡️ การบาลานซ์ระหว่าง AI และตลาด consumer จะเป็นตัวชี้ชะตา ⚠️ ประเด็นที่ควรจับตา ‼️ AMD อาจเสี่ยงเสียฐานผู้ใช้พีซี ⛔ หากยังไม่กลับมาโฟกัสตลาด consumer ‼️ Intel ยังต้องพิสูจน์ความเสถียรของผลิตภัณฑ์ ⛔ แม้ทิศทางดีขึ้น แต่ต้องรักษาคุณภาพให้สม่ำเสมอ ‼️ ตลาด AI อาจกลืนความสำคัญของตลาดพีซี ⛔ ผู้ใช้ทั่วไปอาจรู้สึกถูกทิ้งหากทุกบริษัทมุ่งไปที่ AI อย่างเดียว https://www.tomshardware.com/pc-components/cpus/intel-showed-up-for-consumers-at-the-consumer-electronics-show-amd-didnt
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 96 มุมมอง 0 รีวิว
Pages Boosts