• เฟดเดือด! โพเวลล์แถลงตอบหมายศาล DOJ ชี้เป็นแรงกดดันทางการเมืองต่อการกำหนดดอกเบี้ย

    เจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ออกแถลงการณ์พิเศษหลังถูกกระทรวงยุติธรรม (DOJ) ส่งหมายศาลจากคณะลูกขุนใหญ่ พร้อมขู่ดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับคำให้การของเขาต่อคณะกรรมาธิการธนาคารวุฒิสภาเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เนื้อหานั้นเกี่ยวข้องกับโครงการปรับปรุงอาคารสำนักงานของเฟด ซึ่งพาวเวลล์ยืนยันว่าเฟดได้รายงานต่อสภาคองเกรสอย่างโปร่งใสแล้ว

    พาวเวลล์ระบุชัดว่า การขู่ฟ้องครั้งนี้ “ไม่ใช่เรื่องคำให้การหรือโครงการปรับปรุงอาคาร” แต่เป็นผลจากการที่เฟด “กำหนดอัตราดอกเบี้ยตามข้อมูลเศรษฐกิจ ไม่ใช่ตามความต้องการของประธานาธิบดี” เขามองว่านี่คือความพยายามกดดันเฟดให้ปรับนโยบายการเงินตามแรงทางการเมือง ซึ่งเป็นภัยต่อความเป็นอิสระของธนาคารกลาง

    เขาย้ำว่าในตลอดการทำงานภายใต้ 4 รัฐบาล ทั้งพรรครีพับลิกันและเดโมแครต เขาปฏิบัติหน้าที่โดยไม่เอนเอียงทางการเมือง และจะยังคงทำงานด้วย “ความซื่อสัตย์และเพื่อประโยชน์ของประชาชนอเมริกัน” แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากฝ่ายบริหารก็ตาม

    แถลงการณ์นี้สร้างแรงสั่นสะเทือนในแวดวงเศรษฐกิจและการเมือง เพราะสะท้อนความตึงเครียดระหว่างฝ่ายบริหารกับธนาคารกลาง ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของตลาดและทิศทางนโยบายการเงินในปี 2026

    สรุปประเด็นสำคัญ
    เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
    DOJ ส่งหมายศาลขู่ฟ้องพาวเวลล์เกี่ยวกับคำให้การต่อวุฒิสภา
    ประเด็นที่ถูกกล่าวหาเกี่ยวข้องกับโครงการปรับปรุงอาคารของเฟด
    พาวเวลล์ยืนยันว่าเฟดรายงานต่อสภาคองเกรสครบถ้วนแล้ว

    สาระสำคัญในแถลงการณ์
    พาวเวลล์ชี้ว่าการขู่ฟ้องเป็นความพยายามกดดันเฟดให้ปรับดอกเบี้ยตามการเมือง
    ย้ำความสำคัญของความเป็นอิสระของธนาคารกลาง
    ระบุว่าจะทำงานต่อไปด้วยความซื่อสัตย์และยึดประโยชน์สาธารณะ

    ความเสี่ยงและผลกระทบ
    ความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลกับเฟดอาจกระทบเสถียรภาพตลาด
    ความพยายามแทรกแซงนโยบายการเงินอาจบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน
    การดำเนินคดีอาจสร้างความไม่แน่นอนต่อทิศทางดอกเบี้ยในปี 2026

    ประเด็นที่ต้องจับตา
    ท่าทีของรัฐบาลต่อเฟดหลังแถลงการณ์นี้
    ปฏิกิริยาของตลาดการเงินและนักลงทุน
    ความคืบหน้าของกระบวนการทางกฎหมายจาก DOJ

    https://www.federalreserve.gov/newsevents/speech/powell20260111a.htm
    📰 เฟดเดือด! โพเวลล์แถลงตอบหมายศาล DOJ ชี้เป็นแรงกดดันทางการเมืองต่อการกำหนดดอกเบี้ย เจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ออกแถลงการณ์พิเศษหลังถูกกระทรวงยุติธรรม (DOJ) ส่งหมายศาลจากคณะลูกขุนใหญ่ พร้อมขู่ดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับคำให้การของเขาต่อคณะกรรมาธิการธนาคารวุฒิสภาเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เนื้อหานั้นเกี่ยวข้องกับโครงการปรับปรุงอาคารสำนักงานของเฟด ซึ่งพาวเวลล์ยืนยันว่าเฟดได้รายงานต่อสภาคองเกรสอย่างโปร่งใสแล้ว พาวเวลล์ระบุชัดว่า การขู่ฟ้องครั้งนี้ “ไม่ใช่เรื่องคำให้การหรือโครงการปรับปรุงอาคาร” แต่เป็นผลจากการที่เฟด “กำหนดอัตราดอกเบี้ยตามข้อมูลเศรษฐกิจ ไม่ใช่ตามความต้องการของประธานาธิบดี” เขามองว่านี่คือความพยายามกดดันเฟดให้ปรับนโยบายการเงินตามแรงทางการเมือง ซึ่งเป็นภัยต่อความเป็นอิสระของธนาคารกลาง เขาย้ำว่าในตลอดการทำงานภายใต้ 4 รัฐบาล ทั้งพรรครีพับลิกันและเดโมแครต เขาปฏิบัติหน้าที่โดยไม่เอนเอียงทางการเมือง และจะยังคงทำงานด้วย “ความซื่อสัตย์และเพื่อประโยชน์ของประชาชนอเมริกัน” แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากฝ่ายบริหารก็ตาม แถลงการณ์นี้สร้างแรงสั่นสะเทือนในแวดวงเศรษฐกิจและการเมือง เพราะสะท้อนความตึงเครียดระหว่างฝ่ายบริหารกับธนาคารกลาง ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของตลาดและทิศทางนโยบายการเงินในปี 2026 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ➡️ DOJ ส่งหมายศาลขู่ฟ้องพาวเวลล์เกี่ยวกับคำให้การต่อวุฒิสภา ➡️ ประเด็นที่ถูกกล่าวหาเกี่ยวข้องกับโครงการปรับปรุงอาคารของเฟด ➡️ พาวเวลล์ยืนยันว่าเฟดรายงานต่อสภาคองเกรสครบถ้วนแล้ว ✅ สาระสำคัญในแถลงการณ์ ➡️ พาวเวลล์ชี้ว่าการขู่ฟ้องเป็นความพยายามกดดันเฟดให้ปรับดอกเบี้ยตามการเมือง ➡️ ย้ำความสำคัญของความเป็นอิสระของธนาคารกลาง ➡️ ระบุว่าจะทำงานต่อไปด้วยความซื่อสัตย์และยึดประโยชน์สาธารณะ ‼️ ความเสี่ยงและผลกระทบ ⛔ ความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลกับเฟดอาจกระทบเสถียรภาพตลาด ⛔ ความพยายามแทรกแซงนโยบายการเงินอาจบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน ⛔ การดำเนินคดีอาจสร้างความไม่แน่นอนต่อทิศทางดอกเบี้ยในปี 2026 ‼️ ประเด็นที่ต้องจับตา ⛔ ท่าทีของรัฐบาลต่อเฟดหลังแถลงการณ์นี้ ⛔ ปฏิกิริยาของตลาดการเงินและนักลงทุน ⛔ ความคืบหน้าของกระบวนการทางกฎหมายจาก DOJ https://www.federalreserve.gov/newsevents/speech/powell20260111a.htm
    WWW.FEDERALRESERVE.GOV
    Statement from Federal Reserve Chair Jerome H. Powell
    Good evening. On Friday, the Department of Justice served the Federal Reserve with grand jury subpoenas, threatening a criminal indictment related to my testi
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 53 มุมมอง 0 รีวิว
  • ลายใบตอง ตอนที่ 3

    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “ลายใบตอง”
    ตอน 3
    ในวันที่มูบารัค กลายเป็นอดีต คณะทำงานของ พณ. ใบตองแห้ง จัดงานฉลองกันที่ห้องทำงานพวกเขา ไมเคิล แมคฟอล Michael McFaul ที่ปรึกษารุ่นใหญ่ ของพณ. ใบตองแห้ง ทางกิจกรรมรัสเซีย บังเอิญอยู่ตรงนั้นด้วย เขาเล่าภายหลังว่า…. แน่นอน พวกเราฉลองนาทีประวัติศาสตร์กัน ด้วยการดื่มเบียร์ ดื่มว้อดก้า เรามีความสุขกันมาก ไม่ต้องสงสัย แต่ลึกๆ แล้วนะ ผมว่า มันมีอะไรทะแม่งแยะ และมันอาจไม่ใช่เป็นเรื่องที่เราน่าจะฉลองเอาเลยด้วยซ้ำ พอคิดอย่างนั้น ตอนนั้นผมเครียดแทบอ้วก…
    แมคฟอล ก็สมควรจะเครียดแทบอ้วกหรอก เพราะหลังจากนั้นไม่นาน ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวอียิปต์ สังคมและธุรกิจของอียิปต์ก็ล่มสลาย อียิปต์ กลายเป็นนรกแตกอยู่นานกว่าปี
    เดือนมิถุนายน ค.ศ.2012 อียิปต์ จัดให้มีการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ตามคำแนะนำของอเมริกา และอียิปต์ ก็ได้ มอร์ซิ หัวหน้ากลุ่ม Muslim Brotherhood มาเป็นประธานาธิบดี
    พณ. ใบตองแห้ง ให้การรับรองมอร์ซิ เพราะมาจากการเลือกตั้ง (ตามที่อเมริกาแนะนำ) และมอร์ซิ ก็เริ่มการบริหารประเทศแบบรวบอำนาจตั้งแต่เดือนแรก เขาทำตัวเป็นทั้งผู้บริหาร และศาลเสียเองเอง ชาวอียิปต์ที่ตอนแรกตบมือให้กับ พณ. ใบตองแห้ง ที่ไล่มูบารัคออกไป เริ่มส่งเสียงโวยใส่ พณ.ใบตองแห้งที่สนับสนุน มอร์ซิ ….มันดีกว่ากันตรงไหนวะ …. ก็เขามาจากการเลือกตั้งไง….. คุณนายคลินตัน ได้รับรู้ความรู้สึกของชาวอียิปต์ด้วยตนเอง จากลูกมะเขือเทศ ที่ชาวอียิปต์ระดมปาใส่ขบวนรถคุณนาย อย่างไม่ยั้งมือ เมื่อคุณนายแวะไปไคโร ในเดือนกรกฏาคม ค.ศ.2012
    กลางปี ค.ศ.2013 ชาวอียิปต์ กลับมาชุมนุมกันใหม่ คราวนี้เพื่อขับไล่มอร์ซิ ชุมนุมไปไม่นาน ก็มีการเปิดตัวนายพล เอล ซิซิ ซึ่งออกมาประกาศว่า เขาพร้อมที่จะเป็นรัฐบาลรักษาการ เขาออกโทรทัศน์ในชุดทหาร ติดเหรียญตราเต็มหน้าอก เรียกว่ามาในชุดใหญ่เต็มยศ บอกว่า เขาจะสร้างขบวนการปรองดองแห่งชาติ
    คณะทำงานของ พณ. ใบตองแห้งมึนงง ปวดตับ อีกรอบ… เอาไงดีพวก เราต้องแสดงท่าทีนะ เราจะแสดงท่าไหนดีวะ พณ. ท่านให้พวกเรารีบประเมินสถานการณ์
    …… ถ้ารับรอง ซิซิ ก็แปลว่า อเมริกาสนับสนุนการปฏิวัติของทหาร……แต่ถ้าไม่รับรอง และบอกว่า นี่เป็นการ “ปฏิวัติ” เราก็ต้องตัดงบช่วยเหลือทางทหารที่ให้อียิปต์ตามกฏ แต่เรายังต้องพึ่งเขาอยู่ใช่ไหม … โอ้ย… กูมึน…
    จอห์น แมคเคน John Mccain วุฒิสมาชิกเสียงดัง จากพรรครีพับลิกัน ที่ใครๆ แม้แต่ พณ. ใบตองแห้ง ก็ต้องฟังเขา เขียนบทความในวอชิงตันโพสต์ ว่า….. เราก็เล่นบท….. ว่าเราสนับสนุนการเป็นประชาธิปไตยไปก่อนในตอนแรก(ซิวะ) หลังจากนั้น ความมั่นคงและผลประโยชน์ของประเทศเราก็ต้องมาก่อน (เข้าใจไหม !)
    แต่ พณ. ใบตองแห้ง ยังปรับบทตัวเองไม่ทัน คิดสุนทรพจน์ใหม่ยังไม่ออก ขอตีกรรเชียงไปก่อน
    คณะทำงานของ พณ. ใบตองแห้ง เลยต้องมาประชุมกันต่อ … พณ. ท่าน รับไม่ได้นะ กับคำว่า “ปฏิวัติ” มันขัดกับหลักการ และสุนทรพจน์ที่ท่านพูดมาตลอด …. เรามีทางเลี่ยงเป็นอย่างอื่นใหม….
    คณะทำงานใช้เวลาอยู่หลายอาทิตย์ ในที่สุด วันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ.2013 หนูเจน พาสากิ โฆษกกระทรวงต่างประเทศ ก็ออกมาประกาศ ว่า ….เราตัดสินใจแล้วว่า เรายังไม่จำเป็นต้องมีการตัดสินใจ..เรื่องอียิปต์
    แม่เจ้าโว้ย นี่ไม่ใช่การยียวน กวนซ่นกันนะครับ แต่เป็นการแถลงข่าว ที่แสดงความเป็นอเมริกาที่สุด เป็นการแถลงข่าว ประสาไม้ตีพริก จริงๆ
    หลังจากนั้นไม่นาน ที่อียิปต์ ก็เกิดเหตุการณ์ 14 สิงหา
    เอล ซิซิ สั่งปราบผู้ชุมนุมที่ยังสนับสนุน มอร์ซิ ด้วยการยิงด้วยกระสุนจริง มีคนตายไปประมาณ พันคน ขณะเกิดเหตุ พณ. ใบตองแห้ง กำลังพักผ่อนสบายอารมณ์ อยู่ที่ไร่องุ่นของคุณป้ามาธาร์ นักขายทุกอย่างรวมทั้งชื่อเสียง
    พณ. ใบตองแห้ง ต้องตัดสินใจแล้ว ไม่งั้น สุนทรพจน์ที่พล่ามมาตลอดการดำรงตำแหน่ง มันจะไม่ศักดิ์สิทธิ์
    พณ. ใบตองแห้ง ใช้เวลาเกือบ 2 เดือน กว่าจะตัดสินใจว่า จำเป็นต้องตัดสินใจแล้ว
    วันที่ 9 ตุลาคม ค.ศ.2013 พณ. ใบตองแห้งออกมาแถลงว่า….อเมริกาตัดสินใจระงับการให้งบช่วยเหลือทางทหารแก่ อียิปต์ จนกว่า อียิปต์จะมีการเลือกตั้ง และมีรัฐบาลที่มาจากประชาชน…..
    สื่อเขี้ยวสายการเมืองบอกว่า นี่เป็นการส่งเสียงใส่ใบตองไหว อย่างเบามากนะ มันเป็นการส่งเสียงเชิงสัญลักษณ์นี่หว่า แบบนี้ โรเนียวแจกเอาก็ได้ ไม่ต้องเสียเวลาเชิญมานั่งฟัง
    แต่ที่ไคโร ไม่เป็นอย่างนั้น ชาวอียิปต์บอกว่า เรายกประเทศให้อเมริกาใช้อย่างกับเป็นส้วมมากี่สิบปีแล้ว พอถึงยามยาก มาหันหลังให้กันอย่างนี้หรือ….
    เอล ซิซิ ยังออกมาสำทับกับอเมริกาว่า… คุณหันหลังให้กับชาวอียิปต์ และเขาจะไม่มีวันลืม….
    เรื่องอียิปต์ ทำให้ความเห็นของอเมริกา แบ่งเป็น 2 ค่ายอีกรอบ คราวนี้ เป็นรุ่นใหญ่เบิ้ม คุณนายคลินตันออกไปฟิตตัวเตรียมเลือกตั้งอีกรอบ เลยได้ จอห์นเงี้ยว ของ อ.ทนงมาแทน จอห์นเงี้ยวเป็นเกลอกับ ชัค เฮเกล รม กลาโหม ที่ซี้ปึกกับทหารอียิปต์หลายคน จอห์นกับชัค คิดแบบอเมริกัน ว่า ทุกอย่างซื้อได้ทั้งนั้น ซื้อให้ถูกคน ถูกราคาก็แล้วกัน ซิซิ ก็คงไม่ต่างจากคนอื่นหรอกน่า
    เราเปลี่ยน ซิซิ ได้นะ…..จอห์นเงี้ยวบอกกับทุกคน
    ส่วนเจ้าชัค เฮเกล ยิ่งเง้าหนัก ส่งประวัติของจอร์จ วอชิงตัน ไปให้ซิซิอ่าน ….
    ให้ตายเถอะโรบิน ผมนึกไม่ออกจริงๆ ว่า ไอ้พวกบ้านี่มันเป็นมหาอำนาจได้อย่างไร แสดงว่า เราๆ ต้องยิ่งโง่กว่ามันมากหรือไงนะ
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    17 ม.ค. 2559
    ลายใบตอง ตอนที่ 3 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “ลายใบตอง” ตอน 3 ในวันที่มูบารัค กลายเป็นอดีต คณะทำงานของ พณ. ใบตองแห้ง จัดงานฉลองกันที่ห้องทำงานพวกเขา ไมเคิล แมคฟอล Michael McFaul ที่ปรึกษารุ่นใหญ่ ของพณ. ใบตองแห้ง ทางกิจกรรมรัสเซีย บังเอิญอยู่ตรงนั้นด้วย เขาเล่าภายหลังว่า…. แน่นอน พวกเราฉลองนาทีประวัติศาสตร์กัน ด้วยการดื่มเบียร์ ดื่มว้อดก้า เรามีความสุขกันมาก ไม่ต้องสงสัย แต่ลึกๆ แล้วนะ ผมว่า มันมีอะไรทะแม่งแยะ และมันอาจไม่ใช่เป็นเรื่องที่เราน่าจะฉลองเอาเลยด้วยซ้ำ พอคิดอย่างนั้น ตอนนั้นผมเครียดแทบอ้วก… แมคฟอล ก็สมควรจะเครียดแทบอ้วกหรอก เพราะหลังจากนั้นไม่นาน ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวอียิปต์ สังคมและธุรกิจของอียิปต์ก็ล่มสลาย อียิปต์ กลายเป็นนรกแตกอยู่นานกว่าปี เดือนมิถุนายน ค.ศ.2012 อียิปต์ จัดให้มีการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ตามคำแนะนำของอเมริกา และอียิปต์ ก็ได้ มอร์ซิ หัวหน้ากลุ่ม Muslim Brotherhood มาเป็นประธานาธิบดี พณ. ใบตองแห้ง ให้การรับรองมอร์ซิ เพราะมาจากการเลือกตั้ง (ตามที่อเมริกาแนะนำ) และมอร์ซิ ก็เริ่มการบริหารประเทศแบบรวบอำนาจตั้งแต่เดือนแรก เขาทำตัวเป็นทั้งผู้บริหาร และศาลเสียเองเอง ชาวอียิปต์ที่ตอนแรกตบมือให้กับ พณ. ใบตองแห้ง ที่ไล่มูบารัคออกไป เริ่มส่งเสียงโวยใส่ พณ.ใบตองแห้งที่สนับสนุน มอร์ซิ ….มันดีกว่ากันตรงไหนวะ …. ก็เขามาจากการเลือกตั้งไง….. คุณนายคลินตัน ได้รับรู้ความรู้สึกของชาวอียิปต์ด้วยตนเอง จากลูกมะเขือเทศ ที่ชาวอียิปต์ระดมปาใส่ขบวนรถคุณนาย อย่างไม่ยั้งมือ เมื่อคุณนายแวะไปไคโร ในเดือนกรกฏาคม ค.ศ.2012 กลางปี ค.ศ.2013 ชาวอียิปต์ กลับมาชุมนุมกันใหม่ คราวนี้เพื่อขับไล่มอร์ซิ ชุมนุมไปไม่นาน ก็มีการเปิดตัวนายพล เอล ซิซิ ซึ่งออกมาประกาศว่า เขาพร้อมที่จะเป็นรัฐบาลรักษาการ เขาออกโทรทัศน์ในชุดทหาร ติดเหรียญตราเต็มหน้าอก เรียกว่ามาในชุดใหญ่เต็มยศ บอกว่า เขาจะสร้างขบวนการปรองดองแห่งชาติ คณะทำงานของ พณ. ใบตองแห้งมึนงง ปวดตับ อีกรอบ… เอาไงดีพวก เราต้องแสดงท่าทีนะ เราจะแสดงท่าไหนดีวะ พณ. ท่านให้พวกเรารีบประเมินสถานการณ์ …… ถ้ารับรอง ซิซิ ก็แปลว่า อเมริกาสนับสนุนการปฏิวัติของทหาร……แต่ถ้าไม่รับรอง และบอกว่า นี่เป็นการ “ปฏิวัติ” เราก็ต้องตัดงบช่วยเหลือทางทหารที่ให้อียิปต์ตามกฏ แต่เรายังต้องพึ่งเขาอยู่ใช่ไหม … โอ้ย… กูมึน… จอห์น แมคเคน John Mccain วุฒิสมาชิกเสียงดัง จากพรรครีพับลิกัน ที่ใครๆ แม้แต่ พณ. ใบตองแห้ง ก็ต้องฟังเขา เขียนบทความในวอชิงตันโพสต์ ว่า….. เราก็เล่นบท….. ว่าเราสนับสนุนการเป็นประชาธิปไตยไปก่อนในตอนแรก(ซิวะ) หลังจากนั้น ความมั่นคงและผลประโยชน์ของประเทศเราก็ต้องมาก่อน (เข้าใจไหม !) แต่ พณ. ใบตองแห้ง ยังปรับบทตัวเองไม่ทัน คิดสุนทรพจน์ใหม่ยังไม่ออก ขอตีกรรเชียงไปก่อน คณะทำงานของ พณ. ใบตองแห้ง เลยต้องมาประชุมกันต่อ … พณ. ท่าน รับไม่ได้นะ กับคำว่า “ปฏิวัติ” มันขัดกับหลักการ และสุนทรพจน์ที่ท่านพูดมาตลอด …. เรามีทางเลี่ยงเป็นอย่างอื่นใหม…. คณะทำงานใช้เวลาอยู่หลายอาทิตย์ ในที่สุด วันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ.2013 หนูเจน พาสากิ โฆษกกระทรวงต่างประเทศ ก็ออกมาประกาศ ว่า ….เราตัดสินใจแล้วว่า เรายังไม่จำเป็นต้องมีการตัดสินใจ..เรื่องอียิปต์ แม่เจ้าโว้ย นี่ไม่ใช่การยียวน กวนซ่นกันนะครับ แต่เป็นการแถลงข่าว ที่แสดงความเป็นอเมริกาที่สุด เป็นการแถลงข่าว ประสาไม้ตีพริก จริงๆ หลังจากนั้นไม่นาน ที่อียิปต์ ก็เกิดเหตุการณ์ 14 สิงหา เอล ซิซิ สั่งปราบผู้ชุมนุมที่ยังสนับสนุน มอร์ซิ ด้วยการยิงด้วยกระสุนจริง มีคนตายไปประมาณ พันคน ขณะเกิดเหตุ พณ. ใบตองแห้ง กำลังพักผ่อนสบายอารมณ์ อยู่ที่ไร่องุ่นของคุณป้ามาธาร์ นักขายทุกอย่างรวมทั้งชื่อเสียง พณ. ใบตองแห้ง ต้องตัดสินใจแล้ว ไม่งั้น สุนทรพจน์ที่พล่ามมาตลอดการดำรงตำแหน่ง มันจะไม่ศักดิ์สิทธิ์ พณ. ใบตองแห้ง ใช้เวลาเกือบ 2 เดือน กว่าจะตัดสินใจว่า จำเป็นต้องตัดสินใจแล้ว วันที่ 9 ตุลาคม ค.ศ.2013 พณ. ใบตองแห้งออกมาแถลงว่า….อเมริกาตัดสินใจระงับการให้งบช่วยเหลือทางทหารแก่ อียิปต์ จนกว่า อียิปต์จะมีการเลือกตั้ง และมีรัฐบาลที่มาจากประชาชน….. สื่อเขี้ยวสายการเมืองบอกว่า นี่เป็นการส่งเสียงใส่ใบตองไหว อย่างเบามากนะ มันเป็นการส่งเสียงเชิงสัญลักษณ์นี่หว่า แบบนี้ โรเนียวแจกเอาก็ได้ ไม่ต้องเสียเวลาเชิญมานั่งฟัง แต่ที่ไคโร ไม่เป็นอย่างนั้น ชาวอียิปต์บอกว่า เรายกประเทศให้อเมริกาใช้อย่างกับเป็นส้วมมากี่สิบปีแล้ว พอถึงยามยาก มาหันหลังให้กันอย่างนี้หรือ…. เอล ซิซิ ยังออกมาสำทับกับอเมริกาว่า… คุณหันหลังให้กับชาวอียิปต์ และเขาจะไม่มีวันลืม…. เรื่องอียิปต์ ทำให้ความเห็นของอเมริกา แบ่งเป็น 2 ค่ายอีกรอบ คราวนี้ เป็นรุ่นใหญ่เบิ้ม คุณนายคลินตันออกไปฟิตตัวเตรียมเลือกตั้งอีกรอบ เลยได้ จอห์นเงี้ยว ของ อ.ทนงมาแทน จอห์นเงี้ยวเป็นเกลอกับ ชัค เฮเกล รม กลาโหม ที่ซี้ปึกกับทหารอียิปต์หลายคน จอห์นกับชัค คิดแบบอเมริกัน ว่า ทุกอย่างซื้อได้ทั้งนั้น ซื้อให้ถูกคน ถูกราคาก็แล้วกัน ซิซิ ก็คงไม่ต่างจากคนอื่นหรอกน่า เราเปลี่ยน ซิซิ ได้นะ…..จอห์นเงี้ยวบอกกับทุกคน ส่วนเจ้าชัค เฮเกล ยิ่งเง้าหนัก ส่งประวัติของจอร์จ วอชิงตัน ไปให้ซิซิอ่าน …. ให้ตายเถอะโรบิน ผมนึกไม่ออกจริงๆ ว่า ไอ้พวกบ้านี่มันเป็นมหาอำนาจได้อย่างไร แสดงว่า เราๆ ต้องยิ่งโง่กว่ามันมากหรือไงนะ สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 17 ม.ค. 2559
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 85 มุมมอง 0 รีวิว
  • หมากรุก ตอนที่ 7

    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “หมากรุก”
    ตอน 7
    ยุทธศาสตร์ ใช้เครือข่ายท่อส่งแก๊สของรัสเซีย ที่ไม่ต้องใช้อาวุธไปทำลายบ้านเมือง หรือทำร้ายชีวิตใคร แถมขายแก๊สได้ตังค์อีกด้วย กลับทำให้รัสเซียมีอำนาจต่อรองกับฝ่ายอียูอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะทำให้ชาวยุโรปเริ่มพึ่งแก๊สรัสเซียมากขึ้นทุกวัน วิธีการแบบนี้ ทำให้อเมริการับไม่ได้ หูเย็นหางตกหมด และเครือข่ายท่อส่งของรัสเซียจึงต้องโดนสกัด และเป็นการสกัด อย่างรุนแรง มากขึ้นเรื่อยๆ ในบริเวณที่เครือข่ายท่อส่ง ขยายตัวไปยังจุดยุทธศาสตร์ ที่สำคัญของทั้ง 2 ฝ่าย
    อเมริกา เริ่มจัดรายการสกัดเครือข่ายท่อส่งของรัสเซียมาตั้งแต่ก่อนปี ค.ศ.2000 แล้ว ตั้งแต่รัสเซียเริ่มสร้างท่อส่งใหม่ๆ แต่มันไม่ใช่เรื่องจะสกัดกันง่ายๆ รัสเซียส่งแก๊สถึงหน้าบ้านชาวยุโรป อยู่ๆอเมริกาออกอาการน้ำลายฟูมปาก จะให้ปิดท่อแก๊ส ชาวยุโรปคงไม่เอาด้วยง่ายๆ อย่างงั้นมันก็ต้องสร้างฉาก สร้างภาพว่า รัสเซียมีแผนชั่ว เป็นตัวเลว เชื่อถือไม่ได้เสียก่อน อเมริกาจึงใช้วิธีอย่างเคยๆ ยุแยงชาวยูเครน ซึ่งครึ่งหนึ่งก็ฝักฝ่ายทางรัสเซียและรัสเซียก็ช่วยเหลือ ด้วยการส่งแก๊สให้ยูเครนในราคาต่ำกว่าราคาตลาดด้วย แบบนี้รัสเซียชั่วมากใช่ไหม
    อเมริกาส่งทีมคุณนายนูแลนด์ เหยี่ยวกระหายเลือดตัวเมีย ที่ส่งลูกฟักให้อียู เมื่อตอนที่อียูก็คิดจะเข้ามายุ่งในยูเครนเหมือนกัน คุณนายลูกฟัก ส่งทีมเข้าไปในยูเครนตั้งแต่ก่อน ค.ศ.2006 เพื่อเข้าไปปั่นหัวให้ยูเครนเกิดความวุ่นวาย ในที่สุดก็ลามเป็นการปฏิวัติในยูเครน จนรัฐบาลยูเครนที่เป็นมิตรกับรัสเซียอยู่ไม่ได้ และอเมริกาก็เอาคนที่อเมริกาสั่งได้มาคุมยูเครน และยูเครนก็เริ่มมีเรื่องทะเลาะกับรัสเซียตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
    นับว่าฝีมือสร้างการป่วนของคุณนายลูกฟักนี่ชั้นเซียน ตอนนี้คุณนายก็ยังป้วนเปี้ยนเข้าออกอยู่แถวนั้น ตั้งแต่ต้นปี จนถึงตอนนี้ยังไม่หยุด แบบนี้อีกไม่นาน ก็คงมีข่าวแถวนั้นให้เราได้ตื่นเต้นกัน
    ขณะเดียวกัน อเมริกาก็เตรียมการที่จะเข้าไปแถวบริเวณท้องน้อยของรัสเซีย คือ เอเซียกลาง และคอเคซัส เพื่อชักชวน (หรือข่มขู่) ให้อดีตสมาชิกโซเวียตมาร่วมสร้างท่อส่งกับอเมริกาแทน เพื่อให้พวกประเทศที่อยู่แถวท้องน้อยเลิกผูกติดกับรัสเซีย จริงๆ ความมุ่งหมายของอเมริกาคือ คิดจะไปปล้นพลังงานของพวกท้องน้อย ก่อนคุณพี่ปูตินจะชวนให้พวกท้องน้อยเอามาขาย ผ่านท่อส่งของรัสเซียเสียหมด แล้วอเมริกากับพวกก็จะอดแดก (รัสเซียแค่เป็นตัวกลางเจ้าของท่อ แต่ไม่ได้เอาพลังงานของเพื่อนและพวกมาเป็นของตัว) ถ้าอเมริกาทำได้ มันก็จะเป็นการได้ทั้งของ ได้ทั้งเย้ยหยันรัสเซียไปด้วย
    ท่อส่งรายการแรกของอเมริกาทำสำเร็จในปี ค.ศ.2005 ระยะทางยาว 1 พันไมล์จากบากู อาเซอร์ไบจัน มาออกที่เมดิเตอร์เรเนียน แต่มันเป็นท่อส่งน้ำมัน เพราะอาเซอร์ไบจัน ที่อเมริกาส่งลูกกระเป๋งไปสร้างปฏิวัติขู่ประธานาธิบดีให้ร่วมรายการ ขายให้แต่น้ำมัน เอาดีว่ะ อย่างน้อยก็ได้เข้าไปล้วงท้องน้อยรัสเซียได้ครั้งนึงแล้ว อเมริกาตีปี๊บ โหมรายการการท่อส่งน้ำมัน Baku Tbilisi Ceyhan (BTC) ที่กลุ่มคาวบอยบุชกับ BP ของอังกฤษจับมือกันเล่น
    อ่านมาถึงตอนนี้ คงเข้าใจกันแล้วนะครับว่า เขาตั้ง หอการค้าอาเซอร์ไบจัน อเมริกา กันทำไม ตั้งแต่ปี ค.ศ.1995 นู่น
    ส่วนท่อส่งแก๊สของฝ่ายอเมริกา ที่มาตั้งชื่อภายหลัง และเป็นเรื่องโด่งดังมาก คือ Nabucco ต้องรอหน่อย เพราะอาเซอร์ไบจันบอกไม่ขายแก๊สให้ ขายน้ำมันอย่างเดียวก็ (เสียวรัสเซีย) พอแล้ว ไปเอาแก๊สจากเติร์กเมนิสถานแล้วกัน แผนของท่อส่ง Nabucco เลยต้องเปลี่ยนเป็นเอาแก๊สจากเติร์กเมนิสถาน ไปออกที่ตุรกี และส่งต่อไปขายในยุโรป
    อเมริการอเก้ออยู่นาน กว่าจะรู้ว่า เติร์กเมนไม่ยอมขายแก๊สให้ ไม่ว่าส่งทางท่อไหน เพราะไม่อยากเสี่ยงมีเรื่องกับรัสเซีย ไม่คุ้มว่ะ คุณเติร์กเมนบอก
    อเมริกาหน้าแหกไป 2 รอบ จะแหกอีกรอบคงไม่ไหวมั๊ง เป็นท้องน้อย แต่ทำไมเนื้อเหนียวจัง เคี้ยวยากฉิบหาย เลยเปลี่ยนเส้นทาง กลับไปแถวบากูถิ่นเก่า ยังไงก็ต้องสร้างท่อส่งแก๊สไปทางยุโรปให้ได้ เสียหน้าเว้ย
    ระหว่างที่อเมริกาพยายามหาทางเคี้ยวท้องน้อยรัสเซีย รัสเซียก็เดินหน้าเข้าไปในยุโรปต่อ และคราวนี้ รัสเซียหยิบชิ้นปลามัน เจาะเข้าไปที่หัวแถว คือเยอรมัน
    ปี ค.ศ.2005 รัสเซียเริ่มสร้างท่อส่งเส้นทาง Nord Stream หรือเส้นทางรอดใต้ทะเลบอลติกตรงไปที่เยอรมัน ปัจจุบัน Nord Stream มีสัญญาส่งแก๊ส ให้กับเยอรมัน อิตาลี เดนมาร์ก เนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม ฝรั่งเศส และแม้กระทั่งอังกฤษ ชาวเกาะใหญ่ก็ยังต้องการแก๊สจากประเทศที่อยู่บนผืนแผ่นดินใหญ่ ….แบบนี้ครูแมคแทบจะฟื้นขึ้นมาด่า…
    รายการ Nord Stream ทำให้อเมริกาควันออกหู รีบเร่งเครื่องเรื่องยูเครน ซึ่งเป็นสถานีส่งแก๊สรัสเซียมายุโรป ใหญ่ที่สุดขณะนั้น เรื่องยูเครน จะได้ช่วยลดอำนาจต่อรองระหว่างรัสเซียกับยุโรปลงไป นอกจากยูเครนที่ออกมาคัดค้านหัวชนฝา เส้นทาง Nord Stream แล้ว อีกประเทศ คือ โปแลนด์ ก็ออกมาค้านกับเขาด้วยเหมือนกัน ทั้งๆ ที่ไม่มีได้มีเสียอะไรกับเขาด้วย แบบนี้ต่อไปน่าจะได้รับบท… ที่ค่าตัวแพง
    จาก Nord Stream ทำให้รัสเซียได้ยุโรปบน หรือ ยุโรปเหนืออยู่ในกระเป๋า เส้นทางท่อส่งต่อไปของรัสเซียคือ ยุโรปใต้ ซึ่งเป็นเส้นทางใกล้เคียงกับ Nabucco ของฝ่ายอเมริกา มันเหมือนเป็นรายการเกทับกัน
    ปี ค.ศ.2007 Gazprom ของรัสเซีย จับมือกับ ENI ของอิตาลี ลงทุนกันฝ่ายละครึ่ง เพื่อสร้างท่อส่งยุโรปใต้ South Stream Pipeline โดย ENI จะเป็นผู้ออกแบบ ก่อสร้าง และบริหารท่อส่งยาว 550 ไมล์ ส่วนที่วิ่งลอดใต้ทะเลดำมาโผล่ที่บุลกาเรีย และแยกออกไป 2 ทาง ทางหนึ่งขึ้นเหนือไปโรมาเนีย ฮังการี เช็คโก และออสเตรีย อีกทางหนึ่งลงใต้ มาที่อิตาลี
    ลูกค้า South Stream งอกขึ้นมาเรื่อยๆ เพื่อขอเชื่อมท่อ เริ่มจาก โครเอเซีย ตามมาด้วยเซิร์บ บอสเนีย กรีซ และสโลวีเนีย มาสามัคคีร่วมท่อส่งกันหมด
    มันเป็นเส้นทางท่อส่งใกล้เคียงกันกับ Nabucco ลูกค้าก็รายเดียวกัน แบบนี้หมายความว่ายังไง หมายความว่า ใครแน่กว่า ก็ได้ไปนะซิ เพราะมันเป็นไปไม่ได้ ที่จะมีท่อส่ง 2 ท่อ วิ่งคู่กันไปขายที่เดียวกัน แต่ไม่ใช่เจ้าของเดียวกัน แบบนั้นมันก็คงเจ๊งทั้งคู่
    แต่เส้นทางท่อส่ง Nabucco น่าจะเจ๊งก่อน เพราะยังหาคนส่งแก๊สให้ไม่ได้ อ้าว ฉิบหายอีกแล้ว วิ่งสร้าง วิ่งขาย แต่ไม่มีแก๊สส่ง อย่างนี้ก็หน้าแหก เป็นครั้งที่ 3 ส่วนเส้นทาง South Stream ทุกอย่างพร้อมแล้ว เงินทุน คนสร้าง คนซื้อ และแก๊ส ที่จะส่งก็มาจากแหล่งแก๊สของรัสเซียเอง มันเห็นๆอยู่แล้วว่า South Stream น่าจะแซงผ่าน Nabucco อย่างสบาย สบาย
    หลังจากผู้ร่วมลงทุนทุกฝ่ายของ South Stream ลงนามในสัญญาร่วมทุนกันรอบสุดท้ายเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน ค.ศ.2012 วันที่ 7 ธันวาคม ค.ศ.2012 ผู้ร่วมลงทุนกับรัสเซีย ก็ทำพิธีตอกเสาเอก เริ่มการก่อสร้างท่อระยะแรก ที่สถานีแก๊ส Russakaya ทางใต้ของรัสเซีย ทุกอย่างเป็นไปตามแผน
    ถึงเดือนเมษายน ค.ศ.2013 อาเซอร์ไบจัน ที่ฝ่ายตะวันตกมัดมือไว้ว่าจะต้องเป็นผู้ส่งแก๊สให้ Nabucco ก็ออกมาประกาศว่า ไม่สามารถดำเนินการได้ส่งแก๊สให้ได้
    Nabucco ก็เลยจอดยับ ท่อกองอยู่ข้างถนน
    แบบนี้ South Stream ก็น่าจะไปโลด
    แต่คงโลดเกินไป วันที่ 17 เมษายน ค.ศ.2014 สภาของอียู ก็มีมติไม่เห็นด้วยกับการที่สมาชิกอียูจะใช้ท่อส่งของ Gazprom เนื่องจากจะเป็นการขัดต่อกฏของอียู ที่กำหนดว่า ท่อส่งกับแก๊ส ควรจะแยกการเป็นเจ้าของ ไม่เช่นนั้นจะเกิดกรณีเช่นยูเครน เมื่อไหร่ก็ได้ที่รัสเซียอยากปิดท่อ คนยุโรปก็จะหนาวตาย ไม่กลัวหรือไง
    ยุทธศาสตร์สร้าง ดูเหมือนจะแพ้ยุทธศาสตร์ทำลาย
    รัสเซียยื่นคำร้องคัดค้านมติของอียู ต่อ WTO ทันทีในเดือนเมษานั้นเอง ว่า กฏของอียูออกมาใช้บังคับ เมื่อปี ค.ศ.2009 แต่รัสเซียตกลงกับผู้ร่วมลงทุน ตั้งแต่ปี ค.ศ.2007 เป็นการนำกฏใหม่มาบังคับใช้ย้อนหลัง การค้าเสรีเขาทำกันอย่างนี้หรือ….
    แต่ระหว่างที่รัสเซียกำลังต่อสู้ทางข้อกฏหมายกับอียู ในเดือนมิถุนายน ค.ศ.2014 บุลกาเรีย ว่าที่เจ้าของสถานี ที่แก๊สจะไปโผล่ และน่าจะได้ประโยชน์มากที่สุด ก็ถูกบีบจนหน้าเขียว ให้ออกมาประกาศว่า บุลกาเรียหยุดการก่อสร้างท่อส่งชั่วคราวในส่วนของ
    บุลกาเรียแล้วคร้าบ เพราะอียูบีบแล้วบีบอีก จนเขียวเกือบดำ สำทับว่า บุลกาเรียกำลังทำผิดกฏในการเป็นสมาชิกของอียู ฮู้ย….อียู นี่มัน พรมเช็ด… ของอเมริกาจริงๆ
    รัสเซียยังโต้แย้งไปมากับอียูต่ออีกหลายเดือน แต่ในที่สุด เส้นทางท่อส่ง South Stream ที่มีกำหนดจะเสร็จภายในปี ค.ศ.2016 มีประเทศในยุโรปที่จะได้ใช้แก๊สจากท่อส่งนี้กว่า 10 ประเทศ ก็จบลงเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม ค.ศ.2014 เมื่อคุณพี่ปูติน ประกาศที่ตุรกี ระหว่างที่คุณพี่ไปพบประธานาธิบดีตุรกีว่า “ฝ่ายตะวันตกชนะ” เส้นทางท่อส่ง South Stream จบแล้ว แต่ท่อส่งของรัสเซียยังไม่จบ คราวนี้ รัสเซียเปลี่ยนสถานีปากทางออกมาที่ตุรกี….
    และนั่น เป็นการเดินหมากของรัสเซีย ที่น่าศึกษาอย่างยิ่ง
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    28 ธ.ค. 2558
    หมากรุก ตอนที่ 7 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “หมากรุก” ตอน 7 ยุทธศาสตร์ ใช้เครือข่ายท่อส่งแก๊สของรัสเซีย ที่ไม่ต้องใช้อาวุธไปทำลายบ้านเมือง หรือทำร้ายชีวิตใคร แถมขายแก๊สได้ตังค์อีกด้วย กลับทำให้รัสเซียมีอำนาจต่อรองกับฝ่ายอียูอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะทำให้ชาวยุโรปเริ่มพึ่งแก๊สรัสเซียมากขึ้นทุกวัน วิธีการแบบนี้ ทำให้อเมริการับไม่ได้ หูเย็นหางตกหมด และเครือข่ายท่อส่งของรัสเซียจึงต้องโดนสกัด และเป็นการสกัด อย่างรุนแรง มากขึ้นเรื่อยๆ ในบริเวณที่เครือข่ายท่อส่ง ขยายตัวไปยังจุดยุทธศาสตร์ ที่สำคัญของทั้ง 2 ฝ่าย อเมริกา เริ่มจัดรายการสกัดเครือข่ายท่อส่งของรัสเซียมาตั้งแต่ก่อนปี ค.ศ.2000 แล้ว ตั้งแต่รัสเซียเริ่มสร้างท่อส่งใหม่ๆ แต่มันไม่ใช่เรื่องจะสกัดกันง่ายๆ รัสเซียส่งแก๊สถึงหน้าบ้านชาวยุโรป อยู่ๆอเมริกาออกอาการน้ำลายฟูมปาก จะให้ปิดท่อแก๊ส ชาวยุโรปคงไม่เอาด้วยง่ายๆ อย่างงั้นมันก็ต้องสร้างฉาก สร้างภาพว่า รัสเซียมีแผนชั่ว เป็นตัวเลว เชื่อถือไม่ได้เสียก่อน อเมริกาจึงใช้วิธีอย่างเคยๆ ยุแยงชาวยูเครน ซึ่งครึ่งหนึ่งก็ฝักฝ่ายทางรัสเซียและรัสเซียก็ช่วยเหลือ ด้วยการส่งแก๊สให้ยูเครนในราคาต่ำกว่าราคาตลาดด้วย แบบนี้รัสเซียชั่วมากใช่ไหม อเมริกาส่งทีมคุณนายนูแลนด์ เหยี่ยวกระหายเลือดตัวเมีย ที่ส่งลูกฟักให้อียู เมื่อตอนที่อียูก็คิดจะเข้ามายุ่งในยูเครนเหมือนกัน คุณนายลูกฟัก ส่งทีมเข้าไปในยูเครนตั้งแต่ก่อน ค.ศ.2006 เพื่อเข้าไปปั่นหัวให้ยูเครนเกิดความวุ่นวาย ในที่สุดก็ลามเป็นการปฏิวัติในยูเครน จนรัฐบาลยูเครนที่เป็นมิตรกับรัสเซียอยู่ไม่ได้ และอเมริกาก็เอาคนที่อเมริกาสั่งได้มาคุมยูเครน และยูเครนก็เริ่มมีเรื่องทะเลาะกับรัสเซียตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา นับว่าฝีมือสร้างการป่วนของคุณนายลูกฟักนี่ชั้นเซียน ตอนนี้คุณนายก็ยังป้วนเปี้ยนเข้าออกอยู่แถวนั้น ตั้งแต่ต้นปี จนถึงตอนนี้ยังไม่หยุด แบบนี้อีกไม่นาน ก็คงมีข่าวแถวนั้นให้เราได้ตื่นเต้นกัน ขณะเดียวกัน อเมริกาก็เตรียมการที่จะเข้าไปแถวบริเวณท้องน้อยของรัสเซีย คือ เอเซียกลาง และคอเคซัส เพื่อชักชวน (หรือข่มขู่) ให้อดีตสมาชิกโซเวียตมาร่วมสร้างท่อส่งกับอเมริกาแทน เพื่อให้พวกประเทศที่อยู่แถวท้องน้อยเลิกผูกติดกับรัสเซีย จริงๆ ความมุ่งหมายของอเมริกาคือ คิดจะไปปล้นพลังงานของพวกท้องน้อย ก่อนคุณพี่ปูตินจะชวนให้พวกท้องน้อยเอามาขาย ผ่านท่อส่งของรัสเซียเสียหมด แล้วอเมริกากับพวกก็จะอดแดก (รัสเซียแค่เป็นตัวกลางเจ้าของท่อ แต่ไม่ได้เอาพลังงานของเพื่อนและพวกมาเป็นของตัว) ถ้าอเมริกาทำได้ มันก็จะเป็นการได้ทั้งของ ได้ทั้งเย้ยหยันรัสเซียไปด้วย ท่อส่งรายการแรกของอเมริกาทำสำเร็จในปี ค.ศ.2005 ระยะทางยาว 1 พันไมล์จากบากู อาเซอร์ไบจัน มาออกที่เมดิเตอร์เรเนียน แต่มันเป็นท่อส่งน้ำมัน เพราะอาเซอร์ไบจัน ที่อเมริกาส่งลูกกระเป๋งไปสร้างปฏิวัติขู่ประธานาธิบดีให้ร่วมรายการ ขายให้แต่น้ำมัน เอาดีว่ะ อย่างน้อยก็ได้เข้าไปล้วงท้องน้อยรัสเซียได้ครั้งนึงแล้ว อเมริกาตีปี๊บ โหมรายการการท่อส่งน้ำมัน Baku Tbilisi Ceyhan (BTC) ที่กลุ่มคาวบอยบุชกับ BP ของอังกฤษจับมือกันเล่น อ่านมาถึงตอนนี้ คงเข้าใจกันแล้วนะครับว่า เขาตั้ง หอการค้าอาเซอร์ไบจัน อเมริกา กันทำไม ตั้งแต่ปี ค.ศ.1995 นู่น ส่วนท่อส่งแก๊สของฝ่ายอเมริกา ที่มาตั้งชื่อภายหลัง และเป็นเรื่องโด่งดังมาก คือ Nabucco ต้องรอหน่อย เพราะอาเซอร์ไบจันบอกไม่ขายแก๊สให้ ขายน้ำมันอย่างเดียวก็ (เสียวรัสเซีย) พอแล้ว ไปเอาแก๊สจากเติร์กเมนิสถานแล้วกัน แผนของท่อส่ง Nabucco เลยต้องเปลี่ยนเป็นเอาแก๊สจากเติร์กเมนิสถาน ไปออกที่ตุรกี และส่งต่อไปขายในยุโรป อเมริการอเก้ออยู่นาน กว่าจะรู้ว่า เติร์กเมนไม่ยอมขายแก๊สให้ ไม่ว่าส่งทางท่อไหน เพราะไม่อยากเสี่ยงมีเรื่องกับรัสเซีย ไม่คุ้มว่ะ คุณเติร์กเมนบอก อเมริกาหน้าแหกไป 2 รอบ จะแหกอีกรอบคงไม่ไหวมั๊ง เป็นท้องน้อย แต่ทำไมเนื้อเหนียวจัง เคี้ยวยากฉิบหาย เลยเปลี่ยนเส้นทาง กลับไปแถวบากูถิ่นเก่า ยังไงก็ต้องสร้างท่อส่งแก๊สไปทางยุโรปให้ได้ เสียหน้าเว้ย ระหว่างที่อเมริกาพยายามหาทางเคี้ยวท้องน้อยรัสเซีย รัสเซียก็เดินหน้าเข้าไปในยุโรปต่อ และคราวนี้ รัสเซียหยิบชิ้นปลามัน เจาะเข้าไปที่หัวแถว คือเยอรมัน ปี ค.ศ.2005 รัสเซียเริ่มสร้างท่อส่งเส้นทาง Nord Stream หรือเส้นทางรอดใต้ทะเลบอลติกตรงไปที่เยอรมัน ปัจจุบัน Nord Stream มีสัญญาส่งแก๊ส ให้กับเยอรมัน อิตาลี เดนมาร์ก เนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม ฝรั่งเศส และแม้กระทั่งอังกฤษ ชาวเกาะใหญ่ก็ยังต้องการแก๊สจากประเทศที่อยู่บนผืนแผ่นดินใหญ่ ….แบบนี้ครูแมคแทบจะฟื้นขึ้นมาด่า… รายการ Nord Stream ทำให้อเมริกาควันออกหู รีบเร่งเครื่องเรื่องยูเครน ซึ่งเป็นสถานีส่งแก๊สรัสเซียมายุโรป ใหญ่ที่สุดขณะนั้น เรื่องยูเครน จะได้ช่วยลดอำนาจต่อรองระหว่างรัสเซียกับยุโรปลงไป นอกจากยูเครนที่ออกมาคัดค้านหัวชนฝา เส้นทาง Nord Stream แล้ว อีกประเทศ คือ โปแลนด์ ก็ออกมาค้านกับเขาด้วยเหมือนกัน ทั้งๆ ที่ไม่มีได้มีเสียอะไรกับเขาด้วย แบบนี้ต่อไปน่าจะได้รับบท… ที่ค่าตัวแพง จาก Nord Stream ทำให้รัสเซียได้ยุโรปบน หรือ ยุโรปเหนืออยู่ในกระเป๋า เส้นทางท่อส่งต่อไปของรัสเซียคือ ยุโรปใต้ ซึ่งเป็นเส้นทางใกล้เคียงกับ Nabucco ของฝ่ายอเมริกา มันเหมือนเป็นรายการเกทับกัน ปี ค.ศ.2007 Gazprom ของรัสเซีย จับมือกับ ENI ของอิตาลี ลงทุนกันฝ่ายละครึ่ง เพื่อสร้างท่อส่งยุโรปใต้ South Stream Pipeline โดย ENI จะเป็นผู้ออกแบบ ก่อสร้าง และบริหารท่อส่งยาว 550 ไมล์ ส่วนที่วิ่งลอดใต้ทะเลดำมาโผล่ที่บุลกาเรีย และแยกออกไป 2 ทาง ทางหนึ่งขึ้นเหนือไปโรมาเนีย ฮังการี เช็คโก และออสเตรีย อีกทางหนึ่งลงใต้ มาที่อิตาลี ลูกค้า South Stream งอกขึ้นมาเรื่อยๆ เพื่อขอเชื่อมท่อ เริ่มจาก โครเอเซีย ตามมาด้วยเซิร์บ บอสเนีย กรีซ และสโลวีเนีย มาสามัคคีร่วมท่อส่งกันหมด มันเป็นเส้นทางท่อส่งใกล้เคียงกันกับ Nabucco ลูกค้าก็รายเดียวกัน แบบนี้หมายความว่ายังไง หมายความว่า ใครแน่กว่า ก็ได้ไปนะซิ เพราะมันเป็นไปไม่ได้ ที่จะมีท่อส่ง 2 ท่อ วิ่งคู่กันไปขายที่เดียวกัน แต่ไม่ใช่เจ้าของเดียวกัน แบบนั้นมันก็คงเจ๊งทั้งคู่ แต่เส้นทางท่อส่ง Nabucco น่าจะเจ๊งก่อน เพราะยังหาคนส่งแก๊สให้ไม่ได้ อ้าว ฉิบหายอีกแล้ว วิ่งสร้าง วิ่งขาย แต่ไม่มีแก๊สส่ง อย่างนี้ก็หน้าแหก เป็นครั้งที่ 3 ส่วนเส้นทาง South Stream ทุกอย่างพร้อมแล้ว เงินทุน คนสร้าง คนซื้อ และแก๊ส ที่จะส่งก็มาจากแหล่งแก๊สของรัสเซียเอง มันเห็นๆอยู่แล้วว่า South Stream น่าจะแซงผ่าน Nabucco อย่างสบาย สบาย หลังจากผู้ร่วมลงทุนทุกฝ่ายของ South Stream ลงนามในสัญญาร่วมทุนกันรอบสุดท้ายเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน ค.ศ.2012 วันที่ 7 ธันวาคม ค.ศ.2012 ผู้ร่วมลงทุนกับรัสเซีย ก็ทำพิธีตอกเสาเอก เริ่มการก่อสร้างท่อระยะแรก ที่สถานีแก๊ส Russakaya ทางใต้ของรัสเซีย ทุกอย่างเป็นไปตามแผน ถึงเดือนเมษายน ค.ศ.2013 อาเซอร์ไบจัน ที่ฝ่ายตะวันตกมัดมือไว้ว่าจะต้องเป็นผู้ส่งแก๊สให้ Nabucco ก็ออกมาประกาศว่า ไม่สามารถดำเนินการได้ส่งแก๊สให้ได้ Nabucco ก็เลยจอดยับ ท่อกองอยู่ข้างถนน แบบนี้ South Stream ก็น่าจะไปโลด แต่คงโลดเกินไป วันที่ 17 เมษายน ค.ศ.2014 สภาของอียู ก็มีมติไม่เห็นด้วยกับการที่สมาชิกอียูจะใช้ท่อส่งของ Gazprom เนื่องจากจะเป็นการขัดต่อกฏของอียู ที่กำหนดว่า ท่อส่งกับแก๊ส ควรจะแยกการเป็นเจ้าของ ไม่เช่นนั้นจะเกิดกรณีเช่นยูเครน เมื่อไหร่ก็ได้ที่รัสเซียอยากปิดท่อ คนยุโรปก็จะหนาวตาย ไม่กลัวหรือไง ยุทธศาสตร์สร้าง ดูเหมือนจะแพ้ยุทธศาสตร์ทำลาย รัสเซียยื่นคำร้องคัดค้านมติของอียู ต่อ WTO ทันทีในเดือนเมษานั้นเอง ว่า กฏของอียูออกมาใช้บังคับ เมื่อปี ค.ศ.2009 แต่รัสเซียตกลงกับผู้ร่วมลงทุน ตั้งแต่ปี ค.ศ.2007 เป็นการนำกฏใหม่มาบังคับใช้ย้อนหลัง การค้าเสรีเขาทำกันอย่างนี้หรือ…. แต่ระหว่างที่รัสเซียกำลังต่อสู้ทางข้อกฏหมายกับอียู ในเดือนมิถุนายน ค.ศ.2014 บุลกาเรีย ว่าที่เจ้าของสถานี ที่แก๊สจะไปโผล่ และน่าจะได้ประโยชน์มากที่สุด ก็ถูกบีบจนหน้าเขียว ให้ออกมาประกาศว่า บุลกาเรียหยุดการก่อสร้างท่อส่งชั่วคราวในส่วนของ บุลกาเรียแล้วคร้าบ เพราะอียูบีบแล้วบีบอีก จนเขียวเกือบดำ สำทับว่า บุลกาเรียกำลังทำผิดกฏในการเป็นสมาชิกของอียู ฮู้ย….อียู นี่มัน พรมเช็ด… ของอเมริกาจริงๆ รัสเซียยังโต้แย้งไปมากับอียูต่ออีกหลายเดือน แต่ในที่สุด เส้นทางท่อส่ง South Stream ที่มีกำหนดจะเสร็จภายในปี ค.ศ.2016 มีประเทศในยุโรปที่จะได้ใช้แก๊สจากท่อส่งนี้กว่า 10 ประเทศ ก็จบลงเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม ค.ศ.2014 เมื่อคุณพี่ปูติน ประกาศที่ตุรกี ระหว่างที่คุณพี่ไปพบประธานาธิบดีตุรกีว่า “ฝ่ายตะวันตกชนะ” เส้นทางท่อส่ง South Stream จบแล้ว แต่ท่อส่งของรัสเซียยังไม่จบ คราวนี้ รัสเซียเปลี่ยนสถานีปากทางออกมาที่ตุรกี…. และนั่น เป็นการเดินหมากของรัสเซีย ที่น่าศึกษาอย่างยิ่ง สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 28 ธ.ค. 2558
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 327 มุมมอง 0 รีวิว
  • แผนจัญไร ตอนที่ 7

    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “แผนจัญไร”
    ตอน 7
    ทฤษฏีเอาปั้มไม่เอาคนนั้น อเมริกา อังกฤษ และอิสราเอล (ไอ้สามแสบ) ได้สมคบกันคิดมานานแล้ว และมาเปิดเผยอย่างเป็นทางการ เมื่อประมาณปี ค.ศ.2006 โดยคุณนายคอนโดลีสซ่า ไรซ์ Condoleezza Rice เมื่อตอนเป็นรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศของอเมริกา สมัยคาวบอยบุชเป็นประธานาธิบดี คุณนายคอนโด เป็นหญิงผิวดำ ที่ออกท่าว่ามีการศึกษาสูง เป็นอาจารย์สอนทางรัฐศาสตร์การเมือง ในมหาวิทยาลัยอันดับนำของอเมริกา
    คุณนายคอนโดให้สัมภาษณ์กับสื่อ ที่เมืองเทลาวิฟ อิสราเอล เมื่อเดือนมิถุนายน ปี ค.ศ.2006 ในวันทำพิธีเปิดสถานีส่งน้ำมันเส้นทาง Baku-Tbilisi-Ceyhan (BTC)ทางตะวันออกของเมดิเตอร์เรเนียน ว่า…..เรากำลังก้าวไปสู่ ตะวันออกกลางใหม่ “New Middle East” ……และคงไม่ใช่การบังเอิญ วันที่คุณนายให้สัมภาษณ์นั้น อิสราเอลกำลังโจมตีเลบานอน
    คุณนายคอนโดขยายต่อ …. ที่เรากำลังเห็นอยู่ (การโจมตีเลบานอนของอิสราเอล) …..มันอาจจะเป็นการเริ่มต้น ของตะวันออกกลางใหม่ ก็ได้นะ…และไม่ว่าเรา (อเมริกา) จะดำเนินการอย่างไรต่อไป มันหมายความว่า เราจะผลักดันไปสู่ตะวันออกกลางใหม่ ไม่ใช่ ตะวันออกกลางเดิม….อืม….
    แผนสร้างตะวันออกกลางใหม่ New Middle East เป็นแผนที่ปรับปรุงมาจากแผน Greater Middle East Project ที่เป็นการคิดร่วมกันของฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายกองทัพ และกระทรวงต่างประเทศของอเมริกา ในช่วงปี ค.ศ.1996 สมัยท่านประธานาธิบดี คนที่นิยมเด็กฝึกงาน
    การให้สัมภาษณ์ของคุณนายคอนโด เป็นการยืนยันข่าวลือว่า อเมริกา อังกฤษ อิสราเอล ได้ร่วมกันวางแผนมาหลายปีแล้ว ที่จะสร้างการจราจลวุ่นวายให้เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง โดยให้มีความรุนแรงเกิดขึ้น และขยายตัวตามแนวโค้งของบรรดาประเทศ ที่รายรอบสหภาพโซเวียต…
    ค.ศ.1996 Richard Perle และ Douglas Feith 2 ที่ปรึกษาใหญ่ของเพนตากอน ตั้งแต่สมัยบุชตัวพ่อ ได้เสนอแผนยุทธศาสตร์สำหรับอิสราเอลยุคใหม่ ภายใต้การนำของนายเนทันยาฮู ซึ่งเพิ่งได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีของอิสราเอลหมาดๆ ชื่อแผน A Clean Break: A New Strategy for Securing of the Realm ซึ่งนับเป็นครั้งแรก ที่มีการระบุไว้ในแผนของวอชิงตัน ที่เสนอให้มีการกำจัด ซัดดัม ฮุสเซน ของอิรัค การใช้กำลังทหารกับปาเลสไตน์ และการโจมตีซีเรีย และเลบานอน
    นายเนทันยาฮู เพิ่งขึ้นมานั่งแท่นนายกใหม่ๆ ยังจับอุณหภูมิไม่ถูก บอกว่าแผนนี้เสี่ยงฉิบหาย ยังไม่ทันไร จะให้กูเล่นเกมหนัก แผน Perle- Feith จึงถูกเก็บเข้าลิ้นชัก
    ค.ศ.2001 คาวบอยบุช ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีสมัยแรก มาพร้อมกับคำสั่งพ่อให้เปิดลิ้นชัก เอาแผน Perle-Feith ออกมาปัดฝุ่น บอกว่า นี่คือยุทธศาสตร์สำคัญระดับสูงสุดของเรานะลูกรัก แล้วทีมของลูกรัก ก็ทำการปรับปรุงแต่งหน้าแผน และตั้งชื่อแผนเสียใหม่ว่า Greater Middle East Project ส่วน Douglas Feith ก็ได้รับตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหมเป็นรางวัล
    Greater Middle East มีฉากหน้า เป็นแผนปฏิรูปตะวันออกกลาง โดยให้ทุกประเทศใส่เสื้อคลุมประชาธิปไตย (ต้มแบบเดิมๆ แต่ก็ยังมีคนเชื่อเหมือนเดิม..เบื่อเขียนจังครับ) แต่ของจริงคือ แผนการควบคุมด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงของตะวันออกกลาง รวมทั้งกินไปถึงแนวประเทศต่างๆตั้งแต่โมรอคโค ไปจนถึงเขตแดนของรัสเซียและจีน
    ตามแผนนี้ อเมริกา ด้วยความกระหายน้ำมันและเลือดของกลุ่มเหยี่ยว ที่นำโดยคาวบอยบุช
    เตรียมแผนที่จะควบคุมแหล่งน้ำมัน รวมไปจนถึง การผลิต การขายน้ำมัน ฯลฯ พร้อมทั้งควบคุมสถาบันการเงินในภูมิภาคทั้งหมดด้วย มันคือแผนกินรวบ หรือยึดตะวันออกกลางทั้งหมดเป็นอาณานิคมนั่นเอง….
    อเมริกาเตรียมจะเสนอแผนการนี้ในที่ประชุม G8 ในเดือนมิถุนายน ค.ศ.2004 โดยเรียกเป็นแผนระดับการทำงาน working paper G8-Greater Middle East Partnership เพื่อจัดแถวเรียงคิว
    แต่ G8 คือ แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมัน อิตาลี ญี่ปุ่น รัสเซีย อังกฤษ และอเมริกา เอะ ไม่มีประเทศในตะวันออกกลางอยู่ในรายชื่อเลยนี่หว่า เวร กำลังจะถูกเคี้ยว แต่ยังไม่รู้ตัว แถมกำลังเดินจูงกันไปเข้าปากเขา…
    บังเอิญมีมือดี ส่งร่างแผนกินรวบนี้ไปให้สื่อ Al-Hayat ซึ่งตีพิมพ์เป็นภาษา
    อารบิกมีเครือข่ายกว้างขวาง ส่งออกไปทั่วภูมิภาค แถมมีบทความในนิตยสาร Le Monde Diplomatique เดือนเมษายน ค.ศ.2004 ลงเพิ่มให้อีกว่า นอกจากประเทศในตะวันออกกลาง ที่จะโดนเคี้ยวแล้ว อาฟกานิสถาน อิหร่าน ปากีสถาน ตุรกี ก็อาจโดนไปด้วย เพราะดันไปเรียงแถวกันอยู่ ตามแนวที่ไม่ไม่เป็นมิตรกับอเมริกาอย่างรุนแรง…..หมายถึงใครนะ ที่ไม่เป็นมิตรกับอเมริกา…
    หลังจากแผนกินรวบรั่ว ผู้ที่ออกมาคัดค้านแผนนี้อย่างรุนแรง คือ ประธานาธิบดีมูบารัคของอียิปต์ ตามมาด้วยกษัตริย์อับดุลลา ของซาอุดิอารเบีย คาวบอยบุชจึงสั่งเก็บแผนกินรวบ…. ไว้ชั่วคราวและชื่อของมูบารัค ก็คงถูกกากะบาด ตั้งแต่ตอนนั้น แล้วกษัตริย์อับดุลลาล่ะ ไม่โดนหรือพ่อ รอไปก่อนน่า อย่าเพิ่งใจร้อน ยังต้องเอาไว้ใช้งานอีกแยะ
    อันที่จริง อเมริกาและอังกฤษ เริ่มคิดเกี่ยวกับเรื่องประเทศ ที่มีบริเวณอยู่รายรอบสหภาพโซเวียต มานานเกือบ 40 ปีแล้ว ตั้งแต่สหภาพโซเวียตยังอยู่ดี
    ในปี ค.ศ.1978 นายชบิกเนียฟ เบรซินสกี้ Zbigniew Brzezinski (เป็นอีกหนึ่งตัวแสบ ที่ผมสะอิดสะเอียนมาก เวลาที่ต้องเขียนถึง) ในฐานะที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของท่านประธานาธิบดีถั่ว จิมมี่ คาร์เตอร์ ได้พูดในการบรรยายว่า
    …..เราควรให้ความสนใจต่อ ” an arc of crisis” หรือ แนวโค้งที่จะสร้างวิกฤติได้ คือ บรรดาประเทศที่เรียงรายและมีบริเวณอยู่ติดกับสหภาพโซเวียต เริ่มตั้งแต่แนวชายฝั่งของมหาสมุทรอินเดีย ไล่มาจนถึงตุรกี ลงใต้มาถึงประเทศที่อยู่แถวแหลมอารเบีย และยาวไปจนถึงปลายแหลมของอาฟริกา….
    …..และจุดสำคัญ ที่จะทำให้เกิดแรงกระเพื่อมต่อของแนวโค้ง คือ อิหร่าน…..
    …..แนวโค้งดังกล่าว มีความเปราะบาง ทั้งทางด้านสังคมและการเมือง แต่จะมีความหมายกับอเมริกาอย่างมากมาย……ความวุ่นวายของประเทศในแนวโค้ง นั้น ไม่ว่าจะมาจากทางการเมือง หรือสังคม สามารถสร้างความปวดหัวให้กับเรา หรือกับฝ่ายตรงกันข้ามของเราได้อย่างมหาศาล…..
    แล้วยุทธศาสตร์ของอเมริกาและอังกฤษ เกี่ยวกับสหภาพโซเวียต ก็มีการเปลี่ยนแปลง เกิดมีแนวความคิดที่จะเอากองกำลังของพวกมุสลิม มาใช้ในการปิดล้อมสหภาพโซเวียต ด้วยการสร้างความวุ่นวายในประเทศตามแนวโค้ง
    ทฤษฏีของเบรซินสกี้ ถูกนำไปขยายเป็นแผนยุทธศาสตร์ในปี ค.ศ.1979 โดย นายเบอร์นาร์ด ลิวอิส Bernard Lewis ชาวอังกฤษ ผู้เชี่ยวชาญด้านงานข่าวกรอง และเป็นนักประวัติศาสตร์ ผู้ชำนาญโดยเฉพาะในบริเวณตะวันออกกลาง และเอเซียกลาง ตามแผนยุทธศาสตร์นี้ อเมริกาจะสร้างกองกำลังของพวกมุสลิม มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการ “ปิดล้อม”สหภาพโซเวียต และ”ควบคุม” ตะวันออกกลางต่อไปด้วย
    ในปี ค.ศ.1992 ลิวอิส เขียนบทความชื่อ “Rethinking the Middle East” (คิดอีกที เรื่องตะวันออกกลาง) ลงในนิตยสาร Foreign Affairs ของถังความคิด Council on Foreign Relations หรือ CFR ที่เป็นเสมือนผู้กำกับรัฐบาลอเมริกัน
    ลิวอิส เสนอความเห็นว่า เรา (แองโกลอเมริกัน) ควรมีนโยบายเกี่ยวกับตะวันออกกลางใหม่ เพื่อเป็นการรองรับการสิ้นสุดของสงครามเย็น และเป็นการจัดระเบียบโลกใหม่ สรุปง่ายๆ แบบภาษาแถวบ้านผม แปลว่า ต้องมีแผนดองรัสเซียไว้ในขวดโหลนั่นแหละครับ
    ย้อนไปในปี ค.ศ.1982 ผู้สื่อข่าวชาวอิสราเอล ชื่อ โอเด็ด ยีนอน Oded Yinon ก็เขียนบทความชิ้นสำคัญออกมา เป็นบทความที่อเมริกาและอังกฤษให้ความสนใจมาก สรุปว่า การล่มสลายของซีเรีย อิรัค และเลบานอน คือเป้าหมายสำคัญของอิสราเอล อิรัคจะแข็งแรงกว่าซีเรีย ถ้าปล่อยให้อยู่นานไป และนั่นเป็นการคุกคามต่อการเป็นอยู่ของอิสราเอล
    ในปี ค.ศ.1996 อเมริกาแจกงาน ให้อิสราเอล ทำหน้าที่ประสานงานใกล้ชิดกับตุรกี และจอร์แดน เผื่อเตรียมแผนปฏิบัติการร่วม ในการเด็ดซัดดัม ให้หลุดออกไปจากขั้วอำนาจในอิรัค
    ปี ค.ศ.2000 อเมริกาออกนโยบายที่เรียกว่า Project for the New American Century (PNAC) ศตวรรษใหม่ของอเมริกา จุดประสงค์เพื่อจัดทัพด้านความมั่นคงของอเมริกาเสียใหม่ โดยเฉพาะเพื่อให้ตะวันออกกลางอยู่ในการครอบครอง หรือควบคุมของอเมริกาอย่างเบ็ดเสร็จ โดยเน้นที่การกำจัด อิรัค และอิหร่าน
    และในที่สุด ในปี ค.ศ.2003 อเมริกาก็บุกอิรัคจริง และกำจัดซัดดัมจริง ทุกอย่างเป็นไปตามแผน
    หลังจากนั้น แผนหรือโครงการ ตะวันออกกลางใหม่ New Middle East ของ “อเมริกา” ก็เปิดตัว ต่อสาธารณะ ในปี ค.ศ.2006….เฮ้อ…
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    1 ธ.ค. 2558
    แผนจัญไร ตอนที่ 7 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “แผนจัญไร” ตอน 7 ทฤษฏีเอาปั้มไม่เอาคนนั้น อเมริกา อังกฤษ และอิสราเอล (ไอ้สามแสบ) ได้สมคบกันคิดมานานแล้ว และมาเปิดเผยอย่างเป็นทางการ เมื่อประมาณปี ค.ศ.2006 โดยคุณนายคอนโดลีสซ่า ไรซ์ Condoleezza Rice เมื่อตอนเป็นรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศของอเมริกา สมัยคาวบอยบุชเป็นประธานาธิบดี คุณนายคอนโด เป็นหญิงผิวดำ ที่ออกท่าว่ามีการศึกษาสูง เป็นอาจารย์สอนทางรัฐศาสตร์การเมือง ในมหาวิทยาลัยอันดับนำของอเมริกา คุณนายคอนโดให้สัมภาษณ์กับสื่อ ที่เมืองเทลาวิฟ อิสราเอล เมื่อเดือนมิถุนายน ปี ค.ศ.2006 ในวันทำพิธีเปิดสถานีส่งน้ำมันเส้นทาง Baku-Tbilisi-Ceyhan (BTC)ทางตะวันออกของเมดิเตอร์เรเนียน ว่า…..เรากำลังก้าวไปสู่ ตะวันออกกลางใหม่ “New Middle East” ……และคงไม่ใช่การบังเอิญ วันที่คุณนายให้สัมภาษณ์นั้น อิสราเอลกำลังโจมตีเลบานอน คุณนายคอนโดขยายต่อ …. ที่เรากำลังเห็นอยู่ (การโจมตีเลบานอนของอิสราเอล) …..มันอาจจะเป็นการเริ่มต้น ของตะวันออกกลางใหม่ ก็ได้นะ…และไม่ว่าเรา (อเมริกา) จะดำเนินการอย่างไรต่อไป มันหมายความว่า เราจะผลักดันไปสู่ตะวันออกกลางใหม่ ไม่ใช่ ตะวันออกกลางเดิม….อืม…. แผนสร้างตะวันออกกลางใหม่ New Middle East เป็นแผนที่ปรับปรุงมาจากแผน Greater Middle East Project ที่เป็นการคิดร่วมกันของฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายกองทัพ และกระทรวงต่างประเทศของอเมริกา ในช่วงปี ค.ศ.1996 สมัยท่านประธานาธิบดี คนที่นิยมเด็กฝึกงาน การให้สัมภาษณ์ของคุณนายคอนโด เป็นการยืนยันข่าวลือว่า อเมริกา อังกฤษ อิสราเอล ได้ร่วมกันวางแผนมาหลายปีแล้ว ที่จะสร้างการจราจลวุ่นวายให้เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง โดยให้มีความรุนแรงเกิดขึ้น และขยายตัวตามแนวโค้งของบรรดาประเทศ ที่รายรอบสหภาพโซเวียต… ค.ศ.1996 Richard Perle และ Douglas Feith 2 ที่ปรึกษาใหญ่ของเพนตากอน ตั้งแต่สมัยบุชตัวพ่อ ได้เสนอแผนยุทธศาสตร์สำหรับอิสราเอลยุคใหม่ ภายใต้การนำของนายเนทันยาฮู ซึ่งเพิ่งได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีของอิสราเอลหมาดๆ ชื่อแผน A Clean Break: A New Strategy for Securing of the Realm ซึ่งนับเป็นครั้งแรก ที่มีการระบุไว้ในแผนของวอชิงตัน ที่เสนอให้มีการกำจัด ซัดดัม ฮุสเซน ของอิรัค การใช้กำลังทหารกับปาเลสไตน์ และการโจมตีซีเรีย และเลบานอน นายเนทันยาฮู เพิ่งขึ้นมานั่งแท่นนายกใหม่ๆ ยังจับอุณหภูมิไม่ถูก บอกว่าแผนนี้เสี่ยงฉิบหาย ยังไม่ทันไร จะให้กูเล่นเกมหนัก แผน Perle- Feith จึงถูกเก็บเข้าลิ้นชัก ค.ศ.2001 คาวบอยบุช ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีสมัยแรก มาพร้อมกับคำสั่งพ่อให้เปิดลิ้นชัก เอาแผน Perle-Feith ออกมาปัดฝุ่น บอกว่า นี่คือยุทธศาสตร์สำคัญระดับสูงสุดของเรานะลูกรัก แล้วทีมของลูกรัก ก็ทำการปรับปรุงแต่งหน้าแผน และตั้งชื่อแผนเสียใหม่ว่า Greater Middle East Project ส่วน Douglas Feith ก็ได้รับตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหมเป็นรางวัล Greater Middle East มีฉากหน้า เป็นแผนปฏิรูปตะวันออกกลาง โดยให้ทุกประเทศใส่เสื้อคลุมประชาธิปไตย (ต้มแบบเดิมๆ แต่ก็ยังมีคนเชื่อเหมือนเดิม..เบื่อเขียนจังครับ) แต่ของจริงคือ แผนการควบคุมด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงของตะวันออกกลาง รวมทั้งกินไปถึงแนวประเทศต่างๆตั้งแต่โมรอคโค ไปจนถึงเขตแดนของรัสเซียและจีน ตามแผนนี้ อเมริกา ด้วยความกระหายน้ำมันและเลือดของกลุ่มเหยี่ยว ที่นำโดยคาวบอยบุช เตรียมแผนที่จะควบคุมแหล่งน้ำมัน รวมไปจนถึง การผลิต การขายน้ำมัน ฯลฯ พร้อมทั้งควบคุมสถาบันการเงินในภูมิภาคทั้งหมดด้วย มันคือแผนกินรวบ หรือยึดตะวันออกกลางทั้งหมดเป็นอาณานิคมนั่นเอง…. อเมริกาเตรียมจะเสนอแผนการนี้ในที่ประชุม G8 ในเดือนมิถุนายน ค.ศ.2004 โดยเรียกเป็นแผนระดับการทำงาน working paper G8-Greater Middle East Partnership เพื่อจัดแถวเรียงคิว แต่ G8 คือ แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมัน อิตาลี ญี่ปุ่น รัสเซีย อังกฤษ และอเมริกา เอะ ไม่มีประเทศในตะวันออกกลางอยู่ในรายชื่อเลยนี่หว่า เวร กำลังจะถูกเคี้ยว แต่ยังไม่รู้ตัว แถมกำลังเดินจูงกันไปเข้าปากเขา… บังเอิญมีมือดี ส่งร่างแผนกินรวบนี้ไปให้สื่อ Al-Hayat ซึ่งตีพิมพ์เป็นภาษา อารบิกมีเครือข่ายกว้างขวาง ส่งออกไปทั่วภูมิภาค แถมมีบทความในนิตยสาร Le Monde Diplomatique เดือนเมษายน ค.ศ.2004 ลงเพิ่มให้อีกว่า นอกจากประเทศในตะวันออกกลาง ที่จะโดนเคี้ยวแล้ว อาฟกานิสถาน อิหร่าน ปากีสถาน ตุรกี ก็อาจโดนไปด้วย เพราะดันไปเรียงแถวกันอยู่ ตามแนวที่ไม่ไม่เป็นมิตรกับอเมริกาอย่างรุนแรง…..หมายถึงใครนะ ที่ไม่เป็นมิตรกับอเมริกา… หลังจากแผนกินรวบรั่ว ผู้ที่ออกมาคัดค้านแผนนี้อย่างรุนแรง คือ ประธานาธิบดีมูบารัคของอียิปต์ ตามมาด้วยกษัตริย์อับดุลลา ของซาอุดิอารเบีย คาวบอยบุชจึงสั่งเก็บแผนกินรวบ…. ไว้ชั่วคราวและชื่อของมูบารัค ก็คงถูกกากะบาด ตั้งแต่ตอนนั้น แล้วกษัตริย์อับดุลลาล่ะ ไม่โดนหรือพ่อ รอไปก่อนน่า อย่าเพิ่งใจร้อน ยังต้องเอาไว้ใช้งานอีกแยะ อันที่จริง อเมริกาและอังกฤษ เริ่มคิดเกี่ยวกับเรื่องประเทศ ที่มีบริเวณอยู่รายรอบสหภาพโซเวียต มานานเกือบ 40 ปีแล้ว ตั้งแต่สหภาพโซเวียตยังอยู่ดี ในปี ค.ศ.1978 นายชบิกเนียฟ เบรซินสกี้ Zbigniew Brzezinski (เป็นอีกหนึ่งตัวแสบ ที่ผมสะอิดสะเอียนมาก เวลาที่ต้องเขียนถึง) ในฐานะที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของท่านประธานาธิบดีถั่ว จิมมี่ คาร์เตอร์ ได้พูดในการบรรยายว่า …..เราควรให้ความสนใจต่อ ” an arc of crisis” หรือ แนวโค้งที่จะสร้างวิกฤติได้ คือ บรรดาประเทศที่เรียงรายและมีบริเวณอยู่ติดกับสหภาพโซเวียต เริ่มตั้งแต่แนวชายฝั่งของมหาสมุทรอินเดีย ไล่มาจนถึงตุรกี ลงใต้มาถึงประเทศที่อยู่แถวแหลมอารเบีย และยาวไปจนถึงปลายแหลมของอาฟริกา…. …..และจุดสำคัญ ที่จะทำให้เกิดแรงกระเพื่อมต่อของแนวโค้ง คือ อิหร่าน….. …..แนวโค้งดังกล่าว มีความเปราะบาง ทั้งทางด้านสังคมและการเมือง แต่จะมีความหมายกับอเมริกาอย่างมากมาย……ความวุ่นวายของประเทศในแนวโค้ง นั้น ไม่ว่าจะมาจากทางการเมือง หรือสังคม สามารถสร้างความปวดหัวให้กับเรา หรือกับฝ่ายตรงกันข้ามของเราได้อย่างมหาศาล….. แล้วยุทธศาสตร์ของอเมริกาและอังกฤษ เกี่ยวกับสหภาพโซเวียต ก็มีการเปลี่ยนแปลง เกิดมีแนวความคิดที่จะเอากองกำลังของพวกมุสลิม มาใช้ในการปิดล้อมสหภาพโซเวียต ด้วยการสร้างความวุ่นวายในประเทศตามแนวโค้ง ทฤษฏีของเบรซินสกี้ ถูกนำไปขยายเป็นแผนยุทธศาสตร์ในปี ค.ศ.1979 โดย นายเบอร์นาร์ด ลิวอิส Bernard Lewis ชาวอังกฤษ ผู้เชี่ยวชาญด้านงานข่าวกรอง และเป็นนักประวัติศาสตร์ ผู้ชำนาญโดยเฉพาะในบริเวณตะวันออกกลาง และเอเซียกลาง ตามแผนยุทธศาสตร์นี้ อเมริกาจะสร้างกองกำลังของพวกมุสลิม มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการ “ปิดล้อม”สหภาพโซเวียต และ”ควบคุม” ตะวันออกกลางต่อไปด้วย ในปี ค.ศ.1992 ลิวอิส เขียนบทความชื่อ “Rethinking the Middle East” (คิดอีกที เรื่องตะวันออกกลาง) ลงในนิตยสาร Foreign Affairs ของถังความคิด Council on Foreign Relations หรือ CFR ที่เป็นเสมือนผู้กำกับรัฐบาลอเมริกัน ลิวอิส เสนอความเห็นว่า เรา (แองโกลอเมริกัน) ควรมีนโยบายเกี่ยวกับตะวันออกกลางใหม่ เพื่อเป็นการรองรับการสิ้นสุดของสงครามเย็น และเป็นการจัดระเบียบโลกใหม่ สรุปง่ายๆ แบบภาษาแถวบ้านผม แปลว่า ต้องมีแผนดองรัสเซียไว้ในขวดโหลนั่นแหละครับ ย้อนไปในปี ค.ศ.1982 ผู้สื่อข่าวชาวอิสราเอล ชื่อ โอเด็ด ยีนอน Oded Yinon ก็เขียนบทความชิ้นสำคัญออกมา เป็นบทความที่อเมริกาและอังกฤษให้ความสนใจมาก สรุปว่า การล่มสลายของซีเรีย อิรัค และเลบานอน คือเป้าหมายสำคัญของอิสราเอล อิรัคจะแข็งแรงกว่าซีเรีย ถ้าปล่อยให้อยู่นานไป และนั่นเป็นการคุกคามต่อการเป็นอยู่ของอิสราเอล ในปี ค.ศ.1996 อเมริกาแจกงาน ให้อิสราเอล ทำหน้าที่ประสานงานใกล้ชิดกับตุรกี และจอร์แดน เผื่อเตรียมแผนปฏิบัติการร่วม ในการเด็ดซัดดัม ให้หลุดออกไปจากขั้วอำนาจในอิรัค ปี ค.ศ.2000 อเมริกาออกนโยบายที่เรียกว่า Project for the New American Century (PNAC) ศตวรรษใหม่ของอเมริกา จุดประสงค์เพื่อจัดทัพด้านความมั่นคงของอเมริกาเสียใหม่ โดยเฉพาะเพื่อให้ตะวันออกกลางอยู่ในการครอบครอง หรือควบคุมของอเมริกาอย่างเบ็ดเสร็จ โดยเน้นที่การกำจัด อิรัค และอิหร่าน และในที่สุด ในปี ค.ศ.2003 อเมริกาก็บุกอิรัคจริง และกำจัดซัดดัมจริง ทุกอย่างเป็นไปตามแผน หลังจากนั้น แผนหรือโครงการ ตะวันออกกลางใหม่ New Middle East ของ “อเมริกา” ก็เปิดตัว ต่อสาธารณะ ในปี ค.ศ.2006….เฮ้อ… สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 1 ธ.ค. 2558
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 460 มุมมอง 0 รีวิว
  • แผนจัญไร ตอนที่ 4

    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “แผนจัญไร”
    ตอน 4
    ประมาณเดือนพฤษภาคม ค.ศ.2013 กลุ่มกบฏซีเรีย เริ่มออกมาส่งเสียงขู่โต้โผใหญ่ และผู้บงการโต้โผใหญ่อีกต่อหนึ่ง ว่าจะเปิดโปงลากไส้ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องหมด ถ้าไม่ส่งอาวุธเพิ่มเติมให้กลุ่มกบฏภายใน 1 เดือน และใน วันที่ 10 มิถุนายน ค.ศ.2013 กลุ่มกบฏก็ได้รับอาวุธส่งมาให้ที่เมือง Aleppo เรื่องบังเอิญหรือไง
    ตกลงเรื่องรัฐบาลอัสสาดใช้แก๊สซาลินกับประชาชน และเป็นสาเหตุที่ให้อเมริกากับพวก ออกมาโวยถึงความป่าเถื่อนของอัสสาด ก็น่าจะเป็นเรื่องเอาสีป้ายหน้าอัสสาด เพื่อหาผู้สนับสนุนการไล่รัฐบาลอัสสาด เพราะจากการตรวจสอบของรัสเซีย และของสหประชาชาติเอง (ซึ่งน่าจะเอนไปทางอเมริกากับพวก) ก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่าเป็นฝีมืออัสสาด
    เดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.2014 สื่ออิสราเอลออกข่าวว่า อเมริกาและลูกหาบในตะวันออกกลาง เช่น ซาอุดิ อารเบีย จอร์แดน อิสราเอล พากันรวมหัวช่วยพวกกบฏซีเรีย และมีแผนที่จะโจมตีทางใต้ของซีเรีย อิสราเอลส่งกำลังทหารไปช่วยกลุ่มกบฏหลายเดือนมาแล้ว นอกจากนี้ พวกกบฏซีเรียยังให้สัมภาษณ์อย่างผึ่งผายกับสื่อว่า อเมริกาเป็นผู้ทำการฝึกให้พวกเขา ฝ่ายกบฏบอก … เราฝึกกันที่การ์ตา มันเป็นการฝึกระดับสูง เพื่อการฆ่าทหารโดยเฉพาะ ไม่ใช่การฝึกธรรมดานะ มันเป็นการฝึกเพื่อฆ่า…
    … พวกเขา ฝึกเราถึงวิธีการจู่โจมกองกำลัง หรือทำลายพาหนะของศัตรู ขณะกำลังเคลื่อนที่ และเพื่อตัดขาดจากเส้นทาง… พวกเขาฝึกเราในการโจมตีพาหนะ เพื่อทำลาย หรือยึด รวมทั้งยึดอาวุธ และกระสุน และฆ่าทหาร ทั้งยังรอดจากการโจมตีของเรา….
    ตกลงไม่ใช่อเมริกา ไม่รู้เรื่องไอซิสในซีเรีย อเมริกาเป็นผู้ทำการฝึกให้อีกด้วย..แน่จริงพี่
    และจากการปฏิบัติการ ตามที่ได้รับการฝึก เดือนมิถุนายน ค.ศ.2014 ไอซิสก็รุกคืบผ่านเขตแดนซีเรีย เข้าไปในเขตของอิรัค และยึดเมืองโมซุล แหล่งน้ำมันของอิรัคเป็นของตัว หลังจากนั้นก็คืบผ่านเมืองต่างๆ จนเกือบเข้าไปถึงเมืองแบกแดด และไอซิสก็ยึดอาวุธ รถฮัมวี่ทั้งหมด รวมทั้งเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ รถถัง และปืนใหญ่ จากกองทัพอิรัคได้เป็นจำนวนมาก
    หลังจากยึดของได้ ไอซิสก็ออกข่าวโชว์ของเล่นที่ได้มาทางโซเชียลมีเดีย เหมือนตั้งใจจะหยามหน้า หรือเป็นการวางบิลเรียกเก็บเงินก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่อเมริกาก็ไม่มีปฏิกริยาอะไร ไม่เสียหน้า ไม่จ่ายเงิน (ให้โลกรู้) และไม่มีการขยับ เพื่อกำจัดไอซิส
    เออ แบบนี้ อเมริกาไม่รู้สึกเสียหน้า แต่กับฝ่ายอื่น แองโกลอเมริกัน ไล่บี้ไล่เซิ้งมา100 กว่าปียังไม่เลิก แบบนี้จะให้ชาวบ้านอย่างผมเข้าใจยังไงดี ไอซิสยังรุนแรงไม่พอ หรือไอซิสกระจอกเกินกว่าอเมริกาจะขยับ หรือไอซิสมันเป็นเด็กสร้าง ลูกพี่เลยทำหน้าขรึม ปล่อยให้เด็กมันขนอาวุธของลิเบียไปถล่มซีเรีย หลังจากนั้นก็ไปถล่มอิรัคต่อ แล้วก็ได้อาวุธในอิรัคเพิ่มมาอีก (ก็ของที่ลูกพี่ทิ้งไว้อีกแหละ) เพื่อเตรียมเอาเข้าไปถล่มที่อื่นอีกต่อ ตามแผน มันอะไรกันแน่
    ถ้ายังจำกันได้ ผมเคยเล่าให้ฟังว่า ไอ้ตัวแสบ ชบิกเนียฟ เบรซินสกี้ Zbigniew Brzezinski เป็นตัวคิด ตัวจัดการ หาคน และติดอาวุธให้กลุ่มมุสลิมหัวรุนแรง ในปากีสถาน และอาฟกานิสถาน ทำคลอดมาเป็นพวกมูจาฮีดีน ที่มีซีไอเอเป็นผู้พี่เลี้ยงทำการฝึกให้ หลังจากนั้น อเมริกาก็ติดอาวุธให้มูจาฮิดีนเต็มเพียบ เพื่อให้ไปสู้กับสหภาพโซเวียต ไม่งั้นโซเวียตมันจะกินตับพวกมึงนะ ในช่วง ค.ศ.1979 มูจาฮีดีนก่อกวน ล่อให้โซเวียตเคลื่อนพลลงมาทางใต้ และในที่สุดโซเวียตก็มา และก็ติดหล่มอยู่ในอาฟกานิสถาน
    นับว่ายุทธศาสตร์ของไอ้ตัวแสบ Brzezinski ได้ผล โซเวียตเอาเถิดเจ้าล่อกับมูจาฮีดีนอยู่ 10 ปี จนเหนื่อยแฮก และก็มีนักประวัติศาสตร์การเมืองฝั่งตะวันตกหลายคนบอกว่า นี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้สหภาพโซเวียตล่มสลาย
    เหตุการณ์ที่ซีเรีย ก็เหมือนจะเป็นอย่างนั้น อเมริกาใช้มูจาฮีดีนทำลายโซเวียตเมื่อ 30 ปีก่อนอย่างไร ตอนนี้ก็เหมือนอเมริกาจะใช้ยุทธศาสตร์เดิมกับรัสเซีย แต่เปลี่ยนสถานที่ กับเปลี่ยนตัวล่อ หรือตัวเล่น
    อเมริกาคงวางเแผนอย่างน้อยตั้งแต่ปี ค.ศ.2003 ด้วยการบุกอิรัค ถ้าอเมริกาไม่ปล่อยให้อิรัคเละเป็นซากทั้งเมืองอย่างนี้ เมื่อตอนอเมริกาสำเร็จกิจจากการกำจัดซัดดัมแล้ว กลุ่มนักรบหัวรุนแรงก็ไม่มีรูเข้าไปในอิรัคได้
    และถ้าอเมริกาไม่คิดกำจัดอัสสาด โดยส่งเสริมทางกองกำลังให้กับกลุ่มกบฏซีเรีย มันก็ไม่มีรูให้ไอซิสได้อาวุธ และบุกเข้าไปยึดอิรัคในปี ค.ศ.2014 ซึ่งเหมือนเป็นการติดปีกให้ไอซิส บินว่อนถล่มได้ทั้งโลกเช่นเดียวกัน
    อเมริกาน่าจะรู้แล้ว อย่างน้อยตั้งแต่ปี ค.ศ.2012 ว่าอาวุธของกัดดาฟี ที่ลิเบีย ถูกส่งไปให้กลุ่มกบฏซีเรีย
    และอเมริกา ก็น่าจะรู้แล้วด้วยว่า ซาลาฟี มุสลิม บราเธอร์ฮูด และ AQI ในอิรัค ก็คือ กองกำลังตัวสำคัญ ในการสนับสนุนการรบของกลุ่มกบฏในซีเรีย
    คำถามก็คือ อเมริกาแค่ “รู้” หรือมันเป็น “แผน” ของอเมริกา ที่จะให้พวกนักรบจีฮัด ทำการรบทั้งในซีเรียและอิรัค ที่มีอเมริกาและพรรคพวกที่รวมถึงฝรั่งเศสด้วย ให้การสนับสนุนการรบนั้น
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    29 พ.ย. 2558
    แผนจัญไร ตอนที่ 4 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “แผนจัญไร” ตอน 4 ประมาณเดือนพฤษภาคม ค.ศ.2013 กลุ่มกบฏซีเรีย เริ่มออกมาส่งเสียงขู่โต้โผใหญ่ และผู้บงการโต้โผใหญ่อีกต่อหนึ่ง ว่าจะเปิดโปงลากไส้ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องหมด ถ้าไม่ส่งอาวุธเพิ่มเติมให้กลุ่มกบฏภายใน 1 เดือน และใน วันที่ 10 มิถุนายน ค.ศ.2013 กลุ่มกบฏก็ได้รับอาวุธส่งมาให้ที่เมือง Aleppo เรื่องบังเอิญหรือไง ตกลงเรื่องรัฐบาลอัสสาดใช้แก๊สซาลินกับประชาชน และเป็นสาเหตุที่ให้อเมริกากับพวก ออกมาโวยถึงความป่าเถื่อนของอัสสาด ก็น่าจะเป็นเรื่องเอาสีป้ายหน้าอัสสาด เพื่อหาผู้สนับสนุนการไล่รัฐบาลอัสสาด เพราะจากการตรวจสอบของรัสเซีย และของสหประชาชาติเอง (ซึ่งน่าจะเอนไปทางอเมริกากับพวก) ก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่าเป็นฝีมืออัสสาด เดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.2014 สื่ออิสราเอลออกข่าวว่า อเมริกาและลูกหาบในตะวันออกกลาง เช่น ซาอุดิ อารเบีย จอร์แดน อิสราเอล พากันรวมหัวช่วยพวกกบฏซีเรีย และมีแผนที่จะโจมตีทางใต้ของซีเรีย อิสราเอลส่งกำลังทหารไปช่วยกลุ่มกบฏหลายเดือนมาแล้ว นอกจากนี้ พวกกบฏซีเรียยังให้สัมภาษณ์อย่างผึ่งผายกับสื่อว่า อเมริกาเป็นผู้ทำการฝึกให้พวกเขา ฝ่ายกบฏบอก … เราฝึกกันที่การ์ตา มันเป็นการฝึกระดับสูง เพื่อการฆ่าทหารโดยเฉพาะ ไม่ใช่การฝึกธรรมดานะ มันเป็นการฝึกเพื่อฆ่า… … พวกเขา ฝึกเราถึงวิธีการจู่โจมกองกำลัง หรือทำลายพาหนะของศัตรู ขณะกำลังเคลื่อนที่ และเพื่อตัดขาดจากเส้นทาง… พวกเขาฝึกเราในการโจมตีพาหนะ เพื่อทำลาย หรือยึด รวมทั้งยึดอาวุธ และกระสุน และฆ่าทหาร ทั้งยังรอดจากการโจมตีของเรา…. ตกลงไม่ใช่อเมริกา ไม่รู้เรื่องไอซิสในซีเรีย อเมริกาเป็นผู้ทำการฝึกให้อีกด้วย..แน่จริงพี่ และจากการปฏิบัติการ ตามที่ได้รับการฝึก เดือนมิถุนายน ค.ศ.2014 ไอซิสก็รุกคืบผ่านเขตแดนซีเรีย เข้าไปในเขตของอิรัค และยึดเมืองโมซุล แหล่งน้ำมันของอิรัคเป็นของตัว หลังจากนั้นก็คืบผ่านเมืองต่างๆ จนเกือบเข้าไปถึงเมืองแบกแดด และไอซิสก็ยึดอาวุธ รถฮัมวี่ทั้งหมด รวมทั้งเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ รถถัง และปืนใหญ่ จากกองทัพอิรัคได้เป็นจำนวนมาก หลังจากยึดของได้ ไอซิสก็ออกข่าวโชว์ของเล่นที่ได้มาทางโซเชียลมีเดีย เหมือนตั้งใจจะหยามหน้า หรือเป็นการวางบิลเรียกเก็บเงินก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่อเมริกาก็ไม่มีปฏิกริยาอะไร ไม่เสียหน้า ไม่จ่ายเงิน (ให้โลกรู้) และไม่มีการขยับ เพื่อกำจัดไอซิส เออ แบบนี้ อเมริกาไม่รู้สึกเสียหน้า แต่กับฝ่ายอื่น แองโกลอเมริกัน ไล่บี้ไล่เซิ้งมา100 กว่าปียังไม่เลิก แบบนี้จะให้ชาวบ้านอย่างผมเข้าใจยังไงดี ไอซิสยังรุนแรงไม่พอ หรือไอซิสกระจอกเกินกว่าอเมริกาจะขยับ หรือไอซิสมันเป็นเด็กสร้าง ลูกพี่เลยทำหน้าขรึม ปล่อยให้เด็กมันขนอาวุธของลิเบียไปถล่มซีเรีย หลังจากนั้นก็ไปถล่มอิรัคต่อ แล้วก็ได้อาวุธในอิรัคเพิ่มมาอีก (ก็ของที่ลูกพี่ทิ้งไว้อีกแหละ) เพื่อเตรียมเอาเข้าไปถล่มที่อื่นอีกต่อ ตามแผน มันอะไรกันแน่ ถ้ายังจำกันได้ ผมเคยเล่าให้ฟังว่า ไอ้ตัวแสบ ชบิกเนียฟ เบรซินสกี้ Zbigniew Brzezinski เป็นตัวคิด ตัวจัดการ หาคน และติดอาวุธให้กลุ่มมุสลิมหัวรุนแรง ในปากีสถาน และอาฟกานิสถาน ทำคลอดมาเป็นพวกมูจาฮีดีน ที่มีซีไอเอเป็นผู้พี่เลี้ยงทำการฝึกให้ หลังจากนั้น อเมริกาก็ติดอาวุธให้มูจาฮิดีนเต็มเพียบ เพื่อให้ไปสู้กับสหภาพโซเวียต ไม่งั้นโซเวียตมันจะกินตับพวกมึงนะ ในช่วง ค.ศ.1979 มูจาฮีดีนก่อกวน ล่อให้โซเวียตเคลื่อนพลลงมาทางใต้ และในที่สุดโซเวียตก็มา และก็ติดหล่มอยู่ในอาฟกานิสถาน นับว่ายุทธศาสตร์ของไอ้ตัวแสบ Brzezinski ได้ผล โซเวียตเอาเถิดเจ้าล่อกับมูจาฮีดีนอยู่ 10 ปี จนเหนื่อยแฮก และก็มีนักประวัติศาสตร์การเมืองฝั่งตะวันตกหลายคนบอกว่า นี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้สหภาพโซเวียตล่มสลาย เหตุการณ์ที่ซีเรีย ก็เหมือนจะเป็นอย่างนั้น อเมริกาใช้มูจาฮีดีนทำลายโซเวียตเมื่อ 30 ปีก่อนอย่างไร ตอนนี้ก็เหมือนอเมริกาจะใช้ยุทธศาสตร์เดิมกับรัสเซีย แต่เปลี่ยนสถานที่ กับเปลี่ยนตัวล่อ หรือตัวเล่น อเมริกาคงวางเแผนอย่างน้อยตั้งแต่ปี ค.ศ.2003 ด้วยการบุกอิรัค ถ้าอเมริกาไม่ปล่อยให้อิรัคเละเป็นซากทั้งเมืองอย่างนี้ เมื่อตอนอเมริกาสำเร็จกิจจากการกำจัดซัดดัมแล้ว กลุ่มนักรบหัวรุนแรงก็ไม่มีรูเข้าไปในอิรัคได้ และถ้าอเมริกาไม่คิดกำจัดอัสสาด โดยส่งเสริมทางกองกำลังให้กับกลุ่มกบฏซีเรีย มันก็ไม่มีรูให้ไอซิสได้อาวุธ และบุกเข้าไปยึดอิรัคในปี ค.ศ.2014 ซึ่งเหมือนเป็นการติดปีกให้ไอซิส บินว่อนถล่มได้ทั้งโลกเช่นเดียวกัน อเมริกาน่าจะรู้แล้ว อย่างน้อยตั้งแต่ปี ค.ศ.2012 ว่าอาวุธของกัดดาฟี ที่ลิเบีย ถูกส่งไปให้กลุ่มกบฏซีเรีย และอเมริกา ก็น่าจะรู้แล้วด้วยว่า ซาลาฟี มุสลิม บราเธอร์ฮูด และ AQI ในอิรัค ก็คือ กองกำลังตัวสำคัญ ในการสนับสนุนการรบของกลุ่มกบฏในซีเรีย คำถามก็คือ อเมริกาแค่ “รู้” หรือมันเป็น “แผน” ของอเมริกา ที่จะให้พวกนักรบจีฮัด ทำการรบทั้งในซีเรียและอิรัค ที่มีอเมริกาและพรรคพวกที่รวมถึงฝรั่งเศสด้วย ให้การสนับสนุนการรบนั้น สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 29 พ.ย. 2558
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 338 มุมมอง 0 รีวิว
  • แผนจัญไร ตอนที่ 3

    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “แผนจัญไร”
    ตอน 3
    ย้อนให้เห็นภาพกันหน่อย ไอซิส ISIS ที่เวลานี้กำลังขึ้นแท่น เป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของโลก มีที่มาอย่างไร จะได้เข้าใจว่า ไอซิส นี่ เกี่ยวกับกลุ่มกบฏซีเรีย และเกี่ยวพันกับอเมริกาขนาดไหน
    เมื่ออเมริกานำกองทัพเข้าไปถล่มซัดดัมในอิรัค กลุ่มที่คอยตอด คอยซุ่มเล่นงานอเมริกาในช่วงปี ค.ศ.2004 คือ อัลไคด้า สาขาอิรัค (AQI) ที่นำโดย Abu Musab al-Zarkawi กลุ่มนี้มีชื่อว่า เป็นนักรบ โหดเหี้ยม ฆ่าไม่เลือก รวมทั้งฆ่าชาวบ้าน ไม่ว่าจะเป็นอิสลามสุนนี่ หรือชีอ่ะ พวกเขาขึ้นชื่อในเรื่องการก่อการร้ายแบบพลีชีพ และการฆ่าตัดคอนักโทษ
    ความรุนแรงของ AQI ของ al-Zarkawi ก็ทำให้กลุ่มนี้ แตกคอกับ อัลไคด้ากลาง (AQC) AQI บอกไม่มีปัญหา งั้นเราแยกทางกันเดิน al-Zarkawi ไปตั้งกลุ่มใหม่ และชื่อเรียกกลุ่มใหม่ของตัวว่า Islamic State of Iraq (ISI) ต่อมาในปี ค.ศ.2006 มีข่าวว่า al-Zarkawi ถูกอเมริกาเก็บ และ ISI ได้หัวหน้าใหม่ ชื่อ Abu Bakr al-Baghdadi ขึ้นมาแทน น่าสนใจนะครับ
    ในปี ค.ศ.2011 ISI ประกาศเป็นนักรบจีฮัด และเตรียมขยายปฏิบัติการไปที่ซีเรีย แต่แล้วก็มีการแตกคอภายในกันอีก ในที่สุด Baghdadi ก็พาพรรคพวกแยกตัวออกมา แล้วเปลี่ยนชื่อกลุ่ม จาก ISI เป็น ISIS ในปี ค.ศ.2012 และย้ายฐานจากอิรัค มาอยู่ซีเรีย และในช่วงนี้ ISIS ดังเป็นพลุแตก ได้สมาชิกใหม่ เป็นหนุ่มอิสลามที่อยู่นอกตะวันออกกลาง หรือจากยุโรป เข้ามาร่วมเป็นจำนวนมาก
    ทำไม ISIS หรือ ไอซิส ถึงโด่งดัง และมีอานุภาพรุนแรงนัก เรื่องนี้ ต้องย้อนกลับไปที่เรื่องลิเบีย สำหรับท่านที่เคยอ่านนิทาน เรื่องแผนช้่วมาแล้ว ก็ถือว่าอ่านซ้ำ ให้เห็นความจัญไรชัดขึ้น และต่อกับปัจจุบันได้ แบบเห็นภาพเป็นแผ่นเดียวกันนะครับ
    เรื่องการไล่ล่ากัดดาฟีของลิเบีย ที่มีซีไอเอ เป็นดารานำแสดงนั้น นิทานเรามีเขียนถึงแล้ว (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมของความโหดของอเมริกา ได้ในนิทานเรื่องแผนชั่ว ตอนนางสิงห์สั่งฆ่า) แต่ที่เรายังไม่ค่อยรู้กัน คือ เรื่องดารา ที่มารับบทเป็นกบฏลิเบียนั้น นำแสดงโดยกลุ่มนักรบจีฮัด กลุ่มเดียวกับนักรบที่กำลังต่อสู้กับกองทัพของอิรัคในตอนนี้ เรียกว่าสัญญาจ้างยาว ออกหลายฉากกันเลย
    เมื่อวันที่กลุ่มกบฏลิเบีย จับตัวกัดดาฟีได้ ด้วยความช่วยเหลือของอเมริกา และนาโต้นั้น ขณะที่กลุ่มกบฏกำลังเชือดกัดดาฟี พวกเขาตะโกนว่า Allah Akbar (อัลเลาะหฺ อัคบาร์) ซึ่งเป็นการประกาศตามปกติของพวกจีฮัด ก่อนฆ่าคนเพื่อพระเจ้า ทำนองนั้น แบบนี้ก็น่าจะมีคนงง อเมริกา นาโต้ เข้าไปไล่ฆ่ากัดดาฟี ด้วยข้อหาเป็นเผด็จการ ส่วนพวกทำการกบฏ ก็น่าจะเป็นพวกต้องการเป็นประชาธิปไตย เอ้า เชือดเผด็จการเสร็จ แล้วดันร้องขอบคุณพระเจ้า พวกจีฮัดนี่ ตกลงต้องการเป็นประชาธิปไตยตั้งแต่เมื่อไหร่กัน น่างงไหมครับ
    หลังจากกัดดาฟีถูกเก็บ คลังอาวุธของกัดดาฟีก็ถูกกวาด หรือขโมยนั่นแหละ จนเกลี้ยง และขนออกมาจากลิเบีย มาที่ซีเรีย ผ่านทางตุรกี ใครนะ ที่คอยรับอาวุธอยู่ที่ซีเรีย… แต่คนที่ดูแลการขนส่งอาวุธ เขาว่าคือ Chris Stevens ทูตอเมริกันประจำลิเบีย ซึ่งดูแลประสานงานเรื่องนี้ ตั้งแต่เดือนเมษายน ค.ศ.2011 และในที่สุด ทูต Stevens ก็ถูกฆ่าตายอยู่ในสถานกงสุลอเมริกา ที่เมืองเบงกาซี ลิเบีย เพียง 3 วัน ก่อนหน้าที่อาวุธลิเบียจะถูกส่งมาถึงซีเรีย
    นอกเหนือจากทูต Stevens แล้ว ฝ่ายประสานงานเรื่องนี้ คือ ซีไอเอ ตุรกี และกลุ่มกบฏซีเรีย ซึ่งร่วมกันวางแผน และจัดการขนส่ง โดยค่าใช้จ่ายทั้งหมด เป็นการควักกระเป๋าลงขันร่วมกัน ของโต้โผใหญ่ของฝ่ายสนับสนุนกบฏซีเรีย คือ ซาอุดิอารเบีย การ์ตา จอร์แดน อิสราเอลและตุรกี
    หลังจากอาวุธมาถึงซีเรีย ก็เป็นช่วงเดียวกับที่นักรบจีฮัดพากันทะลักเข้ามาในซีเรียด้วย นักรบรุ่นแรกที่เข้ามา ไม่ใช่พวกละอ่อน แต่เป็นระดับหัวหน้า หรือพวกเจนสนามแทบทั้งสิ้น เรื่องนี้ ไม่เป็นความลับ อเมริกาและพวก ที่สนับสนุนฝ่ายกบฏซีเรีย ก็รู้ดี และเมื่อฝ่ายกบฏซีเรีย ที่มีนักรบจีฮัดมาร่วมด้วย เริ่มเป็นฝ่ายได้เปรียบฝ่ายรัฐบาลอัสสาด และใช้ความรุนแรง มากขึ้น ทางวอชิงตันก็ต้องตอบคำถามมากขึ้น .. ไหนว่าฝ่ายกบฏที่เราสนับสนุน เป็นพวกไม่รุนแรงไง (moderate) ทำไมมีฆ่าตัดคอล่ะ…
    วอชิงตันไม่ตอบ และก็ไม่ได้ดำเนินการอะไร การรบกับรัฐบาลอัสสาด ก็ยังดำเนินต่อไป โดยกลุ่มเดิม และแบบเดิม
    Jamal Maarouf ผู้บัญชาการคนหนึ่งของกลุ่มกบฏซีเรีย ให้สัมภาษณ์ เมื่อ เมษายน ค.ศ.2014 ว่า นักรบที่ทางโต้โผใหญ่ส่งมาช่วยรบ คือ กลุ่มอัลไคด้าซีเรีย ซึ่งเรียกชื่อกลุ่มตัวเองว่า Al-Nusra ทางด้าน Al-Nusra ก็ให้ข่าวสอดคล้องกันว่า กลุ่มของตัวมาร่วมกับพวกกบฏซีเรีย เพราะต้องการให้ซีเรียปกครองด้วยกฏของศาสนา Sharia law
    แต่ความจริง Al-Nusra กับกลุ่มไอซิส ร่วมมือกันในการปฏิบัติการในซีเรียมาพักใหญ่แล้ว และเดือนมิถุนายน ค.ศ.2014 Al-Nursra ก็ประกาศเป็นทางการ ถึงการรวมกลุ่มกับกลุ่มไอซิส และมีฐานอยู่ทั้งในเขตซีเรีย และอิรัค
    แล้ว อเมริกา กับพวกตะวันตก รวมทั้งโต้โผใหญ่ในตะวันออกกลางทั้งหลาย รู้เรื่องนี้ไหม รู้สิ ยิ่งกว่ารู้อีก…..
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    28 พ.ย. 2558
    แผนจัญไร ตอนที่ 3 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “แผนจัญไร” ตอน 3 ย้อนให้เห็นภาพกันหน่อย ไอซิส ISIS ที่เวลานี้กำลังขึ้นแท่น เป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของโลก มีที่มาอย่างไร จะได้เข้าใจว่า ไอซิส นี่ เกี่ยวกับกลุ่มกบฏซีเรีย และเกี่ยวพันกับอเมริกาขนาดไหน เมื่ออเมริกานำกองทัพเข้าไปถล่มซัดดัมในอิรัค กลุ่มที่คอยตอด คอยซุ่มเล่นงานอเมริกาในช่วงปี ค.ศ.2004 คือ อัลไคด้า สาขาอิรัค (AQI) ที่นำโดย Abu Musab al-Zarkawi กลุ่มนี้มีชื่อว่า เป็นนักรบ โหดเหี้ยม ฆ่าไม่เลือก รวมทั้งฆ่าชาวบ้าน ไม่ว่าจะเป็นอิสลามสุนนี่ หรือชีอ่ะ พวกเขาขึ้นชื่อในเรื่องการก่อการร้ายแบบพลีชีพ และการฆ่าตัดคอนักโทษ ความรุนแรงของ AQI ของ al-Zarkawi ก็ทำให้กลุ่มนี้ แตกคอกับ อัลไคด้ากลาง (AQC) AQI บอกไม่มีปัญหา งั้นเราแยกทางกันเดิน al-Zarkawi ไปตั้งกลุ่มใหม่ และชื่อเรียกกลุ่มใหม่ของตัวว่า Islamic State of Iraq (ISI) ต่อมาในปี ค.ศ.2006 มีข่าวว่า al-Zarkawi ถูกอเมริกาเก็บ และ ISI ได้หัวหน้าใหม่ ชื่อ Abu Bakr al-Baghdadi ขึ้นมาแทน น่าสนใจนะครับ ในปี ค.ศ.2011 ISI ประกาศเป็นนักรบจีฮัด และเตรียมขยายปฏิบัติการไปที่ซีเรีย แต่แล้วก็มีการแตกคอภายในกันอีก ในที่สุด Baghdadi ก็พาพรรคพวกแยกตัวออกมา แล้วเปลี่ยนชื่อกลุ่ม จาก ISI เป็น ISIS ในปี ค.ศ.2012 และย้ายฐานจากอิรัค มาอยู่ซีเรีย และในช่วงนี้ ISIS ดังเป็นพลุแตก ได้สมาชิกใหม่ เป็นหนุ่มอิสลามที่อยู่นอกตะวันออกกลาง หรือจากยุโรป เข้ามาร่วมเป็นจำนวนมาก ทำไม ISIS หรือ ไอซิส ถึงโด่งดัง และมีอานุภาพรุนแรงนัก เรื่องนี้ ต้องย้อนกลับไปที่เรื่องลิเบีย สำหรับท่านที่เคยอ่านนิทาน เรื่องแผนช้่วมาแล้ว ก็ถือว่าอ่านซ้ำ ให้เห็นความจัญไรชัดขึ้น และต่อกับปัจจุบันได้ แบบเห็นภาพเป็นแผ่นเดียวกันนะครับ เรื่องการไล่ล่ากัดดาฟีของลิเบีย ที่มีซีไอเอ เป็นดารานำแสดงนั้น นิทานเรามีเขียนถึงแล้ว (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมของความโหดของอเมริกา ได้ในนิทานเรื่องแผนชั่ว ตอนนางสิงห์สั่งฆ่า) แต่ที่เรายังไม่ค่อยรู้กัน คือ เรื่องดารา ที่มารับบทเป็นกบฏลิเบียนั้น นำแสดงโดยกลุ่มนักรบจีฮัด กลุ่มเดียวกับนักรบที่กำลังต่อสู้กับกองทัพของอิรัคในตอนนี้ เรียกว่าสัญญาจ้างยาว ออกหลายฉากกันเลย เมื่อวันที่กลุ่มกบฏลิเบีย จับตัวกัดดาฟีได้ ด้วยความช่วยเหลือของอเมริกา และนาโต้นั้น ขณะที่กลุ่มกบฏกำลังเชือดกัดดาฟี พวกเขาตะโกนว่า Allah Akbar (อัลเลาะหฺ อัคบาร์) ซึ่งเป็นการประกาศตามปกติของพวกจีฮัด ก่อนฆ่าคนเพื่อพระเจ้า ทำนองนั้น แบบนี้ก็น่าจะมีคนงง อเมริกา นาโต้ เข้าไปไล่ฆ่ากัดดาฟี ด้วยข้อหาเป็นเผด็จการ ส่วนพวกทำการกบฏ ก็น่าจะเป็นพวกต้องการเป็นประชาธิปไตย เอ้า เชือดเผด็จการเสร็จ แล้วดันร้องขอบคุณพระเจ้า พวกจีฮัดนี่ ตกลงต้องการเป็นประชาธิปไตยตั้งแต่เมื่อไหร่กัน น่างงไหมครับ หลังจากกัดดาฟีถูกเก็บ คลังอาวุธของกัดดาฟีก็ถูกกวาด หรือขโมยนั่นแหละ จนเกลี้ยง และขนออกมาจากลิเบีย มาที่ซีเรีย ผ่านทางตุรกี ใครนะ ที่คอยรับอาวุธอยู่ที่ซีเรีย… แต่คนที่ดูแลการขนส่งอาวุธ เขาว่าคือ Chris Stevens ทูตอเมริกันประจำลิเบีย ซึ่งดูแลประสานงานเรื่องนี้ ตั้งแต่เดือนเมษายน ค.ศ.2011 และในที่สุด ทูต Stevens ก็ถูกฆ่าตายอยู่ในสถานกงสุลอเมริกา ที่เมืองเบงกาซี ลิเบีย เพียง 3 วัน ก่อนหน้าที่อาวุธลิเบียจะถูกส่งมาถึงซีเรีย นอกเหนือจากทูต Stevens แล้ว ฝ่ายประสานงานเรื่องนี้ คือ ซีไอเอ ตุรกี และกลุ่มกบฏซีเรีย ซึ่งร่วมกันวางแผน และจัดการขนส่ง โดยค่าใช้จ่ายทั้งหมด เป็นการควักกระเป๋าลงขันร่วมกัน ของโต้โผใหญ่ของฝ่ายสนับสนุนกบฏซีเรีย คือ ซาอุดิอารเบีย การ์ตา จอร์แดน อิสราเอลและตุรกี หลังจากอาวุธมาถึงซีเรีย ก็เป็นช่วงเดียวกับที่นักรบจีฮัดพากันทะลักเข้ามาในซีเรียด้วย นักรบรุ่นแรกที่เข้ามา ไม่ใช่พวกละอ่อน แต่เป็นระดับหัวหน้า หรือพวกเจนสนามแทบทั้งสิ้น เรื่องนี้ ไม่เป็นความลับ อเมริกาและพวก ที่สนับสนุนฝ่ายกบฏซีเรีย ก็รู้ดี และเมื่อฝ่ายกบฏซีเรีย ที่มีนักรบจีฮัดมาร่วมด้วย เริ่มเป็นฝ่ายได้เปรียบฝ่ายรัฐบาลอัสสาด และใช้ความรุนแรง มากขึ้น ทางวอชิงตันก็ต้องตอบคำถามมากขึ้น .. ไหนว่าฝ่ายกบฏที่เราสนับสนุน เป็นพวกไม่รุนแรงไง (moderate) ทำไมมีฆ่าตัดคอล่ะ… วอชิงตันไม่ตอบ และก็ไม่ได้ดำเนินการอะไร การรบกับรัฐบาลอัสสาด ก็ยังดำเนินต่อไป โดยกลุ่มเดิม และแบบเดิม Jamal Maarouf ผู้บัญชาการคนหนึ่งของกลุ่มกบฏซีเรีย ให้สัมภาษณ์ เมื่อ เมษายน ค.ศ.2014 ว่า นักรบที่ทางโต้โผใหญ่ส่งมาช่วยรบ คือ กลุ่มอัลไคด้าซีเรีย ซึ่งเรียกชื่อกลุ่มตัวเองว่า Al-Nusra ทางด้าน Al-Nusra ก็ให้ข่าวสอดคล้องกันว่า กลุ่มของตัวมาร่วมกับพวกกบฏซีเรีย เพราะต้องการให้ซีเรียปกครองด้วยกฏของศาสนา Sharia law แต่ความจริง Al-Nusra กับกลุ่มไอซิส ร่วมมือกันในการปฏิบัติการในซีเรียมาพักใหญ่แล้ว และเดือนมิถุนายน ค.ศ.2014 Al-Nursra ก็ประกาศเป็นทางการ ถึงการรวมกลุ่มกับกลุ่มไอซิส และมีฐานอยู่ทั้งในเขตซีเรีย และอิรัค แล้ว อเมริกา กับพวกตะวันตก รวมทั้งโต้โผใหญ่ในตะวันออกกลางทั้งหลาย รู้เรื่องนี้ไหม รู้สิ ยิ่งกว่ารู้อีก….. สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 28 พ.ย. 2558
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 424 มุมมอง 0 รีวิว
  • (ลงโพสต์ย้อนหลังเนื่องจากระบบขัดข้อง)

    2025 THAILAND VIRAL CALENDAR

    วันคืนล่วงไป มีอะไรเข้ามาบ้าง Newskit ขอนำเสนอปฎิทินไวรัลในรอบปี 2568 สะท้อนเหตุการณ์ที่เป็นกระแสในช่วงที่ผ่านมา

    มกราคม - นักร้องดัง แสตมป์ อภิวัชร์ กล่าวว่าหายไป 2 ปีเพราะภรรยาโดนคุกคาม แต่ถูกแฉกลับว่านอกใจภรรยาถึงขั้นมีคดีความ สุดท้ายเจ้าตัวยอมรับ

    กุมภาพันธ์ - สแกมเมอร์จากกลุ่มจีนเทาไม่มีใครแก้ไขได้ หลิว จงอี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีจากจีน ต้องลงไปปราบเองให้ราบคาบ ตัดไฟ ตัดเน็ต รับชาวจีนกลับไปดำเนินคดีที่บ้านเกิด

    มีนาคม - แผ่นดินไหวขนาด 8.2 จากประเทศเมียนมา สั่นสะเทือนถึงกรุงเทพฯ อาคาร สตง.แห่งใหม่ ย่านสวนจตุจักร สูง 30 ชั้นพังถล่มลงมา คนงานเสียชีวิต 89 ราย สูญหายอีก 7 ราย

    เมษายน - นักร้องดัง โตโน่ ภาคิน ถูกแฉว่านอกใจแฟนสาว ณิชา ไปคบอดีตผู้ช่วยผู้จัดการส่วนตัว เจ้าตัวขอโทษที่ทำผิด ด้านณิชาบอกมูฟออนแล้ว ไม่มีรีเทิร์น

    พฤษภาคม - จับกุมเจ้าคุณแย้ม เจ้าอาวาสวัดไร่ขิง จ.นครปฐม ยักยอกเงินวัดโอนให้สีกาคนสนิท เล่นพนันออนไลน์กว่า 300 ล้านบาท สองเดือนต่อมาจับกุมสีกากอล์ฟยั่วพระผู้ใหญ่ยักยอกเงินวัด ทำพุทธศาสนิกชนเสื่อมศรัทธา

    มิถุนายน - คลิปเสียงอังเคิล ปล่อยโดย ฮุน เซน แห่งกัมพูชา คุยกับ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ต่อรองผลประโยชน์ชาติ อยากได้อะไรบอกหลานจัดให้ ทำคนไทยทั้งประเทศไม่พอใจกล่าวหาขายชาติ

    กรกฎาคม - กัมพูชาเปิดฉากใช้จรวด BM-21 ยิงใส่โรงพยาบาล บ้านเรือน ปั๊มน้ำมันฝั่งประเทศไทย เสียชีวิตกว่า 12 ราย เป็นจุดเริ่มต้นบาดแผลในใจคนไทย

    สิงหาคม - จับกุมหลวงพ่ออลงกต เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ จ.ลพบุรี ทุจริตเงินบริจาควัดช่วยเหลือผู้ป่วยเอชไอวี เป็นทรัพย์สิน ที่ดิน รถยนต์ ปล่อยกู้ให้ชาวบ้าน เสียหายกว่า 1 หมื่นล้านบาท

    กันยายน - หลุมยุบขนาดใหญ่หน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ระหว่างก่อสร้างอุโมงค์รถไฟฟ้าสายสีม่วง เตาปูน-ราษฎร์บูรณะ ทำรถยนต์กลืนหายไป อาคาร สน.สามเสนทรุดตัวต้องทุบทิ้ง สาเหตุน้ำกัดเซาะใต้ดินเป็นโพรงและอุโมงค์ชำรุด

    ตุลาคม - ร่ำไห้ทั้งแผ่นดิน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคตที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สิริพระชนมพรรษา 93 พรรษา

    พฤศจิกายน - น้ำท่วมหาดใหญ่ ศูนย์กลางเศรษฐกิจภาคใต้ โดยมวลน้ำจากเขาคอหงส์และ อ.นาหม่อม บ้านเรือนจมน้ำเสียหายกว่า 1 แสนหลังคาเรือน เศรษฐกิจเสียหายกว่า 2 หมื่นล้านบาท

    ธันวาคม - จับกุมนักแสดงสาว นานา ไรบีนา ข้อหาฉ้อโกงและความผิดตาม พ.ร.ก.กู้ยืมเงินฯ หลังผู้เสียหาย 17 รายแจ้งความถูกชักชวนลงทุนปล่อยกู้ เทรดหุ้น และร้านอาหารในต่างประเทศ ทั้งที่ไม่มีอยู่จริง เสียหายรวม 195 ล้านบาท

    #Newskit
    (ลงโพสต์ย้อนหลังเนื่องจากระบบขัดข้อง) 2025 THAILAND VIRAL CALENDAR วันคืนล่วงไป มีอะไรเข้ามาบ้าง Newskit ขอนำเสนอปฎิทินไวรัลในรอบปี 2568 สะท้อนเหตุการณ์ที่เป็นกระแสในช่วงที่ผ่านมา มกราคม - นักร้องดัง แสตมป์ อภิวัชร์ กล่าวว่าหายไป 2 ปีเพราะภรรยาโดนคุกคาม แต่ถูกแฉกลับว่านอกใจภรรยาถึงขั้นมีคดีความ สุดท้ายเจ้าตัวยอมรับ กุมภาพันธ์ - สแกมเมอร์จากกลุ่มจีนเทาไม่มีใครแก้ไขได้ หลิว จงอี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีจากจีน ต้องลงไปปราบเองให้ราบคาบ ตัดไฟ ตัดเน็ต รับชาวจีนกลับไปดำเนินคดีที่บ้านเกิด มีนาคม - แผ่นดินไหวขนาด 8.2 จากประเทศเมียนมา สั่นสะเทือนถึงกรุงเทพฯ อาคาร สตง.แห่งใหม่ ย่านสวนจตุจักร สูง 30 ชั้นพังถล่มลงมา คนงานเสียชีวิต 89 ราย สูญหายอีก 7 ราย เมษายน - นักร้องดัง โตโน่ ภาคิน ถูกแฉว่านอกใจแฟนสาว ณิชา ไปคบอดีตผู้ช่วยผู้จัดการส่วนตัว เจ้าตัวขอโทษที่ทำผิด ด้านณิชาบอกมูฟออนแล้ว ไม่มีรีเทิร์น พฤษภาคม - จับกุมเจ้าคุณแย้ม เจ้าอาวาสวัดไร่ขิง จ.นครปฐม ยักยอกเงินวัดโอนให้สีกาคนสนิท เล่นพนันออนไลน์กว่า 300 ล้านบาท สองเดือนต่อมาจับกุมสีกากอล์ฟยั่วพระผู้ใหญ่ยักยอกเงินวัด ทำพุทธศาสนิกชนเสื่อมศรัทธา มิถุนายน - คลิปเสียงอังเคิล ปล่อยโดย ฮุน เซน แห่งกัมพูชา คุยกับ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ต่อรองผลประโยชน์ชาติ อยากได้อะไรบอกหลานจัดให้ ทำคนไทยทั้งประเทศไม่พอใจกล่าวหาขายชาติ กรกฎาคม - กัมพูชาเปิดฉากใช้จรวด BM-21 ยิงใส่โรงพยาบาล บ้านเรือน ปั๊มน้ำมันฝั่งประเทศไทย เสียชีวิตกว่า 12 ราย เป็นจุดเริ่มต้นบาดแผลในใจคนไทย สิงหาคม - จับกุมหลวงพ่ออลงกต เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ จ.ลพบุรี ทุจริตเงินบริจาควัดช่วยเหลือผู้ป่วยเอชไอวี เป็นทรัพย์สิน ที่ดิน รถยนต์ ปล่อยกู้ให้ชาวบ้าน เสียหายกว่า 1 หมื่นล้านบาท กันยายน - หลุมยุบขนาดใหญ่หน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ระหว่างก่อสร้างอุโมงค์รถไฟฟ้าสายสีม่วง เตาปูน-ราษฎร์บูรณะ ทำรถยนต์กลืนหายไป อาคาร สน.สามเสนทรุดตัวต้องทุบทิ้ง สาเหตุน้ำกัดเซาะใต้ดินเป็นโพรงและอุโมงค์ชำรุด ตุลาคม - ร่ำไห้ทั้งแผ่นดิน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคตที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สิริพระชนมพรรษา 93 พรรษา พฤศจิกายน - น้ำท่วมหาดใหญ่ ศูนย์กลางเศรษฐกิจภาคใต้ โดยมวลน้ำจากเขาคอหงส์และ อ.นาหม่อม บ้านเรือนจมน้ำเสียหายกว่า 1 แสนหลังคาเรือน เศรษฐกิจเสียหายกว่า 2 หมื่นล้านบาท ธันวาคม - จับกุมนักแสดงสาว นานา ไรบีนา ข้อหาฉ้อโกงและความผิดตาม พ.ร.ก.กู้ยืมเงินฯ หลังผู้เสียหาย 17 รายแจ้งความถูกชักชวนลงทุนปล่อยกู้ เทรดหุ้น และร้านอาหารในต่างประเทศ ทั้งที่ไม่มีอยู่จริง เสียหายรวม 195 ล้านบาท #Newskit
    Like
    1
    1 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 925 มุมมอง 0 รีวิว
  • ลมหวน ตอนที่ 2

    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “ลมหวน”
    ตอน 2
    เขาว่าคนเราคบเพื่อนดี ย่อมเป็นศรีแก่ตัว
    ตั้งแต่ลมเริ่มหวน ชวนเพื่อนเก่ามานั่งนึกถึงความหลัง อีอิปต์ก็เหมือนชะตาจะเริ่มเปลี่ยน
    เมื่อประมาณ วันที่ 30 สิงหาคม นี้เอง (ค.ศ.2015) บริษัท ENI ยักษ์ใหญ่ทางด้านน้ำมันของอิตาลี ออกข่าวว่า ENI ได้เจอแหล่งแก๊สใหญ่มหึมา Zohr ที่อ่าวลึกของอียิปต์ ในเมดิเตอร์เรเนียน แหล่งแก๊ส Zohr นี้ อาจจะเป็นแหล่งใหญ่ที่สุดในโลกที่เจอก็ได้ อาจจะทำเอาแหล่งแก๊ส Leviathan ของอิสราเอล ที่ตีปี๊บตอนประกาศไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ว่าใหญ่ที่สุด กลายเป็นของเล่นเด็กไปเลย
    แหล่ง Zohr อยู่ห่างจากริมฝั่งอียิปต์ ประมาณ 100 ไมล์ และอยู่ลึกประมาณ 1,450 เมตร ครอบคลุมเนื้อที่ประมาณ 100 ตาราง กม ประเมินว่า จะมีแก๊สประมาณ 850 พันล้านคิวบิกเมตร หรือเท่ากับน้ำมัน 5.5 พันล้านบาเรล
    ENI บอกว่า นอกจากเจอแก๊สแล้ว อาจจะเจอแหล่งน้ำมันในบริเวณใกล้เคียงอีกด้วย ในปริมาณที่อาจสูงถึง 1.1 ล้านล้านคิวบิกเมตร
    ENI ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของอิตาลี และเป็นผู้ผลิตน้ำมัน และแก๊สรายใหญ่ของอียิปต์ ตั้งแต่ ค.ศ.1954 โดยทำผ่าน IEOC บริษัทลูกได้ทำสัญญากับรัฐบาลอียิปต์ เมื่อเดือนมิถุนายนนี้ โดยตกลงจ่ายเงินให้อิยิปต์ เป็นจำนวน 2 พันล้านเหรียญ สำหรับการสำรวจแหล่งพลังงานในแถบไซนาย อ่าวสุเอซ และแถบเมดิเตอร์เรเนียน และตรงบริเวณสามเหลี่ยมไนล์
    การพบแหล่งแก๊ส Zohr ถือเป็นข่าวดีของทั้ง อิตาลีและอียิปต์ เพราะจะทำให้เศรษฐกิจของทั้ง 2 ประเทศ ที่กำลังอ่วม ลืมตาอ้าปากกับเขาได้เสียที และสำหรับอียิปต์ จะเปลี่ยนสถานะจากผู้นำเข้าแก๊ส เป็นผู้ส่งออกแก๊สเสียด้วยซ้ำ
    แต่ข่าวการพบแหล่งแก๊ส Zohr ของอียิปต์ ก็สร้างความแรงกระเพื่อมเอาเรื่อง
    รายแรกที่ออกมาส่งเสียง คงเดากันออก เป็นอิสราเอล ที่เพิ่งนอนฝันหวาน หลังเจอแหล่งแก๊ส Leviathan กับ Tamar รัฐมนตรีพลังงานของอิสราเอล บอกว่า การเจอแหล่ง Zohr ของอียิปต์อาจทำให้แผนส่งออกแก๊สของอิสราเอล กลายเป็นฝันร้าย หรือฝันสลายเลยก็ได้ จะทนไหวหรือครับ ลงทุนกันไปเยอะแยะ ค่าวิ่งล้อบบี้ ค่าหัวคิวก็จ่ายไปแล้ว
    หุ้นส่วนของอิสราเอล ในการสำรวจและผลิตแก๊ส คือ Noble Energy และ Delek Group รายแรกเป็นบริษัทฝั่งอเมริกา รายหลังฝั่งอิสราเอล
    Noble Energy ฝั่งอเมริกา มีชื่อผู้ถือหุ้นน่าสนใจ ชื่อ จอห์น แครี่ รัฐมนตรีต่างประเทศ ของใครไม่รู้ ซึ่งอ้างว่าถือมานานแล้ว ข่าวบอกว่า มูลค่าหุ้นในปี ค.ศ.2013 อยู่ที่ประมาณล้านกว่าเหรียญเอง จิ๊บจ๊อยมาก ก็นั่นมันคงเป็นราคาก่อนประกาศว่าอิสราเอลเจอแก็ส เมื่อถูกสื่อคุ้ยเจอว่าถือหุ้น คุณรัฐมนตรี ก็ตอบแบบโรเนียวว่า ผมมีสมบัติแยะ จำไม่ได้ว่า มีอะไรที่ไหนบ้าง
    นอกจาก Noble Energy จะมีชื่อรัฐมนตรีต่างประเทศของอเมริกาถือหุ้นแล้ว ยังมีกองทุนชื่อ BDS ถือหุ้นในมูลค่า ณ ต้นปี ค.ศ.2015 ประมาณ 118 ล้านเหรียญ เขาว่า เจ้าของกองทุนตัวจริง ชื่อ จอร์จ โซรอส เบื่อหูกับชื่อนี้ไหมครับ กองทุนนี้ เป็นที่สังเกตกันว่า เอาไว้ล่อแมงเม่าในตลาดหุ้น จากสถานการณ์เกี่ยวกับบริษัท
    ตั้งแต่มีข่าวว่าเจอแก๊ส ยังไม่ทันขุดได้ Noble Energy กับ Delek Group ก็มีแต่ข่าวว่ากัดกัน เกี่ยวกับการเป็นเจ้าของ และส่วนแบ่งมาตลอดเวลา ทำให้หุ้นขึ้น หุ้นลงสนุกสนาน แต่ฝ่ายทางการอิสราเอลชักไม่สนุกด้วย แสดงว่ากำลังมีใครคิดจับมือเล่นกลกันหรือยังไง
    ปลายปี ค.ศ.2014 อิสราเอลทำสัญญาว่าจะส่งแก๊สให้จอร์แดน เป็นเวลา 15 ปี ในราคา 1 หมื่น 5 พันล้านเหรียญ จากแหล่ง Leviathan ถือเป็นข้อตกลงทางการค้าระหว่างอิสราเอลกับจอร์แดน ที่ใหญ่ที่สุด แต่แล้วในเดือนธันวาคม ทางการอิสราเอลประกาศว่า จะไม่อนุญาตให้ Noble Energy กับ Delek เป็นผู้ดำเนินการขายแก๊ส ไม่ว่าจากแหล่ง Leviathan หรือ Tamar เพราะมีทีท่าว่า 2 บริษัท กำลังสมคบกันครอบงำตลาดแก๊ส แปลว่า ไอ้ 2 บริษัทจะฮั้วกันน่ะครับ ชาวบ้านก็จุกสิ และสัญญาที่ทำกับจอร์แดน ก็อาจจะต้องยกเลิกด้วย
    อย่างนี้ คุณหน้าตก จอห์น แครี่ ก็ต้องขยับ เดี๋ยวขาดทุนฉิบหาย พณ.ท่าน บอกกับอิสราเอลว่า สัญญาที่ Noble ทำกับจอร์แดนและอียิปต์ น่าจะเป็นผลดีกับอิสราเอลนะ มันเป็นเรื่องความมั่นคงของภูมิภาค เข้าใจไหม อูย….. นานๆที จะเห็นบทเข้มของคุณหน้าตก แต่ไม่ใช่มีแต่ท่านผู้ถือหุ้นหน้าตกที่เข้ามายุ่งนะ เขาว่า ที่จุ้นมาก่อนหน้านั้นคือ คุณผัวเมียคลินตัน ที่ผมยังหาโยงใยชัดๆไม่เจอ ซ่อนเก่งจัง ก็เป็นอดีตทนายทั้งคู่ มีแต่สื่อลงว่า ผัวเมียคู่นี้ ลุ้นเรื่อง Noble จนออกนอกหน้า อ้อ เล่นบทนักล๊อบบี้มีระดับ
    คราวนี้ เนทันยาฮู เข้าใจ มันเป็นเรื่องของความความมั่นคงนี่นะ เพราะฉะนั้น กฏหมายเรื่องการฮั้วกัน ก็เอามาใช้ไม่ได้สิ อย่างนี้ Noble ก็ทำสัญญาได้เหมือนเดิม หารูออกได้เก่งจังคุณยิว
    แต่เรื่องนี้ ทำให้นาย Steinitz รัฐมนตรีพลังงานของอิสราเอลบอกว่า การล่าช้าอย่างไม่เป็นเรื่องของอิสราเอล ทำให้เราเห็นโอกาสวิ่งผ่านหน้า และเลยเราไปแล้ว
    เดิม อิสราเอลมีแผนจะขายแก๊สส่วนหนึ่งให้อียิปต์ เพื่อเป็นการร่วมทุน ให้อียิปต์ไปขายต่อทางยุโรปใต้ เพราะอิยิปต์มีท่อส่งกับอิตาลี แต่ยังติดปัญหาว่า อิสราเอลจะเอาแก๊สจากแหล่ง Leviathan หรือ Tamar ไปขายให้อียิปต์ดีนะ ซึ่งตอนนั้น ผู้ถือหุ้นของทั้ง 2 แหล่ง น่าจะกำลังเล่นละครทะเลาะกันให้แมงเม่าดูอยู่ จนในที่สุด อเมริกา เข้ามาบีบอิสราเอลว่า ให้เอาจากแหล่ง Leviathan (ที่ฝั่งอเมริกาถือหุ้นมากกว่า) ทั้งๆที่ ระยะทางจากแหล่ง Tamar มาถึงอียิปต์ใกล้กว่า และประหยัดต้นทุนให้อียิปต์มากกว่า
    มาถึงตอนนี้ อียิปต์เจอแก๊สเองแล้ว เรื่องแก๊สอิสราเอล จึงน่าจะกลายเป็นไข่ฝ่อฝันค้าง แบบนี้คงมีคนฮึดฮัดขัดใจ
    ตกลงแล้วมันเกี่ยวกับคู่รักลมหวนเขายังไงนะลุง เกี่ยวสิครับ จำไม่ได้หรือ หัวโจกใหญ่ในตะวันออกกลางมี 3 ราย อิหร่าน ซาอุดิอารเบีย และ อิสราเอล แต่ละโจกก็พยายามหาพวกลำแข็งๆ มาสนับสนุนตัวทั้งนั้น ยามนี่ใครจะอยากได้พันธุ์ไม้เลี้อย
    อียิปต์ เคยรุ่ง และก็เคยร่วง ตอนร่วงก็ไม่มีใครสนใจ แถมจะถีบให้ห่างตัวเสียด้วยซ้ำ อิสราเอลส้มหล่นเจอแก๊ส กะจะมาขายอียิปต์ที่อยู่บ้านใกล้กัน เผื่ออียิปต์จะได้หือไม่ออก เพราะเห็นใครๆ ก็กลัวคนมีน้ำมัน คนมีแก๊สกันทั้งนั้น อิสราเอลมีแต่ปากกับเงา คราวนี้ขอใช้ของจริงบ้าง หนอย… อียิปต์ดันเจอแก๊สบ้าง อย่างนี้อิสราเอลก็อ้าปากค้าง อดงับ
    แค่นี้เหมือนยังจะไม่พอให้เห็นชัด อยู่ดีๆ เขาก็ลมหวนกัน แม้ยังไม่รู้ชัดว่าทำไม แต่ธรรมดา ลมมันไม่ค่อยพัดหวนนะครับ ยิ่งหวนแรงๆ ฮู้ย ขนลุกเลยครับ
    อัสสาดของซีเรียกำลังจะหล่น รัสเซียยังยกทัพเข้ามาช่วย ไม่ใช่รัสเซียดีจริง ซีเรียก็ต้องมีของดี คราวนี้ก็เช่นกัน อยู่ดีๆ Sisi บินถี่ ไปคุยกับคุณพี่ปูติน หลังจากนั้น ข่าวของคู่รักลมหวนก็ทยอยออกมา 2-3 เดือนมานี้ ไอ้ลูกกะตาที่จับจ้องอยู่แถวซีเรีย ก็ต้องคงตาแหกกว้าง กวาดไปถึงอียิปต์ด้วย
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    15 พ.ย. 2558
    ลมหวน ตอนที่ 2 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “ลมหวน” ตอน 2 เขาว่าคนเราคบเพื่อนดี ย่อมเป็นศรีแก่ตัว ตั้งแต่ลมเริ่มหวน ชวนเพื่อนเก่ามานั่งนึกถึงความหลัง อีอิปต์ก็เหมือนชะตาจะเริ่มเปลี่ยน เมื่อประมาณ วันที่ 30 สิงหาคม นี้เอง (ค.ศ.2015) บริษัท ENI ยักษ์ใหญ่ทางด้านน้ำมันของอิตาลี ออกข่าวว่า ENI ได้เจอแหล่งแก๊สใหญ่มหึมา Zohr ที่อ่าวลึกของอียิปต์ ในเมดิเตอร์เรเนียน แหล่งแก๊ส Zohr นี้ อาจจะเป็นแหล่งใหญ่ที่สุดในโลกที่เจอก็ได้ อาจจะทำเอาแหล่งแก๊ส Leviathan ของอิสราเอล ที่ตีปี๊บตอนประกาศไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ว่าใหญ่ที่สุด กลายเป็นของเล่นเด็กไปเลย แหล่ง Zohr อยู่ห่างจากริมฝั่งอียิปต์ ประมาณ 100 ไมล์ และอยู่ลึกประมาณ 1,450 เมตร ครอบคลุมเนื้อที่ประมาณ 100 ตาราง กม ประเมินว่า จะมีแก๊สประมาณ 850 พันล้านคิวบิกเมตร หรือเท่ากับน้ำมัน 5.5 พันล้านบาเรล ENI บอกว่า นอกจากเจอแก๊สแล้ว อาจจะเจอแหล่งน้ำมันในบริเวณใกล้เคียงอีกด้วย ในปริมาณที่อาจสูงถึง 1.1 ล้านล้านคิวบิกเมตร ENI ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของอิตาลี และเป็นผู้ผลิตน้ำมัน และแก๊สรายใหญ่ของอียิปต์ ตั้งแต่ ค.ศ.1954 โดยทำผ่าน IEOC บริษัทลูกได้ทำสัญญากับรัฐบาลอียิปต์ เมื่อเดือนมิถุนายนนี้ โดยตกลงจ่ายเงินให้อิยิปต์ เป็นจำนวน 2 พันล้านเหรียญ สำหรับการสำรวจแหล่งพลังงานในแถบไซนาย อ่าวสุเอซ และแถบเมดิเตอร์เรเนียน และตรงบริเวณสามเหลี่ยมไนล์ การพบแหล่งแก๊ส Zohr ถือเป็นข่าวดีของทั้ง อิตาลีและอียิปต์ เพราะจะทำให้เศรษฐกิจของทั้ง 2 ประเทศ ที่กำลังอ่วม ลืมตาอ้าปากกับเขาได้เสียที และสำหรับอียิปต์ จะเปลี่ยนสถานะจากผู้นำเข้าแก๊ส เป็นผู้ส่งออกแก๊สเสียด้วยซ้ำ แต่ข่าวการพบแหล่งแก๊ส Zohr ของอียิปต์ ก็สร้างความแรงกระเพื่อมเอาเรื่อง รายแรกที่ออกมาส่งเสียง คงเดากันออก เป็นอิสราเอล ที่เพิ่งนอนฝันหวาน หลังเจอแหล่งแก๊ส Leviathan กับ Tamar รัฐมนตรีพลังงานของอิสราเอล บอกว่า การเจอแหล่ง Zohr ของอียิปต์อาจทำให้แผนส่งออกแก๊สของอิสราเอล กลายเป็นฝันร้าย หรือฝันสลายเลยก็ได้ จะทนไหวหรือครับ ลงทุนกันไปเยอะแยะ ค่าวิ่งล้อบบี้ ค่าหัวคิวก็จ่ายไปแล้ว หุ้นส่วนของอิสราเอล ในการสำรวจและผลิตแก๊ส คือ Noble Energy และ Delek Group รายแรกเป็นบริษัทฝั่งอเมริกา รายหลังฝั่งอิสราเอล Noble Energy ฝั่งอเมริกา มีชื่อผู้ถือหุ้นน่าสนใจ ชื่อ จอห์น แครี่ รัฐมนตรีต่างประเทศ ของใครไม่รู้ ซึ่งอ้างว่าถือมานานแล้ว ข่าวบอกว่า มูลค่าหุ้นในปี ค.ศ.2013 อยู่ที่ประมาณล้านกว่าเหรียญเอง จิ๊บจ๊อยมาก ก็นั่นมันคงเป็นราคาก่อนประกาศว่าอิสราเอลเจอแก็ส เมื่อถูกสื่อคุ้ยเจอว่าถือหุ้น คุณรัฐมนตรี ก็ตอบแบบโรเนียวว่า ผมมีสมบัติแยะ จำไม่ได้ว่า มีอะไรที่ไหนบ้าง นอกจาก Noble Energy จะมีชื่อรัฐมนตรีต่างประเทศของอเมริกาถือหุ้นแล้ว ยังมีกองทุนชื่อ BDS ถือหุ้นในมูลค่า ณ ต้นปี ค.ศ.2015 ประมาณ 118 ล้านเหรียญ เขาว่า เจ้าของกองทุนตัวจริง ชื่อ จอร์จ โซรอส เบื่อหูกับชื่อนี้ไหมครับ กองทุนนี้ เป็นที่สังเกตกันว่า เอาไว้ล่อแมงเม่าในตลาดหุ้น จากสถานการณ์เกี่ยวกับบริษัท ตั้งแต่มีข่าวว่าเจอแก๊ส ยังไม่ทันขุดได้ Noble Energy กับ Delek Group ก็มีแต่ข่าวว่ากัดกัน เกี่ยวกับการเป็นเจ้าของ และส่วนแบ่งมาตลอดเวลา ทำให้หุ้นขึ้น หุ้นลงสนุกสนาน แต่ฝ่ายทางการอิสราเอลชักไม่สนุกด้วย แสดงว่ากำลังมีใครคิดจับมือเล่นกลกันหรือยังไง ปลายปี ค.ศ.2014 อิสราเอลทำสัญญาว่าจะส่งแก๊สให้จอร์แดน เป็นเวลา 15 ปี ในราคา 1 หมื่น 5 พันล้านเหรียญ จากแหล่ง Leviathan ถือเป็นข้อตกลงทางการค้าระหว่างอิสราเอลกับจอร์แดน ที่ใหญ่ที่สุด แต่แล้วในเดือนธันวาคม ทางการอิสราเอลประกาศว่า จะไม่อนุญาตให้ Noble Energy กับ Delek เป็นผู้ดำเนินการขายแก๊ส ไม่ว่าจากแหล่ง Leviathan หรือ Tamar เพราะมีทีท่าว่า 2 บริษัท กำลังสมคบกันครอบงำตลาดแก๊ส แปลว่า ไอ้ 2 บริษัทจะฮั้วกันน่ะครับ ชาวบ้านก็จุกสิ และสัญญาที่ทำกับจอร์แดน ก็อาจจะต้องยกเลิกด้วย อย่างนี้ คุณหน้าตก จอห์น แครี่ ก็ต้องขยับ เดี๋ยวขาดทุนฉิบหาย พณ.ท่าน บอกกับอิสราเอลว่า สัญญาที่ Noble ทำกับจอร์แดนและอียิปต์ น่าจะเป็นผลดีกับอิสราเอลนะ มันเป็นเรื่องความมั่นคงของภูมิภาค เข้าใจไหม อูย….. นานๆที จะเห็นบทเข้มของคุณหน้าตก แต่ไม่ใช่มีแต่ท่านผู้ถือหุ้นหน้าตกที่เข้ามายุ่งนะ เขาว่า ที่จุ้นมาก่อนหน้านั้นคือ คุณผัวเมียคลินตัน ที่ผมยังหาโยงใยชัดๆไม่เจอ ซ่อนเก่งจัง ก็เป็นอดีตทนายทั้งคู่ มีแต่สื่อลงว่า ผัวเมียคู่นี้ ลุ้นเรื่อง Noble จนออกนอกหน้า อ้อ เล่นบทนักล๊อบบี้มีระดับ คราวนี้ เนทันยาฮู เข้าใจ มันเป็นเรื่องของความความมั่นคงนี่นะ เพราะฉะนั้น กฏหมายเรื่องการฮั้วกัน ก็เอามาใช้ไม่ได้สิ อย่างนี้ Noble ก็ทำสัญญาได้เหมือนเดิม หารูออกได้เก่งจังคุณยิว แต่เรื่องนี้ ทำให้นาย Steinitz รัฐมนตรีพลังงานของอิสราเอลบอกว่า การล่าช้าอย่างไม่เป็นเรื่องของอิสราเอล ทำให้เราเห็นโอกาสวิ่งผ่านหน้า และเลยเราไปแล้ว เดิม อิสราเอลมีแผนจะขายแก๊สส่วนหนึ่งให้อียิปต์ เพื่อเป็นการร่วมทุน ให้อียิปต์ไปขายต่อทางยุโรปใต้ เพราะอิยิปต์มีท่อส่งกับอิตาลี แต่ยังติดปัญหาว่า อิสราเอลจะเอาแก๊สจากแหล่ง Leviathan หรือ Tamar ไปขายให้อียิปต์ดีนะ ซึ่งตอนนั้น ผู้ถือหุ้นของทั้ง 2 แหล่ง น่าจะกำลังเล่นละครทะเลาะกันให้แมงเม่าดูอยู่ จนในที่สุด อเมริกา เข้ามาบีบอิสราเอลว่า ให้เอาจากแหล่ง Leviathan (ที่ฝั่งอเมริกาถือหุ้นมากกว่า) ทั้งๆที่ ระยะทางจากแหล่ง Tamar มาถึงอียิปต์ใกล้กว่า และประหยัดต้นทุนให้อียิปต์มากกว่า มาถึงตอนนี้ อียิปต์เจอแก๊สเองแล้ว เรื่องแก๊สอิสราเอล จึงน่าจะกลายเป็นไข่ฝ่อฝันค้าง แบบนี้คงมีคนฮึดฮัดขัดใจ ตกลงแล้วมันเกี่ยวกับคู่รักลมหวนเขายังไงนะลุง เกี่ยวสิครับ จำไม่ได้หรือ หัวโจกใหญ่ในตะวันออกกลางมี 3 ราย อิหร่าน ซาอุดิอารเบีย และ อิสราเอล แต่ละโจกก็พยายามหาพวกลำแข็งๆ มาสนับสนุนตัวทั้งนั้น ยามนี่ใครจะอยากได้พันธุ์ไม้เลี้อย อียิปต์ เคยรุ่ง และก็เคยร่วง ตอนร่วงก็ไม่มีใครสนใจ แถมจะถีบให้ห่างตัวเสียด้วยซ้ำ อิสราเอลส้มหล่นเจอแก๊ส กะจะมาขายอียิปต์ที่อยู่บ้านใกล้กัน เผื่ออียิปต์จะได้หือไม่ออก เพราะเห็นใครๆ ก็กลัวคนมีน้ำมัน คนมีแก๊สกันทั้งนั้น อิสราเอลมีแต่ปากกับเงา คราวนี้ขอใช้ของจริงบ้าง หนอย… อียิปต์ดันเจอแก๊สบ้าง อย่างนี้อิสราเอลก็อ้าปากค้าง อดงับ แค่นี้เหมือนยังจะไม่พอให้เห็นชัด อยู่ดีๆ เขาก็ลมหวนกัน แม้ยังไม่รู้ชัดว่าทำไม แต่ธรรมดา ลมมันไม่ค่อยพัดหวนนะครับ ยิ่งหวนแรงๆ ฮู้ย ขนลุกเลยครับ อัสสาดของซีเรียกำลังจะหล่น รัสเซียยังยกทัพเข้ามาช่วย ไม่ใช่รัสเซียดีจริง ซีเรียก็ต้องมีของดี คราวนี้ก็เช่นกัน อยู่ดีๆ Sisi บินถี่ ไปคุยกับคุณพี่ปูติน หลังจากนั้น ข่าวของคู่รักลมหวนก็ทยอยออกมา 2-3 เดือนมานี้ ไอ้ลูกกะตาที่จับจ้องอยู่แถวซีเรีย ก็ต้องคงตาแหกกว้าง กวาดไปถึงอียิปต์ด้วย สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 15 พ.ย. 2558
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 481 มุมมอง 0 รีวิว
  • เหรียญพระพุทธนิมิตร วัดป่าขอม จ.พัทลุง ปี2536
    เหรียญพระพุทธนิมิตร วัดป่าขอม จ.พัทลุง ปี2536 // พระดีพิธีใหญ๋ เหรียญมีประสบการณ์มาก // พระสถาพสวยมาก พระสถาพสมบูรณ์ หายากก พระไม่ถูกใช้ครับ //#รับประกันพระแท้ตลอดชีพครับ //

    ** พุทธคุณโดดเด่นด้าน โชคลาภ เงินทอง และการคุ้มครองป้องกันภัย สามารถบันดาลโชคลาภ เพิ่มพูนทรัพย์สิน และปกป้องคุ้มครองอันตรายได้ ทำให้มีผู้คนมาไหว้ขอพรและบนบานอยู่เสมอ **

    ** วัดป่าขอม เดิมเรียกว่า วัดป่าขัน ตามตำนานพื้นเมืองเล่าว่า วัดนี้สร้างโดยนางเลือดขาว ส่วนในหนังสือกัลปนาวัดจังหวัดพัทลุงในสมัยอยุธยา กล่าวถึงวัดนี้ว่า พระมหาอินทร์ได้สร้างวิหารขึ้นที่วัดป่าขัน (ป่าขอม) ต่อมาวัดร้างไปนานจนกระทั่ง พ.ศ.๒๔๗๙ หลวงพ่อเปลี่ยนและแม่ชีเลื่อน ได้บูรณะวัดขึ้นใหม่ หลวงพ่อเปลี่ยนเป็นเจ้าอาวาสอยู่ ๗ - ๘ ปี ก็ไปจากวัดจน พ.ศ.๒๕๐๖ พระอาจารย์ล่อง อมมรโต เป็นเจ้าอาวาส ได้พัฒนาวัดจนได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๑๙ ในชื่อป่าขอม **

    ** พระสถาพสวยมาก พระสถาพสมบูรณ์ หายากก พระไม่ถูกใช้ครับ

    ช่องทางติดต่อ
    LINE 0881915131
    โทรศัพท์ 0881915131
    เหรียญพระพุทธนิมิตร วัดป่าขอม จ.พัทลุง ปี2536 เหรียญพระพุทธนิมิตร วัดป่าขอม จ.พัทลุง ปี2536 // พระดีพิธีใหญ๋ เหรียญมีประสบการณ์มาก // พระสถาพสวยมาก พระสถาพสมบูรณ์ หายากก พระไม่ถูกใช้ครับ //#รับประกันพระแท้ตลอดชีพครับ // ** พุทธคุณโดดเด่นด้าน โชคลาภ เงินทอง และการคุ้มครองป้องกันภัย สามารถบันดาลโชคลาภ เพิ่มพูนทรัพย์สิน และปกป้องคุ้มครองอันตรายได้ ทำให้มีผู้คนมาไหว้ขอพรและบนบานอยู่เสมอ ** ** วัดป่าขอม เดิมเรียกว่า วัดป่าขัน ตามตำนานพื้นเมืองเล่าว่า วัดนี้สร้างโดยนางเลือดขาว ส่วนในหนังสือกัลปนาวัดจังหวัดพัทลุงในสมัยอยุธยา กล่าวถึงวัดนี้ว่า พระมหาอินทร์ได้สร้างวิหารขึ้นที่วัดป่าขัน (ป่าขอม) ต่อมาวัดร้างไปนานจนกระทั่ง พ.ศ.๒๔๗๙ หลวงพ่อเปลี่ยนและแม่ชีเลื่อน ได้บูรณะวัดขึ้นใหม่ หลวงพ่อเปลี่ยนเป็นเจ้าอาวาสอยู่ ๗ - ๘ ปี ก็ไปจากวัดจน พ.ศ.๒๕๐๖ พระอาจารย์ล่อง อมมรโต เป็นเจ้าอาวาส ได้พัฒนาวัดจนได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๑๙ ในชื่อป่าขอม ** ** พระสถาพสวยมาก พระสถาพสมบูรณ์ หายากก พระไม่ถูกใช้ครับ ช่องทางติดต่อ LINE 0881915131 โทรศัพท์ 0881915131
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 230 มุมมอง 0 รีวิว
  • ลอร่า บรานิแกน (Laura Branigan) ถือเป็นหนึ่งในนักร้องหญิงที่โดดเด่นที่สุดในยุค 1980s ด้วยเสียงร้องที่ทรงพลังและมีเอกลักษณ์ ซึ่งทำให้เธอได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ เธอเกิดเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 1952 ในเมืองเมานต์คิสโก นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ในครอบครัวชาวไอริช-อเมริกัน โดยเป็นลูกคนที่สี่ในห้าคน พ่อของเธอชื่อเจมส์ บรานิแกน ซีเนียร์ เป็นนายหน้าซื้อขายหุ้นและกองทุนรวม ส่วนแม่ชื่อแคธลีน (นามสกุลเดิม โอแฮร์) เธอเติบโตในเมืองอาร์มองก์และได้รับการศึกษาจากโรงเรียนคาทอลิกในชัปปาควา ก่อนจบมัธยมจากไบแรมฮิลส์ไฮสคูลในปี 1970 จากนั้นเธอเข้าศึกษาที่ American Academy of Dramatic Arts ในนิวยอร์คระหว่างปี 1970-1972 ซึ่งช่วยพัฒนาทักษะการแสดงและร้องเพลงของเธอ ในช่วงต้นอาชีพ เธอเคยทำงานหลากหลาย เช่น เป็นนักร้องแบ็กอัพให้กับเลนาร์ด โคเฮน ในทัวร์ยุโรปปี 1976 และเป็นสมาชิกวงโฟล์ก-ร็อกชื่อ Meadow ซึ่งออกอัลบั้ม The Friend Ship ในปี 1973 พร้อมซิงเกิล "When You Were Young" และ "Cane and Able" แต่หลังวงยุบ เธอเซ็นสัญญากับ Atlantic Records ในปี 1979 ผ่านการแนะนำจากผู้จัดการซิด เบิร์นสไตน์

    อาชีพหลักของบรานิแกนเริ่มพุ่งขึ้นในปี 1982 ด้วยอัลบั้มแรก Branigan ที่มีเพลงฮิต "Gloria" (คัฟเวอร์จากเพลงอิตาลีของอุมแบร์โต โตซซี) ซึ่งขึ้นอันดับ 2 บน Billboard Hot 100 นาน 3 สัปดาห์ อยู่ในชาร์ตนาน 36 สัปดาห์ (สถิติสำหรับศิลปินหญิงในขณะนั้น) และได้รับการรับรองแพลตตินัม นอกจากนี้ยังขึ้นอันดับ 1 ในออสเตรเลียและแคนาดา รวมถึงได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมี่สาขา Best Female Pop Vocal Performance ในปี 1983 เธอมีส่วนร่วมในซาวด์แทร็กภาพยนตร์ Flashdance ในปี 1983 ซึ่งได้รับรางวัลแกรมมี่และออสการ์สำหรับอัลบั้มโดยรวม และปรากฏตัวในรายการทีวีชื่อดังอย่าง Saturday Night Live, CHiPs, Automan และ Knight Rider อัลบั้มที่สอง Branigan 2 ในปี 1983 มีเพลงฮิต "Solitaire" (ท็อป 10 ในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นเพลงฮิตแรกของไดแอน วอร์เรน) และ "How Am I Supposed to Live Without You" (อันดับ 12 บน Hot 100 และอันดับ 1 บน Adult Contemporary นาน 3 สัปดาห์ เขียนร่วมโดยไมเคิล โบลตัน) ในปี 1984 อัลบั้ม Self Control กลายเป็นอัลบั้มที่ประสบความสำเร็จที่สุดของเธอ ได้รับการรับรองแพลตตินัม และมีเพลงฮิตอย่าง "Self Control", "Ti Amo" (อันดับ 2 ในออสเตรเลีย คัฟเวอร์จากโตซซีอีกเพลง), "The Lucky One" (ชนะรางวัล Grand Prix ที่ Tokyo Music Festival) และ "Satisfaction" เธอยังมีส่วนในซาวด์แทร็ก Ghostbusters ด้วยเพลง "Hot Night" และปรากฏในซีรีส์ Miami Vice อัลบั้มต่อๆ มา เช่น Hold Me (1985) มี "Spanish Eddie" และ "I Found Someone", Touch (1987) มี "Shattered Glass" และ "The Power of Love" (กลับสู่ท็อป 40 ในสหรัฐฯ), อัลบั้มชื่อตัวเองในปี 1990 มี "Moonlight on Water" และ "Never in a Million Years" และอัลบั้มสุดท้าย Over My Heart ในปี 1993 นอกจากร้องเพลง เธอยังแสดงในภาพยนตร์อย่าง Mugsy's Girls (1985) และ Backstage (1988) รวมถึงละครเวที Love, Janis ในฐานะจานิส จอปลิน ในปี 2002 ในช่วงปี 1990s เธอหยุดพักหลังสามีเสียชีวิต แต่กลับมาร้องเพลงดูเอ็ตกับเดวิด แฮสเซลฮอฟฟ์ สำหรับ Baywatch และพยายามคัมแบ็กในช่วงต้น 2000s แต่ประสบอุบัติเหตุตกบันไดหักขาทั้งสองข้างในปี 2001 ทำให้ต้องพักฟื้น 6 เดือน บรานิแกนเสียชีวิตอย่างกะทันหันเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2004 ที่บ้านในอีสต์ควอก นิวยอร์ก จากอาการโป่งพองของหลอดเลือดสมองที่ไม่ได้รับการวินิจฉัย หลังจากปวดหัวต่อเนื่องหลายสัปดาห์โดยไม่ได้ไปพบแพทย์ เถ้าถ่านของเธอถูกโปรยลงในลองไอส์แลนด์ซาวด์ เพลงของเธอได้รับความนิยมใหม่ในปี 2019 เมื่อ "Gloria" กลายเป็นเพลงชัยชนะอย่างไม่เป็นทางการของทีมฮอกกี้ St. Louis Blues ในฤดูกาล 2018-19 นำไปสู่การชนะสแตนลีย์คัพครั้งแรก และทำให้เพลงพุ่งขึ้นชาร์ตและสตรีมมิง

    เพลง "Self Control" มีจุดเริ่มต้นจากผลงานของนักร้องอิตาลีราฟ (ราฟฟาเอเล รีเอโฟลี) ซึ่งเขียนร่วมกับกีอันคาร์โล บิกัซซีและสตีฟ พิคโคโล จัดเรียงโดยเซลโซ วาลลี และโปรดิวซ์โดยบิกัซซี ออกในเดือนกุมภาพันธ์ 1984 เป็นซิงเกิลจากอัลบั้ม Raf ภายใต้ค่าย Carrere Records เวอร์ชัน 7 นิ้วยาว 4:21 นาที และ 12 นิ้วยาว 6:08 นาที โดยมีเพลง B-side เป็น "Self Control (Part Two)" และ "Running Away" ตามลำดับ เวอร์ชันของราฟมีส่วนแร็พซึ่งหายากสำหรับศิลปินผิวขาวในขณะนั้น และประสบความสำเร็จในยุโรป โดยขึ้นอันดับ 1 ในอิตาลี (7 สัปดาห์ไม่ต่อเนื่อง) และสวิตเซอร์แลนด์ อันดับ 2 ในเยอรมนีตะวันตก อันดับ 7 ในออสเตรีย และอันดับ 40 ในฝรั่งเศส ได้รับการรับรองโกลด์ในอิตาลี (50,000 ยูนิต) และติดอันดับปี 1984 ที่ 10 ในสวิตเซอร์แลนด์ และ 15 ในเยอรมนีตะวันตก ในปีเดียวกัน ลอร่า บรานิแกนนำมาคัฟเวอร์และออกเมื่อวันที่ 19 เมษายน 1984 เป็นเพลงนำจากอัลบั้ม Self Control ภายใต้ Atlantic Records โปรดิวซ์โดยแจ็ค ไวต์และร็อบบี้ บูคานัน จัดเรียงโดยฮาโรลด์ ฟัลเตอร์เมเยอร์และบูคานัน บันทึกเสียงในเยอรมนีตะวันตกและลอสแองเจลิส การปรับเปลี่ยนจากเวอร์ชันราฟรวมถึงการแทนที่คีย์บอร์ดฮุกด้วยกีตาร์ริฟฟ์และเพิ่มเพอร์คัสชันที่คมชัด มิวสิกวิดีโอกำกับโดยวิลเลียม ฟรีดกิน ถ่ายทำในนิวเจอร์ซีย์และนิวยอร์คซิตี้ แต่ถูก MTV ถือว่ารุนแรงเกินไป ทำให้ต้องตัดต่อและออกอากาศเฉพาะช่วงดึก ส่งผลให้บรานิแกนได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง American Music Awards ปี 1985 สาขา Favorite Pop/Rock Female Video Artist (แต่แพ้ให้ไซนดี ลอเปอร์) เธอแสดงเพลงนี้ในรายการทีวีหลายแห่ง เช่น The Tonight Show Starring Johnny Carson (27 เมษายน 1984), The Merv Griffin Show, Solid Gold (12 พฤษภาคม 1984), American Bandstand (9 มิถุนายน 1984) และ Rock Rolls On

    ในแง่ความหมาย เพลง "Self Control" บรรยายถึงการสูญเสียการควบคุมตนเองในชีวิตกลางคืน ท่ามกลางแสงสีและสิ่งยั่วยวน โดยผู้บรรยายรู้สึกว่ากลางวันไร้ความหมายแต่กลางคืนคือโลกที่แท้จริง ท่อนเพลงหลักอย่าง "You take my self, you take my self control" แสดงถึงการยอมจำนนต่ออิทธิพลภายนอก ซึ่งอาจเป็นกลางคืน คนรัก หรือสิ่งเสพติด บรานิแกนอธิบายว่ามันเกี่ยวกับการสูญเสียการควบคุมให้กับกลางคืนหรือใครบางคน โดยในมิวสิกวิดีโอมีผู้ชายสวมหน้ากากแทนกลางคืนที่พาเธอเข้าสู่โลกนั้น การวิเคราะห์บางชิ้นชี้ว่ามันสะท้อนไลฟ์สไตล์ที่เกินขอบเขตในยุค 1980s ซึ่งเต็มไปด้วยการบริโภคและการปลดปล่อยตัวเอง แต่ก็มีความตึงเครียดระหว่างความดึงดูดและอันตราย การตีความอื่นๆ รวมถึงมุมมองว่ามันเกี่ยวกับหญิงสาวที่ชีวิตกลางวันปกติแต่กลางคืนกลายเป็น "creatures of the night" ที่ไม่อาจต่อต้านอนาคตใหม่ได้ ทำให้ต้องเชื่อว่าพรุ่งนี้ไม่มีจริง เพลงนี้ยังถูกนำไปตีความในแง่การต่อสู้ภายในจิตใจหรือแม้กระทั่งการเสพติด nightlife ที่อาจนำไปสู่ความเสี่ยง

    สำหรับความสำเร็จระดับโลก เวอร์ชันของบรานิแกนขึ้นอันดับ 1 ในออสเตรีย แคนาดา เดนมาร์ก ฟินแลนด์ โปรตุเกส แอฟริกาใต้ สวีเดน และสวิตเซอร์แลนด์ อันดับ 2 ในนอร์เวย์และไอร์แลนด์ อันดับ 3 ในออสเตรเลีย อันดับ 4 บน US Billboard Hot 100 (เข้าชาร์ตที่ 63 เมื่อ 8 เมษายน 1984 ขึ้นสูงสุด 4 นาน 2 สัปดาห์เมื่อ 24 มิถุนายน 1984 และอยู่ในชาร์ต 19 สัปดาห์ โดย 6 สัปดาห์ในท็อป 10) และอันดับ 5 บน UK Singles Chart สำหรับปี 1984 มันเป็นเพลงอันดับ 1 ในเยอรมนีและสวิตเซอร์แลนด์ ได้รับการรับรองโกลด์ในเดนมาร์ก (45,000 ยูนิต) ฝรั่งเศส (500,000 ยูนิต) เยอรมนี (500,000 ยูนิต) สเปน (30,000 ยูนิต) และซิลเวอร์ในสหราชอาณาจักร (250,000 ยูนิต) ทั้งสองเวอร์ชัน (ราฟและบรานิแกน) ครองชาร์ตยุโรปในฤดูร้อน 1984 โดยสลับอันดับ 1 ในสวิตเซอร์แลนด์หลายครั้ง และจุดประกายกระแส Italo disco ในยุโรปแผ่นดินใหญ่ เพลงนี้กลายเป็นเพลงกำหนดยุค 1980s และถูกนำไปรีเมกหลายครั้ง เช่น โดยริกกี้ มาร์ติน ในปี 1993 (เป็นภาษาสเปนชื่อ "Que Día Es Hoy" ขึ้นอันดับ 26 บน US Hot Latin Songs), Royal Gigolos ในปี 2005 (ท็อป 20 ในเดนมาร์กและฟินแลนด์), Infernal ในปี 2006 (ท็อป 10 ในเดนมาร์กและฟินแลนด์), รีเมกแดนซ์โดยบรานิแกนเองในปี 2004 (อันดับ 10 บน US Dance Singles Sales), Kendra Erika ในปี 2018 (อันดับ 1 บน US Dance Club Songs), Eelke Kleijn และ Lee Cabrera ในปี 2023 และ Fast Boy ในปี 2024 (เปลี่ยนชื่อเป็น "Wave") นอกจากนี้ยังปรากฏในวัฒนธรรมป็อป เช่น ในตอน "The Great McCarthy" ของ Miami Vice ปี 1984 และเกม Grand Theft Auto: Vice City

    เพลง "Self Control" ไม่เพียงเป็นจุดสูงสุดในอาชีพของลอร่า บรานิแกน แต่ยังเป็นตัวแทนของยุคสมัยที่ผสมผสานดนตรีอิตาลีกับป็อปอเมริกัน ทำให้มันยังคงได้รับการยกย่องและนำไปใช้ในสื่อสมัยใหม่จนถึงปัจจุบัน

    #ลุงเล่าหลานฟัง

    https://www.youtube.com/watch?v=RP0_8J7uxhs
    ลอร่า บรานิแกน (Laura Branigan) ถือเป็นหนึ่งในนักร้องหญิงที่โดดเด่นที่สุดในยุค 1980s ด้วยเสียงร้องที่ทรงพลังและมีเอกลักษณ์ ซึ่งทำให้เธอได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ เธอเกิดเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 1952 ในเมืองเมานต์คิสโก นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ในครอบครัวชาวไอริช-อเมริกัน โดยเป็นลูกคนที่สี่ในห้าคน พ่อของเธอชื่อเจมส์ บรานิแกน ซีเนียร์ เป็นนายหน้าซื้อขายหุ้นและกองทุนรวม ส่วนแม่ชื่อแคธลีน (นามสกุลเดิม โอแฮร์) เธอเติบโตในเมืองอาร์มองก์และได้รับการศึกษาจากโรงเรียนคาทอลิกในชัปปาควา ก่อนจบมัธยมจากไบแรมฮิลส์ไฮสคูลในปี 1970 จากนั้นเธอเข้าศึกษาที่ American Academy of Dramatic Arts ในนิวยอร์คระหว่างปี 1970-1972 ซึ่งช่วยพัฒนาทักษะการแสดงและร้องเพลงของเธอ ในช่วงต้นอาชีพ เธอเคยทำงานหลากหลาย เช่น เป็นนักร้องแบ็กอัพให้กับเลนาร์ด โคเฮน ในทัวร์ยุโรปปี 1976 และเป็นสมาชิกวงโฟล์ก-ร็อกชื่อ Meadow ซึ่งออกอัลบั้ม The Friend Ship ในปี 1973 พร้อมซิงเกิล "When You Were Young" และ "Cane and Able" แต่หลังวงยุบ เธอเซ็นสัญญากับ Atlantic Records ในปี 1979 ผ่านการแนะนำจากผู้จัดการซิด เบิร์นสไตน์ 🌠 🎤 อาชีพหลักของบรานิแกนเริ่มพุ่งขึ้นในปี 1982 ด้วยอัลบั้มแรก Branigan ที่มีเพลงฮิต "Gloria" (คัฟเวอร์จากเพลงอิตาลีของอุมแบร์โต โตซซี) ซึ่งขึ้นอันดับ 2 บน Billboard Hot 100 นาน 3 สัปดาห์ อยู่ในชาร์ตนาน 36 สัปดาห์ (สถิติสำหรับศิลปินหญิงในขณะนั้น) และได้รับการรับรองแพลตตินัม นอกจากนี้ยังขึ้นอันดับ 1 ในออสเตรเลียและแคนาดา รวมถึงได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมี่สาขา Best Female Pop Vocal Performance ในปี 1983 เธอมีส่วนร่วมในซาวด์แทร็กภาพยนตร์ Flashdance ในปี 1983 ซึ่งได้รับรางวัลแกรมมี่และออสการ์สำหรับอัลบั้มโดยรวม และปรากฏตัวในรายการทีวีชื่อดังอย่าง Saturday Night Live, CHiPs, Automan และ Knight Rider อัลบั้มที่สอง Branigan 2 ในปี 1983 มีเพลงฮิต "Solitaire" (ท็อป 10 ในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นเพลงฮิตแรกของไดแอน วอร์เรน) และ "How Am I Supposed to Live Without You" (อันดับ 12 บน Hot 100 และอันดับ 1 บน Adult Contemporary นาน 3 สัปดาห์ เขียนร่วมโดยไมเคิล โบลตัน) ในปี 1984 อัลบั้ม Self Control กลายเป็นอัลบั้มที่ประสบความสำเร็จที่สุดของเธอ ได้รับการรับรองแพลตตินัม และมีเพลงฮิตอย่าง "Self Control", "Ti Amo" (อันดับ 2 ในออสเตรเลีย คัฟเวอร์จากโตซซีอีกเพลง), "The Lucky One" (ชนะรางวัล Grand Prix ที่ Tokyo Music Festival) และ "Satisfaction" เธอยังมีส่วนในซาวด์แทร็ก Ghostbusters ด้วยเพลง "Hot Night" และปรากฏในซีรีส์ Miami Vice อัลบั้มต่อๆ มา เช่น Hold Me (1985) มี "Spanish Eddie" และ "I Found Someone", Touch (1987) มี "Shattered Glass" และ "The Power of Love" (กลับสู่ท็อป 40 ในสหรัฐฯ), อัลบั้มชื่อตัวเองในปี 1990 มี "Moonlight on Water" และ "Never in a Million Years" และอัลบั้มสุดท้าย Over My Heart ในปี 1993 นอกจากร้องเพลง เธอยังแสดงในภาพยนตร์อย่าง Mugsy's Girls (1985) และ Backstage (1988) รวมถึงละครเวที Love, Janis ในฐานะจานิส จอปลิน ในปี 2002 ในช่วงปี 1990s เธอหยุดพักหลังสามีเสียชีวิต แต่กลับมาร้องเพลงดูเอ็ตกับเดวิด แฮสเซลฮอฟฟ์ สำหรับ Baywatch และพยายามคัมแบ็กในช่วงต้น 2000s แต่ประสบอุบัติเหตุตกบันไดหักขาทั้งสองข้างในปี 2001 ทำให้ต้องพักฟื้น 6 เดือน บรานิแกนเสียชีวิตอย่างกะทันหันเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2004 ที่บ้านในอีสต์ควอก นิวยอร์ก จากอาการโป่งพองของหลอดเลือดสมองที่ไม่ได้รับการวินิจฉัย หลังจากปวดหัวต่อเนื่องหลายสัปดาห์โดยไม่ได้ไปพบแพทย์ เถ้าถ่านของเธอถูกโปรยลงในลองไอส์แลนด์ซาวด์ เพลงของเธอได้รับความนิยมใหม่ในปี 2019 เมื่อ "Gloria" กลายเป็นเพลงชัยชนะอย่างไม่เป็นทางการของทีมฮอกกี้ St. Louis Blues ในฤดูกาล 2018-19 นำไปสู่การชนะสแตนลีย์คัพครั้งแรก และทำให้เพลงพุ่งขึ้นชาร์ตและสตรีมมิง 💿 เพลง "Self Control" มีจุดเริ่มต้นจากผลงานของนักร้องอิตาลีราฟ (ราฟฟาเอเล รีเอโฟลี) ซึ่งเขียนร่วมกับกีอันคาร์โล บิกัซซีและสตีฟ พิคโคโล จัดเรียงโดยเซลโซ วาลลี และโปรดิวซ์โดยบิกัซซี ออกในเดือนกุมภาพันธ์ 1984 เป็นซิงเกิลจากอัลบั้ม Raf ภายใต้ค่าย Carrere Records เวอร์ชัน 7 นิ้วยาว 4:21 นาที และ 12 นิ้วยาว 6:08 นาที โดยมีเพลง B-side เป็น "Self Control (Part Two)" และ "Running Away" ตามลำดับ เวอร์ชันของราฟมีส่วนแร็พซึ่งหายากสำหรับศิลปินผิวขาวในขณะนั้น และประสบความสำเร็จในยุโรป โดยขึ้นอันดับ 1 ในอิตาลี (7 สัปดาห์ไม่ต่อเนื่อง) และสวิตเซอร์แลนด์ อันดับ 2 ในเยอรมนีตะวันตก อันดับ 7 ในออสเตรีย และอันดับ 40 ในฝรั่งเศส ได้รับการรับรองโกลด์ในอิตาลี (50,000 ยูนิต) และติดอันดับปี 1984 ที่ 10 ในสวิตเซอร์แลนด์ และ 15 ในเยอรมนีตะวันตก ในปีเดียวกัน ลอร่า บรานิแกนนำมาคัฟเวอร์และออกเมื่อวันที่ 19 เมษายน 1984 เป็นเพลงนำจากอัลบั้ม Self Control ภายใต้ Atlantic Records โปรดิวซ์โดยแจ็ค ไวต์และร็อบบี้ บูคานัน จัดเรียงโดยฮาโรลด์ ฟัลเตอร์เมเยอร์และบูคานัน บันทึกเสียงในเยอรมนีตะวันตกและลอสแองเจลิส การปรับเปลี่ยนจากเวอร์ชันราฟรวมถึงการแทนที่คีย์บอร์ดฮุกด้วยกีตาร์ริฟฟ์และเพิ่มเพอร์คัสชันที่คมชัด มิวสิกวิดีโอกำกับโดยวิลเลียม ฟรีดกิน ถ่ายทำในนิวเจอร์ซีย์และนิวยอร์คซิตี้ แต่ถูก MTV ถือว่ารุนแรงเกินไป ทำให้ต้องตัดต่อและออกอากาศเฉพาะช่วงดึก ส่งผลให้บรานิแกนได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง American Music Awards ปี 1985 สาขา Favorite Pop/Rock Female Video Artist (แต่แพ้ให้ไซนดี ลอเปอร์) เธอแสดงเพลงนี้ในรายการทีวีหลายแห่ง เช่น The Tonight Show Starring Johnny Carson (27 เมษายน 1984), The Merv Griffin Show, Solid Gold (12 พฤษภาคม 1984), American Bandstand (9 มิถุนายน 1984) และ Rock Rolls On 📝 ในแง่ความหมาย เพลง "Self Control" บรรยายถึงการสูญเสียการควบคุมตนเองในชีวิตกลางคืน ท่ามกลางแสงสีและสิ่งยั่วยวน โดยผู้บรรยายรู้สึกว่ากลางวันไร้ความหมายแต่กลางคืนคือโลกที่แท้จริง ท่อนเพลงหลักอย่าง "You take my self, you take my self control" แสดงถึงการยอมจำนนต่ออิทธิพลภายนอก ซึ่งอาจเป็นกลางคืน คนรัก หรือสิ่งเสพติด บรานิแกนอธิบายว่ามันเกี่ยวกับการสูญเสียการควบคุมให้กับกลางคืนหรือใครบางคน โดยในมิวสิกวิดีโอมีผู้ชายสวมหน้ากากแทนกลางคืนที่พาเธอเข้าสู่โลกนั้น การวิเคราะห์บางชิ้นชี้ว่ามันสะท้อนไลฟ์สไตล์ที่เกินขอบเขตในยุค 1980s ซึ่งเต็มไปด้วยการบริโภคและการปลดปล่อยตัวเอง แต่ก็มีความตึงเครียดระหว่างความดึงดูดและอันตราย การตีความอื่นๆ รวมถึงมุมมองว่ามันเกี่ยวกับหญิงสาวที่ชีวิตกลางวันปกติแต่กลางคืนกลายเป็น "creatures of the night" ที่ไม่อาจต่อต้านอนาคตใหม่ได้ ทำให้ต้องเชื่อว่าพรุ่งนี้ไม่มีจริง เพลงนี้ยังถูกนำไปตีความในแง่การต่อสู้ภายในจิตใจหรือแม้กระทั่งการเสพติด nightlife ที่อาจนำไปสู่ความเสี่ยง 🏅 สำหรับความสำเร็จระดับโลก เวอร์ชันของบรานิแกนขึ้นอันดับ 1 ในออสเตรีย แคนาดา เดนมาร์ก ฟินแลนด์ โปรตุเกส แอฟริกาใต้ สวีเดน และสวิตเซอร์แลนด์ อันดับ 2 ในนอร์เวย์และไอร์แลนด์ อันดับ 3 ในออสเตรเลีย อันดับ 4 บน US Billboard Hot 100 (เข้าชาร์ตที่ 63 เมื่อ 8 เมษายน 1984 ขึ้นสูงสุด 4 นาน 2 สัปดาห์เมื่อ 24 มิถุนายน 1984 และอยู่ในชาร์ต 19 สัปดาห์ โดย 6 สัปดาห์ในท็อป 10) และอันดับ 5 บน UK Singles Chart สำหรับปี 1984 มันเป็นเพลงอันดับ 1 ในเยอรมนีและสวิตเซอร์แลนด์ ได้รับการรับรองโกลด์ในเดนมาร์ก (45,000 ยูนิต) ฝรั่งเศส (500,000 ยูนิต) เยอรมนี (500,000 ยูนิต) สเปน (30,000 ยูนิต) และซิลเวอร์ในสหราชอาณาจักร (250,000 ยูนิต) ทั้งสองเวอร์ชัน (ราฟและบรานิแกน) ครองชาร์ตยุโรปในฤดูร้อน 1984 โดยสลับอันดับ 1 ในสวิตเซอร์แลนด์หลายครั้ง และจุดประกายกระแส Italo disco ในยุโรปแผ่นดินใหญ่ เพลงนี้กลายเป็นเพลงกำหนดยุค 1980s และถูกนำไปรีเมกหลายครั้ง เช่น โดยริกกี้ มาร์ติน ในปี 1993 (เป็นภาษาสเปนชื่อ "Que Día Es Hoy" ขึ้นอันดับ 26 บน US Hot Latin Songs), Royal Gigolos ในปี 2005 (ท็อป 20 ในเดนมาร์กและฟินแลนด์), Infernal ในปี 2006 (ท็อป 10 ในเดนมาร์กและฟินแลนด์), รีเมกแดนซ์โดยบรานิแกนเองในปี 2004 (อันดับ 10 บน US Dance Singles Sales), Kendra Erika ในปี 2018 (อันดับ 1 บน US Dance Club Songs), Eelke Kleijn และ Lee Cabrera ในปี 2023 และ Fast Boy ในปี 2024 (เปลี่ยนชื่อเป็น "Wave") นอกจากนี้ยังปรากฏในวัฒนธรรมป็อป เช่น ในตอน "The Great McCarthy" ของ Miami Vice ปี 1984 และเกม Grand Theft Auto: Vice City 💃 เพลง "Self Control" ไม่เพียงเป็นจุดสูงสุดในอาชีพของลอร่า บรานิแกน แต่ยังเป็นตัวแทนของยุคสมัยที่ผสมผสานดนตรีอิตาลีกับป็อปอเมริกัน ทำให้มันยังคงได้รับการยกย่องและนำไปใช้ในสื่อสมัยใหม่จนถึงปัจจุบัน 🌟💫 #ลุงเล่าหลานฟัง https://www.youtube.com/watch?v=RP0_8J7uxhs
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 949 มุมมอง 0 รีวิว
  • Snapdragon X Plus บนโน้ตบุ๊กสร้างความผิดหวัง

    ผู้ใช้ ASUS Vivobook S15 ที่ใช้ Snapdragon X Plus เผยประสบการณ์เลวร้ายด้านซอฟต์แวร์ ทั้งบั๊ก การขาดการอัปเดต และปัญหาความเข้ากันได้ ทำให้ภาพลักษณ์ของ Qualcomm และพันธมิตร OEM ถูกตั้งคำถาม

    ผู้ใช้รายหนึ่งใน Reddit ได้แชร์ประสบการณ์กับ ASUS Vivobook S15 ที่ใช้ชิป Snapdragon X Plus โดยระบุว่าเครื่องเต็มไปด้วยบั๊กและไม่ได้รับการสนับสนุนซอฟต์แวร์ที่เพียงพอ แม้ตัวชิปจะมีสเปกที่น่าสนใจบนกระดาษ แต่การใช้งานจริงกลับไม่เสถียรและทำให้ผู้ใช้รู้สึกเหมือนถูกทอดทิ้ง

    ปัญหาที่พบ
    เจ้าของเครื่องระบุว่า SQL Server ไม่สามารถใช้งานได้ บนแพลตฟอร์มนี้ อีกทั้งยังมีปัญหาด้านไดรเวอร์และบั๊ก เช่น หน้าต่างกระพริบเป็นสีขาวเมื่อสลับโปรแกรม และเครื่องหน่วงแม้เพียงแค่ใช้งานบนหน้า Desktop การรีฟอร์แมต Windows ช่วยได้บ้าง แต่ไม่ใช่การแก้ไขถาวร

    การสนับสนุนที่ขาดหาย
    ASUS ไม่ได้ปล่อยอัปเดตซอฟต์แวร์ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2025 ทำให้ผู้ใช้รู้สึกว่าถูกละเลย ขณะที่ Qualcomm เองก็ถูกวิจารณ์ว่าไม่ทำงานร่วมกับ OEM อย่างจริงจังเพื่อแก้ไขปัญหา ส่งผลให้ผู้ใช้ต้องหาทางแก้เองและบางรายถึงขั้นเปรียบเทียบว่า “ซื้อ MacBook ยังดีกว่า”

    ผลกระทบต่ออนาคต
    Qualcomm เตรียมเปิดตัว Snapdragon X2 Elite Extreme ในปีหน้า แต่หากไม่แก้ไขปัญหาซอฟต์แวร์และการสนับสนุนร่วมกับพันธมิตร OEM ความเชื่อมั่นของผู้ใช้ก็อาจลดลง และเปิดโอกาสให้ Apple ครองตลาดโน้ตบุ๊กมากขึ้น

    สรุปสาระสำคัญ
    ผู้ใช้ ASUS Vivobook S15 ที่ใช้ Snapdragon X Plus เจอปัญหาหนัก
    บั๊ก หน้าต่างกระพริบ เครื่องหน่วงแม้ใช้งานทั่วไป

    SQL Server และซอฟต์แวร์บางตัวไม่รองรับ
    ทำให้ใช้งานด้านการเรียนและงานพัฒนาไม่ได้

    ASUS ไม่อัปเดตซอฟต์แวร์ตั้งแต่กลางปี 2025
    ผู้ใช้รู้สึกถูกละเลยและขาดการสนับสนุน

    Qualcomm ถูกวิจารณ์ว่าละเลยการทำงานร่วมกับ OEM
    ทำให้ผู้ใช้ต้องหาทางแก้เองและเสียความเชื่อมั่น

    หากไม่แก้ไข อนาคต Snapdragon X2 Elite อาจล้มเหลว
    เปิดทางให้ Apple ครองตลาดโน้ตบุ๊กมากขึ้น

    https://wccftech.com/snapdragon-x-plus-laptop-owner-describes-horrible-software-experience/
    💻 Snapdragon X Plus บนโน้ตบุ๊กสร้างความผิดหวัง ผู้ใช้ ASUS Vivobook S15 ที่ใช้ Snapdragon X Plus เผยประสบการณ์เลวร้ายด้านซอฟต์แวร์ ทั้งบั๊ก การขาดการอัปเดต และปัญหาความเข้ากันได้ ทำให้ภาพลักษณ์ของ Qualcomm และพันธมิตร OEM ถูกตั้งคำถาม ผู้ใช้รายหนึ่งใน Reddit ได้แชร์ประสบการณ์กับ ASUS Vivobook S15 ที่ใช้ชิป Snapdragon X Plus โดยระบุว่าเครื่องเต็มไปด้วยบั๊กและไม่ได้รับการสนับสนุนซอฟต์แวร์ที่เพียงพอ แม้ตัวชิปจะมีสเปกที่น่าสนใจบนกระดาษ แต่การใช้งานจริงกลับไม่เสถียรและทำให้ผู้ใช้รู้สึกเหมือนถูกทอดทิ้ง ⚠️ ปัญหาที่พบ เจ้าของเครื่องระบุว่า SQL Server ไม่สามารถใช้งานได้ บนแพลตฟอร์มนี้ อีกทั้งยังมีปัญหาด้านไดรเวอร์และบั๊ก เช่น หน้าต่างกระพริบเป็นสีขาวเมื่อสลับโปรแกรม และเครื่องหน่วงแม้เพียงแค่ใช้งานบนหน้า Desktop การรีฟอร์แมต Windows ช่วยได้บ้าง แต่ไม่ใช่การแก้ไขถาวร 🛠️ การสนับสนุนที่ขาดหาย ASUS ไม่ได้ปล่อยอัปเดตซอฟต์แวร์ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2025 ทำให้ผู้ใช้รู้สึกว่าถูกละเลย ขณะที่ Qualcomm เองก็ถูกวิจารณ์ว่าไม่ทำงานร่วมกับ OEM อย่างจริงจังเพื่อแก้ไขปัญหา ส่งผลให้ผู้ใช้ต้องหาทางแก้เองและบางรายถึงขั้นเปรียบเทียบว่า “ซื้อ MacBook ยังดีกว่า” 🌍 ผลกระทบต่ออนาคต Qualcomm เตรียมเปิดตัว Snapdragon X2 Elite Extreme ในปีหน้า แต่หากไม่แก้ไขปัญหาซอฟต์แวร์และการสนับสนุนร่วมกับพันธมิตร OEM ความเชื่อมั่นของผู้ใช้ก็อาจลดลง และเปิดโอกาสให้ Apple ครองตลาดโน้ตบุ๊กมากขึ้น 📌 สรุปสาระสำคัญ ✅ ผู้ใช้ ASUS Vivobook S15 ที่ใช้ Snapdragon X Plus เจอปัญหาหนัก ➡️ บั๊ก หน้าต่างกระพริบ เครื่องหน่วงแม้ใช้งานทั่วไป ✅ SQL Server และซอฟต์แวร์บางตัวไม่รองรับ ➡️ ทำให้ใช้งานด้านการเรียนและงานพัฒนาไม่ได้ ✅ ASUS ไม่อัปเดตซอฟต์แวร์ตั้งแต่กลางปี 2025 ➡️ ผู้ใช้รู้สึกถูกละเลยและขาดการสนับสนุน ‼️ Qualcomm ถูกวิจารณ์ว่าละเลยการทำงานร่วมกับ OEM ⛔ ทำให้ผู้ใช้ต้องหาทางแก้เองและเสียความเชื่อมั่น ‼️ หากไม่แก้ไข อนาคต Snapdragon X2 Elite อาจล้มเหลว ⛔ เปิดทางให้ Apple ครองตลาดโน้ตบุ๊กมากขึ้น https://wccftech.com/snapdragon-x-plus-laptop-owner-describes-horrible-software-experience/
    WCCFTECH.COM
    Qualcomm’s Lack Of Commitment With Windows Laptops On The Software Front Brought To Light By A Snapdragon X Plus-Powered Machine Owner
    Laptops with chipsets like the Snapdragon X Plus won’t pick up in popularity, as one user describes a horrible software experience due to the lack of Qualcomm’s efforts
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 210 มุมมอง 0 รีวิว
  • “Google Photos เก็บภาพคุณได้ตลอดไปจริงหรือ?”

    Google Photos กลายเป็นหนึ่งในบริการยอดนิยมสำหรับการสำรองรูปภาพและวิดีโอ เนื่องจากใช้งานง่าย เพียงดาวน์โหลดแอปและเปิดฟีเจอร์สำรองข้อมูล ทุกภาพที่ถ่ายหรือบันทึกจะถูกอัปโหลดไปยังคลาวด์ของ Google พร้อมเครื่องมือ AI ฟรีที่ช่วยจัดการและแก้ไขได้สะดวก อย่างไรก็ตาม หลายคนยังคงกังวลว่า Google จะรักษาบริการนี้ไว้ตลอดไปหรือไม่ เพราะบริษัทเคยยุติผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมมาแล้วหลายครั้ง

    Google ระบุว่าไฟล์ของผู้ใช้จะถูกเก็บไว้อย่างปลอดภัย หากยังคงใช้งานบัญชีและชำระค่าบริการตรงเวลา สำหรับผู้ใช้ทั่วไปจะได้รับพื้นที่ฟรี 15GB ซึ่งรวมทั้ง Gmail, Drive และ Photos หากต้องการพื้นที่เพิ่มสามารถสมัคร Google One แบบรายเดือน แต่หากการชำระเงินหยุดลง ระบบจะเริ่มนับถอยหลังสองปี และอาจลบไฟล์เมื่อครบกำหนด โดย Google จะส่งการแจ้งเตือนล่วงหน้าสามเดือนเพื่อให้ผู้ใช้มีโอกาสแก้ไข

    นอกจากนี้ หากบัญชีเกินโควต้าเก็บข้อมูล ผู้ใช้จะไม่สามารถส่งอีเมลใหม่หรือสร้างไฟล์ใน Google Docs, Sheets และบริการอื่น ๆ ได้ แม้ไฟล์จะยังไม่ถูกลบทันที แต่จะมีผลกระทบต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน จึงควรตรวจสอบพื้นที่เก็บข้อมูลอยู่เสมอ และหากใกล้เต็มสามารถหยุดการสำรองรูปภาพใหม่หรือดาวน์โหลดไฟล์ทั้งหมดเก็บไว้เอง

    สิ่งที่น่าสนใจคือ Google ยังคงเคารพนโยบายเดิมสำหรับไฟล์ที่อัปโหลดก่อนวันที่ 1 มิถุนายน 2021 หากเลือกคุณภาพ High Quality หรือ Express Quality ไฟล์เหล่านั้นจะไม่ถูกนับรวมในโควต้า ทำให้ผู้ใช้บางรายยังมีพื้นที่เหลือมากกว่าที่คิด แต่สำหรับไฟล์ใหม่ทั้งหมดจะถูกนับรวมตามโควต้าอย่างเคร่งครัด

    สรุปสาระสำคัญ
    การเก็บไฟล์ใน Google Photos
    ไฟล์จะถูกเก็บไว้หากยังใช้งานบัญชีและไม่เกินโควต้า
    พื้นที่ฟรี 15GB รวม Gmail, Drive และ Photos

    การสมัครสมาชิก Google One
    หากชำระเงินตรงเวลา ไฟล์จะไม่ถูกลบ
    หากหยุดชำระ จะมีเวลาผ่อนผัน 2 ปี ก่อนถูกลบ

    ผลกระทบเมื่อเกินโควต้า
    ไม่สามารถส่งอีเมลใหม่หรือสร้างไฟล์ใน Docs/Sheets
    ต้องลบไฟล์หรือหยุดสำรองเพื่อคืนพื้นที่

    นโยบายไฟล์เก่า
    ไฟล์ที่อัปโหลดก่อน 1 มิ.ย. 2021 แบบ High/Express Quality ไม่ถูกนับรวมโควต้า

    คำเตือนด้านการใช้งาน
    หากไม่เข้าสู่ระบบนานเกิน 2 ปี บัญชีเสี่ยงถูกลบ
    หากไม่ชำระค่าบริการ Google One ไฟล์อาจถูกลบหลังครบกำหนด

    https://www.slashgear.com/2037600/oogle-photos-store-forever/
    📸 “Google Photos เก็บภาพคุณได้ตลอดไปจริงหรือ?” Google Photos กลายเป็นหนึ่งในบริการยอดนิยมสำหรับการสำรองรูปภาพและวิดีโอ เนื่องจากใช้งานง่าย เพียงดาวน์โหลดแอปและเปิดฟีเจอร์สำรองข้อมูล ทุกภาพที่ถ่ายหรือบันทึกจะถูกอัปโหลดไปยังคลาวด์ของ Google พร้อมเครื่องมือ AI ฟรีที่ช่วยจัดการและแก้ไขได้สะดวก อย่างไรก็ตาม หลายคนยังคงกังวลว่า Google จะรักษาบริการนี้ไว้ตลอดไปหรือไม่ เพราะบริษัทเคยยุติผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมมาแล้วหลายครั้ง Google ระบุว่าไฟล์ของผู้ใช้จะถูกเก็บไว้อย่างปลอดภัย หากยังคงใช้งานบัญชีและชำระค่าบริการตรงเวลา สำหรับผู้ใช้ทั่วไปจะได้รับพื้นที่ฟรี 15GB ซึ่งรวมทั้ง Gmail, Drive และ Photos หากต้องการพื้นที่เพิ่มสามารถสมัคร Google One แบบรายเดือน แต่หากการชำระเงินหยุดลง ระบบจะเริ่มนับถอยหลังสองปี และอาจลบไฟล์เมื่อครบกำหนด โดย Google จะส่งการแจ้งเตือนล่วงหน้าสามเดือนเพื่อให้ผู้ใช้มีโอกาสแก้ไข นอกจากนี้ หากบัญชีเกินโควต้าเก็บข้อมูล ผู้ใช้จะไม่สามารถส่งอีเมลใหม่หรือสร้างไฟล์ใน Google Docs, Sheets และบริการอื่น ๆ ได้ แม้ไฟล์จะยังไม่ถูกลบทันที แต่จะมีผลกระทบต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน จึงควรตรวจสอบพื้นที่เก็บข้อมูลอยู่เสมอ และหากใกล้เต็มสามารถหยุดการสำรองรูปภาพใหม่หรือดาวน์โหลดไฟล์ทั้งหมดเก็บไว้เอง สิ่งที่น่าสนใจคือ Google ยังคงเคารพนโยบายเดิมสำหรับไฟล์ที่อัปโหลดก่อนวันที่ 1 มิถุนายน 2021 หากเลือกคุณภาพ High Quality หรือ Express Quality ไฟล์เหล่านั้นจะไม่ถูกนับรวมในโควต้า ทำให้ผู้ใช้บางรายยังมีพื้นที่เหลือมากกว่าที่คิด แต่สำหรับไฟล์ใหม่ทั้งหมดจะถูกนับรวมตามโควต้าอย่างเคร่งครัด 📌 สรุปสาระสำคัญ ✅ การเก็บไฟล์ใน Google Photos ➡️ ไฟล์จะถูกเก็บไว้หากยังใช้งานบัญชีและไม่เกินโควต้า ➡️ พื้นที่ฟรี 15GB รวม Gmail, Drive และ Photos ✅ การสมัครสมาชิก Google One ➡️ หากชำระเงินตรงเวลา ไฟล์จะไม่ถูกลบ ➡️ หากหยุดชำระ จะมีเวลาผ่อนผัน 2 ปี ก่อนถูกลบ ✅ ผลกระทบเมื่อเกินโควต้า ➡️ ไม่สามารถส่งอีเมลใหม่หรือสร้างไฟล์ใน Docs/Sheets ➡️ ต้องลบไฟล์หรือหยุดสำรองเพื่อคืนพื้นที่ ✅ นโยบายไฟล์เก่า ➡️ ไฟล์ที่อัปโหลดก่อน 1 มิ.ย. 2021 แบบ High/Express Quality ไม่ถูกนับรวมโควต้า ‼️ คำเตือนด้านการใช้งาน ⛔ หากไม่เข้าสู่ระบบนานเกิน 2 ปี บัญชีเสี่ยงถูกลบ ⛔ หากไม่ชำระค่าบริการ Google One ไฟล์อาจถูกลบหลังครบกำหนด https://www.slashgear.com/2037600/oogle-photos-store-forever/
    WWW.SLASHGEAR.COM
    Does Google Photos Store Your Photos Forever? - SlashGear
    Google Photos will keep your photos as long as you stay under your storage limit or sign in every so often. Inactive accounts risk deletion.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 263 มุมมอง 0 รีวิว
  • “Trump Mobile – สมาร์ตโฟน Made in USA ที่ไม่เคยออกสู่ตลาด”

    Trump Mobile T1 ถูกประกาศเปิดตัวในเดือนมิถุนายน 2025 โดย Eric Trump และ Donald Trump Jr. ในฐานะสมาร์ตโฟน “Made in USA” รุ่นแรกของแบรนด์ แต่แม้จะมีการเก็บเงินมัดจำ 100 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับเครื่องที่ตั้งราคาขาย 499 ดอลลาร์สหรัฐ กลับไม่มีหลักฐานว่าผลิตภัณฑ์พร้อมวางจำหน่ายจริง

    ความไม่ชัดเจนของข้อมูล
    เว็บไซต์ Trump Mobile มีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดทางเทคนิคและดีไซน์อยู่บ่อยครั้ง ภาพแรกแสดงโทรศัพท์คล้าย iPhone พร้อมกล้องสามตัว แต่โพสต์ในเดือนสิงหาคมกลับแสดงโทรศัพท์ที่มีจำนวนกล้องมากกว่า ซึ่งผู้เชี่ยวชาญระบุว่าเป็นเพียง เรนเดอร์ของ Samsung Galaxy S25 Ultra นอกจากนี้ คำว่า “Made in USA” ยังถูกแทนที่ด้วยวลีคลุมเครืออย่าง “Brought to life in the USA”

    ความท้าทายในการผลิต
    ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรม เช่น Todd Weaver ผู้ก่อตั้ง Purism ชี้ว่า การสร้างสมาร์ตโฟนที่ผลิตในสหรัฐฯ จริง ๆ เป็นเรื่องยากมาก เขาเองใช้เวลาถึง 6 ปี กว่าจะนำ Liberty Phone ออกสู่ตลาด ซึ่งยังไม่สามารถใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในสหรัฐฯ ได้ทั้งหมด และมีราคาสูงถึง 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ

    สิ่งที่ลูกค้าได้รับจริง
    รายงานจาก NBC News ระบุว่า Trump Mobile เสนอขายโทรศัพท์ Apple และ Samsung ที่ผ่านการรีเฟอร์บิช โดยนำเสนอว่าเป็น “Brought to life in the USA” แม้จะผลิตในเอเชียเป็นหลัก ทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของโครงการนี้

    สรุปสาระสำคัญ
    การเปิดตัว Trump Mobile T1
    ประกาศในเดือนมิถุนายน 2025
    เก็บเงินมัดจำ 100 ดอลลาร์ ราคาขาย 499 ดอลลาร์

    ความไม่ชัดเจนของข้อมูล
    เว็บไซต์เปลี่ยนรายละเอียดและดีไซน์หลายครั้ง
    “Made in USA” ถูกแทนด้วย “Brought to life in the USA”

    ความท้าทายด้านการผลิต
    ผู้เชี่ยวชี้ว่าการผลิตสมาร์ตโฟนในสหรัฐฯ ใช้เวลานานและต้นทุนสูง
    ตัวอย่าง Liberty Phone ราคา 2,000 ดอลลาร์

    ข้อควรระวังสำหรับผู้บริโภค
    ลูกค้าอาจได้รับโทรศัพท์รีเฟอร์บิชจาก Apple หรือ Samsung
    ความโปร่งใสของโครงการถูกตั้งคำถามอย่างหนัก

    ผลกระทบระยะยาว
    อาจบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อแบรนด์ Trump Mobile
    สะท้อนความยากลำบากในการสร้างสมาร์ตโฟน “Made in USA” จริง ๆ

    https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2025/11/29/trump-mobile-mystery-the-made-in-usa-smartphone-that-never-hit-the-market
    📰 “Trump Mobile – สมาร์ตโฟน Made in USA ที่ไม่เคยออกสู่ตลาด” Trump Mobile T1 ถูกประกาศเปิดตัวในเดือนมิถุนายน 2025 โดย Eric Trump และ Donald Trump Jr. ในฐานะสมาร์ตโฟน “Made in USA” รุ่นแรกของแบรนด์ แต่แม้จะมีการเก็บเงินมัดจำ 100 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับเครื่องที่ตั้งราคาขาย 499 ดอลลาร์สหรัฐ กลับไม่มีหลักฐานว่าผลิตภัณฑ์พร้อมวางจำหน่ายจริง 🔄 ความไม่ชัดเจนของข้อมูล เว็บไซต์ Trump Mobile มีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดทางเทคนิคและดีไซน์อยู่บ่อยครั้ง ภาพแรกแสดงโทรศัพท์คล้าย iPhone พร้อมกล้องสามตัว แต่โพสต์ในเดือนสิงหาคมกลับแสดงโทรศัพท์ที่มีจำนวนกล้องมากกว่า ซึ่งผู้เชี่ยวชาญระบุว่าเป็นเพียง เรนเดอร์ของ Samsung Galaxy S25 Ultra นอกจากนี้ คำว่า “Made in USA” ยังถูกแทนที่ด้วยวลีคลุมเครืออย่าง “Brought to life in the USA” 🏭 ความท้าทายในการผลิต ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรม เช่น Todd Weaver ผู้ก่อตั้ง Purism ชี้ว่า การสร้างสมาร์ตโฟนที่ผลิตในสหรัฐฯ จริง ๆ เป็นเรื่องยากมาก เขาเองใช้เวลาถึง 6 ปี กว่าจะนำ Liberty Phone ออกสู่ตลาด ซึ่งยังไม่สามารถใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในสหรัฐฯ ได้ทั้งหมด และมีราคาสูงถึง 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ 📦 สิ่งที่ลูกค้าได้รับจริง รายงานจาก NBC News ระบุว่า Trump Mobile เสนอขายโทรศัพท์ Apple และ Samsung ที่ผ่านการรีเฟอร์บิช โดยนำเสนอว่าเป็น “Brought to life in the USA” แม้จะผลิตในเอเชียเป็นหลัก ทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของโครงการนี้ 📌 สรุปสาระสำคัญ ✅ การเปิดตัว Trump Mobile T1 ➡️ ประกาศในเดือนมิถุนายน 2025 ➡️ เก็บเงินมัดจำ 100 ดอลลาร์ ราคาขาย 499 ดอลลาร์ ✅ ความไม่ชัดเจนของข้อมูล ➡️ เว็บไซต์เปลี่ยนรายละเอียดและดีไซน์หลายครั้ง ➡️ “Made in USA” ถูกแทนด้วย “Brought to life in the USA” ✅ ความท้าทายด้านการผลิต ➡️ ผู้เชี่ยวชี้ว่าการผลิตสมาร์ตโฟนในสหรัฐฯ ใช้เวลานานและต้นทุนสูง ➡️ ตัวอย่าง Liberty Phone ราคา 2,000 ดอลลาร์ ‼️ ข้อควรระวังสำหรับผู้บริโภค ⛔ ลูกค้าอาจได้รับโทรศัพท์รีเฟอร์บิชจาก Apple หรือ Samsung ⛔ ความโปร่งใสของโครงการถูกตั้งคำถามอย่างหนัก ‼️ ผลกระทบระยะยาว ⛔ อาจบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อแบรนด์ Trump Mobile ⛔ สะท้อนความยากลำบากในการสร้างสมาร์ตโฟน “Made in USA” จริง ๆ https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2025/11/29/trump-mobile-mystery-the-made-in-usa-smartphone-that-never-hit-the-market
    WWW.THESTAR.COM.MY
    Trump Mobile mystery: The made-in-USA smartphone that never hit the market
    Despite an August release announcement and the collection of US$100 (RM413) deposits for the US$499 (RM2,060) device, there is still no evidence that the product – presented in gold colour and with the American flag on the back – is actually ready for the market.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 334 มุมมอง 0 รีวิว
  • เรื่อง สู่ทางน้ำเชี่ยว 1 – 2

    “สู่ทางน้ำเชี่ยว”
    (1)
    วันนี้ขอคุยกับท่านผู้อ่าน แบบตรงไปตรงมา จากความรู้สึกในใจของผมหน่อยเถิด ไม่ชอบใจ ก็ปิดเครื่อง หรือเปลี่ยนไปอ่านเพจอื่น ไม่พอใจ อยากจะด่า ก็เชิญตามสบาย
    แต่อย่าแรงนักแล้วกัน คนแก่ตกใจง่าย
    ผมเขียนนิทานเรื่องจริงให้อ่านกันมาเกือบ 2 ปีแล้ว เอาข้อมูลเรื่องราวที่มองมาจากอีกมุมหนึ่ง รวมทั้งที่มองจากมุมเดิม ที่เห็นๆกันอยู่ซ้ำซาก แต่ผมมองลึกไปอีกแบบ มาเล่าสู่กันฟัง เป็นเรื่องราวที่สื่อฟอกย้อม ทั้งในบ้านและนอกบ้าน แทบไม่เคยพูดถึง หรือพูดแบบใส่สีเข้มตามใบสั่งของ เจ้าของสื่อ จนไม่รู้ว่า มีความจริงน้อยมากแค่ไหน หรือพูดแบบ มั่ว คลุมเคลือ ไม่รู้ที่มาและที่จะไปต่อ หรือพูดแบบครึ่งใบ ที่เหลือให้เดาเอา หรือแต่งกันเองสนุกดี
    จากการอ่านและการวิเคราะห์ของผมเอง ผมเชื่อว่า อีกไม่เกิน 2 ถึง 3 ปี จากที่ผมเริ่มเขียนนิทานเรื่อง แรก เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ.2556 ก็แปลว่า จากนี้ไป ไม่เกิน 1 ปี โลกเราจะเริ่มเข้าสู่อาการ ถ้าเปรียบกันคน ก็เป็นคนต้องเกณท์เปลี่ยนชะตานั่นแหละ มันจะค่อยๆเปลี่ยนแปลงจากสิ่งเล็ก สิ่งน้อย ซึ่งถ้าเราไม่ทันสังเกต หรือไม่สนใจติดตาม เราก็จะไม่รู้ว่า มันมีการเปลี่ยนไปแล้ว และการเปลี่ยนนั้น จะเปลี่ยนมากขึ้น ด้วยอัตราที่เร็วขึ้น จนเราเริ่มรู้สึก แต่ก็อาจจะยังไม่รู้เรื่อง รู้เหตุ รู้ผล อยู่ดี กว่าจะรู้เรื่อง ก็อาจจะทำอะไรไม่ทันแล้ว
    เราเคยชินกับการมีอเมริกา ที่ทำตัวเหมือนเป็นจิ๊กโก๋ปากซอยตัวแสบ เบ่งกล้าม คุมทั้งซอยอยู่คนเดียว มาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นานถึง 70 ปี เชียวนะครับ ที่ไอ้จิ๊กโก๋มันคุมโลก จนตัวมันก็ “ชิน” กับการที่ไม่ใครมากล้าหือกับมัน และเราๆ ก็ดัน “ชิน” กับการคุมของมัน แถมบางพวก ก็ชอบที่จะอยู่ใต้อุ้งมืออุ้งตีนของไอ้จิ๊กโก๋ ก็ของมันเคย มันชิน แต่สำหรับพวกที่ไม่ชอบ ก็ต้องทนยอมมันไป (ก่อน) ก็มันวางกฏเกณท์ของทั้งโลกทั้ง ใบ หันไปทางไหน จะทำอะไร ก็เจอกฏ เจอระบบ ที่มันวางไว้ทั้งนั้น ขนาดจะแต่งตัว ตัดผม ดูหนัง ฟังเพลง บันเทิงใจ ชอบ ไม่ชอบอะไร ยังต้องเป็นแบบที่มันจัดยัดใส่หัวมาให้เลย ใครที่ไม่อยู่ในระบบ ในรูปแบบที่มันเห็นชอบ มันก็จัดการเก็บกวาดจนเหี้ยน ในที่สุด ชาวโลกส่วนใหญ่ ก็เลยจำยอมอยู่ในกำมือ ในกฏ กติกา ความเห็น ที่ไอ้จิ๊กโก๋มันสร้าง มันวางเอาไว้ น่าสมเพชไหมครับ ที่ต้องมีใครมาจูงเราทุกเรื่อง หรือชอบใจกัน ที่ไม่ต้องคิดมาก จูงไปทางไหน ก็ไปทางนั้น…
    แต่ประมาณ 15 ปี มานี้ เริ่มมีพวกที่อยากดำเนินชีวิต ตามระบบ ตามแบบของตัวเอง อยากกำหนดชะตาชีวิตของตัวเองบ้าง ไม่ใช่ทุกอย่างต้องขึ้นกับจิ๊กโก๋ปากซอยสั่ง กูจะหิว กูจะกิน กูจะนอน ฯลฯ ให้มันเป็นไปตามใจกูบ้างได้มั้ย กูเบื่อที่จะถูกจูงแล้ว….
    จิ๊กโก๋ บอก ไม่ได้ กูไม่เชื่อว่าพวกมึงตัดสินใจเป็น และตัดสินใจถูก ขอโทษนะครับ ต้องเขียนด้วยสรรพนาม เช่นนี้ เพราะลักษณะที่เขาออกอาการกัน มันดูจะไม่ใช่เป็นการพูดแบบคุณครับขอรับกระผมกัน ที่นี้ เรื่องมันก็เลยเริ่มวุ่น และบานไปเรื่อยๆ
    มาถึงวันนี้ โลกแบ่งชัดเจนแล้ว อำนาจของโลก ที่เคยมีขั้วอำนาจขั้วเดียว ที่คุมโดย ไอ้จิ๊กโก๋ปากซอย อเมริกาและพวกลูกกระเป๋ง กำลังเปลี่ยนไป ขั้วอำนาจอีกขั้ว ที่นำโดยรัสเซียและจีน กำลังรวมตัว และปรากฏตัวชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ แม้จะมีจำนวนประเทศน้อยกว่า แต่ถ้านับเนื้อที่ของประเทศ กับจำนวนรวมของพลเมือง คงไม่ต่างกันมาก และขณะนี้ ทั้งสองขั้ว ต่างกำลังจ้องตาใส่กันอย่างไม่กระพริบ เพื่อค้นหา รวมไปถึงทดสอบ ศักยภาพทางเศรษฐกิจ และศักยภาพทางอาวุธ ของขั้วที่ต่างกัน ว่าใครจะเหนือกว่าใคร
    เศรษฐกิจเป็นเกมที่ทางขั้วอำนา จอเมริกาถนัดนัก เล่นกลอยู่เสมอ เล่นมา 100 ปีแล้วนี่ ปั่นขึ้น ปั่นลง ได้ทุกอย่าง ก็เป็นคนคุมระบบทั้งหมด มันก็เหมือนเป็นเจ้ามือคุมบ่อน นั่นแหล่ะ แจกไพ่เอง ทำเครื่องหมายไพ่ ให้ยืมเงินมาเล่น ใครทำอะไรไม่ถูกใจ ก็ไล่ออกจากวง คว่ำบาตรเสีย แบบนี้ เจ้ามือก็ไม่มีทางแพ้อยู่แล้ว (มีแต่ถูกเผาบ่อน หรือถูกยิง) เรื่องเศรษฐกิจ จึงเป็นเหมือนตัววัดตัวหนึ่ง เมื่อไหร่ที่เจ้ามือออกอาการ มีการใกล้จะล้มโต๊ะ เพราะเจ้ามือเล่นกลไม่ออก จะเพราะลูกมือเกิดดวงดี ดวงแข็ง หรือถูกลูกมือจับกลโกงของเจ้ามือได้ นั่นก็เป็นอาการที่เราๆ จะต้องระวัง แปลว่า เรื่องใหญ่ใกล้จะมา ดวงชะตาของโลกใกล้จะมีการเปลี่ยน
    เหตุการณ์ตลาดหุ้นจีน ที่เริ่มถูกปั่นลงดิ่ง ตั้งแต่เดือนมิถุนา กรกฏาคม จนแมงเม่าตาตี่ปีกหัก ร่วงผล่อยหล่นลงพื้นเต็มไปหมด แต่จีนก็ปล่อยให้เจ้ามือตาน้ำข้าวเล่นให้เพลิน ด้วยการปล่อยให้หล่นถึงพื้น และจีนก็ซื้อกลับ ส่วนเงินกองทุนของเจ้ามือตาน้ำข้าว รวมทั้งกำไรที่รวยมาจากเด็ดปีกแมงเม่าตาตี่ เจ้ามือตาน้ำข้าวเตรียมโอนกลับ บ้าน แต่จีนบอกรอแป๊บนึง อย่าเพิ่งใจร้อน รีบโอนกลับ ขอเราตรวจสอบก่อนว่า ทำผิดกฏอะไรบ้างหรือเปล่า ทำได้ไม่ไม่ใช่หรือ ก็ดันไปเปิดบ่อนเต๋าถ่วงที่บ้านคนอื่น โง่หรือฉลาด(วะ) ทุนก้อนใหญ่ เอาออกมาไม่ได้ ตลาดอื่นๆ ก็ค่อยๆร่วง ชาวบ้านนึกว่าร่วงเรื่องกรีซ ก็เพราะสื่อย้อมสีกับกองทุนตาน้ำข้าว มันบอกอย่างนั้น ก็เลยเชื่อกันอย่างนั้น…นี่การตรวจสอบจะนานเท่าไหร่ก็ไม่รู้…. สื่อฟอกย้อม เรื่องนี้ ไม่ออกข่าวเลยนะ
    อเมริกาบอก โลกนี้หมุนด้วยน้ำมัน และมันต้องเป็นน้ำมัน ที่ค้าขายกันด้วยดอลล่าร์ (เปโตรดอลล่าร์) เท่านั้น โลกถึงจะหมุน วันนี้ จีนกับรัสเซียบอก ไม่จำเป็นนะ เปโตรหยวน หรือเปโตรรูเบิล ก็หมุนโลกได้เหมือนกัน
    อเมริกาบอก ระบบการเงินในโลก ต้องคุมด้วยระบบธนาคารกลางของอเมริกา จีนกับรัสเซียบอก ไม่จำเป็นนะ ถ้าเราสร้างระบบที่พวกเราเห็นพ้องกันว่ามันยุติธรรมได้ และตอนนี้ จีนกับรัสเซีย ก็กำลังค้าขายกันด้วยการแลกเปลี่ยนเงินสกุลของพวกเขา ตามค่าของเงินที่พวกเขาตกลงกันเอง อ้าว พวกเอ็งตกลงกันเองได้ พวกผมก็ตกลงกันได้เหมือนกัน มีปัญหาไหม
    อเมริกากับพวกสร้าง World Bank, IMF มาเป็นกลไกด้านการเงิน คุมโลกจนกระดิกแทบไม่ออก วันนี้ จีนกับรัสเซียและพวกสร้าง AIIB ขึ้นมาเป็นทางเลือก
    อเมริกาสร้างใอ้ 3 หมาไน เป็นตัววัดเครดิตเรตติ้งของธุรกิจ ของประเทศต่างๆ ตามหลักเกณท์ที่มีผู้ค้านมากมาย ว่าไม่เป็นธรรม วันนี้ จีนกับรัสเซีย ก็กำลังสร้างบริษัทวัดเครดิตเช่นนั้นเหมือนกัน และบอกว่าเป็นธรรมกว่า
    เราจะได้ยินเรื่องทำนองนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อันที่จริง มันควรจะเป็นเรื่องน่ายินดี ที่มีการเพิ่มทางเลือกให้แก่มนุษยชาติ แต่ดูเหมือนอเมริกาไม่ยินดี นอกจากไม่ยินดีแล้ว อเมริกายังแสดงอาการ ทั้งทางตรงและทางอ้อมอีกด้วยว่า อเมริกาไม่พอใจอย่างยิ่ง อเมริกามองว่า การที่อีกฝ่าย และมนุษยชาติ มีทางเลือก มันเป็นการคุกคาม การเป็นผู้ครอบครองโลกใบนี้แต่ผู้เดียวของอเมริกา( America World Dominence) และ อเมริกาเท่านั้นนะ ที่จะเป็นผู้กำหนดชะตาของโลก มันต้องเป็นไปตามเส้นทาง วิธีการ ระบบ ที่อเมริกาเลือก และเห็นชอบสิ เข้าใจไหม
    และเพราะอเมริกา มีแนวคิด และแนวปฏิบัติเข่นนี้ โลกนี้ถึงได้ยุ่งเหยิงอย่างไม่ควรจะเป็น เมื่อใดที่เรื่องอะไร ที่ไหน ที่ไม่เป็นไปตามแนวที่อเมริกาเห็นชอบ หรือเมื่ออเมริกาอยากได้สมบัติของเขา ประเทศเหล่านั้นก็ถูกสื่อที่เป็นมือตีนของอเมริกา ฟอกย้อมให้เป็นคนเลว เป็นเผด็จการ เป็นผู้ร้าย เป็นโจร เมื่อสื่อย้อมจนได้ที่ อเมริกาก็ยาตราใช้อำนาจของอาวุธของตัวเองเข้าไปตัดสิน และประเทศเหล่านั้น ก็ถึงแก่การกาลวิบัติ ฉิบหาย จนถึงสิ้นชาติ โลกนี้จึงอยู่ในกำมือของอเมริกา ที่ใช้มาตรฐานของตน ที่มีหลายระดับ หลายแบบ ตามสันดานจิ๊กโก๋เป็นเครื่องตัดสิน

    (2)
    แดนสยามของสมันน้อย กำลังถูกอเมริกาจับตามองอย่างไม่พอใจอย่างยิ่ง ตั้งแต่สมันน้อยเริ่มไม่ว่าง่าย เมื่อสมันน้อยทนมีรัฐบาลโคตรโกง ไม่ไหว ออกมาขับไล่ อเมริกายื่นหน้ามาถาม ไล่เขาทำไม เขามาจากการเลือกตั้ง เสือกไหม เสือกสิ ในความเห็นของผม ทำไมเอ็งต้องมาออกความเห็นเรื่องบ้านผมทุกเรื่อง วันนี้แดนสยาม มีทหารเป็นผู้ใช้อำนาจในการบริหาร โดยยังไม่มีการลือกตั้ง อเมริกาจะลงแดงตายเสียให้ได้ เมื่อไหร่ ไทยแลนด์จะมีการเลือกตั้ง อเมริการับไม่ได้กับการปฏิวัติ รับไม่ได้กับการไม่เลือกตั้ง รับไม่ได้กับการไม่เป็นประชาธิปไตย อเมริกาไม่ชอบ ไม่ชอบ และไม่ชอบ ทำไมไม่ลงไปดื้นเร่าๆกลิ้งกับพื้น ตอนด่าไทยแลนด์เลยละ (วะ) จะได้สมกับเป็นชาติมหาอำนาจใหญ่ยิ่งที่สุดในโลก
    Wall Street Journal ลงบทความ เมื่อวันที่ 23 กรกฏาคมนี้ เขียนโดย นาย Desmond Dalton ซึ่งเป็นนายทหารอเมริกัน ที่เกษียณแล้ว และเคยเป็นที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของอเมริกาในประเทศไทย บทความนั้นชื่อว่า ” Saving America’s Ties With Thailand” หลายท่านคงเห็นแล้ว และเข้าใจว่าสื่อไทยก็น่าจะลงแล้ว แต่ผมมีมุมมองของผม ที่อาจจะต่างไปบ้าง
    บทความดังกล่าว สรุปว่า อเมริกาไม่พอใจไทย ตั้งแต่มีการปฏิวัติเมื่อปี ค.ศ.2014 (ก็ปฏิวัติของลุงตู่นั่นแหละ) และความสัมพันธ์ระหว่างอเมริกากับไทย ก็เสื่อมลงมากมายอย่างน่าใจหาย อเมริกาหันหลังให้กับรัฐบาลทหาร อย่างไม่ไว้หน้า แถมขู่ให้ไทยรีบมีการเลือกตั้งอย่างรวดเร็ว มิฉะนั้น สัมพันธ์อเมริกาไทยก็จะยิ่งเสื่อมลงไปอีกเรื่อยๆ (จะให้เสื่อมลงถึงไหน นี่ยังไม่ถึงดินหรือไง สงสัยอยากได้สัมพันธ์แบบใต้ดิน แบบนั้น ต้องไปแถวประเทศที่ถนัดแบกถาด ฮา)
    คุณทหารอดีตที่ปรึกษา บอกว่า การที่อเมริกาปฏิบัติต่อไทยเช่นนี้ ทำให้อเมริกาเสียโอกาสในไทยอย่างยิ่ง และทำให้นโยบายของรัฐบาลโอบามา ที่คิดจะมาถ่วงดุลอำนาจ ในเอเซียแปซิฟิกจะกลายเป็นแค่ราคาคุย ไม่ใช่ว่า อเมริกาควรจะหลับหู หลับตา กับสิ่งที่ไทยทำ แต่เพื่อรักษาโอกาสของอเมริกา อเมริกาก็ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีที่สร้างศัตรูกับไทย ด้วยการด่าว่าทหารไทยอย่างเอิกเกริก ไปพูด (ด่า) กันเงียบๆก็ได้นะ แถมการที่อเมริกาตัดงบอาวุธ ตัดงบการอบรม สาระพัดกับไทย กลายเป็นการผลักให้ไทยหันไปสร้างสัมพันธ์กับชาติอื่น เช่นจีนแทน…
    ….และไทย ก็เลยปิดประตูทางเข้า ที่อเมริกาเคยเข้ามาใช้ไทยอย่างอิสระ สะดวกสบายไปเรียบร้อย และจากการตัดสินใจซื้ออาวุธล่าสุดของไทย แสดงให้เห็นว่า ไทยไม่คิดจะพึ่งพาอเมริกาด้านอาวุธเพียงรายเดียว นี่เป็นก้าวที่พลาดอย่างยิ่งของอเมริกา แม้ไทยจะเป็นเพียงประเทศขนาดกลาง มีพลเมือง ประมาณ 70 ล้านคน มีเศรษฐกิจเพียงอันดับที่ 22 ของโลก … แต่ไทย มีความหมายในเชิงยุทธศาสตร์อย่างยิ่งกับอเมริกา ……
    ….เส้นทางจากไทย เป็นเส้นทางเดียว ที่กองทัพอเมริกันเชื่อถือ ที่จะใช้เป็นจุดผ่านเข้าไปสู่แผ่นดินใหญ่ของเอเซีย…
    …It offers U.S forces the only reliable access point to mainland Asia…
    นอกจากนี้ อุตสาหกรรมด้านการผลิตอาวุธของอเมริกา ได้รับการอุดหนุนจากงบประมาณด้านความมั่นคงก้อนใหญ่ ของไทยทุกปี
    บทความที่เหลือ ก็เป็นการสรรเสริญ ถึงความเก่งกล้าสามารถด้านการทหารของไทย รวมทั้งด้านการเป็นผู้นำในภูมิภาคของไทย พร้อมทั้งข้อเสนอแนะ ให้อเมริกากลับมาเจรจาโดยใช้คำหวานกับไทยเสียใหม่ ให้ไทยกลับสู่ความเป็นประชาธิปไตย และเพื่อที่อเมริกาจะได้ใช้ประโยชน์จากการมีสัมพันธ์ที่ดีต่อกันให้มากที่สุด…โดยทำผ่านการพูดคุยกับผู้นำทหาร นักวิชาการ และราษฎรที่มีชื่อเสียง….อืม..
    พอเห็นไหมครับ ว่าบทความนี้มันสื่ออะไรกับเราบ้าง
    มันไม่มีส่วนไหนเลย ที่แสดงถึงความเข้าใจ และเห็นใจประเทศไทย มันมีแต่ว่า เขาจะใช้ประโยชน์จากเราได้อย่างไรบ้าง และจะ “ทำอย่างไร” ที่จะกลับมาจิกหัวเรา ได้อย่างเดิม
    บทความนี้ เป็นการโยนหินถามทางที่น่าสนใจมาก โดยเฉพาะ คำแนะนำ ว่า อเมริกาควร “ทำอย่างไร” เพื่อจะกลับมา
    อเมริกา น่าจะรู้ตัวแล้วว่า อเมริกากำลังเดินหมากผิดจนน่าโขกหัวตัวเอง ในยามที่โลกแบ่งชัดเป็น 2 ขั้ว เมื่อจีนและรัสเซียอยู่คนละขั้วกับอเมริกา แต่อเมริกาดันถีบหมากชื่อไทยแลนด์ กระเด็นออกไปนอกกระดานของอเมริกา และก็เป็นการถีบทิ้งอย่างเอิกเกริก เล่นงานกันทุกทาง ไม่ว่าจะโดยแสดงด้วยกริยา อาการ หรือการแสดงด้วยวาจา การด่า การเขียน ทั้งทางตรง ทางอ้อม แม้กระทั่งในบทความของถังขยะความคิด ไม่ว่าถังไหน เมื่อพูดถึงอเมริกาและพวก จะไม่ปรากฏชื่อไทยแลนด์ แดนสยามของสมันน้อยแม้แต่ครั้งเดียว คบกันมา กว่า 70 ปี บทจะถีบทิ้ง ก็ไม่เหลือใย เหลือหน้ากันไว้ อย่างนี้จะกลับมาเป็นเพื่อนกันใหม่ จะให้มองกันติดสนิทใจ จะใช้กาวยี่ห้อไหนดี(วะ)
    อเมริกา กำลังทดสอบไทย ตามสันดานจิ๊กโก๋ปากซอย ด้วยการบีบคั้นทุกรูปแบบ ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาใช้ hard power (อาวุธ) อเมริกาจึงใช้ soft power (อำนาจที่ไม่ต้องใช้อาวุธ เช่น การคว่ำบาตร การกีดกัน การระงับ โดยอ้างว่าไม่ได้มาตรฐานการ และใช้มากที่สุดคือ ใช้สื่อโจมตี) เราจึงได้เห็นตั้งแต่ การโจมตีเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญ การเลื่อนการเลือกตั้ง เรื่องการไม่มีมนุษยธรรม ตั้งแต่โรฮิงญา มาจนถึงอุยกูร์ การที่บริษักการบินไทยไม่ได้มาตรฐาน เรื่องส่งออกอาหารไม่ผ่านมาตรฐาน ใช้แรงงานผิดมาตรฐาน ข่าวเรื่องอียู คว่ำบาตรไทย การจ่าหน้าซองผิด ฯลฯ ยังจะมีสาระพัด ตะหวักตะบวยเลวไปกว่านี้อีกมากมาย ที่มันจะสรรหา ยกขึ้นตามมาอีก การก่อกวนในรูปแบบต่างๆ ก็ยังจะเกิดขึ้นอีก และอาจจะรุนแรงขึ้น เป้าหมายก็เพื่อสั่นคลอนเรา พยายามทุกอย่างให้สมันน้อยปอดแหก จะได้ไม่กล้า แหกคอก
    มาถึงวันนี้ วันที่ต่างก็เริ่มเห็นชัดแล้ว ว่าอะไรคอยอยู่ข้างหน้า อเมริกา คิดตกหรือยัง ว่า จะตบหน้าเพื่อนเก่า 70 ปีต่อไปอีก โทษฐานคิดแหกคอก หรือ อเมริกาจะทำไม่รู้ไม่ชี้ เดินกลับมา เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะชักสำนึกได้ว่า ถ้าจะใช้ไอ้พวกลูกกระเป๋ง มาแบกถาดถือปืน อาจจะไม่ได้ผลอย่างที่คิด
    จิ๊กโก๋ทำได้ไหม ทำได้สบายมาก ถ้าจำเป็นจริงๆ อเมริกาก็หาวิธีกลับเข้ามาตบหลังลูบหัวไทยได้ ถ้าเดินเข้ามาตรงๆไม่ได้ หนอนในบ้าน ที่ยังเห็นอเมริกาเป็นพ่อ ยังมีอีกแยะ คงหาทางให้ สมันน้อยเดินจ๋อยๆกลับเข้าคอกเอง โดยนึกว่าอเมริกาไม่เกี่ยว แล้วเราจะว่ายังไงครับ….
    ตอนนี้ ลุงตู่กำลังทำหน้าที่เป็นกัปตัน พาเรือใหญ่ขนาดกลาง ขนคนประมาณ 70 ล้านคน มุ่งหน้าไปตามลำน้ำใหญ่ สายน้ำเริ่มเชี่ยวขึ้นทุกที แถมข้างหน้า มีวังน้ำวนเห็นอยู่ชัดๆ เรือจะผ่านวังน้ำวน ไปได้หรือเปล่ายังไม่รู้ ลุงตู่จะคัดท้าย นำเรือขนาดกลางนี้ ไปรอดไหม ส่วนหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับฝีมือคัด ท้ายของลุงตู่เอง แต่อีกส่วน ก็ขึ้นอยู่กับผู้โดยสาร 70 ล้านคนนั่นด้วย จะเอาอย่างไรล่ะ จะให้กัปตันพาเรือเดินหน้า หรือเปลี่ยนใจ ไม่ไปต่อแล้ว กลัวน้ำวน กลัวโจรปล้น กลัวจิ๊กโก๋ขู่ ให้กัปตันทิ้งสมอ จอดมันริมฝั่งนั่นแหละ ใครจะมาเอาเรือก็เอาไป แล้วจะจอดฝั่งไหนล่ะ ฝั่งที่คุ้นๆกันมา 70 ปี เดี๋ยวดี เดียวด่า ทำเหมือนสมันน้อยเป็นขี้ข้า หรือจะจอดอีกฝั่ง จะเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ แต่เท่าที่ดู เขาว่าเป็นประเภทไม่ชอบเป็นขี้ข้าใคร แต่จะทิ้งสมอจอดเรือ ยามน้ำเชี่ยว ก็ใช่ว่าจะทำง่าย เผลอๆ ล่มตอนจอดนี่แหละ สมันน้อย ได้เป็นสมันน้ำ ลอยคอกันเป็นแถว
    เออ..แล้ว อยู่ๆ จะจอดเรือ ยกประเทศให้เขาเลยงั้นหรือ จะมีคนไม่ยอม หรือ จะมีคนอยากให้เขาจูงกลับเข้าคอก ผมตอบไม่ได้ รู้แต่ว่า หนอนในที่ชอบอยู่คอก และชอบถูกจูงยังมีอยู่
    แต่ถ้าเราจะเลือกเดินหน้า ผู้โดยสารก็ต้องทำความเข้าใจ และปรับชีวิตตัวเองบ้าง ต้องรับรู้ว่า กำลังนั่งเรือไปในทางน้ำเชี่ยว ก็ต้องนั่งให้มีสติ เตรียมอุปกรณ์ทั้งด้านส่วนตัวและ ด้านสติปัญญาให้พร้อม เริ่มฝึกตัวเองให้มีวินัย ช่วยเหลือตัวเองได้ นั่งเรือไป ไม่ใช่วีดว้าย กระตู้วู้ ไปตลอดทาง อะไรนิดก็โวย อะไรหน่อยก็ด่า ฟังอะไรมาไม่ได้ยังไม่ทันกรอง ก็แชร์กัน ไลน์กัน เหมือนคนมีแต่นิ้ว แต่ไม่มีสมอง เป็นมนุษย์พันธ์ใหม่ และอย่าเป็นประเภทชอบเอามือราน้ำ แบบนี้ ต่อให้กัปตันเก่งยังไง เรือก็อาจล่ม…
    บ้านเมืองมาถึงจุดสำคัญ ตื่นกันได้แล้วครับ ลดเรื่องไร้สาระลงเสียบ้าง เอาใจใส่บ้านเมืองกันหน่อย อย่างที่ผมเคยบอก ความเข้าใจและเห็นพ้องกัน ระหว่างผู้บริหารบ้านเมืองกับพลเมือง เป็นความมั่นคงของชาติอย่างหนึ่ง ปิดทางไม่ให้ศัตรูทั้งภายนอกและภายในเข้ามาทำร้าย และทำลายบ้านเมืองเราได้ เราจะได้ช่วยกัน พาเรือผ่านน้ำเชี่ยวไปได้ เป็นสิ่งที่เราทำให้บ้านเมืองของเราได้นะครับ
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    29 ก.ค. 2558
    เรื่อง สู่ทางน้ำเชี่ยว 1 – 2 “สู่ทางน้ำเชี่ยว” (1) วันนี้ขอคุยกับท่านผู้อ่าน แบบตรงไปตรงมา จากความรู้สึกในใจของผมหน่อยเถิด ไม่ชอบใจ ก็ปิดเครื่อง หรือเปลี่ยนไปอ่านเพจอื่น ไม่พอใจ อยากจะด่า ก็เชิญตามสบาย แต่อย่าแรงนักแล้วกัน คนแก่ตกใจง่าย ผมเขียนนิทานเรื่องจริงให้อ่านกันมาเกือบ 2 ปีแล้ว เอาข้อมูลเรื่องราวที่มองมาจากอีกมุมหนึ่ง รวมทั้งที่มองจากมุมเดิม ที่เห็นๆกันอยู่ซ้ำซาก แต่ผมมองลึกไปอีกแบบ มาเล่าสู่กันฟัง เป็นเรื่องราวที่สื่อฟอกย้อม ทั้งในบ้านและนอกบ้าน แทบไม่เคยพูดถึง หรือพูดแบบใส่สีเข้มตามใบสั่งของ เจ้าของสื่อ จนไม่รู้ว่า มีความจริงน้อยมากแค่ไหน หรือพูดแบบ มั่ว คลุมเคลือ ไม่รู้ที่มาและที่จะไปต่อ หรือพูดแบบครึ่งใบ ที่เหลือให้เดาเอา หรือแต่งกันเองสนุกดี จากการอ่านและการวิเคราะห์ของผมเอง ผมเชื่อว่า อีกไม่เกิน 2 ถึง 3 ปี จากที่ผมเริ่มเขียนนิทานเรื่อง แรก เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ.2556 ก็แปลว่า จากนี้ไป ไม่เกิน 1 ปี โลกเราจะเริ่มเข้าสู่อาการ ถ้าเปรียบกันคน ก็เป็นคนต้องเกณท์เปลี่ยนชะตานั่นแหละ มันจะค่อยๆเปลี่ยนแปลงจากสิ่งเล็ก สิ่งน้อย ซึ่งถ้าเราไม่ทันสังเกต หรือไม่สนใจติดตาม เราก็จะไม่รู้ว่า มันมีการเปลี่ยนไปแล้ว และการเปลี่ยนนั้น จะเปลี่ยนมากขึ้น ด้วยอัตราที่เร็วขึ้น จนเราเริ่มรู้สึก แต่ก็อาจจะยังไม่รู้เรื่อง รู้เหตุ รู้ผล อยู่ดี กว่าจะรู้เรื่อง ก็อาจจะทำอะไรไม่ทันแล้ว เราเคยชินกับการมีอเมริกา ที่ทำตัวเหมือนเป็นจิ๊กโก๋ปากซอยตัวแสบ เบ่งกล้าม คุมทั้งซอยอยู่คนเดียว มาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นานถึง 70 ปี เชียวนะครับ ที่ไอ้จิ๊กโก๋มันคุมโลก จนตัวมันก็ “ชิน” กับการที่ไม่ใครมากล้าหือกับมัน และเราๆ ก็ดัน “ชิน” กับการคุมของมัน แถมบางพวก ก็ชอบที่จะอยู่ใต้อุ้งมืออุ้งตีนของไอ้จิ๊กโก๋ ก็ของมันเคย มันชิน แต่สำหรับพวกที่ไม่ชอบ ก็ต้องทนยอมมันไป (ก่อน) ก็มันวางกฏเกณท์ของทั้งโลกทั้ง ใบ หันไปทางไหน จะทำอะไร ก็เจอกฏ เจอระบบ ที่มันวางไว้ทั้งนั้น ขนาดจะแต่งตัว ตัดผม ดูหนัง ฟังเพลง บันเทิงใจ ชอบ ไม่ชอบอะไร ยังต้องเป็นแบบที่มันจัดยัดใส่หัวมาให้เลย ใครที่ไม่อยู่ในระบบ ในรูปแบบที่มันเห็นชอบ มันก็จัดการเก็บกวาดจนเหี้ยน ในที่สุด ชาวโลกส่วนใหญ่ ก็เลยจำยอมอยู่ในกำมือ ในกฏ กติกา ความเห็น ที่ไอ้จิ๊กโก๋มันสร้าง มันวางเอาไว้ น่าสมเพชไหมครับ ที่ต้องมีใครมาจูงเราทุกเรื่อง หรือชอบใจกัน ที่ไม่ต้องคิดมาก จูงไปทางไหน ก็ไปทางนั้น… แต่ประมาณ 15 ปี มานี้ เริ่มมีพวกที่อยากดำเนินชีวิต ตามระบบ ตามแบบของตัวเอง อยากกำหนดชะตาชีวิตของตัวเองบ้าง ไม่ใช่ทุกอย่างต้องขึ้นกับจิ๊กโก๋ปากซอยสั่ง กูจะหิว กูจะกิน กูจะนอน ฯลฯ ให้มันเป็นไปตามใจกูบ้างได้มั้ย กูเบื่อที่จะถูกจูงแล้ว…. จิ๊กโก๋ บอก ไม่ได้ กูไม่เชื่อว่าพวกมึงตัดสินใจเป็น และตัดสินใจถูก ขอโทษนะครับ ต้องเขียนด้วยสรรพนาม เช่นนี้ เพราะลักษณะที่เขาออกอาการกัน มันดูจะไม่ใช่เป็นการพูดแบบคุณครับขอรับกระผมกัน ที่นี้ เรื่องมันก็เลยเริ่มวุ่น และบานไปเรื่อยๆ มาถึงวันนี้ โลกแบ่งชัดเจนแล้ว อำนาจของโลก ที่เคยมีขั้วอำนาจขั้วเดียว ที่คุมโดย ไอ้จิ๊กโก๋ปากซอย อเมริกาและพวกลูกกระเป๋ง กำลังเปลี่ยนไป ขั้วอำนาจอีกขั้ว ที่นำโดยรัสเซียและจีน กำลังรวมตัว และปรากฏตัวชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ แม้จะมีจำนวนประเทศน้อยกว่า แต่ถ้านับเนื้อที่ของประเทศ กับจำนวนรวมของพลเมือง คงไม่ต่างกันมาก และขณะนี้ ทั้งสองขั้ว ต่างกำลังจ้องตาใส่กันอย่างไม่กระพริบ เพื่อค้นหา รวมไปถึงทดสอบ ศักยภาพทางเศรษฐกิจ และศักยภาพทางอาวุธ ของขั้วที่ต่างกัน ว่าใครจะเหนือกว่าใคร เศรษฐกิจเป็นเกมที่ทางขั้วอำนา จอเมริกาถนัดนัก เล่นกลอยู่เสมอ เล่นมา 100 ปีแล้วนี่ ปั่นขึ้น ปั่นลง ได้ทุกอย่าง ก็เป็นคนคุมระบบทั้งหมด มันก็เหมือนเป็นเจ้ามือคุมบ่อน นั่นแหล่ะ แจกไพ่เอง ทำเครื่องหมายไพ่ ให้ยืมเงินมาเล่น ใครทำอะไรไม่ถูกใจ ก็ไล่ออกจากวง คว่ำบาตรเสีย แบบนี้ เจ้ามือก็ไม่มีทางแพ้อยู่แล้ว (มีแต่ถูกเผาบ่อน หรือถูกยิง) เรื่องเศรษฐกิจ จึงเป็นเหมือนตัววัดตัวหนึ่ง เมื่อไหร่ที่เจ้ามือออกอาการ มีการใกล้จะล้มโต๊ะ เพราะเจ้ามือเล่นกลไม่ออก จะเพราะลูกมือเกิดดวงดี ดวงแข็ง หรือถูกลูกมือจับกลโกงของเจ้ามือได้ นั่นก็เป็นอาการที่เราๆ จะต้องระวัง แปลว่า เรื่องใหญ่ใกล้จะมา ดวงชะตาของโลกใกล้จะมีการเปลี่ยน เหตุการณ์ตลาดหุ้นจีน ที่เริ่มถูกปั่นลงดิ่ง ตั้งแต่เดือนมิถุนา กรกฏาคม จนแมงเม่าตาตี่ปีกหัก ร่วงผล่อยหล่นลงพื้นเต็มไปหมด แต่จีนก็ปล่อยให้เจ้ามือตาน้ำข้าวเล่นให้เพลิน ด้วยการปล่อยให้หล่นถึงพื้น และจีนก็ซื้อกลับ ส่วนเงินกองทุนของเจ้ามือตาน้ำข้าว รวมทั้งกำไรที่รวยมาจากเด็ดปีกแมงเม่าตาตี่ เจ้ามือตาน้ำข้าวเตรียมโอนกลับ บ้าน แต่จีนบอกรอแป๊บนึง อย่าเพิ่งใจร้อน รีบโอนกลับ ขอเราตรวจสอบก่อนว่า ทำผิดกฏอะไรบ้างหรือเปล่า ทำได้ไม่ไม่ใช่หรือ ก็ดันไปเปิดบ่อนเต๋าถ่วงที่บ้านคนอื่น โง่หรือฉลาด(วะ) ทุนก้อนใหญ่ เอาออกมาไม่ได้ ตลาดอื่นๆ ก็ค่อยๆร่วง ชาวบ้านนึกว่าร่วงเรื่องกรีซ ก็เพราะสื่อย้อมสีกับกองทุนตาน้ำข้าว มันบอกอย่างนั้น ก็เลยเชื่อกันอย่างนั้น…นี่การตรวจสอบจะนานเท่าไหร่ก็ไม่รู้…. สื่อฟอกย้อม เรื่องนี้ ไม่ออกข่าวเลยนะ อเมริกาบอก โลกนี้หมุนด้วยน้ำมัน และมันต้องเป็นน้ำมัน ที่ค้าขายกันด้วยดอลล่าร์ (เปโตรดอลล่าร์) เท่านั้น โลกถึงจะหมุน วันนี้ จีนกับรัสเซียบอก ไม่จำเป็นนะ เปโตรหยวน หรือเปโตรรูเบิล ก็หมุนโลกได้เหมือนกัน อเมริกาบอก ระบบการเงินในโลก ต้องคุมด้วยระบบธนาคารกลางของอเมริกา จีนกับรัสเซียบอก ไม่จำเป็นนะ ถ้าเราสร้างระบบที่พวกเราเห็นพ้องกันว่ามันยุติธรรมได้ และตอนนี้ จีนกับรัสเซีย ก็กำลังค้าขายกันด้วยการแลกเปลี่ยนเงินสกุลของพวกเขา ตามค่าของเงินที่พวกเขาตกลงกันเอง อ้าว พวกเอ็งตกลงกันเองได้ พวกผมก็ตกลงกันได้เหมือนกัน มีปัญหาไหม อเมริกากับพวกสร้าง World Bank, IMF มาเป็นกลไกด้านการเงิน คุมโลกจนกระดิกแทบไม่ออก วันนี้ จีนกับรัสเซียและพวกสร้าง AIIB ขึ้นมาเป็นทางเลือก อเมริกาสร้างใอ้ 3 หมาไน เป็นตัววัดเครดิตเรตติ้งของธุรกิจ ของประเทศต่างๆ ตามหลักเกณท์ที่มีผู้ค้านมากมาย ว่าไม่เป็นธรรม วันนี้ จีนกับรัสเซีย ก็กำลังสร้างบริษัทวัดเครดิตเช่นนั้นเหมือนกัน และบอกว่าเป็นธรรมกว่า เราจะได้ยินเรื่องทำนองนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อันที่จริง มันควรจะเป็นเรื่องน่ายินดี ที่มีการเพิ่มทางเลือกให้แก่มนุษยชาติ แต่ดูเหมือนอเมริกาไม่ยินดี นอกจากไม่ยินดีแล้ว อเมริกายังแสดงอาการ ทั้งทางตรงและทางอ้อมอีกด้วยว่า อเมริกาไม่พอใจอย่างยิ่ง อเมริกามองว่า การที่อีกฝ่าย และมนุษยชาติ มีทางเลือก มันเป็นการคุกคาม การเป็นผู้ครอบครองโลกใบนี้แต่ผู้เดียวของอเมริกา( America World Dominence) และ อเมริกาเท่านั้นนะ ที่จะเป็นผู้กำหนดชะตาของโลก มันต้องเป็นไปตามเส้นทาง วิธีการ ระบบ ที่อเมริกาเลือก และเห็นชอบสิ เข้าใจไหม และเพราะอเมริกา มีแนวคิด และแนวปฏิบัติเข่นนี้ โลกนี้ถึงได้ยุ่งเหยิงอย่างไม่ควรจะเป็น เมื่อใดที่เรื่องอะไร ที่ไหน ที่ไม่เป็นไปตามแนวที่อเมริกาเห็นชอบ หรือเมื่ออเมริกาอยากได้สมบัติของเขา ประเทศเหล่านั้นก็ถูกสื่อที่เป็นมือตีนของอเมริกา ฟอกย้อมให้เป็นคนเลว เป็นเผด็จการ เป็นผู้ร้าย เป็นโจร เมื่อสื่อย้อมจนได้ที่ อเมริกาก็ยาตราใช้อำนาจของอาวุธของตัวเองเข้าไปตัดสิน และประเทศเหล่านั้น ก็ถึงแก่การกาลวิบัติ ฉิบหาย จนถึงสิ้นชาติ โลกนี้จึงอยู่ในกำมือของอเมริกา ที่ใช้มาตรฐานของตน ที่มีหลายระดับ หลายแบบ ตามสันดานจิ๊กโก๋เป็นเครื่องตัดสิน (2) แดนสยามของสมันน้อย กำลังถูกอเมริกาจับตามองอย่างไม่พอใจอย่างยิ่ง ตั้งแต่สมันน้อยเริ่มไม่ว่าง่าย เมื่อสมันน้อยทนมีรัฐบาลโคตรโกง ไม่ไหว ออกมาขับไล่ อเมริกายื่นหน้ามาถาม ไล่เขาทำไม เขามาจากการเลือกตั้ง เสือกไหม เสือกสิ ในความเห็นของผม ทำไมเอ็งต้องมาออกความเห็นเรื่องบ้านผมทุกเรื่อง วันนี้แดนสยาม มีทหารเป็นผู้ใช้อำนาจในการบริหาร โดยยังไม่มีการลือกตั้ง อเมริกาจะลงแดงตายเสียให้ได้ เมื่อไหร่ ไทยแลนด์จะมีการเลือกตั้ง อเมริการับไม่ได้กับการปฏิวัติ รับไม่ได้กับการไม่เลือกตั้ง รับไม่ได้กับการไม่เป็นประชาธิปไตย อเมริกาไม่ชอบ ไม่ชอบ และไม่ชอบ ทำไมไม่ลงไปดื้นเร่าๆกลิ้งกับพื้น ตอนด่าไทยแลนด์เลยละ (วะ) จะได้สมกับเป็นชาติมหาอำนาจใหญ่ยิ่งที่สุดในโลก Wall Street Journal ลงบทความ เมื่อวันที่ 23 กรกฏาคมนี้ เขียนโดย นาย Desmond Dalton ซึ่งเป็นนายทหารอเมริกัน ที่เกษียณแล้ว และเคยเป็นที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของอเมริกาในประเทศไทย บทความนั้นชื่อว่า ” Saving America’s Ties With Thailand” หลายท่านคงเห็นแล้ว และเข้าใจว่าสื่อไทยก็น่าจะลงแล้ว แต่ผมมีมุมมองของผม ที่อาจจะต่างไปบ้าง บทความดังกล่าว สรุปว่า อเมริกาไม่พอใจไทย ตั้งแต่มีการปฏิวัติเมื่อปี ค.ศ.2014 (ก็ปฏิวัติของลุงตู่นั่นแหละ) และความสัมพันธ์ระหว่างอเมริกากับไทย ก็เสื่อมลงมากมายอย่างน่าใจหาย อเมริกาหันหลังให้กับรัฐบาลทหาร อย่างไม่ไว้หน้า แถมขู่ให้ไทยรีบมีการเลือกตั้งอย่างรวดเร็ว มิฉะนั้น สัมพันธ์อเมริกาไทยก็จะยิ่งเสื่อมลงไปอีกเรื่อยๆ (จะให้เสื่อมลงถึงไหน นี่ยังไม่ถึงดินหรือไง สงสัยอยากได้สัมพันธ์แบบใต้ดิน แบบนั้น ต้องไปแถวประเทศที่ถนัดแบกถาด ฮา) คุณทหารอดีตที่ปรึกษา บอกว่า การที่อเมริกาปฏิบัติต่อไทยเช่นนี้ ทำให้อเมริกาเสียโอกาสในไทยอย่างยิ่ง และทำให้นโยบายของรัฐบาลโอบามา ที่คิดจะมาถ่วงดุลอำนาจ ในเอเซียแปซิฟิกจะกลายเป็นแค่ราคาคุย ไม่ใช่ว่า อเมริกาควรจะหลับหู หลับตา กับสิ่งที่ไทยทำ แต่เพื่อรักษาโอกาสของอเมริกา อเมริกาก็ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีที่สร้างศัตรูกับไทย ด้วยการด่าว่าทหารไทยอย่างเอิกเกริก ไปพูด (ด่า) กันเงียบๆก็ได้นะ แถมการที่อเมริกาตัดงบอาวุธ ตัดงบการอบรม สาระพัดกับไทย กลายเป็นการผลักให้ไทยหันไปสร้างสัมพันธ์กับชาติอื่น เช่นจีนแทน… ….และไทย ก็เลยปิดประตูทางเข้า ที่อเมริกาเคยเข้ามาใช้ไทยอย่างอิสระ สะดวกสบายไปเรียบร้อย และจากการตัดสินใจซื้ออาวุธล่าสุดของไทย แสดงให้เห็นว่า ไทยไม่คิดจะพึ่งพาอเมริกาด้านอาวุธเพียงรายเดียว นี่เป็นก้าวที่พลาดอย่างยิ่งของอเมริกา แม้ไทยจะเป็นเพียงประเทศขนาดกลาง มีพลเมือง ประมาณ 70 ล้านคน มีเศรษฐกิจเพียงอันดับที่ 22 ของโลก … แต่ไทย มีความหมายในเชิงยุทธศาสตร์อย่างยิ่งกับอเมริกา …… ….เส้นทางจากไทย เป็นเส้นทางเดียว ที่กองทัพอเมริกันเชื่อถือ ที่จะใช้เป็นจุดผ่านเข้าไปสู่แผ่นดินใหญ่ของเอเซีย… …It offers U.S forces the only reliable access point to mainland Asia… นอกจากนี้ อุตสาหกรรมด้านการผลิตอาวุธของอเมริกา ได้รับการอุดหนุนจากงบประมาณด้านความมั่นคงก้อนใหญ่ ของไทยทุกปี บทความที่เหลือ ก็เป็นการสรรเสริญ ถึงความเก่งกล้าสามารถด้านการทหารของไทย รวมทั้งด้านการเป็นผู้นำในภูมิภาคของไทย พร้อมทั้งข้อเสนอแนะ ให้อเมริกากลับมาเจรจาโดยใช้คำหวานกับไทยเสียใหม่ ให้ไทยกลับสู่ความเป็นประชาธิปไตย และเพื่อที่อเมริกาจะได้ใช้ประโยชน์จากการมีสัมพันธ์ที่ดีต่อกันให้มากที่สุด…โดยทำผ่านการพูดคุยกับผู้นำทหาร นักวิชาการ และราษฎรที่มีชื่อเสียง….อืม.. พอเห็นไหมครับ ว่าบทความนี้มันสื่ออะไรกับเราบ้าง มันไม่มีส่วนไหนเลย ที่แสดงถึงความเข้าใจ และเห็นใจประเทศไทย มันมีแต่ว่า เขาจะใช้ประโยชน์จากเราได้อย่างไรบ้าง และจะ “ทำอย่างไร” ที่จะกลับมาจิกหัวเรา ได้อย่างเดิม บทความนี้ เป็นการโยนหินถามทางที่น่าสนใจมาก โดยเฉพาะ คำแนะนำ ว่า อเมริกาควร “ทำอย่างไร” เพื่อจะกลับมา อเมริกา น่าจะรู้ตัวแล้วว่า อเมริกากำลังเดินหมากผิดจนน่าโขกหัวตัวเอง ในยามที่โลกแบ่งชัดเป็น 2 ขั้ว เมื่อจีนและรัสเซียอยู่คนละขั้วกับอเมริกา แต่อเมริกาดันถีบหมากชื่อไทยแลนด์ กระเด็นออกไปนอกกระดานของอเมริกา และก็เป็นการถีบทิ้งอย่างเอิกเกริก เล่นงานกันทุกทาง ไม่ว่าจะโดยแสดงด้วยกริยา อาการ หรือการแสดงด้วยวาจา การด่า การเขียน ทั้งทางตรง ทางอ้อม แม้กระทั่งในบทความของถังขยะความคิด ไม่ว่าถังไหน เมื่อพูดถึงอเมริกาและพวก จะไม่ปรากฏชื่อไทยแลนด์ แดนสยามของสมันน้อยแม้แต่ครั้งเดียว คบกันมา กว่า 70 ปี บทจะถีบทิ้ง ก็ไม่เหลือใย เหลือหน้ากันไว้ อย่างนี้จะกลับมาเป็นเพื่อนกันใหม่ จะให้มองกันติดสนิทใจ จะใช้กาวยี่ห้อไหนดี(วะ) อเมริกา กำลังทดสอบไทย ตามสันดานจิ๊กโก๋ปากซอย ด้วยการบีบคั้นทุกรูปแบบ ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาใช้ hard power (อาวุธ) อเมริกาจึงใช้ soft power (อำนาจที่ไม่ต้องใช้อาวุธ เช่น การคว่ำบาตร การกีดกัน การระงับ โดยอ้างว่าไม่ได้มาตรฐานการ และใช้มากที่สุดคือ ใช้สื่อโจมตี) เราจึงได้เห็นตั้งแต่ การโจมตีเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญ การเลื่อนการเลือกตั้ง เรื่องการไม่มีมนุษยธรรม ตั้งแต่โรฮิงญา มาจนถึงอุยกูร์ การที่บริษักการบินไทยไม่ได้มาตรฐาน เรื่องส่งออกอาหารไม่ผ่านมาตรฐาน ใช้แรงงานผิดมาตรฐาน ข่าวเรื่องอียู คว่ำบาตรไทย การจ่าหน้าซองผิด ฯลฯ ยังจะมีสาระพัด ตะหวักตะบวยเลวไปกว่านี้อีกมากมาย ที่มันจะสรรหา ยกขึ้นตามมาอีก การก่อกวนในรูปแบบต่างๆ ก็ยังจะเกิดขึ้นอีก และอาจจะรุนแรงขึ้น เป้าหมายก็เพื่อสั่นคลอนเรา พยายามทุกอย่างให้สมันน้อยปอดแหก จะได้ไม่กล้า แหกคอก มาถึงวันนี้ วันที่ต่างก็เริ่มเห็นชัดแล้ว ว่าอะไรคอยอยู่ข้างหน้า อเมริกา คิดตกหรือยัง ว่า จะตบหน้าเพื่อนเก่า 70 ปีต่อไปอีก โทษฐานคิดแหกคอก หรือ อเมริกาจะทำไม่รู้ไม่ชี้ เดินกลับมา เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะชักสำนึกได้ว่า ถ้าจะใช้ไอ้พวกลูกกระเป๋ง มาแบกถาดถือปืน อาจจะไม่ได้ผลอย่างที่คิด จิ๊กโก๋ทำได้ไหม ทำได้สบายมาก ถ้าจำเป็นจริงๆ อเมริกาก็หาวิธีกลับเข้ามาตบหลังลูบหัวไทยได้ ถ้าเดินเข้ามาตรงๆไม่ได้ หนอนในบ้าน ที่ยังเห็นอเมริกาเป็นพ่อ ยังมีอีกแยะ คงหาทางให้ สมันน้อยเดินจ๋อยๆกลับเข้าคอกเอง โดยนึกว่าอเมริกาไม่เกี่ยว แล้วเราจะว่ายังไงครับ…. ตอนนี้ ลุงตู่กำลังทำหน้าที่เป็นกัปตัน พาเรือใหญ่ขนาดกลาง ขนคนประมาณ 70 ล้านคน มุ่งหน้าไปตามลำน้ำใหญ่ สายน้ำเริ่มเชี่ยวขึ้นทุกที แถมข้างหน้า มีวังน้ำวนเห็นอยู่ชัดๆ เรือจะผ่านวังน้ำวน ไปได้หรือเปล่ายังไม่รู้ ลุงตู่จะคัดท้าย นำเรือขนาดกลางนี้ ไปรอดไหม ส่วนหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับฝีมือคัด ท้ายของลุงตู่เอง แต่อีกส่วน ก็ขึ้นอยู่กับผู้โดยสาร 70 ล้านคนนั่นด้วย จะเอาอย่างไรล่ะ จะให้กัปตันพาเรือเดินหน้า หรือเปลี่ยนใจ ไม่ไปต่อแล้ว กลัวน้ำวน กลัวโจรปล้น กลัวจิ๊กโก๋ขู่ ให้กัปตันทิ้งสมอ จอดมันริมฝั่งนั่นแหละ ใครจะมาเอาเรือก็เอาไป แล้วจะจอดฝั่งไหนล่ะ ฝั่งที่คุ้นๆกันมา 70 ปี เดี๋ยวดี เดียวด่า ทำเหมือนสมันน้อยเป็นขี้ข้า หรือจะจอดอีกฝั่ง จะเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ แต่เท่าที่ดู เขาว่าเป็นประเภทไม่ชอบเป็นขี้ข้าใคร แต่จะทิ้งสมอจอดเรือ ยามน้ำเชี่ยว ก็ใช่ว่าจะทำง่าย เผลอๆ ล่มตอนจอดนี่แหละ สมันน้อย ได้เป็นสมันน้ำ ลอยคอกันเป็นแถว เออ..แล้ว อยู่ๆ จะจอดเรือ ยกประเทศให้เขาเลยงั้นหรือ จะมีคนไม่ยอม หรือ จะมีคนอยากให้เขาจูงกลับเข้าคอก ผมตอบไม่ได้ รู้แต่ว่า หนอนในที่ชอบอยู่คอก และชอบถูกจูงยังมีอยู่ แต่ถ้าเราจะเลือกเดินหน้า ผู้โดยสารก็ต้องทำความเข้าใจ และปรับชีวิตตัวเองบ้าง ต้องรับรู้ว่า กำลังนั่งเรือไปในทางน้ำเชี่ยว ก็ต้องนั่งให้มีสติ เตรียมอุปกรณ์ทั้งด้านส่วนตัวและ ด้านสติปัญญาให้พร้อม เริ่มฝึกตัวเองให้มีวินัย ช่วยเหลือตัวเองได้ นั่งเรือไป ไม่ใช่วีดว้าย กระตู้วู้ ไปตลอดทาง อะไรนิดก็โวย อะไรหน่อยก็ด่า ฟังอะไรมาไม่ได้ยังไม่ทันกรอง ก็แชร์กัน ไลน์กัน เหมือนคนมีแต่นิ้ว แต่ไม่มีสมอง เป็นมนุษย์พันธ์ใหม่ และอย่าเป็นประเภทชอบเอามือราน้ำ แบบนี้ ต่อให้กัปตันเก่งยังไง เรือก็อาจล่ม… บ้านเมืองมาถึงจุดสำคัญ ตื่นกันได้แล้วครับ ลดเรื่องไร้สาระลงเสียบ้าง เอาใจใส่บ้านเมืองกันหน่อย อย่างที่ผมเคยบอก ความเข้าใจและเห็นพ้องกัน ระหว่างผู้บริหารบ้านเมืองกับพลเมือง เป็นความมั่นคงของชาติอย่างหนึ่ง ปิดทางไม่ให้ศัตรูทั้งภายนอกและภายในเข้ามาทำร้าย และทำลายบ้านเมืองเราได้ เราจะได้ช่วยกัน พาเรือผ่านน้ำเชี่ยวไปได้ เป็นสิ่งที่เราทำให้บ้านเมืองของเราได้นะครับ สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 29 ก.ค. 2558
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 1443 มุมมอง 0 รีวิว
  • ขยับหมาก ตอนที่ 3

    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “ขยับหมาก”
    ตอน 3
    อยู่ๆ ทำไม Chatham House ถึงลุกขึ้นมาเล่นรัสเซียเสียแรง ยังกะตั้งใจจะแยกอยู่กันคนละโลกขนาดนั้น มันไม่น่าจะเป็นการโชว์กระเดือกเดี่ยว อย่างนั้นมันไม่ใช่รูปแบบของฝั่งตะวันตก ที่ชอบทาสี ตีปิ๊บ และรุมกันทึ้งตามสันดานนักล่าทั้งเก่าทั้งใหม่
    ย้อนไปดูความเคลื่อนไหวของโรงงานใบตองแห้งเสียหน่อย ไม่ต้องย้อนไปไกล เอาแค่ระยะใกล้ในเดือนมิถุนายน มีรายงายข่าวว่า เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน นาย Ashton Carter รัฐมนตรีกลาโหมของอเมริกา ที่มีสีหน้า เหมือนกินเต้าหู้บูดเข้าไปตลอดเวลา ได้เดินทางไปที่กองบัญชาการของกองทัพ US Eurpoean Commander ที่เมือง Stuttgart ของเยอรมัน และประชุมกับหัวกะทิของทหารอเมริกันประมาณ 2 โหล กับนักการทูตอีกหลายคน เพื่อหารือว่า จะยกระดับการจัดการทั้งในด้านเศรษฐกิจ และการทหาร กับรัสเซียอย่างไรดี เนื่องจากสัมพันธภาพกับรัสเซียตอนนี้ กำลังเปลี่ยนเป็นทางดิ่งลง sad turn และสถานการณ์ในยุโรป ก็ไม่ได้สวยหวานอย่างเมื่อก่อนแล้ว
    ในวันเดียวกันนั้น ส่วนหนึ่งของรายงานของนายพล Martin Demsey ประธานคณะทำงาน Chairman of the US Joint Chief of Staffs ที่ไม่รู้ว่าใครมืออ่อน ทำหลุดไปถึงสื่อ รายงานนั้นระบุว่า วอชิงตันกำลังคิดจะติดหัวรบนิวเคลียร์ใส่จรวดแถวยุโรป เป็นการตอบโต้รัสเซีย ที่ถูกกล่าวหาว่า กำลังทำผิดสัญญาเรื่องการใช้อาวุธนิวเคลียร์ระยะกลาง Intermediate-range Nuclear Forces (INF) ซึ่งรัสเซียบอกว่า เปล่าผิด จรวดที่ใช้ไม่อยู่ในข้อห้ามของสัญญา อเมริกาก็ใช้แบบนี้ในอิรัคไม่ใช่หรือ ประโยคหลัง ลุงนิทานถามแทน
    Pentagon กำลังคิดว่าจะติดตั้งจรวดยิงใส่รัสเซียที่ไหนดี ระหว่างยิงสวนใส่กลับไปที่จรวดรัสเซีย ที่กำลังลอยฟ้า หรือยิงใส่ฐานที่ตั้งกองกำลังของรัสเซีย จะยิงไปที่ไหนยังไม่ตัดสินใจ แต่นาย Robert Scher ผู้ช่วยคุณเต้าหูบูด ด้านนโยบายการใช้อาวุธนิวเคลียร์ ได้แจ้งรัฐสภาเมื่อเมษายนนี้ว่า มีแผนเเช่นนั้นจริง ฮั่นแน่ จับได้แล้ว คิดรุกเขาแล้วซินะ
    หลังจากนั้นคุณเต้าหู้บูด ก็ไปประชุมกับหัวกะทิของนาโต้ที่ Brussels ตกลงจะเพิ่มกองกำลังรถถัง อาวุธหนัก อาวุธเบา เต็มอัตรา ให้กับฐานทัพนาโต้ที่อยู่แถวบอลติก รวมทั้งโปแลนด์ โรมาเนีย และบุลกาเรีย พวก (ที่เคยเป็น) เพื่อนรักคุณพี่ปูตินทั้งนั้น เปลี่ยนใจจากที่ว่า จะลดกำลังฝั่งแอตแลนติกไปเรียบร้อยแล้ว
    นอกจากนี้ ที่สำคัญ อเมริกาเพิ่งออกรายงาน US National Military Strategy (US NMS) 2015 เมื่อปลายเดือนมิถุนายนนี้เอง ประเทศที่อเมริกาจับตามองเป็นพิเศษมีอยู่ 4 ประเทศ คือ รัสเซีย อิหร่าน เกาหลีเหนือ และจีน
    วิธีที่อเมริกาเขียนถึง 4 ประเทศ แม้ไม่ประกาศชัดเจนว่าเป็นศัตรู แต่การบรรยายสรรพคุณแต่ละประเทศ ก็ทำให้เห็นว่ายากจะเป็นมิตรต่อกัน ถึงว่า มันน่าจะเป็นปาหี่
    ไอ้เรื่องข้อตกลงนิวเคลียร์น่ะ
    เมื่อย้อนมาดูช่วงเวลาของการอ อก Grand Strategy แผนสอยมังกร สำหรับจีน ที่ออกมาในเดือนเมษายน เรื่อง Russia Challenge กูไม่คบมึง ในเดือนมิถุนายน ยุทธศาสตร์ USNMS 2015 ในเดือนมิถุนายน เรื่องอิหร่านดีล ที่ควรจะจบตั้งแต่ 30 มิถุนายน แต่ลากยาวมาถึงกรกฏาคม และญี่ปุ่น ที่กำลังเตรียมแบกถาด เมื่อสภาญี่ปุ่นอนุมัติให้แก้รัฐธรรมนูญ ให้แบกถาดร่อนไปทั่วได้ ซึ่งญี่ปุ่นคาดว่า ภายในกรกฏาคมนี้ คงผ่านสภา
    ดูเหมือนอเมริกาน่าจะเลือกเล่นเกมหมากล้อม ล้อม 4 ประเทศ ที่จับตาจ้องเขม็งนั่นแหละ และเตรียมเดินหมากไว้แล้วด้วย
    อเมริกาอาจจะเริ่มขยับหมาก เมื่อเรื่องกรีซ กับเรื่องอิหร่านจบตอนหนึ่ง หมากชื่อกรีก เหมือนจะไม่เกี่ยวกัน แต่จริงๆ อาจจะเกี่ยว ส่วนอิหร่านนั้น เป็นหมากที่สำคัญยิ่ง ไม่ว่าเรื่องอิหร่านจะจบอย่างไร ผลกระทบมีสูงทุกทาง
    ถ้าอเมริกา ใช้ยุทธศาตร์หมากล้อม ตามแนวที่วิเคราะห์ เรื่องอิหร่านนิวเคลียร์ และเรื่องกรีซ เราคงต้องตามดู แต่ดูการพัฒนาการของเรื่อง และระยะเวลาของแต่ละเรื่อง อย่าไปหลงทางตามรายละเอียดที่เขาตั้งใจสร้างให้เรางง การพัฒนาของทั้ง 2 เรื่อง จะทำให้เราเห็นว่า อเมริกาขยับหมากอย่างไร และจะมีเรื่องยาวตามมาหรือไม่ หรือการเดินหมากของอเมริกาล้มเหลว หรือแค่ชลอ รอเวลา…
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    17 ก.ค. 2558
    ขยับหมาก ตอนที่ 3 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “ขยับหมาก” ตอน 3 อยู่ๆ ทำไม Chatham House ถึงลุกขึ้นมาเล่นรัสเซียเสียแรง ยังกะตั้งใจจะแยกอยู่กันคนละโลกขนาดนั้น มันไม่น่าจะเป็นการโชว์กระเดือกเดี่ยว อย่างนั้นมันไม่ใช่รูปแบบของฝั่งตะวันตก ที่ชอบทาสี ตีปิ๊บ และรุมกันทึ้งตามสันดานนักล่าทั้งเก่าทั้งใหม่ ย้อนไปดูความเคลื่อนไหวของโรงงานใบตองแห้งเสียหน่อย ไม่ต้องย้อนไปไกล เอาแค่ระยะใกล้ในเดือนมิถุนายน มีรายงายข่าวว่า เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน นาย Ashton Carter รัฐมนตรีกลาโหมของอเมริกา ที่มีสีหน้า เหมือนกินเต้าหู้บูดเข้าไปตลอดเวลา ได้เดินทางไปที่กองบัญชาการของกองทัพ US Eurpoean Commander ที่เมือง Stuttgart ของเยอรมัน และประชุมกับหัวกะทิของทหารอเมริกันประมาณ 2 โหล กับนักการทูตอีกหลายคน เพื่อหารือว่า จะยกระดับการจัดการทั้งในด้านเศรษฐกิจ และการทหาร กับรัสเซียอย่างไรดี เนื่องจากสัมพันธภาพกับรัสเซียตอนนี้ กำลังเปลี่ยนเป็นทางดิ่งลง sad turn และสถานการณ์ในยุโรป ก็ไม่ได้สวยหวานอย่างเมื่อก่อนแล้ว ในวันเดียวกันนั้น ส่วนหนึ่งของรายงานของนายพล Martin Demsey ประธานคณะทำงาน Chairman of the US Joint Chief of Staffs ที่ไม่รู้ว่าใครมืออ่อน ทำหลุดไปถึงสื่อ รายงานนั้นระบุว่า วอชิงตันกำลังคิดจะติดหัวรบนิวเคลียร์ใส่จรวดแถวยุโรป เป็นการตอบโต้รัสเซีย ที่ถูกกล่าวหาว่า กำลังทำผิดสัญญาเรื่องการใช้อาวุธนิวเคลียร์ระยะกลาง Intermediate-range Nuclear Forces (INF) ซึ่งรัสเซียบอกว่า เปล่าผิด จรวดที่ใช้ไม่อยู่ในข้อห้ามของสัญญา อเมริกาก็ใช้แบบนี้ในอิรัคไม่ใช่หรือ ประโยคหลัง ลุงนิทานถามแทน Pentagon กำลังคิดว่าจะติดตั้งจรวดยิงใส่รัสเซียที่ไหนดี ระหว่างยิงสวนใส่กลับไปที่จรวดรัสเซีย ที่กำลังลอยฟ้า หรือยิงใส่ฐานที่ตั้งกองกำลังของรัสเซีย จะยิงไปที่ไหนยังไม่ตัดสินใจ แต่นาย Robert Scher ผู้ช่วยคุณเต้าหูบูด ด้านนโยบายการใช้อาวุธนิวเคลียร์ ได้แจ้งรัฐสภาเมื่อเมษายนนี้ว่า มีแผนเเช่นนั้นจริง ฮั่นแน่ จับได้แล้ว คิดรุกเขาแล้วซินะ หลังจากนั้นคุณเต้าหู้บูด ก็ไปประชุมกับหัวกะทิของนาโต้ที่ Brussels ตกลงจะเพิ่มกองกำลังรถถัง อาวุธหนัก อาวุธเบา เต็มอัตรา ให้กับฐานทัพนาโต้ที่อยู่แถวบอลติก รวมทั้งโปแลนด์ โรมาเนีย และบุลกาเรีย พวก (ที่เคยเป็น) เพื่อนรักคุณพี่ปูตินทั้งนั้น เปลี่ยนใจจากที่ว่า จะลดกำลังฝั่งแอตแลนติกไปเรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ ที่สำคัญ อเมริกาเพิ่งออกรายงาน US National Military Strategy (US NMS) 2015 เมื่อปลายเดือนมิถุนายนนี้เอง ประเทศที่อเมริกาจับตามองเป็นพิเศษมีอยู่ 4 ประเทศ คือ รัสเซีย อิหร่าน เกาหลีเหนือ และจีน วิธีที่อเมริกาเขียนถึง 4 ประเทศ แม้ไม่ประกาศชัดเจนว่าเป็นศัตรู แต่การบรรยายสรรพคุณแต่ละประเทศ ก็ทำให้เห็นว่ายากจะเป็นมิตรต่อกัน ถึงว่า มันน่าจะเป็นปาหี่ ไอ้เรื่องข้อตกลงนิวเคลียร์น่ะ เมื่อย้อนมาดูช่วงเวลาของการอ อก Grand Strategy แผนสอยมังกร สำหรับจีน ที่ออกมาในเดือนเมษายน เรื่อง Russia Challenge กูไม่คบมึง ในเดือนมิถุนายน ยุทธศาสตร์ USNMS 2015 ในเดือนมิถุนายน เรื่องอิหร่านดีล ที่ควรจะจบตั้งแต่ 30 มิถุนายน แต่ลากยาวมาถึงกรกฏาคม และญี่ปุ่น ที่กำลังเตรียมแบกถาด เมื่อสภาญี่ปุ่นอนุมัติให้แก้รัฐธรรมนูญ ให้แบกถาดร่อนไปทั่วได้ ซึ่งญี่ปุ่นคาดว่า ภายในกรกฏาคมนี้ คงผ่านสภา ดูเหมือนอเมริกาน่าจะเลือกเล่นเกมหมากล้อม ล้อม 4 ประเทศ ที่จับตาจ้องเขม็งนั่นแหละ และเตรียมเดินหมากไว้แล้วด้วย อเมริกาอาจจะเริ่มขยับหมาก เมื่อเรื่องกรีซ กับเรื่องอิหร่านจบตอนหนึ่ง หมากชื่อกรีก เหมือนจะไม่เกี่ยวกัน แต่จริงๆ อาจจะเกี่ยว ส่วนอิหร่านนั้น เป็นหมากที่สำคัญยิ่ง ไม่ว่าเรื่องอิหร่านจะจบอย่างไร ผลกระทบมีสูงทุกทาง ถ้าอเมริกา ใช้ยุทธศาตร์หมากล้อม ตามแนวที่วิเคราะห์ เรื่องอิหร่านนิวเคลียร์ และเรื่องกรีซ เราคงต้องตามดู แต่ดูการพัฒนาการของเรื่อง และระยะเวลาของแต่ละเรื่อง อย่าไปหลงทางตามรายละเอียดที่เขาตั้งใจสร้างให้เรางง การพัฒนาของทั้ง 2 เรื่อง จะทำให้เราเห็นว่า อเมริกาขยับหมากอย่างไร และจะมีเรื่องยาวตามมาหรือไม่ หรือการเดินหมากของอเมริกาล้มเหลว หรือแค่ชลอ รอเวลา… สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 17 ก.ค. 2558
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 781 มุมมอง 0 รีวิว
  • ขยับหมาก ตอนที่ 1

    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “ขยับหมาก”
    ตอน 1
    เดือนกรกฏา ผ่านไปแค่ครึ่งเดือน เหตุการณ์ต่างๆทยอยกันมาเหมือน น้ำหลาก ทั้งๆที่ฝนแล้ง ผมตามอ่าน ตามขุด จนมึนหัวไปหมดยังไม่ทันการ เหตุการณ์พลิกผันสาระพัด แถมมีทั้งแผนล่อแผนลวง ข้อมูลบางแหล่งที่เคยเชื่อได้ ก็ชักจะต้องชั่งหลายหนว่าให้น้ำ หนักเก๊หรือเปล่า ผมไม่ได้รู้ไปหมด มีผิดพลาดได้ ผิดก็ขออภัย ท้วงมาแล้วกันครับ แล้วก็ช่วยกันหาที่ถูก เอามาแลกเปลี่ยนความคิดกัน หรือถ้า ผมเจอข้อมูลใหม่ ที่ทันสมัย หักล้าง น่าเชื่อถือ หรือลึกกว่าที่เคยขุดได้มา ผมก็จะมาขยายต่อ การศึกษา ค้นหา เรียนรู้ ไม่มีที่สิ้นสุด
    ดูซิ อย่างเรื่องอิหร่านนิวเคลียร์ ที่เมื่อคืนวันจันทร์ที่ 13 มิย เพิ่งออกข่าวว่า ตกลงเขายังไม่ตกลงกัน ยืดแล้วยืดอีก เหมือนหนังสติ๊กหมดอายุ จนนักข่าวที่ไปนั่งรอทำข่าว หน้าเหี่ยวเหงื่อตกกันหมด เขาบอกว่ายุโรปปีนี้ร้อนอร่อย เบียร์ยังอุ่นเลย นั่งรอการแถลงข่าวมาตั้งกะหัวค่ำ เปรี้ยวปากกันเป็นแถว พอตกดึก 2 ยามกว่าบ้านเรา CNN ก็ออกข่าว โดยโฆษกรูปหล่อประจำทำเนียบขาว ออกมาแถลงข่าวว่า ยัง…ยังไม่มีข้อตกลง นักข่าวถามว่า แล้วจะมีเมื่อไหร่ 1 วัน 2 วัน 2 อาทิตย์ รูปหล่อบอก เราไม่ได้เน้นเรื่องกำหนดเวลา เราต้องการให้ เป็นการตกลงที่ไม่มีปัญหา ไม่สร้างปัญหามากกว่า นักข่าวถามอีกว่า แล้วมีปัญหาอะไร ปัญหามาจากฝ่ายไหน …. ถามมากจัง ใครจะไปตอบได้ รูปหล่อชักเลิกลั่ก ….. ว่าแล้ว CNN ก็ตัดข่าวไปเรื่องสำคัญกว่า เกี่ยวกับเรื่องไอ้พวกค้ายา 46 คนแทน โอ้ย… ฮาจริง
    แต่แล้ววันรุ่งขึ้น คือวันอังคารที่ 14 มิย ผมเปิดทีวี ตอนบ่ายแก่ๆ เย็นอ่อนๆ ประมาณ 4โมงเย็น ก็เห็น CNN ขึ้นหัวข่าวไว้แล้วว่า อิหร่านตกลงได้แล้ว อ้าว เมื่อคืนยังบอกไม่รู้เลยไอ้เบื้อก ผู้ประกาศทำเสียงตื่นเต้น จนผมไม่กล้านอนดูอย่างเคย หลังจากนั้น ก็มีการไปสัมภาษณ์ผู้ชำนาญการต่างๆ ซึ่งสรุปว่า ตกลงกันได้เสียที เสียเวลารอมานาน แต่ไม่มีใครเห็นด้วยเท่าไหร่ว่า เป็นข้อตกลงที่ดี และไม่มีใครเชื่อขี้หน้าอิหร่านว่าจะทำตามที่ตกลงได้ สัมภาษณ์วน พูดซ้ำ จนค่ำ พณฯ ใบตองแห้ง ถึงได้ออกมาทำหน้าเครียดตาแข็ง แถลงเอง
    “….เราตกลงกับอิหร่านแล้ว ใครว่าไม่สมควร เราว่าสมควร เราต้องแสดงให้เห็นว่า เรา ที่เป็นชาติที่ยิ่งใหญ่มีอำนาจที่สุด ไม่จำเป็นต้องจัดการกับปัญหาด้วยการใช้กำลังเสมอไป เราใช้วิธีทางการทูตได้ … การที่เราทำเช่นนี้ ทำให้อิหร่านหมดทางที่จะผลิตนิวเคลียร์ไป 15 ปี อิหร่านเป็นประเทศที่ความสำคัญที่สุด ต่อผลประโยชน์ของอเมริกา……”
    หลังจากนั้น ผมก็ต้องขออนุญาตพณฯท่าน ปิดเสียง ขืนฟังต่อ เปลืองยาแย่ ฝ่ายอิหร่าน ก็มีการแถลงข่าวที่กรุงเตหะรานว่า ข้อตกลงบรรลุถึงวัตถุประสงค์ reached all objectives ส่วนอิสราเอล ออกมาบอกว่า เป็นการตกลงที่เลวร้ายที่สุดในโลก
    อืม… ปาหี่นี้ เขาเล่นกันได้น่าตื่นเต้น...สมจริงกันดี คงเข้าใจนะครับว่า มันมีความหมายว่าอย่างไร ก็แค่ไม่มีใครอยากออกมาโดนประทับหน้า ว่าเป็นคนทำให้งานล่ม
    เอาเป็นว่า เขาว่า เขาตกลงกันได้แล้ว แต่มีขั้นตอนการทำงานอีกมากมายที่ต้องไปทำต่อจะทำได้แค่ไหน อย่างไร นานเท่าไหน ก็ดูกันต่อไป อย่างน้อยรัฐสภาอเมริกัน ก็มีเวลาประมาญ 60 วัน ในการตรวจสอบข้อตกลง ก่อนที่จะไปลงความเห็นในรัฐสภา ระหว่างนี้ จะเติมสี ตีไข่ยังก็ได้ ต้ัง 60 วัน
    เรามาดูภาพใหญ่ ทำความเข้าใจภาพรวมให้มากที่สุดกันดีกว่า ขืนตามข่าวทุกวันที่เขาเอามาเล่นหลอกเรา มึนหัวตายทั้งคนเขียนคนอ่าน ก่อนจะเดินหน้าเล่าเรื่อง เพื่อให้เห็นภาพใหญ่ ขอถอยหลังทบทวนของเก่ากันหน่อย
    คงจำกันได้ เมื่อเดือนมีนาคม ถังขยะความคิดหมายเลขหนึ่ง ของบ้านไอ้นักล่าใบตองแห้ง Council on Foreign Relations หรือ CFR ผู้กำกับรัฐบาลอเมริกัน ได้ออกแผนสอยมังกร Grand Strategy สำหรับสยบจีน ที่แสดงถึงความกร่าง ดูถูก ปรามาส และประมาทใส่จีน มาให้เราฮือฮาไปแล้ว แต่ไอ้นักล่าใบตองแห้งคงจะเห็นว่า ชาวโลกคงตกใจไม่พอ หรือยังไม่แน่ใจกับความยิ่งใหญ่ อย่างชนิดไม่มีผู้ใด บังอาจจะกล้าทาบรัศมีของอเมริกา มันเป็นความต้ังใจของอเมริกา ที่จะใหญ่อย่างนี้แต่ผู้เดียวตลอดกาลนาน อย่างที่อังกฤษ ชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยของเท้าซ้าย เคยคิดมาเป็นศตวรรษ แต่บัดนี้ ความคิดนั้นกลายเป็นประวัติศาสตร์ไปแล้ว ชาวเกาะใหญ่ทำได้เพียงแค่ “นึกถึง” ความคิดนั้น อย่างขมขื่นอยู่ในอกฟีบและซีด แหม แดกซะยาวเลยนะลุง กว่าจะเลี้ยวกลับไปเข้าเรื่อง
    อเมริกาด่าจีนแค่นั้น เกรงจะไม่พอให้โลกตื่นเต้น อเมริกาเพิ่มแรงอัด เอาญี่ปุ่น มาอาบน้ำแต่งตัว เตรียมพร้อมที่จะไปแบกถาดรับใช้อเมริกา ถึงขนาดเตรียมการที่จะแก้การตีความกฏหมายรัฐธรรมนูญของประเทศ ที่กำหนดให้ญี่ปุ่นมีกองกำลัง เพียงเพื่อดูแลป้องกันตัวเองเท่า นั้น Self Defence Force (SDF) มาถึงวันนี้ แม้การขอให้สภาอนุมัติ ยอมให้ตีความใหม่ ให้กองกำลังญี่ปุ่น SDF แบกถาดไปได้ทั่วโลก ยังไม่สำเร็จ แต่ญี่ปุ่นก็เดินหน้าไปไกล โดยไม่รอสภา ก็นายท่านสั่งมา…
    SDF ของญี่ปุ่น เพิ่งไปทำการฝึกร่วมที่แดนจิ้งโจ้กับพวกจิงโจ้ และลูกพี่ใหญ่จากค่ายใบตองแห้ง แต่ฝึกเสร็จแล้วดูเหมือน จะแบกถาดหายวับไปกับตา ไม่รู้ไปซ่อนอยู่ตามเกาะไหนในมหาสมุทรแปซิฟิก กองทัพหายตัว แต่ตัวนายอาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น หลานรักของอดีตหัวหน้าใหญ่ยากูซ่า ก็ออกมาประกาศอย่างเข้มแข็งว่า ญี่ปุ่นพร้อมรบจีน นับว่าฝึกแบกถาดได้รวดเร็ว มีอนาคต แต่อนาคตไปทางไหน ก็อดใจรอดูกันหน่อย ส่วนนายกจิ้งโจ้ก็ออกมาบอกว่า กำลังรักกันจังกับคนแบกถาด และว่ามีเพื่อนซี้แถบเอเซียแยะ ไล่ชื่อให้นักข่าวฟัง โปรดจำกันไว้ด้วยว่า ไม่มีชื่อแดนสยามของสมันน้อย ว่าเป็นเพื่อน แต่มีชื่อเวียตนาม จำไว้นะ จำไว้ให้ดี
    อ้าว แล้วนี่จะปล่อยให้อเมริกา ทำตัวเป็นฝรั่งออกแขก เต้นอยู่หน้าโรงลิเกเจ้าเดียวได้ยังไง ว่าแล้วคู่หู หรือลูกพี่ ก็ต้องรีบแต่งตัว มาโชว์ลีลาด้วย กลัวไม่ได้ส่วนแบ่ง
    Chatham House หรือชื่อเต็มว่า The Royal Institute of International Affairs ถังขยะความคิด ฝาแฝดผู้พี่ ของ CFR ก็เพิ่งออกรายงานล่าสุด เมื่อเดือนมิถุนายนนี้ ตั้งชื่อรายงานได้สยองไม่แพ้แฝด น้อง “The Russian Challenge” รัสเซียกำเริบ (แปลภาษาลุงนิทาน) เรียกว่าแฝดแต่ละฝา ต่างออกมาประกบ คู่รัก กันคนละราย รายการแบ่งข้าง ศึกชิงแชมป์คราวนี้ คงมันยกร่อง สงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 โปรดหลบไปห่างๆ
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    15 ก.ค. 2558
    ขยับหมาก ตอนที่ 1 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “ขยับหมาก” ตอน 1 เดือนกรกฏา ผ่านไปแค่ครึ่งเดือน เหตุการณ์ต่างๆทยอยกันมาเหมือน น้ำหลาก ทั้งๆที่ฝนแล้ง ผมตามอ่าน ตามขุด จนมึนหัวไปหมดยังไม่ทันการ เหตุการณ์พลิกผันสาระพัด แถมมีทั้งแผนล่อแผนลวง ข้อมูลบางแหล่งที่เคยเชื่อได้ ก็ชักจะต้องชั่งหลายหนว่าให้น้ำ หนักเก๊หรือเปล่า ผมไม่ได้รู้ไปหมด มีผิดพลาดได้ ผิดก็ขออภัย ท้วงมาแล้วกันครับ แล้วก็ช่วยกันหาที่ถูก เอามาแลกเปลี่ยนความคิดกัน หรือถ้า ผมเจอข้อมูลใหม่ ที่ทันสมัย หักล้าง น่าเชื่อถือ หรือลึกกว่าที่เคยขุดได้มา ผมก็จะมาขยายต่อ การศึกษา ค้นหา เรียนรู้ ไม่มีที่สิ้นสุด ดูซิ อย่างเรื่องอิหร่านนิวเคลียร์ ที่เมื่อคืนวันจันทร์ที่ 13 มิย เพิ่งออกข่าวว่า ตกลงเขายังไม่ตกลงกัน ยืดแล้วยืดอีก เหมือนหนังสติ๊กหมดอายุ จนนักข่าวที่ไปนั่งรอทำข่าว หน้าเหี่ยวเหงื่อตกกันหมด เขาบอกว่ายุโรปปีนี้ร้อนอร่อย เบียร์ยังอุ่นเลย นั่งรอการแถลงข่าวมาตั้งกะหัวค่ำ เปรี้ยวปากกันเป็นแถว พอตกดึก 2 ยามกว่าบ้านเรา CNN ก็ออกข่าว โดยโฆษกรูปหล่อประจำทำเนียบขาว ออกมาแถลงข่าวว่า ยัง…ยังไม่มีข้อตกลง นักข่าวถามว่า แล้วจะมีเมื่อไหร่ 1 วัน 2 วัน 2 อาทิตย์ รูปหล่อบอก เราไม่ได้เน้นเรื่องกำหนดเวลา เราต้องการให้ เป็นการตกลงที่ไม่มีปัญหา ไม่สร้างปัญหามากกว่า นักข่าวถามอีกว่า แล้วมีปัญหาอะไร ปัญหามาจากฝ่ายไหน …. ถามมากจัง ใครจะไปตอบได้ รูปหล่อชักเลิกลั่ก ….. ว่าแล้ว CNN ก็ตัดข่าวไปเรื่องสำคัญกว่า เกี่ยวกับเรื่องไอ้พวกค้ายา 46 คนแทน โอ้ย… ฮาจริง แต่แล้ววันรุ่งขึ้น คือวันอังคารที่ 14 มิย ผมเปิดทีวี ตอนบ่ายแก่ๆ เย็นอ่อนๆ ประมาณ 4โมงเย็น ก็เห็น CNN ขึ้นหัวข่าวไว้แล้วว่า อิหร่านตกลงได้แล้ว อ้าว เมื่อคืนยังบอกไม่รู้เลยไอ้เบื้อก ผู้ประกาศทำเสียงตื่นเต้น จนผมไม่กล้านอนดูอย่างเคย หลังจากนั้น ก็มีการไปสัมภาษณ์ผู้ชำนาญการต่างๆ ซึ่งสรุปว่า ตกลงกันได้เสียที เสียเวลารอมานาน แต่ไม่มีใครเห็นด้วยเท่าไหร่ว่า เป็นข้อตกลงที่ดี และไม่มีใครเชื่อขี้หน้าอิหร่านว่าจะทำตามที่ตกลงได้ สัมภาษณ์วน พูดซ้ำ จนค่ำ พณฯ ใบตองแห้ง ถึงได้ออกมาทำหน้าเครียดตาแข็ง แถลงเอง “….เราตกลงกับอิหร่านแล้ว ใครว่าไม่สมควร เราว่าสมควร เราต้องแสดงให้เห็นว่า เรา ที่เป็นชาติที่ยิ่งใหญ่มีอำนาจที่สุด ไม่จำเป็นต้องจัดการกับปัญหาด้วยการใช้กำลังเสมอไป เราใช้วิธีทางการทูตได้ … การที่เราทำเช่นนี้ ทำให้อิหร่านหมดทางที่จะผลิตนิวเคลียร์ไป 15 ปี อิหร่านเป็นประเทศที่ความสำคัญที่สุด ต่อผลประโยชน์ของอเมริกา……” หลังจากนั้น ผมก็ต้องขออนุญาตพณฯท่าน ปิดเสียง ขืนฟังต่อ เปลืองยาแย่ ฝ่ายอิหร่าน ก็มีการแถลงข่าวที่กรุงเตหะรานว่า ข้อตกลงบรรลุถึงวัตถุประสงค์ reached all objectives ส่วนอิสราเอล ออกมาบอกว่า เป็นการตกลงที่เลวร้ายที่สุดในโลก อืม… ปาหี่นี้ เขาเล่นกันได้น่าตื่นเต้น...สมจริงกันดี คงเข้าใจนะครับว่า มันมีความหมายว่าอย่างไร ก็แค่ไม่มีใครอยากออกมาโดนประทับหน้า ว่าเป็นคนทำให้งานล่ม เอาเป็นว่า เขาว่า เขาตกลงกันได้แล้ว แต่มีขั้นตอนการทำงานอีกมากมายที่ต้องไปทำต่อจะทำได้แค่ไหน อย่างไร นานเท่าไหน ก็ดูกันต่อไป อย่างน้อยรัฐสภาอเมริกัน ก็มีเวลาประมาญ 60 วัน ในการตรวจสอบข้อตกลง ก่อนที่จะไปลงความเห็นในรัฐสภา ระหว่างนี้ จะเติมสี ตีไข่ยังก็ได้ ต้ัง 60 วัน เรามาดูภาพใหญ่ ทำความเข้าใจภาพรวมให้มากที่สุดกันดีกว่า ขืนตามข่าวทุกวันที่เขาเอามาเล่นหลอกเรา มึนหัวตายทั้งคนเขียนคนอ่าน ก่อนจะเดินหน้าเล่าเรื่อง เพื่อให้เห็นภาพใหญ่ ขอถอยหลังทบทวนของเก่ากันหน่อย คงจำกันได้ เมื่อเดือนมีนาคม ถังขยะความคิดหมายเลขหนึ่ง ของบ้านไอ้นักล่าใบตองแห้ง Council on Foreign Relations หรือ CFR ผู้กำกับรัฐบาลอเมริกัน ได้ออกแผนสอยมังกร Grand Strategy สำหรับสยบจีน ที่แสดงถึงความกร่าง ดูถูก ปรามาส และประมาทใส่จีน มาให้เราฮือฮาไปแล้ว แต่ไอ้นักล่าใบตองแห้งคงจะเห็นว่า ชาวโลกคงตกใจไม่พอ หรือยังไม่แน่ใจกับความยิ่งใหญ่ อย่างชนิดไม่มีผู้ใด บังอาจจะกล้าทาบรัศมีของอเมริกา มันเป็นความต้ังใจของอเมริกา ที่จะใหญ่อย่างนี้แต่ผู้เดียวตลอดกาลนาน อย่างที่อังกฤษ ชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยของเท้าซ้าย เคยคิดมาเป็นศตวรรษ แต่บัดนี้ ความคิดนั้นกลายเป็นประวัติศาสตร์ไปแล้ว ชาวเกาะใหญ่ทำได้เพียงแค่ “นึกถึง” ความคิดนั้น อย่างขมขื่นอยู่ในอกฟีบและซีด แหม แดกซะยาวเลยนะลุง กว่าจะเลี้ยวกลับไปเข้าเรื่อง อเมริกาด่าจีนแค่นั้น เกรงจะไม่พอให้โลกตื่นเต้น อเมริกาเพิ่มแรงอัด เอาญี่ปุ่น มาอาบน้ำแต่งตัว เตรียมพร้อมที่จะไปแบกถาดรับใช้อเมริกา ถึงขนาดเตรียมการที่จะแก้การตีความกฏหมายรัฐธรรมนูญของประเทศ ที่กำหนดให้ญี่ปุ่นมีกองกำลัง เพียงเพื่อดูแลป้องกันตัวเองเท่า นั้น Self Defence Force (SDF) มาถึงวันนี้ แม้การขอให้สภาอนุมัติ ยอมให้ตีความใหม่ ให้กองกำลังญี่ปุ่น SDF แบกถาดไปได้ทั่วโลก ยังไม่สำเร็จ แต่ญี่ปุ่นก็เดินหน้าไปไกล โดยไม่รอสภา ก็นายท่านสั่งมา… SDF ของญี่ปุ่น เพิ่งไปทำการฝึกร่วมที่แดนจิ้งโจ้กับพวกจิงโจ้ และลูกพี่ใหญ่จากค่ายใบตองแห้ง แต่ฝึกเสร็จแล้วดูเหมือน จะแบกถาดหายวับไปกับตา ไม่รู้ไปซ่อนอยู่ตามเกาะไหนในมหาสมุทรแปซิฟิก กองทัพหายตัว แต่ตัวนายอาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น หลานรักของอดีตหัวหน้าใหญ่ยากูซ่า ก็ออกมาประกาศอย่างเข้มแข็งว่า ญี่ปุ่นพร้อมรบจีน นับว่าฝึกแบกถาดได้รวดเร็ว มีอนาคต แต่อนาคตไปทางไหน ก็อดใจรอดูกันหน่อย ส่วนนายกจิ้งโจ้ก็ออกมาบอกว่า กำลังรักกันจังกับคนแบกถาด และว่ามีเพื่อนซี้แถบเอเซียแยะ ไล่ชื่อให้นักข่าวฟัง โปรดจำกันไว้ด้วยว่า ไม่มีชื่อแดนสยามของสมันน้อย ว่าเป็นเพื่อน แต่มีชื่อเวียตนาม จำไว้นะ จำไว้ให้ดี อ้าว แล้วนี่จะปล่อยให้อเมริกา ทำตัวเป็นฝรั่งออกแขก เต้นอยู่หน้าโรงลิเกเจ้าเดียวได้ยังไง ว่าแล้วคู่หู หรือลูกพี่ ก็ต้องรีบแต่งตัว มาโชว์ลีลาด้วย กลัวไม่ได้ส่วนแบ่ง Chatham House หรือชื่อเต็มว่า The Royal Institute of International Affairs ถังขยะความคิด ฝาแฝดผู้พี่ ของ CFR ก็เพิ่งออกรายงานล่าสุด เมื่อเดือนมิถุนายนนี้ ตั้งชื่อรายงานได้สยองไม่แพ้แฝด น้อง “The Russian Challenge” รัสเซียกำเริบ (แปลภาษาลุงนิทาน) เรียกว่าแฝดแต่ละฝา ต่างออกมาประกบ คู่รัก กันคนละราย รายการแบ่งข้าง ศึกชิงแชมป์คราวนี้ คงมันยกร่อง สงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 โปรดหลบไปห่างๆ สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 15 ก.ค. 2558
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 947 มุมมอง 0 รีวิว
  • I Will Walk Away … พี่เผ่นก่อนนะน้อง ตอนที่ 5 – 6

    นิทานเรื่องจริง เรื่อง ” I will walk away …พี่เผ่นก่อนนะน้อง”
    ตอน 5
    เป็นไปได้หรือว่า อเมริกาแสนจะชาญฉลาดกำโลกอยู่ในมือจนกระดิกไม่ออกมาตั้ง 70 ปี จะมาเสียทีให้กับอิหร่าน คงมีคนคิดกัน ตกลงอิหร่านต้มอเมริกา หรืออเมริกาต้มอิหร่านกันแน่ ก่อนจะลงความเห็น ลองฟังความเห็นอีกสักชิ้น เอามาจากบทความที่ลงในวารสาร Foreign Affairs วารสารที่ออกเป็นประจำของ CFR เมื่อปี ค.ศ.2012 ก่อนที่อเมริกาคิดจะเจรจากับอิหร่านไม่นาน
    คงมีคนสงสัย ทำไมลุงนิทานอ้างแต่ CFR ก็เขาเป็นผู้กำกับรัฐบาลอเมริกา ผมไม่ตามผู้กำกับ ผมก็ไม่รู้ว่าดาราคนไหน เล่นบทอะไร แล้วเล่นได้สมบทบาทแค่ไหน
    บทความนี้ชื่อ ” Time to Attack Iran” โดย Matthew Kroenig
    นายโคร เขาบอกว่า บรรดานักคิด และผู้วางนโยบายของอเมริกา ต่างโต้เถียงกันว่า อเมริกาควรจะจัดการเรื่องอิหร่านอย่างไรดี
    ความเห็นหนึ่ง บอกว่า เราควรบุกอิหร่าน และทำลายอุปกรณ์ทั้งปวงที่อิหร่านใช้ในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ให้เหี้ยนเลย
    ฝ่ายไม่เห็นด้วยกับการบุก บอกว่า การใช้กำลังทหารกับอิหร่านเป็นเรื่องที่ไม่เข้าท่า และจะไม่เข้าท่าหนักขึ้น ถ้าเราไปเจออาวุธนิวเคลียร์ของ จริงของอิหร่าน นอกจากนี้ การบุกอิหร่าน โอกาสไม่สำเร็จมีสูง และถึงจะทำสำเร็จ มันอาจจะเป็นการจุดไม้ขีด ให้เรื่องบานปลาย กลายเป็นสงคราม และอาจสร้างวิกฤติทางเศรษฐกืจ ให้กับอเมริกา และอาจลามไปทั้งโลกด้วยก็ได้
    นอกจากนี้ ยังมีฝ่ายที่แนะนำให้อเมริกาใช้วิธีการที่ไม่ใช่ทางทหาร เช่นใช้การเจรจาทางการทูต การคว่ำบาตร หรือการปฏิบัติการณ์ลับ เพราะการใช้กำลังทางทหารเต็มรูปแบบ มีค่าใช้จ่ายและต้นทุนด้านต่างๆสูง จนใจไม่ถึงที่จะควักกระเป๋าให้ (ตอนนั้น)
    ยังมีพวกนักวิเคราะห์ ที่บอกว่า พวกไม่เห็นด้วยกับการบุกอิหร่าน มองไม่เห็นอันตรายที่แท้จริง ที่อาจเกิดขึ้นกับผลประโยชน์ของอเมริกา ที่อยู่ในและนอกตะวันออกกลาง จากการปล่อยให้อิหร่านที่มีนิวเคลียร์ ลอยนวลอยู่ตามสบาย มันเป็นการคุกคามผลประโยชน์ของอเมริกาโดยตรง
    ส่วนนายโครเอง มีชื่อเสียงว่า สนับสนุนการบุกอิหร่าน เขาบอกว่า โดยการใช้กำลังทหาร และใช้อาวุธที่มีประสิทธิภาพสูง ล๊อคเป้าจ่อไปที่โครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน แค่นั้นเรื่องก็จบ อเมริกาและตะวันออกกลาง ก็จะได้อยู่อย่างสงบจากเรื่องนิวเคลียร์ของอิหร่านเสียที
    โลกฝ่ายตะวันตก หรือฝ่ายอเมริกานั่นแหละ พยายามกดดันที่โครงการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่านมานานแล้ว แต่ทำไม่สำเร็จ ขนาดปล่อยไวรัส Stuxnet เข้าไปในระบบของอิหร่าน ไม่นาน อิหร่านก็แก้ไขฟื้นขึ้นมาใหม่ Institute of Science and International Security บอกว่า นอกจากอิหร่านฟื้นเร็วแล้ว ระยะเวลาการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน แต่ละครั้งยังเร็วขึ้นอีกด้วย น่าจะใช้เวลาเพียง 6 เดือนเท่านั้น และอิหร่านมีแผนที่จะย้ายโครงการผลิตนิวเคลียร์นี้ ไปไว้ในสถานที่ ที่ยากแก่เข้าถึง ทำให้โอกาสที่จะการใช้กำลังทหารแคบลงไปอีก ขณะเดียวกัน หลายประเทศในภูมิภาคเริ่มสงสัยในสมรรถภาพ ของอเมริกาว่า อเมริกาทำอะไรอยู่ ปล่อยอิหร่านผลิตนิวเคลียร์ยังกับผลิตของเล่น
    อเมริกาไม่ได้อยู่เฉย อเมริกาคิด แต่ยังคิดไม่ตก อเมริกาคิดจะใช้ cold war model เหมือนตอนสงครามเย็นปิดล้อมสหภาพโซเวียต แต่สภาพประเทศในตะวันออกกลาง ต่างกับประเทศในยุโรป อย่างหน้ามือกับหลังมือเลย อย่าว่าจะไปปิดล้อมใครเลย แค่พร้อมพอที่จะป้องกันตัวเองยัง ทำไม่ได้ เพราะฉนั้น ถ้าคิดจะปิดล้อมอิหร่าน ต้องใช้งบบาน เพราะโดยสภาพภูมิประเทศ และทำเลที่ตั้งของอิหร่าน อเมริกาต้องส่งทั้ง กองทัพเรือ กองทัพบก รวมทั้งอาจจะต้องจัดส่งนิวเคลียร์ ไปให้ทั้งตะวันออกกลาง คอยจ่อคอหอยอิหร่าน แล้วทั้งหมด ไม่ใช่ไปอยู่วันสองวัน แล้วกลับบ้านนอน แต่ต้องอยู่ถาวรเป็นหลาย 10 ปี ไม่คุ้มค่าน้ำมันที่ไปต้มพวกเสี่ยปั้มมา ไหนจะลาดตระเวน ไหนจะป้องกัน ไหนจะตามเฝ้าอิหร่าน ไหนจะตรวจสอบอิหร่าน ฯลฯ
    พอเห็นแล้วนะครับ ว่า อเมริการู้ว่า อิหร่านกำลังทำอะไร คิดอะไร และอเมริกาน่าจะทำอะไร ปัญหาอยู่ที่ว่า แล้วทำไมอเมริกาถึงเลือกทำ อย่างที่กำลังโดนพวกตัวเองด่า และถ้า วันที่ 7 กรกฎาคมนี้ ยังเจรจากันไม่เสร็จ อเมริกาจะทำอย่างไรต่อไป และผลมันจะเป็นอย่างไร
    ###############
    นิทานเรื่องจริง เรื่อง ” I will walk away …พี่เผ่นก่อนนะน้อง”

    ตอน 6 (จบ)
    ก่อนไปถึงอเมริกา ขอย้อนกลับมาที่อิหร่าน ที่เขี้ยวลากดินหน่อย สมันน้อยแดนสยามจะได้เข้าใจว่า การจะออกจากคอกนั้นทำได้ ถ้าใช้สติปัญญา มีความตั้งใจทำจริง มีความอดทน ยอมลำบาก ไม่เห็นแก่ตัว และที่สำคัญต้องสามัคคี พร้อมใจกันทั้งชาติ
    อิหร่านโดนนักล่า ทั้งที่มาจากเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยของเท้าซ้าย จนถึงนักล่าใบตองแห้ง ร่วมมือกัน แย่งชิงกัน เพื่อหลอกเอาทรัพยากรมีค่ามหา ศาลของอิหร่าน ด้วยการต้มเปื่อย ยุแยง แทรกแซง ปั่นหัว ฟอกย้อม ชาวอิหร่านทุกระดับ จนอิหร่านเสียทรัพยากร เสียพลเมือง เสียผู้นำประเทศ อย่างน่าเสียดายไปมากมาย ตั้งแต่ปี 1900 ต้นๆ โดนต้มมา 100 กว่าปี ไม่คิดปีนขึ้นมาจากหม้อ ก็.. คงต้องปล่อยไปตามกรรม
    แต่อิหร่าน ฮึดสู้ แม้จะถูกคว่ำบาตรอย่างหนักหนาสา หัส การฮึดสู้ อาจมีความลำบากยากเข็ญ ต่อการดำรงชีวิตประจำวัน และการทำธุกิจ ฯลฯ แต่ เพื่อรักษาประเทศ มีชาวอิหร่านที่คิดทำ และอดทน พวกเขาจะทำสำเร็จหรือไม่ ต้องดูกันต่อไป แต่ถ้าไม่ฮึดสู้ ก็มีแต่ถูกเขาจูงกลับเข้าคอก แล้วปอกลอกเอาสมบัติของประเทศไป….. เหมือนเดิม
    อิหร่านเชื่อว่า ทางออกจากกำมือของตะวันตกมีทางเดียวคือ ต้องพึ่งตัวเองให้ได้ อิหร่านวางยุทธศาสตร์ สร้างชาติใหม่ที่พึ่งตัวเองได้ หนึ่งในกระบวนการสร้างชาติคือ การหาพลังงานใช้ในประเทศด้วยวิธีอื่นด้วย ไม่ใช่จากการขุดน้ำมันมาใช้อย่างเดียว น้ำมันของประเทศเอาไว้ขายเป็นรายได้ อิหร่านจึงคิดพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ คิดได้ 1 ก็ไป ถึง 2 แล้วก็เลยไปถึงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ อิหร่านบอก ไม่ใช่มีไว้เพื่อเป็นการรุกราน แต่ไว้ใช้เป็นการป้องกันตัว และเป็นเครื่องต่อรอง ประเทศที่มองการณ์ไกล ไม่อยากถูกครอบงำชักจูง อยู่ในกำมือผู้อื่นตลอดกาล ก็ย่อมคิดอย่างนี้
    เมื่อแรกๆ ไม่มีใครเชื่อว่า อิหร่านจะพัฒนาได้ แต่จากการเมืองของอิหร่านเอง ทำให้คนใน เอาความมาบอกคนนอก แล้วอเมริกาก็เลยรู้ แต่รู้ช้าไปนิด เมื่ออิหร่านเดินหน้าไปไกลพอสมควร อเมริกาคิดหนัก อย่างที่นายโคร เอามาเขียนนั่นแหละ่
    อเมริกาคิดว่า ยังไม่ใช่เวลาทำสงครามกับอิหร่าน อเมริกาเพิ่งขูดเนื้ออิรัคเสร็จ จะมาขูดเนื้ออิหร่านต่อ เหนื่อยตายชัก ทหารก็ยังไม่ฟื้นตัว ส่วนการปิดล้อม ก็ค่าใช้จ่ายสูงสะบั้น อเมริกาจึงใช้วิธีทางการเมือง แยงให้ตะวันออกกลางวุ่นวาย บวกกับ การคว่ำบาตร น่าจะทำให้อิหร่าน เหนื่อยและสยบ แต่อเมริกา คงลืมคิดไป โลกตอนนี้ กับโลก เมื่อ 50 ปีก่อน ต่างกันแยะ
    และยิ่งต่างกันแยะมากขึ้น ตั้งแต่ปี ค.ศ.2000 เป็นต้นมา โลกไม่ได้มีขั้วเดียว ที่มีอเมริกาและพวก เป็นผู้อำนวยการใหญ่ของโลกเท่านั้น จากการบีบคั้น แสดงอำนาจ เอาเปรียบ และความไม่เป็นธรรมของอเมริกาเอง จึงค่อยๆมีแยกตัว และจับมือ สร้างกลุ่มใหม่กันขึ้น มาถึงวันนี้ ขั้วอำนาจดูเหมือนจะเริ่มแบ่งชัดขึ้น ระหว่างแองโกลอเมริกัน บวกยุโรป และสมุนค่ายหนึ่ง และ มี รัสเซีย จีน กับพวกอยู่อีกค่ายหนึ่ง
    ดอลล่าร์กำลังถูกท้าทาย เหมือนที่เงินปอนด์เคยถูกชิงตำแหน่ง จากผลของสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 โลกก็แบ่งเป็น 2 ค่าย นี่เรากำลังเดินเข้าไปสู่วัฏฏะ เดิมอีกหรือ โดยมีเรื่องของอิหร่าน เป็นตัวแปร หรือเป็นชนวน…
    อิหร่านยอมที่จะเจรจากับอเมริกา เรื่องลดการพัฒนานิวเคลียร์ เพราะเป็นการเจรจาที่อิหร่าน มีแต่ได้ กับเสมอตัว อิหร่านต้องการให้ฝ่ายตะวันตก ปลดการคว่ำบาตรทั้งหมด ที่เกี่ยวกับอิหร่าน ถ้าได้ตามต้องการ อิหร่านจะกลายเป็นเสี่ยใหญ่แห่ง ตะวันออกกลาง เขาว่าเป็นเงินมากมาย ประเมินกันไม่ถูก เพราะอิหร่านอุบเงียบ แถมใช้ตัวแทน ทำหลายซับหลายซ้อน ขณะเดียวกัน ในระหว่างเจรจา อิหร่านก็เดินหน้าโครงการต่อ แถมโยกย้าย แยกแยะ จนยากแก่การติดตาม ถ้าการเจรจาไม่สำเร็จ อิหร่านก็กลับมาอยู่สภาพ เดินหน้าพัฒนาต่ออย่างที่ทำอยู่ ชีวิตก็เหมือนเดิม เคยลำบากมาแล้ว ก็ลำบากต่ออีกนิด แต่เมื่อมีนิวเคลียร์ครบ เสียงของอิหร่านที่จะเจรจา หรือ พูดอะไรต่อไป ก็คงต่างไปบ้าง อเมริกาก็คิดเองแล้วกัน จะเป็นเสียงอย่างไหน อเมริกาก็เคยใช้มาสาระพัดเสียงแล้วนี่
    วันที่ 7 กรกฎาคมนี้ ถ้า ฝ่าย P5+1 ตกลงกับอิหร่านได้ครบถ้วน ตามความต้องการของทั้ง 2 ฝ่าย บทที่แสดงหน้าจอ ก็คงชนิดได้ตุ๊กตาทอง มีการจับมือ เอาบุญเอาคุญ ตามธรรมเนียม และมันคงเป็นแค่ “การซื้อเวลา” เมื่อไหร่ที่อิหร่านพร้อม เราคงได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในตะวันออกกลางอย่างเห็นชัด เสี่ยปั้มทั้งหลาย ก็เฝ้าปั้มไว้ให้ดีก็แล้วกัน
    สำหรับอเมริกา อเมริกายอมเล่นบทคว่ำบาตร เพราะอเมริกา “ยังไม่พร้อม” เล่นบทอื่น ไม่ใช่อเมริกา ประเมินผิด ไอ้ถังขยะต่างๆ ที่ออกมาทำเสียงเขียว มันเป็นการเล่นละคร กันทั้งนั้น ต่างก็รู้คิวกัน เจรจาให้ยาว ทำเป็นตกลง ให้อิหร่านถลาเข้ามา แล้วก็ตวัดกลับ เพราะอเมริกา ไม่มีทางยกเลิกการคว่ำบาตร อิหร่านอย่างจริงจัง แม้จะทำเป็นตกลง ท้ายที่สุดอิหร่านก็จะได้แต่กินแห้ว อเมริกาแค่ซื้อเวลา รอให้มีความพร้อมทางฝั่งของตนเองมากที่สุด
    อเมริกา โดยไอ้ถังขยะ CFR (อีกแล้ว) ลงทุนติวเข้มให้แก่ อิสราเอล และซาอุดิ 2 มิตรชิดใกล้ของอเมริกาในตะวันออกกลาง เกี่ยวกับเรื่องอิหร่าน ตั้งแต่ปีที่แล้ว ล่าสุด ประชุมติวกัน เมื่อต้นเดือนมิถุนายนนี้เอง ข่าวหลุดมาจาก นาย Anwar Eshski อดีตนายพล และทูตซาอุดิ ประจำอเมริกา อีกฝ่ายคือ นาย Dore Gold อดีตทูตอิสราเอล ประจำสหประชาชาติ มีการประชุมเช่นนี้ มาแล้ว 5 ครั้ง ตั้งแต่ปี ค.ศ.2014 อเมริกา ไม่ได้หลุดคิวเลย
    นอกจากนี้ เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่าน เช่นเดียวกัน อเมริกายังส่งนาย John Brennan ผอ CIA บินตรงไปสรุปข้อมูลลับเกี่ยวกับอิหร่าน ให้กับหน่วยงานข่าวกรองของอิสราเอล Mossad
    แปลว่า อเมริกาน่าจะคิดขยับหมากแล้ว เรื่องการเจรจาก็ปล่อยไป เจรจาสำเร็จ หรือไม่สำเร็จ สำหรับอเมริกา ไม่มีอะไรต่างกัน เพราะอเมริกาน่าจะมีโผอยู่ในใจแล้ว เรื่องนิวเคลียร์อิหร่าน เป็นเหมือนหนังฮอลลีวู้ดสร้าง ซี่รี่ส์ยาว ให้เราดูติดต่อกันมา 2 ปี เท่านั้นเอง
    อเมริกาไม่มีวันจะปล่อยมือที่บีบคออิหร่าน แม้อเมริกาจะนับรัสเซีย เป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งตลอดกาล และนับจีนเป็นคู่แข่งหมายเลขหนี่ง ซี่งแข่งมากๆ ก็จะถูกเปลี่ยนสถานะเป็นศัตรูไปด้วย แต่กรณีของรัสเซีย เป็นเรื่องของ “ความอยากได้ ” ทรัพยากรของรัสเซีย บวกกับความแหยงสภาพการฟื้นคืนชีพอย่างรวดเร็วของรัสเซีย อเมริกาไม่มีผลประโยชน์โดยตรง มากมายในภูมิภาคของรัสเซีย มันเป็นเรื่องของยุทธศาสตร์และภูมิศาสตร์การเมืองมากกว่า กรณีของจีน ก็ใกล้เคียงกับกรณีรัสเซีย แต่หนักไปในแง่ที่อเมริกาถือว่า แปซิฟิกและเอเซีย เป็นเหมือนบ้านที่ 2 ของอเมริกา มีแต่เด็กๆ ในความปกครองทั้งนั้น เพราะฉะนั้น แค่คิดว่าจีนจะมาใหญ่กว่า หรือแค่เป็นคู่แข็ง อเมริกาก็ทนไม่ได้อยู่แล้ว
    แต่กรณีอิหร่าน ขณะที่อเมริกาอยากได้ ทรัพยากรของอิหร่าน แต่อิหร่านวันนี้ เป็นอิหร่านที่มีพิษ และอเมริกายังคิดเซรุ่มกันพิษรอบใหม่ของอิหร่านยังไม่ได้ ถ้าอเมริกาขยับผิด ผลประโยชน์มหาศาลของอเมริกา ในตะวันออกกลางจะฉิบหายเกลี้ยงไปด้วย ไม่ใช่แค่ไม่ได้สมบัติของอิหร่านอย่างเดียว เรื่องอิหร่าน เป็นเรื่องกระทบตรงกับผลประโยชน์ของอเมริกา เป็นเรื่องที่อเมริการู้อยู่แก่ใจ กำลังทำใจ และกำลังหาทางขจัดปัญหาแบบเบ็ดเสร็จ เมื่ออเมริกาพร้อม โลกคงสะเทือน
    แต่การขยับหมากของอเมริกา ไล่มาตั้งแต่ ยูเครน ตะวันออกกลาง มาถึงหมากญี่ปุ่น (จะสำเร็จหรือไม่ ไม่รู้ แต่ผมว่า ร่อแร่ แก้รัฐธรรมนูญเพื่อไปแบกถาดให้เขานี่ คนญี่ปุ่นน่าจะคิดออกนะ ว่าถูกเขาหลอกใช้ขนาดไหน) เหมือนความพร้อมของอเมริกา จะใกล้เข้ามาทุกที จะพร้อมลุยอิหร่านประเทศเล็กแต่มีพิษ หรือแค่พร้อมตั้งรับ เพราะรู้ว่า พิษคงจะเริ่มออกฤทธิ์อีกไม่ช้า และแพร่กระจายไปหลายทิศ ในอีกไม่นาน ก็ต้องดูกันต่อไป
    กลับมาที่อิหร่านอีกที ถ้า วันที่ 7 กรกฏาคมนี่ อิหร่านต้องฟังเพลง I will walk away … อิหร่านจะเดินหมากอย่างไรต่อ จะหงิมๆ เก็บของ กลับบ้านไหม อิหร่านก็คงทำอย่างนั้น แต่กลับบ้านไปทำอะไร ผมไม่รู้ด้วย แต่ผมตั้งใจว่า ถ้าต้องฟัง พณฯใบตองแห้งครวญเพลง หลังจากวันที่ 7 กรกฏาคม ผมคง ตั้งสติให้นิ่ง ตามข่าวถี่หน่อย กินให้อร่อย นอนให้อิ่ม เก็บสะสมไว้ยามจำเป็นครับ
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    7 ก.ค. 2558
    I Will Walk Away … พี่เผ่นก่อนนะน้อง ตอนที่ 5 – 6 นิทานเรื่องจริง เรื่อง ” I will walk away …พี่เผ่นก่อนนะน้อง” ตอน 5 เป็นไปได้หรือว่า อเมริกาแสนจะชาญฉลาดกำโลกอยู่ในมือจนกระดิกไม่ออกมาตั้ง 70 ปี จะมาเสียทีให้กับอิหร่าน คงมีคนคิดกัน ตกลงอิหร่านต้มอเมริกา หรืออเมริกาต้มอิหร่านกันแน่ ก่อนจะลงความเห็น ลองฟังความเห็นอีกสักชิ้น เอามาจากบทความที่ลงในวารสาร Foreign Affairs วารสารที่ออกเป็นประจำของ CFR เมื่อปี ค.ศ.2012 ก่อนที่อเมริกาคิดจะเจรจากับอิหร่านไม่นาน คงมีคนสงสัย ทำไมลุงนิทานอ้างแต่ CFR ก็เขาเป็นผู้กำกับรัฐบาลอเมริกา ผมไม่ตามผู้กำกับ ผมก็ไม่รู้ว่าดาราคนไหน เล่นบทอะไร แล้วเล่นได้สมบทบาทแค่ไหน บทความนี้ชื่อ ” Time to Attack Iran” โดย Matthew Kroenig นายโคร เขาบอกว่า บรรดานักคิด และผู้วางนโยบายของอเมริกา ต่างโต้เถียงกันว่า อเมริกาควรจะจัดการเรื่องอิหร่านอย่างไรดี ความเห็นหนึ่ง บอกว่า เราควรบุกอิหร่าน และทำลายอุปกรณ์ทั้งปวงที่อิหร่านใช้ในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ให้เหี้ยนเลย ฝ่ายไม่เห็นด้วยกับการบุก บอกว่า การใช้กำลังทหารกับอิหร่านเป็นเรื่องที่ไม่เข้าท่า และจะไม่เข้าท่าหนักขึ้น ถ้าเราไปเจออาวุธนิวเคลียร์ของ จริงของอิหร่าน นอกจากนี้ การบุกอิหร่าน โอกาสไม่สำเร็จมีสูง และถึงจะทำสำเร็จ มันอาจจะเป็นการจุดไม้ขีด ให้เรื่องบานปลาย กลายเป็นสงคราม และอาจสร้างวิกฤติทางเศรษฐกืจ ให้กับอเมริกา และอาจลามไปทั้งโลกด้วยก็ได้ นอกจากนี้ ยังมีฝ่ายที่แนะนำให้อเมริกาใช้วิธีการที่ไม่ใช่ทางทหาร เช่นใช้การเจรจาทางการทูต การคว่ำบาตร หรือการปฏิบัติการณ์ลับ เพราะการใช้กำลังทางทหารเต็มรูปแบบ มีค่าใช้จ่ายและต้นทุนด้านต่างๆสูง จนใจไม่ถึงที่จะควักกระเป๋าให้ (ตอนนั้น) ยังมีพวกนักวิเคราะห์ ที่บอกว่า พวกไม่เห็นด้วยกับการบุกอิหร่าน มองไม่เห็นอันตรายที่แท้จริง ที่อาจเกิดขึ้นกับผลประโยชน์ของอเมริกา ที่อยู่ในและนอกตะวันออกกลาง จากการปล่อยให้อิหร่านที่มีนิวเคลียร์ ลอยนวลอยู่ตามสบาย มันเป็นการคุกคามผลประโยชน์ของอเมริกาโดยตรง ส่วนนายโครเอง มีชื่อเสียงว่า สนับสนุนการบุกอิหร่าน เขาบอกว่า โดยการใช้กำลังทหาร และใช้อาวุธที่มีประสิทธิภาพสูง ล๊อคเป้าจ่อไปที่โครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน แค่นั้นเรื่องก็จบ อเมริกาและตะวันออกกลาง ก็จะได้อยู่อย่างสงบจากเรื่องนิวเคลียร์ของอิหร่านเสียที โลกฝ่ายตะวันตก หรือฝ่ายอเมริกานั่นแหละ พยายามกดดันที่โครงการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่านมานานแล้ว แต่ทำไม่สำเร็จ ขนาดปล่อยไวรัส Stuxnet เข้าไปในระบบของอิหร่าน ไม่นาน อิหร่านก็แก้ไขฟื้นขึ้นมาใหม่ Institute of Science and International Security บอกว่า นอกจากอิหร่านฟื้นเร็วแล้ว ระยะเวลาการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน แต่ละครั้งยังเร็วขึ้นอีกด้วย น่าจะใช้เวลาเพียง 6 เดือนเท่านั้น และอิหร่านมีแผนที่จะย้ายโครงการผลิตนิวเคลียร์นี้ ไปไว้ในสถานที่ ที่ยากแก่เข้าถึง ทำให้โอกาสที่จะการใช้กำลังทหารแคบลงไปอีก ขณะเดียวกัน หลายประเทศในภูมิภาคเริ่มสงสัยในสมรรถภาพ ของอเมริกาว่า อเมริกาทำอะไรอยู่ ปล่อยอิหร่านผลิตนิวเคลียร์ยังกับผลิตของเล่น อเมริกาไม่ได้อยู่เฉย อเมริกาคิด แต่ยังคิดไม่ตก อเมริกาคิดจะใช้ cold war model เหมือนตอนสงครามเย็นปิดล้อมสหภาพโซเวียต แต่สภาพประเทศในตะวันออกกลาง ต่างกับประเทศในยุโรป อย่างหน้ามือกับหลังมือเลย อย่าว่าจะไปปิดล้อมใครเลย แค่พร้อมพอที่จะป้องกันตัวเองยัง ทำไม่ได้ เพราะฉนั้น ถ้าคิดจะปิดล้อมอิหร่าน ต้องใช้งบบาน เพราะโดยสภาพภูมิประเทศ และทำเลที่ตั้งของอิหร่าน อเมริกาต้องส่งทั้ง กองทัพเรือ กองทัพบก รวมทั้งอาจจะต้องจัดส่งนิวเคลียร์ ไปให้ทั้งตะวันออกกลาง คอยจ่อคอหอยอิหร่าน แล้วทั้งหมด ไม่ใช่ไปอยู่วันสองวัน แล้วกลับบ้านนอน แต่ต้องอยู่ถาวรเป็นหลาย 10 ปี ไม่คุ้มค่าน้ำมันที่ไปต้มพวกเสี่ยปั้มมา ไหนจะลาดตระเวน ไหนจะป้องกัน ไหนจะตามเฝ้าอิหร่าน ไหนจะตรวจสอบอิหร่าน ฯลฯ พอเห็นแล้วนะครับ ว่า อเมริการู้ว่า อิหร่านกำลังทำอะไร คิดอะไร และอเมริกาน่าจะทำอะไร ปัญหาอยู่ที่ว่า แล้วทำไมอเมริกาถึงเลือกทำ อย่างที่กำลังโดนพวกตัวเองด่า และถ้า วันที่ 7 กรกฎาคมนี้ ยังเจรจากันไม่เสร็จ อเมริกาจะทำอย่างไรต่อไป และผลมันจะเป็นอย่างไร ############### นิทานเรื่องจริง เรื่อง ” I will walk away …พี่เผ่นก่อนนะน้อง” ตอน 6 (จบ) ก่อนไปถึงอเมริกา ขอย้อนกลับมาที่อิหร่าน ที่เขี้ยวลากดินหน่อย สมันน้อยแดนสยามจะได้เข้าใจว่า การจะออกจากคอกนั้นทำได้ ถ้าใช้สติปัญญา มีความตั้งใจทำจริง มีความอดทน ยอมลำบาก ไม่เห็นแก่ตัว และที่สำคัญต้องสามัคคี พร้อมใจกันทั้งชาติ อิหร่านโดนนักล่า ทั้งที่มาจากเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยของเท้าซ้าย จนถึงนักล่าใบตองแห้ง ร่วมมือกัน แย่งชิงกัน เพื่อหลอกเอาทรัพยากรมีค่ามหา ศาลของอิหร่าน ด้วยการต้มเปื่อย ยุแยง แทรกแซง ปั่นหัว ฟอกย้อม ชาวอิหร่านทุกระดับ จนอิหร่านเสียทรัพยากร เสียพลเมือง เสียผู้นำประเทศ อย่างน่าเสียดายไปมากมาย ตั้งแต่ปี 1900 ต้นๆ โดนต้มมา 100 กว่าปี ไม่คิดปีนขึ้นมาจากหม้อ ก็.. คงต้องปล่อยไปตามกรรม แต่อิหร่าน ฮึดสู้ แม้จะถูกคว่ำบาตรอย่างหนักหนาสา หัส การฮึดสู้ อาจมีความลำบากยากเข็ญ ต่อการดำรงชีวิตประจำวัน และการทำธุกิจ ฯลฯ แต่ เพื่อรักษาประเทศ มีชาวอิหร่านที่คิดทำ และอดทน พวกเขาจะทำสำเร็จหรือไม่ ต้องดูกันต่อไป แต่ถ้าไม่ฮึดสู้ ก็มีแต่ถูกเขาจูงกลับเข้าคอก แล้วปอกลอกเอาสมบัติของประเทศไป….. เหมือนเดิม อิหร่านเชื่อว่า ทางออกจากกำมือของตะวันตกมีทางเดียวคือ ต้องพึ่งตัวเองให้ได้ อิหร่านวางยุทธศาสตร์ สร้างชาติใหม่ที่พึ่งตัวเองได้ หนึ่งในกระบวนการสร้างชาติคือ การหาพลังงานใช้ในประเทศด้วยวิธีอื่นด้วย ไม่ใช่จากการขุดน้ำมันมาใช้อย่างเดียว น้ำมันของประเทศเอาไว้ขายเป็นรายได้ อิหร่านจึงคิดพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ คิดได้ 1 ก็ไป ถึง 2 แล้วก็เลยไปถึงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ อิหร่านบอก ไม่ใช่มีไว้เพื่อเป็นการรุกราน แต่ไว้ใช้เป็นการป้องกันตัว และเป็นเครื่องต่อรอง ประเทศที่มองการณ์ไกล ไม่อยากถูกครอบงำชักจูง อยู่ในกำมือผู้อื่นตลอดกาล ก็ย่อมคิดอย่างนี้ เมื่อแรกๆ ไม่มีใครเชื่อว่า อิหร่านจะพัฒนาได้ แต่จากการเมืองของอิหร่านเอง ทำให้คนใน เอาความมาบอกคนนอก แล้วอเมริกาก็เลยรู้ แต่รู้ช้าไปนิด เมื่ออิหร่านเดินหน้าไปไกลพอสมควร อเมริกาคิดหนัก อย่างที่นายโคร เอามาเขียนนั่นแหละ่ อเมริกาคิดว่า ยังไม่ใช่เวลาทำสงครามกับอิหร่าน อเมริกาเพิ่งขูดเนื้ออิรัคเสร็จ จะมาขูดเนื้ออิหร่านต่อ เหนื่อยตายชัก ทหารก็ยังไม่ฟื้นตัว ส่วนการปิดล้อม ก็ค่าใช้จ่ายสูงสะบั้น อเมริกาจึงใช้วิธีทางการเมือง แยงให้ตะวันออกกลางวุ่นวาย บวกกับ การคว่ำบาตร น่าจะทำให้อิหร่าน เหนื่อยและสยบ แต่อเมริกา คงลืมคิดไป โลกตอนนี้ กับโลก เมื่อ 50 ปีก่อน ต่างกันแยะ และยิ่งต่างกันแยะมากขึ้น ตั้งแต่ปี ค.ศ.2000 เป็นต้นมา โลกไม่ได้มีขั้วเดียว ที่มีอเมริกาและพวก เป็นผู้อำนวยการใหญ่ของโลกเท่านั้น จากการบีบคั้น แสดงอำนาจ เอาเปรียบ และความไม่เป็นธรรมของอเมริกาเอง จึงค่อยๆมีแยกตัว และจับมือ สร้างกลุ่มใหม่กันขึ้น มาถึงวันนี้ ขั้วอำนาจดูเหมือนจะเริ่มแบ่งชัดขึ้น ระหว่างแองโกลอเมริกัน บวกยุโรป และสมุนค่ายหนึ่ง และ มี รัสเซีย จีน กับพวกอยู่อีกค่ายหนึ่ง ดอลล่าร์กำลังถูกท้าทาย เหมือนที่เงินปอนด์เคยถูกชิงตำแหน่ง จากผลของสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 โลกก็แบ่งเป็น 2 ค่าย นี่เรากำลังเดินเข้าไปสู่วัฏฏะ เดิมอีกหรือ โดยมีเรื่องของอิหร่าน เป็นตัวแปร หรือเป็นชนวน… อิหร่านยอมที่จะเจรจากับอเมริกา เรื่องลดการพัฒนานิวเคลียร์ เพราะเป็นการเจรจาที่อิหร่าน มีแต่ได้ กับเสมอตัว อิหร่านต้องการให้ฝ่ายตะวันตก ปลดการคว่ำบาตรทั้งหมด ที่เกี่ยวกับอิหร่าน ถ้าได้ตามต้องการ อิหร่านจะกลายเป็นเสี่ยใหญ่แห่ง ตะวันออกกลาง เขาว่าเป็นเงินมากมาย ประเมินกันไม่ถูก เพราะอิหร่านอุบเงียบ แถมใช้ตัวแทน ทำหลายซับหลายซ้อน ขณะเดียวกัน ในระหว่างเจรจา อิหร่านก็เดินหน้าโครงการต่อ แถมโยกย้าย แยกแยะ จนยากแก่การติดตาม ถ้าการเจรจาไม่สำเร็จ อิหร่านก็กลับมาอยู่สภาพ เดินหน้าพัฒนาต่ออย่างที่ทำอยู่ ชีวิตก็เหมือนเดิม เคยลำบากมาแล้ว ก็ลำบากต่ออีกนิด แต่เมื่อมีนิวเคลียร์ครบ เสียงของอิหร่านที่จะเจรจา หรือ พูดอะไรต่อไป ก็คงต่างไปบ้าง อเมริกาก็คิดเองแล้วกัน จะเป็นเสียงอย่างไหน อเมริกาก็เคยใช้มาสาระพัดเสียงแล้วนี่ วันที่ 7 กรกฎาคมนี้ ถ้า ฝ่าย P5+1 ตกลงกับอิหร่านได้ครบถ้วน ตามความต้องการของทั้ง 2 ฝ่าย บทที่แสดงหน้าจอ ก็คงชนิดได้ตุ๊กตาทอง มีการจับมือ เอาบุญเอาคุญ ตามธรรมเนียม และมันคงเป็นแค่ “การซื้อเวลา” เมื่อไหร่ที่อิหร่านพร้อม เราคงได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในตะวันออกกลางอย่างเห็นชัด เสี่ยปั้มทั้งหลาย ก็เฝ้าปั้มไว้ให้ดีก็แล้วกัน สำหรับอเมริกา อเมริกายอมเล่นบทคว่ำบาตร เพราะอเมริกา “ยังไม่พร้อม” เล่นบทอื่น ไม่ใช่อเมริกา ประเมินผิด ไอ้ถังขยะต่างๆ ที่ออกมาทำเสียงเขียว มันเป็นการเล่นละคร กันทั้งนั้น ต่างก็รู้คิวกัน เจรจาให้ยาว ทำเป็นตกลง ให้อิหร่านถลาเข้ามา แล้วก็ตวัดกลับ เพราะอเมริกา ไม่มีทางยกเลิกการคว่ำบาตร อิหร่านอย่างจริงจัง แม้จะทำเป็นตกลง ท้ายที่สุดอิหร่านก็จะได้แต่กินแห้ว อเมริกาแค่ซื้อเวลา รอให้มีความพร้อมทางฝั่งของตนเองมากที่สุด อเมริกา โดยไอ้ถังขยะ CFR (อีกแล้ว) ลงทุนติวเข้มให้แก่ อิสราเอล และซาอุดิ 2 มิตรชิดใกล้ของอเมริกาในตะวันออกกลาง เกี่ยวกับเรื่องอิหร่าน ตั้งแต่ปีที่แล้ว ล่าสุด ประชุมติวกัน เมื่อต้นเดือนมิถุนายนนี้เอง ข่าวหลุดมาจาก นาย Anwar Eshski อดีตนายพล และทูตซาอุดิ ประจำอเมริกา อีกฝ่ายคือ นาย Dore Gold อดีตทูตอิสราเอล ประจำสหประชาชาติ มีการประชุมเช่นนี้ มาแล้ว 5 ครั้ง ตั้งแต่ปี ค.ศ.2014 อเมริกา ไม่ได้หลุดคิวเลย นอกจากนี้ เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่าน เช่นเดียวกัน อเมริกายังส่งนาย John Brennan ผอ CIA บินตรงไปสรุปข้อมูลลับเกี่ยวกับอิหร่าน ให้กับหน่วยงานข่าวกรองของอิสราเอล Mossad แปลว่า อเมริกาน่าจะคิดขยับหมากแล้ว เรื่องการเจรจาก็ปล่อยไป เจรจาสำเร็จ หรือไม่สำเร็จ สำหรับอเมริกา ไม่มีอะไรต่างกัน เพราะอเมริกาน่าจะมีโผอยู่ในใจแล้ว เรื่องนิวเคลียร์อิหร่าน เป็นเหมือนหนังฮอลลีวู้ดสร้าง ซี่รี่ส์ยาว ให้เราดูติดต่อกันมา 2 ปี เท่านั้นเอง อเมริกาไม่มีวันจะปล่อยมือที่บีบคออิหร่าน แม้อเมริกาจะนับรัสเซีย เป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งตลอดกาล และนับจีนเป็นคู่แข่งหมายเลขหนี่ง ซี่งแข่งมากๆ ก็จะถูกเปลี่ยนสถานะเป็นศัตรูไปด้วย แต่กรณีของรัสเซีย เป็นเรื่องของ “ความอยากได้ ” ทรัพยากรของรัสเซีย บวกกับความแหยงสภาพการฟื้นคืนชีพอย่างรวดเร็วของรัสเซีย อเมริกาไม่มีผลประโยชน์โดยตรง มากมายในภูมิภาคของรัสเซีย มันเป็นเรื่องของยุทธศาสตร์และภูมิศาสตร์การเมืองมากกว่า กรณีของจีน ก็ใกล้เคียงกับกรณีรัสเซีย แต่หนักไปในแง่ที่อเมริกาถือว่า แปซิฟิกและเอเซีย เป็นเหมือนบ้านที่ 2 ของอเมริกา มีแต่เด็กๆ ในความปกครองทั้งนั้น เพราะฉะนั้น แค่คิดว่าจีนจะมาใหญ่กว่า หรือแค่เป็นคู่แข็ง อเมริกาก็ทนไม่ได้อยู่แล้ว แต่กรณีอิหร่าน ขณะที่อเมริกาอยากได้ ทรัพยากรของอิหร่าน แต่อิหร่านวันนี้ เป็นอิหร่านที่มีพิษ และอเมริกายังคิดเซรุ่มกันพิษรอบใหม่ของอิหร่านยังไม่ได้ ถ้าอเมริกาขยับผิด ผลประโยชน์มหาศาลของอเมริกา ในตะวันออกกลางจะฉิบหายเกลี้ยงไปด้วย ไม่ใช่แค่ไม่ได้สมบัติของอิหร่านอย่างเดียว เรื่องอิหร่าน เป็นเรื่องกระทบตรงกับผลประโยชน์ของอเมริกา เป็นเรื่องที่อเมริการู้อยู่แก่ใจ กำลังทำใจ และกำลังหาทางขจัดปัญหาแบบเบ็ดเสร็จ เมื่ออเมริกาพร้อม โลกคงสะเทือน แต่การขยับหมากของอเมริกา ไล่มาตั้งแต่ ยูเครน ตะวันออกกลาง มาถึงหมากญี่ปุ่น (จะสำเร็จหรือไม่ ไม่รู้ แต่ผมว่า ร่อแร่ แก้รัฐธรรมนูญเพื่อไปแบกถาดให้เขานี่ คนญี่ปุ่นน่าจะคิดออกนะ ว่าถูกเขาหลอกใช้ขนาดไหน) เหมือนความพร้อมของอเมริกา จะใกล้เข้ามาทุกที จะพร้อมลุยอิหร่านประเทศเล็กแต่มีพิษ หรือแค่พร้อมตั้งรับ เพราะรู้ว่า พิษคงจะเริ่มออกฤทธิ์อีกไม่ช้า และแพร่กระจายไปหลายทิศ ในอีกไม่นาน ก็ต้องดูกันต่อไป กลับมาที่อิหร่านอีกที ถ้า วันที่ 7 กรกฏาคมนี่ อิหร่านต้องฟังเพลง I will walk away … อิหร่านจะเดินหมากอย่างไรต่อ จะหงิมๆ เก็บของ กลับบ้านไหม อิหร่านก็คงทำอย่างนั้น แต่กลับบ้านไปทำอะไร ผมไม่รู้ด้วย แต่ผมตั้งใจว่า ถ้าต้องฟัง พณฯใบตองแห้งครวญเพลง หลังจากวันที่ 7 กรกฏาคม ผมคง ตั้งสติให้นิ่ง ตามข่าวถี่หน่อย กินให้อร่อย นอนให้อิ่ม เก็บสะสมไว้ยามจำเป็นครับ สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 7 ก.ค. 2558
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 1300 มุมมอง 0 รีวิว
  • I Will Walk Away … พี่เผ่นก่อนนะน้อง ตอนที่ 3 – 4

    นิทานเรื่องจริง เรื่อง ” I will walk away …พี่เผ่นก่อนนะน้อง”
    ตอน 3
    คงจำกันได้ เมื่อวันที่ 3 เมษายนที่ผ่านมา อเมริกา โดย พณฯใบตองแห้ง จัดใหญ่แถลงการณ์ว่า เราตกลงเลือกกรอบการเจรจากับอิหร่านเรียบร้อยแล้ว (รายละเอียดในนิทานเรื่อง “ข้อสอบรั่ว”) ตีปิ๊บซะตื่นเต้นกันไปหมด
    วันเดียวกันนั้น นาย Richard Hass ผู้อำนวยการใหญ่ของถังขยะความคิด Council on Foreign Relation หรือ CFR ที่เข้าใจว่า ใหญ่กว่ารัฐบาลของอเมริกา ท่านดิ๊ก Richard ก็ออกความเห็นทันทีไม่รอช่า เขียนเองอีกด้วย ไม่ใช้เด็ก แปลว่า เรื่องนี้สำคัญ ต้องปั่น หรือ ปั้นกับมือเอง
    ท่านดิ๊ก เริ่มต้นได้หยดย้อย ..แบบฝรั่งจ๋า There’s many a slip twixt the cup and the lip” เป็นอะไรที่เหมือนกับว่าสำเร็จแล้ว แต่ความจริง ยังไม่ใช่ ท่านดิ๊กว่าอย่างนั้น แต่ลุงนิทานแปลเองว่า .. ปากจะถึงถ้วยอยู่รอมร่อ แต่ดันหกเสียก่อน..แปลสั้นๆอีกที ว่า อ ด
    ท่านดิ๊กบอกว่า ข้อตกลงเกี่ยวกับกรอบการเจรจาเรื่องอิหร่านนิวเคลียร์โปรแกรม จะเป็นการสร้างเหตุการณ์สำคัญทางด้านการเมืองและการทูต ที่มีรายละเอียดมากมาย กว้างขวางในบริบทต่างๆ เกินกว่าที่คาดกัน…. เริ่มแบบนี้ แปลว่า คงมีใครเหยียบเปลือกกล้วย หงายท้องไปแล้ว แต่จะถึงขนาดทำปืนลั่นใส่หัวแม่ตีนตัวเองหรือเปล่า ต้องตามอ่านบทความของท่านดิ๊กต่อไป
    …กรอบที่ตกลงกัน สร้างคำถามคาใจไม่น้อยกว่าคำตอบที่ได้มา และยังมีเรื่องค้าง
    ที่ยังต้องทำอยู่อีกมากมาย จริงๆ แล้ว ข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน มันเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้นเอง
    …ไม่รู้ว่าท่านดิ๊กเหน็บใคร ดันจัดงานแถลงซะใหญ่โตเหมือนกับเจรจาสำเร็จแล้วยังงั้น
    แหล่ะ เป็นครั้งแรก ที่ผมเห็นด้วยกับไอ้ถังขยะความคิด ช่วยกลับไปอ่านนิทานเรื่อง “ข้อสอบรั่ว” หน่อยนะครับ
    … กรอบที่ตกลง มีข้อกำหนดห้ามอิหร่านมากมายเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ มีข้อกำหนดมาตรฐานการตรวจสอบว่า อิหร่านทำตามที่ตกลงกันหรือไม่ และมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการ “ผ่อนคลาย” เรื่องการคว่ำบาตรทางเศรษฐกืจ เมื่อตรวจสอบและพิสูจน์ได้แล้วว่า อิหร่านทำตามข้อตกลง
    …ในการเจรจา ได้มีประเมินกันว่า เราจะมีระยะเวลาในการเตือน 1 ปี นับแต่วันที่อิหร่านตัดสินใจ ที่จะสร้างอาวุธนิวเคลียร์สักลูก จนถึงสร้างสำเร็จ ระยะเวลาดังกล่าวเป็นไปตามข้อสันนิษฐานว่า จากการเฝ้าติดตามอิหร่านอย่างใกล้ชิด เราจะพบการไม่ปฏิบัติตามข้อสัญญาได้เร็วพอ ที่จะระงับการดำเนินการของอิหร่าน และโดยเฉพาะ จะทำให้เรากลับไปใช้การคว่ำบาตรอิหร่านได้ใหม่ “ก่อน” ที่อิหร่านจะสร้างนิวเคลียร์ ตามข้อสมมุติฐานนี้สำเร็จ.... ข้อนี้ ท่านดิ๊ก เขียนได้เยี่ยมครับ ให้เห็นความโง่ของผู้เจรจา และผู้ตกลง ฝ่ายที่ไม่ใช่อิหร่าน ชัดเจนว่า ด่ากันเอง มันดีนะครับ
    … ท่านดิ๊กบอกว่า มีไม่น้อยกว่า 5 เหตุผล ที่การตกลงกับอิหร่าน ท้ายที่สุด จะไม่เกิดขึ้น หรือเกิดขึ้น แต่ไม่ได้ผลตามที่ต้องการ … นี่ใบ้หวยหรือไง
    ข้อแรก ระหว่างเวลา 90 วัน นับแต่เดือนเมษายนถึงสิ้นเดือน มิถุนายน อะไรก็เกิดขึ้นได้ การเปลี่ยนใจ เปลี่ยนความคิด เปลี่ยนตัวผู้เจรจา การถูกกดดันจากรัฐบาลของตน แค่ตอนนี้ ความไม่เห็นพ้องกัน ระหว่างอเมริกากับอิหร่าน ก็มากมายกองสูงท่วมหัวแล้ว
    ข้อสอง เรื่องค้างที่สำคัญ คือเรื่องกำหนดเวลายกเลิกการคว่ำบาตร เรื่องนี้สำคัญมากสำหรับฝ่ายอิหร่าน ขณะเดียวกัน เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญ ที่ใช้ในการเจรจาต่อรองกับอิหร่าน พูดชัดๆ ว่าฝ่ายอเมริกาและยุโรป ยังไม่อยากยกเลิกการคว่ำบาตรให้อิหร่าน จนกว่า “จะแน่ใจ” ว่า อิหร่านปฏิบัติตามเงื่อนไขครบถ้วน …..
    อืม ….อิหร่านคงเข้าใจความนัยนี้แล้ว
    ข้อสาม เรื่องที่ห่วงกันคือ พวกยึดแน่นกับหลักการ หรือพวกเข้มข้นของทั้ง 2 ฝ่าย เช่นทางอิหร่าน คงไม่อยากให้อิหร่านเจรจากับ “ซาตานอเมริกา” ส่วนทางอเมริกา ก็ใช่ว่า สภาสูงจะเอาด้วย ตอนนี้ก็พูดกันไปทั่วแล้วว่า เหมือนปล่อยเสือเข้าป่า ปล่อยอิหร่านไว้กับนิวเคลียร์ ที่ความสามารถในการติดตาม การตรวจสอบ ยังไม่เป็นที่แน่ใจ ปล่อยไปเรื่อยๆ อีก 15, 20 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เป็นเรื่องใครก็ให้ความมั่นใจไม่ได้… พณฯใบตองแห้ง ได้ยินนะครับ ถูกลูกน้อง จริงๆ ก็คือลูกพี่ สั่งสอนให้แล้ว
    ข้อสี่ อิหร่านจะปฏิบัติกับข้อตกลงนี้อย่างไร ที่ผ่านมา อิหร่านมีประวัติเสีย ในการไม่ให้ข้อมูลสำคัญ หรือที่เกี่ยวข้อง ขนาดผู้ตรวจสอบของสหประชาชาติลงบันทึกไว้ในสมุดความประพฤติของอิหร่านแล้ว … นี่มันดูถูกซ้ำซาก อิหร่านรับได้หรือครับ ขอเสี้ยมหน่อย
    ข้อที่ห้า มาจากนโยบายด้านการต่างประเทศ และความมั่นคงของอิหร่านเอง ที่ทางอเมริกาไม่เห็นด้วย และเพื่อนฝูงในตะวันออกกลางก็แหยงกับการกระทำของอิหร่าน ที่สนับสนุน ซีเรีย อืรัค เยเมน รวมทั้งที่อื่นๆในตะวันออกกลาง
    …ท่านดิ๊กบอกว่า อิหร่านมีอนาคตไปได้ไกลถึงเป็นจักรวรรดิ ที่หวังจะเป็นประเทศมหาอำนาจ ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคของตัว แม้ข้อตกลงนิวเคลียร์นี้จะเกิดขึ้น ก็ไม่ทำให้ความเป็นไปได้ดังกล่าวเปลี่ยนแปลง อาจจะเลวร้ายลงไปด้วยซ้ำ เพราะอิหร่านอาจเลือกกลับมาสร้างอาวุธนิวเคลียร์ต่อได้ อย่างไม่ยากเย็นอะไร (โดยเราไม่รู้ตัว)
    … โอบามาทำถูกแล้ว ที่เจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์ ตามแนวที่กำลังคุยกัน ยังดีกว่าให้อิหร่านมีนิวเคลียร์ หรือทำสงคราม เพื่อป้องกันไม่ให้อิหร่านสร้างนิวเคลียร์ แต่ข้อตกลงดังกล่าว ต้องสร้างความเชื่อมั่น ให้อเมริกาและตะวันออกกลาง ให้ได้ว่า ได้มีการป้องกันอย่างรอบคอบแล้ว และถ้ามีการเบี้ยว หรือขี้โกง สิ่งเหล่านี้จะถูกจับได้ และจัดการได้อย่างเด็ดขาด
    …นี่ไม่ใช่เรื่องง่าย และจริงๆแล้ว มันไม่เกินไปหรอก ถ้าจะบอกว่า การสร้างความมั่นใจดังว่านั้น ต้องใช้ความพยายามไม่น้อยกว่า การเจรจาให้อิหร่านตกลงด้วยซ้ำ….
    คุณดิ๊ก นี่ไม่เบาเลย ตกลงนี่ กำลังหลอกด่าประธานาธิบดี ตัวเองหรือไงว่า ไปโง่ให้เหนื่อยทำไม ผลสุดท้าย เจรจากับอิหร่านสำเร็จหรือไม่ ปลายทางก็คงไม่ต่างกัน …,,หรือว่า พณฯใบตองแห้ง ก็รู้ดีอยู่แก่ใจ ว่ามันต้องเป็นอย่างนี้ไปก่อน เพราะทางออกอื่นยังสร้างไม่เสร็จ ก็ต้องเล่นบทตีหน้าซื่อ หรือเซ่อ … หลอกอิหร่าน หลอกโลกไปก่อน
    ###############
    นิทานเรื่องจริง เรื่อง” I will walk away….พี่เผ่นก่อนนะน้อง”

    ตอน 4
    ตกลง พณฯใบตองแห้ง คิดเรื่องอิหร่านอย่างไรกันแน่ อยากเจรจาต่อ หรืออยากเลิกเจรจา ยิ่งถังขยะความคิด CFR ผู้กำกับรัฐบาลอเมริกันตัวจริง ออกมาเขียนตีปลาหน้าไซอย่างนี้ เราๆชาวบ้าน สมันน้อย ไม่ว่าจะอยู่แดนสยาม หรือแดนเนรมิตรที่ไอ้นักล่าใบตองแห้งสร้างหลอกเอาไว้ จะเข้าใจไหม ว่าเขากำลังเล่นอะไรกัน
    นอกจาก CFR จะออกมาชี้เปลือกกล้วย ที่มีใครเหยียบจนลื่นหงายท้อง เสียท่าไปแล้ว ถังขยะความคิดอีกใบ ที่มีเสียงดังไม่น้อยเหมือนกัน คือ Center for Strategic & International Studies (CSIS) ได้ออกรายงาน เมื่อวันที่ 30 มีนาคม อย่างกับนัดกัน กับ CFR เรื่อง Judging a P5+1 Nuclear Agreement with Iran: The Key Criteria เขียนโดย Anthony Cordesman ตัวหัวหน้าใหญ่ ลงมือเขียนเองอีกเหมือน
    นาย Cordesman เขียนเสียยาว บรรยายอย่างละเอียด ถึงการเจรจา ผมขอเล่าแต่สรุปตอนท้ายของเขา ซึ่งน่าจะทำให้เราเห็นอะไรบางอย่าง
    เขาบอกว่า …. ข้อตกลงเกี่ยวกับการควบคุมอาวุธ ต้องอยู่บนหลักการ ที่เป็นความความเชื่อใจ แต่ตรวจสอบพิสูจน์ได้ ” trust but verify” โดยให้น้ำหนัก ความเชื่อใจที่ 1% และเน้นการตรวจสอบที่พิสูจน์ได้ 99 % จากการวิเคราะห์ที่บรรยายในเอกสาร ไม่มีทางที่จะเอาความเชื่อใจอย่างเดียวมาใช้ในการตรวจสอบอาวุธของอิหร่านที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น นี่จะเป็นข้อพิสูจน์ว่า การตกลงจะมีขึ้นได้ หรือจะเลื่อนออกไป หรือการเจรจาล้มเหลวจบสิ้น
    แล้วการเจรจาก็ต้อง เลื่อนออกไปจริงๆ…
    นอกจาก ได้รับการเคาะตาตุ่ม จากถังขยะความคิดใบใหญ่ 2 ใบแล้ว พณฯ ใบตองแห้งยังโดนยำเสียเละ จากฝ่ายรัฐสภา ที่ปล่อยข่าวออกมาให้เป็นหนังตัวอย่าง เพราะเรื่องของอิหร่าน รัฐบาลยังไม่ได้ส่งเข้าไปให้พิจารณา ดูหนังตัวอย่างม้วนนี้กันหน่อย
    เมื่อวันที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการย่อย ด้านตะวันออกกลาง และอาฟริกาเหนือ ได้จัดให้มีการประชุมหารือ โดยมีสมาชิกสภา Ileana Ros-Lehtinen เป็นประธาน ได้เชิญผู้เชี่ยวชาญมาร่วมหลายคน หนี่งในนั้นคือ นาย Anthony Cordesman
    ที่ประชุมสรุปว่า การเจรจากับอิหร่านที่กำลังดำเนินอยู่คือ เส้นทางสู่ความหายนะ
    โดยสรุปเรื่องที่หารือกัน 5 ข้อ
    ข้อ 1. เด็กๆ ในตะวันออกกลาง ที่อยู่ในคอกอเมริกา กำลังว้าวุ่นว่าจะพึ่งอเมริกาได้แค่ไหน ตั้งแต่มีเรื่องอิหร่านนิวเคลียร์ พวกเขาบางราย ถึงกับจะหันไปขอความช่วยเหลือจากรัสเซีย จีน และเกาหลีเหนือ
    ข้อ 2. เด็กๆ ในภูมิภาค ต่างไม่อยากเหลือเป็นรายสุดท้าย ที่ไม่มีของเล่นเป็นอาวุธนิวเคลียร์ เราคงไม่อยากเห็น รัสเซียคุยกับจอร์แดน หรืออียิปต์ เพื่อจะสร้างนิวเคลียร์ หรือเราคงไม่อยากให้ซาอุดิวิ่งไปหาจีนเรื่องนิวเคลียร์
    ข้อ 3. อิหร่าน บอกมาเป็นเวลานานมากแล้วว่า เขาอยากจะทำโครงการนิวเคลียร์ ตอนนี้เขากำลังเจรจากับอเมริกาว่าเ ขาจะไม่ทำต่อแล้ว แต่เขายังจะทำโครงการจรวดต่อ
    … มันเป็นโครงการต่อเนื่องกัน เลิกโครงการนึง ก็ต้องเลิก อีกอันด้วย สิ่งที่เขาพูด กับที่เขาทำมันขัดกัน
    ข้อ 4. อิหร่านบอกว่า เขาสนใจที่จะเดินหน้าโครงการอวกาศ แต่เทคโนโลยีที่ใช้ในโครงการอวกาศส่วนใหญ่ มันก็เป็นรายการเดียวกับการทำจรวดวิถีไกล ถ้าอิหร่านจะซ่อนสักนิด อิหร่านก็สร้างจรวดวิถีไกลได้โดยไม่มีใครรู้
    ข้อ 5. ตอนนี้อิหร่าน มีจรวดวิถีใกล้ และกลาง เรียบร้อยแล้ว และส่งให้ กลุ่ม Hezbullah กับกลุ่ม Hamas ใช้ไปแล้ว ทำให้อิสราเอลกำลังปวดกระบาล นี่ถ้าอิหร่าน มีจรวดวิถีไกลด้วย คนปวดกระบาลคือเรา อเมริกา อิหร่านโจมตีเราได้ โดยไม่ต้องย้ายพุงข้ามเขตแดนเขาออกมาเลยแม้แต่นิ้วเดียว
    นอกจากนี้ นาย Ed Royce ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการของรัฐสภา ด้านกิจการต่างประเทศ House Commitee on Foreign Affairs ซึ่งร่วมประชุมในโอกาสเดียวกันยังบอกว่า… ในหลายๆทาง การเจรจากับอิหร่าน เป็นกรณีศึกษาให้เห็นว่า รัฐบาลโอบามาดำเนินการเจรจากับอิหร่าน โดยไม่สนใจกับความเห็น หรือความต้องการของฝ่ายอื่นเลย เช่น เมื่อคณะกรรมาธิการแจ้งกับรัฐบาลไปว่า ต้องเอาเรื่องจรวดนำวิถีเข้าไปร่วมพิจารณาในการเจรจาด้วย แต่ปรากฏว่า ไม่อยู่ในกรอบการเจรจา แถมผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ส่งเสียงข้ามทวีปบอกว่า ตะวันตกโง่และเซ่อมาก ที่คิดว่าอิหร่านจะลดการผลิตจรวดนำวืถีด้วย
    คณะกรรมาธิการไม่เห็นด้วยกับข้อโต้แย้งของอิหร่าน ขอโวยกลับ …. จรวดนำวิถี เป็นหัวรบของอาวุธนิวเคลียร์ ไม่นับรวมได้ยังไง วันนี้ เราได้เชิญผู้เชี่ยวชาญมาให้การเป็นพยาน และในจำนวนผู้ที่ถูกเรียกให้มาเป็นพยาน มีนาย Anthony Cordesman มาด้วย
    นาย Cordesman ให้การว่า
    “…. จรวดนำวิถี ballistic missile ไม่ได้แยกส่วน หรือเป็นส่วนเสริม ของอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน แต่เป็นส่วนหนึ่ง it is not a seperate and secondary but part and parcel ระยะยิงของจรวดพวกนี้ ไม่ใช่แค่ในตะวันออกกลาง แต่สามารถยิงไปไกลได้ถึงตอนใต้ของรัสเซียและยุโรป…ระบบนี้ อิหร่านได้รับความช่วยเหลือจากเกาหลีเหนือ นักวิเคราะห์บอกว่า ระบบนี้ก็เหมือนเป็นการทดสอบ สำหรับประเทศที่ต้องการใช้อาวุธนิวเคลียร์
    ….. อิหร่านได้ส่งจรวดพวกนี้ ไปให้กลุ่ม Hezbullah และ Hamas ใช้ที่ฉนวนกาซ่า Hamas ใช้ไปแล้ว ประมาณ 3 พัน ถึง 1 หมื่นลูก ”
    “… ยังไม่มีประเทศไหน ที่ไม่ต้องการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ แล้วดันลงทุนในโครงการจรวดที่มีอานุภาพสูง และใช้ทุนมหาศาลขนาดนี้เลย สมาชิกสภา Ed Royce รำพึง…”
    และข้อมูลเหล่านี้ ยังไม่เคยเข้ามาพิจารณาในรัฐสภาเลย
    ตกลง พณฯใบตองแห้ง กำลังเล่นอะไร โง่และเซ่อ อย่างที่มีเสียงด่าข้ามทวีปมา หรืออเมริกากำลังบอกว่า จำไม่ได้หรือ หนังฮอลลีวู้ดเป็นอย่างไร
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    6 ก.ค. 2558
    I Will Walk Away … พี่เผ่นก่อนนะน้อง ตอนที่ 3 – 4 นิทานเรื่องจริง เรื่อง ” I will walk away …พี่เผ่นก่อนนะน้อง” ตอน 3 คงจำกันได้ เมื่อวันที่ 3 เมษายนที่ผ่านมา อเมริกา โดย พณฯใบตองแห้ง จัดใหญ่แถลงการณ์ว่า เราตกลงเลือกกรอบการเจรจากับอิหร่านเรียบร้อยแล้ว (รายละเอียดในนิทานเรื่อง “ข้อสอบรั่ว”) ตีปิ๊บซะตื่นเต้นกันไปหมด วันเดียวกันนั้น นาย Richard Hass ผู้อำนวยการใหญ่ของถังขยะความคิด Council on Foreign Relation หรือ CFR ที่เข้าใจว่า ใหญ่กว่ารัฐบาลของอเมริกา ท่านดิ๊ก Richard ก็ออกความเห็นทันทีไม่รอช่า เขียนเองอีกด้วย ไม่ใช้เด็ก แปลว่า เรื่องนี้สำคัญ ต้องปั่น หรือ ปั้นกับมือเอง ท่านดิ๊ก เริ่มต้นได้หยดย้อย ..แบบฝรั่งจ๋า There’s many a slip twixt the cup and the lip” เป็นอะไรที่เหมือนกับว่าสำเร็จแล้ว แต่ความจริง ยังไม่ใช่ ท่านดิ๊กว่าอย่างนั้น แต่ลุงนิทานแปลเองว่า .. ปากจะถึงถ้วยอยู่รอมร่อ แต่ดันหกเสียก่อน..แปลสั้นๆอีกที ว่า อ ด ท่านดิ๊กบอกว่า ข้อตกลงเกี่ยวกับกรอบการเจรจาเรื่องอิหร่านนิวเคลียร์โปรแกรม จะเป็นการสร้างเหตุการณ์สำคัญทางด้านการเมืองและการทูต ที่มีรายละเอียดมากมาย กว้างขวางในบริบทต่างๆ เกินกว่าที่คาดกัน…. เริ่มแบบนี้ แปลว่า คงมีใครเหยียบเปลือกกล้วย หงายท้องไปแล้ว แต่จะถึงขนาดทำปืนลั่นใส่หัวแม่ตีนตัวเองหรือเปล่า ต้องตามอ่านบทความของท่านดิ๊กต่อไป …กรอบที่ตกลงกัน สร้างคำถามคาใจไม่น้อยกว่าคำตอบที่ได้มา และยังมีเรื่องค้าง ที่ยังต้องทำอยู่อีกมากมาย จริงๆ แล้ว ข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน มันเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้นเอง …ไม่รู้ว่าท่านดิ๊กเหน็บใคร ดันจัดงานแถลงซะใหญ่โตเหมือนกับเจรจาสำเร็จแล้วยังงั้น แหล่ะ เป็นครั้งแรก ที่ผมเห็นด้วยกับไอ้ถังขยะความคิด ช่วยกลับไปอ่านนิทานเรื่อง “ข้อสอบรั่ว” หน่อยนะครับ … กรอบที่ตกลง มีข้อกำหนดห้ามอิหร่านมากมายเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ มีข้อกำหนดมาตรฐานการตรวจสอบว่า อิหร่านทำตามที่ตกลงกันหรือไม่ และมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการ “ผ่อนคลาย” เรื่องการคว่ำบาตรทางเศรษฐกืจ เมื่อตรวจสอบและพิสูจน์ได้แล้วว่า อิหร่านทำตามข้อตกลง …ในการเจรจา ได้มีประเมินกันว่า เราจะมีระยะเวลาในการเตือน 1 ปี นับแต่วันที่อิหร่านตัดสินใจ ที่จะสร้างอาวุธนิวเคลียร์สักลูก จนถึงสร้างสำเร็จ ระยะเวลาดังกล่าวเป็นไปตามข้อสันนิษฐานว่า จากการเฝ้าติดตามอิหร่านอย่างใกล้ชิด เราจะพบการไม่ปฏิบัติตามข้อสัญญาได้เร็วพอ ที่จะระงับการดำเนินการของอิหร่าน และโดยเฉพาะ จะทำให้เรากลับไปใช้การคว่ำบาตรอิหร่านได้ใหม่ “ก่อน” ที่อิหร่านจะสร้างนิวเคลียร์ ตามข้อสมมุติฐานนี้สำเร็จ.... ข้อนี้ ท่านดิ๊ก เขียนได้เยี่ยมครับ ให้เห็นความโง่ของผู้เจรจา และผู้ตกลง ฝ่ายที่ไม่ใช่อิหร่าน ชัดเจนว่า ด่ากันเอง มันดีนะครับ … ท่านดิ๊กบอกว่า มีไม่น้อยกว่า 5 เหตุผล ที่การตกลงกับอิหร่าน ท้ายที่สุด จะไม่เกิดขึ้น หรือเกิดขึ้น แต่ไม่ได้ผลตามที่ต้องการ … นี่ใบ้หวยหรือไง ข้อแรก ระหว่างเวลา 90 วัน นับแต่เดือนเมษายนถึงสิ้นเดือน มิถุนายน อะไรก็เกิดขึ้นได้ การเปลี่ยนใจ เปลี่ยนความคิด เปลี่ยนตัวผู้เจรจา การถูกกดดันจากรัฐบาลของตน แค่ตอนนี้ ความไม่เห็นพ้องกัน ระหว่างอเมริกากับอิหร่าน ก็มากมายกองสูงท่วมหัวแล้ว ข้อสอง เรื่องค้างที่สำคัญ คือเรื่องกำหนดเวลายกเลิกการคว่ำบาตร เรื่องนี้สำคัญมากสำหรับฝ่ายอิหร่าน ขณะเดียวกัน เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญ ที่ใช้ในการเจรจาต่อรองกับอิหร่าน พูดชัดๆ ว่าฝ่ายอเมริกาและยุโรป ยังไม่อยากยกเลิกการคว่ำบาตรให้อิหร่าน จนกว่า “จะแน่ใจ” ว่า อิหร่านปฏิบัติตามเงื่อนไขครบถ้วน ….. อืม ….อิหร่านคงเข้าใจความนัยนี้แล้ว ข้อสาม เรื่องที่ห่วงกันคือ พวกยึดแน่นกับหลักการ หรือพวกเข้มข้นของทั้ง 2 ฝ่าย เช่นทางอิหร่าน คงไม่อยากให้อิหร่านเจรจากับ “ซาตานอเมริกา” ส่วนทางอเมริกา ก็ใช่ว่า สภาสูงจะเอาด้วย ตอนนี้ก็พูดกันไปทั่วแล้วว่า เหมือนปล่อยเสือเข้าป่า ปล่อยอิหร่านไว้กับนิวเคลียร์ ที่ความสามารถในการติดตาม การตรวจสอบ ยังไม่เป็นที่แน่ใจ ปล่อยไปเรื่อยๆ อีก 15, 20 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เป็นเรื่องใครก็ให้ความมั่นใจไม่ได้… พณฯใบตองแห้ง ได้ยินนะครับ ถูกลูกน้อง จริงๆ ก็คือลูกพี่ สั่งสอนให้แล้ว ข้อสี่ อิหร่านจะปฏิบัติกับข้อตกลงนี้อย่างไร ที่ผ่านมา อิหร่านมีประวัติเสีย ในการไม่ให้ข้อมูลสำคัญ หรือที่เกี่ยวข้อง ขนาดผู้ตรวจสอบของสหประชาชาติลงบันทึกไว้ในสมุดความประพฤติของอิหร่านแล้ว … นี่มันดูถูกซ้ำซาก อิหร่านรับได้หรือครับ ขอเสี้ยมหน่อย ข้อที่ห้า มาจากนโยบายด้านการต่างประเทศ และความมั่นคงของอิหร่านเอง ที่ทางอเมริกาไม่เห็นด้วย และเพื่อนฝูงในตะวันออกกลางก็แหยงกับการกระทำของอิหร่าน ที่สนับสนุน ซีเรีย อืรัค เยเมน รวมทั้งที่อื่นๆในตะวันออกกลาง …ท่านดิ๊กบอกว่า อิหร่านมีอนาคตไปได้ไกลถึงเป็นจักรวรรดิ ที่หวังจะเป็นประเทศมหาอำนาจ ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคของตัว แม้ข้อตกลงนิวเคลียร์นี้จะเกิดขึ้น ก็ไม่ทำให้ความเป็นไปได้ดังกล่าวเปลี่ยนแปลง อาจจะเลวร้ายลงไปด้วยซ้ำ เพราะอิหร่านอาจเลือกกลับมาสร้างอาวุธนิวเคลียร์ต่อได้ อย่างไม่ยากเย็นอะไร (โดยเราไม่รู้ตัว) … โอบามาทำถูกแล้ว ที่เจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์ ตามแนวที่กำลังคุยกัน ยังดีกว่าให้อิหร่านมีนิวเคลียร์ หรือทำสงคราม เพื่อป้องกันไม่ให้อิหร่านสร้างนิวเคลียร์ แต่ข้อตกลงดังกล่าว ต้องสร้างความเชื่อมั่น ให้อเมริกาและตะวันออกกลาง ให้ได้ว่า ได้มีการป้องกันอย่างรอบคอบแล้ว และถ้ามีการเบี้ยว หรือขี้โกง สิ่งเหล่านี้จะถูกจับได้ และจัดการได้อย่างเด็ดขาด …นี่ไม่ใช่เรื่องง่าย และจริงๆแล้ว มันไม่เกินไปหรอก ถ้าจะบอกว่า การสร้างความมั่นใจดังว่านั้น ต้องใช้ความพยายามไม่น้อยกว่า การเจรจาให้อิหร่านตกลงด้วยซ้ำ…. คุณดิ๊ก นี่ไม่เบาเลย ตกลงนี่ กำลังหลอกด่าประธานาธิบดี ตัวเองหรือไงว่า ไปโง่ให้เหนื่อยทำไม ผลสุดท้าย เจรจากับอิหร่านสำเร็จหรือไม่ ปลายทางก็คงไม่ต่างกัน …,,หรือว่า พณฯใบตองแห้ง ก็รู้ดีอยู่แก่ใจ ว่ามันต้องเป็นอย่างนี้ไปก่อน เพราะทางออกอื่นยังสร้างไม่เสร็จ ก็ต้องเล่นบทตีหน้าซื่อ หรือเซ่อ … หลอกอิหร่าน หลอกโลกไปก่อน ############### นิทานเรื่องจริง เรื่อง” I will walk away….พี่เผ่นก่อนนะน้อง” ตอน 4 ตกลง พณฯใบตองแห้ง คิดเรื่องอิหร่านอย่างไรกันแน่ อยากเจรจาต่อ หรืออยากเลิกเจรจา ยิ่งถังขยะความคิด CFR ผู้กำกับรัฐบาลอเมริกันตัวจริง ออกมาเขียนตีปลาหน้าไซอย่างนี้ เราๆชาวบ้าน สมันน้อย ไม่ว่าจะอยู่แดนสยาม หรือแดนเนรมิตรที่ไอ้นักล่าใบตองแห้งสร้างหลอกเอาไว้ จะเข้าใจไหม ว่าเขากำลังเล่นอะไรกัน นอกจาก CFR จะออกมาชี้เปลือกกล้วย ที่มีใครเหยียบจนลื่นหงายท้อง เสียท่าไปแล้ว ถังขยะความคิดอีกใบ ที่มีเสียงดังไม่น้อยเหมือนกัน คือ Center for Strategic & International Studies (CSIS) ได้ออกรายงาน เมื่อวันที่ 30 มีนาคม อย่างกับนัดกัน กับ CFR เรื่อง Judging a P5+1 Nuclear Agreement with Iran: The Key Criteria เขียนโดย Anthony Cordesman ตัวหัวหน้าใหญ่ ลงมือเขียนเองอีกเหมือน นาย Cordesman เขียนเสียยาว บรรยายอย่างละเอียด ถึงการเจรจา ผมขอเล่าแต่สรุปตอนท้ายของเขา ซึ่งน่าจะทำให้เราเห็นอะไรบางอย่าง เขาบอกว่า …. ข้อตกลงเกี่ยวกับการควบคุมอาวุธ ต้องอยู่บนหลักการ ที่เป็นความความเชื่อใจ แต่ตรวจสอบพิสูจน์ได้ ” trust but verify” โดยให้น้ำหนัก ความเชื่อใจที่ 1% และเน้นการตรวจสอบที่พิสูจน์ได้ 99 % จากการวิเคราะห์ที่บรรยายในเอกสาร ไม่มีทางที่จะเอาความเชื่อใจอย่างเดียวมาใช้ในการตรวจสอบอาวุธของอิหร่านที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น นี่จะเป็นข้อพิสูจน์ว่า การตกลงจะมีขึ้นได้ หรือจะเลื่อนออกไป หรือการเจรจาล้มเหลวจบสิ้น แล้วการเจรจาก็ต้อง เลื่อนออกไปจริงๆ… นอกจาก ได้รับการเคาะตาตุ่ม จากถังขยะความคิดใบใหญ่ 2 ใบแล้ว พณฯ ใบตองแห้งยังโดนยำเสียเละ จากฝ่ายรัฐสภา ที่ปล่อยข่าวออกมาให้เป็นหนังตัวอย่าง เพราะเรื่องของอิหร่าน รัฐบาลยังไม่ได้ส่งเข้าไปให้พิจารณา ดูหนังตัวอย่างม้วนนี้กันหน่อย เมื่อวันที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการย่อย ด้านตะวันออกกลาง และอาฟริกาเหนือ ได้จัดให้มีการประชุมหารือ โดยมีสมาชิกสภา Ileana Ros-Lehtinen เป็นประธาน ได้เชิญผู้เชี่ยวชาญมาร่วมหลายคน หนี่งในนั้นคือ นาย Anthony Cordesman ที่ประชุมสรุปว่า การเจรจากับอิหร่านที่กำลังดำเนินอยู่คือ เส้นทางสู่ความหายนะ โดยสรุปเรื่องที่หารือกัน 5 ข้อ ข้อ 1. เด็กๆ ในตะวันออกกลาง ที่อยู่ในคอกอเมริกา กำลังว้าวุ่นว่าจะพึ่งอเมริกาได้แค่ไหน ตั้งแต่มีเรื่องอิหร่านนิวเคลียร์ พวกเขาบางราย ถึงกับจะหันไปขอความช่วยเหลือจากรัสเซีย จีน และเกาหลีเหนือ ข้อ 2. เด็กๆ ในภูมิภาค ต่างไม่อยากเหลือเป็นรายสุดท้าย ที่ไม่มีของเล่นเป็นอาวุธนิวเคลียร์ เราคงไม่อยากเห็น รัสเซียคุยกับจอร์แดน หรืออียิปต์ เพื่อจะสร้างนิวเคลียร์ หรือเราคงไม่อยากให้ซาอุดิวิ่งไปหาจีนเรื่องนิวเคลียร์ ข้อ 3. อิหร่าน บอกมาเป็นเวลานานมากแล้วว่า เขาอยากจะทำโครงการนิวเคลียร์ ตอนนี้เขากำลังเจรจากับอเมริกาว่าเ ขาจะไม่ทำต่อแล้ว แต่เขายังจะทำโครงการจรวดต่อ … มันเป็นโครงการต่อเนื่องกัน เลิกโครงการนึง ก็ต้องเลิก อีกอันด้วย สิ่งที่เขาพูด กับที่เขาทำมันขัดกัน ข้อ 4. อิหร่านบอกว่า เขาสนใจที่จะเดินหน้าโครงการอวกาศ แต่เทคโนโลยีที่ใช้ในโครงการอวกาศส่วนใหญ่ มันก็เป็นรายการเดียวกับการทำจรวดวิถีไกล ถ้าอิหร่านจะซ่อนสักนิด อิหร่านก็สร้างจรวดวิถีไกลได้โดยไม่มีใครรู้ ข้อ 5. ตอนนี้อิหร่าน มีจรวดวิถีใกล้ และกลาง เรียบร้อยแล้ว และส่งให้ กลุ่ม Hezbullah กับกลุ่ม Hamas ใช้ไปแล้ว ทำให้อิสราเอลกำลังปวดกระบาล นี่ถ้าอิหร่าน มีจรวดวิถีไกลด้วย คนปวดกระบาลคือเรา อเมริกา อิหร่านโจมตีเราได้ โดยไม่ต้องย้ายพุงข้ามเขตแดนเขาออกมาเลยแม้แต่นิ้วเดียว นอกจากนี้ นาย Ed Royce ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการของรัฐสภา ด้านกิจการต่างประเทศ House Commitee on Foreign Affairs ซึ่งร่วมประชุมในโอกาสเดียวกันยังบอกว่า… ในหลายๆทาง การเจรจากับอิหร่าน เป็นกรณีศึกษาให้เห็นว่า รัฐบาลโอบามาดำเนินการเจรจากับอิหร่าน โดยไม่สนใจกับความเห็น หรือความต้องการของฝ่ายอื่นเลย เช่น เมื่อคณะกรรมาธิการแจ้งกับรัฐบาลไปว่า ต้องเอาเรื่องจรวดนำวิถีเข้าไปร่วมพิจารณาในการเจรจาด้วย แต่ปรากฏว่า ไม่อยู่ในกรอบการเจรจา แถมผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ส่งเสียงข้ามทวีปบอกว่า ตะวันตกโง่และเซ่อมาก ที่คิดว่าอิหร่านจะลดการผลิตจรวดนำวืถีด้วย คณะกรรมาธิการไม่เห็นด้วยกับข้อโต้แย้งของอิหร่าน ขอโวยกลับ …. จรวดนำวิถี เป็นหัวรบของอาวุธนิวเคลียร์ ไม่นับรวมได้ยังไง วันนี้ เราได้เชิญผู้เชี่ยวชาญมาให้การเป็นพยาน และในจำนวนผู้ที่ถูกเรียกให้มาเป็นพยาน มีนาย Anthony Cordesman มาด้วย นาย Cordesman ให้การว่า “…. จรวดนำวิถี ballistic missile ไม่ได้แยกส่วน หรือเป็นส่วนเสริม ของอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน แต่เป็นส่วนหนึ่ง it is not a seperate and secondary but part and parcel ระยะยิงของจรวดพวกนี้ ไม่ใช่แค่ในตะวันออกกลาง แต่สามารถยิงไปไกลได้ถึงตอนใต้ของรัสเซียและยุโรป…ระบบนี้ อิหร่านได้รับความช่วยเหลือจากเกาหลีเหนือ นักวิเคราะห์บอกว่า ระบบนี้ก็เหมือนเป็นการทดสอบ สำหรับประเทศที่ต้องการใช้อาวุธนิวเคลียร์ ….. อิหร่านได้ส่งจรวดพวกนี้ ไปให้กลุ่ม Hezbullah และ Hamas ใช้ที่ฉนวนกาซ่า Hamas ใช้ไปแล้ว ประมาณ 3 พัน ถึง 1 หมื่นลูก ” “… ยังไม่มีประเทศไหน ที่ไม่ต้องการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ แล้วดันลงทุนในโครงการจรวดที่มีอานุภาพสูง และใช้ทุนมหาศาลขนาดนี้เลย สมาชิกสภา Ed Royce รำพึง…” และข้อมูลเหล่านี้ ยังไม่เคยเข้ามาพิจารณาในรัฐสภาเลย ตกลง พณฯใบตองแห้ง กำลังเล่นอะไร โง่และเซ่อ อย่างที่มีเสียงด่าข้ามทวีปมา หรืออเมริกากำลังบอกว่า จำไม่ได้หรือ หนังฮอลลีวู้ดเป็นอย่างไร สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 6 ก.ค. 2558
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 1044 มุมมอง 0 รีวิว
  • I Will Walk Away … พี่เผ่นก่อนนะน้อง ตอนที่ 1 – 2

    นิทานเรื่องจริง เรื่อง ” I will walk away … พี่เผ่นก่อนนะน้อง ”
    ตอน 1
    เดือนกรกฏา มาถึงแล้ว ถึงไม่เรียกก็มา ไม่อยากให้มา ก็มาถึงอยู่ดี
    สำหรับผู้ที่สนใจติดตามชะตาโลก เดือนนี้ไม่ติดตามไม่ได้เพราะเป็นเดือนที่จะมีการตัดสินใจ สำคัญหลายเรื่อง แต่ละเรื่องจะกระทบเฉพาะถิ่นของที่ผู้ตัดสินใจหรืออาจจะกระเทือนไปไกลค่อนโลกก็เป็นได้
    สำหรับชาวกรีก จะตัดสินใจตัดโซ่ แหกคอก หรือตายซากคาคอก วันที่ 5 กค นี่คงรู้กัน แต่คงยังไม่จบกัน หนังมาเป็นตอน เล่นยาวเป็นซีซั่น ซีซั่นนี้ จะจบแบบไหนต้องลุ้นกันหน่อย อย่าให้หนังขาด หรือเลิกเล่นกันหมดก็แล้วกัน
    ส่วนชาวอิหร่าน วันที่ 7 กค. นี้ การเจรจาที่ยืดเยื้อมาเกือบ 2 ปี ของ Iran Nuclear Deal ที่เลื่อนวันเส้นตายมาจาก 30 มิย. มาเป็น 7 กค. จะเจรจาจบไหม หรือจะเลื่อนเส้นให้ตายช้าต่อไปอีก อิหร่านพร้อมจะยกเลิกการพัฒนานิวเคลียร์ เพื่อแลกกับการยกเลิกการคว่ำบาตรของอเมริกากับพวกหรือไม่ อเมริกาพร้อมจะยกเลิกการคว่ำบาตรอิหร่านแน่จริงหรือไม่
    เรื่องอิหร่านเป็นเรื่องใหญ่ ผลกระทบอาจไปไกล และแรง
    นอกจากเรื่องใหญ่ๆ 2 เรื่อง ยังมีเรื่องนิดเรื่องหน่อย ที่จะทยอยเกิดขึ้น เดือนนี้คงได้เห็นเหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้นเป็นระลอก เป็นเหตุการณ์ ที่อาจจะมีผลกระทบกับความเป็นไปในโลก เปลี่ยนแปลง จนเราตามกันแทบไม่ทัน หรือตามทันรู้ แต่ไม่เข้าใจเหตุ
    เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันเส้นตาย ว่าการเจรจากับอิหร่านเรื่องพัฒนา นิวเคลียร์ ต้องตกลงกันให้เสร็จสิ้น ปรากฏว่า ตกไม่ลง ค้างเติ่ง ต้องเลื่อนเวลา แต่ที่น่าสนใจ นายโอบามา ซึ่งเป็นหัวเรือใหญ่ ให้เริ่มและลุ้น การเจรจานี้มาตลอดเวลา ดันทำหน้าเฉย ให้สัมภาษณ์สื่อ แถมส่งเสียงเหมือนขู่….
    ” I will walk away” … ขึ้นต้น ยังกะเพลงรักหักอก ตอนพระเอกกำลังจะทิ้งนางเอก จะแค่หันหลังเดินออกประตูไป หรือจะถึงขนาดมีการตบตีส่งท้าย
    …. ถ้าอิหร่านไม่เจรจาตามกรอบ ที่ตกลง ที่เมืองโลซานน์ เมื่อเดือน เมษายน ถ้าพวกเขาทำไม่ได้ มันจะเป็นปัญหา เพราะผมบอกตั้งแต่เริ่มเจรจาแล้วว่า ผมจะเลิกเจรจา ถ้ามันกลายเป็นข้อตกลงที่ห่วย …
    I have said from the start I will walk away from negotiations if, in fact, it’s a bad deal…”
    ข่าวบอกว่า คำขู่ฟ่อ ของพณฯใบตองแห้ง เป็นการตอบโต้ คำคัดค้านของท่านผู้นำสูงสุดของอิหร่าน Ayatollah Ali Khamenei ที่ไม่เห็นด้วยกับกระบวนการตรวจสอบการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่าน ที่จะปฏิบัติเสมือนเป็นการรุกล้ำอิหร่าน
    แต่ พณฯใบตองแห้งยืนยัน
    “…จากพฤติกรรมที่ผ่านมาของอิหร่าน ไอ้ที่จะมีแค่คำแถลงของอิหร่าน และมีคนมาเดินไป เดินมา ตรวจสอบแบบนานๆทีมา อย่างนั้น คงไม่ได้ … มันต้องมีกระบวนการที่เข้มงวด เอาจริงเอาจัง มาทำการตรวจสอบอย่างพิสูจน์ได้ และผมคิดว่า นั่นจะเป็นการทดสอบว่า เราตกลงกันได้จริงหรือไม่
    ..Given past behavior on the part of Iran, that simply can’t be a declaration by Iran and a few inspectors wandering around every once in a while … that’s going to have to be serious, rigorous verification mechanism. And that, I think, is going to be the test as to whether we get a deal or not…. ”
    พณฯใบตองแห้งเล่นอิหร่านแรงนะ แล้วแบบนี้ มันคุยกันรู้เรื่องจริงหรือ ผมรู้สึกหวั่นใจแทนจัง
    ฝ่ายอิหร่านบอก เราเดินตามกรอบของโลซานน์นะ ไม่ได้ใช้กรอบอื่นเลย เราว่า อเมริกาต่างหากที่ต้องการเปลี่ยนกรอบ รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน Mohammad Javad Zarif บินกลับมาเวียนนา หลังจากบินกลับไปที่เตหะรานเพื่อไปหารือบางประเด็น เขาบอกว่า .. ผมไม่ได้ไปขอรับคำสั่งในการตกลงจากประมุขประเทศ ผมได้รับอนุญาตเต็มใบในการเจรจาอยู่แล้ว ผมกลับมาเวียนนาเพื่อมาเจรจาขั้นสุดท้าย ซึ่งเราน่าจะทำสำเร็จ
    นาย Zarif ไม่ได้กลับมาคนเดียว เขามาพร้อมกับ Ali Akbar Salehi หัวหน้าใหญ่ขององค์การ Atomic Energy ของอิหร่าน Salehi ซึ่งเพิ่งฟื้นตัวจากการผ่าตัด .,,แปลว่าอิหร่านเอาจริงกับการเจรจาใช่ไหม ไม่งั้นไม่หอบเอาคนป่วยมาด้วยหรอก นาย Zarif บอกกับนักข่าว
    ข่าวบอกว่า คณะเจรจาโดยเฉพาะอเมริกา ต้องการให้การเจรจาเสร็จต้นเดือนนี้ เพื่อส่งเรื่องให้ฝ่ายรัฐสภาพิจาร ณา ให้เสร็จภายในเวลา 30 วัน ถ้าส่งช้ากว่านั้น สภาปิดไปแล้ว ฝ่ายรัฐสภาจะมีเวลาพิจารณา เพิ่มขึ้นเป็น 60 วัน แถมมีเวลาในการหว่านล้อมเสียง ฝ่ายที่เห็นต่างกันอีกด้วย... นี่ ก็เหมือนอเมริกาเอาจริงนะ ถูกใจ ก็ให้สภาผ่าน ไม่ถูกใจ สภาก็ไม่ผ่านให้….เล่นไม่ยาก
    ###############
    นิทานเรื่องจริง เรื่อง ” I will walk away …พี่เผ่นก่อนนะน้อง”

    ตอน 2
    ในการประชุมที่โลซานน์เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ระหว่างอิหร่าน กับ กลุ่มที่เรียกว่า P5+1 (อเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย จีน + เยอรมัน) เป็นการกำหนด
    ” กรอบ การดำเนินการ” สำหรับทั้งด้านอเมริกา และอิหร่าน
    การดำเนินการที่สำคัญ ประการหนึ่งคือ กระบวนการยกเลิก sanction การคว่ำบาตรอิหร่าน คว่ำมานานหลายสิบปี จนนึกวิธีหงายไม่ออกว่าจะต้องทำยังไงบ้าง แสดงว่าคนช่วยคว่ำคงแยะ และการคว่ำคงมีสาระพัดวิธี
    คุยกันเรื่องนี้ ตั้งแต่โลซานน์มาถึงเวียนนาว่า จะต้องมีการประกาศ (Declaration) เมื่อตกลงกันได้แล้ว โดยไม่มีการลงนามพันธสัญญา หลังจากนั้น ทุกฝ่ายก็จะให้ UN Security Council (UNSC) เป็นผู้ประทับตรารับรองการประกาศ และก็ออกมติที่จะทำให้การคว่ำบาตร ไม่มีผลใช้บังคับอีกต่อไป ส่วนถ้อยคำของตัวมตินี่ ยังเจรจากันอยู่
    และเป็นเรื่องที่เสียวไสว่า กว่าจะเจรจาจบ คนเจรจาคงหืดขึ้นคอ หรือเจรจาไม่จบ เพราะพระเอกเล่นร้องเพลงลา... ล่วงหน้า
    ทุกฝ่าย ยกเว้นรัฐบาลของพณฯใบตองแห้ง ต้องการให้ส่งเรื่องไปที่ UNSC เร็วที่สุด แตอเมริกายังสงวนท่าที ไม่มีคำตอบให้
    ผู้เจรจาฝ่ายอิหร่านบอกอย่างชัดเจนระหว่างการเจราว่า อิหร่าน จะเริ่มดำเนินการตามข้อตกลงเกี่ยว กับนิวเคลียร์ทันที รื้อถอนเครื่องแยก รื้อถอนเครื่องปฏิกรณ์ ทำลายสต๊อกแร่ยูเรเนียม รื้อมันหมดทุกอย่าง ฯลฯ ทันที และให้ไอ้เอกับอีเอ IAEA มาตรวจสอบทันที ว่าอิหร่านปฏิบัติตามรายการถูกต้องครบถ้วนหรือไม่
    แต่ทั้งหมดข้างต้น ต้องทำควบคู่ไปกับขบวนการยกเลิก การคว่ำบาตร โดยอเมริกาและอียู จะต้องลงมือไปพร้อมกันว่า ได้จัดการหงายบาตรของใคร ที่ไหน อย่างไรแล้ว และ ต้องให้ UNSC ประทับตรารับรองการกระทำด้วย มันถึงจะเป็นธรรม จะให้ด้านหนึ่งทุบทิ้ง แต่อีกด้านยืนอมยิ้มกอดอกเฉยได้ไง
    ที่บรรยายมาทั้งหมดเข้างต้น เป็นเรื่องที่ได้ “ตกลงกันไปแล้ว” ที่โลซานน์ ระหว่างนาย Zarif รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่านกับคุณสาวน้อย Federica Mogherini ผู้แทนของอียู….
    แต่แล้วก็ข่าวรั่วเกี่ยวกับเรื่องกรอบ สวย ไม่สวยขนาดไหน ใครต้องการให้ชัดเจนอย่างไร อย่างที่เล่าข้างต้น สื่อเข้ามาช่วยปั่น แถมเพิ่มสีให้น่าตื่นเต้น อันที่จริงไม่ต้องเพิ่มก็น่าตื่นเต้นอยู่แล้ว ถ้าคิดให้ลึกๆ ยิ่งคิด โต๊ะเจรจาก็ยิ่งสั่น โดยเฉพาะมีความเห็นแย้งจากมุมมอง ด้านกองทัพ possible military dimensions (PMD) ที่สะท้อนกลับ …. แล้วนี่จะพิสูจน์อย่างไร หากตกลงกันเรียบร้อยว่า ให้อิหร่านพัฒนาอะไรได้บ้าง สิ่งที่อิหร่าน “จะไปพัฒนาต่อ” มันจะกลายเป็นอาวุธนิวเคลียร์หรือไม่ เขาว่าไม่ต้องเป็นนักวิทยาศาสตร์ใหญ่ ก็พอนึกออกว่า มันเป็นเรื่องที่พิสูจน์ยาก กว่าจะพิสูจน์ได้ โน่นแนะ ดอกเห็ดงอกขึ้นมาแล้ว ทำนองนั้น…. เฮ้ย… แบบนี้ก็ต้องรีบขยายเวลาเจรจาสินะ ให้จบแบบนี้ไม่ได้…
    อ้อพอเข้าใจแล้ว
    แต่ข่าวได้ฟุ้งกระจายเรียบร้อย ไปทั่วสถานที่เจรจา Palais Coburg เวียนนา ว่า ขณะนี้ พณฯใบตองแห้ง ชักลังเลที่จะยกเลิกการคว่ำบาตร…..สงสัยสถานการณ์เปลี่ยน แผนเจรจาเลยอาจต้องเปลี่ยน ตอนนี้คนที่หน้าเครียด เดินเข้าไปจับเข่าคุยทีละข้าง กับเจ้าของเข่าที่ละคน คือ นายKerry รัฐมนตรีต่างประเทศ ที่ไร้เสน่ห์ในการเจรจาอย่างที่สุดนั่นเอง แล้วมันจะคุยสำเร็จละหรือ
    อย่าลืมว่า ใน P5+1 มีรัสเซียกับจีน ที่รู้ๆ กันอยู่ว่า จับมือจับไม้เห็นใจอิหร่านมานานแล้ว และนอกจากจับมือแล้ว ดูเหมือนจะส่งหีบห่อไปช่วยเหลืออิหร่านสาระพัด แถมเมื่อเร็วๆนี้ ยังมีข่าวว่า จะรับอิหร่านเป็นสมาชิกก่อต้ัง ไอ้อิบ AIIB สถาบันการเงินที่กำลังหอมกรุ่น
    ยังไม่ถึงวันเส้นตาย ก็ต้องดื้นกันตายไปก่อน แล้วพณฯ ใบตองแห้ง ก็รีบหยิบบท ….I will walk away ออกมาครวญไปพลางๆ ระหว่างนี้ คุณไร้เสน่ห์ Kerry ก็สั่งเด็กๆ ให้ช่วยกันหาเหตุ ช่วยกันโหมหน่อย…. อิหร่านต่างหาก ที่ ทำท่าจะเบี้ยว เข้า
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    5 ก.ค. 2558
    I Will Walk Away … พี่เผ่นก่อนนะน้อง ตอนที่ 1 – 2 นิทานเรื่องจริง เรื่อง ” I will walk away … พี่เผ่นก่อนนะน้อง ” ตอน 1 เดือนกรกฏา มาถึงแล้ว ถึงไม่เรียกก็มา ไม่อยากให้มา ก็มาถึงอยู่ดี สำหรับผู้ที่สนใจติดตามชะตาโลก เดือนนี้ไม่ติดตามไม่ได้เพราะเป็นเดือนที่จะมีการตัดสินใจ สำคัญหลายเรื่อง แต่ละเรื่องจะกระทบเฉพาะถิ่นของที่ผู้ตัดสินใจหรืออาจจะกระเทือนไปไกลค่อนโลกก็เป็นได้ สำหรับชาวกรีก จะตัดสินใจตัดโซ่ แหกคอก หรือตายซากคาคอก วันที่ 5 กค นี่คงรู้กัน แต่คงยังไม่จบกัน หนังมาเป็นตอน เล่นยาวเป็นซีซั่น ซีซั่นนี้ จะจบแบบไหนต้องลุ้นกันหน่อย อย่าให้หนังขาด หรือเลิกเล่นกันหมดก็แล้วกัน ส่วนชาวอิหร่าน วันที่ 7 กค. นี้ การเจรจาที่ยืดเยื้อมาเกือบ 2 ปี ของ Iran Nuclear Deal ที่เลื่อนวันเส้นตายมาจาก 30 มิย. มาเป็น 7 กค. จะเจรจาจบไหม หรือจะเลื่อนเส้นให้ตายช้าต่อไปอีก อิหร่านพร้อมจะยกเลิกการพัฒนานิวเคลียร์ เพื่อแลกกับการยกเลิกการคว่ำบาตรของอเมริกากับพวกหรือไม่ อเมริกาพร้อมจะยกเลิกการคว่ำบาตรอิหร่านแน่จริงหรือไม่ เรื่องอิหร่านเป็นเรื่องใหญ่ ผลกระทบอาจไปไกล และแรง นอกจากเรื่องใหญ่ๆ 2 เรื่อง ยังมีเรื่องนิดเรื่องหน่อย ที่จะทยอยเกิดขึ้น เดือนนี้คงได้เห็นเหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้นเป็นระลอก เป็นเหตุการณ์ ที่อาจจะมีผลกระทบกับความเป็นไปในโลก เปลี่ยนแปลง จนเราตามกันแทบไม่ทัน หรือตามทันรู้ แต่ไม่เข้าใจเหตุ เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันเส้นตาย ว่าการเจรจากับอิหร่านเรื่องพัฒนา นิวเคลียร์ ต้องตกลงกันให้เสร็จสิ้น ปรากฏว่า ตกไม่ลง ค้างเติ่ง ต้องเลื่อนเวลา แต่ที่น่าสนใจ นายโอบามา ซึ่งเป็นหัวเรือใหญ่ ให้เริ่มและลุ้น การเจรจานี้มาตลอดเวลา ดันทำหน้าเฉย ให้สัมภาษณ์สื่อ แถมส่งเสียงเหมือนขู่…. ” I will walk away” … ขึ้นต้น ยังกะเพลงรักหักอก ตอนพระเอกกำลังจะทิ้งนางเอก จะแค่หันหลังเดินออกประตูไป หรือจะถึงขนาดมีการตบตีส่งท้าย …. ถ้าอิหร่านไม่เจรจาตามกรอบ ที่ตกลง ที่เมืองโลซานน์ เมื่อเดือน เมษายน ถ้าพวกเขาทำไม่ได้ มันจะเป็นปัญหา เพราะผมบอกตั้งแต่เริ่มเจรจาแล้วว่า ผมจะเลิกเจรจา ถ้ามันกลายเป็นข้อตกลงที่ห่วย … I have said from the start I will walk away from negotiations if, in fact, it’s a bad deal…” ข่าวบอกว่า คำขู่ฟ่อ ของพณฯใบตองแห้ง เป็นการตอบโต้ คำคัดค้านของท่านผู้นำสูงสุดของอิหร่าน Ayatollah Ali Khamenei ที่ไม่เห็นด้วยกับกระบวนการตรวจสอบการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่าน ที่จะปฏิบัติเสมือนเป็นการรุกล้ำอิหร่าน แต่ พณฯใบตองแห้งยืนยัน “…จากพฤติกรรมที่ผ่านมาของอิหร่าน ไอ้ที่จะมีแค่คำแถลงของอิหร่าน และมีคนมาเดินไป เดินมา ตรวจสอบแบบนานๆทีมา อย่างนั้น คงไม่ได้ … มันต้องมีกระบวนการที่เข้มงวด เอาจริงเอาจัง มาทำการตรวจสอบอย่างพิสูจน์ได้ และผมคิดว่า นั่นจะเป็นการทดสอบว่า เราตกลงกันได้จริงหรือไม่ ..Given past behavior on the part of Iran, that simply can’t be a declaration by Iran and a few inspectors wandering around every once in a while … that’s going to have to be serious, rigorous verification mechanism. And that, I think, is going to be the test as to whether we get a deal or not…. ” พณฯใบตองแห้งเล่นอิหร่านแรงนะ แล้วแบบนี้ มันคุยกันรู้เรื่องจริงหรือ ผมรู้สึกหวั่นใจแทนจัง ฝ่ายอิหร่านบอก เราเดินตามกรอบของโลซานน์นะ ไม่ได้ใช้กรอบอื่นเลย เราว่า อเมริกาต่างหากที่ต้องการเปลี่ยนกรอบ รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน Mohammad Javad Zarif บินกลับมาเวียนนา หลังจากบินกลับไปที่เตหะรานเพื่อไปหารือบางประเด็น เขาบอกว่า .. ผมไม่ได้ไปขอรับคำสั่งในการตกลงจากประมุขประเทศ ผมได้รับอนุญาตเต็มใบในการเจรจาอยู่แล้ว ผมกลับมาเวียนนาเพื่อมาเจรจาขั้นสุดท้าย ซึ่งเราน่าจะทำสำเร็จ นาย Zarif ไม่ได้กลับมาคนเดียว เขามาพร้อมกับ Ali Akbar Salehi หัวหน้าใหญ่ขององค์การ Atomic Energy ของอิหร่าน Salehi ซึ่งเพิ่งฟื้นตัวจากการผ่าตัด .,,แปลว่าอิหร่านเอาจริงกับการเจรจาใช่ไหม ไม่งั้นไม่หอบเอาคนป่วยมาด้วยหรอก นาย Zarif บอกกับนักข่าว ข่าวบอกว่า คณะเจรจาโดยเฉพาะอเมริกา ต้องการให้การเจรจาเสร็จต้นเดือนนี้ เพื่อส่งเรื่องให้ฝ่ายรัฐสภาพิจาร ณา ให้เสร็จภายในเวลา 30 วัน ถ้าส่งช้ากว่านั้น สภาปิดไปแล้ว ฝ่ายรัฐสภาจะมีเวลาพิจารณา เพิ่มขึ้นเป็น 60 วัน แถมมีเวลาในการหว่านล้อมเสียง ฝ่ายที่เห็นต่างกันอีกด้วย... นี่ ก็เหมือนอเมริกาเอาจริงนะ ถูกใจ ก็ให้สภาผ่าน ไม่ถูกใจ สภาก็ไม่ผ่านให้….เล่นไม่ยาก ############### นิทานเรื่องจริง เรื่อง ” I will walk away …พี่เผ่นก่อนนะน้อง” ตอน 2 ในการประชุมที่โลซานน์เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ระหว่างอิหร่าน กับ กลุ่มที่เรียกว่า P5+1 (อเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย จีน + เยอรมัน) เป็นการกำหนด ” กรอบ การดำเนินการ” สำหรับทั้งด้านอเมริกา และอิหร่าน การดำเนินการที่สำคัญ ประการหนึ่งคือ กระบวนการยกเลิก sanction การคว่ำบาตรอิหร่าน คว่ำมานานหลายสิบปี จนนึกวิธีหงายไม่ออกว่าจะต้องทำยังไงบ้าง แสดงว่าคนช่วยคว่ำคงแยะ และการคว่ำคงมีสาระพัดวิธี คุยกันเรื่องนี้ ตั้งแต่โลซานน์มาถึงเวียนนาว่า จะต้องมีการประกาศ (Declaration) เมื่อตกลงกันได้แล้ว โดยไม่มีการลงนามพันธสัญญา หลังจากนั้น ทุกฝ่ายก็จะให้ UN Security Council (UNSC) เป็นผู้ประทับตรารับรองการประกาศ และก็ออกมติที่จะทำให้การคว่ำบาตร ไม่มีผลใช้บังคับอีกต่อไป ส่วนถ้อยคำของตัวมตินี่ ยังเจรจากันอยู่ และเป็นเรื่องที่เสียวไสว่า กว่าจะเจรจาจบ คนเจรจาคงหืดขึ้นคอ หรือเจรจาไม่จบ เพราะพระเอกเล่นร้องเพลงลา... ล่วงหน้า ทุกฝ่าย ยกเว้นรัฐบาลของพณฯใบตองแห้ง ต้องการให้ส่งเรื่องไปที่ UNSC เร็วที่สุด แตอเมริกายังสงวนท่าที ไม่มีคำตอบให้ ผู้เจรจาฝ่ายอิหร่านบอกอย่างชัดเจนระหว่างการเจราว่า อิหร่าน จะเริ่มดำเนินการตามข้อตกลงเกี่ยว กับนิวเคลียร์ทันที รื้อถอนเครื่องแยก รื้อถอนเครื่องปฏิกรณ์ ทำลายสต๊อกแร่ยูเรเนียม รื้อมันหมดทุกอย่าง ฯลฯ ทันที และให้ไอ้เอกับอีเอ IAEA มาตรวจสอบทันที ว่าอิหร่านปฏิบัติตามรายการถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ แต่ทั้งหมดข้างต้น ต้องทำควบคู่ไปกับขบวนการยกเลิก การคว่ำบาตร โดยอเมริกาและอียู จะต้องลงมือไปพร้อมกันว่า ได้จัดการหงายบาตรของใคร ที่ไหน อย่างไรแล้ว และ ต้องให้ UNSC ประทับตรารับรองการกระทำด้วย มันถึงจะเป็นธรรม จะให้ด้านหนึ่งทุบทิ้ง แต่อีกด้านยืนอมยิ้มกอดอกเฉยได้ไง ที่บรรยายมาทั้งหมดเข้างต้น เป็นเรื่องที่ได้ “ตกลงกันไปแล้ว” ที่โลซานน์ ระหว่างนาย Zarif รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่านกับคุณสาวน้อย Federica Mogherini ผู้แทนของอียู…. แต่แล้วก็ข่าวรั่วเกี่ยวกับเรื่องกรอบ สวย ไม่สวยขนาดไหน ใครต้องการให้ชัดเจนอย่างไร อย่างที่เล่าข้างต้น สื่อเข้ามาช่วยปั่น แถมเพิ่มสีให้น่าตื่นเต้น อันที่จริงไม่ต้องเพิ่มก็น่าตื่นเต้นอยู่แล้ว ถ้าคิดให้ลึกๆ ยิ่งคิด โต๊ะเจรจาก็ยิ่งสั่น โดยเฉพาะมีความเห็นแย้งจากมุมมอง ด้านกองทัพ possible military dimensions (PMD) ที่สะท้อนกลับ …. แล้วนี่จะพิสูจน์อย่างไร หากตกลงกันเรียบร้อยว่า ให้อิหร่านพัฒนาอะไรได้บ้าง สิ่งที่อิหร่าน “จะไปพัฒนาต่อ” มันจะกลายเป็นอาวุธนิวเคลียร์หรือไม่ เขาว่าไม่ต้องเป็นนักวิทยาศาสตร์ใหญ่ ก็พอนึกออกว่า มันเป็นเรื่องที่พิสูจน์ยาก กว่าจะพิสูจน์ได้ โน่นแนะ ดอกเห็ดงอกขึ้นมาแล้ว ทำนองนั้น…. เฮ้ย… แบบนี้ก็ต้องรีบขยายเวลาเจรจาสินะ ให้จบแบบนี้ไม่ได้… อ้อพอเข้าใจแล้ว แต่ข่าวได้ฟุ้งกระจายเรียบร้อย ไปทั่วสถานที่เจรจา Palais Coburg เวียนนา ว่า ขณะนี้ พณฯใบตองแห้ง ชักลังเลที่จะยกเลิกการคว่ำบาตร…..สงสัยสถานการณ์เปลี่ยน แผนเจรจาเลยอาจต้องเปลี่ยน ตอนนี้คนที่หน้าเครียด เดินเข้าไปจับเข่าคุยทีละข้าง กับเจ้าของเข่าที่ละคน คือ นายKerry รัฐมนตรีต่างประเทศ ที่ไร้เสน่ห์ในการเจรจาอย่างที่สุดนั่นเอง แล้วมันจะคุยสำเร็จละหรือ อย่าลืมว่า ใน P5+1 มีรัสเซียกับจีน ที่รู้ๆ กันอยู่ว่า จับมือจับไม้เห็นใจอิหร่านมานานแล้ว และนอกจากจับมือแล้ว ดูเหมือนจะส่งหีบห่อไปช่วยเหลืออิหร่านสาระพัด แถมเมื่อเร็วๆนี้ ยังมีข่าวว่า จะรับอิหร่านเป็นสมาชิกก่อต้ัง ไอ้อิบ AIIB สถาบันการเงินที่กำลังหอมกรุ่น ยังไม่ถึงวันเส้นตาย ก็ต้องดื้นกันตายไปก่อน แล้วพณฯ ใบตองแห้ง ก็รีบหยิบบท ….I will walk away ออกมาครวญไปพลางๆ ระหว่างนี้ คุณไร้เสน่ห์ Kerry ก็สั่งเด็กๆ ให้ช่วยกันหาเหตุ ช่วยกันโหมหน่อย…. อิหร่านต่างหาก ที่ ทำท่าจะเบี้ยว เข้า สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 5 ก.ค. 2558
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 853 มุมมอง 0 รีวิว
  • ตัดโซ่หรือตายซาก ตอนที่ 5 – 6

    นิทานเรื่องจริง เรื่อง ” ตัดโซ่ หรือ ตายซาก”
    ตอน 5
    ไม่รู้ยังจำกันได้ไหม หลังจากสหภาพโซเวียตถูกทุบจนแหลกละเอียด ตั้งแต่ปี ค.ศ.1991 อเมริกาและพวก ตีปีกกันใหญ่ ว่ากำจัดขู่แข่งตัวสำคัญไปเรี ยบร้อยแล้ว เวลาผ่านไปเพียง 15 ปี ส่วนหัวและหัวใจ ของสหภาพโซเวียตคือ รัสเซีย ดันไม่ตายตามต้องการ แถมฟื้นขึ้นมาแบบมาดใหม่ ด้วยการสู้ด้วยท่อส่งแก๊ส ที่รัสเซียวางไปตามจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เป็นเรื่องที่อเมริกาและพวก คิดไม่ถึง ยิ่งท่อส่งแก๊สของรัสเซียวิ่งตรงมายุโรป และยุโรปกลายเป็นฝ่ายพึ่งแก๊สของรัสเซียถึง 60% อเมริกายิ่งหายใจแรง ด้วยความขัดใจ กระบวนการขัดขารัสเซีย ไปจนถึงแซงช้่นจึงค่อยๆทยอยปล่อยออกมาใส่รัสเซีย
    เดือนธันวาคม ค.ศ.2014 รัสเซีย ประกาศยกเลิกเส้นทางท่อส่งแก๊ส South Sream ของ Gazprom บริษัทผลิตและส่งแก๊สของรัฐบาลรัสเซีย เพราะถูกอียูกั้ก ตามคำสั่งของอเมริกา รัสเซียหวังจะส่งแก๊สให้ชาวยุโรปด้วยเส้นทางใหม่ ที่ไม่ต้องผ่านยูเครน ที่กำลังมีปัญหากันอยู่ แต่ให้ไปโผล่ที่บุลกาเรีย เพิ่มอีกจุด เป็นผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างยุโรป และรัสเซีย แต่อเมริกา บีบให้อียูบอกว่า แบบนี้เป็นการรังแกยูเครน แล้วอียู ก็ไปบีบบุลกาเรียอีกต่อ ไม่ให้ตกลงกับรัสเซีย แล้วอียู รัสเซีย ก็เดือดร้อน แต่อเมริกาสบาย ฉลาดฉิบหายเลย
    คุณพี่ปูตินบอก ตามใจ ถ้าคนยุโรปไม่ต้องการ เราก็ช่วยอะไรไม่ได้ งั้นรัสเซียส่งมาทางตุรกีแทนก็ได้ แทบไม่มีใครเชื่อ เพราะคิดว่าตุรกีไม่กล้าแหกคอกจากอเมริกา มาต่อท่อกับรัสเซีย ก็อเมริกาเพิ่งสั่งให้ลูกกระเป๋งแซงชั่นรัสเซียอยู่หยกๆ เวลาผ่านไปไม่ถึง 6 เดือน เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม ค.ศ.2015 นี้เอง ตุรกีกับ Gasprom ก็ยืนประกาศคู่กัน ว่า เส้นท่อส่งแก๊ส Turkish Stream เดินหน้าไปอย่างดียิ่ง และพร้อมจะส่งแก๊สจากรัสเซีย เข้ามาที่สถานีในตุรกีและไปโผล่ตรงเขตแดนตุรกี ที่ติดกับ”กรีซ “ได้ ในเดือนธันวาคม ค.ศ.2016 เพื่อส่งต่อให้กับลูกค้าในยุโรป….. มาแล้ว ฝีมือเดินหมากรุกระดับแชมป์
    ในวันที่รัสเซียตัดสินใจ ไม่เดินหน้าไปทางบุลกาเรีย แต่เปลี่ยนมาเป็นตุรกีนั้น ทันทีที่ตกลงกับตุรกีได้ในต้นเดือนเมษายน ค.ศ.2015 คุณพี่ปูตินยกโทรศัพท์คุยกับคุณน้องอเล็กซิสด้วยตัวเอง หลังจากนั้น สำนักงานท่านประธานาธิบดีของรัสเซียก็ออกข่าวเงียบๆ ว่า รัสเซียพร้อมให้เงินกู้กับกรีซ เพื่อเป็นการตอบแทนที่กรีซเข้าร่วมโครงการ Turkish Stream เข้าไปในอียู …
    แต่เมื่อสื่อเยอรมัน Der Spiegel รายงานข่าวว่า มอสโคว์พร้อมให้เงินกู้กับรัฐบาลกรีซทันที จำนวน 5 พันล้านยูโร ที่ประมาณว่า จะเท่ากับส่วนแบ่งกำไร ที่จะได้จากเชื่อมท่อส่งแก๊ส Turkish Stream แต่เครมลินออกมาปฏิเสธข่าวนี้ ….มันก็ควรปฏิเสธ เรื่องแบบนี้มันต้อง เปิดๆ ปิดๆ ถึงจะน่าตื่นเต้น
    ในขณะที่กรีซและเจ้าหนี้ กำลังเจรจาเครียด เมื่อต้นเดือนมิถุนายนนี้เอง ถึงเรื่องหนี้ ที่ต้องจ่ายให้แก่ IMF จำนวน 1.6 พันล้านยูโรในวันสิ้นเดือนมิถุนายน นายกรัฐมนตรี อเล็กซิส ยังไม่มีคำตอบให้กับเจ้าหนี้ ว่าเขาจะเอาเงินมาจากไหนมาใช้หนี้ แต่วันรุ่งขึ้น เขาบินไปร่วมงาน St. Petersburg Economic Forum ที่รัสเซีย อย่างไม่มีอาการเครียด…
    ตลอดเวลาที่ผ่านมา รัสเซียพยายามไม่ยุ่งกับเรื่องวิกฤติทางการเงินของยุโรป แต่ปัญหาของกรีซ มันอาจจะทำให้รัสเซียเห็นทาง… ที่อาจจะคุ้ม กับค่ายุ่งก็เป็นได้
    และถ้ารัสเซียเห็นว่าคุ้ม แล้วโดดมาเล่นด้วย หนี้กรีซคงไม่ได้เป็นเรื่องวิกฤติทางการเงินเรื้อรัง แต่เปลี่ยนเป็นวิกฤติ ทางด้านภูมิศาสตร์การเมืองทันที นี่อาจจะเป็น ซึนามิ ที่จะมาหลังแผ่นดินไหวระดับ 8 ริกเตอร์
    CFR (Council on Foreign Relations ) หน่วยงานที่เป็นผู้กำกับบทบาทของ รัฐบาลอเมริกัน เริ่มใช้ไมค์ตัวเล็ก นาย Sebastian Mallaby นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส นำร่อง ออกมาให้ความเห็นว่า คุณคงไม่อยากเห็นยุโรปต้องเจรจากับกรีซ ซึ่งเป็นสมาชิกของนาโต้ แต่ปุบปับก็ดันจะไปซบกับรัสเซีย ” You don’t want Europe to have to deal with Greece, who is a member of NATO, all of a sudden cozying up to Russia”
    แม้เป็นแค่ไมค์ตัวเล็ก แต่ป้าเข็มขัดเหล็ก ได้ยินเสียงแบบนี้ ก็ลนลานแล้ว เดิมรัฐบาลเยอรมัน คนเยอรมัน แบงค์เยอรมัน เห็นพ้องกันว่า เยอรมันจะยุติการให้เงินกู้กับกรีซเพิ่มเติม ถ้ากรีซ ยังเป็นลูกหนี้ที่ไม่มีวินัย มันต้องให้ใส่ทั้งโซ่เหล็ก และเข้มขัดเหล็ก เข้าใจไหม
    เหมือนจะรู้ว่า ป้าเข็มขัดเหล็กกำลังคิดอะไร ไมค์ตัวเล็กจาก CFR เลยแถมท้าย…ป้าก็คงไม่ชอบใช่มั้ย ที่จะให้ปูติน ให้ของขวัญกับกรีซ ถ้ากรีซจะแหกคอก ออกไปจากพวกตะวันตกน่ะ …
    แล้วก็เหมือนกลัว ป้าจะตัดสินใจยาก นายอเล็กซิส ก็เขียนตอบโต้ คำกล่าวของคนเยอรมันที่บอกว่า คนเยอรมันต้องทำงานหนัก เพื่อเอาเงินไปเลี้ยงคนกรีซที่เลิกทำงาน อเล็กซิส เขียนส่งไปลงในหนังสือพิมพ์เยอรมันว่า… ใครที่อ้างว่า คนเยอรมันต้องเสียภาษีเพื่อเอาจ่ายเป็นค่าจ้าง และเงินบำนาญ เป็นคนโกหก…อันนี้ ฮอร์โมนคนหนุ่มพุ่งแรงจริงๆ
    กรีซและเจ้าหนี้ กำลังขยับการเผชิญหน้าใกล้เข้ามา จนแทบจะหายใจใส่หน้ากันอยู่แล้ว แต่ป้าเข็มขัดเหล็ก ทำปากแข็งบอก ฉันยังไม่ได้ตัดสินใจ ฉันยังรอรับฟังข้อเสนอของกรีซอยู่ ว่าแล้วก็หัวร่อร่ากับหนุ่มกรีก ทำเหมือนไม่มีรอยร้าวระหว่างป้า กับหลาน CFR คงไม่แน่ใจว่า ป้าหัวร่อกับหนุ่มกรีก เพราะเครียด หรือ ขากรรไกรค้าง รีบสำทับ อียูต้องจัดการให้ดีนะ ไม่งั้นเรื่องนี้คงจบยาก หรือจบไม่สวย และจะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี ให้สเปนและปอร์ตุเกส เอาอย่าง
    ไมค์ตัวเล็ก ยี่ห้อ CFR สำทับแบบนี้ อียูคงต้องคิดหนัก
    ###############
    “ตัดโซ่ หรือ ตายซาก”

    ตอน 6 (จบ)
    ดูเหมือนกรีซจะมีทางเลือก ขึ้นอยู่กับว่า กรีซคิดอะไร
    ทางเลือกที่หนึ่ง : ถ้าเจ้าหนี้ยินยอมปรับปรุงโครง สร้างหนี้ ในเงื่อนไขตามที่ทั้ง 2 ฝ่ายรับได้ และกรีซ ไม่คิดออกจากอียู เรื่องก็คงจบด้วยดี จบแบบ ยังพอรักษาหน้า รักษาไมตรี ต่อกัน
    กรีซก็ได้อย่างที่ต้องการ ได้เอาโซ่ออกจากคอ ส่วนเจ้าหนี้ก็คงขาดโอกาส ที่จะใช้โซ่รัดคอกรีซต่อไป แต่ไม่เป็นไร เชื่อสายอัศวินนักล่าใบตองแห้ง ปลิ้นปล้อนต่อไปได้ว่า เห็นแก่มนุษยธรรม พูดเอาบุญเอาคุณไปได้อีกนาน คนที่จะช้ำหน่อย น่าจะเป็นป้าเข็มขัดเหล็ก เพราะลั่นปากออกสื่อไปแล้ว ว่าจะไม่ให้กู้เพิ่มแล้วถ้าไม่รัดโซ่ให้แน่นกว่านี้ นี่โซ่ก็ถูกตัดแต่ยังต้องอุ้มเขาต่อ ป้าก็คงต้องหุบปากบ้าง ไม่งั้นเรื่องเงินกู้กรีซ รอบแรก ที่แบงค์เยอรมันได้ไปก่อน คราวนี้ รับรองมีคนเอามาแฉใหม่แน่
    แต่มันแสนจะคุ้ม ที่สะกัดทางคุณพี่ปูติน ที่คิดจะเข้าอียูผ่านกรีก
    แล้วคุณพี่ปูติน ที่คิดจะเข้ามาเดินเล่นแถวกรีซล่ะ คุณพี่เขาก็เปลี่ยนวิธีเดินหมากได้ไหม่แน่นอน แชมป์หมากรุก ยอมมองทางออกทั้งกระดาน จะเดินตาไหนต่อ ก็คอยดูกันไป แต่คิดให้ดี ถ้าไม่มีข่าวคุณพี่ปูตินโทรหาคุณน้องอเล็กซิส รับรอง ทางเลือกที่หนึ่งนี่ ไม่มีทางเกิดขึ้น
    ทางเลือกที่สอง : กรีซเหม็นเบื่ออียูเต็มที ถึงเจ้าหนี้จะตกลง ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ แต่กรีซบอกไม่เอาแล้ว เดี๋ยวให้ เดี๋ยวไม่ให้ เราจบกันแค่นี้ดีกว่า เอะ แล้วกรีซจะเอาเงินที่ไหนมาใช้ IMF สิ้นเดือนนี้ 1.6 พันล้าน ยูโร อย่านึกว่าคุณพี่ปูตินจะตกลงด้วยง่ายๆ นะครับ ให้ยืมน่ะเรื่องนึง ถ้าคุณพี่ตกปาก แล้วคงไม่เบี้ยว แต่ยืมเอาไปใช้หนี้เต็มราคา ไม่มีลดค่าหน้าตั๋ว ไม่มี ตัดผม haircut ผมเป็นคุณพี่ปูติน ผมไม่ให้ยืมหรอก เห็นกันอยู่ชัดๆ ว่าลูกหนี้ล้มละลาย ก็พวกไอ้หมาไนของมันบอกเอง เจ้าหนี้หวังให้ใช้หนี้เต็มร้อย ก็ฝันไปหน่อย
    ตอน ปี ค.ศ.2012 เมื่อเห็นกันชัดๆ เต็มลูกตา ว่าวิธีเอาเงินกู้มาจ่ายเจ้าหนี้ทั้งก้อน วนไปวนมา หนี้กรีซก็ไม่มีวันลด คุณป้าเข็มขัดเหล็ก เลยเสียงเขียวให้เจ้าหนี้เอกชน ลดหนี้ ตัดผม haircut กันบ้าง มีต้ังแต่ ลด 50% ไปถึงลด 80 % เหลือ 20 ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย แล้วก็ให้ไปแลกกับตั๋วใหม่ เขาว่า มีกองทุนแร้งลง ซื้อตั๋วใหม่พวกนี้อีกต่อ ราคาถูกลงไปอีก ไปเก็งกำไรอีกต่อ แล้วคิดว่าแบบนี้คุณพี่ปูติน จะจ่ายให้ IMF เต็มร้อยไหม เผลอๆ เรื่อง รัสเซีย จะให้เงินกู้กรีซ เป็นเรื่องสมต้มกัน
    ตกลงวิธีนี้จะไปได้ ก็ต่อเมื่อ IMF ลดหนี้ให้ แล้วถ้า IMF ก็เดาอยู่แล้ว ว่าเงินอาจจะมาจากไหน คิดว่า IMF จะลดหนี้ให้ไหม คุณนายหน้าเค็มไม่ยอมหน้าจืดหรอกครับ ลืมไปได้เลย
    ทางเลือกที่สาม : เหมือนทางเลือกที่สอง แต่ยังไม่ใช้หนี้ IMF เรียกว่า ตัดโซ่คล้องคอของเจ้าหนี้ ตัดเชือกผูกกับ อียู ยอมให้เขาว่าเป็นประเทศล้มละลาย ต้ังหน้าต้ังตา สร้างบ้านเมืองใหม่ แบบนี้ อาจจะมีเจ้าหนี้จูงกันมาให้กู้แบบดอกต่ำ เงื่อนไขไม่โหด แต่กรีซใจถึงไหม ที่จะเล่นบทนี้ บทนี้มันต้องใจถึงกันทั้งประเทศ
    ทางเลือกของกรีซ ก็คงมีเท่านี้
    ส่วนทางเลือกของเจ้าหนี้ มีแค่ 2 ทาง
    ทางเลือกที่หนึ่ง : ก็เหมือนทางเลือกที่หนึ่งของกรีซนั่นแหละ แค่เสียหน้า แต่ระบบแบงค์ยังปลอดภัย ที่สำคัญ ทางภูมิศาสตร์การเมือง ปิดทางเข้าอียูของรัสเซียผ่านกรีซ คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม แผ่นดินไหวไม่มี ซึนามิการเมืองไม่เกิดขึ้น แต่รายการนี้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเจ้าหนี้ข้างเดียว ต้องถามใจกรีซด้วย
    ทางเลือกที่สอง : เจ้าหนี้ไม่ขยับ ไม่ปล่อยเงินกู้ก้อนใหม่ให้ ไม่ผ่อนเวลาให้ ยึดแน่นกับเงื่อนไขโหด แถมจะเพิ่ม ให้โซ่คล้องคอกรีซรัดแน่นกว่าเดิม ทำไมหรือ ก็ยังกินไม่อิ่ม ไม่มีอะไรมาก ยิ่งท่อแก๊สรัสเซียจะมา ยิ่งอร่อย ยึดมาใช้หนี้เสียเลยดีไหม และเชื่อว่ารัสเซียไม่มีปัญญา ที่จะเข้ามาชำระหนี้ก้อนใหญ่ให้กรีซ
    ถ้าเจ้าหนี้เลือกทางนี้ ไม่ต้องวิเคราะห์มากครับ รับรอง มีทั้งแผ่นดินไหว อาฟเตอร์ช็อก ซึนามิทางการเงิน เศรษฐกิจ และการเมืองครบถ้วน อาจจะเลยเป็นชนวนสงครามโลกแทนยูเครน ที่นางเหยี่ยวรับหน้าที่มาจุดให้ไอ้นักล่าใบตองแห้งด้วยก็ได้
    ใครมันจะยอมให้หยามหน้า รังแกกันมากขนาดนั้น แล้วกลับบ้านนอนสบาย
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    28 มิ.ย. 2558
    หมายเหตุ: เขียนนิทานจบไปแล้ว ต้ังเวลาโพสต์ล่วงหน้า เตรียมเข้านอน เช็คข่าวล่าสุด ทำเอานอนไม่ได้ ต้องกลับมานั่งเขียนต่อ
    ล่าสุด วันที่ 27 มิถุนายน มีข่าวออกมาตอนค่ำบ้านเรา บอกว่า นายกรัฐมนตรีกรีซ พูดว่า เราคงเดินหน้าโดยมีโซ่คล้องคอแบบนี้ไม่ไหว เขาจึงออกทีวี ประกาศว่า เขาจะจัดให้มีการทำประชามติ ในวันที่ 5 กรกฏาคม นี้ ว่า ประะชาชนจะเอายังไง yes หรือ no กับ การกู้เงินต่อไป คำพูดของนายกรัฐมนตรีกรีซ อาจเป็นประโยคประวัติศาสตร์ ที่ต้องจดจำ หรือมีการอ้างถึงต่อไป
    ” กระผมขอให้ท่านตัดสินใจ ด้วยสำนึกในประวัติศาสตร์ แห่งความเป็นประเทศเอกราชและมีศักดิ์ศรีของกรีซ ว่าเราจำเป็นหรือไม่ ที่ต้องรับการยื่นคำขาด ที่เสมือนเป็นการเหยียดหยามเรา ที่บีบคั้นเราอย่างรุนแรงและไม่มีที่สิ้นสุด และไม่มีแนวทางให้เราเห็นแม้แต่น้อย ว่าเรา จะมีโอกาสยืนด้วยสองเท้าของเราเองได้อีกหรือไม่ ทั้งในด้านสังคมและทางด้านการเงิน
    ประชาชนจะต้องตัดสินใจ โดยปราศจากความกดดัน จากการยื่นคำขาดดังกล่าว”
    “I call uopn you to decide – with sovereignty and dignity as Greek history demands-
    whether we should accept the extortionate ultimatum that calls for strict and humiliating austerity without end, and without the prospect of ever standing on our own two feet, socially and financially.
    The people must decide free of any blackmail..”
    เป็นคำประกาศของคนหนุ่ม ที่ “แรง” เกือบจะเป็นการประกาศสงครามเชียวนะ
    ขณะเดียวกัน ฝ่ายเจ้าหนี้ โดยนายเจริญ Jeroen Dijsselbloem รัฐมนตรีคลังของดัชท์ ที่เป็นประธานที่ประชุมเจ้าหนี้ เมื่อได้รับถุงมือขาวของหนุ่มกรีก ก็รีบออกข่าวว่า เมื่อนายกรัฐมนตรีกรีซประกาศเช่นนี้ ก็ น่าจะแปลว่ากรีซ ไม่รับข้อเสนอของฝ่ายเจ้าหนี้ และการเจรจาก็น่าจะสดุดหยุดลง เมื่อไม่มีข้อตกลง กรีก ก็ต้องหาเงินมาชำระหนี้ จำนวน 1.6 พันล้านยูโร ให้กับ IMF ทีจะถึงชำระในวันที่ 30 มิถุนายนนี้
    ก่อนหน้านั้น เล็กน้อย คุณน้องยานิสของผม ก็แจ้งในที่ประชุมรัฐมนตรีคลังของอียู ว่า กรีซ ขอ เลื่อนกำหนด วันตัดสินประหารขีวิตออกไปสัก 2 สัปดาห์ได้ไหม เพราะ เขาจะทำประชามติ กัน มันเป็นเรื่องเกี่ยวพันกับชีวิตพวกเขา ให้พวกเขามีสิทธิมีเสียงตามประชาธิปไตยบ้าง ที่ประชุมอียู ตอบสั้นๆ ว่าไม่ได้ คุณน้องยานิส ก็เก็บของ เดินออกจากห้องประชุม
    ฝ่ายเจ้าหนี้ โดยรัฐมนตรีคลังของฟินแลนด์ ออกมาบอกว่า ตอนนี้ แปลว่า ต้องเปลี่ยนเอา แผนสำรอง มาเป็นแผนจริงแล้ว
    แปลว่าอะไรครับ ช่วยกลับไปอ่านนิทานข้างต้นอีกที แปลว่า แผ่นดินเริ่มไหว จะขนาดไหน วันจันทร์ก็คงรู้ ที่กุมๆกันไว้ในกระเป๋า ก็คงเริ่มทยอยเอาออกมาใช้กัน แต่เกมนี้ยังไม่จบง่ายๆ ดูกันต่อครับ จะกินบ้าน กู้เมืองกัน มันไม่ใช่เล่นเกมกด เกมชิงเมืองนี้ อาจลามไปไกล…จะกลายเป็นเกทับบลั้ฟแหลกกันขนาดไหน หรือ ของจริงแอบแจม ได้ทั้งสิ้น
    แต่อย่างน้อย วันนี้ ผมขอคารวะหนุ่มกรีก สำหรับประโยคเดินนำออกจากคอก ที่ คนรักบ้านรักเมือง รักศักดิ์ศรี ไม่ว่าจะเป็นคนชาติไหน ก็ต้องซึ้งใจ
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    28 มิ.ย 58
    ตัดโซ่หรือตายซาก ตอนที่ 5 – 6 นิทานเรื่องจริง เรื่อง ” ตัดโซ่ หรือ ตายซาก” ตอน 5 ไม่รู้ยังจำกันได้ไหม หลังจากสหภาพโซเวียตถูกทุบจนแหลกละเอียด ตั้งแต่ปี ค.ศ.1991 อเมริกาและพวก ตีปีกกันใหญ่ ว่ากำจัดขู่แข่งตัวสำคัญไปเรี ยบร้อยแล้ว เวลาผ่านไปเพียง 15 ปี ส่วนหัวและหัวใจ ของสหภาพโซเวียตคือ รัสเซีย ดันไม่ตายตามต้องการ แถมฟื้นขึ้นมาแบบมาดใหม่ ด้วยการสู้ด้วยท่อส่งแก๊ส ที่รัสเซียวางไปตามจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เป็นเรื่องที่อเมริกาและพวก คิดไม่ถึง ยิ่งท่อส่งแก๊สของรัสเซียวิ่งตรงมายุโรป และยุโรปกลายเป็นฝ่ายพึ่งแก๊สของรัสเซียถึง 60% อเมริกายิ่งหายใจแรง ด้วยความขัดใจ กระบวนการขัดขารัสเซีย ไปจนถึงแซงช้่นจึงค่อยๆทยอยปล่อยออกมาใส่รัสเซีย เดือนธันวาคม ค.ศ.2014 รัสเซีย ประกาศยกเลิกเส้นทางท่อส่งแก๊ส South Sream ของ Gazprom บริษัทผลิตและส่งแก๊สของรัฐบาลรัสเซีย เพราะถูกอียูกั้ก ตามคำสั่งของอเมริกา รัสเซียหวังจะส่งแก๊สให้ชาวยุโรปด้วยเส้นทางใหม่ ที่ไม่ต้องผ่านยูเครน ที่กำลังมีปัญหากันอยู่ แต่ให้ไปโผล่ที่บุลกาเรีย เพิ่มอีกจุด เป็นผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างยุโรป และรัสเซีย แต่อเมริกา บีบให้อียูบอกว่า แบบนี้เป็นการรังแกยูเครน แล้วอียู ก็ไปบีบบุลกาเรียอีกต่อ ไม่ให้ตกลงกับรัสเซีย แล้วอียู รัสเซีย ก็เดือดร้อน แต่อเมริกาสบาย ฉลาดฉิบหายเลย คุณพี่ปูตินบอก ตามใจ ถ้าคนยุโรปไม่ต้องการ เราก็ช่วยอะไรไม่ได้ งั้นรัสเซียส่งมาทางตุรกีแทนก็ได้ แทบไม่มีใครเชื่อ เพราะคิดว่าตุรกีไม่กล้าแหกคอกจากอเมริกา มาต่อท่อกับรัสเซีย ก็อเมริกาเพิ่งสั่งให้ลูกกระเป๋งแซงชั่นรัสเซียอยู่หยกๆ เวลาผ่านไปไม่ถึง 6 เดือน เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม ค.ศ.2015 นี้เอง ตุรกีกับ Gasprom ก็ยืนประกาศคู่กัน ว่า เส้นท่อส่งแก๊ส Turkish Stream เดินหน้าไปอย่างดียิ่ง และพร้อมจะส่งแก๊สจากรัสเซีย เข้ามาที่สถานีในตุรกีและไปโผล่ตรงเขตแดนตุรกี ที่ติดกับ”กรีซ “ได้ ในเดือนธันวาคม ค.ศ.2016 เพื่อส่งต่อให้กับลูกค้าในยุโรป….. มาแล้ว ฝีมือเดินหมากรุกระดับแชมป์ ในวันที่รัสเซียตัดสินใจ ไม่เดินหน้าไปทางบุลกาเรีย แต่เปลี่ยนมาเป็นตุรกีนั้น ทันทีที่ตกลงกับตุรกีได้ในต้นเดือนเมษายน ค.ศ.2015 คุณพี่ปูตินยกโทรศัพท์คุยกับคุณน้องอเล็กซิสด้วยตัวเอง หลังจากนั้น สำนักงานท่านประธานาธิบดีของรัสเซียก็ออกข่าวเงียบๆ ว่า รัสเซียพร้อมให้เงินกู้กับกรีซ เพื่อเป็นการตอบแทนที่กรีซเข้าร่วมโครงการ Turkish Stream เข้าไปในอียู … แต่เมื่อสื่อเยอรมัน Der Spiegel รายงานข่าวว่า มอสโคว์พร้อมให้เงินกู้กับรัฐบาลกรีซทันที จำนวน 5 พันล้านยูโร ที่ประมาณว่า จะเท่ากับส่วนแบ่งกำไร ที่จะได้จากเชื่อมท่อส่งแก๊ส Turkish Stream แต่เครมลินออกมาปฏิเสธข่าวนี้ ….มันก็ควรปฏิเสธ เรื่องแบบนี้มันต้อง เปิดๆ ปิดๆ ถึงจะน่าตื่นเต้น ในขณะที่กรีซและเจ้าหนี้ กำลังเจรจาเครียด เมื่อต้นเดือนมิถุนายนนี้เอง ถึงเรื่องหนี้ ที่ต้องจ่ายให้แก่ IMF จำนวน 1.6 พันล้านยูโรในวันสิ้นเดือนมิถุนายน นายกรัฐมนตรี อเล็กซิส ยังไม่มีคำตอบให้กับเจ้าหนี้ ว่าเขาจะเอาเงินมาจากไหนมาใช้หนี้ แต่วันรุ่งขึ้น เขาบินไปร่วมงาน St. Petersburg Economic Forum ที่รัสเซีย อย่างไม่มีอาการเครียด… ตลอดเวลาที่ผ่านมา รัสเซียพยายามไม่ยุ่งกับเรื่องวิกฤติทางการเงินของยุโรป แต่ปัญหาของกรีซ มันอาจจะทำให้รัสเซียเห็นทาง… ที่อาจจะคุ้ม กับค่ายุ่งก็เป็นได้ และถ้ารัสเซียเห็นว่าคุ้ม แล้วโดดมาเล่นด้วย หนี้กรีซคงไม่ได้เป็นเรื่องวิกฤติทางการเงินเรื้อรัง แต่เปลี่ยนเป็นวิกฤติ ทางด้านภูมิศาสตร์การเมืองทันที นี่อาจจะเป็น ซึนามิ ที่จะมาหลังแผ่นดินไหวระดับ 8 ริกเตอร์ CFR (Council on Foreign Relations ) หน่วยงานที่เป็นผู้กำกับบทบาทของ รัฐบาลอเมริกัน เริ่มใช้ไมค์ตัวเล็ก นาย Sebastian Mallaby นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส นำร่อง ออกมาให้ความเห็นว่า คุณคงไม่อยากเห็นยุโรปต้องเจรจากับกรีซ ซึ่งเป็นสมาชิกของนาโต้ แต่ปุบปับก็ดันจะไปซบกับรัสเซีย ” You don’t want Europe to have to deal with Greece, who is a member of NATO, all of a sudden cozying up to Russia” แม้เป็นแค่ไมค์ตัวเล็ก แต่ป้าเข็มขัดเหล็ก ได้ยินเสียงแบบนี้ ก็ลนลานแล้ว เดิมรัฐบาลเยอรมัน คนเยอรมัน แบงค์เยอรมัน เห็นพ้องกันว่า เยอรมันจะยุติการให้เงินกู้กับกรีซเพิ่มเติม ถ้ากรีซ ยังเป็นลูกหนี้ที่ไม่มีวินัย มันต้องให้ใส่ทั้งโซ่เหล็ก และเข้มขัดเหล็ก เข้าใจไหม เหมือนจะรู้ว่า ป้าเข็มขัดเหล็กกำลังคิดอะไร ไมค์ตัวเล็กจาก CFR เลยแถมท้าย…ป้าก็คงไม่ชอบใช่มั้ย ที่จะให้ปูติน ให้ของขวัญกับกรีซ ถ้ากรีซจะแหกคอก ออกไปจากพวกตะวันตกน่ะ … แล้วก็เหมือนกลัว ป้าจะตัดสินใจยาก นายอเล็กซิส ก็เขียนตอบโต้ คำกล่าวของคนเยอรมันที่บอกว่า คนเยอรมันต้องทำงานหนัก เพื่อเอาเงินไปเลี้ยงคนกรีซที่เลิกทำงาน อเล็กซิส เขียนส่งไปลงในหนังสือพิมพ์เยอรมันว่า… ใครที่อ้างว่า คนเยอรมันต้องเสียภาษีเพื่อเอาจ่ายเป็นค่าจ้าง และเงินบำนาญ เป็นคนโกหก…อันนี้ ฮอร์โมนคนหนุ่มพุ่งแรงจริงๆ กรีซและเจ้าหนี้ กำลังขยับการเผชิญหน้าใกล้เข้ามา จนแทบจะหายใจใส่หน้ากันอยู่แล้ว แต่ป้าเข็มขัดเหล็ก ทำปากแข็งบอก ฉันยังไม่ได้ตัดสินใจ ฉันยังรอรับฟังข้อเสนอของกรีซอยู่ ว่าแล้วก็หัวร่อร่ากับหนุ่มกรีก ทำเหมือนไม่มีรอยร้าวระหว่างป้า กับหลาน CFR คงไม่แน่ใจว่า ป้าหัวร่อกับหนุ่มกรีก เพราะเครียด หรือ ขากรรไกรค้าง รีบสำทับ อียูต้องจัดการให้ดีนะ ไม่งั้นเรื่องนี้คงจบยาก หรือจบไม่สวย และจะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี ให้สเปนและปอร์ตุเกส เอาอย่าง ไมค์ตัวเล็ก ยี่ห้อ CFR สำทับแบบนี้ อียูคงต้องคิดหนัก ############### “ตัดโซ่ หรือ ตายซาก” ตอน 6 (จบ) ดูเหมือนกรีซจะมีทางเลือก ขึ้นอยู่กับว่า กรีซคิดอะไร ทางเลือกที่หนึ่ง : ถ้าเจ้าหนี้ยินยอมปรับปรุงโครง สร้างหนี้ ในเงื่อนไขตามที่ทั้ง 2 ฝ่ายรับได้ และกรีซ ไม่คิดออกจากอียู เรื่องก็คงจบด้วยดี จบแบบ ยังพอรักษาหน้า รักษาไมตรี ต่อกัน กรีซก็ได้อย่างที่ต้องการ ได้เอาโซ่ออกจากคอ ส่วนเจ้าหนี้ก็คงขาดโอกาส ที่จะใช้โซ่รัดคอกรีซต่อไป แต่ไม่เป็นไร เชื่อสายอัศวินนักล่าใบตองแห้ง ปลิ้นปล้อนต่อไปได้ว่า เห็นแก่มนุษยธรรม พูดเอาบุญเอาคุณไปได้อีกนาน คนที่จะช้ำหน่อย น่าจะเป็นป้าเข็มขัดเหล็ก เพราะลั่นปากออกสื่อไปแล้ว ว่าจะไม่ให้กู้เพิ่มแล้วถ้าไม่รัดโซ่ให้แน่นกว่านี้ นี่โซ่ก็ถูกตัดแต่ยังต้องอุ้มเขาต่อ ป้าก็คงต้องหุบปากบ้าง ไม่งั้นเรื่องเงินกู้กรีซ รอบแรก ที่แบงค์เยอรมันได้ไปก่อน คราวนี้ รับรองมีคนเอามาแฉใหม่แน่ แต่มันแสนจะคุ้ม ที่สะกัดทางคุณพี่ปูติน ที่คิดจะเข้าอียูผ่านกรีก แล้วคุณพี่ปูติน ที่คิดจะเข้ามาเดินเล่นแถวกรีซล่ะ คุณพี่เขาก็เปลี่ยนวิธีเดินหมากได้ไหม่แน่นอน แชมป์หมากรุก ยอมมองทางออกทั้งกระดาน จะเดินตาไหนต่อ ก็คอยดูกันไป แต่คิดให้ดี ถ้าไม่มีข่าวคุณพี่ปูตินโทรหาคุณน้องอเล็กซิส รับรอง ทางเลือกที่หนึ่งนี่ ไม่มีทางเกิดขึ้น ทางเลือกที่สอง : กรีซเหม็นเบื่ออียูเต็มที ถึงเจ้าหนี้จะตกลง ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ แต่กรีซบอกไม่เอาแล้ว เดี๋ยวให้ เดี๋ยวไม่ให้ เราจบกันแค่นี้ดีกว่า เอะ แล้วกรีซจะเอาเงินที่ไหนมาใช้ IMF สิ้นเดือนนี้ 1.6 พันล้าน ยูโร อย่านึกว่าคุณพี่ปูตินจะตกลงด้วยง่ายๆ นะครับ ให้ยืมน่ะเรื่องนึง ถ้าคุณพี่ตกปาก แล้วคงไม่เบี้ยว แต่ยืมเอาไปใช้หนี้เต็มราคา ไม่มีลดค่าหน้าตั๋ว ไม่มี ตัดผม haircut ผมเป็นคุณพี่ปูติน ผมไม่ให้ยืมหรอก เห็นกันอยู่ชัดๆ ว่าลูกหนี้ล้มละลาย ก็พวกไอ้หมาไนของมันบอกเอง เจ้าหนี้หวังให้ใช้หนี้เต็มร้อย ก็ฝันไปหน่อย ตอน ปี ค.ศ.2012 เมื่อเห็นกันชัดๆ เต็มลูกตา ว่าวิธีเอาเงินกู้มาจ่ายเจ้าหนี้ทั้งก้อน วนไปวนมา หนี้กรีซก็ไม่มีวันลด คุณป้าเข็มขัดเหล็ก เลยเสียงเขียวให้เจ้าหนี้เอกชน ลดหนี้ ตัดผม haircut กันบ้าง มีต้ังแต่ ลด 50% ไปถึงลด 80 % เหลือ 20 ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย แล้วก็ให้ไปแลกกับตั๋วใหม่ เขาว่า มีกองทุนแร้งลง ซื้อตั๋วใหม่พวกนี้อีกต่อ ราคาถูกลงไปอีก ไปเก็งกำไรอีกต่อ แล้วคิดว่าแบบนี้คุณพี่ปูติน จะจ่ายให้ IMF เต็มร้อยไหม เผลอๆ เรื่อง รัสเซีย จะให้เงินกู้กรีซ เป็นเรื่องสมต้มกัน ตกลงวิธีนี้จะไปได้ ก็ต่อเมื่อ IMF ลดหนี้ให้ แล้วถ้า IMF ก็เดาอยู่แล้ว ว่าเงินอาจจะมาจากไหน คิดว่า IMF จะลดหนี้ให้ไหม คุณนายหน้าเค็มไม่ยอมหน้าจืดหรอกครับ ลืมไปได้เลย ทางเลือกที่สาม : เหมือนทางเลือกที่สอง แต่ยังไม่ใช้หนี้ IMF เรียกว่า ตัดโซ่คล้องคอของเจ้าหนี้ ตัดเชือกผูกกับ อียู ยอมให้เขาว่าเป็นประเทศล้มละลาย ต้ังหน้าต้ังตา สร้างบ้านเมืองใหม่ แบบนี้ อาจจะมีเจ้าหนี้จูงกันมาให้กู้แบบดอกต่ำ เงื่อนไขไม่โหด แต่กรีซใจถึงไหม ที่จะเล่นบทนี้ บทนี้มันต้องใจถึงกันทั้งประเทศ ทางเลือกของกรีซ ก็คงมีเท่านี้ ส่วนทางเลือกของเจ้าหนี้ มีแค่ 2 ทาง ทางเลือกที่หนึ่ง : ก็เหมือนทางเลือกที่หนึ่งของกรีซนั่นแหละ แค่เสียหน้า แต่ระบบแบงค์ยังปลอดภัย ที่สำคัญ ทางภูมิศาสตร์การเมือง ปิดทางเข้าอียูของรัสเซียผ่านกรีซ คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม แผ่นดินไหวไม่มี ซึนามิการเมืองไม่เกิดขึ้น แต่รายการนี้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเจ้าหนี้ข้างเดียว ต้องถามใจกรีซด้วย ทางเลือกที่สอง : เจ้าหนี้ไม่ขยับ ไม่ปล่อยเงินกู้ก้อนใหม่ให้ ไม่ผ่อนเวลาให้ ยึดแน่นกับเงื่อนไขโหด แถมจะเพิ่ม ให้โซ่คล้องคอกรีซรัดแน่นกว่าเดิม ทำไมหรือ ก็ยังกินไม่อิ่ม ไม่มีอะไรมาก ยิ่งท่อแก๊สรัสเซียจะมา ยิ่งอร่อย ยึดมาใช้หนี้เสียเลยดีไหม และเชื่อว่ารัสเซียไม่มีปัญญา ที่จะเข้ามาชำระหนี้ก้อนใหญ่ให้กรีซ ถ้าเจ้าหนี้เลือกทางนี้ ไม่ต้องวิเคราะห์มากครับ รับรอง มีทั้งแผ่นดินไหว อาฟเตอร์ช็อก ซึนามิทางการเงิน เศรษฐกิจ และการเมืองครบถ้วน อาจจะเลยเป็นชนวนสงครามโลกแทนยูเครน ที่นางเหยี่ยวรับหน้าที่มาจุดให้ไอ้นักล่าใบตองแห้งด้วยก็ได้ ใครมันจะยอมให้หยามหน้า รังแกกันมากขนาดนั้น แล้วกลับบ้านนอนสบาย สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 28 มิ.ย. 2558 หมายเหตุ: เขียนนิทานจบไปแล้ว ต้ังเวลาโพสต์ล่วงหน้า เตรียมเข้านอน เช็คข่าวล่าสุด ทำเอานอนไม่ได้ ต้องกลับมานั่งเขียนต่อ ล่าสุด วันที่ 27 มิถุนายน มีข่าวออกมาตอนค่ำบ้านเรา บอกว่า นายกรัฐมนตรีกรีซ พูดว่า เราคงเดินหน้าโดยมีโซ่คล้องคอแบบนี้ไม่ไหว เขาจึงออกทีวี ประกาศว่า เขาจะจัดให้มีการทำประชามติ ในวันที่ 5 กรกฏาคม นี้ ว่า ประะชาชนจะเอายังไง yes หรือ no กับ การกู้เงินต่อไป คำพูดของนายกรัฐมนตรีกรีซ อาจเป็นประโยคประวัติศาสตร์ ที่ต้องจดจำ หรือมีการอ้างถึงต่อไป ” กระผมขอให้ท่านตัดสินใจ ด้วยสำนึกในประวัติศาสตร์ แห่งความเป็นประเทศเอกราชและมีศักดิ์ศรีของกรีซ ว่าเราจำเป็นหรือไม่ ที่ต้องรับการยื่นคำขาด ที่เสมือนเป็นการเหยียดหยามเรา ที่บีบคั้นเราอย่างรุนแรงและไม่มีที่สิ้นสุด และไม่มีแนวทางให้เราเห็นแม้แต่น้อย ว่าเรา จะมีโอกาสยืนด้วยสองเท้าของเราเองได้อีกหรือไม่ ทั้งในด้านสังคมและทางด้านการเงิน ประชาชนจะต้องตัดสินใจ โดยปราศจากความกดดัน จากการยื่นคำขาดดังกล่าว” “I call uopn you to decide – with sovereignty and dignity as Greek history demands- whether we should accept the extortionate ultimatum that calls for strict and humiliating austerity without end, and without the prospect of ever standing on our own two feet, socially and financially. The people must decide free of any blackmail..” เป็นคำประกาศของคนหนุ่ม ที่ “แรง” เกือบจะเป็นการประกาศสงครามเชียวนะ ขณะเดียวกัน ฝ่ายเจ้าหนี้ โดยนายเจริญ Jeroen Dijsselbloem รัฐมนตรีคลังของดัชท์ ที่เป็นประธานที่ประชุมเจ้าหนี้ เมื่อได้รับถุงมือขาวของหนุ่มกรีก ก็รีบออกข่าวว่า เมื่อนายกรัฐมนตรีกรีซประกาศเช่นนี้ ก็ น่าจะแปลว่ากรีซ ไม่รับข้อเสนอของฝ่ายเจ้าหนี้ และการเจรจาก็น่าจะสดุดหยุดลง เมื่อไม่มีข้อตกลง กรีก ก็ต้องหาเงินมาชำระหนี้ จำนวน 1.6 พันล้านยูโร ให้กับ IMF ทีจะถึงชำระในวันที่ 30 มิถุนายนนี้ ก่อนหน้านั้น เล็กน้อย คุณน้องยานิสของผม ก็แจ้งในที่ประชุมรัฐมนตรีคลังของอียู ว่า กรีซ ขอ เลื่อนกำหนด วันตัดสินประหารขีวิตออกไปสัก 2 สัปดาห์ได้ไหม เพราะ เขาจะทำประชามติ กัน มันเป็นเรื่องเกี่ยวพันกับชีวิตพวกเขา ให้พวกเขามีสิทธิมีเสียงตามประชาธิปไตยบ้าง ที่ประชุมอียู ตอบสั้นๆ ว่าไม่ได้ คุณน้องยานิส ก็เก็บของ เดินออกจากห้องประชุม ฝ่ายเจ้าหนี้ โดยรัฐมนตรีคลังของฟินแลนด์ ออกมาบอกว่า ตอนนี้ แปลว่า ต้องเปลี่ยนเอา แผนสำรอง มาเป็นแผนจริงแล้ว แปลว่าอะไรครับ ช่วยกลับไปอ่านนิทานข้างต้นอีกที แปลว่า แผ่นดินเริ่มไหว จะขนาดไหน วันจันทร์ก็คงรู้ ที่กุมๆกันไว้ในกระเป๋า ก็คงเริ่มทยอยเอาออกมาใช้กัน แต่เกมนี้ยังไม่จบง่ายๆ ดูกันต่อครับ จะกินบ้าน กู้เมืองกัน มันไม่ใช่เล่นเกมกด เกมชิงเมืองนี้ อาจลามไปไกล…จะกลายเป็นเกทับบลั้ฟแหลกกันขนาดไหน หรือ ของจริงแอบแจม ได้ทั้งสิ้น แต่อย่างน้อย วันนี้ ผมขอคารวะหนุ่มกรีก สำหรับประโยคเดินนำออกจากคอก ที่ คนรักบ้านรักเมือง รักศักดิ์ศรี ไม่ว่าจะเป็นคนชาติไหน ก็ต้องซึ้งใจ สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 28 มิ.ย 58
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 1527 มุมมอง 0 รีวิว
  • ตัดโซ่หรือตายซาก ตอนที่ 1 – 2

    นิทานเรื่องจริง เรื่อง ” ตัดโซ่ หรือ ตายซาก”
    ตอน 1
    เรื่องหนี้ของกรีซยก 2 นี่ ถ้าเป็นหนังก็ออกรสตื่นเต้น ประเภท เกทับบลั้ฟแหลก คมเฉือนคม อะไรทำนองนั้น เพราะมันจะมีการพลิกเกมกันอยู่ตลอดเวลา ต่างฝ่ายก็เอามือล้วงกระเป๋า เหมือนมีของดีแอบอยู่ จะงัดเอาออกมาใช้เมื่อไหร่เท่า นั้น แต่จริงๆแล้ว ของดีมีจริง หรือมีปลอม ยังไม่มีใครรู้แน่ ระหว่างนั้น ก็ทำหน้าขรึม หน้าเครียดเจรจากัน สื่อก็รายงานของจริงแถมใบสั่ง เป็นโอกาสล่อให้แมงเม่าเข้าไปเล่นกองไฟ มีคนฉิบหายตายเพราะหนี้ท่วมประเทศยังไม่พอ ต้องหาแมงเม่าเข้ามาสังเวยด้วย มันถึงจะได้อารมณ์ สร้างกำไร จากความหายนะ ความคิดแบบนี้ มีทุกสัญชาติแหละครับ มากน้อย ตามสันดาน และตัณหา
    พระเอกที่จะเล่นเกมเกทับ ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นรัฐบาลชุดปัจจุบันนี้ของกรีซ ที่มาจากพรรค Syriza ซึ่งเป็นพวกที่เอนไปทางสังคมนิยม ก่อต้ังเมื่อปี ค.ศ. 2004 จากการรวมตัวของกลุ่มฝ่ายซ้ายต่างๆ ประมาณ 10 กว่ากลุ่ม Syriza เคยมีชื่อเสียงว่า เป็นพวก anti establishment เป็นพวกไม่เอาทุนนิยมว่างั้นเถอะ แม้ตอนหลังพวกเขาจะไม่เน้นเรื่อ งนี้ แต่เมื่อ Syriza ชนะเลือกตั้ง เมื่อต้นปี 2015 แน่นอน ทำให้อียูเริ่มขมวดคิ้ว เพราะดูเหมือน Syriza จะมาทำให้ชาวกรีซร้องคนเพลงกับอียู ยิ่งหัวหน้าพรรคที่ชื่อ Alexis Tsipras ประกาศชัดเจนว่า “euro is not my fetish” เงินยูโรมันก็ไม่ได้วิเศษอะไรนักหนา คำประกาศเขาให้รสชาดแบบนั้นนะครับ
    ในการเลือกต้ังดังกล่าว Syriza ขาดไปแค่ 2 คะแนน ที่จะเป็นเสียงข้างมาก พวกเขาเลยต้องผสมกับพรรคอื่นตั้ง รัฐบาล แต่ยังไงก็ได้นาย Alexis Tsipras เป็นนายกรัฐมนตรีหนุ่มแน่น อายุแค่ 40 และมีนาย Yanis Varoufakis เป็นรัฐมนตรีคลัง ที่จะมาช่วยหาวิธีถอดโซ่ ที่พวกเจ้าหนี้กรีซ เอามาคล้องคอชาวกรีซออกไป หรือทำให้โซ่คล้องคอมันหลวมหน่อย ไม่ใช่รัดติ้ว ท้องกิ่ว หายใจจะไม่ออก ไม่มีจะกินกันทั้งประเทศอย่างนี้
    นาย Alexis Tsipras เป็นลูกชาวกรีซ ที่อพยพมาจากตุรกี ตามโครงการแลกเปลี่ยนประชาชน ระหว่าง 2 ประเทศ เขาเป็นคนชอบเล่นกีฬา และทำกิจกรรมมาต้ังแต่เป็นเด็กนักเรียน หลังจากนั้นก็เริ่มเป็นนักเคลื่อนไหวไฟแรง แหม เหมือนกับจะเขียนเรื่องเจ้ายะใส หนุ่มหน้ามนของสาวๆแดนสยามเลยนะ แต่ยะใส คงต้องติวใหม่อีกแยะนะ เอาเรื่องนายอเล็กซิส ต่อแล้วกัน เขาเรียนจบด้านวิศวกรรมจากวิทยาลัยเทคนิคของกรีซ ระหว่างเรียน ก็เริ่มเข้ากลุ่มการเมืองฝ่ายซ้ายของกรีซ และได้เป็นหัวหน้านักศึกษาทางกิจกรรมการเมือง ก็คงเหมือน สนนท. ของบ้านเรานะครับ หลังจากนั้น ก็เข้าการเมืองท้องถิ่นเต็มตัว ก่อนลงสนามใหญ่
    เมื่อบรรดาพรรคฝ่ายซ้าย จับมือรวมกันเป็นพรรค Syriza นายอเล็กซิส ก็ไปเข้าร่วม แล้วในที่สุด ในปี คศ 2009 หนุ่มอเล็กซิส อายุ 30 กว่า ก็ได้เป็นหัวหน้าพรรค Syriza เป็นดาวรุ่งพุ่งแรง จะมีใครอุ้ม ใครดันหรือเปล่า ข่าวไม่บอก แล้วเขาก็พา Syriza เข้าลงเลือกต้ังในสนามใหญ่ ต้ังแต่ปี 2012 แม้ไม่ได้เป็นรัฐบาล แต่ก็ได้เข้าอยู่ในสภา ในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายค้าน ไม่เบาเหมือนกันสำหรับ หนุ่มวัย 30 กว่า
    เมื่อ สภากรีซล่มในปี ค.ศ. 2014 และประกาศจะมีการเลือกต้ังใหม่ ในเดือนมกราคม ปี ค.ศ.2015 อเล็กซิส ระดมพลพรรค ประกาศลงเลือกต้ัง และประกาศ Thessaloniki Programme ในเดือนสิงหาคม ปี 2014 ซึ่งเป็นนโยบายที่เสนอให้มีการปรับปรุงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ และการเมืองของกรีซเสียใหม่ นอกจากนี้ ยังประกาศใช้นโยบายการหาเสียงว่า พรรค Syriza ต้ังใจจะเข้าไปแก้ไขเงื่อนไขมหาโหด ในสัญญาเงินกู้ ที่บรรดาเจ้าหนี้ต่างประเทศกำหนดไว้ เหมือนเอาโซ่มาคล้องคอชาวกรีซและทำให้ชีวิตชาวกรีซสุดแสนจะลำเค็ญ
    ในส่วนนโยบายต่างประเทศ ระหว่างการหาเสียง อเล็กซิส แสดงความไม่พอใจอย่างเผ็ดร้อน กับการตัดสินใจหลายเรื่องของยุโรป ที่คัดท้ายโดยรัฐบาลเยอรมัน ภายใต้การนำของป้าเข็มขัดเหล็ก แน่นอน มันเป็นการฝาก “รอย” ให้ไว้กับป้าเข็มขัดเหล็ก ที่ทำให้การเจรจาต่อมาระหว่างอเล็กซิส ในฐานะนายกรัฐมนตรีกรีซ กับป้าเข็มขัดเหล็ก เกี่ยวกับเรื่องหนี้ของกรีซ ฝืดสิ้นดี
    เหมือนจะให้ผู้คนแน่ใจว่าเขาคิดอย่างไร เมื่อได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี งานแรกที่ Alexis Tsipras ทำ คือ เขานำดอกกุหลาบแดงช่อใหญ่ ไปวางแสดงความเคารพที่อนุสรณ์สถานของชาวกรีซ 200 คน ที่เสียชีวิตจากการฆ่าของเยอรมัน เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ.1944 ….ช่างเล่นนะไอ้หนุ่ม
    งานเดินสายต่างประเทศ รายการแรกของนายกรัฐมนตรีหนุ่ม คือ ไปพบนายกรัฐมนตรี Matteo Renzi ที่โรม เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ค.ศ.2015 จับเข่าคุยในฐานะ คนเป็นลูกหนี้ ที่มีโซ่คล้องคอเหมือนกัน คุยกันเสร็จ นาย Renzi ก็มอบเนคไทไหมอิตาเลียน ให้เป็นที่ระลึกแก่ นายอเล็กซิส ซึ่งมีชื่อเสียงว่า ไม่นิยมการผูกเนคไท เขารับไว้ แล้วบอกว่า เขาจะผูกเนคไทนี้ ในวันที่ชาวกรีซ ตัดโซ่คล้องคอสำเร็จ… อยากได้ยินคำพูดแบบนี้ ในแดนสยามบ้างครับ
    ส่วน นาย Yanis Varoufakis มาคนละทางกับอเล็กซิส
    ยานิส ไม่ได้เป็นนักการเมือง เขาออกไปทางนักวิชาการ เป็นนักเศรษฐศาสตร์ และเป็นอาจารย์สอนเศรษฐศาสตร์มีชื่อเสียง แต่ใช่ว่าเขาไม่สนใจการเมือง พ่อเขาร่วมรบในสงครามกลางเมืองกรีซ โดยอยู่ฝั่งคอมมิวนิสต์ แพ้สงครามก็ถูกจับไปนอนคุกอยู่หลายปี ออกจากคุกมาทำธุรกิจ กลายเป็นผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ที่สุดของกรีซ ส่วนแม่ก็เป็นพวกคอการเมือง ครอบครัวนี้ สนับสนุนกลุ่มไอร์แลนด์เหนือให้สู้กับอังกฤษ พวกเขานับ Belfast เมืองหลวงของไอร์แลนด์เหนือเป็นบ้านที่ 2
    สำหรับคนรุ่นหลังๆ คงไม่ค่อยรู้จักวีรกรรมของชาวไอริช ที่ต้องการแยกตัวจากอังกฤษ นอกจากรู้จากดูหนัง จริงๆ คนไอริช หรือขบวนการ IRA เป็นขบวนการ ที่ถูกอังกฤษและพวก รวมทั้งสื่อ เรียกว่า เป็นผู้ก่อการร้าย ทั้งๆ ที่พวกเขาคิดการดี ในช่วงประมาณปี ค.ศ.1970 เป็นต้นมา ขบวนการ IRA จะเป็นข่าวเกือบรายวัน ในการวางระเบิดใส่อังกฤษ ผู้คนบาดเจ็บล้มตายมาก ตึกรามบ้านช่องพังวินาศ
    ไม่มีการต่อสู้เพื่อเอกราชใด หรือปลดพันธนาการใดจะได้มาง่ายๆ มันต้องลงแรงลงใจลงชีวิตทั้งนั้น ชาวแดนสยาม สบายจนเคยตัว บางพวกทำตัว ยิ่งกว่าตามสบาย เห็นแต่ประโยชน์ส่วนตัว หาความสุข สนุกไปวันๆ ไม่สนใจประเทศ และเพื่อนร่วมชาติ จนน่ารังเกียจ น่าเสียดายครับ มีของดี ไม่รู้จักคุณค่า ไม่รู้จักรักษา ชอบอยู่แต่ใน “ครอบ” ไม่อยากใช้คำว่า “คอก” ปล่อยให้มัน ฟอกย้อม ต้มตุ๋นเอาจนชิน วันไหนไม่ถูกย้อม ไม่ถูกต้ม คงกินไม่ได้นอนไม่หลับ เฮ้อ! คุยเรื่อง นายยานิสต่อดีกว่า
    เมื่อพ่อรวย ก็ส่งลูกไปเรียนที่อังกฤษ ยานิส จึงเรียน พูด และด่าเป็นภาษาอังกฤษ ได้ชัด และคมคายเอาเรื่อง สรุปว่า เขาเรียนต้ังแต่ ปริญญาตรี จนจบปริญญาเอกจากอังกฤษแล้วกัน
    เรียนจบแล้ว ก็ไปสอนหนังสือ ที่หลายมหาวิทยาลัย หลายประเทศ แล้วยังเดินทางไปดูโลกกว้างในแง่มุมของเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากสร้างให้เกิด ที่ต้องมองกันอย่างลึกซึ้ง กลับมาก็เปิดบล๊อกของตัวเอง ให้ความรู้ ความเห็น สอนคนนอกมหาวิทยาลัยไปเรื่อยๆ ที่สำคัญ เขาบอกว่า เขาไม่เห็นด้วยกับการที่กรีซ ไปกู้เงินพวกเจ้าหนี้หน้าเลือดเหล่านั้น ไม่เห็นด้วยกับเงื่อนไขที่เจ้า หนี้ต้ัง ไม่เห็นด้วยๆๆๆ สาระพัด ไม่เห็นด้วย และบอกว่า ถ้ากรีซ ปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไป ชาวกรีก ก็คงแห้งตายซาก และเกาะกรีซอันสวยงาม ก็คงล่มจมหายไปในเมดิเตอร์เรเนียน อย่างน่าเสียดาย …
    เพราะเขียนในบล๊อกแบบนี้ จนดังระเบิด เมื่อ พรรค Syriza ได้เป็นรัฐบาล จึงส่งเทียบมาเชิญ ท่านพี่ยานิส ท่านอย่ามัวแต่นั่งเขียนให้คนอ่านเลย แบบนั้นมันง่าย ( เหมือนที่ลุงนิทานทำ แค่นั่งเขียนอยู่ในบ้าน) ท่านจงออกมาใช้ภูมิปัญญา ลงมือแก้ไขปัญหาบ้านเมืองอย่าง จริงจังกับเราเถิด นายยานิส ก็ไม่เล่นตัว ไม่เรื่องมาก แค่บอกว่า พูดกันให้รู้เรื่องก่อนนะ ถ้าเอาผมไปนั่งคลัง ผมจะใช้นโยบาย อย่างที่ผมเขียน คือ เราต้องตัดโซ่ของเจ้าหนี้ ที่เอามาคล้องคอชาวกรีซ ออกเสียนะ
    นายกรัฐมนตรีหนุ่มบอก นั่นแหล่ะพี่ เราพูดเรื่องเดียวกัน พี่เอาคีมเบอร์ใหญ่สุดมาเลยนะ มาช่วยพวกผมตัดโซ่ด่วนเลย แล้วยานิสก็ไปนั่งเป็นรัฐมนตรีคลังในรัฐบาล แต่ไม่สังกัดพรรค อืม…
    เป็นต้ัง พณฯ ท่านรัฐมนตรี เขาก็ส่งทั้งรถยนต์ คนขับ ผู้ติดตาม เครื่องยศ มาให้พร้อม ยานิส ก็ส่งคืนกลับไปหมด รถยนต์ ผมมีแล้วครับ เก่าหน่อย แต่ยังวิ่งได้ดีอยู่ วันไหนอากาศดี ผมก็ไม่ใช้รถ ขี่มอร์ไซด์ไปเร็ว และประหยัดกว่า มิน่า เลยติดใส่เสื้อหนัง ส่วนผู้ติดตาม ก็ไม่จำเป็นครับ ไม่รู้จะเอามาทำอะไร ถ้าประชาชนเขาไม่พอใจผม เอาไข่ปาผมไม่กี่ที ผมก็รู้หน้าที่ว่า ควรลาออกแล้วครับ ประเทศเราจนมากนะครับ ยังมีหนี้อีกแยะ จะใช้อะไร จะทำอะไร ก็ต้องเอาแต่จำเป็น รู้จักประหยัดบ้าง รับรอง ลุงนิทานไม่ได้เขียนเอง แดกใคร คุณน้องยานิส ให้สัมภาษณ์อย่างนี้จริงๆ
    ###############
    “ตัดโซ่ หรือ ตายซาก”

    ตอน 2
    ก่อนจะเดินหน้าไปตัดโซ่ มาทบทวนกันหน่อยว่า หนี้กรีซ นี่มันอะไรนักหนา แล้วเงื่อนไขเจ้าหนี้มันทารุณเหมือนเอาโซ่มาคล้องคอชาวกรีกจริงหรือเปล่า หรือพวกหนุ่มๆ เขาเลือดร้อน ฮอร์โมนพุ่งตามวัย เห็นอะไรขัดใจนิด ขัดใจหน่อย ก็คิดชนมันซะเลย
    บรรดาขาใหญ่นักวิเคราะห์การเมือง ไม่ใช่ พวกนักวิเคราะห์การเงิน ที่เอาไว้หลอกพวกแมงเม่า บอกว่า มันไม่ใช่เป็นเรื่องว่า กรีซ ประเทศเล็กๆ ที่อยู่ในสหภาพยุโรป จะผิดนัดชำระหนี้ไหม และจะพากันจูงมือ เดินออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป หรืออียู หรือเปล่า แต่เรื่องหนี้กรีซ อาจกลายเป็นซึนามิ ทางการเงิน เศรษฐกิจ และการเมืองของยุโรปได้อย่างนึกไม่ถึง และถ้าเข้าทาง …มันอาจจะไปไกลกว่านั้น....
    ปัญหาหนี้ของกรีซ เริ่มมาต้ังแต่ปี ค.ศ.2001 ก็ต้ังแต่ กรีซ เริ่มเปลี่ยนมาใช้เงินสกุลยูโร แทนเงินสกุลดรักมาร์ของตัวเองนั่นแหละ กรีซเป็นสมาชิกอียูโซนมาต้ังแต่ปี ค.ศ.1981 แต่กรีซมีงบประมาณขาดดุลยสูงเกินเกณท์ของอียู ที่เรียกว่า Maastricht Criteria อยู่ตลอดมา ถึงจะเกินเกณท์ แต่ ปีแรกๆ ก็ไม่มีปัญหา เพราะดูเหมือนหลายประเทศในอียู ก็เกินกันทั้งนั้น และกรีซ ก็ได้ประโยชน์จากการกู้ดอกถูก ในฐานะเป็นสมาชิกอียู และมีเงินลงทุนเข้ามาเพิ่ม
    นี่คือ ความผิดพลาดของกรีซ รายการแรก ที่มองการเข้าไปอยู่ในคอกอียู แต่ด้านบวก ด้านได้ โดยไม่มองด้านลบ หรือไม่คิดว่ามีด้านลบ
    ถึง ปี ค.ศ.2004 กรีซ หลุดปากบอกว่า ตัวเองแต่งตัวเลข เพื่อไม่ให้ผิดหลักเกณฑ์อียู แต่น่าประหลาด อียูทำเหมือนไม่ได้ยิน เกิดหูบอดกระทันหันเสียอย่างนั้น ไม่เตือน ไม่ด่า ไม่ทำโทษกรีซ เพราะอะไรหรือ เพราะ ใครๆก็ทำกัน โดยเฉพาะ ฝรั่งเศส และเยอรมัน ลูกพี่ใหญ่ของอียู ด่ากรีซ ก็เหมือนด่าตัวเองด้วย แล้วถ้าจะทำโทษ จะทำอะไรล่ะ ยังไม่มีกฏกติกา เรื่องนี้เลย ไล่กรีซออกจากอียูเลยดีไหม อียูน่าจะทำได้ แต่มันจะทำให้ภาพพจน์อียู หมดท่า เหมือนแก้ผ้าประจานตัวเอง แถมตอนนั้น สมาชิกอียูยังน้อยอยู่ อยากได้ไอ้พวกพี่เบิ้ม อย่างอังกฤษ ก็ยังยักท่า หรือ รวยๆ อย่างสวีเดน เดนมาร์ก ตอนนั้น ก็ยังทำหยิ่งไม่เข้ามา นี่ถ้ารู้ว่า กรีซ แต่งตัวเลข ใครจะมา มีแต่จะไป แล้วทุกฝ่ายก็ปิดปากเงียบ หลอกตัวเอง หลอกกันเอง และหลอกคนอื่นต่อไป นี่คือความผิดส่วนของอียู ที่ไม่ได้มีเพียงครั้งเดียว
    แต่พอถึงปี ค.ศ.2009 ฝีแตก กรีซปิดต่อไปอีกไม่ไหว เพราะเงินทำท่าจะหมดประเทศ จริงๆ ก็หมดแล้ว มีแต่เงินกู้เขามา อ้อมแอ้ม ออกมาว่า มีตัวเลขงบประมาณขาดดุลย ประมาณ 12.9 % ของ จีดีพี ( ผลิตภัณท์มวลรวมภายใน ) ซึ่งเป็นตัวเลขที่เกินกว่าเกณท์ที่ อียู กำหนดไว้ ที่ 3% พูดภาษาเข้าใจง่ายๆ แปลว่า มีจ่ายจ่ายมากกว่ารายรับอยู่แยะมาก จะทำไงดีครับลูกพี่ เป็นคนธรรมดา ก็ต้องบอกว่าอยู่ในสภาพ เป็นหนี้หัวโต นอนเอามือก่ายหน้าผากจนบุบ ก็ยังไม่เห็นทางแก้ปัญหา
    ลูกพี่ยังคิดไม่ออกว่าจะใช้แผน พิฆาตชุดไหน แต่ สามหมาไน บริษัท จัดอันดับ ratings agency Standard & Poor , Fitch และ Moody’s ได้กลิ่น รีบประกาศลดอันดับความน่าเชื่อ ถือของ กรีซลงอย่างรวดเร็ว เหลือเป็นระดับ junk bond หรือระดับขยะ คือ อยู่ในสภาพล้มละลาย พันธบัตรกรีซ มีค่าไม่ต่างกับกระดาษชำระ การประกาศของ 3 หมาไน ได้ผลอย่างดียิ่ง กลางปี 2010 กรีซก็ถูกตัดขาดจากเส้นทางกู้เงินในตลาดทุนของโลก เหลือแต่เส้นทางไปสู่การเป็นประเทศล้มละลายอย่างสมบูรณ์
    กรีซแทบไม่เหลือทางเลือก จะตายช้า หรือตายเร็วเท่านั้น แล้วอัศวิน ชื่อ Troika ก็โผล่มา Troika เป็นชื่อเรียก ของสามเสือหิว IMF, ECB (European Central Bank) และ European Commission เล่นบทลูกพี่ใจดี จับมือกันจัดการให้เงินกู้ ที่อ้างว่า เป็นการช่วยฉุดกรีซขึ้นมาจากเหว รอบแรก จำนวน 340 พันล้านยูโร
    เงินจำนวนนี้ ถือว่ามากมาย และน่าจะผิดหลักเกณท์ของ IMF เสียด้วยซ้ำ แต่ทำไมอัศวิน หรือ Trioka รีบจัดการให้ สงสารกรีซมากหรือไง อ้อ ไม่ใช่ มันเป็นพวกไอ้เสือหิว มองหาเหยื่อแบบนี้ มานานแล้วต่างหาก พอเข้าใจนะครับ
    เงินกู้ ฉุดจากเหว มาพร้อมกับโซ่เหล็กคล้องคอกรีซ เป็นเงื่อนไขที่อ้างว่า เพื่อสร้างวินัยในการใช้จ่ายของกรีซ ที่กรีซ ไม่มีโอกาสต่อรอง ต้องก้มหน้ารับอย่างเดียว แต่ที่น่าสนใจ เงินกู้แลกโซ่ ควรจะมาช่วยให้สถานะของกรีซในสายตาของตลาดทุนดีขึ้น ตรงกันข้าม เงินกู้ลอยผ่านหน้ารัฐบาลกรีซ ไปเข้ากระเป๋าธนาคารต่างประเทศ ที่ให้กรีซกู้ไปก่อนหน้านี้
    เงินกู้ฉุดจากเหว กลายเป็นการใช้หนี้ ฉุดธนาคารต่างประเทศ ขึ้นมาจากเหวก่อน ชาวกรีซยังคงอยู่ในเหวต่อไป แต่มีโซ่มาคล้องคอหนักรัดติ้ว นั่งท้องกิ่วอยู่ก้นเหว ตกลงอัศวิน Troika มาช่วยใคร นี่คือ การเสียค่าโง่ครั้งที่เท่าไหร่ของกรีซ
    แล้วธนาคารต่างประเทศไหนล่ะ ที่ได้รับการชำระหนี้ไปก่อน เปิดดูอากู ก็รู้ว่า ธนาคารในอียูเองเป็นเจ้าหนี้กรี ซ ทั้งนั้น และเจ้าหนี้รายใหญ่สุด คือ เยอรมัน รองมา คือ ฝรั่งเศส พอเข้าใจแล้วนะครับว่า ทำไมนายกรัฐมนตรี อเล็กซิส ถึงเอาดอกกุหลาบแดงไปวางที่อนุสรณ์สถาน
    ก่อนการให้เงินกู้ จำนวนมโหฬาร IMF หัวหน้าใหญ่ของกลุ่มเสือหิว ที่เป็นผู้นำการกำหนดเงื่อนไข ลายโซ่คล้องคอชาวกรีซ บอกว่าการใช้จ่ายของกรีซ หนักไปที่ค่าจ้าง เป็นจำนวน ถึง 75% ของงบประมาณรายจ่าย แยกเป็นค่าจ้าง พนักงานของรัฐ ทั้งประจำ และชั่วคราว ค่าจ้างแรงงานคนทำงาน ค่าสวัสดิการ ค่าเบี้ยบำนาญ ของคนที่ทำงานมาจนแก่เหลือแต่เหงือก
    ถ้ายังจำกันได้ กรีซจัดงานแข่งกีฬาโอลิมปิค ในปี ค.ศ. 2004 ยิ่งใหญ่ และสวยงาม แน่นอนก่อนจัดงาน ต้องมีการปรับปรุงสาธารณูปโภค ถนนหนทาง ไฟฟ้า น้ำประปา ทั้งประเทศรวมทั้ง การก่อสร้าง สนามกีฬา บ้านพักนักกีฬา และอีกหลายๆอย่าง เพื่อรองรับการแข่งขัน และผู้มาชม ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 ปี รายจ่ายของกรีซทั้งด้านแรงงาน และด้านก่อสร้าง ไม่บานทะโล่ ก็คงแปลกอยู่
    นอกจากนี้ยังมีหนี้ส่วนบุคคลของ ชาวกรีก ที่เห็นเป็นโอกาสที่ทำเงิน ด้วยการสร้างที่พัก สำหรับนักท่องเที่ยว ร้านอาหาร บริการรถเช่า ฯลฯ ซึ่งสร้างขึ้นมาจากเงินกู้เกือบทั้งสิ้น
    และ นี่ ก็เป็นอีกความผิดพลาด อีกรายการของกรีซ กีฬาโอลิมปิคสวยงาม สร้างชื่อเสียงให้กับกรีซ และก็สร้างหนี้ให้กับกรีซด้วย กรีซขาดทุนย่อยยับ ขายของ ไม่ได้ราคาคุ้มทุนที่ลง แถมมีหนี้ติดค้างทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน เลยเป็นโอกาสให้ IMF ผู้ชำนาญการ สั่งให้กรีซ ตัดรายการจ้างงาน และสวัสดิการ ขณะที่กรีซ พยายามขายการท่องเที่ยวประเทศของตัวเองต่อ เพื่อเอาทุนคืนจากการขาดทุนโอลิมปิค IMF ปิดประตูการจ้างงาน เปิดให้ครึ่งบานและครึ่งวัน ที่พัก ร้านอาหารเริ่มโทรม เมื่อมีลูกจ้างมาทำงานไม่พอให้บริการ นักท่องเที่ยวที่ไหน อยากจะไปเที่ยว แล้วยกกระเป๋า และ ล้างจานเอง
    ถ้าไม่แน่ใจว่า การจัดงานกีฬาโอลิมปิค ไม่ได้สร้างกำไรเสมอไป ก็ลองไปถามคุณปากจีบ นายกรัฐมนตรี ของชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยฯ ได้ว่า หลังจาก กระเสือกกระสน จัดการแข่งกีฬาโอลิมปิค เมื่อปี 2012 แล้วเป็นไง ตอนนี้ เลยต้องตัดงบสาระพัด รวมทั้งงบด้านกองทัพ เล่นเอาคุณพีปูตินของผม หัวร่อ ฮิ ฮิ
    จึงไม่เป็นเรื่องน่าแปลกใจ ที่ ในปี 2010 อัตราว่างงานของกรีซ เพิ่มขึ้นเป็น 15% ทุก 7 คนกรีก จะมีคนว่างงาน 1 คน ! เริ่มมีการประท้วงรัฐบาล การเมืองง่อนแง่น และกรีซ ก็ต้อง กู้เงินจาก อัศวิน Troika เพิ่มขึ้นอีก และโซ่คล้องคอชาวกรีซ ก็หนักขึ้นทุกที ชาวกรีซ ก็จมลงในเหวลึกลงไปทุกที
    ปี ค.ศ.2011 สถานการณ์ของกรีซ แย่ลงกว่าเดิม รัฐบาลไหนมาก็แก้ปัญหาไม่ได้ ได้แต่กู้เพิ่มเพื่อเอามาใช้หนี้เก่า หมุนไปเรื่อยๆ รัฐบาลกรีซคิดหาทางทางออกไม่เจอ เขิญผู้เชี่ยวชาญมาช่วยคิด
    OECD ซึ่งเป็นหน่วยงาน ที่อ้างว่ามีหน้าที่คอยแนะนำประ เทศ ที่มีปัญหาด้านเศรษฐกิจ ภายใต้เสื้อคลุม ที่ไอ้นักล่าใบตองแห้ง คิดขึ้นมาหลังจากคิดสร้าง World Bank, IMF บอกกรีซต้องหารายได้เพิ่มด้วยการเก็บภาษีเพิ่ม ใช้มาตรการเด็ดขาดกับผู้หนีภาษี และขายรัฐวิสาหกิจที่สร้างกำไรอ อกไปให้กับนักธุรกิจ และขายทรัพย์สินของประเทศ เพื่อเอามาใช้หนี้ ชาวกรีก เริ่มรู้ตัวว่า กำลังถูกแร้งลง ออกมาประท้วง ไม่ยอมให้รัฐบาลขายรัฐวิสาหกิจ กับทรัพย์สินของประเทศ บอกไปเก็บภาษีจากพวกคนรวยๆ และพวกหนี้ภาษีด่วนเลย
    กรีซ น่าจะเห็นแล้วว่า ตัวเองถูกต้ม และเป็นเหยื่อ ของเหล่านักล่า หมาไน และก่อนสิ้นเดือนมิถุนายนนี้ ถ้าตัดสินใจผิดอีก คราวนี้ คงถึงแร้งลง
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    26 มิ.ย. 2558
    ตัดโซ่หรือตายซาก ตอนที่ 1 – 2 นิทานเรื่องจริง เรื่อง ” ตัดโซ่ หรือ ตายซาก” ตอน 1 เรื่องหนี้ของกรีซยก 2 นี่ ถ้าเป็นหนังก็ออกรสตื่นเต้น ประเภท เกทับบลั้ฟแหลก คมเฉือนคม อะไรทำนองนั้น เพราะมันจะมีการพลิกเกมกันอยู่ตลอดเวลา ต่างฝ่ายก็เอามือล้วงกระเป๋า เหมือนมีของดีแอบอยู่ จะงัดเอาออกมาใช้เมื่อไหร่เท่า นั้น แต่จริงๆแล้ว ของดีมีจริง หรือมีปลอม ยังไม่มีใครรู้แน่ ระหว่างนั้น ก็ทำหน้าขรึม หน้าเครียดเจรจากัน สื่อก็รายงานของจริงแถมใบสั่ง เป็นโอกาสล่อให้แมงเม่าเข้าไปเล่นกองไฟ มีคนฉิบหายตายเพราะหนี้ท่วมประเทศยังไม่พอ ต้องหาแมงเม่าเข้ามาสังเวยด้วย มันถึงจะได้อารมณ์ สร้างกำไร จากความหายนะ ความคิดแบบนี้ มีทุกสัญชาติแหละครับ มากน้อย ตามสันดาน และตัณหา พระเอกที่จะเล่นเกมเกทับ ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นรัฐบาลชุดปัจจุบันนี้ของกรีซ ที่มาจากพรรค Syriza ซึ่งเป็นพวกที่เอนไปทางสังคมนิยม ก่อต้ังเมื่อปี ค.ศ. 2004 จากการรวมตัวของกลุ่มฝ่ายซ้ายต่างๆ ประมาณ 10 กว่ากลุ่ม Syriza เคยมีชื่อเสียงว่า เป็นพวก anti establishment เป็นพวกไม่เอาทุนนิยมว่างั้นเถอะ แม้ตอนหลังพวกเขาจะไม่เน้นเรื่อ งนี้ แต่เมื่อ Syriza ชนะเลือกตั้ง เมื่อต้นปี 2015 แน่นอน ทำให้อียูเริ่มขมวดคิ้ว เพราะดูเหมือน Syriza จะมาทำให้ชาวกรีซร้องคนเพลงกับอียู ยิ่งหัวหน้าพรรคที่ชื่อ Alexis Tsipras ประกาศชัดเจนว่า “euro is not my fetish” เงินยูโรมันก็ไม่ได้วิเศษอะไรนักหนา คำประกาศเขาให้รสชาดแบบนั้นนะครับ ในการเลือกต้ังดังกล่าว Syriza ขาดไปแค่ 2 คะแนน ที่จะเป็นเสียงข้างมาก พวกเขาเลยต้องผสมกับพรรคอื่นตั้ง รัฐบาล แต่ยังไงก็ได้นาย Alexis Tsipras เป็นนายกรัฐมนตรีหนุ่มแน่น อายุแค่ 40 และมีนาย Yanis Varoufakis เป็นรัฐมนตรีคลัง ที่จะมาช่วยหาวิธีถอดโซ่ ที่พวกเจ้าหนี้กรีซ เอามาคล้องคอชาวกรีซออกไป หรือทำให้โซ่คล้องคอมันหลวมหน่อย ไม่ใช่รัดติ้ว ท้องกิ่ว หายใจจะไม่ออก ไม่มีจะกินกันทั้งประเทศอย่างนี้ นาย Alexis Tsipras เป็นลูกชาวกรีซ ที่อพยพมาจากตุรกี ตามโครงการแลกเปลี่ยนประชาชน ระหว่าง 2 ประเทศ เขาเป็นคนชอบเล่นกีฬา และทำกิจกรรมมาต้ังแต่เป็นเด็กนักเรียน หลังจากนั้นก็เริ่มเป็นนักเคลื่อนไหวไฟแรง แหม เหมือนกับจะเขียนเรื่องเจ้ายะใส หนุ่มหน้ามนของสาวๆแดนสยามเลยนะ แต่ยะใส คงต้องติวใหม่อีกแยะนะ เอาเรื่องนายอเล็กซิส ต่อแล้วกัน เขาเรียนจบด้านวิศวกรรมจากวิทยาลัยเทคนิคของกรีซ ระหว่างเรียน ก็เริ่มเข้ากลุ่มการเมืองฝ่ายซ้ายของกรีซ และได้เป็นหัวหน้านักศึกษาทางกิจกรรมการเมือง ก็คงเหมือน สนนท. ของบ้านเรานะครับ หลังจากนั้น ก็เข้าการเมืองท้องถิ่นเต็มตัว ก่อนลงสนามใหญ่ เมื่อบรรดาพรรคฝ่ายซ้าย จับมือรวมกันเป็นพรรค Syriza นายอเล็กซิส ก็ไปเข้าร่วม แล้วในที่สุด ในปี คศ 2009 หนุ่มอเล็กซิส อายุ 30 กว่า ก็ได้เป็นหัวหน้าพรรค Syriza เป็นดาวรุ่งพุ่งแรง จะมีใครอุ้ม ใครดันหรือเปล่า ข่าวไม่บอก แล้วเขาก็พา Syriza เข้าลงเลือกต้ังในสนามใหญ่ ต้ังแต่ปี 2012 แม้ไม่ได้เป็นรัฐบาล แต่ก็ได้เข้าอยู่ในสภา ในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายค้าน ไม่เบาเหมือนกันสำหรับ หนุ่มวัย 30 กว่า เมื่อ สภากรีซล่มในปี ค.ศ. 2014 และประกาศจะมีการเลือกต้ังใหม่ ในเดือนมกราคม ปี ค.ศ.2015 อเล็กซิส ระดมพลพรรค ประกาศลงเลือกต้ัง และประกาศ Thessaloniki Programme ในเดือนสิงหาคม ปี 2014 ซึ่งเป็นนโยบายที่เสนอให้มีการปรับปรุงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ และการเมืองของกรีซเสียใหม่ นอกจากนี้ ยังประกาศใช้นโยบายการหาเสียงว่า พรรค Syriza ต้ังใจจะเข้าไปแก้ไขเงื่อนไขมหาโหด ในสัญญาเงินกู้ ที่บรรดาเจ้าหนี้ต่างประเทศกำหนดไว้ เหมือนเอาโซ่มาคล้องคอชาวกรีซและทำให้ชีวิตชาวกรีซสุดแสนจะลำเค็ญ ในส่วนนโยบายต่างประเทศ ระหว่างการหาเสียง อเล็กซิส แสดงความไม่พอใจอย่างเผ็ดร้อน กับการตัดสินใจหลายเรื่องของยุโรป ที่คัดท้ายโดยรัฐบาลเยอรมัน ภายใต้การนำของป้าเข็มขัดเหล็ก แน่นอน มันเป็นการฝาก “รอย” ให้ไว้กับป้าเข็มขัดเหล็ก ที่ทำให้การเจรจาต่อมาระหว่างอเล็กซิส ในฐานะนายกรัฐมนตรีกรีซ กับป้าเข็มขัดเหล็ก เกี่ยวกับเรื่องหนี้ของกรีซ ฝืดสิ้นดี เหมือนจะให้ผู้คนแน่ใจว่าเขาคิดอย่างไร เมื่อได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี งานแรกที่ Alexis Tsipras ทำ คือ เขานำดอกกุหลาบแดงช่อใหญ่ ไปวางแสดงความเคารพที่อนุสรณ์สถานของชาวกรีซ 200 คน ที่เสียชีวิตจากการฆ่าของเยอรมัน เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ.1944 ….ช่างเล่นนะไอ้หนุ่ม งานเดินสายต่างประเทศ รายการแรกของนายกรัฐมนตรีหนุ่ม คือ ไปพบนายกรัฐมนตรี Matteo Renzi ที่โรม เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ค.ศ.2015 จับเข่าคุยในฐานะ คนเป็นลูกหนี้ ที่มีโซ่คล้องคอเหมือนกัน คุยกันเสร็จ นาย Renzi ก็มอบเนคไทไหมอิตาเลียน ให้เป็นที่ระลึกแก่ นายอเล็กซิส ซึ่งมีชื่อเสียงว่า ไม่นิยมการผูกเนคไท เขารับไว้ แล้วบอกว่า เขาจะผูกเนคไทนี้ ในวันที่ชาวกรีซ ตัดโซ่คล้องคอสำเร็จ… อยากได้ยินคำพูดแบบนี้ ในแดนสยามบ้างครับ ส่วน นาย Yanis Varoufakis มาคนละทางกับอเล็กซิส ยานิส ไม่ได้เป็นนักการเมือง เขาออกไปทางนักวิชาการ เป็นนักเศรษฐศาสตร์ และเป็นอาจารย์สอนเศรษฐศาสตร์มีชื่อเสียง แต่ใช่ว่าเขาไม่สนใจการเมือง พ่อเขาร่วมรบในสงครามกลางเมืองกรีซ โดยอยู่ฝั่งคอมมิวนิสต์ แพ้สงครามก็ถูกจับไปนอนคุกอยู่หลายปี ออกจากคุกมาทำธุรกิจ กลายเป็นผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ที่สุดของกรีซ ส่วนแม่ก็เป็นพวกคอการเมือง ครอบครัวนี้ สนับสนุนกลุ่มไอร์แลนด์เหนือให้สู้กับอังกฤษ พวกเขานับ Belfast เมืองหลวงของไอร์แลนด์เหนือเป็นบ้านที่ 2 สำหรับคนรุ่นหลังๆ คงไม่ค่อยรู้จักวีรกรรมของชาวไอริช ที่ต้องการแยกตัวจากอังกฤษ นอกจากรู้จากดูหนัง จริงๆ คนไอริช หรือขบวนการ IRA เป็นขบวนการ ที่ถูกอังกฤษและพวก รวมทั้งสื่อ เรียกว่า เป็นผู้ก่อการร้าย ทั้งๆ ที่พวกเขาคิดการดี ในช่วงประมาณปี ค.ศ.1970 เป็นต้นมา ขบวนการ IRA จะเป็นข่าวเกือบรายวัน ในการวางระเบิดใส่อังกฤษ ผู้คนบาดเจ็บล้มตายมาก ตึกรามบ้านช่องพังวินาศ ไม่มีการต่อสู้เพื่อเอกราชใด หรือปลดพันธนาการใดจะได้มาง่ายๆ มันต้องลงแรงลงใจลงชีวิตทั้งนั้น ชาวแดนสยาม สบายจนเคยตัว บางพวกทำตัว ยิ่งกว่าตามสบาย เห็นแต่ประโยชน์ส่วนตัว หาความสุข สนุกไปวันๆ ไม่สนใจประเทศ และเพื่อนร่วมชาติ จนน่ารังเกียจ น่าเสียดายครับ มีของดี ไม่รู้จักคุณค่า ไม่รู้จักรักษา ชอบอยู่แต่ใน “ครอบ” ไม่อยากใช้คำว่า “คอก” ปล่อยให้มัน ฟอกย้อม ต้มตุ๋นเอาจนชิน วันไหนไม่ถูกย้อม ไม่ถูกต้ม คงกินไม่ได้นอนไม่หลับ เฮ้อ! คุยเรื่อง นายยานิสต่อดีกว่า เมื่อพ่อรวย ก็ส่งลูกไปเรียนที่อังกฤษ ยานิส จึงเรียน พูด และด่าเป็นภาษาอังกฤษ ได้ชัด และคมคายเอาเรื่อง สรุปว่า เขาเรียนต้ังแต่ ปริญญาตรี จนจบปริญญาเอกจากอังกฤษแล้วกัน เรียนจบแล้ว ก็ไปสอนหนังสือ ที่หลายมหาวิทยาลัย หลายประเทศ แล้วยังเดินทางไปดูโลกกว้างในแง่มุมของเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากสร้างให้เกิด ที่ต้องมองกันอย่างลึกซึ้ง กลับมาก็เปิดบล๊อกของตัวเอง ให้ความรู้ ความเห็น สอนคนนอกมหาวิทยาลัยไปเรื่อยๆ ที่สำคัญ เขาบอกว่า เขาไม่เห็นด้วยกับการที่กรีซ ไปกู้เงินพวกเจ้าหนี้หน้าเลือดเหล่านั้น ไม่เห็นด้วยกับเงื่อนไขที่เจ้า หนี้ต้ัง ไม่เห็นด้วยๆๆๆ สาระพัด ไม่เห็นด้วย และบอกว่า ถ้ากรีซ ปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไป ชาวกรีก ก็คงแห้งตายซาก และเกาะกรีซอันสวยงาม ก็คงล่มจมหายไปในเมดิเตอร์เรเนียน อย่างน่าเสียดาย … เพราะเขียนในบล๊อกแบบนี้ จนดังระเบิด เมื่อ พรรค Syriza ได้เป็นรัฐบาล จึงส่งเทียบมาเชิญ ท่านพี่ยานิส ท่านอย่ามัวแต่นั่งเขียนให้คนอ่านเลย แบบนั้นมันง่าย ( เหมือนที่ลุงนิทานทำ แค่นั่งเขียนอยู่ในบ้าน) ท่านจงออกมาใช้ภูมิปัญญา ลงมือแก้ไขปัญหาบ้านเมืองอย่าง จริงจังกับเราเถิด นายยานิส ก็ไม่เล่นตัว ไม่เรื่องมาก แค่บอกว่า พูดกันให้รู้เรื่องก่อนนะ ถ้าเอาผมไปนั่งคลัง ผมจะใช้นโยบาย อย่างที่ผมเขียน คือ เราต้องตัดโซ่ของเจ้าหนี้ ที่เอามาคล้องคอชาวกรีซ ออกเสียนะ นายกรัฐมนตรีหนุ่มบอก นั่นแหล่ะพี่ เราพูดเรื่องเดียวกัน พี่เอาคีมเบอร์ใหญ่สุดมาเลยนะ มาช่วยพวกผมตัดโซ่ด่วนเลย แล้วยานิสก็ไปนั่งเป็นรัฐมนตรีคลังในรัฐบาล แต่ไม่สังกัดพรรค อืม… เป็นต้ัง พณฯ ท่านรัฐมนตรี เขาก็ส่งทั้งรถยนต์ คนขับ ผู้ติดตาม เครื่องยศ มาให้พร้อม ยานิส ก็ส่งคืนกลับไปหมด รถยนต์ ผมมีแล้วครับ เก่าหน่อย แต่ยังวิ่งได้ดีอยู่ วันไหนอากาศดี ผมก็ไม่ใช้รถ ขี่มอร์ไซด์ไปเร็ว และประหยัดกว่า มิน่า เลยติดใส่เสื้อหนัง ส่วนผู้ติดตาม ก็ไม่จำเป็นครับ ไม่รู้จะเอามาทำอะไร ถ้าประชาชนเขาไม่พอใจผม เอาไข่ปาผมไม่กี่ที ผมก็รู้หน้าที่ว่า ควรลาออกแล้วครับ ประเทศเราจนมากนะครับ ยังมีหนี้อีกแยะ จะใช้อะไร จะทำอะไร ก็ต้องเอาแต่จำเป็น รู้จักประหยัดบ้าง รับรอง ลุงนิทานไม่ได้เขียนเอง แดกใคร คุณน้องยานิส ให้สัมภาษณ์อย่างนี้จริงๆ ############### “ตัดโซ่ หรือ ตายซาก” ตอน 2 ก่อนจะเดินหน้าไปตัดโซ่ มาทบทวนกันหน่อยว่า หนี้กรีซ นี่มันอะไรนักหนา แล้วเงื่อนไขเจ้าหนี้มันทารุณเหมือนเอาโซ่มาคล้องคอชาวกรีกจริงหรือเปล่า หรือพวกหนุ่มๆ เขาเลือดร้อน ฮอร์โมนพุ่งตามวัย เห็นอะไรขัดใจนิด ขัดใจหน่อย ก็คิดชนมันซะเลย บรรดาขาใหญ่นักวิเคราะห์การเมือง ไม่ใช่ พวกนักวิเคราะห์การเงิน ที่เอาไว้หลอกพวกแมงเม่า บอกว่า มันไม่ใช่เป็นเรื่องว่า กรีซ ประเทศเล็กๆ ที่อยู่ในสหภาพยุโรป จะผิดนัดชำระหนี้ไหม และจะพากันจูงมือ เดินออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป หรืออียู หรือเปล่า แต่เรื่องหนี้กรีซ อาจกลายเป็นซึนามิ ทางการเงิน เศรษฐกิจ และการเมืองของยุโรปได้อย่างนึกไม่ถึง และถ้าเข้าทาง …มันอาจจะไปไกลกว่านั้น.... ปัญหาหนี้ของกรีซ เริ่มมาต้ังแต่ปี ค.ศ.2001 ก็ต้ังแต่ กรีซ เริ่มเปลี่ยนมาใช้เงินสกุลยูโร แทนเงินสกุลดรักมาร์ของตัวเองนั่นแหละ กรีซเป็นสมาชิกอียูโซนมาต้ังแต่ปี ค.ศ.1981 แต่กรีซมีงบประมาณขาดดุลยสูงเกินเกณท์ของอียู ที่เรียกว่า Maastricht Criteria อยู่ตลอดมา ถึงจะเกินเกณท์ แต่ ปีแรกๆ ก็ไม่มีปัญหา เพราะดูเหมือนหลายประเทศในอียู ก็เกินกันทั้งนั้น และกรีซ ก็ได้ประโยชน์จากการกู้ดอกถูก ในฐานะเป็นสมาชิกอียู และมีเงินลงทุนเข้ามาเพิ่ม นี่คือ ความผิดพลาดของกรีซ รายการแรก ที่มองการเข้าไปอยู่ในคอกอียู แต่ด้านบวก ด้านได้ โดยไม่มองด้านลบ หรือไม่คิดว่ามีด้านลบ ถึง ปี ค.ศ.2004 กรีซ หลุดปากบอกว่า ตัวเองแต่งตัวเลข เพื่อไม่ให้ผิดหลักเกณฑ์อียู แต่น่าประหลาด อียูทำเหมือนไม่ได้ยิน เกิดหูบอดกระทันหันเสียอย่างนั้น ไม่เตือน ไม่ด่า ไม่ทำโทษกรีซ เพราะอะไรหรือ เพราะ ใครๆก็ทำกัน โดยเฉพาะ ฝรั่งเศส และเยอรมัน ลูกพี่ใหญ่ของอียู ด่ากรีซ ก็เหมือนด่าตัวเองด้วย แล้วถ้าจะทำโทษ จะทำอะไรล่ะ ยังไม่มีกฏกติกา เรื่องนี้เลย ไล่กรีซออกจากอียูเลยดีไหม อียูน่าจะทำได้ แต่มันจะทำให้ภาพพจน์อียู หมดท่า เหมือนแก้ผ้าประจานตัวเอง แถมตอนนั้น สมาชิกอียูยังน้อยอยู่ อยากได้ไอ้พวกพี่เบิ้ม อย่างอังกฤษ ก็ยังยักท่า หรือ รวยๆ อย่างสวีเดน เดนมาร์ก ตอนนั้น ก็ยังทำหยิ่งไม่เข้ามา นี่ถ้ารู้ว่า กรีซ แต่งตัวเลข ใครจะมา มีแต่จะไป แล้วทุกฝ่ายก็ปิดปากเงียบ หลอกตัวเอง หลอกกันเอง และหลอกคนอื่นต่อไป นี่คือความผิดส่วนของอียู ที่ไม่ได้มีเพียงครั้งเดียว แต่พอถึงปี ค.ศ.2009 ฝีแตก กรีซปิดต่อไปอีกไม่ไหว เพราะเงินทำท่าจะหมดประเทศ จริงๆ ก็หมดแล้ว มีแต่เงินกู้เขามา อ้อมแอ้ม ออกมาว่า มีตัวเลขงบประมาณขาดดุลย ประมาณ 12.9 % ของ จีดีพี ( ผลิตภัณท์มวลรวมภายใน ) ซึ่งเป็นตัวเลขที่เกินกว่าเกณท์ที่ อียู กำหนดไว้ ที่ 3% พูดภาษาเข้าใจง่ายๆ แปลว่า มีจ่ายจ่ายมากกว่ารายรับอยู่แยะมาก จะทำไงดีครับลูกพี่ เป็นคนธรรมดา ก็ต้องบอกว่าอยู่ในสภาพ เป็นหนี้หัวโต นอนเอามือก่ายหน้าผากจนบุบ ก็ยังไม่เห็นทางแก้ปัญหา ลูกพี่ยังคิดไม่ออกว่าจะใช้แผน พิฆาตชุดไหน แต่ สามหมาไน บริษัท จัดอันดับ ratings agency Standard & Poor , Fitch และ Moody’s ได้กลิ่น รีบประกาศลดอันดับความน่าเชื่อ ถือของ กรีซลงอย่างรวดเร็ว เหลือเป็นระดับ junk bond หรือระดับขยะ คือ อยู่ในสภาพล้มละลาย พันธบัตรกรีซ มีค่าไม่ต่างกับกระดาษชำระ การประกาศของ 3 หมาไน ได้ผลอย่างดียิ่ง กลางปี 2010 กรีซก็ถูกตัดขาดจากเส้นทางกู้เงินในตลาดทุนของโลก เหลือแต่เส้นทางไปสู่การเป็นประเทศล้มละลายอย่างสมบูรณ์ กรีซแทบไม่เหลือทางเลือก จะตายช้า หรือตายเร็วเท่านั้น แล้วอัศวิน ชื่อ Troika ก็โผล่มา Troika เป็นชื่อเรียก ของสามเสือหิว IMF, ECB (European Central Bank) และ European Commission เล่นบทลูกพี่ใจดี จับมือกันจัดการให้เงินกู้ ที่อ้างว่า เป็นการช่วยฉุดกรีซขึ้นมาจากเหว รอบแรก จำนวน 340 พันล้านยูโร เงินจำนวนนี้ ถือว่ามากมาย และน่าจะผิดหลักเกณท์ของ IMF เสียด้วยซ้ำ แต่ทำไมอัศวิน หรือ Trioka รีบจัดการให้ สงสารกรีซมากหรือไง อ้อ ไม่ใช่ มันเป็นพวกไอ้เสือหิว มองหาเหยื่อแบบนี้ มานานแล้วต่างหาก พอเข้าใจนะครับ เงินกู้ ฉุดจากเหว มาพร้อมกับโซ่เหล็กคล้องคอกรีซ เป็นเงื่อนไขที่อ้างว่า เพื่อสร้างวินัยในการใช้จ่ายของกรีซ ที่กรีซ ไม่มีโอกาสต่อรอง ต้องก้มหน้ารับอย่างเดียว แต่ที่น่าสนใจ เงินกู้แลกโซ่ ควรจะมาช่วยให้สถานะของกรีซในสายตาของตลาดทุนดีขึ้น ตรงกันข้าม เงินกู้ลอยผ่านหน้ารัฐบาลกรีซ ไปเข้ากระเป๋าธนาคารต่างประเทศ ที่ให้กรีซกู้ไปก่อนหน้านี้ เงินกู้ฉุดจากเหว กลายเป็นการใช้หนี้ ฉุดธนาคารต่างประเทศ ขึ้นมาจากเหวก่อน ชาวกรีซยังคงอยู่ในเหวต่อไป แต่มีโซ่มาคล้องคอหนักรัดติ้ว นั่งท้องกิ่วอยู่ก้นเหว ตกลงอัศวิน Troika มาช่วยใคร นี่คือ การเสียค่าโง่ครั้งที่เท่าไหร่ของกรีซ แล้วธนาคารต่างประเทศไหนล่ะ ที่ได้รับการชำระหนี้ไปก่อน เปิดดูอากู ก็รู้ว่า ธนาคารในอียูเองเป็นเจ้าหนี้กรี ซ ทั้งนั้น และเจ้าหนี้รายใหญ่สุด คือ เยอรมัน รองมา คือ ฝรั่งเศส พอเข้าใจแล้วนะครับว่า ทำไมนายกรัฐมนตรี อเล็กซิส ถึงเอาดอกกุหลาบแดงไปวางที่อนุสรณ์สถาน ก่อนการให้เงินกู้ จำนวนมโหฬาร IMF หัวหน้าใหญ่ของกลุ่มเสือหิว ที่เป็นผู้นำการกำหนดเงื่อนไข ลายโซ่คล้องคอชาวกรีซ บอกว่าการใช้จ่ายของกรีซ หนักไปที่ค่าจ้าง เป็นจำนวน ถึง 75% ของงบประมาณรายจ่าย แยกเป็นค่าจ้าง พนักงานของรัฐ ทั้งประจำ และชั่วคราว ค่าจ้างแรงงานคนทำงาน ค่าสวัสดิการ ค่าเบี้ยบำนาญ ของคนที่ทำงานมาจนแก่เหลือแต่เหงือก ถ้ายังจำกันได้ กรีซจัดงานแข่งกีฬาโอลิมปิค ในปี ค.ศ. 2004 ยิ่งใหญ่ และสวยงาม แน่นอนก่อนจัดงาน ต้องมีการปรับปรุงสาธารณูปโภค ถนนหนทาง ไฟฟ้า น้ำประปา ทั้งประเทศรวมทั้ง การก่อสร้าง สนามกีฬา บ้านพักนักกีฬา และอีกหลายๆอย่าง เพื่อรองรับการแข่งขัน และผู้มาชม ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 ปี รายจ่ายของกรีซทั้งด้านแรงงาน และด้านก่อสร้าง ไม่บานทะโล่ ก็คงแปลกอยู่ นอกจากนี้ยังมีหนี้ส่วนบุคคลของ ชาวกรีก ที่เห็นเป็นโอกาสที่ทำเงิน ด้วยการสร้างที่พัก สำหรับนักท่องเที่ยว ร้านอาหาร บริการรถเช่า ฯลฯ ซึ่งสร้างขึ้นมาจากเงินกู้เกือบทั้งสิ้น และ นี่ ก็เป็นอีกความผิดพลาด อีกรายการของกรีซ กีฬาโอลิมปิคสวยงาม สร้างชื่อเสียงให้กับกรีซ และก็สร้างหนี้ให้กับกรีซด้วย กรีซขาดทุนย่อยยับ ขายของ ไม่ได้ราคาคุ้มทุนที่ลง แถมมีหนี้ติดค้างทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน เลยเป็นโอกาสให้ IMF ผู้ชำนาญการ สั่งให้กรีซ ตัดรายการจ้างงาน และสวัสดิการ ขณะที่กรีซ พยายามขายการท่องเที่ยวประเทศของตัวเองต่อ เพื่อเอาทุนคืนจากการขาดทุนโอลิมปิค IMF ปิดประตูการจ้างงาน เปิดให้ครึ่งบานและครึ่งวัน ที่พัก ร้านอาหารเริ่มโทรม เมื่อมีลูกจ้างมาทำงานไม่พอให้บริการ นักท่องเที่ยวที่ไหน อยากจะไปเที่ยว แล้วยกกระเป๋า และ ล้างจานเอง ถ้าไม่แน่ใจว่า การจัดงานกีฬาโอลิมปิค ไม่ได้สร้างกำไรเสมอไป ก็ลองไปถามคุณปากจีบ นายกรัฐมนตรี ของชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยฯ ได้ว่า หลังจาก กระเสือกกระสน จัดการแข่งกีฬาโอลิมปิค เมื่อปี 2012 แล้วเป็นไง ตอนนี้ เลยต้องตัดงบสาระพัด รวมทั้งงบด้านกองทัพ เล่นเอาคุณพีปูตินของผม หัวร่อ ฮิ ฮิ จึงไม่เป็นเรื่องน่าแปลกใจ ที่ ในปี 2010 อัตราว่างงานของกรีซ เพิ่มขึ้นเป็น 15% ทุก 7 คนกรีก จะมีคนว่างงาน 1 คน ! เริ่มมีการประท้วงรัฐบาล การเมืองง่อนแง่น และกรีซ ก็ต้อง กู้เงินจาก อัศวิน Troika เพิ่มขึ้นอีก และโซ่คล้องคอชาวกรีซ ก็หนักขึ้นทุกที ชาวกรีซ ก็จมลงในเหวลึกลงไปทุกที ปี ค.ศ.2011 สถานการณ์ของกรีซ แย่ลงกว่าเดิม รัฐบาลไหนมาก็แก้ปัญหาไม่ได้ ได้แต่กู้เพิ่มเพื่อเอามาใช้หนี้เก่า หมุนไปเรื่อยๆ รัฐบาลกรีซคิดหาทางทางออกไม่เจอ เขิญผู้เชี่ยวชาญมาช่วยคิด OECD ซึ่งเป็นหน่วยงาน ที่อ้างว่ามีหน้าที่คอยแนะนำประ เทศ ที่มีปัญหาด้านเศรษฐกิจ ภายใต้เสื้อคลุม ที่ไอ้นักล่าใบตองแห้ง คิดขึ้นมาหลังจากคิดสร้าง World Bank, IMF บอกกรีซต้องหารายได้เพิ่มด้วยการเก็บภาษีเพิ่ม ใช้มาตรการเด็ดขาดกับผู้หนีภาษี และขายรัฐวิสาหกิจที่สร้างกำไรอ อกไปให้กับนักธุรกิจ และขายทรัพย์สินของประเทศ เพื่อเอามาใช้หนี้ ชาวกรีก เริ่มรู้ตัวว่า กำลังถูกแร้งลง ออกมาประท้วง ไม่ยอมให้รัฐบาลขายรัฐวิสาหกิจ กับทรัพย์สินของประเทศ บอกไปเก็บภาษีจากพวกคนรวยๆ และพวกหนี้ภาษีด่วนเลย กรีซ น่าจะเห็นแล้วว่า ตัวเองถูกต้ม และเป็นเหยื่อ ของเหล่านักล่า หมาไน และก่อนสิ้นเดือนมิถุนายนนี้ ถ้าตัดสินใจผิดอีก คราวนี้ คงถึงแร้งลง สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 26 มิ.ย. 2558
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 1676 มุมมอง 0 รีวิว
  • “MP944 – ไมโครโปรเซสเซอร์ตัวแรกของโลกที่ถูกซ่อนอยู่ใน F-14 Tomcat”

    ไมโครโปรเซสเซอร์ MP944 ถูกออกแบบโดยทีมวิศวกรประมาณ 25 คน นำโดย Steve Geller และ Ray Holt เพื่อใช้ใน Central Air Data Computer (CADC) ของเครื่องบินรบ F-14 Tomcat จุดเด่นคือสามารถคำนวณพารามิเตอร์การบินแบบเรียลไทม์ เช่น ความสูง ความเร็ว และ Mach number เพื่อควบคุมระบบปีกกวาดของ F-14 ได้อย่างแม่นยำ

    สิ่งที่ทำให้ MP944 น่าทึ่งคือมันถูกสร้างขึ้น ก่อน Intel 4004 กว่าหนึ่งปี โดยเริ่มใช้งานจริงในเดือนมิถุนายน 1970 ขณะที่ Intel 4004 เปิดตัวเชิงพาณิชย์ในเดือนพฤศจิกายน 1971 และยังมีประสิทธิภาพสูงกว่า โดยสามารถทำงานได้เร็วกว่า 8 เท่า เพื่อรองรับการคำนวณเชิงซับซ้อนของระบบการบิน

    อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นโครงการลับทางทหาร ข้อมูลของ MP944 ถูกปิดเป็นความลับจนถึงปี 1998 เมื่อเอกสารถูกปลดชั้นความลับ ทำให้โลกเพิ่งรู้ว่ามีไมโครโปรเซสเซอร์ที่เกิดขึ้นก่อน Intel 4004 และมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเทคโนโลยีการบิน

    คุณสมบัติทางเทคนิคที่โดดเด่น
    ใช้สถาปัตยกรรม 20-bit pipelined parallel multi-microprocessor
    ความเร็วสัญญาณนาฬิกา 375 kHz
    ประสิทธิภาพการประมวลผล 9,375 คำสั่งต่อวินาที
    ทนต่ออุณหภูมิสุดขั้วตั้งแต่ -55°C ถึง +125°C
    มีระบบ self-diagnosis และสามารถสลับไปยังหน่วยสำรองภายใน 1/18 วินาทีเมื่อพบความผิดพลาด

    สรุปสาระสำคัญ
    การพัฒนาและการใช้งาน
    พัฒนาโดย Steve Geller และ Ray Holt สำหรับ F-14 Tomcat
    เริ่มใช้งานจริงในปี 1970 ก่อน Intel 4004

    ความเหนือกว่า Intel 4004
    เร็วกว่าถึง 8 เท่า
    รองรับการคำนวณซับซ้อนของระบบการบิน

    คุณสมบัติพิเศษ
    สถาปัตยกรรม 20-bit pipelined parallel
    ระบบ self-diagnosis และสลับหน่วยสำรองอัตโนมัติ

    ข้อจำกัดและคำเตือน
    ถูกเก็บเป็นความลับทางทหารนานกว่า 25 ปี
    ไม่ถูกนับรวมในประวัติศาสตร์เชิงพาณิชย์ของไมโครโปรเซสเซอร์
    หากถูกเปิดเผยตั้งแต่ต้น อุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์อาจมีเส้นทางพัฒนาแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง

    https://www.tomshardware.com/pc-components/cpus/the-mp944-was-the-real-worlds-first-microprocessor-and-key-to-the-flight-of-the-f-14-tomcat-but-it-lived-in-the-shadow-of-the-intel-4004-for-nearly-30-years
    ✈️ “MP944 – ไมโครโปรเซสเซอร์ตัวแรกของโลกที่ถูกซ่อนอยู่ใน F-14 Tomcat” ไมโครโปรเซสเซอร์ MP944 ถูกออกแบบโดยทีมวิศวกรประมาณ 25 คน นำโดย Steve Geller และ Ray Holt เพื่อใช้ใน Central Air Data Computer (CADC) ของเครื่องบินรบ F-14 Tomcat จุดเด่นคือสามารถคำนวณพารามิเตอร์การบินแบบเรียลไทม์ เช่น ความสูง ความเร็ว และ Mach number เพื่อควบคุมระบบปีกกวาดของ F-14 ได้อย่างแม่นยำ สิ่งที่ทำให้ MP944 น่าทึ่งคือมันถูกสร้างขึ้น ก่อน Intel 4004 กว่าหนึ่งปี โดยเริ่มใช้งานจริงในเดือนมิถุนายน 1970 ขณะที่ Intel 4004 เปิดตัวเชิงพาณิชย์ในเดือนพฤศจิกายน 1971 และยังมีประสิทธิภาพสูงกว่า โดยสามารถทำงานได้เร็วกว่า 8 เท่า เพื่อรองรับการคำนวณเชิงซับซ้อนของระบบการบิน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นโครงการลับทางทหาร ข้อมูลของ MP944 ถูกปิดเป็นความลับจนถึงปี 1998 เมื่อเอกสารถูกปลดชั้นความลับ ทำให้โลกเพิ่งรู้ว่ามีไมโครโปรเซสเซอร์ที่เกิดขึ้นก่อน Intel 4004 และมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเทคโนโลยีการบิน 🔧 คุณสมบัติทางเทคนิคที่โดดเด่น 🔰 ใช้สถาปัตยกรรม 20-bit pipelined parallel multi-microprocessor 🔰 ความเร็วสัญญาณนาฬิกา 375 kHz 🔰 ประสิทธิภาพการประมวลผล 9,375 คำสั่งต่อวินาที 🔰 ทนต่ออุณหภูมิสุดขั้วตั้งแต่ -55°C ถึง +125°C 🔰 มีระบบ self-diagnosis และสามารถสลับไปยังหน่วยสำรองภายใน 1/18 วินาทีเมื่อพบความผิดพลาด 📌 สรุปสาระสำคัญ ✅ การพัฒนาและการใช้งาน ➡️ พัฒนาโดย Steve Geller และ Ray Holt สำหรับ F-14 Tomcat ➡️ เริ่มใช้งานจริงในปี 1970 ก่อน Intel 4004 ✅ ความเหนือกว่า Intel 4004 ➡️ เร็วกว่าถึง 8 เท่า ➡️ รองรับการคำนวณซับซ้อนของระบบการบิน ✅ คุณสมบัติพิเศษ ➡️ สถาปัตยกรรม 20-bit pipelined parallel ➡️ ระบบ self-diagnosis และสลับหน่วยสำรองอัตโนมัติ ‼️ ข้อจำกัดและคำเตือน ⛔ ถูกเก็บเป็นความลับทางทหารนานกว่า 25 ปี ⛔ ไม่ถูกนับรวมในประวัติศาสตร์เชิงพาณิชย์ของไมโครโปรเซสเซอร์ ⛔ หากถูกเปิดเผยตั้งแต่ต้น อุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์อาจมีเส้นทางพัฒนาแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง https://www.tomshardware.com/pc-components/cpus/the-mp944-was-the-real-worlds-first-microprocessor-and-key-to-the-flight-of-the-f-14-tomcat-but-it-lived-in-the-shadow-of-the-intel-4004-for-nearly-30-years
    WWW.TOMSHARDWARE.COM
    The MP944 was the ‘real’ world’s first microprocessor, but it was top secret for nearly 30 years — F-14 Tomcat's chip lived in the shadow of the Intel 4004, but was eight times faster
    This pioneering microprocessor was a classified military secret from 1970 to 1989, as a vital part of an advanced fighter aircraft’s control systems.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 378 มุมมอง 0 รีวิว
  • เรื่องของนายสาก ตอนที่ 3 – 4

    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “เรื่องของนายสาก”
    ตอน 3
    เวลาผ่านไป นายสาก ก็ใช้วิกฤติเป็นโอกาส ทุกครั้งที่ได้ออกรายการหน้าจอ เขาจะถือโอกาสจ้อเสมอ ถึงเรื่องที่นายปูตินขู่จะแขวนกระปู๋ของเขา เป็นการปั่นราคาตนเอง ช่วงหลังๆ บทเขาจะเพิ่มว่า ” ปูตินประกาศว่า จะเอาผมไปแขวนห้อยโดยใช้บางส่วนของร่างกายผม ซึ่งผมคงพูดไม่ได้ แต่มันเป็นส่วนสำคัญมากสำหรับผู้ชายทุกคนนะ โดยเฉพาะสำหรับนักการเมือง และสำคัญแม้กระทั่งกับนักการเมืองหญิง.. ผู้ชายคนนี้สาบานว่าจะแขวน.. ผม แต่ตอนนี้เขาพูดเรื่องเนคไทผม ถือว่าเป็นข่าวดีสำหรับผมครับ ที่เขาเลื่อนที่หมายสูงขึ้นมาอีกหน่อย ตอนนี้มาถึงคอ ผมแล้ว ค่อยยังชั่วขึ้น…”
    ไอ้หมอนี่ มันวิงวอนจริง น่าจะเกี่ยวเอาปากมันไปห้อยไว้ด้วย
    นายสากไม่หยุดพล่าม ยิ่งได้รับเลือกเป็นประธานที่ปรึกษาด้านต่างประเทศ ให้กับประธานาธิบดีช๊อกโกแลตใน การปฏิรูปประเทศยูเครน Chairman of the Consulting International Council for the Reforms for the Ukrainian President Petro Poroschenko เมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ ต้นปีนี้ นายสากยิ่งไปใหญ่ เขาบอกว่า หน้าที่สำคัญของเขาคือ เป็นผู้เจรจาเรื่องเอาอาวุธของอเมริกามาให้ยูเครนใช้ (สู้กับรัสเซีย)
    นายสากออกหน้าจอ ยักคิ้วหลิ่วตาเวลาพูดว่า ต่อไปนี้ ด้วยอาวุธของอเมริกาที่จะส่งมาให้ยูเครน(จากการเจรจาของเขา) ไม่ว่าเป็นรถแท๊งค์ รถหุ้มเกราะ ปืนใหญ่ โดรน ฯลฯ คราวนี้รัสเซียไม่มีทางยื่นหน้าเข้ามาในยูเครนอย่างแน่นอน
    แต่นายสากคงลืมไปว่า เมื่อตอนที่กองทัพของจอร์เจีย ที่ฝึกโดยอเมริกา และใช้อาวุธของอเมริกาและนาโต้ ถูกรัสเซียโต้กลับ และยึดเอาอาวุธไปด้วยนั้น รัสเซียส่งอาวุธทั้งหมดเข้าไปที่กองบัญชาการ เพื่อทำการวิเคราะห์ทั้งหมด หลังจากนั้นก็นำมาใช้ประจำการณ์ ตามชายแดนรัสเซีย
    จะด้วยเสน่ห์โบทอกซ์ ท่าเคี้ยวเนคไท การพล่ามแบบยักคิ้วหลิ่วตา หรืออะไรไม่ทราบ นายสาก ก็ได้เป็นผู้ว่าการแค้วนโอเดสสา ด่านสำคัญของยูเครน พร้อมได้รับสัญชาติยูเครน เมื่อต้นเดือนมิถุนายนนี้เอง คิดไปคิดมา ผมขอเปลี่ยนเป็นแสดงความนับถือ ผู้ที่ตาแหลมคม เสือกใส ให้นายสาก ออกมาจากนิวยอร์ค และเอาเขามาวางไว้ที่แคว้นโอเดสสา มันเป็นหมากที่ชั่วเหลือเชื่อ
    ###############
    ตอน 4 (จบ)

    พูดถึงนายสากแล้ว ไม่พูดถึงนายมอยสกี้ Ihor Kolomoyskyi เจ้าพ่อใหญ่ของยูเครน ก็จะไม่ครบเครื่อง นายมอยสกี้ ชาวยิว เจ้าพ่อใหญ่ ที่คุมเกือบทุกอย่างในยูเครน กำลังใหญ่อยู่เพลินๆ เป็นผู้ว่าการเมืองสำคัญของยูเครน ชื่อ Dnepropetrovsk อยู่ดีๆ นางฟ้า หรือนางเหยี่ยว แปลงร่างเป็นนางฟ้าก็ไม่รู้ ดันเศกนายสาก มาให้เจ้าพ่อช๊อกโกแลต ใหญ่กับใหญ่เจอกัน มันอยู่ที่ว่า คนที่อยู่ข้างหลังของใครใหญ่กว่า แล้วนายมอยสกี้ก็ถูกปลดจากตำแหน่งผู้ว่าการเมืองชื่อยาว เมื่อราวปลายเดือนมีนาคมที่ผ่าน มา เพียงแค่หนึ่งเดือน หลังจากที่นายสาก มาทำท่ายักคิ้วหลิ่วตา แค่ยักคิ้ว เท่านั้น ยูเครนก็สะเทือนแล้ว คราวนี้ ฤทธิ์ยิว ดูเหมือนจะแพ้ ฤทธิ์เหยี่ยว…
    นายมอยสกี้ มีคนหนุนหลังไหม น่าจะมี แต่นายสากน่ะ มีคนหนุนชัดเจนอยู่แล้ว แต่จะหนุนเพราะไม่อยากให้นายสาก กลับไปอยู่นิวยอร์ค หรือเพราะอะไรไม่แน่ใจ แต่อยู่ยูเครนนี่คงเหมาะแล้ว ยกแรกของการวัดกำลัง ดูเหมือนนายสากจะได้เปรียบ แต่นี่เหตุการณ์เพิ่งผ่านไปไม่กี่เดือน อย่าเพิ่งด่วนตัดสิน
    ปัญหาว่า นายช๊อกโกแลต ประธานาธิบดียูเครนคิดอะไร ที่เห็นคนนอกบ้าน ดีกว่าคนในบ้าน จะว่าเพราะนายมอยสกี้ เป็นมาเฟียเจ้าพ่อครองเมือง ที่ทำท่าจะใหญ่ หรือจริงๆก็ใหญ่กว่า ประธานาธิบดีเสียอีก เบ่งเสียจนนายช๊อกโกแลตละลายเละ แต่นายสากก็ทำตัวเหมือนอึ่งอ่างหรือคางคก แถมยังมีสถานะ เป็นว่าที่นักโทษหนีคดีตัวจริง แสบจริง และเป็นสายล่อฟ้าให้นายปูติน ฟิวส์ขาดได้ง่ายอีกด้วย
    นายช๊อกโกแลต คงคิดแยะ หรือไม่คิดอะไรเลย แต่คิด หรือไม่คิด ก็คงไม่มีความหมาย เพราะช๊อกโกแลตเป็นแค่หุ่น เขาสั่งให้ทำอะไรก็ต้องทำตาม ให้เอาต่างชาติมาเป็นรัฐมนตรี ก็ครับผม ให้เอาต่างชาติคดีติดตัวยาวเป็นหางว่าว มาเป็นผู้ว่าการแคว้นใหญ่ของประเทศ ก็ครับผม แบบนี้ไปคอยถามว่าคิดอะไร ก็เสียเวลาเปล่า น่าจะถามว่า อเมริกากับรัสเซีย จะเอายังไงมากกว่า
    นางเหยี่ยวนูแลนด์ เดินสายไปเมือง Tbilisi ของจอร์เจีย เมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ ต้นปีนี้ จากนั้น นางเหยี่ยวจะเดินทางไปที่หมายต่อไป คือ Baku ของ Azerbaijan บั้นท้ายของนางเหยี่ยวยังไม่ทันพ้นเมืองTbilisi ก็มีข่าวลือกระฉ่อนทั่วเมืองว่า อีกไม่นาน จอร์เจียอาจมีการปฏิวัติ หรือมีการลุกฮือ ไล่รัฐบาลที่ปกครองอยู่ปัจจุบัน ซึ่งเป็นรัฐบาลที่นางเหยึ่ยวออกปากว่า เป็นพวกไม่เอาตะวันตก คือไม่เอาอเมริกา แต่เอนไปทางรัสเซียนั่นแหละ… ชอบขู่แบบนี้กันนักนะ…หลังจากนั้นไม่กี่วัน นายช๊อกโกแล็ตก็ตั้งนายสาก เป็นที่ปรึกษาใหญ่ ตามใบสั่ง
    ข่าวว่างานแรกของนายสาก ที่ลงมือ หลังจากเป็นที่ปรึกษาใหญ่ คือเรียกประชุม บรรดาพรรคพวก ที่สังกัดองค์กร NGO โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นเลือดร้อน เช่น Innovations and Development Foundation, the Movement for Independence and Eropean Integration, Free Zone, Azat Zone, League of Young Dipolmats กลุ่มพวกนี้ ต่างได้รับเงินทุนสนับสนุนจาก National Endowment for Democracy หรือ NED ที่โด่งดังของรัฐบาลอเมริกา ไม่แปลกใจใช่ไหมครับ
    เรื่องของทรานนิสเตรีย ยูเครน นายสาก จอร์เจีย เกี่ยวโยงกันไหม เกี่ยวแน่นอน แต่เกี่ยวขนาดไหน และเกี่ยวกับใครอีกบ้าง
    อียู อยากให้มีการเซ็นสัญญาสงบศึกถาวรในยูเครน เพราะคนยุโรปยังเข็ดกับการทำสงคราม สงครามกลางเมืองยูเครนคือ ปัญหาที่จะกระทบทั้งเศรษฐกิจและความมั่นคงของยุโรป และที่ชาวยุโรปเดือดร้อนโดยตรง คือ โอกาส ขาดแคลนแก๊สจากท่อส่งของรัสเซียมายังยุโรป เรื่องนี้ อเมริกาไม่ได้มาเดือดร้อนด้วย
    ส่วนความต้องการของอเมริกา หรือตามที่นางเหยี่ยวบอกกับที่ประชุม ในตอนเดินสายเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ว่า เราไม่ต้องการให้เขา (ยูเครนกับรัสเซีย) สงบศึก เราต้องการให้เขารบกัน เข้าใจไหม สงครามกลางเมืองในยูเครน จะเป็นโอกาสทองของเรา เพราะจะทำให้รัสเซียวอกแวก คนเรา เวลาวอกแวก จะตัดสินใจถูกต้องยาก อเมริกาต้องการให้รัสเซียเป็นอย่างนั้น นายสากจึงถูกเรียกเข้ามารับตำแหน่งอะไรก็ได้ ยัดเข้าไปก่อน ไปอยู่แถวนั้น เพื่อแหย่พยาธิคุณพี่ปูติน นี่คือความคิดของอเมริกา ที่เราควรทำความเข้าใจให้ซึ้ง
    สิ้นเดือนมิถุนายนนี้ เรื่องนิวเคลียร์อิหร่าน จะต้องสรุปแล้ว ว่าอเมริกากับอิหร่านพูดกันรู้ เรื่องไหม พูดเรื่องเดียวกันไหม ถ้าพูดกันรู้เรื่อง ก็มีเรื่องอย่างหนึ่ง ถ้าพูดกันไม่รู้เรื่อง ก็มีเรื่องอีกอย่างหนึ่ง อเมริกา แน่นอน ต้องเตรียมแผนสกัด ไม่ให้รัสเซีย กับอิหร่านขยับมาจับมือกันแน่นกว่าเดิม แต่จะไปรอคิดแผนเอาตอนนั้นหรือ ไม่ใช่วิธีของอเมริกา
    อย่าลืมว่า จอร์เจีย และอาเซอร์ไบจัน มีเขตแดนติดกับอิหร่าน เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ นางเหยี่ยว แวะไปทั้ง 2 แห่ง ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มาถึงเดือนพฤษภาคม ที่อิยิปต์ ศาลตัดสินประหารชีวิต อดีตประธานาธิบดีมอร์ซิ ที่อเมริกาเคยสนับสนุน แต่เมื่อหมดประโยชน์ก็ถีบทิ้ง แต่ตุรกี ที่สนับสนุนมอร์ซิมาตลอด ยังเห็นใจเพื่อน และไม่พอใจอเมริกาอย่างรุนแรง แล้วตุรกีที่มีเขตแเดนติดกับอิหร่าน ก็เริ่มมีปัญหาเรื่องชาวเคิร์ด ที่อเมริกาหนุนเมื่อต้นเดือนมิถุนายน ตามมาด้วยเหตุการณ์ในและใกล้ยูเครนเกิดขึ้นพร้อมกันคือการแต่งตั้งนายสาก เป็นผู้ว่าการแคว้นโอเดสสา ที่พลเมืองส่วนใหญ่เอนไปทางรัสเซีย และการปิดกั้นทรานนิสเตรีย (จะเข้าใจการเคลื่อนไหวเหล่านี้ได้มากขึ้น ถ้าหาแผนที่มาดูตามไปด้วย)
    นี่คือการเดินหมากของอเมริกา เพื่อล้อม และล่อหลอกรัสเซีย ตามทฤษฏี ภูมิศาสตร์การเมือง geopolitics
    ฝ่ายรัสเซีย ก็ใช้ทฤษฏีเดียวกัน แต่เดินหมากกับประเทศอีกเส้นแนว ด้วยการต้อนรับกรีกที่เครมลิน เมื่อเดือนเมษายน และไปเยี่ยมอิตาลี เมื่อกลางเดือนมิถุนายนนี้เอง ถ้ารัสเซียคุยกับกรีกและอิตาลีรู้เรื่อง การเคลื่อนกองทัพเรือของอเมริกาในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เพื่อคอยกันรัสเซีย ไม่ให้ลงใต้ คงไม่ง่ายนัก แต่ทางตรงกันข้าม ถ้ารัสเซียขึ้นเหนือ ไปคิดบัญชีค้างชำระกับบางราย อเมริกาก็อาจมาช่วยไม่ทัน เพราะฉนั้น อเมริกาคงทำทุกอย่างเพื่อเป็นการบีบไม่ให้กรีกและอิตาลีแตกแถว
    เรื่องมันชักพัวพันขมวดเกลียวแน่นขึ้น รัสเซียจะรับมืออย่างไร ยูเครนเป็นห่วงคล้องคอรัสเซีย รัสเซียไม่อยากรบกับยูเครน ขณะเดียวกัน ก็คงทำใจเห็นคนยูเครน ที่เลือกจะไปอยู่กับรัสเซีย ประมาณเกือบ 10 ล้านคน บาดเจ็บล้มตายไม่ลง การส่งนายสากมาอยู่โอเดสสาคราวนี้ ของไอ้นักล่าใบตองแห้ง แม้จะแสดงว่าไอ้นักล่ายังไม่พร้อมรบ แต่เป็นการขยับหมากที่เหลือร้ายของไอ้นักล่า รัสเซียจะแก้เกมอย่างไร จะรับ หรือจะรุก คงต้องคอยดูเรื่องอิหร่านสิ้นเดือนมิถุนายนนี้ครับ
    และไม่ว่า การเจรจากับอิหร่านจะออกมาอย่างไร จะมีผลกระทบกับการเมืองโลกอย่างสำคัญแน่นอน รวมทั้งกระทบถึงแดนสยามด้วย เราเตรียมตัวอะไรกันไว้บ้าง หรือรอให้มีเรื่องก่อน แล้วค่อยวางแผน
    แล้วอย่าลืมไอ้สากโมเด็ล เกิดไอ้นักล่าคิดเล่นเกมสกปรก เพิ่งนึกออกว่าเจอนักโทษหนีคดี ทำทีเป็นช่วยสงเคราะห์จับตัว ส่งกลับบ้านให้ ก็จำกันไว้บ้างแล้วกันนะครับ ว่ามันกำลังคิดจะเล่นอะไรกับเรา
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    19 มิ.ย. 2558
    เรื่องของนายสาก ตอนที่ 3 – 4 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “เรื่องของนายสาก” ตอน 3 เวลาผ่านไป นายสาก ก็ใช้วิกฤติเป็นโอกาส ทุกครั้งที่ได้ออกรายการหน้าจอ เขาจะถือโอกาสจ้อเสมอ ถึงเรื่องที่นายปูตินขู่จะแขวนกระปู๋ของเขา เป็นการปั่นราคาตนเอง ช่วงหลังๆ บทเขาจะเพิ่มว่า ” ปูตินประกาศว่า จะเอาผมไปแขวนห้อยโดยใช้บางส่วนของร่างกายผม ซึ่งผมคงพูดไม่ได้ แต่มันเป็นส่วนสำคัญมากสำหรับผู้ชายทุกคนนะ โดยเฉพาะสำหรับนักการเมือง และสำคัญแม้กระทั่งกับนักการเมืองหญิง.. ผู้ชายคนนี้สาบานว่าจะแขวน.. ผม แต่ตอนนี้เขาพูดเรื่องเนคไทผม ถือว่าเป็นข่าวดีสำหรับผมครับ ที่เขาเลื่อนที่หมายสูงขึ้นมาอีกหน่อย ตอนนี้มาถึงคอ ผมแล้ว ค่อยยังชั่วขึ้น…” ไอ้หมอนี่ มันวิงวอนจริง น่าจะเกี่ยวเอาปากมันไปห้อยไว้ด้วย นายสากไม่หยุดพล่าม ยิ่งได้รับเลือกเป็นประธานที่ปรึกษาด้านต่างประเทศ ให้กับประธานาธิบดีช๊อกโกแลตใน การปฏิรูปประเทศยูเครน Chairman of the Consulting International Council for the Reforms for the Ukrainian President Petro Poroschenko เมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ ต้นปีนี้ นายสากยิ่งไปใหญ่ เขาบอกว่า หน้าที่สำคัญของเขาคือ เป็นผู้เจรจาเรื่องเอาอาวุธของอเมริกามาให้ยูเครนใช้ (สู้กับรัสเซีย) นายสากออกหน้าจอ ยักคิ้วหลิ่วตาเวลาพูดว่า ต่อไปนี้ ด้วยอาวุธของอเมริกาที่จะส่งมาให้ยูเครน(จากการเจรจาของเขา) ไม่ว่าเป็นรถแท๊งค์ รถหุ้มเกราะ ปืนใหญ่ โดรน ฯลฯ คราวนี้รัสเซียไม่มีทางยื่นหน้าเข้ามาในยูเครนอย่างแน่นอน แต่นายสากคงลืมไปว่า เมื่อตอนที่กองทัพของจอร์เจีย ที่ฝึกโดยอเมริกา และใช้อาวุธของอเมริกาและนาโต้ ถูกรัสเซียโต้กลับ และยึดเอาอาวุธไปด้วยนั้น รัสเซียส่งอาวุธทั้งหมดเข้าไปที่กองบัญชาการ เพื่อทำการวิเคราะห์ทั้งหมด หลังจากนั้นก็นำมาใช้ประจำการณ์ ตามชายแดนรัสเซีย จะด้วยเสน่ห์โบทอกซ์ ท่าเคี้ยวเนคไท การพล่ามแบบยักคิ้วหลิ่วตา หรืออะไรไม่ทราบ นายสาก ก็ได้เป็นผู้ว่าการแค้วนโอเดสสา ด่านสำคัญของยูเครน พร้อมได้รับสัญชาติยูเครน เมื่อต้นเดือนมิถุนายนนี้เอง คิดไปคิดมา ผมขอเปลี่ยนเป็นแสดงความนับถือ ผู้ที่ตาแหลมคม เสือกใส ให้นายสาก ออกมาจากนิวยอร์ค และเอาเขามาวางไว้ที่แคว้นโอเดสสา มันเป็นหมากที่ชั่วเหลือเชื่อ ############### ตอน 4 (จบ) พูดถึงนายสากแล้ว ไม่พูดถึงนายมอยสกี้ Ihor Kolomoyskyi เจ้าพ่อใหญ่ของยูเครน ก็จะไม่ครบเครื่อง นายมอยสกี้ ชาวยิว เจ้าพ่อใหญ่ ที่คุมเกือบทุกอย่างในยูเครน กำลังใหญ่อยู่เพลินๆ เป็นผู้ว่าการเมืองสำคัญของยูเครน ชื่อ Dnepropetrovsk อยู่ดีๆ นางฟ้า หรือนางเหยี่ยว แปลงร่างเป็นนางฟ้าก็ไม่รู้ ดันเศกนายสาก มาให้เจ้าพ่อช๊อกโกแลต ใหญ่กับใหญ่เจอกัน มันอยู่ที่ว่า คนที่อยู่ข้างหลังของใครใหญ่กว่า แล้วนายมอยสกี้ก็ถูกปลดจากตำแหน่งผู้ว่าการเมืองชื่อยาว เมื่อราวปลายเดือนมีนาคมที่ผ่าน มา เพียงแค่หนึ่งเดือน หลังจากที่นายสาก มาทำท่ายักคิ้วหลิ่วตา แค่ยักคิ้ว เท่านั้น ยูเครนก็สะเทือนแล้ว คราวนี้ ฤทธิ์ยิว ดูเหมือนจะแพ้ ฤทธิ์เหยี่ยว… นายมอยสกี้ มีคนหนุนหลังไหม น่าจะมี แต่นายสากน่ะ มีคนหนุนชัดเจนอยู่แล้ว แต่จะหนุนเพราะไม่อยากให้นายสาก กลับไปอยู่นิวยอร์ค หรือเพราะอะไรไม่แน่ใจ แต่อยู่ยูเครนนี่คงเหมาะแล้ว ยกแรกของการวัดกำลัง ดูเหมือนนายสากจะได้เปรียบ แต่นี่เหตุการณ์เพิ่งผ่านไปไม่กี่เดือน อย่าเพิ่งด่วนตัดสิน ปัญหาว่า นายช๊อกโกแลต ประธานาธิบดียูเครนคิดอะไร ที่เห็นคนนอกบ้าน ดีกว่าคนในบ้าน จะว่าเพราะนายมอยสกี้ เป็นมาเฟียเจ้าพ่อครองเมือง ที่ทำท่าจะใหญ่ หรือจริงๆก็ใหญ่กว่า ประธานาธิบดีเสียอีก เบ่งเสียจนนายช๊อกโกแลตละลายเละ แต่นายสากก็ทำตัวเหมือนอึ่งอ่างหรือคางคก แถมยังมีสถานะ เป็นว่าที่นักโทษหนีคดีตัวจริง แสบจริง และเป็นสายล่อฟ้าให้นายปูติน ฟิวส์ขาดได้ง่ายอีกด้วย นายช๊อกโกแลต คงคิดแยะ หรือไม่คิดอะไรเลย แต่คิด หรือไม่คิด ก็คงไม่มีความหมาย เพราะช๊อกโกแลตเป็นแค่หุ่น เขาสั่งให้ทำอะไรก็ต้องทำตาม ให้เอาต่างชาติมาเป็นรัฐมนตรี ก็ครับผม ให้เอาต่างชาติคดีติดตัวยาวเป็นหางว่าว มาเป็นผู้ว่าการแคว้นใหญ่ของประเทศ ก็ครับผม แบบนี้ไปคอยถามว่าคิดอะไร ก็เสียเวลาเปล่า น่าจะถามว่า อเมริกากับรัสเซีย จะเอายังไงมากกว่า นางเหยี่ยวนูแลนด์ เดินสายไปเมือง Tbilisi ของจอร์เจีย เมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ ต้นปีนี้ จากนั้น นางเหยี่ยวจะเดินทางไปที่หมายต่อไป คือ Baku ของ Azerbaijan บั้นท้ายของนางเหยี่ยวยังไม่ทันพ้นเมืองTbilisi ก็มีข่าวลือกระฉ่อนทั่วเมืองว่า อีกไม่นาน จอร์เจียอาจมีการปฏิวัติ หรือมีการลุกฮือ ไล่รัฐบาลที่ปกครองอยู่ปัจจุบัน ซึ่งเป็นรัฐบาลที่นางเหยึ่ยวออกปากว่า เป็นพวกไม่เอาตะวันตก คือไม่เอาอเมริกา แต่เอนไปทางรัสเซียนั่นแหละ… ชอบขู่แบบนี้กันนักนะ…หลังจากนั้นไม่กี่วัน นายช๊อกโกแล็ตก็ตั้งนายสาก เป็นที่ปรึกษาใหญ่ ตามใบสั่ง ข่าวว่างานแรกของนายสาก ที่ลงมือ หลังจากเป็นที่ปรึกษาใหญ่ คือเรียกประชุม บรรดาพรรคพวก ที่สังกัดองค์กร NGO โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นเลือดร้อน เช่น Innovations and Development Foundation, the Movement for Independence and Eropean Integration, Free Zone, Azat Zone, League of Young Dipolmats กลุ่มพวกนี้ ต่างได้รับเงินทุนสนับสนุนจาก National Endowment for Democracy หรือ NED ที่โด่งดังของรัฐบาลอเมริกา ไม่แปลกใจใช่ไหมครับ เรื่องของทรานนิสเตรีย ยูเครน นายสาก จอร์เจีย เกี่ยวโยงกันไหม เกี่ยวแน่นอน แต่เกี่ยวขนาดไหน และเกี่ยวกับใครอีกบ้าง อียู อยากให้มีการเซ็นสัญญาสงบศึกถาวรในยูเครน เพราะคนยุโรปยังเข็ดกับการทำสงคราม สงครามกลางเมืองยูเครนคือ ปัญหาที่จะกระทบทั้งเศรษฐกิจและความมั่นคงของยุโรป และที่ชาวยุโรปเดือดร้อนโดยตรง คือ โอกาส ขาดแคลนแก๊สจากท่อส่งของรัสเซียมายังยุโรป เรื่องนี้ อเมริกาไม่ได้มาเดือดร้อนด้วย ส่วนความต้องการของอเมริกา หรือตามที่นางเหยี่ยวบอกกับที่ประชุม ในตอนเดินสายเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ว่า เราไม่ต้องการให้เขา (ยูเครนกับรัสเซีย) สงบศึก เราต้องการให้เขารบกัน เข้าใจไหม สงครามกลางเมืองในยูเครน จะเป็นโอกาสทองของเรา เพราะจะทำให้รัสเซียวอกแวก คนเรา เวลาวอกแวก จะตัดสินใจถูกต้องยาก อเมริกาต้องการให้รัสเซียเป็นอย่างนั้น นายสากจึงถูกเรียกเข้ามารับตำแหน่งอะไรก็ได้ ยัดเข้าไปก่อน ไปอยู่แถวนั้น เพื่อแหย่พยาธิคุณพี่ปูติน นี่คือความคิดของอเมริกา ที่เราควรทำความเข้าใจให้ซึ้ง สิ้นเดือนมิถุนายนนี้ เรื่องนิวเคลียร์อิหร่าน จะต้องสรุปแล้ว ว่าอเมริกากับอิหร่านพูดกันรู้ เรื่องไหม พูดเรื่องเดียวกันไหม ถ้าพูดกันรู้เรื่อง ก็มีเรื่องอย่างหนึ่ง ถ้าพูดกันไม่รู้เรื่อง ก็มีเรื่องอีกอย่างหนึ่ง อเมริกา แน่นอน ต้องเตรียมแผนสกัด ไม่ให้รัสเซีย กับอิหร่านขยับมาจับมือกันแน่นกว่าเดิม แต่จะไปรอคิดแผนเอาตอนนั้นหรือ ไม่ใช่วิธีของอเมริกา อย่าลืมว่า จอร์เจีย และอาเซอร์ไบจัน มีเขตแดนติดกับอิหร่าน เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ นางเหยี่ยว แวะไปทั้ง 2 แห่ง ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มาถึงเดือนพฤษภาคม ที่อิยิปต์ ศาลตัดสินประหารชีวิต อดีตประธานาธิบดีมอร์ซิ ที่อเมริกาเคยสนับสนุน แต่เมื่อหมดประโยชน์ก็ถีบทิ้ง แต่ตุรกี ที่สนับสนุนมอร์ซิมาตลอด ยังเห็นใจเพื่อน และไม่พอใจอเมริกาอย่างรุนแรง แล้วตุรกีที่มีเขตแเดนติดกับอิหร่าน ก็เริ่มมีปัญหาเรื่องชาวเคิร์ด ที่อเมริกาหนุนเมื่อต้นเดือนมิถุนายน ตามมาด้วยเหตุการณ์ในและใกล้ยูเครนเกิดขึ้นพร้อมกันคือการแต่งตั้งนายสาก เป็นผู้ว่าการแคว้นโอเดสสา ที่พลเมืองส่วนใหญ่เอนไปทางรัสเซีย และการปิดกั้นทรานนิสเตรีย (จะเข้าใจการเคลื่อนไหวเหล่านี้ได้มากขึ้น ถ้าหาแผนที่มาดูตามไปด้วย) นี่คือการเดินหมากของอเมริกา เพื่อล้อม และล่อหลอกรัสเซีย ตามทฤษฏี ภูมิศาสตร์การเมือง geopolitics ฝ่ายรัสเซีย ก็ใช้ทฤษฏีเดียวกัน แต่เดินหมากกับประเทศอีกเส้นแนว ด้วยการต้อนรับกรีกที่เครมลิน เมื่อเดือนเมษายน และไปเยี่ยมอิตาลี เมื่อกลางเดือนมิถุนายนนี้เอง ถ้ารัสเซียคุยกับกรีกและอิตาลีรู้เรื่อง การเคลื่อนกองทัพเรือของอเมริกาในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เพื่อคอยกันรัสเซีย ไม่ให้ลงใต้ คงไม่ง่ายนัก แต่ทางตรงกันข้าม ถ้ารัสเซียขึ้นเหนือ ไปคิดบัญชีค้างชำระกับบางราย อเมริกาก็อาจมาช่วยไม่ทัน เพราะฉนั้น อเมริกาคงทำทุกอย่างเพื่อเป็นการบีบไม่ให้กรีกและอิตาลีแตกแถว เรื่องมันชักพัวพันขมวดเกลียวแน่นขึ้น รัสเซียจะรับมืออย่างไร ยูเครนเป็นห่วงคล้องคอรัสเซีย รัสเซียไม่อยากรบกับยูเครน ขณะเดียวกัน ก็คงทำใจเห็นคนยูเครน ที่เลือกจะไปอยู่กับรัสเซีย ประมาณเกือบ 10 ล้านคน บาดเจ็บล้มตายไม่ลง การส่งนายสากมาอยู่โอเดสสาคราวนี้ ของไอ้นักล่าใบตองแห้ง แม้จะแสดงว่าไอ้นักล่ายังไม่พร้อมรบ แต่เป็นการขยับหมากที่เหลือร้ายของไอ้นักล่า รัสเซียจะแก้เกมอย่างไร จะรับ หรือจะรุก คงต้องคอยดูเรื่องอิหร่านสิ้นเดือนมิถุนายนนี้ครับ และไม่ว่า การเจรจากับอิหร่านจะออกมาอย่างไร จะมีผลกระทบกับการเมืองโลกอย่างสำคัญแน่นอน รวมทั้งกระทบถึงแดนสยามด้วย เราเตรียมตัวอะไรกันไว้บ้าง หรือรอให้มีเรื่องก่อน แล้วค่อยวางแผน แล้วอย่าลืมไอ้สากโมเด็ล เกิดไอ้นักล่าคิดเล่นเกมสกปรก เพิ่งนึกออกว่าเจอนักโทษหนีคดี ทำทีเป็นช่วยสงเคราะห์จับตัว ส่งกลับบ้านให้ ก็จำกันไว้บ้างแล้วกันนะครับ ว่ามันกำลังคิดจะเล่นอะไรกับเรา สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 19 มิ.ย. 2558
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 1233 มุมมอง 0 รีวิว
  • เรื่องของนายสาก ตอนที่ 1 – 2

    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “เรื่องของนายสาก”
    ตอน 1
    อยู่ดีๆ ไม่มีเป่าปี่ ตีกลอง เงียบๆอย่างไม่มีใครนึกถึง เมื่อต้นเดือนมิถุนายนนี้เอง คุณช็อกโกแลต Petro Porochenko ประธานาธิบดีของยูเครน ก็แต่งตั้งนายสาก Mikheil Saakashvili อดีตประธานาธิบดีของจอร์เจีย ให้มาเป็นผู้ว่าการแคว้นโอเดสสาของยูเครน แค้วนที่มีคนยูเครน รักคุณพี่ปูตินไม่น้อย หรืออาจจะมาก คุณช๊อกโกแลต
    ขึ้นต้นเหมือนเขียนเรื่องซ้ำ แต่รับรอง ผมเลี้ยวออกไปไม่ซ้ำทางเดิมแน่นอน เลี้ยวไปเล่าเรื่องของนายสาก เรื่องของเขา ตามบทความที่ผมเพิ่งอ่านเจอ น่าสนใจอย่างที่สุด อ่านแล้ว ไม่อยากเก็บไว้คนเดียว เรื่องแบบนี้ ต้องเล่าสู่กันฟัง
    เมื่อไม่นานนี้เอง นายสาก ผู้นำการปฏิวัติดอกกุหลาบในจอร์เจีย และอดีตประธานาธิบดีของประเทศจอร์เจียที่สวยงามแต่ประชาชนค่อนข้างขัดสน กำลังหัวกระเซิง ลนลานหาที่ลี้ภัยให้กับตัวเอง
    ครั้งท้ายสุด ที่เขาเห็นท้องฟ้าสวยงามของจอร์เจียก็คือ เมื่อปี ค.ศ.2013 ก่อนที่เขาจะกลายเป็นผู้ต้องหา ในคดีทุจริตต่อหน้าที่ ใช้อำนาจโดยมิชอบ ใช้ความรุนแรงในการปราบปรามฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง และคดีอื่นๆอีกนับไม่ถ้วน ที่อาจทำให้เขาต้องรับโทษทั้งหมดไม่น้อยกว่า 11 ปี ในรายการกระทำความผิดของเขา มีแม้กระทั่ง ใช้เงินของแผ่นดินไปจ่ายค่าฉีด โบท๊อกซ์ ค่าถอนขน (?) ค่าที่พักโรงแรม ค่าตั๋วเครื่องบิน ของนักออกแบบประจำตัว (personal stylist) นายแบบอีก 2 คน ค่าโรงแรม สำหรับหมอนวดเพื่อบำบัดชาวอเมริกัน ฯลฯ
    เป็นไงครับ นึกว่าผมเขียนถึงใครหรือ พฤติกรรมมันคล้ายๆ กัน คนมันพันธ์ุเดียวกันแม้จะคนละสัญชาติ…
    นายสาก ในฐานะเป็นผู้รับใช้ที่ซื่อสัตย์ของรัฐบาลคาวบอยบุช จึงหลบหนีคดีที่ประเทศของตัว ไปซุกหัวอยู่ที่อเมริกา ด้วยวีซ่าของนักท่องเที่ยว เพราะไม่มีขี้ข้าราคาถูกคอยออกพาสปอร์ตทางการให้ …แต่ไม่ต้องห่วง นายสาก มีลุงเป็นเศรษฐีอยู่แถวบรุคลิน ในมหานครนิวยอร์คอันหรูหรา และลูกชายของเขาก็เรียนหนังสืออยู่ที่มหาวิทยาลัย แถวรัฐเพนซิลเวเนีย นายสากจึงอบอุ่นไม่น้อย แม้จะอยู่ระหว่างมุดหัวหนีคดี มีลูกอยู่ใกล้ๆให้ชื่นใจ ไม่ใช่พ่ออยู่ทาง ลูกอยู่ทาง และดูเหมือนเมียชาวดัชท์ก็หนีตามไปอยู่ด้วย ไม่ได้หย่ากัน
    นายสาก อยากหนีคดี แล้วอยู่อเมริกาอย่างถาวร แหม ในฐานะผู้รับใช้ที่ซื่อสัตย์ ให้ทำปฏิวัติก็ทำ ให้บุกป่าไปยึดเมือง ไปลุยไฟ จุดไฟ ที่ไหนก็ทำหมด ไม่มีเกี่ยง (อาจมีเพิ่มราคาบ้าง คงไม่น่าเกลียดเท่าไหร่ ใครๆก็ทำกัน) เขาจึงหวังว่า ขณะกำลังหัวซุนหัวซุก อยู่นี้ อย่างน้อยก็น่าจะมีรางวัลปลอบใจ ให้เขามีตำแหน่งในมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ที่เขาได้ปริญญาทางกฏหมายมา หรือมหาวิทยาลัยมีอันดับที่ไหนก็ได้ เพื่อแสดงให้เห็นว่า นายท่าน นึกถึงความจงรักภักดีของเขา และการอุทิศตัวของเขาเพื่อสร้างประชาธิปไตยให้แก่ประเทศเขา ตามคำสั่งของนายท่าน
    มันเป็นธรรมเนียมปฏิบัตินะครับ ของอดีตขี้ข้าทั้งหลาย เมื่อพ้นจากตำแหน่งทางการ นายท่าน ก็มักจะให้ไปเป็นที่ปรึกษาตามมหาวิทยาลัยดังๆ หรือเดินสายไปพูดตามมหาวิทยาลัย หรือที่ประชุมใหญ่ ได้ทั้งโชว์หน้า กันคนลืม ได้ทั้งค่าพูดเสียน้ำลาย ฟูมปากมากน้อย แล้วแต่ความสามารถส่วนตัว เสร็จแล้วก็เดินยืดกันเป็นแถว ดีใจว่านายท่านไม่ลืม …เรียกใช้ …หารู้ไม่ว่าคนในบ้านในเมืองตัว เขาสมเพชและรังเกียจขนาดไหน ไอ้พวกเห็นกงจักรเป็นดอกบัว ถุด..
    นายสาก มีเพื่อนซี้ ที่มีอิทธิพลสูงอยู่ในอเมริกา เช่น วุฒิสมาชิก จอห์น แมคเคน คนดังระเบิด ที่เป็นประธานกรรมาธิการด้านอาวุธ นางเหยี่ยว วิกตอเรีย (ฟัก อียู) นูแลนด์ นี่ก็ ซี้ แบบแนบแน่นเลย นอกจากนี้ยังมี อดีตหัวหน้าซีไอเอ นายเดวิด เปตรุส รายนี้ เป็นแขกประจำ มานั่งดวดเหล้าปลอบใจที่บ้านเขาในนิวยอร์คเกือบทุกวัน เขาไม่ต้องไปเรียกนักร้องมาแก้เหงา ไม่ต้องไปง้อพวกเสี่ยปั้มน้ำมัน ซื้อบ้านใหญ่จ้าง รปภ แบบติดอาวุธเพียบ มาเฝ้า
    แต่ถ้าวันหนึ่ง นายสาก เกิดต้องคำพิพากษาของศาลระหว่างประเทศ เรื่องมันคงทำให้นายท่านอึกอัก ขี้เกียจตอบคำถามสื่อ เกี่ยวกับเรื่องวีซ่าเขาในอเมริกา
    ##############
    ตอน 2
    นายสากเชื่อว่า ตนเองเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของนายปูติน ประธานาธิบดี ที่มีอำนาจและเหลี่ยมพราวรอบตัว และในฐานะเป็นอดีตหัวหน้าสายลับเคจีบีของรัสเซีย ที่มีหน่วยงานเครือข่ายทั่งโลก และนายปูตินจะรวบคอหอยเขาเสียเมื่อไหร่ก็ได้ นี่ มันเป็นเรื่องเข้าใจผิดอย่างยิ่งทีเดียว นายปูตินไม่ได้คิดจะรวบคอหอยนายสากแม้แต่น้อย
    สื่อฝรั่งเศส Le Nouvel Obsevateur อ้างว่า ในการสนทนาอย่างเป็นส่วนตัว ระหว่างประธานาธิบดีฝรั่งเศส Nicolas Sarkozy กับนายปูติน เมื่อปี ค.ศ.2008 หลังจากนายสาก ทำซ่าบุกเข้าไปใน South Ossetia นายปูตินยัวะจัด ขู่ว่า เขาจะจับตัวนายสากให้ได้ และจะเอาตัวมาแขวนห้อยไว้...โดยการผูกกระปู๋ของนายสาก.… threatening to hang him by his presidential private parts …ไม่ใช่ การรวบคอหอย เข้าใจแล้วนะครับ ว่า นายสากเข้าใจผิดขนาดไหน
    นาย Sarkozy ถึงกับช๊อก แล้วถามนายปูตินว่า คุณจะทำอย่างนั้นทำไม นายปูติน ตอบว่า ทำไมผมถึงจะไม่ทำ ….พวกอเมริกันก็ทำอย่างนั้นกับซัดดัมไม่ใช่หรือ นี่… มันต้องเจอคำตอบแบบนี้ ไม่เสียที มีตำแหน่งเป็นลูกพี่ผม เล่นเอานายซาโกซี หน้าหงายไปเลย
    เมื่อมีข่าวออกมา เครมลินปฏิเสธว่า ไม่มีการข่มขู่เช่นนั้น จากท่านประธานาธิบดีปูติน แต่เมื่อมีการสัมภาษณ์สดทางโทรศัพท์ โดยโทรทัศน์รายการหนึ่ง ผู้จัดรายการถามท่านประธานาธิบดีว่า …จริงไหมครับ ที่เขาพูดกันว่า ท่านหมายมาดว่าจะแขวนนายสาก โดยการผูกส่วนหนึ่งของเขา คุณพี่ปูตินของผม ตอบว่า “… จะทำ ทำไม…แค่ส่วนเดียว…”
    ฮู้ย… ผมยิ่งเสียวแทนหนักขึ้นไปอีก
    เขาว่า ระหว่างที่นายสากกำลังทำหน้าหล่อ (จากการฉีดโบทอกซ์ ด้วยเงินภาษีของประชาชนชาวจอร์เจีย) เพลิดเพลินกับการให้สัมภาษณ์ข่าวโทรทัศน์ Gori ใน South Ossetia เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม ค.ศ.2008 เครื่องบินรบของกองทัพฝ่ายรัสเซียก็บินโฉบเข้ามาพอดี กล้องก็เลยจับได้ภาพนายสากที่กำลังมุดหลบเข้าไปอยู่ใต้หว่างขาของผู้คุ้มกันอย่างรวดเร็ว หน้าของนายสาก บิดเบี้ยว สีออกเขียวอมเทา ด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด ไม่เหลือราคาโบทอกซ์ ที่ใช้เงินภาษีประชาชนจ่ายค่าฉีด
    นี่แค่เห็นแวบเดียว ของปีกเครื่องบินรัสเซียนะ ถ้าเห็นคุณพี่ปูตินของผม กล้ามแน่น ตัวเป็นๆเดินมา นายสากจะมีสภาพเป็นยังไง ผมไม่กล้านึกภาพ
    หลังจากสงครามจบลง ระหว่างการนั่งเจรจาเพื่อสันติ ภาพ ซึ่งฝ่ายตะวันตก ทำหน้าที่เป็นผู้ปกครอง เจรจาแทนนายสาก พิลึกดีนะครับ นักข่าวจากบีบีซี รายงานว่า ….นายสาก ออกอาการเหมือนคนใกล้จะเสียสติ ประสาทเสื่อม เขาคว้าปลายเนคไทสีแดง ที่เขาผูกอยู่ เอาเข้าปากแล้วเคี้ยว… มันคงอาการหนักจริงๆ ผมนึกไม่ออก ว่านายท่าน ที่ชาญฉลาด เลือกใช้คนนั้นคนนี้ ต้อนเข้าคอกไปทั่ว ทำไมถึงถั่วจัด เลือกใช้นายสาก หรือโบทอกซ์มันคุณภาพดี จนบดบังอย่างอื่น อันนี้ไปสอบถามคุณนายนูแลนด์กันเองนะ ผมไม่อยากละลาบละล้วงมากกว่านี้
    นายสาก ให้คำเฉลยการเคี้ยวเนคไทของเขาภายหลังว่า ความกลัดกลุ้มเกี่ยวกับประเทศของตนเองมาก ก็สามารถทำให้คนเราเคี้ยวเนคไทได้นะ ผมก็นึกไปว่า ถ้าทฤษฏีนายสากมันเป็นไปได้ ลุงตู่ของผม ใส่เครื่องแบบทหาร หรือเครื่องแบบข้าราชการ ตอนชี้แจงหน้าจอ ก็ปลอดภัยเข้าทีดีนะครับ
    ผลของการเจรจา กองทัพรัสเซียหยุด 20 ไมล์ห่างจาก Tbilisi เมืองหลวงของจอร์เจีย และ อีก 2 เมือง Abkhazia และ South Ossetia ก็ประกาศตัวเป็นเอกราชจากจอร์เจีย
    แต่ ท่านประธานาธิบดีปูติน ไม่ลืมเรื่องเนคไท
    ” เก็บเนคไทไปให้พ้นหูพ้นตานะ ถ้าพวกคุณจะเชิญนายสากมากินข้าวเย็นด้วย” นายปูตินพูด เมื่อ ปี 2009 กับฝ่ายตรงข้ามกับเขาเกี่ยวกับยูเครน ในตอนนั้น คือ ประธานาธิบดี Victor Yushchenko และนายกรัฐมนตรี Yulia Timoshenko
    “เดี๋ยวนี้มันราคาแพงนะ และเขาอาจจะกินหมด” ตลกร้ายจริงคุณพี่ปูติน
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    18 มิ.ย. 2558
    เรื่องของนายสาก ตอนที่ 1 – 2 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “เรื่องของนายสาก” ตอน 1 อยู่ดีๆ ไม่มีเป่าปี่ ตีกลอง เงียบๆอย่างไม่มีใครนึกถึง เมื่อต้นเดือนมิถุนายนนี้เอง คุณช็อกโกแลต Petro Porochenko ประธานาธิบดีของยูเครน ก็แต่งตั้งนายสาก Mikheil Saakashvili อดีตประธานาธิบดีของจอร์เจีย ให้มาเป็นผู้ว่าการแคว้นโอเดสสาของยูเครน แค้วนที่มีคนยูเครน รักคุณพี่ปูตินไม่น้อย หรืออาจจะมาก คุณช๊อกโกแลต ขึ้นต้นเหมือนเขียนเรื่องซ้ำ แต่รับรอง ผมเลี้ยวออกไปไม่ซ้ำทางเดิมแน่นอน เลี้ยวไปเล่าเรื่องของนายสาก เรื่องของเขา ตามบทความที่ผมเพิ่งอ่านเจอ น่าสนใจอย่างที่สุด อ่านแล้ว ไม่อยากเก็บไว้คนเดียว เรื่องแบบนี้ ต้องเล่าสู่กันฟัง เมื่อไม่นานนี้เอง นายสาก ผู้นำการปฏิวัติดอกกุหลาบในจอร์เจีย และอดีตประธานาธิบดีของประเทศจอร์เจียที่สวยงามแต่ประชาชนค่อนข้างขัดสน กำลังหัวกระเซิง ลนลานหาที่ลี้ภัยให้กับตัวเอง ครั้งท้ายสุด ที่เขาเห็นท้องฟ้าสวยงามของจอร์เจียก็คือ เมื่อปี ค.ศ.2013 ก่อนที่เขาจะกลายเป็นผู้ต้องหา ในคดีทุจริตต่อหน้าที่ ใช้อำนาจโดยมิชอบ ใช้ความรุนแรงในการปราบปรามฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง และคดีอื่นๆอีกนับไม่ถ้วน ที่อาจทำให้เขาต้องรับโทษทั้งหมดไม่น้อยกว่า 11 ปี ในรายการกระทำความผิดของเขา มีแม้กระทั่ง ใช้เงินของแผ่นดินไปจ่ายค่าฉีด โบท๊อกซ์ ค่าถอนขน (?) ค่าที่พักโรงแรม ค่าตั๋วเครื่องบิน ของนักออกแบบประจำตัว (personal stylist) นายแบบอีก 2 คน ค่าโรงแรม สำหรับหมอนวดเพื่อบำบัดชาวอเมริกัน ฯลฯ เป็นไงครับ นึกว่าผมเขียนถึงใครหรือ พฤติกรรมมันคล้ายๆ กัน คนมันพันธ์ุเดียวกันแม้จะคนละสัญชาติ… นายสาก ในฐานะเป็นผู้รับใช้ที่ซื่อสัตย์ของรัฐบาลคาวบอยบุช จึงหลบหนีคดีที่ประเทศของตัว ไปซุกหัวอยู่ที่อเมริกา ด้วยวีซ่าของนักท่องเที่ยว เพราะไม่มีขี้ข้าราคาถูกคอยออกพาสปอร์ตทางการให้ …แต่ไม่ต้องห่วง นายสาก มีลุงเป็นเศรษฐีอยู่แถวบรุคลิน ในมหานครนิวยอร์คอันหรูหรา และลูกชายของเขาก็เรียนหนังสืออยู่ที่มหาวิทยาลัย แถวรัฐเพนซิลเวเนีย นายสากจึงอบอุ่นไม่น้อย แม้จะอยู่ระหว่างมุดหัวหนีคดี มีลูกอยู่ใกล้ๆให้ชื่นใจ ไม่ใช่พ่ออยู่ทาง ลูกอยู่ทาง และดูเหมือนเมียชาวดัชท์ก็หนีตามไปอยู่ด้วย ไม่ได้หย่ากัน นายสาก อยากหนีคดี แล้วอยู่อเมริกาอย่างถาวร แหม ในฐานะผู้รับใช้ที่ซื่อสัตย์ ให้ทำปฏิวัติก็ทำ ให้บุกป่าไปยึดเมือง ไปลุยไฟ จุดไฟ ที่ไหนก็ทำหมด ไม่มีเกี่ยง (อาจมีเพิ่มราคาบ้าง คงไม่น่าเกลียดเท่าไหร่ ใครๆก็ทำกัน) เขาจึงหวังว่า ขณะกำลังหัวซุนหัวซุก อยู่นี้ อย่างน้อยก็น่าจะมีรางวัลปลอบใจ ให้เขามีตำแหน่งในมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ที่เขาได้ปริญญาทางกฏหมายมา หรือมหาวิทยาลัยมีอันดับที่ไหนก็ได้ เพื่อแสดงให้เห็นว่า นายท่าน นึกถึงความจงรักภักดีของเขา และการอุทิศตัวของเขาเพื่อสร้างประชาธิปไตยให้แก่ประเทศเขา ตามคำสั่งของนายท่าน มันเป็นธรรมเนียมปฏิบัตินะครับ ของอดีตขี้ข้าทั้งหลาย เมื่อพ้นจากตำแหน่งทางการ นายท่าน ก็มักจะให้ไปเป็นที่ปรึกษาตามมหาวิทยาลัยดังๆ หรือเดินสายไปพูดตามมหาวิทยาลัย หรือที่ประชุมใหญ่ ได้ทั้งโชว์หน้า กันคนลืม ได้ทั้งค่าพูดเสียน้ำลาย ฟูมปากมากน้อย แล้วแต่ความสามารถส่วนตัว เสร็จแล้วก็เดินยืดกันเป็นแถว ดีใจว่านายท่านไม่ลืม …เรียกใช้ …หารู้ไม่ว่าคนในบ้านในเมืองตัว เขาสมเพชและรังเกียจขนาดไหน ไอ้พวกเห็นกงจักรเป็นดอกบัว ถุด.. นายสาก มีเพื่อนซี้ ที่มีอิทธิพลสูงอยู่ในอเมริกา เช่น วุฒิสมาชิก จอห์น แมคเคน คนดังระเบิด ที่เป็นประธานกรรมาธิการด้านอาวุธ นางเหยี่ยว วิกตอเรีย (ฟัก อียู) นูแลนด์ นี่ก็ ซี้ แบบแนบแน่นเลย นอกจากนี้ยังมี อดีตหัวหน้าซีไอเอ นายเดวิด เปตรุส รายนี้ เป็นแขกประจำ มานั่งดวดเหล้าปลอบใจที่บ้านเขาในนิวยอร์คเกือบทุกวัน เขาไม่ต้องไปเรียกนักร้องมาแก้เหงา ไม่ต้องไปง้อพวกเสี่ยปั้มน้ำมัน ซื้อบ้านใหญ่จ้าง รปภ แบบติดอาวุธเพียบ มาเฝ้า แต่ถ้าวันหนึ่ง นายสาก เกิดต้องคำพิพากษาของศาลระหว่างประเทศ เรื่องมันคงทำให้นายท่านอึกอัก ขี้เกียจตอบคำถามสื่อ เกี่ยวกับเรื่องวีซ่าเขาในอเมริกา ############## ตอน 2 นายสากเชื่อว่า ตนเองเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของนายปูติน ประธานาธิบดี ที่มีอำนาจและเหลี่ยมพราวรอบตัว และในฐานะเป็นอดีตหัวหน้าสายลับเคจีบีของรัสเซีย ที่มีหน่วยงานเครือข่ายทั่งโลก และนายปูตินจะรวบคอหอยเขาเสียเมื่อไหร่ก็ได้ นี่ มันเป็นเรื่องเข้าใจผิดอย่างยิ่งทีเดียว นายปูตินไม่ได้คิดจะรวบคอหอยนายสากแม้แต่น้อย สื่อฝรั่งเศส Le Nouvel Obsevateur อ้างว่า ในการสนทนาอย่างเป็นส่วนตัว ระหว่างประธานาธิบดีฝรั่งเศส Nicolas Sarkozy กับนายปูติน เมื่อปี ค.ศ.2008 หลังจากนายสาก ทำซ่าบุกเข้าไปใน South Ossetia นายปูตินยัวะจัด ขู่ว่า เขาจะจับตัวนายสากให้ได้ และจะเอาตัวมาแขวนห้อยไว้...โดยการผูกกระปู๋ของนายสาก.… threatening to hang him by his presidential private parts …ไม่ใช่ การรวบคอหอย เข้าใจแล้วนะครับ ว่า นายสากเข้าใจผิดขนาดไหน นาย Sarkozy ถึงกับช๊อก แล้วถามนายปูตินว่า คุณจะทำอย่างนั้นทำไม นายปูติน ตอบว่า ทำไมผมถึงจะไม่ทำ ….พวกอเมริกันก็ทำอย่างนั้นกับซัดดัมไม่ใช่หรือ นี่… มันต้องเจอคำตอบแบบนี้ ไม่เสียที มีตำแหน่งเป็นลูกพี่ผม เล่นเอานายซาโกซี หน้าหงายไปเลย เมื่อมีข่าวออกมา เครมลินปฏิเสธว่า ไม่มีการข่มขู่เช่นนั้น จากท่านประธานาธิบดีปูติน แต่เมื่อมีการสัมภาษณ์สดทางโทรศัพท์ โดยโทรทัศน์รายการหนึ่ง ผู้จัดรายการถามท่านประธานาธิบดีว่า …จริงไหมครับ ที่เขาพูดกันว่า ท่านหมายมาดว่าจะแขวนนายสาก โดยการผูกส่วนหนึ่งของเขา คุณพี่ปูตินของผม ตอบว่า “… จะทำ ทำไม…แค่ส่วนเดียว…” ฮู้ย… ผมยิ่งเสียวแทนหนักขึ้นไปอีก เขาว่า ระหว่างที่นายสากกำลังทำหน้าหล่อ (จากการฉีดโบทอกซ์ ด้วยเงินภาษีของประชาชนชาวจอร์เจีย) เพลิดเพลินกับการให้สัมภาษณ์ข่าวโทรทัศน์ Gori ใน South Ossetia เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม ค.ศ.2008 เครื่องบินรบของกองทัพฝ่ายรัสเซียก็บินโฉบเข้ามาพอดี กล้องก็เลยจับได้ภาพนายสากที่กำลังมุดหลบเข้าไปอยู่ใต้หว่างขาของผู้คุ้มกันอย่างรวดเร็ว หน้าของนายสาก บิดเบี้ยว สีออกเขียวอมเทา ด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด ไม่เหลือราคาโบทอกซ์ ที่ใช้เงินภาษีประชาชนจ่ายค่าฉีด นี่แค่เห็นแวบเดียว ของปีกเครื่องบินรัสเซียนะ ถ้าเห็นคุณพี่ปูตินของผม กล้ามแน่น ตัวเป็นๆเดินมา นายสากจะมีสภาพเป็นยังไง ผมไม่กล้านึกภาพ หลังจากสงครามจบลง ระหว่างการนั่งเจรจาเพื่อสันติ ภาพ ซึ่งฝ่ายตะวันตก ทำหน้าที่เป็นผู้ปกครอง เจรจาแทนนายสาก พิลึกดีนะครับ นักข่าวจากบีบีซี รายงานว่า ….นายสาก ออกอาการเหมือนคนใกล้จะเสียสติ ประสาทเสื่อม เขาคว้าปลายเนคไทสีแดง ที่เขาผูกอยู่ เอาเข้าปากแล้วเคี้ยว… มันคงอาการหนักจริงๆ ผมนึกไม่ออก ว่านายท่าน ที่ชาญฉลาด เลือกใช้คนนั้นคนนี้ ต้อนเข้าคอกไปทั่ว ทำไมถึงถั่วจัด เลือกใช้นายสาก หรือโบทอกซ์มันคุณภาพดี จนบดบังอย่างอื่น อันนี้ไปสอบถามคุณนายนูแลนด์กันเองนะ ผมไม่อยากละลาบละล้วงมากกว่านี้ นายสาก ให้คำเฉลยการเคี้ยวเนคไทของเขาภายหลังว่า ความกลัดกลุ้มเกี่ยวกับประเทศของตนเองมาก ก็สามารถทำให้คนเราเคี้ยวเนคไทได้นะ ผมก็นึกไปว่า ถ้าทฤษฏีนายสากมันเป็นไปได้ ลุงตู่ของผม ใส่เครื่องแบบทหาร หรือเครื่องแบบข้าราชการ ตอนชี้แจงหน้าจอ ก็ปลอดภัยเข้าทีดีนะครับ ผลของการเจรจา กองทัพรัสเซียหยุด 20 ไมล์ห่างจาก Tbilisi เมืองหลวงของจอร์เจีย และ อีก 2 เมือง Abkhazia และ South Ossetia ก็ประกาศตัวเป็นเอกราชจากจอร์เจีย แต่ ท่านประธานาธิบดีปูติน ไม่ลืมเรื่องเนคไท ” เก็บเนคไทไปให้พ้นหูพ้นตานะ ถ้าพวกคุณจะเชิญนายสากมากินข้าวเย็นด้วย” นายปูตินพูด เมื่อ ปี 2009 กับฝ่ายตรงข้ามกับเขาเกี่ยวกับยูเครน ในตอนนั้น คือ ประธานาธิบดี Victor Yushchenko และนายกรัฐมนตรี Yulia Timoshenko “เดี๋ยวนี้มันราคาแพงนะ และเขาอาจจะกินหมด” ตลกร้ายจริงคุณพี่ปูติน สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 18 มิ.ย. 2558
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 1334 มุมมอง 0 รีวิว
  • หลุม ตอนที่ 5
    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “หลุม”

    ตอน 5 (จบ)

    รายการขุดหลุมของฝั่งยูเครน นอกจากใช้ยาโด๊ป เกรด 2 เกรด 3 ที่วางขายกันอย่างโจ๊งครึ่มแล้ว รายนาย Saak ที่ไปเอามาเป็น ผู้ว่าการแคว้นโอเดสสา ดูเหมือนจะไม่ได้มาตัวเปล่า และภาระกิจของเขา น่าจะอยู่ตำแหน่งหัวไม้ขีดจุดชนวนได้

    ตั้งแต่ตอน นาย Saak รับใบสั่งให้เป็นประธานาธิบดีจอร์เจีย คนออกใบสั่งมีของขวัญแถมมาให้อุ่นใจ เป็นหน่วยรบปฏิบัติการพิเศษมอสสาด จากอิสราเอล จำนวนหนึ่งพันคน เอามาฝึกทหารจอร์เจีย ข่าวว่าฝึกเสร็จแล้วก็ไม่ได้กลับอิสราเอล ยังนั่งล้อมวงจั่วไพ่อยู่ในจอร์เจียต่อ… เอะ ทำไมมันเหมือนกันหมด พวกที่เข้ามาฝึกๆๆๆ แล้วไม่ออกไป หรือออกไปน้อยกว่าตอนเข้ามานี่ คุ้นๆครับ

    คราวนี้ เมื่อนาย Saak มารับตำแหน่งผู้ว่าการแคว้นโอเดสสา แกคงจะเป็นห่วงของแถมจากอิสราเอล กลัวจะเหงาจับเจ่าอยู่ในจอร์เจีย เลยขนติดตัวมาที่โอเดสสาด้วยทั้งกองพันนั่นแหละ เรื่องนี้จึงเป็นที่จับตามอง เอามาทำไมกัน เอาไว้เตรียมสู้กับทหารรัสเซียพันกว่าคน ที่ประจำอยู่ทรานนิสเตรีย เผื่อเป็นเด็กดื้อ เดินผ่านเข้ามาในยูเครนอย่างนั้นหรือ

    สื่อทั้งเล็กทั้งใหญ่ต่างวิเคราะห์ว่า ยูเครนเดินหมากแบบนี้ น่าจะเป็นชนวนให้เกิดเรื่องใหญ่ เป็นการบีบไข่รัสเซียให้หน้าเขียวได้ ถ้ารัสเซียไม่ช่วย สาวร่างบางทรานนิสเตรีย ก็เสียชื่อลูกพี่ใหญ่ตายชัก แต่ถ้าตัดสินใจลุย ก็ไม่แคล้ว ต้องมีเรื่องกับยูเครน ไม่รู้รอบที่เท่าไหร่ ยังมีมอนโดวา คอยแยงอีก โฮ้ย คราวนี้ คุณพี่ปูของผม คงหน้าเหี่ยวหล่อลดลงไปนิดหน่อย

    แม้จะมีทั้งยาโด๊ป ของแถม แต่ผมว่า นายช๊อกโกแลต ยังไงก็ไม่น่าจะทะเล่อทะล่า คิดวางแผนขุดหลุม ขุดบ่อล่อให้คุณพี่ปูตินเดินตกหลุมง่ายๆ อย่างนั้นนะ เสียชื่อมาถึงแฟนคลับหมด ยูเครนมีกำลังอะไรไปสู้รัสเซีย กระดูกเบอร์ห่างเป็นคืบ ยูเครนถูกต้มซ้ำซาก ดักดานไม่เข็ด เดือดร้อนมาถึงประชาชนของตน เจ็บตาย จากแรงยุ ดูจากยาโด๊ปแต่ละรายการมาจากไหน ก็แหล่งเดียวกันทั้งนั้น
    อเมริกา นักล่าใบตองแห้ง พยายามจะฮุบเอายูเครน ที่พลเมืองแบ่งเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งอยากไปอยู่กับรัสเสีย อีกฝ่ายอยากไปอยู่กับอียู ให้มาอยู่กับอียูทั้งหมด หรือจริงๆ ก็คือ อยู่ฝ่ายอเมริกานั่นแหละ เพราะรู้ว่ายูเครนเป็นจุดสำคัญกับรัสเซียทางด้านยุทธสาศตร์ อเมริกาพยายามมาหลายรอบ รอบสุดท้ายก็คือต้นปีที่แล้ว 2014 ก็ยังไม่สำเร็จ ยังค้างคาไม่รู้หมู่รู้จ่าเหมือนเดิม อเมริกาใช้วิธียุให้มีการประท้วงเผาเมือง โดยส่งคนไปวางแผน ก็นางเหยี่ยว Nuland นั่นแหละ รวมทั้งส่งคนไปร่วมปฏิบัติการ แล้วก็ไม่สำเร็จ (มีรายละเอียดที่น่าจะทำให้เข้าใจเรื่องมากขึ้น อยู่ในนิทานเรื่อง รุกคืบ หรือรุกฆาต และนิทานเรื่อง แกะรอยสงครามโลกครั้งที่ 3 ครับ )

    ใช้วิธียุให้เขาตีกัน ยังไม่ได้เรื่องตามต้องการ อเมริกาเปลี่ยนมาใช้วิธีหาเรื่องคว่ำบาตรรัสเซียไปเรื่อยๆก่อน แต่ที่อเมริกายังไม่มีที่ท่าว่าจะใช้ ไม่ว่าแบบเบาหรือหนัก คือ กดดันรัสเซียด้วยกองกำลังของนาโต้ เสือฟันหรอ จะว่า อเมริกาเกิดรักสงบ มันก็ผิดสันดานนักล่าใบตองแห้งมากไปหน่อย ก็น่าสงสัยว่า คงใช้นาโต้ไปไล่งับแล้ว แต่คงงับคุณพี่ปูเขาไม่เข้า ก็เสือมันฟันหรอ จะไปทำอะไรได้ เอะ … แล้วกองกำลังของอเมริกาเองล่ะ พร้อมหรือเปล่า ไม่เห็นออกข่าวมาบ้างเลย อุบไต๋เงียบเลยนะพี่

    แผนใช้เด็กๆไปขุดหลุม กะให้คุณพี่ปูเลือดขึ้นหน้า ยกทัพกรีฑามาบดขยี้ยูเครน เปิดโอกาสให้อเมริกาและชาวโลกชี้ หน้าประณามรัสเซียว่า เห็นมั้ย รัสเซียนักเลงโต แสดงความก้าวร้าวอีกแล้ว ยึดไครเมียไม่พอ จะต้องยึดยูเครนให้ได้ เรื่องแบบนี้สื่อใส่สี น่าจะเตรียมพาดหัวข่าวรอไว้ด้วยซ้ำ

    การใช้วิธีขุดหลุมล่อแบบนี้ กองกำลังของอเมริกาเอง “ควร” จะต้องพร้อม เพราะถ้ารัสเซียเกิดเลือดฝาดขึ้นหน้า ไม่สนใจหลุมลึก หลุมตื้น เดินลุยใส่ อเมริกาจะทำอย่างไร ลำพังกองทัพของนาโต้ เสือฟันหรอ ผมว่า เอารัสเซียยามนี้ไม่อยู่หรอก ต้องใช้กองกำลังของอเมริกามาร่วมด้วย

    กองเรือของอเมริกาขณะนี้ ที่ใกล้ยูเครนที่สุด น่าจะเป็นที่ไปแอบซุ่มไว้แถวสวีเดน กับแถวแคนาดา ทางทะเลบอลติกเหนือนู่น กว่าจะยุรยาตรมายูเครน ไม่ทันแกงกินแน่ อเมริกาจึงน่าจะใช้การสกัดที่มา ทางอากาศมากกว่า เล่นแบบนั้น แปลว่า อเมริกา ” พร้อม” ก่อสงคราม.. ไม่ใช่แค่สงครามยูเครน แต่อาจลามเป็นสงครามโลกได้ อเมริกา “พร้อม” ไหม
    เพราะรัสเซียกับพวก คงไม่ยอมถูกเจาะกระบาลหัวฟรีๆ มันคงต้องมีการแลกของกันหน่อย

    ส่วนรัสเซีย น่าจะรู้อยู่แล้วว่า เขากำลังขุดหลุมล่อ และน่าจะรู้นานแล้วด้วย อย่าลืมว่า ยูเครนก็แดนเก่าของสหภาพโซเวียต ครึ่งหนึ่งของชาวยูเครน ก็ยังผูกพันกับรัสเซีย รัสเซียน่าจะนั่งรอด้วยซ้ำว่า เมื่อไหร่หลุมนี้ จะขุดเสร็จ และถ้าเป็นอย่างนั้น แสดงว่า รัสเซีย “พร้อม” รับมือกับหลุมล่อของอเมริกา
    ถ้าทั้ง 2 ฝ่าย พร้อม ที่จะเล่นยาวจนเป็นสงคราม เหตุการณ์ อาจจะทยอยเกิดในหลายภูมิภาค ตั้งแต่ยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเซีย เพราะอเมริกา จะไม่ปล่อยให้ฝั่งรัสเซีย มีการรวมตัวเพื่อส่งกำลังช่วยกัน โดยเฉพาะ ระหว่าง รัสเซีย จีน อิหร่าน เกาหลีเหนือแน่นอน อเมริกาจึงน่าจะเลือกใช้วิธี แยกจุดชนวนในภูมิภาคต่างๆ นั้น ให้เดือด ในเวลาใกล้เคียงกัน ให้แต่ละคนมัวแต่วุ่นวายอยู่กับเรื่องในบ้าน หรือใกล้บ้านตัวเอง

    และก็เป็นไปได้ว่า หลุมที่ขุดล่อนี้ อาจจะ “ฝ่อ” ไม่เป็นท่า ไม่ได้ผลทั้งฝ่ายอเมริกา ที่ไม่ “พร้อม” รบ เพราะเห็นว่า รัสเซีย ดัน “พร้อม” รับ และอาจจะรุกกลับ ถ้าเป็นอย่างนั้น เรื่องของสาวร่างบางทรานนิสเตรีย จะค่อยๆเงียบไปเอง และการตีปีบ น่าจะมีเริ่มใหม่ แต่เปลี่ยนสถานที่ ไล่ตีไปเรื่อยๆ เดี๋ยวพวกนักข่าวใส่สีจะตกงาน ของจริงคงต้องรอให้เรื่องอิหร่าน ญี่ปุ่น ลงตัวเสียก่อน เดือนมิถุนายนไปแล้วค่อยว่ากัน ส่วนบรรดาเสี่ยปั้มน้ำมันของผม ไม่ว่า ปั้มใหญ่ ปั้มเล็ก น่าจะต้องเตรียมอาชีพอื่นไว้รองรับบ้างนะครับเสี่ย

    ส่วนตัวผม เอนไปทางฝ่อนะ อเมริกา ณ ตอนนี้ น่าจะยังไม่พร้อมลุยกับคุณพี่ปูของผมหรอก คนเราถ้าพร้อม ไม่น่าตีปีบเอะอะ มาเงียบๆ มันกว่า

    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    15 มิ.ย. 2558
    หลุม ตอนที่ 5 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “หลุม” ตอน 5 (จบ) รายการขุดหลุมของฝั่งยูเครน นอกจากใช้ยาโด๊ป เกรด 2 เกรด 3 ที่วางขายกันอย่างโจ๊งครึ่มแล้ว รายนาย Saak ที่ไปเอามาเป็น ผู้ว่าการแคว้นโอเดสสา ดูเหมือนจะไม่ได้มาตัวเปล่า และภาระกิจของเขา น่าจะอยู่ตำแหน่งหัวไม้ขีดจุดชนวนได้ ตั้งแต่ตอน นาย Saak รับใบสั่งให้เป็นประธานาธิบดีจอร์เจีย คนออกใบสั่งมีของขวัญแถมมาให้อุ่นใจ เป็นหน่วยรบปฏิบัติการพิเศษมอสสาด จากอิสราเอล จำนวนหนึ่งพันคน เอามาฝึกทหารจอร์เจีย ข่าวว่าฝึกเสร็จแล้วก็ไม่ได้กลับอิสราเอล ยังนั่งล้อมวงจั่วไพ่อยู่ในจอร์เจียต่อ… เอะ ทำไมมันเหมือนกันหมด พวกที่เข้ามาฝึกๆๆๆ แล้วไม่ออกไป หรือออกไปน้อยกว่าตอนเข้ามานี่ คุ้นๆครับ คราวนี้ เมื่อนาย Saak มารับตำแหน่งผู้ว่าการแคว้นโอเดสสา แกคงจะเป็นห่วงของแถมจากอิสราเอล กลัวจะเหงาจับเจ่าอยู่ในจอร์เจีย เลยขนติดตัวมาที่โอเดสสาด้วยทั้งกองพันนั่นแหละ เรื่องนี้จึงเป็นที่จับตามอง เอามาทำไมกัน เอาไว้เตรียมสู้กับทหารรัสเซียพันกว่าคน ที่ประจำอยู่ทรานนิสเตรีย เผื่อเป็นเด็กดื้อ เดินผ่านเข้ามาในยูเครนอย่างนั้นหรือ สื่อทั้งเล็กทั้งใหญ่ต่างวิเคราะห์ว่า ยูเครนเดินหมากแบบนี้ น่าจะเป็นชนวนให้เกิดเรื่องใหญ่ เป็นการบีบไข่รัสเซียให้หน้าเขียวได้ ถ้ารัสเซียไม่ช่วย สาวร่างบางทรานนิสเตรีย ก็เสียชื่อลูกพี่ใหญ่ตายชัก แต่ถ้าตัดสินใจลุย ก็ไม่แคล้ว ต้องมีเรื่องกับยูเครน ไม่รู้รอบที่เท่าไหร่ ยังมีมอนโดวา คอยแยงอีก โฮ้ย คราวนี้ คุณพี่ปูของผม คงหน้าเหี่ยวหล่อลดลงไปนิดหน่อย แม้จะมีทั้งยาโด๊ป ของแถม แต่ผมว่า นายช๊อกโกแลต ยังไงก็ไม่น่าจะทะเล่อทะล่า คิดวางแผนขุดหลุม ขุดบ่อล่อให้คุณพี่ปูตินเดินตกหลุมง่ายๆ อย่างนั้นนะ เสียชื่อมาถึงแฟนคลับหมด ยูเครนมีกำลังอะไรไปสู้รัสเซีย กระดูกเบอร์ห่างเป็นคืบ ยูเครนถูกต้มซ้ำซาก ดักดานไม่เข็ด เดือดร้อนมาถึงประชาชนของตน เจ็บตาย จากแรงยุ ดูจากยาโด๊ปแต่ละรายการมาจากไหน ก็แหล่งเดียวกันทั้งนั้น อเมริกา นักล่าใบตองแห้ง พยายามจะฮุบเอายูเครน ที่พลเมืองแบ่งเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งอยากไปอยู่กับรัสเสีย อีกฝ่ายอยากไปอยู่กับอียู ให้มาอยู่กับอียูทั้งหมด หรือจริงๆ ก็คือ อยู่ฝ่ายอเมริกานั่นแหละ เพราะรู้ว่ายูเครนเป็นจุดสำคัญกับรัสเซียทางด้านยุทธสาศตร์ อเมริกาพยายามมาหลายรอบ รอบสุดท้ายก็คือต้นปีที่แล้ว 2014 ก็ยังไม่สำเร็จ ยังค้างคาไม่รู้หมู่รู้จ่าเหมือนเดิม อเมริกาใช้วิธียุให้มีการประท้วงเผาเมือง โดยส่งคนไปวางแผน ก็นางเหยี่ยว Nuland นั่นแหละ รวมทั้งส่งคนไปร่วมปฏิบัติการ แล้วก็ไม่สำเร็จ (มีรายละเอียดที่น่าจะทำให้เข้าใจเรื่องมากขึ้น อยู่ในนิทานเรื่อง รุกคืบ หรือรุกฆาต และนิทานเรื่อง แกะรอยสงครามโลกครั้งที่ 3 ครับ ) ใช้วิธียุให้เขาตีกัน ยังไม่ได้เรื่องตามต้องการ อเมริกาเปลี่ยนมาใช้วิธีหาเรื่องคว่ำบาตรรัสเซียไปเรื่อยๆก่อน แต่ที่อเมริกายังไม่มีที่ท่าว่าจะใช้ ไม่ว่าแบบเบาหรือหนัก คือ กดดันรัสเซียด้วยกองกำลังของนาโต้ เสือฟันหรอ จะว่า อเมริกาเกิดรักสงบ มันก็ผิดสันดานนักล่าใบตองแห้งมากไปหน่อย ก็น่าสงสัยว่า คงใช้นาโต้ไปไล่งับแล้ว แต่คงงับคุณพี่ปูเขาไม่เข้า ก็เสือมันฟันหรอ จะไปทำอะไรได้ เอะ … แล้วกองกำลังของอเมริกาเองล่ะ พร้อมหรือเปล่า ไม่เห็นออกข่าวมาบ้างเลย อุบไต๋เงียบเลยนะพี่ แผนใช้เด็กๆไปขุดหลุม กะให้คุณพี่ปูเลือดขึ้นหน้า ยกทัพกรีฑามาบดขยี้ยูเครน เปิดโอกาสให้อเมริกาและชาวโลกชี้ หน้าประณามรัสเซียว่า เห็นมั้ย รัสเซียนักเลงโต แสดงความก้าวร้าวอีกแล้ว ยึดไครเมียไม่พอ จะต้องยึดยูเครนให้ได้ เรื่องแบบนี้สื่อใส่สี น่าจะเตรียมพาดหัวข่าวรอไว้ด้วยซ้ำ การใช้วิธีขุดหลุมล่อแบบนี้ กองกำลังของอเมริกาเอง “ควร” จะต้องพร้อม เพราะถ้ารัสเซียเกิดเลือดฝาดขึ้นหน้า ไม่สนใจหลุมลึก หลุมตื้น เดินลุยใส่ อเมริกาจะทำอย่างไร ลำพังกองทัพของนาโต้ เสือฟันหรอ ผมว่า เอารัสเซียยามนี้ไม่อยู่หรอก ต้องใช้กองกำลังของอเมริกามาร่วมด้วย กองเรือของอเมริกาขณะนี้ ที่ใกล้ยูเครนที่สุด น่าจะเป็นที่ไปแอบซุ่มไว้แถวสวีเดน กับแถวแคนาดา ทางทะเลบอลติกเหนือนู่น กว่าจะยุรยาตรมายูเครน ไม่ทันแกงกินแน่ อเมริกาจึงน่าจะใช้การสกัดที่มา ทางอากาศมากกว่า เล่นแบบนั้น แปลว่า อเมริกา ” พร้อม” ก่อสงคราม.. ไม่ใช่แค่สงครามยูเครน แต่อาจลามเป็นสงครามโลกได้ อเมริกา “พร้อม” ไหม เพราะรัสเซียกับพวก คงไม่ยอมถูกเจาะกระบาลหัวฟรีๆ มันคงต้องมีการแลกของกันหน่อย ส่วนรัสเซีย น่าจะรู้อยู่แล้วว่า เขากำลังขุดหลุมล่อ และน่าจะรู้นานแล้วด้วย อย่าลืมว่า ยูเครนก็แดนเก่าของสหภาพโซเวียต ครึ่งหนึ่งของชาวยูเครน ก็ยังผูกพันกับรัสเซีย รัสเซียน่าจะนั่งรอด้วยซ้ำว่า เมื่อไหร่หลุมนี้ จะขุดเสร็จ และถ้าเป็นอย่างนั้น แสดงว่า รัสเซีย “พร้อม” รับมือกับหลุมล่อของอเมริกา ถ้าทั้ง 2 ฝ่าย พร้อม ที่จะเล่นยาวจนเป็นสงคราม เหตุการณ์ อาจจะทยอยเกิดในหลายภูมิภาค ตั้งแต่ยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเซีย เพราะอเมริกา จะไม่ปล่อยให้ฝั่งรัสเซีย มีการรวมตัวเพื่อส่งกำลังช่วยกัน โดยเฉพาะ ระหว่าง รัสเซีย จีน อิหร่าน เกาหลีเหนือแน่นอน อเมริกาจึงน่าจะเลือกใช้วิธี แยกจุดชนวนในภูมิภาคต่างๆ นั้น ให้เดือด ในเวลาใกล้เคียงกัน ให้แต่ละคนมัวแต่วุ่นวายอยู่กับเรื่องในบ้าน หรือใกล้บ้านตัวเอง และก็เป็นไปได้ว่า หลุมที่ขุดล่อนี้ อาจจะ “ฝ่อ” ไม่เป็นท่า ไม่ได้ผลทั้งฝ่ายอเมริกา ที่ไม่ “พร้อม” รบ เพราะเห็นว่า รัสเซีย ดัน “พร้อม” รับ และอาจจะรุกกลับ ถ้าเป็นอย่างนั้น เรื่องของสาวร่างบางทรานนิสเตรีย จะค่อยๆเงียบไปเอง และการตีปีบ น่าจะมีเริ่มใหม่ แต่เปลี่ยนสถานที่ ไล่ตีไปเรื่อยๆ เดี๋ยวพวกนักข่าวใส่สีจะตกงาน ของจริงคงต้องรอให้เรื่องอิหร่าน ญี่ปุ่น ลงตัวเสียก่อน เดือนมิถุนายนไปแล้วค่อยว่ากัน ส่วนบรรดาเสี่ยปั้มน้ำมันของผม ไม่ว่า ปั้มใหญ่ ปั้มเล็ก น่าจะต้องเตรียมอาชีพอื่นไว้รองรับบ้างนะครับเสี่ย ส่วนตัวผม เอนไปทางฝ่อนะ อเมริกา ณ ตอนนี้ น่าจะยังไม่พร้อมลุยกับคุณพี่ปูของผมหรอก คนเราถ้าพร้อม ไม่น่าตีปีบเอะอะ มาเงียบๆ มันกว่า สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 15 มิ.ย. 2558
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 946 มุมมอง 0 รีวิว
Pages Boosts