0 Comments
0 Shares
3 Views
0
0 Reviews
Directory
Discover new people, create new connections and make new friends
- Please log in to like, share and comment!
- ทรัมป์ฉุนเอ็กซอนโมบิล ขู่ขวางไม่ให้เข้าลงทุนในเวเนซุเอลา หลังจากปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาซีอีโอบริษัทน้ำมันใหญ่ที่สุดของอเมริกาและของโลกแห่งนี้ บอกตรงๆว่าสภาพปัจจุบันของเวเนซุเอลาไม่สามารถที่จะเข้าไปลงทุนได้
.
อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9690000003561
#Sondhitalk #SondhiX #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #สนธิเล่าเรื่อง #Thaitimes #กัมพูชายิงก่อน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #CambodiaOpenedFire
ทรัมป์ฉุนเอ็กซอนโมบิล ขู่ขวางไม่ให้เข้าลงทุนในเวเนซุเอลา หลังจากปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาซีอีโอบริษัทน้ำมันใหญ่ที่สุดของอเมริกาและของโลกแห่งนี้ บอกตรงๆว่าสภาพปัจจุบันของเวเนซุเอลาไม่สามารถที่จะเข้าไปลงทุนได้ . อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9690000003561 #Sondhitalk #SondhiX #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #สนธิเล่าเรื่อง #Thaitimes #กัมพูชายิงก่อน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #CambodiaOpenedFire0 Comments 0 Shares 30 Views 0 Reviews1
- สหรัฐฯโวยวายใส่ รัสเซีย กรณีที่ใช้ขีปนาวุธศักยภาพติดหัวรบนิวเคลียร์ "โอเรชนิก" โจมตีใส่ยูเครน เรียกมันว่าเป็นการ "ยกระดับสถานการณ์ลุกลามที่หาเหตุผลไม่ได้" ทั้งนี้เสียงประณามดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างการประชุมฉุกเฉินของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ
.
อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9690000003565
#Sondhitalk #SondhiX #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #สนธิเล่าเรื่อง #Thaitimes #กัมพูชายิงก่อน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #CambodiaOpenedFire
สหรัฐฯโวยวายใส่ รัสเซีย กรณีที่ใช้ขีปนาวุธศักยภาพติดหัวรบนิวเคลียร์ "โอเรชนิก" โจมตีใส่ยูเครน เรียกมันว่าเป็นการ "ยกระดับสถานการณ์ลุกลามที่หาเหตุผลไม่ได้" ทั้งนี้เสียงประณามดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างการประชุมฉุกเฉินของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ . อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9690000003565 #Sondhitalk #SondhiX #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #สนธิเล่าเรื่อง #Thaitimes #กัมพูชายิงก่อน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #CambodiaOpenedFire0 Comments 0 Shares 26 Views 0 Reviews - กัมพูชาจะไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงใดๆทางดินแดนใดๆอันเป็นผลจากการใช้กำลัง ความเคลื่อนไหวแสดงท่าทีแข็งกร้าว แต่ขณะเดียวกันก็เป็นการส่งสัญญาณเร่งเร้าอยากเจรจาคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (Joint Boundary Commission: JBC) โดยเร็ว หลังจากไทยเลื่อนการเจรจาออกไป เนื่องจากติดเลือกตั้ง
.
อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9690000003566
#Sondhitalk #SondhiX #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #สนธิเล่าเรื่อง #Thaitimes #กัมพูชายิงก่อน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #CambodiaOpenedFire
กัมพูชาจะไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงใดๆทางดินแดนใดๆอันเป็นผลจากการใช้กำลัง ความเคลื่อนไหวแสดงท่าทีแข็งกร้าว แต่ขณะเดียวกันก็เป็นการส่งสัญญาณเร่งเร้าอยากเจรจาคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (Joint Boundary Commission: JBC) โดยเร็ว หลังจากไทยเลื่อนการเจรจาออกไป เนื่องจากติดเลือกตั้ง . อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9690000003566 #Sondhitalk #SondhiX #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #สนธิเล่าเรื่อง #Thaitimes #กัมพูชายิงก่อน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #CambodiaOpenedFire0 Comments 0 Shares 30 Views 0 Reviews - FENGSHUI DAILY
อัพเดตทุกวัน ที่นี่ที่เดียว
สีเสริมดวง เสริมความเฮง
ทิศมงคล เวลามงคล
อย่าลืมดูกัน เมื่อเริ่มวันใหม่
วันพุธที่ 14 เดือนมกราคม พ.ศ.2569
___________________________________
FengshuiBizDesigner
ฮวงจุ้ย...ออกแบบได้FENGSHUI DAILY อัพเดตทุกวัน ที่นี่ที่เดียว สีเสริมดวง เสริมความเฮง ทิศมงคล เวลามงคล อย่าลืมดูกัน เมื่อเริ่มวันใหม่ วันพุธที่ 14 เดือนมกราคม พ.ศ.2569 ___________________________________ FengshuiBizDesigner ฮวงจุ้ย...ออกแบบได้0 Comments 0 Shares 5 Views 0 Reviews - Google เร่งเปิด Quick Share รองรับ AirDrop บน Pixel 9 – ก้าวใหม่ของการแชร์ไฟล์ข้ามระบบ
การพัฒนาเพื่อทำลาย “กำแพงระบบปิด” ระหว่าง Android และ iOS ดูจะเดินหน้าเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้ เมื่อมีการค้นพบว่า Pixel 9 ได้ซ่อนฟีเจอร์ Quick Share เวอร์ชันใหม่ที่สามารถส่งไฟล์ไปยังอุปกรณ์ Apple ผ่าน AirDrop ได้แล้วภายในเฟิร์มแวร์ทดลอง แม้เดิมที Google ตั้งใจจะเปิดตัวความสามารถนี้พร้อม Pixel 10 แต่การปรากฏตัวก่อนกำหนดบ่งบอกถึงกลยุทธ์เร่งปล่อยฟีเจอร์เพื่อให้ผู้ใช้ได้รับประโยชน์เร็วขึ้น
ภายใน Android Canary build ล่าสุด นักพัฒนาได้พบสตริงโค้ดที่เกี่ยวข้องกับโปรโตคอล Quick Share แบบใหม่ ซึ่งจำเป็นต่อการส่งไฟล์ไปยัง iPhone การค้นพบนี้ชี้ว่าฟีเจอร์กำลังถูกเตรียมใช้งานบน Pixel 9 โดยเฉพาะรุ่นที่ใช้ชิป Tensor G4 ขณะที่ Pixel 8 และ Pixel 9a ยังไม่พบสัญญาณรองรับ ทำให้เกิดการคาดการณ์ว่าฟีเจอร์นี้อาจต้องการฮาร์ดแวร์ใหม่เพื่อทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ
นักวิเคราะห์หลายรายมองว่าการเปิดใช้งานจริงอาจเกิดขึ้นในอัปเดต Android 16 QPR3 หรืออาจเลื่อนไปถึง Android 17 ขึ้นอยู่กับความพร้อมของระบบนิเวศ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ Qualcomm ออกมาสนับสนุนอย่างชัดเจนว่าต้องการเห็นฟีเจอร์นี้บนอุปกรณ์ Snapdragon ด้วย ซึ่งหมายความว่าความสามารถในการแชร์ไฟล์ข้ามระบบอาจไม่ได้จำกัดเฉพาะ Pixel แต่จะขยายไปยังสมาร์ตโฟน Android จำนวนมากในอนาคต
หากฟีเจอร์นี้เปิดใช้งานจริง จะถือเป็นก้าวสำคัญของการเชื่อมต่อข้ามแพลตฟอร์ม ลดความยุ่งยากในการส่งไฟล์ระหว่าง Android และ iPhone ซึ่งเป็นปัญหาที่ผู้ใช้ทั่วโลกเผชิญมานาน และยังสะท้อนแรงกดดันจากหน่วยงานกำกับดูแลในหลายภูมิภาคที่ผลักดันให้ผู้ผลิตเปิดระบบให้ทำงานร่วมกันได้มากขึ้น
สรุปประเด็นสำคัญ
Google เตรียมปล่อย Quick Share รองรับ AirDrop บน Pixel 9
ฟีเจอร์ถูกพบในเฟิร์มแวร์ทดลองของ Pixel 9
เดิมทีตั้งใจเปิดตัวพร้อม Pixel 10 แต่เร่งปล่อยให้เร็วขึ้น
ฟีเจอร์อาจรองรับเฉพาะฮาร์ดแวร์ใหม่
พบเฉพาะในรุ่นที่ใช้ Tensor G4
Pixel 8 และ Pixel 9a ยังไม่พบสัญญาณรองรับ
อาจเปิดใช้งานจริงใน Android 16 QPR3 หรือ Android 17
ยังไม่มีกำหนดแน่ชัด ขึ้นอยู่กับความพร้อมของระบบ
Qualcomm สนับสนุนเต็มที่
บ่งบอกว่าฟีเจอร์นี้อาจมาถึงอุปกรณ์ Snapdragon จำนวนมาก
ประเด็นที่ควรระวัง
ความเข้ากันได้ของอุปกรณ์อาจไม่เท่ากัน
รุ่นเก่าอาจไม่ได้รับฟีเจอร์นี้แม้จะอัปเดตระบบ
ความปลอดภัยของการแชร์ไฟล์ข้ามระบบ
ต้องรอการยืนยันมาตรฐานความปลอดภัยจากทั้ง Google และ Apple
ความเสี่ยงด้านความเป็นส่วนตัว
การเปิดระบบให้ทำงานร่วมกันมากขึ้นอาจเพิ่มช่องโจมตีหากไม่มีการป้องกันที่ดี
https://securityonline.info/tearing-down-the-wall-google-brings-airdrop-support-to-the-pixel-9/📡 Google เร่งเปิด Quick Share รองรับ AirDrop บน Pixel 9 – ก้าวใหม่ของการแชร์ไฟล์ข้ามระบบ การพัฒนาเพื่อทำลาย “กำแพงระบบปิด” ระหว่าง Android และ iOS ดูจะเดินหน้าเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้ เมื่อมีการค้นพบว่า Pixel 9 ได้ซ่อนฟีเจอร์ Quick Share เวอร์ชันใหม่ที่สามารถส่งไฟล์ไปยังอุปกรณ์ Apple ผ่าน AirDrop ได้แล้วภายในเฟิร์มแวร์ทดลอง แม้เดิมที Google ตั้งใจจะเปิดตัวความสามารถนี้พร้อม Pixel 10 แต่การปรากฏตัวก่อนกำหนดบ่งบอกถึงกลยุทธ์เร่งปล่อยฟีเจอร์เพื่อให้ผู้ใช้ได้รับประโยชน์เร็วขึ้น ภายใน Android Canary build ล่าสุด นักพัฒนาได้พบสตริงโค้ดที่เกี่ยวข้องกับโปรโตคอล Quick Share แบบใหม่ ซึ่งจำเป็นต่อการส่งไฟล์ไปยัง iPhone การค้นพบนี้ชี้ว่าฟีเจอร์กำลังถูกเตรียมใช้งานบน Pixel 9 โดยเฉพาะรุ่นที่ใช้ชิป Tensor G4 ขณะที่ Pixel 8 และ Pixel 9a ยังไม่พบสัญญาณรองรับ ทำให้เกิดการคาดการณ์ว่าฟีเจอร์นี้อาจต้องการฮาร์ดแวร์ใหม่เพื่อทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ นักวิเคราะห์หลายรายมองว่าการเปิดใช้งานจริงอาจเกิดขึ้นในอัปเดต Android 16 QPR3 หรืออาจเลื่อนไปถึง Android 17 ขึ้นอยู่กับความพร้อมของระบบนิเวศ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ Qualcomm ออกมาสนับสนุนอย่างชัดเจนว่าต้องการเห็นฟีเจอร์นี้บนอุปกรณ์ Snapdragon ด้วย ซึ่งหมายความว่าความสามารถในการแชร์ไฟล์ข้ามระบบอาจไม่ได้จำกัดเฉพาะ Pixel แต่จะขยายไปยังสมาร์ตโฟน Android จำนวนมากในอนาคต หากฟีเจอร์นี้เปิดใช้งานจริง จะถือเป็นก้าวสำคัญของการเชื่อมต่อข้ามแพลตฟอร์ม ลดความยุ่งยากในการส่งไฟล์ระหว่าง Android และ iPhone ซึ่งเป็นปัญหาที่ผู้ใช้ทั่วโลกเผชิญมานาน และยังสะท้อนแรงกดดันจากหน่วยงานกำกับดูแลในหลายภูมิภาคที่ผลักดันให้ผู้ผลิตเปิดระบบให้ทำงานร่วมกันได้มากขึ้น 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Google เตรียมปล่อย Quick Share รองรับ AirDrop บน Pixel 9 ➡️ ฟีเจอร์ถูกพบในเฟิร์มแวร์ทดลองของ Pixel 9 ➡️ เดิมทีตั้งใจเปิดตัวพร้อม Pixel 10 แต่เร่งปล่อยให้เร็วขึ้น ✅ ฟีเจอร์อาจรองรับเฉพาะฮาร์ดแวร์ใหม่ ➡️ พบเฉพาะในรุ่นที่ใช้ Tensor G4 ➡️ Pixel 8 และ Pixel 9a ยังไม่พบสัญญาณรองรับ ✅ อาจเปิดใช้งานจริงใน Android 16 QPR3 หรือ Android 17 ➡️ ยังไม่มีกำหนดแน่ชัด ขึ้นอยู่กับความพร้อมของระบบ ✅ Qualcomm สนับสนุนเต็มที่ ➡️ บ่งบอกว่าฟีเจอร์นี้อาจมาถึงอุปกรณ์ Snapdragon จำนวนมาก ⚠️ ประเด็นที่ควรระวัง ‼️ ความเข้ากันได้ของอุปกรณ์อาจไม่เท่ากัน ⛔ รุ่นเก่าอาจไม่ได้รับฟีเจอร์นี้แม้จะอัปเดตระบบ ‼️ ความปลอดภัยของการแชร์ไฟล์ข้ามระบบ ⛔ ต้องรอการยืนยันมาตรฐานความปลอดภัยจากทั้ง Google และ Apple ‼️ ความเสี่ยงด้านความเป็นส่วนตัว ⛔ การเปิดระบบให้ทำงานร่วมกันมากขึ้นอาจเพิ่มช่องโจมตีหากไม่มีการป้องกันที่ดี https://securityonline.info/tearing-down-the-wall-google-brings-airdrop-support-to-the-pixel-9/SECURITYONLINE.INFOTearing Down the Wall: Google Brings AirDrop Support to the Pixel 9Pixel 9 is next in line for AirDrop support! New firmware leaks show Google is backporting the Pixel 10’s game-changing file-sharing bridge to older models.0 Comments 0 Shares 9 Views 0 Reviews - CISA เตือนด่วน! ช่องโหว่ร้ายแรงใน Gogs (CVE-2025-8110) ถูกโจมตีจริงแล้ว
ช่องโหว่ใหม่ที่ถูกจัดอยู่ในรายการ “Must-Patch” ของ CISA กำลังสร้างความกังวลในวงการ DevSecOps ทั่วโลก เนื่องจากเป็นช่องโหว่ที่ถูกใช้โจมตีจริงแล้ว และเกิดจากการ หลบเลี่ยงแพตช์เดิม ของช่องโหว่ RCE ก่อนหน้า ทำให้ระบบ Gogs ซึ่งเป็น Git service แบบ self‑hosted ที่นิยมใช้ในองค์กรจำนวนมากตกอยู่ในความเสี่ยงสูงอย่างยิ่ง
CVE-2025-8110 เป็นช่องโหว่แบบ symlink bypass ที่เปิดทางให้ผู้โจมตีที่มีสิทธิ์ระดับต่ำสามารถทำ path traversal เพื่อเขียนทับไฟล์นอกไดเรกทอรีที่กำหนดได้ ส่งผลให้สามารถหลุดออกจาก sandbox และรันโค้ดบนเซิร์ฟเวอร์ได้โดยตรง หากบัญชีผู้ใช้ถูกแฮกหรือถูกใช้โดยผู้ไม่หวังดี ระบบทั้งหมดอาจถูกยึดครองได้ทันที
ช่องโหว่นี้ถูกพบครั้งแรกในฐานะ zero‑day เมื่อเดือนกรกฎาคม 2025 และมีหลักฐานการโจมตีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จน CISA ต้องออกคำเตือนอย่างเป็นทางการ พร้อมกำหนดเส้นตายให้หน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ ต้องแพตช์หรือปิดระบบก่อนวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2026 เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการโจมตีอัตโนมัติที่สแกนหาเซิร์ฟเวอร์ Gogs บนอินเทอร์เน็ต
Gogs เป็นระบบที่เบาและติดตั้งง่าย จึงถูกใช้อย่างแพร่หลายทั้งในองค์กรและคลาวด์ แต่เพราะเป็นเครื่องมือร่วมงานที่มักเปิดให้เข้าถึงจากภายนอก ทำให้ตกเป็นเป้าหมายของผู้โจมตีได้ง่ายขึ้น ผู้ดูแลระบบจึงควรอัปเดตแพตช์ทันทีและจำกัดการเข้าถึงจากอินเทอร์เน็ตเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจลุกลามเป็นเหตุร้ายแรงต่อโครงสร้างพื้นฐานขององค์กร
สรุปประเด็นสำคัญ
CVE-2025-8110 เป็นช่องโหว่ที่ถูกโจมตีจริง
อยู่ในรายการ “Must-Patch” ของ CISA
เป็นการ bypass แพตช์เดิมของช่องโหว่ RCE
ช่องโหว่อนุญาตให้ผู้โจมตีรันโค้ดบนเซิร์ฟเวอร์
ใช้ symlink bypass + path traversal
ผู้ใช้สิทธิ์ต่ำก็สามารถโจมตีได้
พบการโจมตีตั้งแต่ปี 2025
ถูกจัดเป็น zero‑day โดย Wiz Research
มีหลักฐานการโจมตีเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
CISA กำหนดเส้นตายให้หน่วยงานรัฐแพตช์ก่อน 2 ก.พ. 2026
หากไม่แพตช์ต้องปิดระบบทันที
Gogs มักเปิดสู่สาธารณะ ทำให้เสี่ยงสูง
ประเด็นที่ควรระวัง
ความเสี่ยงจากการเปิด Gogs สู่สาธารณะ
ผู้โจมตีสามารถสแกนหาและโจมตีอัตโนมัติได้ง่าย
บัญชีผู้ใช้ระดับต่ำก็สร้างความเสียหายได้
หากถูกแฮก อาจนำไปสู่การยึดเซิร์ฟเวอร์ทั้งหมด
แพตช์เดิมไม่เพียงพอ
ช่องโหว่นี้เกิดจากการหลบเลี่ยงแพตช์ก่อนหน้า🚨 CISA เตือนด่วน! ช่องโหว่ร้ายแรงใน Gogs (CVE-2025-8110) ถูกโจมตีจริงแล้ว ช่องโหว่ใหม่ที่ถูกจัดอยู่ในรายการ “Must-Patch” ของ CISA กำลังสร้างความกังวลในวงการ DevSecOps ทั่วโลก เนื่องจากเป็นช่องโหว่ที่ถูกใช้โจมตีจริงแล้ว และเกิดจากการ หลบเลี่ยงแพตช์เดิม ของช่องโหว่ RCE ก่อนหน้า ทำให้ระบบ Gogs ซึ่งเป็น Git service แบบ self‑hosted ที่นิยมใช้ในองค์กรจำนวนมากตกอยู่ในความเสี่ยงสูงอย่างยิ่ง CVE-2025-8110 เป็นช่องโหว่แบบ symlink bypass ที่เปิดทางให้ผู้โจมตีที่มีสิทธิ์ระดับต่ำสามารถทำ path traversal เพื่อเขียนทับไฟล์นอกไดเรกทอรีที่กำหนดได้ ส่งผลให้สามารถหลุดออกจาก sandbox และรันโค้ดบนเซิร์ฟเวอร์ได้โดยตรง หากบัญชีผู้ใช้ถูกแฮกหรือถูกใช้โดยผู้ไม่หวังดี ระบบทั้งหมดอาจถูกยึดครองได้ทันที ช่องโหว่นี้ถูกพบครั้งแรกในฐานะ zero‑day เมื่อเดือนกรกฎาคม 2025 และมีหลักฐานการโจมตีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จน CISA ต้องออกคำเตือนอย่างเป็นทางการ พร้อมกำหนดเส้นตายให้หน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ ต้องแพตช์หรือปิดระบบก่อนวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2026 เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการโจมตีอัตโนมัติที่สแกนหาเซิร์ฟเวอร์ Gogs บนอินเทอร์เน็ต Gogs เป็นระบบที่เบาและติดตั้งง่าย จึงถูกใช้อย่างแพร่หลายทั้งในองค์กรและคลาวด์ แต่เพราะเป็นเครื่องมือร่วมงานที่มักเปิดให้เข้าถึงจากภายนอก ทำให้ตกเป็นเป้าหมายของผู้โจมตีได้ง่ายขึ้น ผู้ดูแลระบบจึงควรอัปเดตแพตช์ทันทีและจำกัดการเข้าถึงจากอินเทอร์เน็ตเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจลุกลามเป็นเหตุร้ายแรงต่อโครงสร้างพื้นฐานขององค์กร 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ CVE-2025-8110 เป็นช่องโหว่ที่ถูกโจมตีจริง ➡️ อยู่ในรายการ “Must-Patch” ของ CISA ➡️ เป็นการ bypass แพตช์เดิมของช่องโหว่ RCE ✅ ช่องโหว่อนุญาตให้ผู้โจมตีรันโค้ดบนเซิร์ฟเวอร์ ➡️ ใช้ symlink bypass + path traversal ➡️ ผู้ใช้สิทธิ์ต่ำก็สามารถโจมตีได้ ✅ พบการโจมตีตั้งแต่ปี 2025 ➡️ ถูกจัดเป็น zero‑day โดย Wiz Research ➡️ มีหลักฐานการโจมตีเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ✅ CISA กำหนดเส้นตายให้หน่วยงานรัฐแพตช์ก่อน 2 ก.พ. 2026 ➡️ หากไม่แพตช์ต้องปิดระบบทันที ➡️ Gogs มักเปิดสู่สาธารณะ ทำให้เสี่ยงสูง ⚠️ ประเด็นที่ควรระวัง ‼️ ความเสี่ยงจากการเปิด Gogs สู่สาธารณะ ⛔ ผู้โจมตีสามารถสแกนหาและโจมตีอัตโนมัติได้ง่าย ‼️ บัญชีผู้ใช้ระดับต่ำก็สร้างความเสียหายได้ ⛔ หากถูกแฮก อาจนำไปสู่การยึดเซิร์ฟเวอร์ทั้งหมด ‼️ แพตช์เดิมไม่เพียงพอ ⛔ ช่องโหว่นี้เกิดจากการหลบเลี่ยงแพตช์ก่อนหน้า0 Comments 0 Shares 7 Views 0 Reviews - Angular เตือนด่วน! ช่องโหว่ร้ายแรงใน SVG (CVE-2026-22610) เปิดทาง XSS บนเว็บแอป
ช่องโหว่ใหม่ที่ถูกจัดระดับความรุนแรงสูงใน Angular กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับนักพัฒนาเว็บทั่วโลก ช่องโหว่นี้ถูกระบุเป็น CVE-2026-22610 และมีคะแนนความรุนแรง CVSS 8.5 ซึ่งถือว่าสูงมาก เนื่องจากเปิดโอกาสให้ผู้โจมตีสามารถ ฉีดโค้ด JavaScript (XSS) ผ่านการจัดการ SVG ที่ผิดพลาดภายใน Angular Template Compiler ฟีเจอร์ SVG ที่ดูเหมือนไม่อันตราย กลับกลายเป็นช่องทางให้โค้ดอันตรายเล็ดลอดผ่านระบบป้องกันของ Angular ได้
ปัญหานี้เกิดจากการที่ Angular ไม่รู้จักความเสี่ยงของ attribute บางตัวใน <script> ของ SVG เช่น href และ xlink:href ซึ่งควรถูกจัดการในบริบท Resource URL ที่มีความเสี่ยงสูง แต่ Angular กลับมองว่าเป็นเพียง string ธรรมดา ทำให้ผู้โจมตีสามารถใช้ template binding เช่น [attr.href]="userInput" เพื่อส่ง payload อันตราย เช่น data:text/javascript หรือสคริปต์จากภายนอกเข้าสู่ระบบได้โดยตรง
ผลกระทบของการโจมตีนี้รุนแรงมาก เพราะเมื่อโค้ดถูกฉีดเข้าไปในเบราว์เซอร์ของเหยื่อ ผู้โจมตีสามารถทำได้ตั้งแต่ ขโมย session, ดึงข้อมูลสำคัญ, ไปจนถึง สั่งให้เบราว์เซอร์ทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต เช่น ส่งฟอร์ม หรือคลิกปุ่มต่าง ๆ โดยที่ผู้ใช้ไม่รู้ตัว ช่องโหว่นี้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อแอปมีการใช้ <script> ภายใน SVG และผูกค่าจากผู้ใช้เข้ากับ attribute เหล่านี้โดยตรง
ทีม Angular ได้ออกแพตช์แก้ไขแล้วในหลายเวอร์ชัน ได้แก่ 19.2.18, 20.3.16, 21.0.7 และ 21.1.0-rc.0 พร้อมคำแนะนำให้หยุดใช้ dynamic binding กับ SVG <script> ทันที หากจำเป็นต้องใช้จริง ๆ ต้องตรวจสอบ input อย่างเข้มงวดด้วย allowlist เพื่อป้องกัน payload อันตรายไม่ให้หลุดรอดเข้าไปใน template
สรุปประเด็นสำคัญ
CVE-2026-22610 เป็นช่องโหว่ XSS รุนแรงใน Angular
เกิดจากการจัดการ SVG <script> ผิดพลาด
คะแนน CVSS สูงถึง 8.5
เกิดจากการ misclassify ของ Angular Template Compiler
href และ xlink:href ไม่ถูกจัดเป็น Resource URL
เปิดทางให้ payload อันตรายผ่าน template binding
ผลกระทบของการโจมตีรุนแรง
ขโมย session และข้อมูลสำคัญ
บังคับให้เบราว์เซอร์ทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต
มีแพตช์ออกแล้วหลายเวอร์ชัน
19.2.18 / 20.3.16 / 21.0.7 / 21.1.0-rc.0
แนะนำให้หยุดใช้ dynamic binding กับ SVG <script>
ประเด็นที่ควรระวัง
แอปที่ใช้ SVG <script> เสี่ยงสูงมาก
หากผูกค่าจากผู้ใช้โดยตรง อาจถูกโจมตีทันที
การ sanitize ของ Angular ไม่ครอบคลุมกรณีนี้
นักพัฒนาที่คิดว่าระบบป้องกันของ Angular เพียงพออาจเข้าใจผิด
การตรวจสอบ input ต้องเข้มงวด
ห้ามปล่อยให้ URL หรือ data URI จากผู้ใช้เข้าสู่ template โดยไม่กรอง
https://securityonline.info/angular-security-alert-high-severity-svg-flaw-cve-2026-22610-exposes-apps-to-xss/🛡️ Angular เตือนด่วน! ช่องโหว่ร้ายแรงใน SVG (CVE-2026-22610) เปิดทาง XSS บนเว็บแอป ช่องโหว่ใหม่ที่ถูกจัดระดับความรุนแรงสูงใน Angular กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับนักพัฒนาเว็บทั่วโลก ช่องโหว่นี้ถูกระบุเป็น CVE-2026-22610 และมีคะแนนความรุนแรง CVSS 8.5 ซึ่งถือว่าสูงมาก เนื่องจากเปิดโอกาสให้ผู้โจมตีสามารถ ฉีดโค้ด JavaScript (XSS) ผ่านการจัดการ SVG ที่ผิดพลาดภายใน Angular Template Compiler ฟีเจอร์ SVG ที่ดูเหมือนไม่อันตราย กลับกลายเป็นช่องทางให้โค้ดอันตรายเล็ดลอดผ่านระบบป้องกันของ Angular ได้ ปัญหานี้เกิดจากการที่ Angular ไม่รู้จักความเสี่ยงของ attribute บางตัวใน <script> ของ SVG เช่น href และ xlink:href ซึ่งควรถูกจัดการในบริบท Resource URL ที่มีความเสี่ยงสูง แต่ Angular กลับมองว่าเป็นเพียง string ธรรมดา ทำให้ผู้โจมตีสามารถใช้ template binding เช่น [attr.href]="userInput" เพื่อส่ง payload อันตราย เช่น data:text/javascript หรือสคริปต์จากภายนอกเข้าสู่ระบบได้โดยตรง ผลกระทบของการโจมตีนี้รุนแรงมาก เพราะเมื่อโค้ดถูกฉีดเข้าไปในเบราว์เซอร์ของเหยื่อ ผู้โจมตีสามารถทำได้ตั้งแต่ ขโมย session, ดึงข้อมูลสำคัญ, ไปจนถึง สั่งให้เบราว์เซอร์ทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต เช่น ส่งฟอร์ม หรือคลิกปุ่มต่าง ๆ โดยที่ผู้ใช้ไม่รู้ตัว ช่องโหว่นี้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อแอปมีการใช้ <script> ภายใน SVG และผูกค่าจากผู้ใช้เข้ากับ attribute เหล่านี้โดยตรง ทีม Angular ได้ออกแพตช์แก้ไขแล้วในหลายเวอร์ชัน ได้แก่ 19.2.18, 20.3.16, 21.0.7 และ 21.1.0-rc.0 พร้อมคำแนะนำให้หยุดใช้ dynamic binding กับ SVG <script> ทันที หากจำเป็นต้องใช้จริง ๆ ต้องตรวจสอบ input อย่างเข้มงวดด้วย allowlist เพื่อป้องกัน payload อันตรายไม่ให้หลุดรอดเข้าไปใน template 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ CVE-2026-22610 เป็นช่องโหว่ XSS รุนแรงใน Angular ➡️ เกิดจากการจัดการ SVG <script> ผิดพลาด ➡️ คะแนน CVSS สูงถึง 8.5 ✅ เกิดจากการ misclassify ของ Angular Template Compiler ➡️ href และ xlink:href ไม่ถูกจัดเป็น Resource URL ➡️ เปิดทางให้ payload อันตรายผ่าน template binding ✅ ผลกระทบของการโจมตีรุนแรง ➡️ ขโมย session และข้อมูลสำคัญ ➡️ บังคับให้เบราว์เซอร์ทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต ✅ มีแพตช์ออกแล้วหลายเวอร์ชัน ➡️ 19.2.18 / 20.3.16 / 21.0.7 / 21.1.0-rc.0 ➡️ แนะนำให้หยุดใช้ dynamic binding กับ SVG <script> ⚠️ ประเด็นที่ควรระวัง ‼️ แอปที่ใช้ SVG <script> เสี่ยงสูงมาก ⛔ หากผูกค่าจากผู้ใช้โดยตรง อาจถูกโจมตีทันที ‼️ การ sanitize ของ Angular ไม่ครอบคลุมกรณีนี้ ⛔ นักพัฒนาที่คิดว่าระบบป้องกันของ Angular เพียงพออาจเข้าใจผิด ‼️ การตรวจสอบ input ต้องเข้มงวด ⛔ ห้ามปล่อยให้ URL หรือ data URI จากผู้ใช้เข้าสู่ template โดยไม่กรอง https://securityonline.info/angular-security-alert-high-severity-svg-flaw-cve-2026-22610-exposes-apps-to-xss/SECURITYONLINE.INFOAngular Security Alert: High-Severity SVG Flaw CVE-2026-22610 Exposes Apps to XSSAngular CVE-2026-22610 (CVSS 8.5) allows XSS via SVG script attributes. Update to v21.0.7 or v20.3.16 immediately to secure your apps.0 Comments 0 Shares 9 Views 0 Reviews - Pacman อาจถูกแทนที่ด้วย ALPM เวอร์ชัน Rust – การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ Arch Linux
โปรเจกต์ใหม่ที่ชื่อว่า ALPM (Arch Linux Package Management) กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในชุมชน Arch Linux เพราะมันถูกพัฒนาด้วยภาษา Rust ทั้งหมด และมีความสามารถที่ดูเหมือนจะเข้ามาแทนที่ Pacman ในอนาคต แม้ทีมพัฒนายังไม่ประกาศอย่างเป็นทางการ แต่ความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นในช่วง 15 เดือนที่ผ่านมา—ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจาก Sovereign Tech Fund—ทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า Pacman อาจ “เก่าเกินไป” แล้วหรือไม่
ALPM ไม่ได้เป็นเพียงตัวจัดการแพ็กเกจใหม่ แต่เป็นชุดของ ไลบรารี + เครื่องมือ ที่ออกแบบมาให้รองรับทุกส่วนของระบบจัดการแพ็กเกจของ Arch Linux ตั้งแต่สเปกของฟอร์แมตแพ็กเกจ ไปจนถึงระบบตรวจสอบลายเซ็นและความถูกต้องของไฟล์จัดจำหน่าย จุดที่น่าสนใจคือ ALPM ใช้ dual-license (MIT + Apache 2.0) ซึ่งต่างจาก Pacman ที่ใช้ GPL ทำให้ ALPM สามารถถูกนำไปใช้ในซอฟต์แวร์เชิงพาณิชย์ได้ง่ายกว่า
แม้จะยังไม่มีการประกาศว่าจะ “แทนที่ Pacman” แต่ความเข้ากันได้ย้อนหลัง (backward compatibility) ทำให้หลายคนคาดว่า Arch อาจใช้แนวทางเดียวกับ Ubuntu ที่เปลี่ยนไปใช้ sudo-rs โดยที่ผู้ใช้ยังคงพิมพ์คำสั่งเดิม แต่เบื้องหลังทำงานด้วยระบบใหม่ที่ปลอดภัยกว่าและทันสมัยกว่า หาก ALPM ถูกนำมาใช้จริง ผู้ใช้ Arch อาจไม่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมใด ๆ แต่ได้ประโยชน์จากระบบที่เสถียรและปลอดภัยขึ้น
การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนภาพใหญ่ของโลก Linux ที่กำลังหันมาใช้ Rust เพื่อเพิ่มความปลอดภัยของระบบพื้นฐานมากขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่ systemd, sudo-rs, ไปจนถึงส่วนประกอบของ kernel เอง การที่ Pacman อาจถูกแทนที่ด้วย ALPM จึงไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย แต่เป็นสัญญาณของยุคใหม่ที่เน้นความปลอดภัยและความทันสมัยของโค้ดเป็นหลัก
สรุปประเด็นสำคัญ
ALPM ถูกพัฒนาด้วย Rust และมีความก้าวหน้ามาก
ได้รับทุนสนับสนุน 15 เดือนจาก Sovereign Tech Fund
ครอบคลุมตั้งแต่สเปกแพ็กเกจจนถึงระบบตรวจสอบความถูกต้อง
อาจเป็นตัวแทน Pacman ในอนาคต
มีความเข้ากันได้ย้อนหลัง
แนวโน้มคล้ายการเปลี่ยนไปใช้ sudo-rs บน Ubuntu
ความแตกต่างด้านลิขสิทธิ์สำคัญมาก
Pacman ใช้ GPL แบบ copyleft
ALPM ใช้ MIT + Apache 2.0 ที่ยืดหยุ่นกว่า
เป็นส่วนหนึ่งของกระแส Rustization ในโลก Linux
เพิ่มความปลอดภัย ลดช่องโหว่จาก memory safety
สอดคล้องกับทิศทางของโปรเจกต์ใหญ่หลายตัว
ประเด็นที่ควรระวัง
การเปลี่ยนระบบจัดการแพ็กเกจอาจมีผลกระทบต่อ ecosystem
เครื่องมือเสริมที่พึ่งพา Pacman อาจต้องปรับตัว
ความเข้ากันได้อาจไม่สมบูรณ์ในช่วงแรก
อาจเกิดบั๊กหรือพฤติกรรมไม่ตรงกับ Pacman 100%
การเปลี่ยนลิขสิทธิ์อาจสร้างความกังวลในชุมชน
บางคนอาจไม่ชอบการย้ายจาก GPL ไปเป็น MIT/Apache
https://itsfoss.com/news/pacman-rust-treatment/🧰 Pacman อาจถูกแทนที่ด้วย ALPM เวอร์ชัน Rust – การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ Arch Linux โปรเจกต์ใหม่ที่ชื่อว่า ALPM (Arch Linux Package Management) กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในชุมชน Arch Linux เพราะมันถูกพัฒนาด้วยภาษา Rust ทั้งหมด และมีความสามารถที่ดูเหมือนจะเข้ามาแทนที่ Pacman ในอนาคต แม้ทีมพัฒนายังไม่ประกาศอย่างเป็นทางการ แต่ความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นในช่วง 15 เดือนที่ผ่านมา—ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจาก Sovereign Tech Fund—ทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า Pacman อาจ “เก่าเกินไป” แล้วหรือไม่ ALPM ไม่ได้เป็นเพียงตัวจัดการแพ็กเกจใหม่ แต่เป็นชุดของ ไลบรารี + เครื่องมือ ที่ออกแบบมาให้รองรับทุกส่วนของระบบจัดการแพ็กเกจของ Arch Linux ตั้งแต่สเปกของฟอร์แมตแพ็กเกจ ไปจนถึงระบบตรวจสอบลายเซ็นและความถูกต้องของไฟล์จัดจำหน่าย จุดที่น่าสนใจคือ ALPM ใช้ dual-license (MIT + Apache 2.0) ซึ่งต่างจาก Pacman ที่ใช้ GPL ทำให้ ALPM สามารถถูกนำไปใช้ในซอฟต์แวร์เชิงพาณิชย์ได้ง่ายกว่า แม้จะยังไม่มีการประกาศว่าจะ “แทนที่ Pacman” แต่ความเข้ากันได้ย้อนหลัง (backward compatibility) ทำให้หลายคนคาดว่า Arch อาจใช้แนวทางเดียวกับ Ubuntu ที่เปลี่ยนไปใช้ sudo-rs โดยที่ผู้ใช้ยังคงพิมพ์คำสั่งเดิม แต่เบื้องหลังทำงานด้วยระบบใหม่ที่ปลอดภัยกว่าและทันสมัยกว่า หาก ALPM ถูกนำมาใช้จริง ผู้ใช้ Arch อาจไม่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมใด ๆ แต่ได้ประโยชน์จากระบบที่เสถียรและปลอดภัยขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนภาพใหญ่ของโลก Linux ที่กำลังหันมาใช้ Rust เพื่อเพิ่มความปลอดภัยของระบบพื้นฐานมากขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่ systemd, sudo-rs, ไปจนถึงส่วนประกอบของ kernel เอง การที่ Pacman อาจถูกแทนที่ด้วย ALPM จึงไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย แต่เป็นสัญญาณของยุคใหม่ที่เน้นความปลอดภัยและความทันสมัยของโค้ดเป็นหลัก 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ALPM ถูกพัฒนาด้วย Rust และมีความก้าวหน้ามาก ➡️ ได้รับทุนสนับสนุน 15 เดือนจาก Sovereign Tech Fund ➡️ ครอบคลุมตั้งแต่สเปกแพ็กเกจจนถึงระบบตรวจสอบความถูกต้อง ✅ อาจเป็นตัวแทน Pacman ในอนาคต ➡️ มีความเข้ากันได้ย้อนหลัง ➡️ แนวโน้มคล้ายการเปลี่ยนไปใช้ sudo-rs บน Ubuntu ✅ ความแตกต่างด้านลิขสิทธิ์สำคัญมาก ➡️ Pacman ใช้ GPL แบบ copyleft ➡️ ALPM ใช้ MIT + Apache 2.0 ที่ยืดหยุ่นกว่า ✅ เป็นส่วนหนึ่งของกระแส Rustization ในโลก Linux ➡️ เพิ่มความปลอดภัย ลดช่องโหว่จาก memory safety ➡️ สอดคล้องกับทิศทางของโปรเจกต์ใหญ่หลายตัว ⚠️ ประเด็นที่ควรระวัง ‼️ การเปลี่ยนระบบจัดการแพ็กเกจอาจมีผลกระทบต่อ ecosystem ⛔ เครื่องมือเสริมที่พึ่งพา Pacman อาจต้องปรับตัว ‼️ ความเข้ากันได้อาจไม่สมบูรณ์ในช่วงแรก ⛔ อาจเกิดบั๊กหรือพฤติกรรมไม่ตรงกับ Pacman 100% ‼️ การเปลี่ยนลิขสิทธิ์อาจสร้างความกังวลในชุมชน ⛔ บางคนอาจไม่ชอบการย้ายจาก GPL ไปเป็น MIT/Apache https://itsfoss.com/news/pacman-rust-treatment/ITSFOSS.COMBTW, Arch Users! Pacman Might Be Getting a Rust ReplacementThe Rust-based ALPM project is looking suspiciously like Pacman's replacement.0 Comments 0 Shares 11 Views 0 Reviews - auto-cpufreq 3.0 เปิดตัว! ควบคุม Turbo Boost ได้เอง พร้อมจัดการแบตดีขึ้นบน Linux
เวอร์ชันใหม่ของ auto-cpufreq 3.0 ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับผู้ใช้ Linux บนโน้ตบุ๊ก เพราะมาพร้อมความสามารถที่ช่วยให้ควบคุมพลังงานและประสิทธิภาพได้ละเอียดขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะฟีเจอร์ใหม่อย่าง การควบคุม CPU Turbo Boost แบบแมนนวล ที่ผู้ใช้สามารถเลือกได้ว่าจะให้ Turbo ทำงานแบบ Auto, Never หรือ Always ซึ่งช่วยให้ปรับสมดุลระหว่างความแรงและอายุการใช้งานแบตเตอรี่ได้ตรงความต้องการมากขึ้น
การจัดการแบตเตอรี่ก็ได้รับการปรับปรุงอย่างเห็นได้ชัด ผู้ใช้สามารถเลือกได้เองว่า auto-cpufreq ควรอ่านค่าจากแบตลูกไหนในกรณีที่เครื่องมีหลายอุปกรณ์จ่ายไฟ หรือระบบตรวจจับผิดพลาด นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ใหม่สำหรับผู้ใช้ ASUS คือ ตั้งค่า Battery Charge Threshold เพื่อจำกัดเปอร์เซ็นต์การชาร์จสูงสุด ช่วยยืดอายุแบตในระยะยาว ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่หลายคนรอคอยมานาน
เวอร์ชันนี้ยังแก้บั๊กสำคัญหลายจุด เช่น การอ่านค่า CPU frequency ที่เคยผิดพลาดในโหมด --monitor รวมถึงแก้ปัญหาการติดตั้งบน NixOS และ Pop!_OS ที่เคยเจอ error อย่าง awk: command not found หรือปัญหา PyGObject ทำให้การติดตั้งและใช้งานราบรื่นขึ้นมาก ผู้ใช้สามารถติดตั้งจาก source ได้ง่าย หรือจะใช้ Snap บน Ubuntu ก็สะดวกไม่แพ้กัน
การอัปเดตครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าชุมชน Linux กำลังให้ความสำคัญกับการจัดการพลังงานมากขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ผู้ใช้โน้ตบุ๊กต้องการทั้งประสิทธิภาพและความทนทานของแบตเตอรี่ auto-cpufreq 3.0 จึงเป็นอีกก้าวที่ช่วยให้ Linux บนโน้ตบุ๊กใช้งานได้ใกล้เคียงกับระบบอื่น ๆ ที่มีเครื่องมือจัดการพลังงานที่ครบเครื่องกว่าในอดีต
สรุปประเด็นสำคัญ
ฟีเจอร์ใหม่: ควบคุม Turbo Boost ได้เอง
เลือก Auto / Never / Always ได้ทั้ง CLI และ GUI
ตัวเลือกจะแสดงเฉพาะ CPU ที่รองรับ Turbo Boost
การจัดการแบตดีขึ้น
เลือกแบตที่ต้องการให้ระบบตรวจสอบได้เอง
ASUS รองรับ Battery Charge Threshold แล้ว
แก้บั๊กหลายรายการ
อ่านค่า CPU frequency ถูกต้องขึ้น
แก้ปัญหาติดตั้งบน NixOS และ Pop!_OS
ติดตั้งได้หลายวิธี
build จาก source
ติดตั้งผ่าน Snap บน Ubuntu
ข้อควรระวัง
การตั้ง Turbo Boost แบบ Always อาจกินแบตมาก
เหมาะกับงานหนัก ไม่เหมาะกับการใช้งานทั่วไป
การตั้ง Battery Threshold ผิดอาจทำให้ชาร์จไม่เต็ม
ควรตั้งค่าตามคำแนะนำของผู้ผลิต
การ build จาก source ต้องตรวจสอบ dependency ให้ครบ
หากขาดแพ็กเกจอาจทำให้ติดตั้งไม่สำเร็จ
https://itsfoss.com/news/auto-cpufreq-3-0/⚡ auto-cpufreq 3.0 เปิดตัว! ควบคุม Turbo Boost ได้เอง พร้อมจัดการแบตดีขึ้นบน Linux เวอร์ชันใหม่ของ auto-cpufreq 3.0 ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับผู้ใช้ Linux บนโน้ตบุ๊ก เพราะมาพร้อมความสามารถที่ช่วยให้ควบคุมพลังงานและประสิทธิภาพได้ละเอียดขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะฟีเจอร์ใหม่อย่าง การควบคุม CPU Turbo Boost แบบแมนนวล ที่ผู้ใช้สามารถเลือกได้ว่าจะให้ Turbo ทำงานแบบ Auto, Never หรือ Always ซึ่งช่วยให้ปรับสมดุลระหว่างความแรงและอายุการใช้งานแบตเตอรี่ได้ตรงความต้องการมากขึ้น การจัดการแบตเตอรี่ก็ได้รับการปรับปรุงอย่างเห็นได้ชัด ผู้ใช้สามารถเลือกได้เองว่า auto-cpufreq ควรอ่านค่าจากแบตลูกไหนในกรณีที่เครื่องมีหลายอุปกรณ์จ่ายไฟ หรือระบบตรวจจับผิดพลาด นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ใหม่สำหรับผู้ใช้ ASUS คือ ตั้งค่า Battery Charge Threshold เพื่อจำกัดเปอร์เซ็นต์การชาร์จสูงสุด ช่วยยืดอายุแบตในระยะยาว ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่หลายคนรอคอยมานาน เวอร์ชันนี้ยังแก้บั๊กสำคัญหลายจุด เช่น การอ่านค่า CPU frequency ที่เคยผิดพลาดในโหมด --monitor รวมถึงแก้ปัญหาการติดตั้งบน NixOS และ Pop!_OS ที่เคยเจอ error อย่าง awk: command not found หรือปัญหา PyGObject ทำให้การติดตั้งและใช้งานราบรื่นขึ้นมาก ผู้ใช้สามารถติดตั้งจาก source ได้ง่าย หรือจะใช้ Snap บน Ubuntu ก็สะดวกไม่แพ้กัน การอัปเดตครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าชุมชน Linux กำลังให้ความสำคัญกับการจัดการพลังงานมากขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ผู้ใช้โน้ตบุ๊กต้องการทั้งประสิทธิภาพและความทนทานของแบตเตอรี่ auto-cpufreq 3.0 จึงเป็นอีกก้าวที่ช่วยให้ Linux บนโน้ตบุ๊กใช้งานได้ใกล้เคียงกับระบบอื่น ๆ ที่มีเครื่องมือจัดการพลังงานที่ครบเครื่องกว่าในอดีต 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ฟีเจอร์ใหม่: ควบคุม Turbo Boost ได้เอง ➡️ เลือก Auto / Never / Always ได้ทั้ง CLI และ GUI ➡️ ตัวเลือกจะแสดงเฉพาะ CPU ที่รองรับ Turbo Boost ✅ การจัดการแบตดีขึ้น ➡️ เลือกแบตที่ต้องการให้ระบบตรวจสอบได้เอง ➡️ ASUS รองรับ Battery Charge Threshold แล้ว ✅ แก้บั๊กหลายรายการ ➡️ อ่านค่า CPU frequency ถูกต้องขึ้น ➡️ แก้ปัญหาติดตั้งบน NixOS และ Pop!_OS ✅ ติดตั้งได้หลายวิธี ➡️ build จาก source ➡️ ติดตั้งผ่าน Snap บน Ubuntu ⚠️ ข้อควรระวัง ‼️ การตั้ง Turbo Boost แบบ Always อาจกินแบตมาก ⛔ เหมาะกับงานหนัก ไม่เหมาะกับการใช้งานทั่วไป ‼️ การตั้ง Battery Threshold ผิดอาจทำให้ชาร์จไม่เต็ม ⛔ ควรตั้งค่าตามคำแนะนำของผู้ผลิต ‼️ การ build จาก source ต้องตรวจสอบ dependency ให้ครบ ⛔ หากขาดแพ็กเกจอาจทำให้ติดตั้งไม่สำเร็จ https://itsfoss.com/news/auto-cpufreq-3-0/ITSFOSS.COMauto-cpufreq 3.0 Arrives for Linux with Better Battery Handling and CPU Turbo ControlNew release gives Linux laptop users more control over CPU performance while fixing battery detection issues.0 Comments 0 Shares 8 Views 0 Reviews - Microsoft เปิดซอร์ส XAML Studio – เครื่องมือออกแบบ UI สำหรับ Windows ที่นักพัฒนารอคอย
การตัดสินใจของ Microsoft ในการเปิดซอร์ส XAML Studio หลังจากผ่านไปกว่า 8 ปี ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับนักพัฒนา Windows แอปยุคใหม่ เครื่องมือนี้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้สร้าง UI ด้วย XAML ได้อย่างรวดเร็วแบบ live preview โดยไม่ต้องคอยคอมไพล์ซ้ำ ทำให้การทดลองดีไซน์และปรับแต่งอินเทอร์เฟซเป็นเรื่องง่ายขึ้นมาก เหมือนกับ Qt Design Studio แต่ถูกสร้างมาเพื่อ WinUI โดยเฉพาะ
เวอร์ชันปัจจุบัน XAML Studio 1.1 พร้อมให้ดาวน์โหลดบน Microsoft Store มาพร้อมฟีเจอร์อย่าง IntelliSense, binding debugger, data context editor, auto‑save และ alignment guides ซึ่งช่วยให้การออกแบบ UI มีความแม่นยำและสะดวกขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ขณะเดียวกัน Microsoft ก็ได้เปิดโค้ดขึ้น GitHub ภายใต้ MIT License และนำโปรเจกต์เข้าสู่ .NET Foundation เพื่อให้ชุมชนช่วยพัฒนาต่อได้อย่างอิสระ
ที่น่าตื่นเต้นคือ XAML Studio 2.0 กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา และสามารถ build จาก source ได้แล้วในตอนนี้ รุ่นใหม่นี้มาพร้อมการยกเครื่อง UI ครั้งใหญ่ด้วย Fluent UI ทำให้หน้าตาทันสมัยขึ้น พร้อมเพิ่มแผง Properties Panel ที่รวม visual tree, state management และ property editing ไว้ในที่เดียว รวมถึงฟีเจอร์ใหม่อย่าง Adorners สำหรับช่วยจัดวางองค์ประกอบ UI อย่างละเอียด
แม้หลายฟีเจอร์ใน 2.0 ยังอยู่ในช่วงทดลอง แต่ทีมพัฒนาตั้งเป้าจะปล่อยเวอร์ชันเสถียรบน Microsoft Store ภายในปี 2026 การเปิดซอร์สครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การปล่อยโค้ด แต่เป็นการเปิดประตูให้ชุมชนเข้ามาช่วยผลักดันเครื่องมือออกแบบ UI ของ Windows ให้ก้าวทันยุคมากขึ้น
สรุปประเด็นสำคัญ
XAML Studio ถูกเปิดซอร์สอย่างเป็นทางการ
ใช้ MIT License และเข้าร่วม .NET Foundation
เปิดให้ชุมชนช่วยพัฒนาต่อได้เต็มรูปแบบ
เวอร์ชัน 1.1 พร้อมใช้งานบน Microsoft Store
มี IntelliSense, binding debugger และ live editing
เหมาะสำหรับ rapid prototyping ของ WinUI
เวอร์ชัน 2.0 อยู่ระหว่างพัฒนา
UI ใหม่ด้วย Fluent UI
เพิ่ม Properties Panel และฟีเจอร์ Adorners
แผนปล่อยเวอร์ชันเสถียรในปี 2026
ยังมีฟีเจอร์ทดลองหลายส่วน
ตั้งเป้าปรับปรุงให้รองรับ WinUI 3 เต็มรูปแบบ
ข้อควรระวัง
ฟีเจอร์ใน 2.0 ยังไม่เสถียร
อาจเจอบั๊กหรือพฤติกรรมไม่คงที่
ต้อง build จาก source หากต้องการลอง 2.0 ตอนนี้
เหมาะกับนักพัฒนาที่คุ้นเคยกับ .NET และ GitHub
การเปลี่ยน UI ครั้งใหญ่ต้องปรับตัว
ผู้ใช้เดิมอาจต้องเรียนรู้ workflow ใหม่บางส่วน
https://itsfoss.com/news/microsoft-open-sources-xaml-studio/🪟 Microsoft เปิดซอร์ส XAML Studio – เครื่องมือออกแบบ UI สำหรับ Windows ที่นักพัฒนารอคอย การตัดสินใจของ Microsoft ในการเปิดซอร์ส XAML Studio หลังจากผ่านไปกว่า 8 ปี ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับนักพัฒนา Windows แอปยุคใหม่ เครื่องมือนี้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้สร้าง UI ด้วย XAML ได้อย่างรวดเร็วแบบ live preview โดยไม่ต้องคอยคอมไพล์ซ้ำ ทำให้การทดลองดีไซน์และปรับแต่งอินเทอร์เฟซเป็นเรื่องง่ายขึ้นมาก เหมือนกับ Qt Design Studio แต่ถูกสร้างมาเพื่อ WinUI โดยเฉพาะ เวอร์ชันปัจจุบัน XAML Studio 1.1 พร้อมให้ดาวน์โหลดบน Microsoft Store มาพร้อมฟีเจอร์อย่าง IntelliSense, binding debugger, data context editor, auto‑save และ alignment guides ซึ่งช่วยให้การออกแบบ UI มีความแม่นยำและสะดวกขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ขณะเดียวกัน Microsoft ก็ได้เปิดโค้ดขึ้น GitHub ภายใต้ MIT License และนำโปรเจกต์เข้าสู่ .NET Foundation เพื่อให้ชุมชนช่วยพัฒนาต่อได้อย่างอิสระ ที่น่าตื่นเต้นคือ XAML Studio 2.0 กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา และสามารถ build จาก source ได้แล้วในตอนนี้ รุ่นใหม่นี้มาพร้อมการยกเครื่อง UI ครั้งใหญ่ด้วย Fluent UI ทำให้หน้าตาทันสมัยขึ้น พร้อมเพิ่มแผง Properties Panel ที่รวม visual tree, state management และ property editing ไว้ในที่เดียว รวมถึงฟีเจอร์ใหม่อย่าง Adorners สำหรับช่วยจัดวางองค์ประกอบ UI อย่างละเอียด แม้หลายฟีเจอร์ใน 2.0 ยังอยู่ในช่วงทดลอง แต่ทีมพัฒนาตั้งเป้าจะปล่อยเวอร์ชันเสถียรบน Microsoft Store ภายในปี 2026 การเปิดซอร์สครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การปล่อยโค้ด แต่เป็นการเปิดประตูให้ชุมชนเข้ามาช่วยผลักดันเครื่องมือออกแบบ UI ของ Windows ให้ก้าวทันยุคมากขึ้น 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ XAML Studio ถูกเปิดซอร์สอย่างเป็นทางการ ➡️ ใช้ MIT License และเข้าร่วม .NET Foundation ➡️ เปิดให้ชุมชนช่วยพัฒนาต่อได้เต็มรูปแบบ ✅ เวอร์ชัน 1.1 พร้อมใช้งานบน Microsoft Store ➡️ มี IntelliSense, binding debugger และ live editing ➡️ เหมาะสำหรับ rapid prototyping ของ WinUI ✅ เวอร์ชัน 2.0 อยู่ระหว่างพัฒนา ➡️ UI ใหม่ด้วย Fluent UI ➡️ เพิ่ม Properties Panel และฟีเจอร์ Adorners ✅ แผนปล่อยเวอร์ชันเสถียรในปี 2026 ➡️ ยังมีฟีเจอร์ทดลองหลายส่วน ➡️ ตั้งเป้าปรับปรุงให้รองรับ WinUI 3 เต็มรูปแบบ ⚠️ ข้อควรระวัง ‼️ ฟีเจอร์ใน 2.0 ยังไม่เสถียร ⛔ อาจเจอบั๊กหรือพฤติกรรมไม่คงที่ ‼️ ต้อง build จาก source หากต้องการลอง 2.0 ตอนนี้ ⛔ เหมาะกับนักพัฒนาที่คุ้นเคยกับ .NET และ GitHub ‼️ การเปลี่ยน UI ครั้งใหญ่ต้องปรับตัว ⛔ ผู้ใช้เดิมอาจต้องเรียนรู้ workflow ใหม่บางส่วน https://itsfoss.com/news/microsoft-open-sources-xaml-studio/ITSFOSS.COMMicrosoft Open-Sources XAML StudioAfter 8 years, Microsoft's tool for designing Windows apps is now open source.0 Comments 0 Shares 10 Views 0 Reviews - Firefox 147 ออกแล้ว! เร็วขึ้น คมขึ้น โดยเฉพาะบน GNOME/Mutter
Firefox 147 เปิดให้ดาวน์โหลดอย่างเป็นทางการแล้ว โดย Mozilla ปล่อยไฟล์ล่วงหน้าก่อนเปิดตัวจริงหนึ่งวัน จุดเด่นสำคัญของเวอร์ชันนี้คือการปรับปรุงการเรนเดอร์ภาพให้ คมชัดขึ้นบนหน้าจอที่ใช้ fractional scaling โดยเฉพาะบนเดสก์ท็อป GNOME/Mutter ซึ่งเป็นปัญหาที่ผู้ใช้ Linux บ่นกันมานานว่าภาพเบลอหรือไม่คมเมื่อใช้สเกล 125% หรือ 150% การอัปเดตครั้งนี้จึงถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับผู้ใช้จอความละเอียดสูง
นอกจากการเรนเดอร์ที่ดีขึ้น Firefox 147 ยังมาพร้อมการปรับปรุงประสิทธิภาพโดยรวม ทำให้การโหลดหน้าเว็บและการแสดงผลกราฟิกลื่นไหลกว่าเดิม แม้เนื้อหาในหน้าที่คุณเปิดจะยังไม่ได้ลงรายละเอียดทั้งหมด แต่ทิศทางของ Mozilla ชัดเจนว่ามุ่งเน้นการทำให้ Firefox เป็นเบราว์เซอร์ที่เหมาะกับ Linux Desktop มากขึ้น โดยเฉพาะผู้ใช้ Wayland และ GNOME ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ใช้หลักในปัจจุบัน
การปล่อยเวอร์ชันนี้ยังเป็นสัญญาณว่าทีมพัฒนากำลังเร่งปรับปรุงประสบการณ์ใช้งานบนแพลตฟอร์มที่มีการ scaling ซับซ้อน เช่น จอ 4K หรือจอหลายตัวที่ใช้สเกลต่างกัน ซึ่งเป็นปัญหาที่เบราว์เซอร์หลายตัวต้องเผชิญ Firefox 147 จึงเป็นอีกก้าวที่ช่วยให้ผู้ใช้ Linux ได้ประสบการณ์ที่ใกล้เคียงกับ macOS และ Windows มากขึ้น
โดยรวมแล้ว Firefox 147 เป็นการอัปเดตที่เน้นคุณภาพการแสดงผลและความเสถียร มากกว่าการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ แต่ก็เป็นการปรับปรุงที่ผู้ใช้จำนวนมากรอคอย โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ GNOME บนจอ HiDPI
สรุปประเด็นสำคัญ
ปรับปรุงการเรนเดอร์บน fractional scaling
ภาพคมชัดขึ้นบน GNOME/Mutter
แก้ปัญหาภาพเบลอที่พบมานานบนจอ HiDPI
ประสิทธิภาพดีขึ้นโดยรวม
โหลดหน้าเว็บลื่นขึ้น
การแสดงผลกราฟิกเสถียรขึ้น
เหมาะกับผู้ใช้ Linux Desktop มากขึ้น
ปรับปรุงประสบการณ์บน Wayland
รองรับการใช้งานหลายจอที่มี scaling ต่างกัน
ข้อควรระวัง
อาจยังมีบั๊กบนบางดิสโทร
ต้องรอแพ็กเกจอัปเดตจาก repo ของแต่ละดิสโทร
การเรนเดอร์ใหม่อาจใช้ทรัพยากรเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
โดยเฉพาะบนเครื่องเก่าหรือ GPU รุ่นเก่า
ผู้ใช้ปลั๊กอินบางตัวอาจเจอปัญหาความเข้ากันได้
ควรตรวจสอบปลั๊กอินที่ใช้งานบ่อยหลังอัปเดต
https://9to5linux.com/firefox-147-is-now-available-for-download-heres-whats-new🌐 Firefox 147 ออกแล้ว! เร็วขึ้น คมขึ้น โดยเฉพาะบน GNOME/Mutter Firefox 147 เปิดให้ดาวน์โหลดอย่างเป็นทางการแล้ว โดย Mozilla ปล่อยไฟล์ล่วงหน้าก่อนเปิดตัวจริงหนึ่งวัน จุดเด่นสำคัญของเวอร์ชันนี้คือการปรับปรุงการเรนเดอร์ภาพให้ คมชัดขึ้นบนหน้าจอที่ใช้ fractional scaling โดยเฉพาะบนเดสก์ท็อป GNOME/Mutter ซึ่งเป็นปัญหาที่ผู้ใช้ Linux บ่นกันมานานว่าภาพเบลอหรือไม่คมเมื่อใช้สเกล 125% หรือ 150% การอัปเดตครั้งนี้จึงถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับผู้ใช้จอความละเอียดสูง นอกจากการเรนเดอร์ที่ดีขึ้น Firefox 147 ยังมาพร้อมการปรับปรุงประสิทธิภาพโดยรวม ทำให้การโหลดหน้าเว็บและการแสดงผลกราฟิกลื่นไหลกว่าเดิม แม้เนื้อหาในหน้าที่คุณเปิดจะยังไม่ได้ลงรายละเอียดทั้งหมด แต่ทิศทางของ Mozilla ชัดเจนว่ามุ่งเน้นการทำให้ Firefox เป็นเบราว์เซอร์ที่เหมาะกับ Linux Desktop มากขึ้น โดยเฉพาะผู้ใช้ Wayland และ GNOME ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ใช้หลักในปัจจุบัน การปล่อยเวอร์ชันนี้ยังเป็นสัญญาณว่าทีมพัฒนากำลังเร่งปรับปรุงประสบการณ์ใช้งานบนแพลตฟอร์มที่มีการ scaling ซับซ้อน เช่น จอ 4K หรือจอหลายตัวที่ใช้สเกลต่างกัน ซึ่งเป็นปัญหาที่เบราว์เซอร์หลายตัวต้องเผชิญ Firefox 147 จึงเป็นอีกก้าวที่ช่วยให้ผู้ใช้ Linux ได้ประสบการณ์ที่ใกล้เคียงกับ macOS และ Windows มากขึ้น โดยรวมแล้ว Firefox 147 เป็นการอัปเดตที่เน้นคุณภาพการแสดงผลและความเสถียร มากกว่าการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ แต่ก็เป็นการปรับปรุงที่ผู้ใช้จำนวนมากรอคอย โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ GNOME บนจอ HiDPI 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ปรับปรุงการเรนเดอร์บน fractional scaling ➡️ ภาพคมชัดขึ้นบน GNOME/Mutter ➡️ แก้ปัญหาภาพเบลอที่พบมานานบนจอ HiDPI ✅ ประสิทธิภาพดีขึ้นโดยรวม ➡️ โหลดหน้าเว็บลื่นขึ้น ➡️ การแสดงผลกราฟิกเสถียรขึ้น ✅ เหมาะกับผู้ใช้ Linux Desktop มากขึ้น ➡️ ปรับปรุงประสบการณ์บน Wayland ➡️ รองรับการใช้งานหลายจอที่มี scaling ต่างกัน ⚠️ ข้อควรระวัง ‼️ อาจยังมีบั๊กบนบางดิสโทร ⛔ ต้องรอแพ็กเกจอัปเดตจาก repo ของแต่ละดิสโทร ‼️ การเรนเดอร์ใหม่อาจใช้ทรัพยากรเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ⛔ โดยเฉพาะบนเครื่องเก่าหรือ GPU รุ่นเก่า ‼️ ผู้ใช้ปลั๊กอินบางตัวอาจเจอปัญหาความเข้ากันได้ ⛔ ควรตรวจสอบปลั๊กอินที่ใช้งานบ่อยหลังอัปเดต https://9to5linux.com/firefox-147-is-now-available-for-download-heres-whats-new9TO5LINUX.COMFirefox 147 Is Now Available for Download, Here's What's New - 9to5LinuxFirefox 147 open-source web browser is now available for download with support for Freedesktop.org's XDG Base Directory Specification.0 Comments 0 Shares 13 Views 0 Reviews - 15 เรื่องที่ไม่ควรถาม Google Gemini – เพราะอาจได้คำตอบผิดพลาดหรืออันตราย
เนื้อหาจากหน้าเว็บที่คุณเปิดอยู่เตือนอย่างชัดเจนว่า แม้ Gemini จะเก่งและตอบได้หลากหลาย แต่ก็ยังมีข้อจำกัดสำคัญหลายด้านที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด ข้อมูลผิด หรือแม้แต่ความเสี่ยงในชีวิตจริงได้ เพราะ LLM ไม่ได้ “เข้าใจ” โลก แต่เพียงทำนายข้อความที่น่าจะตามมาเท่านั้น
บทความชี้ให้เห็นว่าปัญหาหลักของ Gemini คือ “ความมั่นใจเกินจริง” (overconfidence) ซึ่งทำให้มันตอบข้อมูลที่ไม่ถูกต้องอย่างมั่นใจมาก โดยเฉพาะในงานที่ต้องการความแม่นยำ เช่น ตัวเลข, ลิงก์, การวิเคราะห์ภาพ, หรือข้อมูลเฉพาะทางที่ไม่มีในชุดข้อมูลฝึกสอน นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างหลายกรณีที่คำตอบผิดของ AI เคยนำไปสู่ความเข้าใจผิดระดับสังคม เช่น คำแนะนำด้านอาหารหรือสุขภาพที่อันตราย
โดยรวมแล้ว บทความนี้เป็นการเตือนผู้ใช้ให้รู้เท่าทันข้อจำกัดของ AI และไม่ใช้ Gemini ในงานที่ต้องการความถูกต้องสูง เช่น การแพทย์, การเงิน, การวิเคราะห์ข้อมูลจริง, หรือการตัดสินใจที่มีผลกระทบต่อชีวิตจริง เพราะ AI อาจสร้างข้อมูลขึ้นมาเองโดยไม่รู้ตัว
หัวข้อข่าว: “15 สิ่งที่ไม่ควรถาม Google Gemini เพราะอาจพาคุณหลงทาง”
Gemini ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ — แค่เครื่องทำนายข้อความ
Gemini ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างข้อความที่ “ฟังดูดี” มากกว่าข้อความที่ “ถูกต้องจริง” ซึ่งทำให้มันตอบคำถามผิดพลาดได้ง่าย โดยเฉพาะคำถามที่ต้องการความแม่นยำสูง เช่น ลิงก์, ตัวเลข, หรือข้อมูลเฉพาะทางที่ไม่แพร่หลาย
งานที่ต้องการความแม่นยำ = จุดอ่อนของ AI
บทความยกตัวอย่างหลายกรณีที่ Gemini มักตอบผิด เช่น การสร้าง URL ปลอม, การนับจำนวนวัตถุในภาพผิด, การแก้ปริศนาเชิงพื้นที่ไม่ได้, หรือการให้ข้อมูล SEO ที่ไม่มีอยู่จริง เพราะมันไม่มีการเข้าถึงข้อมูลแบบเรียลไทม์ และมักเติมข้อมูลที่ “น่าจะใช่” แทนการบอกว่า “ไม่รู้”
คำตอบผิดอาจนำไปสู่ความเสี่ยงในชีวิตจริง
บางคำถาม เช่น การอ่านลายมือหมอ, การแนะนำส่วนผสมทำอาหาร, หรือการระบุหัวต่ออุปกรณ์ อาจทำให้เกิดอันตรายจริง เช่น ใช้ยาผิด, อาหารเสียสูตร, หรือทำให้อุปกรณ์เสียหาย เพราะ Gemini ไม่มีความเข้าใจทางกายภาพหรือเคมีจริง ๆ
AI ยังไม่เข้าใจความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์
งานเขียนเชิงศิลปะ เช่น lipogram หรือการประเมินงานเขียนเชิงสไตล์ ก็เป็นอีกจุดที่ Gemini มักทำผิด เพราะมันมองคำเป็น “โทเคน” ไม่ใช่ตัวอักษร ทำให้ไม่สามารถควบคุมตัวอักษรที่ใช้ หรือประเมินความตั้งใจเชิงศิลป์ของมนุษย์ได้อย่างถูกต้อง
สรุปประเด็นสำคัญ
สิ่งที่ไม่ควรถาม Gemini
ลิงก์ตรง / URL / citation
จำนวนคำแบบเป๊ะ ๆ
ข้อมูล SEO แบบเรียลไทม์
ชีวประวัติคนที่ไม่ดัง
ตัวเลขสุ่ม
ปริศนาเชิงพื้นที่
การนับวัตถุในภาพ
ASCII art
การแทนส่วนผสมทำอาหาร
การอ่านลายมือ
สถิติกีฬา minor league
งานเขียนแบบจำกัดตัวอักษร
การระบุหัวต่ออุปกรณ์
ราคาสินค้าแบบเรียลไทม์
การให้คะแนนงานเขียนเชิงศิลป์
เหตุผลที่ไม่ควรถาม
AI ไม่มีข้อมูลเรียลไทม์
มักสร้างข้อมูลขึ้นเอง (hallucination)
ไม่เข้าใจโลกจริงหรือกฎฟิสิกส์
ไม่สามารถนับหรือวิเคราะห์ภาพอย่างแม่นยำ
ไม่เข้าใจเคมี/การทำอาหาร
ไม่เข้าใจศิลปะหรือสไตล์การเขียนของมนุษย์
https://www.slashgear.com/2071184/never-ask-google-gemini-these-things/🧠 15 เรื่องที่ไม่ควรถาม Google Gemini – เพราะอาจได้คำตอบผิดพลาดหรืออันตราย เนื้อหาจากหน้าเว็บที่คุณเปิดอยู่เตือนอย่างชัดเจนว่า แม้ Gemini จะเก่งและตอบได้หลากหลาย แต่ก็ยังมีข้อจำกัดสำคัญหลายด้านที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด ข้อมูลผิด หรือแม้แต่ความเสี่ยงในชีวิตจริงได้ เพราะ LLM ไม่ได้ “เข้าใจ” โลก แต่เพียงทำนายข้อความที่น่าจะตามมาเท่านั้น บทความชี้ให้เห็นว่าปัญหาหลักของ Gemini คือ “ความมั่นใจเกินจริง” (overconfidence) ซึ่งทำให้มันตอบข้อมูลที่ไม่ถูกต้องอย่างมั่นใจมาก โดยเฉพาะในงานที่ต้องการความแม่นยำ เช่น ตัวเลข, ลิงก์, การวิเคราะห์ภาพ, หรือข้อมูลเฉพาะทางที่ไม่มีในชุดข้อมูลฝึกสอน นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างหลายกรณีที่คำตอบผิดของ AI เคยนำไปสู่ความเข้าใจผิดระดับสังคม เช่น คำแนะนำด้านอาหารหรือสุขภาพที่อันตราย โดยรวมแล้ว บทความนี้เป็นการเตือนผู้ใช้ให้รู้เท่าทันข้อจำกัดของ AI และไม่ใช้ Gemini ในงานที่ต้องการความถูกต้องสูง เช่น การแพทย์, การเงิน, การวิเคราะห์ข้อมูลจริง, หรือการตัดสินใจที่มีผลกระทบต่อชีวิตจริง เพราะ AI อาจสร้างข้อมูลขึ้นมาเองโดยไม่รู้ตัว 📰 หัวข้อข่าว: “15 สิ่งที่ไม่ควรถาม Google Gemini เพราะอาจพาคุณหลงทาง” 🤖 Gemini ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ — แค่เครื่องทำนายข้อความ Gemini ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างข้อความที่ “ฟังดูดี” มากกว่าข้อความที่ “ถูกต้องจริง” ซึ่งทำให้มันตอบคำถามผิดพลาดได้ง่าย โดยเฉพาะคำถามที่ต้องการความแม่นยำสูง เช่น ลิงก์, ตัวเลข, หรือข้อมูลเฉพาะทางที่ไม่แพร่หลาย 🔍 งานที่ต้องการความแม่นยำ = จุดอ่อนของ AI บทความยกตัวอย่างหลายกรณีที่ Gemini มักตอบผิด เช่น การสร้าง URL ปลอม, การนับจำนวนวัตถุในภาพผิด, การแก้ปริศนาเชิงพื้นที่ไม่ได้, หรือการให้ข้อมูล SEO ที่ไม่มีอยู่จริง เพราะมันไม่มีการเข้าถึงข้อมูลแบบเรียลไทม์ และมักเติมข้อมูลที่ “น่าจะใช่” แทนการบอกว่า “ไม่รู้” ⚠️ คำตอบผิดอาจนำไปสู่ความเสี่ยงในชีวิตจริง บางคำถาม เช่น การอ่านลายมือหมอ, การแนะนำส่วนผสมทำอาหาร, หรือการระบุหัวต่ออุปกรณ์ อาจทำให้เกิดอันตรายจริง เช่น ใช้ยาผิด, อาหารเสียสูตร, หรือทำให้อุปกรณ์เสียหาย เพราะ Gemini ไม่มีความเข้าใจทางกายภาพหรือเคมีจริง ๆ 🎭 AI ยังไม่เข้าใจความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ งานเขียนเชิงศิลปะ เช่น lipogram หรือการประเมินงานเขียนเชิงสไตล์ ก็เป็นอีกจุดที่ Gemini มักทำผิด เพราะมันมองคำเป็น “โทเคน” ไม่ใช่ตัวอักษร ทำให้ไม่สามารถควบคุมตัวอักษรที่ใช้ หรือประเมินความตั้งใจเชิงศิลป์ของมนุษย์ได้อย่างถูกต้อง 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ สิ่งที่ไม่ควรถาม Gemini ➡️ ลิงก์ตรง / URL / citation ➡️ จำนวนคำแบบเป๊ะ ๆ ➡️ ข้อมูล SEO แบบเรียลไทม์ ➡️ ชีวประวัติคนที่ไม่ดัง ➡️ ตัวเลขสุ่ม ➡️ ปริศนาเชิงพื้นที่ ➡️ การนับวัตถุในภาพ ➡️ ASCII art ➡️ การแทนส่วนผสมทำอาหาร ➡️ การอ่านลายมือ ➡️ สถิติกีฬา minor league ➡️ งานเขียนแบบจำกัดตัวอักษร ➡️ การระบุหัวต่ออุปกรณ์ ➡️ ราคาสินค้าแบบเรียลไทม์ ➡️ การให้คะแนนงานเขียนเชิงศิลป์ ‼️ เหตุผลที่ไม่ควรถาม ⛔ AI ไม่มีข้อมูลเรียลไทม์ ⛔ มักสร้างข้อมูลขึ้นเอง (hallucination) ⛔ ไม่เข้าใจโลกจริงหรือกฎฟิสิกส์ ⛔ ไม่สามารถนับหรือวิเคราะห์ภาพอย่างแม่นยำ ⛔ ไม่เข้าใจเคมี/การทำอาหาร ⛔ ไม่เข้าใจศิลปะหรือสไตล์การเขียนของมนุษย์ https://www.slashgear.com/2071184/never-ask-google-gemini-these-things/WWW.SLASHGEAR.COM15 Things You Should Never Ask Google's Gemini - SlashGearGoogle Gemini may perform competency very convincingly, but if you use it for everything, you may end up dealing with wrong answers and damaged equipment.0 Comments 0 Shares 12 Views 0 Reviews - 5 คอนเทนเนอร์อิมเมจที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับแอปยุคใหม่ (2026) – เน้นลด CVE และลดภาระทีม DevSecOps
ข้อมูลอ้างอิงจากหน้าเว็บที่คุณเปิดอยู่
โลกของแอปยุคใหม่ในปี 2026 ขยับไปสู่สถาปัตยกรรมแบบคอนเทนเนอร์มากขึ้น แต่ความปลอดภัยของแอปจำนวนมากกลับ “สืบทอดช่องโหว่มาจากอิมเมจพื้นฐาน” โดยตรง ทำให้การเลือกอิมเมจที่ปลอดภัยตั้งแต่ต้นทางกลายเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง บทความนี้สรุป 5 อิมเมจที่ได้รับการยอมรับว่าปลอดภัยที่สุด พร้อมแนวคิดใหม่ที่เน้น “ป้องกันช่องโหว่ตั้งแต่ก่อนเกิด” ไม่ใช่แค่สแกนหาแล้วค่อยแก้ทีหลัง
แนวโน้มสำคัญในปี 2026 คือองค์กรเริ่มเลือกอิมเมจที่มี attack surface ต่ำ, มีผู้ดูแลชัดเจน, อัปเดตสม่ำเสมอ, และ ไม่ปล่อยให้ CVE สะสม เพราะอิมเมจที่ดูปลอดภัยในวันแรกอาจเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็วหากไม่มีการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือใหม่อย่าง Echo ที่เน้น rebuild อิมเมจให้ “CVE-free” ตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งเป็นแนวคิดที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก
อิมเมจยอดนิยมอย่าง Distroless, Alpine, Ubuntu และ Red Hat UBI ยังคงมีบทบาทสำคัญ แต่แต่ละตัวก็มีจุดเด่นและข้อจำกัดต่างกัน เช่น Distroless ที่ปลอดภัยมากแต่ debug ยาก, Alpine ที่เล็กและเร็วแต่มี CVE โผล่บ่อย, หรือ Ubuntu/UBI ที่มั่นคงและมี ecosystem ใหญ่แต่มี attack surface มากกว่าอิมเมจแบบ minimal
สุดท้าย บทความชี้ว่า “อิมเมจที่ปลอดภัย” ไม่ได้หมายถึงอิมเมจที่สแกนแล้วไม่มี CVE แต่คืออิมเมจที่ ไม่ทำให้ทีมต้องคอยไล่แพตช์ทุกสัปดาห์, มีวงจรอัปเดตที่คาดเดาได้ และลดภาระความเสี่ยงในระยะยาว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเร็วในการปล่อยซอฟต์แวร์ขององค์กรยุคใหม่
สรุปประเด็นสำคัญ
5 อิมเมจที่ปลอดภัยที่สุดในปี 2026
Echo – rebuild อิมเมจใหม่ให้ CVE-free ตั้งแต่ต้นทาง
Google Distroless – minimal มาก ลด attack surface อย่างสุดขีด
Alpine Linux – เบา เร็ว แต่ต้อง rebuild บ่อยเพราะ CVE โผล่ถี่
Ubuntu Images – เสถียร ecosystem ใหญ่ แต่มีแพ็กเกจเยอะ
Red Hat UBI – เหมาะกับองค์กรที่ต้องการ compliance และ support
คุณสมบัติของอิมเมจที่ “ปลอดภัยจริง” ในปี 2026
attack surface ต่ำ
มีผู้ดูแลและวงจรอัปเดตชัดเจน
ไม่ปล่อยให้ CVE สะสม
predictable lifecycle
เหตุผลที่ secure image สำคัญกว่า secure code
อิมเมจถูกแชร์ข้ามหลายบริการ
มัก rebuild ไม่บ่อย
หากอิมเมจมีช่องโหว่ จะกระทบทั้งระบบ
ข้อควรระวัง
อิมเมจ minimal อาจ debug ยาก
Distroless ไม่มี shell หรือเครื่องมือ debug
Alpine มี CVE โผล่บ่อยเพราะ musl libc
ต้อง rebuild บ่อย ไม่เหมาะกับทีมที่ต้องการความนิ่ง
อิมเมจใหญ่ (Ubuntu/UBI) มี attack surface มากกว่า
ต้องพึ่งการแพตช์สม่ำเสมอ
https://hackread.com/best-secure-container-images-applications-2026/🛡️ 5 คอนเทนเนอร์อิมเมจที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับแอปยุคใหม่ (2026) – เน้นลด CVE และลดภาระทีม DevSecOps ข้อมูลอ้างอิงจากหน้าเว็บที่คุณเปิดอยู่ โลกของแอปยุคใหม่ในปี 2026 ขยับไปสู่สถาปัตยกรรมแบบคอนเทนเนอร์มากขึ้น แต่ความปลอดภัยของแอปจำนวนมากกลับ “สืบทอดช่องโหว่มาจากอิมเมจพื้นฐาน” โดยตรง ทำให้การเลือกอิมเมจที่ปลอดภัยตั้งแต่ต้นทางกลายเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง บทความนี้สรุป 5 อิมเมจที่ได้รับการยอมรับว่าปลอดภัยที่สุด พร้อมแนวคิดใหม่ที่เน้น “ป้องกันช่องโหว่ตั้งแต่ก่อนเกิด” ไม่ใช่แค่สแกนหาแล้วค่อยแก้ทีหลัง แนวโน้มสำคัญในปี 2026 คือองค์กรเริ่มเลือกอิมเมจที่มี attack surface ต่ำ, มีผู้ดูแลชัดเจน, อัปเดตสม่ำเสมอ, และ ไม่ปล่อยให้ CVE สะสม เพราะอิมเมจที่ดูปลอดภัยในวันแรกอาจเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็วหากไม่มีการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือใหม่อย่าง Echo ที่เน้น rebuild อิมเมจให้ “CVE-free” ตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งเป็นแนวคิดที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก อิมเมจยอดนิยมอย่าง Distroless, Alpine, Ubuntu และ Red Hat UBI ยังคงมีบทบาทสำคัญ แต่แต่ละตัวก็มีจุดเด่นและข้อจำกัดต่างกัน เช่น Distroless ที่ปลอดภัยมากแต่ debug ยาก, Alpine ที่เล็กและเร็วแต่มี CVE โผล่บ่อย, หรือ Ubuntu/UBI ที่มั่นคงและมี ecosystem ใหญ่แต่มี attack surface มากกว่าอิมเมจแบบ minimal สุดท้าย บทความชี้ว่า “อิมเมจที่ปลอดภัย” ไม่ได้หมายถึงอิมเมจที่สแกนแล้วไม่มี CVE แต่คืออิมเมจที่ ไม่ทำให้ทีมต้องคอยไล่แพตช์ทุกสัปดาห์, มีวงจรอัปเดตที่คาดเดาได้ และลดภาระความเสี่ยงในระยะยาว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเร็วในการปล่อยซอฟต์แวร์ขององค์กรยุคใหม่ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ 5 อิมเมจที่ปลอดภัยที่สุดในปี 2026 ➡️ Echo – rebuild อิมเมจใหม่ให้ CVE-free ตั้งแต่ต้นทาง ➡️ Google Distroless – minimal มาก ลด attack surface อย่างสุดขีด ➡️ Alpine Linux – เบา เร็ว แต่ต้อง rebuild บ่อยเพราะ CVE โผล่ถี่ ➡️ Ubuntu Images – เสถียร ecosystem ใหญ่ แต่มีแพ็กเกจเยอะ ➡️ Red Hat UBI – เหมาะกับองค์กรที่ต้องการ compliance และ support ✅ คุณสมบัติของอิมเมจที่ “ปลอดภัยจริง” ในปี 2026 ➡️ attack surface ต่ำ ➡️ มีผู้ดูแลและวงจรอัปเดตชัดเจน ➡️ ไม่ปล่อยให้ CVE สะสม ➡️ predictable lifecycle ✅ เหตุผลที่ secure image สำคัญกว่า secure code ➡️ อิมเมจถูกแชร์ข้ามหลายบริการ ➡️ มัก rebuild ไม่บ่อย ➡️ หากอิมเมจมีช่องโหว่ จะกระทบทั้งระบบ ⚠️ ข้อควรระวัง ‼️ อิมเมจ minimal อาจ debug ยาก ⛔ Distroless ไม่มี shell หรือเครื่องมือ debug ‼️ Alpine มี CVE โผล่บ่อยเพราะ musl libc ⛔ ต้อง rebuild บ่อย ไม่เหมาะกับทีมที่ต้องการความนิ่ง ‼️ อิมเมจใหญ่ (Ubuntu/UBI) มี attack surface มากกว่า ⛔ ต้องพึ่งการแพตช์สม่ำเสมอ https://hackread.com/best-secure-container-images-applications-2026/HACKREAD.COM5 Best Secure Container Images for Modern Applications (2026)Follow us on Bluesky, Twitter (X), Mastodon and Facebook at @Hackread0 Comments 0 Shares 12 Views 0 Reviews - รัสเซีย BlueDelta (Fancy Bear) ใช้ไฟล์ PDF หลอกขโมยรหัสใน 2 วินาที – แค่อ่านเอกสารก็โดนได้
กลุ่มแฮ็กเกอร์รัฐสนับสนุนจากรัสเซียที่รู้จักกันในชื่อ BlueDelta / Fancy Bear ถูกพบว่ากำลังใช้เทคนิคใหม่ที่อันตรายและแนบเนียนกว่าเดิม โดยอาศัย “ไฟล์ PDF จริง” เป็นเหยื่อล่อ ก่อนจะสลับหน้าเว็บไปยังหน้าล็อกอินปลอมภายในเวลาเพียง 2 วินาที ขณะที่เหยื่อกำลังอ่านเอกสารอยู่ ทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงไซเบอร์เตือนว่านี่เป็นหนึ่งในแคมเปญขโมยรหัสผ่านที่แนบเนียนที่สุดในปี 2025–2026
การโจมตีนี้ถูกบันทึกโดยทีม Insikt Group ของ Recorded Future ซึ่งพบว่ากลุ่ม BlueDelta มุ่งเป้าไปที่ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน นิวเคลียร์ และนักวิจัยในยุโรปและตุรกี โดยใช้ PDF จากองค์กรจริง เช่น Gulf Research Centre (GRC) และ EcoClimate Foundation เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ เมื่อเหยื่อเปิดไฟล์ PDF หน้าเว็บจะทำงานเบื้องหลัง และหลังจากนั้นเพียง 2 วินาทีจะสลับไปยังหน้า Google, Microsoft Outlook หรือ Sophos VPN ปลอมเพื่อหลอกให้กรอกรหัสผ่าน
สิ่งที่น่าตกใจคือ BlueDelta ใช้เพียงบริการฟรีบนอินเทอร์เน็ต เช่น Webhook.site, ngrok, และ InfinityFree เพื่อรับข้อมูลที่เหยื่อกรอก ทำให้เป็นการโจมตีแบบ “ต้นทุนต่ำ แต่ผลลัพธ์สูง” เมื่อเหยื่อกรอกรหัส ระบบจะส่งข้อมูลให้แฮ็กเกอร์ทันที ก่อนจะพาเหยื่อกลับไปยังหน้าเว็บจริง ทำให้แทบไม่มีใครรู้ตัวว่าถูกขโมยข้อมูลไปแล้ว
แคมเปญนี้สะท้อนให้เห็นว่ากลุ่ม BlueDelta กำลังขยายการปฏิบัติการอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการเก็บข้อมูลจากหน่วยงานรัฐบาลและสถาบันวิจัย ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าผู้ใช้ควรตรวจสอบ URL ทุกครั้งก่อนกรอกรหัสผ่าน และเปิดใช้ Multi‑Factor Authentication (MFA) เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น
สรุปประเด็นสำคัญ
BlueDelta ใช้ PDF จริงเป็นเหยื่อล่อ
ใช้เอกสารจาก GRC และ EcoClimate เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ
เหยื่อกำลังอ่านเอกสารอยู่ก็ถูกสลับหน้าเว็บทันที
ขโมยรหัสผ่านภายใน 2 วินาที
หน้าเว็บเปลี่ยนเป็น Google / Microsoft / Sophos VPN ปลอม
เหยื่อกรอกรหัสแล้วถูกส่งให้แฮ็กเกอร์ทันที
ใช้บริการฟรีเพื่อรับข้อมูล
Webhook.site, ngrok, InfinityFree
ทำให้เป็นการโจมตีต้นทุนต่ำแต่มีประสิทธิภาพสูง
เป้าหมายคือผู้เชี่ยวชาญระดับสูง
พลังงาน นิวเคลียร์ นักวิจัยยุโรป–ตุรกี
ขยายปฏิบัติการเก็บข้อมูลจากรัฐบาลและสถาบันวิจัย
ข้อควรระวัง
หน้าเว็บปลอมอาจโผล่ขึ้นระหว่างอ่าน PDF
อย่ากรอกรหัสผ่านหาก URL ดูผิดปกติ
บริการฟรีถูกใช้เป็นช่องทางรับข้อมูล
ควรบล็อกโดเมนที่น่าสงสัย เช่น webhook.site
เหยื่อมักไม่รู้ตัวว่าถูกขโมยข้อมูล
เปิดใช้ MFA ทุกบัญชีสำคัญเพื่อลดความเสี่ยง
https://hackread.com/russian-bluedelta-fancy-bear-pdfs-steal-login/📰 รัสเซีย BlueDelta (Fancy Bear) ใช้ไฟล์ PDF หลอกขโมยรหัสใน 2 วินาที – แค่อ่านเอกสารก็โดนได้ กลุ่มแฮ็กเกอร์รัฐสนับสนุนจากรัสเซียที่รู้จักกันในชื่อ BlueDelta / Fancy Bear ถูกพบว่ากำลังใช้เทคนิคใหม่ที่อันตรายและแนบเนียนกว่าเดิม โดยอาศัย “ไฟล์ PDF จริง” เป็นเหยื่อล่อ ก่อนจะสลับหน้าเว็บไปยังหน้าล็อกอินปลอมภายในเวลาเพียง 2 วินาที ขณะที่เหยื่อกำลังอ่านเอกสารอยู่ ทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงไซเบอร์เตือนว่านี่เป็นหนึ่งในแคมเปญขโมยรหัสผ่านที่แนบเนียนที่สุดในปี 2025–2026 การโจมตีนี้ถูกบันทึกโดยทีม Insikt Group ของ Recorded Future ซึ่งพบว่ากลุ่ม BlueDelta มุ่งเป้าไปที่ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน นิวเคลียร์ และนักวิจัยในยุโรปและตุรกี โดยใช้ PDF จากองค์กรจริง เช่น Gulf Research Centre (GRC) และ EcoClimate Foundation เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ เมื่อเหยื่อเปิดไฟล์ PDF หน้าเว็บจะทำงานเบื้องหลัง และหลังจากนั้นเพียง 2 วินาทีจะสลับไปยังหน้า Google, Microsoft Outlook หรือ Sophos VPN ปลอมเพื่อหลอกให้กรอกรหัสผ่าน สิ่งที่น่าตกใจคือ BlueDelta ใช้เพียงบริการฟรีบนอินเทอร์เน็ต เช่น Webhook.site, ngrok, และ InfinityFree เพื่อรับข้อมูลที่เหยื่อกรอก ทำให้เป็นการโจมตีแบบ “ต้นทุนต่ำ แต่ผลลัพธ์สูง” เมื่อเหยื่อกรอกรหัส ระบบจะส่งข้อมูลให้แฮ็กเกอร์ทันที ก่อนจะพาเหยื่อกลับไปยังหน้าเว็บจริง ทำให้แทบไม่มีใครรู้ตัวว่าถูกขโมยข้อมูลไปแล้ว แคมเปญนี้สะท้อนให้เห็นว่ากลุ่ม BlueDelta กำลังขยายการปฏิบัติการอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการเก็บข้อมูลจากหน่วยงานรัฐบาลและสถาบันวิจัย ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าผู้ใช้ควรตรวจสอบ URL ทุกครั้งก่อนกรอกรหัสผ่าน และเปิดใช้ Multi‑Factor Authentication (MFA) เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ BlueDelta ใช้ PDF จริงเป็นเหยื่อล่อ ➡️ ใช้เอกสารจาก GRC และ EcoClimate เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ ➡️ เหยื่อกำลังอ่านเอกสารอยู่ก็ถูกสลับหน้าเว็บทันที ✅ ขโมยรหัสผ่านภายใน 2 วินาที ➡️ หน้าเว็บเปลี่ยนเป็น Google / Microsoft / Sophos VPN ปลอม ➡️ เหยื่อกรอกรหัสแล้วถูกส่งให้แฮ็กเกอร์ทันที ✅ ใช้บริการฟรีเพื่อรับข้อมูล ➡️ Webhook.site, ngrok, InfinityFree ➡️ ทำให้เป็นการโจมตีต้นทุนต่ำแต่มีประสิทธิภาพสูง ✅ เป้าหมายคือผู้เชี่ยวชาญระดับสูง ➡️ พลังงาน นิวเคลียร์ นักวิจัยยุโรป–ตุรกี ➡️ ขยายปฏิบัติการเก็บข้อมูลจากรัฐบาลและสถาบันวิจัย ⚠️ ข้อควรระวัง ‼️ หน้าเว็บปลอมอาจโผล่ขึ้นระหว่างอ่าน PDF ⛔ อย่ากรอกรหัสผ่านหาก URL ดูผิดปกติ ‼️ บริการฟรีถูกใช้เป็นช่องทางรับข้อมูล ⛔ ควรบล็อกโดเมนที่น่าสงสัย เช่น webhook.site ‼️ เหยื่อมักไม่รู้ตัวว่าถูกขโมยข้อมูล ⛔ เปิดใช้ MFA ทุกบัญชีสำคัญเพื่อลดความเสี่ยง https://hackread.com/russian-bluedelta-fancy-bear-pdfs-steal-login/HACKREAD.COMRussian BlueDelta (Fancy Bear) Uses PDFs to Steal Logins in Just 2 SecondsFollow us on Bluesky, Twitter (X), Mastodon and Facebook at @Hackread0 Comments 0 Shares 10 Views 0 Reviews - Cowork: ก้าวใหม่ของ AI ที่ทำงานแทนเราได้จริง
Cowork ถูกออกแบบมาเพื่อให้ Claude สามารถทำงานในคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น โดยผู้ใช้สามารถอนุญาตให้ AI เข้าถึงโฟลเดอร์เฉพาะบนเครื่อง เพื่ออ่าน แก้ไข หรือสร้างไฟล์ใหม่ได้โดยตรง ความสามารถนี้ทำให้ Cowork ไม่ได้เป็นเพียงแชตบอต แต่เป็น “ผู้ช่วยทำงาน” ที่สามารถจัดระเบียบไฟล์ สร้างเอกสาร หรือรวบรวมข้อมูลจากไฟล์กระจัดกระจายให้เป็นงานที่สมบูรณ์ได้
สิ่งที่โดดเด่นคือ Cowork ทำงานแบบมีแผนและรายงานความคืบหน้าเหมือนเพื่อนร่วมทีมจริงๆ ไม่ต้องคอยป้อนคำสั่งซ้ำๆ และสามารถทำงานหลายอย่างพร้อมกันได้ ผู้ใช้เพียงตั้งงานไว้ แล้วปล่อยให้ Claude ทำงานต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นแนวคิดที่เริ่มเห็นมากขึ้นในวงการ AI ว่า “AI Agents” จะเป็นอนาคตของการทำงานดิจิทัล
อย่างไรก็ตาม ความสามารถระดับนี้ก็มาพร้อมความเสี่ยง เช่น การลบไฟล์ผิด หรือการถูกโจมตีด้วย prompt injection จากข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตที่ AI อาจไปพบเจอ แม้ผู้พัฒนาจะมีระบบป้องกัน แต่ก็ยังเป็นพื้นที่ที่ต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ผู้ใช้จึงต้องระมัดระวังในการให้สิทธิ์และคำสั่งแก่ AI
Cowork ยังอยู่ในช่วง Research Preview และเปิดให้ผู้ใช้ Claude Max บน macOS ทดลองใช้งานก่อน เพื่อเก็บข้อมูลการใช้งานจริงและปรับปรุงให้ปลอดภัยขึ้นในอนาคต รวมถึงเตรียมขยายไปยัง Windows และรองรับการซิงก์ข้ามอุปกรณ์ในเวอร์ชันถัดไป
สรุปประเด็นสำคัญ
Cowork คืออะไร และทำอะไรได้
AI สามารถเข้าถึงโฟลเดอร์ที่ผู้ใช้อนุญาต เพื่ออ่าน แก้ไข หรือสร้างไฟล์ใหม่
ทำงานแบบมีแผน รายงานความคืบหน้า และทำงานหลายอย่างพร้อมกัน
ใช้ได้กับงานทั่วไป เช่น จัดไฟล์ สร้างเอกสาร สรุปข้อมูลจากไฟล์หลายชนิด
จุดเด่นของ Cowork
ทำงานเหมือน “เพื่อนร่วมงาน” มากกว่าแชตบอต
ใช้ connectors และ skills เพื่อทำงานซับซ้อนได้มากขึ้น
สามารถทำงานร่วมกับเบราว์เซอร์เมื่อเชื่อมกับ Chrome
ข้อควรระวังด้านความปลอดภัย
AI อาจทำการลบไฟล์หรือแก้ไขข้อมูลผิดพลาดหากคำสั่งไม่ชัดเจน
มีความเสี่ยงจาก prompt injection เมื่อ AI อ่านข้อมูลจากภายนอก
ผู้ใช้ต้องกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงโฟลเดอร์อย่างระมัดระวัง
สถานะการพัฒนา
ยังเป็น Research Preview และอาจมีข้อจำกัดหรือบั๊ก
ยังรองรับเฉพาะ macOS และต้องรอการขยายไป Windows
https://claude.com/blog/cowork-research-preview📰 Cowork: ก้าวใหม่ของ AI ที่ทำงานแทนเราได้จริง Cowork ถูกออกแบบมาเพื่อให้ Claude สามารถทำงานในคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น โดยผู้ใช้สามารถอนุญาตให้ AI เข้าถึงโฟลเดอร์เฉพาะบนเครื่อง เพื่ออ่าน แก้ไข หรือสร้างไฟล์ใหม่ได้โดยตรง ความสามารถนี้ทำให้ Cowork ไม่ได้เป็นเพียงแชตบอต แต่เป็น “ผู้ช่วยทำงาน” ที่สามารถจัดระเบียบไฟล์ สร้างเอกสาร หรือรวบรวมข้อมูลจากไฟล์กระจัดกระจายให้เป็นงานที่สมบูรณ์ได้ สิ่งที่โดดเด่นคือ Cowork ทำงานแบบมีแผนและรายงานความคืบหน้าเหมือนเพื่อนร่วมทีมจริงๆ ไม่ต้องคอยป้อนคำสั่งซ้ำๆ และสามารถทำงานหลายอย่างพร้อมกันได้ ผู้ใช้เพียงตั้งงานไว้ แล้วปล่อยให้ Claude ทำงานต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นแนวคิดที่เริ่มเห็นมากขึ้นในวงการ AI ว่า “AI Agents” จะเป็นอนาคตของการทำงานดิจิทัล อย่างไรก็ตาม ความสามารถระดับนี้ก็มาพร้อมความเสี่ยง เช่น การลบไฟล์ผิด หรือการถูกโจมตีด้วย prompt injection จากข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตที่ AI อาจไปพบเจอ แม้ผู้พัฒนาจะมีระบบป้องกัน แต่ก็ยังเป็นพื้นที่ที่ต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ผู้ใช้จึงต้องระมัดระวังในการให้สิทธิ์และคำสั่งแก่ AI Cowork ยังอยู่ในช่วง Research Preview และเปิดให้ผู้ใช้ Claude Max บน macOS ทดลองใช้งานก่อน เพื่อเก็บข้อมูลการใช้งานจริงและปรับปรุงให้ปลอดภัยขึ้นในอนาคต รวมถึงเตรียมขยายไปยัง Windows และรองรับการซิงก์ข้ามอุปกรณ์ในเวอร์ชันถัดไป 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Cowork คืออะไร และทำอะไรได้ ➡️ AI สามารถเข้าถึงโฟลเดอร์ที่ผู้ใช้อนุญาต เพื่ออ่าน แก้ไข หรือสร้างไฟล์ใหม่ ➡️ ทำงานแบบมีแผน รายงานความคืบหน้า และทำงานหลายอย่างพร้อมกัน ➡️ ใช้ได้กับงานทั่วไป เช่น จัดไฟล์ สร้างเอกสาร สรุปข้อมูลจากไฟล์หลายชนิด ✅ จุดเด่นของ Cowork ➡️ ทำงานเหมือน “เพื่อนร่วมงาน” มากกว่าแชตบอต ➡️ ใช้ connectors และ skills เพื่อทำงานซับซ้อนได้มากขึ้น ➡️ สามารถทำงานร่วมกับเบราว์เซอร์เมื่อเชื่อมกับ Chrome ‼️ ข้อควรระวังด้านความปลอดภัย ⛔ AI อาจทำการลบไฟล์หรือแก้ไขข้อมูลผิดพลาดหากคำสั่งไม่ชัดเจน ⛔ มีความเสี่ยงจาก prompt injection เมื่อ AI อ่านข้อมูลจากภายนอก ⛔ ผู้ใช้ต้องกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงโฟลเดอร์อย่างระมัดระวัง ‼️ สถานะการพัฒนา ⛔ ยังเป็น Research Preview และอาจมีข้อจำกัดหรือบั๊ก ⛔ ยังรองรับเฉพาะ macOS และต้องรอการขยายไป Windows https://claude.com/blog/cowork-research-previewCLAUDE.COMIntroducing Cowork | ClaudeClaude Code's agentic capabilities, now for everyone. Give Claude access to your files and let it organize, create, and edit documents while you focus on what matters.0 Comments 0 Shares 10 Views 0 Reviews - Apple จับมือ Google ใช้ Gemini ยกระดับ Siri ครั้งใหญ่ในปี 2026
Apple ตัดสินใจร่วมมือกับ Google เพื่อใช้โมเดล Gemini และเทคโนโลยีคลาวด์ของ Google ในการสร้าง Siri รุ่นใหม่ที่ฉลาดขึ้นและตอบสนองได้ดีขึ้นภายในปีนี้ ความร่วมมือนี้ถือเป็นก้าวสำคัญ เพราะ Apple มักพัฒนาเทคโนโลยีหลักด้วยตัวเอง แต่ครั้งนี้เลือกใช้โมเดลจากคู่แข่งรายใหญ่ในตลาดสมาร์ตโฟนและบริการออนไลน์
ดีลนี้เกิดขึ้นหลังจากมีรายงานว่า Apple อยู่ภายใต้แรงกดดันจากตลาดและนักลงทุน เนื่องจากคู่แข่งอย่าง Microsoft, Meta และ Amazon ทุ่มเงินมหาศาลใน AI ขณะที่ Apple ถูกมองว่า “ช้าไปหนึ่งก้าว” ในกระแส AI ที่ร้อนแรงตั้งแต่ปี 2022 การเลือก Gemini จึงเป็นสัญญาณว่าบริษัทต้องการเร่งสปีดให้ทันการแข่งขัน และสร้าง Siri ที่ตอบโจทย์ยุค AI-first อย่างแท้จริง
นอกจากนี้ Google เองก็อยู่ในช่วงฟื้นตัวจากการแข่งขันกับ OpenAI และดีลนี้ช่วยตอกย้ำความเชื่อมั่นใน Gemini หลังจากบริษัทเพิ่งทำสถิติปีที่ดีที่สุดตั้งแต่ปี 2009 และมีมูลค่าตลาดแตะระดับ 4 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วงสั้นๆ ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ทั้งในเชิงเทคโนโลยีและภาพลักษณ์ในตลาดทุน
อย่างไรก็ตาม ยังมีคำถามสำคัญว่า Apple จะจัดการอย่างไรกับการผสาน ChatGPT ที่ใช้อยู่ใน Siri ปัจจุบัน เพราะบริษัทระบุว่า “ยังไม่เปลี่ยนแปลงข้อตกลงกับ OpenAI” แต่ก็ไม่ได้อธิบายว่าระบบจะทำงานร่วมกันอย่างไรในอนาคต นี่อาจเป็นสัญญาณว่าผู้ใช้จะได้เห็น Siri ที่ใช้หลายโมเดล AI ผสมกันเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
สรุปประเด็นสำคัญ
ดีล Apple–Google
Apple เลือกใช้ Gemini เพื่อขับเคลื่อน Siri รุ่นใหม่
เป็นความร่วมมือหลายปี พร้อมใช้เทคโนโลยีคลาวด์ของ Google
ช่วยเร่งแผน AI ของ Apple ที่ล่าช้ากว่าคู่แข่ง
ผลกระทบต่ออุตสาหกรรม
Google ได้รับแรงสนับสนุนเชิงภาพลักษณ์และมูลค่าตลาด
Siri อาจกลายเป็นผู้ช่วยที่ฉลาดขึ้นอย่างก้าวกระโดด
การแข่งขัน AI ระหว่าง Big Tech เข้มข้นยิ่งขึ้น
ข้อกังวลและความไม่แน่นอน
ยังไม่ชัดเจนว่า ChatGPT จะยังอยู่ใน Siri ระยะยาวหรือไม่
ดีลนี้อาจถูกจับตามองด้านกฎหมายการแข่งขันทางการค้า
การพึ่งพาโมเดลจากคู่แข่งอาจสร้างความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์
ประเด็นด้านกฎหมายและตลาด
Google เพิ่งผ่านคดีผูกขาดด้านการค้นหา ซึ่งอาจทำให้ดีลถูกตรวจสอบเพิ่ม
ความร่วมมืออาจส่งผลต่อมูลค่าหุ้นและความเชื่อมั่นของนักลงทุน
https://www.cnbc.com/2026/01/12/apple-google-ai-siri-gemini.html📰 Apple จับมือ Google ใช้ Gemini ยกระดับ Siri ครั้งใหญ่ในปี 2026 Apple ตัดสินใจร่วมมือกับ Google เพื่อใช้โมเดล Gemini และเทคโนโลยีคลาวด์ของ Google ในการสร้าง Siri รุ่นใหม่ที่ฉลาดขึ้นและตอบสนองได้ดีขึ้นภายในปีนี้ ความร่วมมือนี้ถือเป็นก้าวสำคัญ เพราะ Apple มักพัฒนาเทคโนโลยีหลักด้วยตัวเอง แต่ครั้งนี้เลือกใช้โมเดลจากคู่แข่งรายใหญ่ในตลาดสมาร์ตโฟนและบริการออนไลน์ ดีลนี้เกิดขึ้นหลังจากมีรายงานว่า Apple อยู่ภายใต้แรงกดดันจากตลาดและนักลงทุน เนื่องจากคู่แข่งอย่าง Microsoft, Meta และ Amazon ทุ่มเงินมหาศาลใน AI ขณะที่ Apple ถูกมองว่า “ช้าไปหนึ่งก้าว” ในกระแส AI ที่ร้อนแรงตั้งแต่ปี 2022 การเลือก Gemini จึงเป็นสัญญาณว่าบริษัทต้องการเร่งสปีดให้ทันการแข่งขัน และสร้าง Siri ที่ตอบโจทย์ยุค AI-first อย่างแท้จริง นอกจากนี้ Google เองก็อยู่ในช่วงฟื้นตัวจากการแข่งขันกับ OpenAI และดีลนี้ช่วยตอกย้ำความเชื่อมั่นใน Gemini หลังจากบริษัทเพิ่งทำสถิติปีที่ดีที่สุดตั้งแต่ปี 2009 และมีมูลค่าตลาดแตะระดับ 4 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วงสั้นๆ ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ทั้งในเชิงเทคโนโลยีและภาพลักษณ์ในตลาดทุน อย่างไรก็ตาม ยังมีคำถามสำคัญว่า Apple จะจัดการอย่างไรกับการผสาน ChatGPT ที่ใช้อยู่ใน Siri ปัจจุบัน เพราะบริษัทระบุว่า “ยังไม่เปลี่ยนแปลงข้อตกลงกับ OpenAI” แต่ก็ไม่ได้อธิบายว่าระบบจะทำงานร่วมกันอย่างไรในอนาคต นี่อาจเป็นสัญญาณว่าผู้ใช้จะได้เห็น Siri ที่ใช้หลายโมเดล AI ผสมกันเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ดีล Apple–Google ➡️ Apple เลือกใช้ Gemini เพื่อขับเคลื่อน Siri รุ่นใหม่ ➡️ เป็นความร่วมมือหลายปี พร้อมใช้เทคโนโลยีคลาวด์ของ Google ➡️ ช่วยเร่งแผน AI ของ Apple ที่ล่าช้ากว่าคู่แข่ง ✅ ผลกระทบต่ออุตสาหกรรม ➡️ Google ได้รับแรงสนับสนุนเชิงภาพลักษณ์และมูลค่าตลาด ➡️ Siri อาจกลายเป็นผู้ช่วยที่ฉลาดขึ้นอย่างก้าวกระโดด ➡️ การแข่งขัน AI ระหว่าง Big Tech เข้มข้นยิ่งขึ้น ‼️ ข้อกังวลและความไม่แน่นอน ⛔ ยังไม่ชัดเจนว่า ChatGPT จะยังอยู่ใน Siri ระยะยาวหรือไม่ ⛔ ดีลนี้อาจถูกจับตามองด้านกฎหมายการแข่งขันทางการค้า ⛔ การพึ่งพาโมเดลจากคู่แข่งอาจสร้างความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ ‼️ ประเด็นด้านกฎหมายและตลาด ⛔ Google เพิ่งผ่านคดีผูกขาดด้านการค้นหา ซึ่งอาจทำให้ดีลถูกตรวจสอบเพิ่ม ⛔ ความร่วมมืออาจส่งผลต่อมูลค่าหุ้นและความเชื่อมั่นของนักลงทุน https://www.cnbc.com/2026/01/12/apple-google-ai-siri-gemini.htmlWWW.CNBC.COMApple picks Google's Gemini to run AI-powered Siri coming this yearGoogle's market value surpassed Apple for the first time since 2019 as it rolls out updated artificial intelligence features.0 Comments 0 Shares 7 Views 0 Reviews - เฟดเดือด! โพเวลล์แถลงตอบหมายศาล DOJ ชี้เป็นแรงกดดันทางการเมืองต่อการกำหนดดอกเบี้ย
เจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ออกแถลงการณ์พิเศษหลังถูกกระทรวงยุติธรรม (DOJ) ส่งหมายศาลจากคณะลูกขุนใหญ่ พร้อมขู่ดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับคำให้การของเขาต่อคณะกรรมาธิการธนาคารวุฒิสภาเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เนื้อหานั้นเกี่ยวข้องกับโครงการปรับปรุงอาคารสำนักงานของเฟด ซึ่งพาวเวลล์ยืนยันว่าเฟดได้รายงานต่อสภาคองเกรสอย่างโปร่งใสแล้ว
พาวเวลล์ระบุชัดว่า การขู่ฟ้องครั้งนี้ “ไม่ใช่เรื่องคำให้การหรือโครงการปรับปรุงอาคาร” แต่เป็นผลจากการที่เฟด “กำหนดอัตราดอกเบี้ยตามข้อมูลเศรษฐกิจ ไม่ใช่ตามความต้องการของประธานาธิบดี” เขามองว่านี่คือความพยายามกดดันเฟดให้ปรับนโยบายการเงินตามแรงทางการเมือง ซึ่งเป็นภัยต่อความเป็นอิสระของธนาคารกลาง
เขาย้ำว่าในตลอดการทำงานภายใต้ 4 รัฐบาล ทั้งพรรครีพับลิกันและเดโมแครต เขาปฏิบัติหน้าที่โดยไม่เอนเอียงทางการเมือง และจะยังคงทำงานด้วย “ความซื่อสัตย์และเพื่อประโยชน์ของประชาชนอเมริกัน” แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากฝ่ายบริหารก็ตาม
แถลงการณ์นี้สร้างแรงสั่นสะเทือนในแวดวงเศรษฐกิจและการเมือง เพราะสะท้อนความตึงเครียดระหว่างฝ่ายบริหารกับธนาคารกลาง ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของตลาดและทิศทางนโยบายการเงินในปี 2026
สรุปประเด็นสำคัญ
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
DOJ ส่งหมายศาลขู่ฟ้องพาวเวลล์เกี่ยวกับคำให้การต่อวุฒิสภา
ประเด็นที่ถูกกล่าวหาเกี่ยวข้องกับโครงการปรับปรุงอาคารของเฟด
พาวเวลล์ยืนยันว่าเฟดรายงานต่อสภาคองเกรสครบถ้วนแล้ว
สาระสำคัญในแถลงการณ์
พาวเวลล์ชี้ว่าการขู่ฟ้องเป็นความพยายามกดดันเฟดให้ปรับดอกเบี้ยตามการเมือง
ย้ำความสำคัญของความเป็นอิสระของธนาคารกลาง
ระบุว่าจะทำงานต่อไปด้วยความซื่อสัตย์และยึดประโยชน์สาธารณะ
ความเสี่ยงและผลกระทบ
ความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลกับเฟดอาจกระทบเสถียรภาพตลาด
ความพยายามแทรกแซงนโยบายการเงินอาจบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน
การดำเนินคดีอาจสร้างความไม่แน่นอนต่อทิศทางดอกเบี้ยในปี 2026
ประเด็นที่ต้องจับตา
ท่าทีของรัฐบาลต่อเฟดหลังแถลงการณ์นี้
ปฏิกิริยาของตลาดการเงินและนักลงทุน
ความคืบหน้าของกระบวนการทางกฎหมายจาก DOJ
https://www.federalreserve.gov/newsevents/speech/powell20260111a.htm📰 เฟดเดือด! โพเวลล์แถลงตอบหมายศาล DOJ ชี้เป็นแรงกดดันทางการเมืองต่อการกำหนดดอกเบี้ย เจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ออกแถลงการณ์พิเศษหลังถูกกระทรวงยุติธรรม (DOJ) ส่งหมายศาลจากคณะลูกขุนใหญ่ พร้อมขู่ดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับคำให้การของเขาต่อคณะกรรมาธิการธนาคารวุฒิสภาเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เนื้อหานั้นเกี่ยวข้องกับโครงการปรับปรุงอาคารสำนักงานของเฟด ซึ่งพาวเวลล์ยืนยันว่าเฟดได้รายงานต่อสภาคองเกรสอย่างโปร่งใสแล้ว พาวเวลล์ระบุชัดว่า การขู่ฟ้องครั้งนี้ “ไม่ใช่เรื่องคำให้การหรือโครงการปรับปรุงอาคาร” แต่เป็นผลจากการที่เฟด “กำหนดอัตราดอกเบี้ยตามข้อมูลเศรษฐกิจ ไม่ใช่ตามความต้องการของประธานาธิบดี” เขามองว่านี่คือความพยายามกดดันเฟดให้ปรับนโยบายการเงินตามแรงทางการเมือง ซึ่งเป็นภัยต่อความเป็นอิสระของธนาคารกลาง เขาย้ำว่าในตลอดการทำงานภายใต้ 4 รัฐบาล ทั้งพรรครีพับลิกันและเดโมแครต เขาปฏิบัติหน้าที่โดยไม่เอนเอียงทางการเมือง และจะยังคงทำงานด้วย “ความซื่อสัตย์และเพื่อประโยชน์ของประชาชนอเมริกัน” แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากฝ่ายบริหารก็ตาม แถลงการณ์นี้สร้างแรงสั่นสะเทือนในแวดวงเศรษฐกิจและการเมือง เพราะสะท้อนความตึงเครียดระหว่างฝ่ายบริหารกับธนาคารกลาง ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของตลาดและทิศทางนโยบายการเงินในปี 2026 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ➡️ DOJ ส่งหมายศาลขู่ฟ้องพาวเวลล์เกี่ยวกับคำให้การต่อวุฒิสภา ➡️ ประเด็นที่ถูกกล่าวหาเกี่ยวข้องกับโครงการปรับปรุงอาคารของเฟด ➡️ พาวเวลล์ยืนยันว่าเฟดรายงานต่อสภาคองเกรสครบถ้วนแล้ว ✅ สาระสำคัญในแถลงการณ์ ➡️ พาวเวลล์ชี้ว่าการขู่ฟ้องเป็นความพยายามกดดันเฟดให้ปรับดอกเบี้ยตามการเมือง ➡️ ย้ำความสำคัญของความเป็นอิสระของธนาคารกลาง ➡️ ระบุว่าจะทำงานต่อไปด้วยความซื่อสัตย์และยึดประโยชน์สาธารณะ ‼️ ความเสี่ยงและผลกระทบ ⛔ ความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลกับเฟดอาจกระทบเสถียรภาพตลาด ⛔ ความพยายามแทรกแซงนโยบายการเงินอาจบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน ⛔ การดำเนินคดีอาจสร้างความไม่แน่นอนต่อทิศทางดอกเบี้ยในปี 2026 ‼️ ประเด็นที่ต้องจับตา ⛔ ท่าทีของรัฐบาลต่อเฟดหลังแถลงการณ์นี้ ⛔ ปฏิกิริยาของตลาดการเงินและนักลงทุน ⛔ ความคืบหน้าของกระบวนการทางกฎหมายจาก DOJ https://www.federalreserve.gov/newsevents/speech/powell20260111a.htmWWW.FEDERALRESERVE.GOVStatement from Federal Reserve Chair Jerome H. PowellGood evening. On Friday, the Department of Justice served the Federal Reserve with grand jury subpoenas, threatening a criminal indictment related to my testi0 Comments 0 Shares 8 Views 0 Reviews - 2026: ปีทองของการ Self‑Hosting – เมื่อ AI Agents ทำให้ทุกคนตั้งเซิร์ฟเวอร์เองได้ง่ายกว่าที่เคย
บทความชี้ว่า ปี 2026 คือจุดเปลี่ยนสำคัญของการ self‑hosting เพราะสิ่งที่เคยยาก—ตั้งแต่การคอนฟิก Docker, reverse proxy, ไปจนถึงการดูแล uptime—กำลังถูกแทนที่ด้วย “CLI agents” อย่าง Claude Code ที่สามารถจัดการทุกอย่างแทนผู้ใช้ได้เกือบทั้งหมด ผู้เขียนเล่าว่าเดิมทีอยาก self‑host มานานแต่ท้อกับความยุ่งยาก จนกระทั่งลองใช้ AI agent บนเซิร์ฟเวอร์จริง แล้วพบว่ามันสามารถตั้งค่าระบบทั้งหมดตามที่อธิบายเป็นภาษาคนธรรมดาได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว
ฮาร์ดแวร์ราคาถูก + Tailscale + Claude Code = สูตรสำเร็จ
ปัจจัยที่ทำให้ self‑hosting “ง่ายและสนุก” ในปีนี้ประกอบด้วย 3 อย่าง:
mini PC ราคาถูกแต่แรงพอสำหรับงานบ้าน,
Tailscale ที่ทำให้เครือข่ายส่วนตัวปลอดภัยและเข้าถึงง่าย,
Claude Code ที่ทำหน้าที่เหมือน sysadmin ส่วนตัว ผู้เขียนใช้ Beelink Mini N150 ราคาไม่ถึง $400 แล้วติดตั้ง Ubuntu Server, Tailscale และ Claude Code จากนั้นเพียงสั่งงานด้วยประโยคธรรมดา เช่น “ตั้ง Docker + Caddy + Vaultwarden ให้ที” แล้วปล่อยให้ AI ทำงานทั้งหมดเอง
บริการที่ self‑host ได้จริงในชีวิตประจำวัน
ผู้เขียนติดตั้งบริการหลายอย่างที่แทน SaaS ยอดนิยม เช่น Vaultwarden (แทน Bitwarden), Immich (แทน Google Photos), Plex, Home Assistant และ Readeck ซึ่งทั้งหมดทำงานใน Docker และเข้าถึงได้จากทุกอุปกรณ์ผ่าน dashboard ที่ Claude Code สร้างให้แบบอัตโนมัติ ความน่าประทับใจคือระบบทั้งหมดใช้ทรัพยากรเพียงเล็กน้อย แต่ให้ความรู้สึก “เป็นเจ้าของข้อมูลจริงๆ” โดยไม่ต้องพึ่งบริการภายนอก
สำรองข้อมูลอัตโนมัติแบบมืออาชีพ แต่ตั้งง่ายเหมือนสั่งเพื่อน
อีกจุดเด่นคือระบบ backup ที่ตั้งได้ง่ายมาก ผู้เขียนเพียงบอก Claude ให้สำรองข้อมูลลง USB drive ทุกวัน และส่งขึ้น AWS Glacier Deep Archive ทุกสัปดาห์ ซึ่งใช้ค่าใช้จ่ายเพียงไม่กี่เซนต์ต่อเดือน ทำให้ self‑hosting ไม่ได้เป็นแค่เรื่องสนุก แต่ยังปลอดภัยและเชื่อถือได้ในระยะยาว
สรุปประเด็นสำคัญ
ทำไมปี 2026 ถึงเป็นปีของ self‑hosting
mini PC ราคาถูกและแรงขึ้น ทำให้ตั้งเซิร์ฟเวอร์ที่บ้านได้ง่าย
Tailscale ทำให้เครือข่ายส่วนตัวปลอดภัยและเข้าถึงง่าย
Claude Code ทำหน้าที่เป็น sysadmin อัตโนมัติ ลดภาระคอนฟิกระบบ
สิ่งที่ self‑host ได้จริงและใช้งานได้ดี
Vaultwarden สำหรับจัดการรหัสผ่าน
Immich สำหรับรูปภาพแทน Google Photos
Plex, Home Assistant, Readeck และ dashboard แบบ custom
ระบบ backup ทั้ง local และ cloud ที่ตั้งค่าได้ง่ายมาก
ข้อควรระวังสำหรับผู้เริ่มต้น
ต้องคุ้นเคยกับ terminal ระดับพื้นฐาน
การ build หรือคอนฟิกบางอย่างยังต้องตรวจสอบด้วยตัวเอง
แม้ AI ช่วยได้มาก แต่ผู้ใช้ยังต้องเข้าใจความเสี่ยงด้านความปลอดภัย
ประเด็นที่ต้องคิดก่อนเริ่ม self‑hosting
ต้องมีแผนสำรองข้อมูลที่ดี ไม่เช่นนั้นข้อมูลสำคัญอาจสูญหาย
ต้องระวังการเปิดบริการออกอินเทอร์เน็ตโดยไม่ตั้งค่า firewall
ควรเลือกบริการที่จำเป็นจริง เพื่อไม่ให้ระบบซับซ้อนเกินไป
https://fulghum.io/self-hosting📰 2026: ปีทองของการ Self‑Hosting – เมื่อ AI Agents ทำให้ทุกคนตั้งเซิร์ฟเวอร์เองได้ง่ายกว่าที่เคย บทความชี้ว่า ปี 2026 คือจุดเปลี่ยนสำคัญของการ self‑hosting เพราะสิ่งที่เคยยาก—ตั้งแต่การคอนฟิก Docker, reverse proxy, ไปจนถึงการดูแล uptime—กำลังถูกแทนที่ด้วย “CLI agents” อย่าง Claude Code ที่สามารถจัดการทุกอย่างแทนผู้ใช้ได้เกือบทั้งหมด ผู้เขียนเล่าว่าเดิมทีอยาก self‑host มานานแต่ท้อกับความยุ่งยาก จนกระทั่งลองใช้ AI agent บนเซิร์ฟเวอร์จริง แล้วพบว่ามันสามารถตั้งค่าระบบทั้งหมดตามที่อธิบายเป็นภาษาคนธรรมดาได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว 🖥️ ฮาร์ดแวร์ราคาถูก + Tailscale + Claude Code = สูตรสำเร็จ ปัจจัยที่ทำให้ self‑hosting “ง่ายและสนุก” ในปีนี้ประกอบด้วย 3 อย่าง: 💠 mini PC ราคาถูกแต่แรงพอสำหรับงานบ้าน, 💠 Tailscale ที่ทำให้เครือข่ายส่วนตัวปลอดภัยและเข้าถึงง่าย, 💠 Claude Code ที่ทำหน้าที่เหมือน sysadmin ส่วนตัว ผู้เขียนใช้ Beelink Mini N150 ราคาไม่ถึง $400 แล้วติดตั้ง Ubuntu Server, Tailscale และ Claude Code จากนั้นเพียงสั่งงานด้วยประโยคธรรมดา เช่น “ตั้ง Docker + Caddy + Vaultwarden ให้ที” แล้วปล่อยให้ AI ทำงานทั้งหมดเอง 🧩 บริการที่ self‑host ได้จริงในชีวิตประจำวัน ผู้เขียนติดตั้งบริการหลายอย่างที่แทน SaaS ยอดนิยม เช่น Vaultwarden (แทน Bitwarden), Immich (แทน Google Photos), Plex, Home Assistant และ Readeck ซึ่งทั้งหมดทำงานใน Docker และเข้าถึงได้จากทุกอุปกรณ์ผ่าน dashboard ที่ Claude Code สร้างให้แบบอัตโนมัติ ความน่าประทับใจคือระบบทั้งหมดใช้ทรัพยากรเพียงเล็กน้อย แต่ให้ความรู้สึก “เป็นเจ้าของข้อมูลจริงๆ” โดยไม่ต้องพึ่งบริการภายนอก 🔐 สำรองข้อมูลอัตโนมัติแบบมืออาชีพ แต่ตั้งง่ายเหมือนสั่งเพื่อน อีกจุดเด่นคือระบบ backup ที่ตั้งได้ง่ายมาก ผู้เขียนเพียงบอก Claude ให้สำรองข้อมูลลง USB drive ทุกวัน และส่งขึ้น AWS Glacier Deep Archive ทุกสัปดาห์ ซึ่งใช้ค่าใช้จ่ายเพียงไม่กี่เซนต์ต่อเดือน ทำให้ self‑hosting ไม่ได้เป็นแค่เรื่องสนุก แต่ยังปลอดภัยและเชื่อถือได้ในระยะยาว 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ทำไมปี 2026 ถึงเป็นปีของ self‑hosting ➡️ mini PC ราคาถูกและแรงขึ้น ทำให้ตั้งเซิร์ฟเวอร์ที่บ้านได้ง่าย ➡️ Tailscale ทำให้เครือข่ายส่วนตัวปลอดภัยและเข้าถึงง่าย ➡️ Claude Code ทำหน้าที่เป็น sysadmin อัตโนมัติ ลดภาระคอนฟิกระบบ ✅ สิ่งที่ self‑host ได้จริงและใช้งานได้ดี ➡️ Vaultwarden สำหรับจัดการรหัสผ่าน ➡️ Immich สำหรับรูปภาพแทน Google Photos ➡️ Plex, Home Assistant, Readeck และ dashboard แบบ custom ➡️ ระบบ backup ทั้ง local และ cloud ที่ตั้งค่าได้ง่ายมาก ‼️ ข้อควรระวังสำหรับผู้เริ่มต้น ⛔ ต้องคุ้นเคยกับ terminal ระดับพื้นฐาน ⛔ การ build หรือคอนฟิกบางอย่างยังต้องตรวจสอบด้วยตัวเอง ⛔ แม้ AI ช่วยได้มาก แต่ผู้ใช้ยังต้องเข้าใจความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ‼️ ประเด็นที่ต้องคิดก่อนเริ่ม self‑hosting ⛔ ต้องมีแผนสำรองข้อมูลที่ดี ไม่เช่นนั้นข้อมูลสำคัญอาจสูญหาย ⛔ ต้องระวังการเปิดบริการออกอินเทอร์เน็ตโดยไม่ตั้งค่า firewall ⛔ ควรเลือกบริการที่จำเป็นจริง เพื่อไม่ให้ระบบซับซ้อนเกินไป https://fulghum.io/self-hostingFULGHUM.IO2026 is the Year of Self-hostingCLI agents like Claude Code make self-hosting dramatically easier and actually fun. This is the first time I would recommend it to normal software-literate people.0 Comments 0 Shares 9 Views 0 Reviews - J.R.R. Tolkien เปิดโลก Middle‑earth ด้วยเสียงของตัวเอง: การอ่าน The Hobbit ครั้งประวัติศาสตร์ปี 1952
บทความเล่าถึงช่วงเวลาที่หายากและทรงคุณค่าทางวรรณกรรม—วันที่ J.R.R. Tolkien ทดลองใช้เครื่องบันทึกเสียงเป็นครั้งแรกในปี 1952 และได้อ่าน The Hobbit ด้วยน้ำเสียงของเขาเองเป็นเวลาเกือบ 30 นาที การบันทึกนี้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ เมื่อเขาไปเยี่ยมเพื่อนเพื่อรับต้นฉบับ The Lord of the Rings และถูกเชิญให้ลองใช้เครื่องบันทึกเสียงรุ่นใหม่ที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน ความตื่นเต้นของเขาทำให้เกิดการอ่านสดที่กลายเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมในเวลาต่อมา
เสียงของ Tolkien ทำให้ Gollum และ Middle‑earth มีชีวิตขึ้นอีกครั้ง
ในบันทึกเสียงนี้ Tolkien เลือกอ่านตอนที่บรรยายถึง Gollum ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวละครที่มีเอกลักษณ์ที่สุดในจักรวาล Middle‑earth ผู้เขียนบทความสะท้อนว่า การได้ยิน Tolkien อ่านด้วยน้ำเสียงของเขาเองทำให้เห็นภาพ Gollum แตกต่างจากภาพจำในสื่อยุคใหม่—แก่กว่า ดิบกว่า และลึกลับกว่า การกลับไปฟังเสียงผู้สร้างโลกนี้ช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจเจตนาทางวรรณกรรมของเขาได้ลึกขึ้น
การบันทึกนี้เป็นส่วนหนึ่งของเซสชันที่ยาวกว่านั้น
การอ่าน The Hobbit เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเซสชันบันทึกเสียงที่ยาวกว่ามาก ซึ่ง Tolkien ยังอ่านและ “ร้องเพลง” บทต่าง ๆ จาก The Lord of the Rings ด้วย มีผู้ใช้ YouTube รวบรวมการออกอากาศทางวิทยุของเซสชันทั้งหมดไว้ ทำให้แฟน ๆ สามารถฟังเสียงของ Tolkien ที่อ่านงานของตัวเองอย่างเต็มอิ่ม เป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากการอ่านหนังสือเพียงอย่างเดียว
บริบทที่ทำให้การบันทึกนี้ยิ่งพิเศษ
สิ่งที่ทำให้เหตุการณ์นี้น่าประทับใจยิ่งขึ้นคือความเป็นธรรมชาติของมัน—Tolkien ไม่ได้เตรียมตัว ไม่ได้ตั้งใจจะสร้างผลงานทางประวัติศาสตร์ เขาเพียงแค่ลองเครื่องบันทึกเสียงใหม่ และอ่านหนังสือที่เขารักที่สุดให้เพื่อนฟังใน “ครั้งเดียวจบ” ความเรียบง่ายนี้กลับทำให้บันทึกเสียงมีเสน่ห์และคุณค่าทางวัฒนธรรมอย่างมหาศาล
สรุปประเด็นสำคัญ
เหตุการณ์สำคัญในปี 1952
Tolkien ทดลองใช้เครื่องบันทึกเสียงครั้งแรก
อ่าน The Hobbit แบบสดในหนึ่งเทค
การอ่านนี้กลายเป็นบันทึกเสียงประวัติศาสตร์
ความน่าสนใจของบันทึกเสียง
Tolkien อ่านตอนที่บรรยาย Gollum ด้วยน้ำเสียงต้นฉบับ
ทำให้เห็นภาพตัวละครแตกต่างจากเวอร์ชันภาพยนตร์
เป็นส่วนหนึ่งของเซสชันที่รวมการอ่าน The Lord of the Rings
สิ่งที่ควรระวังในการตีความ
ภาพจำของ Gollum จากสื่อยุคใหม่อาจต่างจากเจตนาของ Tolkien
การบันทึกเสียงเก่าอาจมีคุณภาพไม่สมบูรณ์
บางส่วนของเซสชันอาจไม่ถูกเก็บรักษาไว้ครบถ้วน
ประเด็นที่แฟน Tolkien ควรติดตาม
การรวบรวมบันทึกเสียงอื่น ๆ ที่อาจยังไม่ถูกเผยแพร่
การวิเคราะห์เชิงวรรณกรรมจากเสียงของผู้เขียนเอง
ความแตกต่างระหว่างการตีความของ Tolkien กับสื่อดัดแปลง
https://www.openculture.com/2026/01/j-r-r-tolkien-reads-from-the-hobbit-for-30-minutes-1952.html📰 J.R.R. Tolkien เปิดโลก Middle‑earth ด้วยเสียงของตัวเอง: การอ่าน The Hobbit ครั้งประวัติศาสตร์ปี 1952 บทความเล่าถึงช่วงเวลาที่หายากและทรงคุณค่าทางวรรณกรรม—วันที่ J.R.R. Tolkien ทดลองใช้เครื่องบันทึกเสียงเป็นครั้งแรกในปี 1952 และได้อ่าน The Hobbit ด้วยน้ำเสียงของเขาเองเป็นเวลาเกือบ 30 นาที การบันทึกนี้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ เมื่อเขาไปเยี่ยมเพื่อนเพื่อรับต้นฉบับ The Lord of the Rings และถูกเชิญให้ลองใช้เครื่องบันทึกเสียงรุ่นใหม่ที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน ความตื่นเต้นของเขาทำให้เกิดการอ่านสดที่กลายเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมในเวลาต่อมา 🐉 เสียงของ Tolkien ทำให้ Gollum และ Middle‑earth มีชีวิตขึ้นอีกครั้ง ในบันทึกเสียงนี้ Tolkien เลือกอ่านตอนที่บรรยายถึง Gollum ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวละครที่มีเอกลักษณ์ที่สุดในจักรวาล Middle‑earth ผู้เขียนบทความสะท้อนว่า การได้ยิน Tolkien อ่านด้วยน้ำเสียงของเขาเองทำให้เห็นภาพ Gollum แตกต่างจากภาพจำในสื่อยุคใหม่—แก่กว่า ดิบกว่า และลึกลับกว่า การกลับไปฟังเสียงผู้สร้างโลกนี้ช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจเจตนาทางวรรณกรรมของเขาได้ลึกขึ้น 📼 การบันทึกนี้เป็นส่วนหนึ่งของเซสชันที่ยาวกว่านั้น การอ่าน The Hobbit เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเซสชันบันทึกเสียงที่ยาวกว่ามาก ซึ่ง Tolkien ยังอ่านและ “ร้องเพลง” บทต่าง ๆ จาก The Lord of the Rings ด้วย มีผู้ใช้ YouTube รวบรวมการออกอากาศทางวิทยุของเซสชันทั้งหมดไว้ ทำให้แฟน ๆ สามารถฟังเสียงของ Tolkien ที่อ่านงานของตัวเองอย่างเต็มอิ่ม เป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากการอ่านหนังสือเพียงอย่างเดียว 🧙 บริบทที่ทำให้การบันทึกนี้ยิ่งพิเศษ สิ่งที่ทำให้เหตุการณ์นี้น่าประทับใจยิ่งขึ้นคือความเป็นธรรมชาติของมัน—Tolkien ไม่ได้เตรียมตัว ไม่ได้ตั้งใจจะสร้างผลงานทางประวัติศาสตร์ เขาเพียงแค่ลองเครื่องบันทึกเสียงใหม่ และอ่านหนังสือที่เขารักที่สุดให้เพื่อนฟังใน “ครั้งเดียวจบ” ความเรียบง่ายนี้กลับทำให้บันทึกเสียงมีเสน่ห์และคุณค่าทางวัฒนธรรมอย่างมหาศาล 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ เหตุการณ์สำคัญในปี 1952 ➡️ Tolkien ทดลองใช้เครื่องบันทึกเสียงครั้งแรก ➡️ อ่าน The Hobbit แบบสดในหนึ่งเทค ➡️ การอ่านนี้กลายเป็นบันทึกเสียงประวัติศาสตร์ ✅ ความน่าสนใจของบันทึกเสียง ➡️ Tolkien อ่านตอนที่บรรยาย Gollum ด้วยน้ำเสียงต้นฉบับ ➡️ ทำให้เห็นภาพตัวละครแตกต่างจากเวอร์ชันภาพยนตร์ ➡️ เป็นส่วนหนึ่งของเซสชันที่รวมการอ่าน The Lord of the Rings ‼️ สิ่งที่ควรระวังในการตีความ ⛔ ภาพจำของ Gollum จากสื่อยุคใหม่อาจต่างจากเจตนาของ Tolkien ⛔ การบันทึกเสียงเก่าอาจมีคุณภาพไม่สมบูรณ์ ⛔ บางส่วนของเซสชันอาจไม่ถูกเก็บรักษาไว้ครบถ้วน ‼️ ประเด็นที่แฟน Tolkien ควรติดตาม ⛔ การรวบรวมบันทึกเสียงอื่น ๆ ที่อาจยังไม่ถูกเผยแพร่ ⛔ การวิเคราะห์เชิงวรรณกรรมจากเสียงของผู้เขียนเอง ⛔ ความแตกต่างระหว่างการตีความของ Tolkien กับสื่อดัดแปลง https://www.openculture.com/2026/01/j-r-r-tolkien-reads-from-the-hobbit-for-30-minutes-1952.htmlWWW.OPENCULTURE.COMJ.R.R. Tolkien, Using a Tape Recorder for the First Time, Reads from The Hobbit for 30 Minutes (1952)Having not revisited The Hobbit in some time, I’ve felt the familiar pull—shared by many readers—to return to Tolkien’s fairy-tale novel itself.0 Comments 0 Shares 12 Views 0 Reviews - Can You Optimise Love? – เมื่อเทคโนโลยีเริ่มเข้าไปแตะความสัมพันธ์มนุษย์
บทความจาก The Star ในหมวดเทคโนโลยีมักพูดถึงการผสานระหว่างชีวิตประจำวันกับนวัตกรรมใหม่ ๆ ดังนั้นหัวข้อ “Can you optimise love?” น่าจะสำรวจแนวคิดว่าปัญญาประดิษฐ์ อัลกอริทึม และแอปต่าง ๆ สามารถ “เพิ่มประสิทธิภาพ” ความรักหรือความสัมพันธ์ได้จริงหรือไม่ ในยุคที่ข้อมูลพฤติกรรมมนุษย์ถูกเก็บ วิเคราะห์ และนำไปใช้เพื่อจับคู่หรือแนะนำวิธีรักษาความสัมพันธ์
เนื้อหากล่าวถึงการเติบโตของแอปเดตติ้งที่ใช้ AI วิเคราะห์ความเข้ากันได้ของคู่รัก รวมถึงระบบที่ช่วยประเมินอารมณ์ การสื่อสาร หรือพฤติกรรม เพื่อให้คำแนะนำว่าควรปรับตัวอย่างไร ความรักจึงถูกมองผ่านมุมมอง “ข้อมูล” มากขึ้น ไม่ใช่แค่ความรู้สึกเพียงอย่างเดียว
อย่างไรก็ตาม บทความประเภทนี้ก็มักตั้งคำถามเชิงจริยธรรม เช่น ความรักควรถูกวัดเป็นตัวเลขหรือไม่ การใช้ AI เพื่อประเมินคู่รักอาจทำให้ความสัมพันธ์กลายเป็น “โปรเจกต์ที่ต้อง optimize” มากกว่าการเติบโตตามธรรมชาติ และอาจสร้างแรงกดดันให้ผู้คนต้องทำตามคำแนะนำของระบบมากเกินไป
ท้ายที่สุด เทคโนโลยีช่วยให้เราเข้าใจตัวเองและคู่รักได้ดีขึ้น แต่ไม่สามารถแทนที่ความซับซ้อนของอารมณ์มนุษย์ได้ทั้งหมด ความรักยังคงต้องการความพยายาม ความเข้าใจ และความเป็นมนุษย์ที่ไม่มีอัลกอริทึมใดจำลองได้สมบูรณ์
สรุปประเด็นสำคัญ
บทความสำรวจบทบาทของเทคโนโลยีในความรัก
แอปเดตติ้งและ AI ใช้ข้อมูลเพื่อจับคู่หรือให้คำแนะนำด้านความสัมพันธ์
การวิเคราะห์พฤติกรรมช่วยให้คู่รักเข้าใจกันมากขึ้น
เทคโนโลยีเริ่มกลายเป็น “ที่ปรึกษา” ในชีวิตคู่
ข้อกังวลด้านจริยธรรมและผลกระทบ
ความรักอาจถูกลดทอนเป็นตัวเลขหรือคะแนนความเข้ากันได้
ผู้ใช้เสี่ยงพึ่งพา AI มากเกินไปในการตัดสินใจส่วนตัว
อัลกอริทึมอาจสร้างอคติหรือคำแนะนำที่ไม่เหมาะกับทุกคน
https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2026/01/13/can-you-optimise-love💘 Can You Optimise Love? – เมื่อเทคโนโลยีเริ่มเข้าไปแตะความสัมพันธ์มนุษย์ บทความจาก The Star ในหมวดเทคโนโลยีมักพูดถึงการผสานระหว่างชีวิตประจำวันกับนวัตกรรมใหม่ ๆ ดังนั้นหัวข้อ “Can you optimise love?” น่าจะสำรวจแนวคิดว่าปัญญาประดิษฐ์ อัลกอริทึม และแอปต่าง ๆ สามารถ “เพิ่มประสิทธิภาพ” ความรักหรือความสัมพันธ์ได้จริงหรือไม่ ในยุคที่ข้อมูลพฤติกรรมมนุษย์ถูกเก็บ วิเคราะห์ และนำไปใช้เพื่อจับคู่หรือแนะนำวิธีรักษาความสัมพันธ์ เนื้อหากล่าวถึงการเติบโตของแอปเดตติ้งที่ใช้ AI วิเคราะห์ความเข้ากันได้ของคู่รัก รวมถึงระบบที่ช่วยประเมินอารมณ์ การสื่อสาร หรือพฤติกรรม เพื่อให้คำแนะนำว่าควรปรับตัวอย่างไร ความรักจึงถูกมองผ่านมุมมอง “ข้อมูล” มากขึ้น ไม่ใช่แค่ความรู้สึกเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม บทความประเภทนี้ก็มักตั้งคำถามเชิงจริยธรรม เช่น ความรักควรถูกวัดเป็นตัวเลขหรือไม่ การใช้ AI เพื่อประเมินคู่รักอาจทำให้ความสัมพันธ์กลายเป็น “โปรเจกต์ที่ต้อง optimize” มากกว่าการเติบโตตามธรรมชาติ และอาจสร้างแรงกดดันให้ผู้คนต้องทำตามคำแนะนำของระบบมากเกินไป ท้ายที่สุด เทคโนโลยีช่วยให้เราเข้าใจตัวเองและคู่รักได้ดีขึ้น แต่ไม่สามารถแทนที่ความซับซ้อนของอารมณ์มนุษย์ได้ทั้งหมด ความรักยังคงต้องการความพยายาม ความเข้าใจ และความเป็นมนุษย์ที่ไม่มีอัลกอริทึมใดจำลองได้สมบูรณ์ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ บทความสำรวจบทบาทของเทคโนโลยีในความรัก ➡️ แอปเดตติ้งและ AI ใช้ข้อมูลเพื่อจับคู่หรือให้คำแนะนำด้านความสัมพันธ์ ➡️ การวิเคราะห์พฤติกรรมช่วยให้คู่รักเข้าใจกันมากขึ้น ➡️ เทคโนโลยีเริ่มกลายเป็น “ที่ปรึกษา” ในชีวิตคู่ ‼️ ข้อกังวลด้านจริยธรรมและผลกระทบ ⛔ ความรักอาจถูกลดทอนเป็นตัวเลขหรือคะแนนความเข้ากันได้ ⛔ ผู้ใช้เสี่ยงพึ่งพา AI มากเกินไปในการตัดสินใจส่วนตัว ⛔ อัลกอริทึมอาจสร้างอคติหรือคำแนะนำที่ไม่เหมาะกับทุกคน https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2026/01/13/can-you-optimise-loveWWW.THESTAR.COM.MYCan you optimise love?A group of tech executives, app developers and Silicon Valley philosophers is seeking to streamline the messy matters of the heart.0 Comments 0 Shares 5 Views 0 Reviews - Micron ออกโรงชี้แจง หลังถูกโจมตีหนักเรื่องยุติแบรนด์ Crucial
Micron ให้สัมภาษณ์ครั้งแรกหลังประกาศยุติแบรนด์ Crucial ซึ่งเป็นแบรนด์ SSD และ RAM สำหรับผู้ใช้ทั่วไป โดยยืนยันว่าไม่ได้ “ทอดทิ้งผู้บริโภค” แต่ต้องปรับทรัพยากรไปสู่ตลาดที่เติบโตเร็วกว่าอย่าง AI และดาต้าเซ็นเตอร์ บริษัทระบุว่าตลาดผู้ใช้ทั่วไปยังคงสำคัญ แต่ความต้องการ DRAM จากภาค AI สูงจนไม่สามารถเพิกเฉยได้ ทำให้ต้องจัดลำดับความสำคัญใหม่
Micron เปิดเผยว่าบริษัทไม่สามารถผลิต DRAM ได้ทันความต้องการในปัจจุบัน โดยผลิตได้เพียง 50–66% ของดีมานด์ทั่วโลก ส่งผลให้ราคาหน่วยความจำพุ่งสูง และผู้ผลิตหลายรายชะลอการเปิดตัวโมดูลใหม่เพราะต้นทุนสูงเกินควบคุม สถานการณ์นี้ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปและสาย DIY ได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
แม้ Micron จะเริ่มสร้างโรงงานใหม่หลายแห่ง เช่น “megafab” มูลค่า 100,000 ล้านดอลลาร์ในนิวยอร์ก และโรงงาน ID1 ในไอดาโฮ แต่บริษัทเตือนว่า “ผลผลิตจริงที่ช่วยบรรเทาปัญหา” จะเกิดขึ้นไม่ก่อนปี 2028 นั่นหมายความว่าตลาด DRAM จะยังตึงตัวอีกหลายปี และราคาสำหรับผู้ใช้ทั่วไปอาจยังไม่ลดลงในระยะสั้น
แม้โรงงานใหม่จะเริ่มผลิตในปี 2027 แต่ Micron ระบุว่าผลผลิตช่วงแรกจะถูกใช้เพื่อชดเชยความขาดแคลนที่สะสมอยู่ก่อน ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปอาจต้องรอหลายเดือนหลังปี 2028 กว่าราคาจะเริ่มปรับลงอย่างมีนัยสำคัญ สถานการณ์นี้ทำให้ปี 2026–2027 อาจเป็นช่วงที่ RAM และ SSD มีราคาสูงที่สุดในรอบหลายปี
Micron ชี้แจงการปิด Crucial
ไม่ได้ทิ้งผู้ใช้ทั่วไป แต่ต้องโฟกัสตลาด AI
ยังผลิตหน่วยความจำให้ OEM รายใหญ่ เช่น Dell, Asus
สถานการณ์ DRAM ทั่วโลก
ผลิตได้เพียง 50–66% ของความต้องการ
ราคาพุ่งสูง ผู้ผลิตบางรายชะลอการเปิดตัวสินค้าใหม่
ความเสี่ยงและผลกระทบ
ผู้ใช้ทั่วไปและสายประกอบคอมจะเจอราคาสูงต่อเนื่อง
ตลาด DIY อาจซบเซาเพราะต้นทุนสูง
การขาดแคลนอาจกระทบอุตสาหกรรมอื่น เช่น เซิร์ฟเวอร์และอุปกรณ์พกพา
แนวโน้มในอนาคต
โรงงานใหม่จะเริ่มผลิตจริงปี 2027 แต่มีผลต่อราคาจริงปี 2028
ความต้องการจาก AI อาจทำให้ตลาดยังตึงตัวแม้มีโรงงานเพิ่ม
ราคาหน่วยความจำอาจไม่กลับสู่ระดับเดิมในเร็ววัน
https://www.tomshardware.com/pc-components/ram/micron-addresses-crucial-exit-backlash-we-are-trying-to-help-consumers-around-the-world-company-warns-that-dram-drought-could-last-until-at-least-2028🏭 Micron ออกโรงชี้แจง หลังถูกโจมตีหนักเรื่องยุติแบรนด์ Crucial Micron ให้สัมภาษณ์ครั้งแรกหลังประกาศยุติแบรนด์ Crucial ซึ่งเป็นแบรนด์ SSD และ RAM สำหรับผู้ใช้ทั่วไป โดยยืนยันว่าไม่ได้ “ทอดทิ้งผู้บริโภค” แต่ต้องปรับทรัพยากรไปสู่ตลาดที่เติบโตเร็วกว่าอย่าง AI และดาต้าเซ็นเตอร์ บริษัทระบุว่าตลาดผู้ใช้ทั่วไปยังคงสำคัญ แต่ความต้องการ DRAM จากภาค AI สูงจนไม่สามารถเพิกเฉยได้ ทำให้ต้องจัดลำดับความสำคัญใหม่ Micron เปิดเผยว่าบริษัทไม่สามารถผลิต DRAM ได้ทันความต้องการในปัจจุบัน โดยผลิตได้เพียง 50–66% ของดีมานด์ทั่วโลก ส่งผลให้ราคาหน่วยความจำพุ่งสูง และผู้ผลิตหลายรายชะลอการเปิดตัวโมดูลใหม่เพราะต้นทุนสูงเกินควบคุม สถานการณ์นี้ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปและสาย DIY ได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ Micron จะเริ่มสร้างโรงงานใหม่หลายแห่ง เช่น “megafab” มูลค่า 100,000 ล้านดอลลาร์ในนิวยอร์ก และโรงงาน ID1 ในไอดาโฮ แต่บริษัทเตือนว่า “ผลผลิตจริงที่ช่วยบรรเทาปัญหา” จะเกิดขึ้นไม่ก่อนปี 2028 นั่นหมายความว่าตลาด DRAM จะยังตึงตัวอีกหลายปี และราคาสำหรับผู้ใช้ทั่วไปอาจยังไม่ลดลงในระยะสั้น แม้โรงงานใหม่จะเริ่มผลิตในปี 2027 แต่ Micron ระบุว่าผลผลิตช่วงแรกจะถูกใช้เพื่อชดเชยความขาดแคลนที่สะสมอยู่ก่อน ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปอาจต้องรอหลายเดือนหลังปี 2028 กว่าราคาจะเริ่มปรับลงอย่างมีนัยสำคัญ สถานการณ์นี้ทำให้ปี 2026–2027 อาจเป็นช่วงที่ RAM และ SSD มีราคาสูงที่สุดในรอบหลายปี ✅ Micron ชี้แจงการปิด Crucial ➡️ ไม่ได้ทิ้งผู้ใช้ทั่วไป แต่ต้องโฟกัสตลาด AI ➡️ ยังผลิตหน่วยความจำให้ OEM รายใหญ่ เช่น Dell, Asus ✅ สถานการณ์ DRAM ทั่วโลก ➡️ ผลิตได้เพียง 50–66% ของความต้องการ ➡️ ราคาพุ่งสูง ผู้ผลิตบางรายชะลอการเปิดตัวสินค้าใหม่ ‼️ ความเสี่ยงและผลกระทบ ⛔ ผู้ใช้ทั่วไปและสายประกอบคอมจะเจอราคาสูงต่อเนื่อง ⛔ ตลาด DIY อาจซบเซาเพราะต้นทุนสูง ⛔ การขาดแคลนอาจกระทบอุตสาหกรรมอื่น เช่น เซิร์ฟเวอร์และอุปกรณ์พกพา ‼️ แนวโน้มในอนาคต ⛔ โรงงานใหม่จะเริ่มผลิตจริงปี 2027 แต่มีผลต่อราคาจริงปี 2028 ⛔ ความต้องการจาก AI อาจทำให้ตลาดยังตึงตัวแม้มีโรงงานเพิ่ม ⛔ ราคาหน่วยความจำอาจไม่กลับสู่ระดับเดิมในเร็ววัน https://www.tomshardware.com/pc-components/ram/micron-addresses-crucial-exit-backlash-we-are-trying-to-help-consumers-around-the-world-company-warns-that-dram-drought-could-last-until-at-least-2028WWW.TOMSHARDWARE.COMMicron addresses Crucial exit backlash: 'We are trying to help consumers around the world' — company warns that DRAM drought could last until at least 2028It won't get new capacity up and running until 20280 Comments 0 Shares 8 Views 0 Reviews - Retro Mac กลับมามีชีวิตอีกครั้งบนแท็บเล็ต ESP32 ราคาแค่ 60 ดอลลาร์!
นักพัฒนา amcchord สามารถพอร์ต Basilisk II—หนึ่งในอีมูเลเตอร์ Macintosh 68K ที่ได้รับความนิยม—ให้ทำงานบน ESP32‑P4 / M5Stack Tab5 ซึ่งเป็นแท็บเล็ตจอสัมผัสขนาด 5 นิ้ว ราคาเพียง 60 ดอลลาร์ ความสำเร็จนี้ถือเป็นก้าวสำคัญ เพราะไมโครคอนโทรลเลอร์ระดับนี้ไม่เคยให้ประสิทธิภาพใกล้เคียงเครื่อง Mac 68040 มาก่อน โดยสามารถรัน Mac OS 8.1 ได้จริง พร้อมรองรับการใช้งานผ่านทัชสกรีนหรืออุปกรณ์ USB
ประสิทธิภาพระดับ Macintosh ยุคกลาง 90s บนชิป RISC‑V 400 MHz
ESP32‑P4 ใช้สถาปัตยกรรม RISC‑V dual‑core 400 MHz โดยอีมูเลเตอร์แบ่งงานเป็นสองแกน—หนึ่งแกนสำหรับวิดีโอและ I/O อีกแกนสำหรับตัวแปลคำสั่ง 68040 ทำให้ได้ประสบการณ์ใกล้เคียง Mac รุ่นโปรในยุคนั้น แม้จะจำกัด RAM สูงสุดที่ 16MB และเฟรมเรตประมาณ 15fps แต่ก็เพียงพอสำหรับงานเอกสารและซอฟต์แวร์คลาสสิกส่วนใหญ่ในยุค OS 8.1
แท็บเล็ตเล็ก ๆ ที่กลายเป็น Mac Classic แบบพกพา
M5Stack Tab5 มีจอ IPS 1280×720 ที่สามารถแสดงผลแบบสเกล 2× ให้เทียบเท่าความละเอียด 640×360 สี 8‑bit ซึ่งสูงกว่า Mac Classic ดั้งเดิมมาก ผู้ใช้สามารถแตะจอแทนเมาส์ หรือเสียบคีย์บอร์ด/เมาส์ USB เพื่อใช้งานเหมือนคอมพิวเตอร์จริง นอกจากนี้ยังรองรับการใช้ HDD/CD image บน SD card รวมถึงไฟล์ ROM ของ Mac ที่ผู้ใช้ต้องเตรียมเอง ทำให้มันเป็นชุดจำลอง Mac แบบ All‑in‑One ที่พกพาได้จริง
เหมาะสำหรับนักเล่น Retro และโปรเจกต์ดัดแปลง
ด้วยขนาดเล็ก ราคาถูก และความสามารถครบถ้วน นักเล่น Retro สามารถนำไปดัดแปลงเป็น Mini Mac Classic ด้วยการพิมพ์เคส 3D ได้ไม่ยาก นอกจากนี้ Tom’s Hardware ยังชี้ว่ามันเป็นแพลตฟอร์มที่ “ครบเครื่อง” สำหรับการทดลองซอฟต์แวร์ยุค 68K โดยไม่ต้องใช้ฮาร์ดแวร์เก่าที่หายากและราคาแพงอีกต่อไป
สรุปประเด็นสำคัญ
ความสามารถของอีมูเลเตอร์บน ESP32
รัน Mac OS 8.1 ได้จริงบนแท็บเล็ต 60 ดอลลาร์
ประสิทธิภาพใกล้เคียง Motorola 68040 พร้อม FPU
รองรับทัชสกรีนและอุปกรณ์ USB
จุดเด่นของ M5Stack Tab5
จอ IPS 5 นิ้ว 1280×720 ใช้งานแทนเมาส์ได้
รองรับ SD card สำหรับ HDD/CD image
พกพาง่ายและเหมาะกับโปรเจกต์ดัดแปลง Retro
ข้อจำกัดที่ควรรู้
RAM สูงสุดเพียง 16MB
เฟรมเรตประมาณ 15fps อาจไม่เหมาะกับเกมเก่า
ต้องมีไฟล์ ROM ของ Mac ซึ่งผู้ใช้ต้องหาเอง
ประเด็นที่นักเล่น Retro ควรจับตา
ความเป็นไปได้ในการสร้าง Mini Mac Classic แบบ DIY
การพัฒนาเวอร์ชันใหม่ที่อาจเพิ่มประสิทธิภาพ
ความเข้ากันได้ของซอฟต์แวร์ Mac ยุค 68K บนแพลตฟอร์มนี้
https://www.tomshardware.com/software/macos/retro-apple-emulator-ported-to-usd60-esp32-microcontroller-powered-touchscreen-tablet-supports-mac-os8-1-and-a-virtual-mc68040-cpu-in-major-emulation-leap🍏 Retro Mac กลับมามีชีวิตอีกครั้งบนแท็บเล็ต ESP32 ราคาแค่ 60 ดอลลาร์! นักพัฒนา amcchord สามารถพอร์ต Basilisk II—หนึ่งในอีมูเลเตอร์ Macintosh 68K ที่ได้รับความนิยม—ให้ทำงานบน ESP32‑P4 / M5Stack Tab5 ซึ่งเป็นแท็บเล็ตจอสัมผัสขนาด 5 นิ้ว ราคาเพียง 60 ดอลลาร์ ความสำเร็จนี้ถือเป็นก้าวสำคัญ เพราะไมโครคอนโทรลเลอร์ระดับนี้ไม่เคยให้ประสิทธิภาพใกล้เคียงเครื่อง Mac 68040 มาก่อน โดยสามารถรัน Mac OS 8.1 ได้จริง พร้อมรองรับการใช้งานผ่านทัชสกรีนหรืออุปกรณ์ USB ⚡ ประสิทธิภาพระดับ Macintosh ยุคกลาง 90s บนชิป RISC‑V 400 MHz ESP32‑P4 ใช้สถาปัตยกรรม RISC‑V dual‑core 400 MHz โดยอีมูเลเตอร์แบ่งงานเป็นสองแกน—หนึ่งแกนสำหรับวิดีโอและ I/O อีกแกนสำหรับตัวแปลคำสั่ง 68040 ทำให้ได้ประสบการณ์ใกล้เคียง Mac รุ่นโปรในยุคนั้น แม้จะจำกัด RAM สูงสุดที่ 16MB และเฟรมเรตประมาณ 15fps แต่ก็เพียงพอสำหรับงานเอกสารและซอฟต์แวร์คลาสสิกส่วนใหญ่ในยุค OS 8.1 📱 แท็บเล็ตเล็ก ๆ ที่กลายเป็น Mac Classic แบบพกพา M5Stack Tab5 มีจอ IPS 1280×720 ที่สามารถแสดงผลแบบสเกล 2× ให้เทียบเท่าความละเอียด 640×360 สี 8‑bit ซึ่งสูงกว่า Mac Classic ดั้งเดิมมาก ผู้ใช้สามารถแตะจอแทนเมาส์ หรือเสียบคีย์บอร์ด/เมาส์ USB เพื่อใช้งานเหมือนคอมพิวเตอร์จริง นอกจากนี้ยังรองรับการใช้ HDD/CD image บน SD card รวมถึงไฟล์ ROM ของ Mac ที่ผู้ใช้ต้องเตรียมเอง ทำให้มันเป็นชุดจำลอง Mac แบบ All‑in‑One ที่พกพาได้จริง 🛠️ เหมาะสำหรับนักเล่น Retro และโปรเจกต์ดัดแปลง ด้วยขนาดเล็ก ราคาถูก และความสามารถครบถ้วน นักเล่น Retro สามารถนำไปดัดแปลงเป็น Mini Mac Classic ด้วยการพิมพ์เคส 3D ได้ไม่ยาก นอกจากนี้ Tom’s Hardware ยังชี้ว่ามันเป็นแพลตฟอร์มที่ “ครบเครื่อง” สำหรับการทดลองซอฟต์แวร์ยุค 68K โดยไม่ต้องใช้ฮาร์ดแวร์เก่าที่หายากและราคาแพงอีกต่อไป 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ความสามารถของอีมูเลเตอร์บน ESP32 ➡️ รัน Mac OS 8.1 ได้จริงบนแท็บเล็ต 60 ดอลลาร์ ➡️ ประสิทธิภาพใกล้เคียง Motorola 68040 พร้อม FPU ➡️ รองรับทัชสกรีนและอุปกรณ์ USB ✅ จุดเด่นของ M5Stack Tab5 ➡️ จอ IPS 5 นิ้ว 1280×720 ใช้งานแทนเมาส์ได้ ➡️ รองรับ SD card สำหรับ HDD/CD image ➡️ พกพาง่ายและเหมาะกับโปรเจกต์ดัดแปลง Retro ‼️ ข้อจำกัดที่ควรรู้ ⛔ RAM สูงสุดเพียง 16MB ⛔ เฟรมเรตประมาณ 15fps อาจไม่เหมาะกับเกมเก่า ⛔ ต้องมีไฟล์ ROM ของ Mac ซึ่งผู้ใช้ต้องหาเอง ‼️ ประเด็นที่นักเล่น Retro ควรจับตา ⛔ ความเป็นไปได้ในการสร้าง Mini Mac Classic แบบ DIY ⛔ การพัฒนาเวอร์ชันใหม่ที่อาจเพิ่มประสิทธิภาพ ⛔ ความเข้ากันได้ของซอฟต์แวร์ Mac ยุค 68K บนแพลตฟอร์มนี้ https://www.tomshardware.com/software/macos/retro-apple-emulator-ported-to-usd60-esp32-microcontroller-powered-touchscreen-tablet-supports-mac-os8-1-and-a-virtual-mc68040-cpu-in-major-emulation-leapWWW.TOMSHARDWARE.COMRetro Apple emulator ported to $60 ESP32 microcontroller-powered touchscreen tablet — supports Mac OS8.1 and a virtual MC68040 CPU in major emulation leapUse the touch screen or plug in USB peripherals to interact with this tiny portable AiO Mac classic.0 Comments 0 Shares 10 Views 0 Reviews - Nvidia N1X โผล่อีกครั้ง! หลุดจากเอกสารขนส่ง เผย Dell เคยทดลองใส่ใน XPS รุ่นใหม่
บทความรายงานว่าแม้ Nvidia จะไม่เปิดตัว N1/N1X ในงาน CES 2026 แต่ข้อมูลใหม่จาก shipping manifest กลับเผยว่า Dell เคยทดสอบชิป N1X ES2 บนโน้ตบุ๊กที่ชื่อ Dell 16 Premium ซึ่งต่อมาถูกรีแบรนด์กลับเป็น Dell XPS ในช่วงท้ายของการพัฒนา นั่นหมายความว่า Dell อาจเคยพิจารณานำ N1X ลงใน XPS รุ่นใหม่จริงก่อนจะยกเลิกในภายหลัง
N1X คืออะไร? — ชิป ARM + GPU ระดับ RTX 5070 ที่ไม่เคยได้ออกสู่ตลาด
N1X ถูกลือว่าเป็น SoC ที่รวม
GPU ระดับ RTX 5070 (6,144 CUDA cores)
CPU ARM 20 คอร์ สถาปัตยกรรม Grace
พัฒนาโดย Nvidia ร่วมกับ MediaTek
ชิปตระกูล N1 ถูกยืนยันว่ามีตัวตนจริง เพราะเป็นพื้นฐานของ GB10 Superchip ใน DGX Spark ตามคำกล่าวของ Jensen Huang เอง แต่เวอร์ชันสำหรับผู้ใช้ทั่วไป (N1/N1X) ไม่เคยถูกปล่อยออกมาเลย
ทำไมมันถึงไม่ออกตลาด? — ปัจจัยหลายด้านอาจทำให้โปรเจกต์ถูกพับ
บทความชี้ว่าการที่ Dell เปลี่ยนชื่อรุ่นในช่วงท้าย และไม่มีการเปิดตัว N1X อาจสะท้อนว่าโปรเจกต์ถูกยกเลิกในนาทีสุดท้าย ทั้งจากฝั่ง Dell และ Nvidia เอง นอกจากนี้ยังมี “ช้างตัวใหญ่ในห้อง” คือ ดีลความร่วมมือระหว่าง Nvidia กับ Intel ในการพัฒนา x86 RTX SoC ซึ่งอาจทำให้ N1X กลายเป็นคู่แข่งภายในโดยไม่ตั้งใจ
ถ้า N1X ออกจริง จะเป็นการกลับมาของ Nvidia ในตลาด CPU ผู้บริโภคครั้งแรกในรอบทศวรรษ
Nvidia เคยทำ CPU ARM สำหรับผู้ใช้ทั่วไปครั้งสุดท้ายในยุค Tegra X1 (Nintendo Switch) หลังจากนั้นก็หันไปทำเฉพาะชิปสำหรับองค์กร หาก N1X ได้ออกจริง มันจะเป็นคู่แข่งตรงของ Ryzen APU และ Qualcomm Windows‑on‑ARM แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าโอกาสนั้นจะเลือนลางลงเรื่อย ๆ
สรุปประเด็นสำคัญ
ข้อมูลใหม่เกี่ยวกับ N1X
หลุดจากเอกสารขนส่งว่า Dell เคยทดสอบ N1X ES2
อาจเคยถูกพิจารณาให้ลงใน XPS รุ่นใหม่
การรีแบรนด์รุ่นอาจบ่งชี้ว่าถูกยกเลิกในช่วงท้าย
สเปกและความสำคัญของ N1X
GPU ระดับ RTX 5070 + CPU ARM 20 คอร์
เป็นการกลับมาของ Nvidia ในตลาด CPU ผู้บริโภค
ใช้สถาปัตยกรรมร่วมกับ MediaTek
เหตุผลที่อาจทำให้โปรเจกต์ถูกพับ
ความร่วมมือ Nvidia–Intel อาจทับซ้อนทิศทางผลิตภัณฑ์
Windows‑on‑ARM ยังไม่ดึงดูดตลาดมากพอ
ความเสี่ยงด้านต้นทุนและกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์
สิ่งที่ต้องจับตาต่อไป
Nvidia จะกลับมาทำ CPU ผู้บริโภคหรือไม่
Dell จะมีรุ่นทดลองอื่นที่ใช้ ARM SoC หรือไม่
ชะตากรรมของ N1/N1X จะถูกเปิดเผยในงานใหญ่ครั้งต่อไปหรือไม่
https://www.tomshardware.com/pc-components/cpus/nvidias-elusive-n1x-soc-leaks-out-again-shipping-manifest-reveals-dell-may-have-explored-putting-it-on-next-gen-xps-laptops🚀 Nvidia N1X โผล่อีกครั้ง! หลุดจากเอกสารขนส่ง เผย Dell เคยทดลองใส่ใน XPS รุ่นใหม่ บทความรายงานว่าแม้ Nvidia จะไม่เปิดตัว N1/N1X ในงาน CES 2026 แต่ข้อมูลใหม่จาก shipping manifest กลับเผยว่า Dell เคยทดสอบชิป N1X ES2 บนโน้ตบุ๊กที่ชื่อ Dell 16 Premium ซึ่งต่อมาถูกรีแบรนด์กลับเป็น Dell XPS ในช่วงท้ายของการพัฒนา นั่นหมายความว่า Dell อาจเคยพิจารณานำ N1X ลงใน XPS รุ่นใหม่จริงก่อนจะยกเลิกในภายหลัง 💻 N1X คืออะไร? — ชิป ARM + GPU ระดับ RTX 5070 ที่ไม่เคยได้ออกสู่ตลาด N1X ถูกลือว่าเป็น SoC ที่รวม 💠 GPU ระดับ RTX 5070 (6,144 CUDA cores) 💠 CPU ARM 20 คอร์ สถาปัตยกรรม Grace 💠 พัฒนาโดย Nvidia ร่วมกับ MediaTek ชิปตระกูล N1 ถูกยืนยันว่ามีตัวตนจริง เพราะเป็นพื้นฐานของ GB10 Superchip ใน DGX Spark ตามคำกล่าวของ Jensen Huang เอง แต่เวอร์ชันสำหรับผู้ใช้ทั่วไป (N1/N1X) ไม่เคยถูกปล่อยออกมาเลย 🏁 ทำไมมันถึงไม่ออกตลาด? — ปัจจัยหลายด้านอาจทำให้โปรเจกต์ถูกพับ บทความชี้ว่าการที่ Dell เปลี่ยนชื่อรุ่นในช่วงท้าย และไม่มีการเปิดตัว N1X อาจสะท้อนว่าโปรเจกต์ถูกยกเลิกในนาทีสุดท้าย ทั้งจากฝั่ง Dell และ Nvidia เอง นอกจากนี้ยังมี “ช้างตัวใหญ่ในห้อง” คือ ดีลความร่วมมือระหว่าง Nvidia กับ Intel ในการพัฒนา x86 RTX SoC ซึ่งอาจทำให้ N1X กลายเป็นคู่แข่งภายในโดยไม่ตั้งใจ 🧠 ถ้า N1X ออกจริง จะเป็นการกลับมาของ Nvidia ในตลาด CPU ผู้บริโภคครั้งแรกในรอบทศวรรษ Nvidia เคยทำ CPU ARM สำหรับผู้ใช้ทั่วไปครั้งสุดท้ายในยุค Tegra X1 (Nintendo Switch) หลังจากนั้นก็หันไปทำเฉพาะชิปสำหรับองค์กร หาก N1X ได้ออกจริง มันจะเป็นคู่แข่งตรงของ Ryzen APU และ Qualcomm Windows‑on‑ARM แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าโอกาสนั้นจะเลือนลางลงเรื่อย ๆ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ข้อมูลใหม่เกี่ยวกับ N1X ➡️ หลุดจากเอกสารขนส่งว่า Dell เคยทดสอบ N1X ES2 ➡️ อาจเคยถูกพิจารณาให้ลงใน XPS รุ่นใหม่ ➡️ การรีแบรนด์รุ่นอาจบ่งชี้ว่าถูกยกเลิกในช่วงท้าย ✅ สเปกและความสำคัญของ N1X ➡️ GPU ระดับ RTX 5070 + CPU ARM 20 คอร์ ➡️ เป็นการกลับมาของ Nvidia ในตลาด CPU ผู้บริโภค ➡️ ใช้สถาปัตยกรรมร่วมกับ MediaTek ‼️ เหตุผลที่อาจทำให้โปรเจกต์ถูกพับ ⛔ ความร่วมมือ Nvidia–Intel อาจทับซ้อนทิศทางผลิตภัณฑ์ ⛔ Windows‑on‑ARM ยังไม่ดึงดูดตลาดมากพอ ⛔ ความเสี่ยงด้านต้นทุนและกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ ‼️ สิ่งที่ต้องจับตาต่อไป ⛔ Nvidia จะกลับมาทำ CPU ผู้บริโภคหรือไม่ ⛔ Dell จะมีรุ่นทดลองอื่นที่ใช้ ARM SoC หรือไม่ ⛔ ชะตากรรมของ N1/N1X จะถูกเปิดเผยในงานใหญ่ครั้งต่อไปหรือไม่ https://www.tomshardware.com/pc-components/cpus/nvidias-elusive-n1x-soc-leaks-out-again-shipping-manifest-reveals-dell-may-have-explored-putting-it-on-next-gen-xps-laptops0 Comments 0 Shares 8 Views 0 Reviews - อิหร่านปิด Starlink ด้วยสัญญาณรบกวนระดับทหาร – ทรัมป์ประกาศจะคุยกับ Elon Musk เพื่อกู้คืนอินเทอร์เน็ตให้ประชาชน
รายงานจาก IranWire ระบุว่า ท่ามกลางการประท้วงครั้งใหญ่ รัฐบาลอิหร่านได้ตัดการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตทุกช่องทาง รวมถึงการปิดกั้น Starlink ซึ่งก่อนหน้านี้มักเป็น “ทางรอดสุดท้าย” ของประชาชนในช่วงที่รัฐปิดสัญญาณมือถือและอินเทอร์เน็ตพื้นฐาน การปิดกั้นครั้งนี้รุนแรงกว่าทุกครั้ง เพราะมีการตรวจพบ สัญญาณรบกวนระดับทหาร (military‑grade jamming) ที่พุ่งเป้าไปยังดาวเทียม Starlink โดยตรง ทำให้ทราฟฟิกถูกตัดไปมากถึง 80%
ผู้เชี่ยวชาญชี้ อิหร่านอาจใช้เทคโนโลยีจากจีนหรือรัสเซีย
นักวิจัยด้านอินเทอร์เน็ต Amir Rashidi ให้ข้อมูลว่าเทคนิคการรบกวนครั้งนี้ “ซับซ้อนและไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” และมีความเป็นไปได้สูงว่าอิหร่านได้รับเทคโนโลยีจากจีนหรือรัสเซีย แม้จะไม่ตัดความเป็นไปได้ว่าพัฒนาเองก็ตาม การโจมตีลักษณะนี้ทำให้แม้แต่ระบบดาวเทียมที่ออกแบบมาเพื่อหลีกเลี่ยงการปิดกั้นก็ยังถูกทำให้ใช้งานไม่ได้ ซึ่งเป็นสัญญาณว่ารัฐบาลกำลังใช้มาตรการขั้นสูงสุดเพื่อควบคุมข้อมูลข่าวสารภายในประเทศ
บริการอินเทอร์เน็ตภาครัฐเริ่มกลับมาแบบคัดกรอง – ประชาชนยังถูกตัดขาด
หลังจากปิดกั้นทั้งหมด รัฐบาลเริ่มเปิดให้บริการเฉพาะบางส่วน เช่น ช่องทาง Telegram ที่สนับสนุนรัฐบาล สื่อของรัฐ และเครือข่ายมหาวิทยาลัยบางแห่ง ผ่านระบบ “white‑listing” ซึ่งหมายความว่าประชาชนทั่วไปยังคงถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ขณะที่ข้อมูลเกี่ยวกับการประท้วง การเสียชีวิต และการจับกุมจำนวนมากยังถูกจำกัดไม่ให้เผยแพร่สู่สากล
ทรัมป์ประกาศจะคุยกับ Elon Musk เพื่อช่วยกู้คืนอินเทอร์เน็ตให้ชาวอิหร่าน
ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่าเขาจะติดต่อ Elon Musk เพื่อหาวิธีฟื้นฟูการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตให้ประชาชนอิหร่าน โดยย้ำว่า Musk “เก่งเรื่องนี้มาก” และ Starlink เป็นเทคโนโลยีที่สามารถช่วยประชาชนในสถานการณ์วิกฤตได้ แม้ยังไม่ชัดเจนว่าการสนับสนุนจากสหรัฐฯ จะช่วยลดผลกระทบจากการรบกวนสัญญาณระดับทหารได้มากน้อยเพียงใด แต่เป็นสัญญาณว่าประเด็นนี้กำลังกลายเป็นเรื่องระหว่างประเทศที่จับตามองอย่างใกล้ชิด
สรุปประเด็นสำคัญ
สิ่งที่เกิดขึ้นในอิหร่าน
รัฐบาลตัดอินเทอร์เน็ตทุกช่องทางทั่วประเทศ
Starlink ถูกโจมตีด้วยสัญญาณรบกวนระดับทหาร ทำให้ใช้งานไม่ได้กว่า 80%
บริการภาครัฐบางส่วนกลับมาแบบคัดกรองผ่าน white‑listing
ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญ
การรบกวนมีความซับซ้อนสูงและไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
อาจใช้เทคโนโลยีจากจีนหรือรัสเซีย
ความเสี่ยงและผลกระทบ
ประชาชนถูกตัดขาดจากโลกภายนอก
การควบคุมข้อมูลทำให้สถานการณ์ความรุนแรงถูกปิดบัง
การโจมตี Starlink อาจเป็นสัญญาณของการยกระดับสงครามไซเบอร์
ประเด็นที่ต้องจับตา
การพูดคุยระหว่างทรัมป์และ Elon Musk จะนำไปสู่การแก้ปัญหาได้หรือไม่
อิหร่านจะขยายการปิดกั้นนานแค่ไหน (ครั้งก่อนยาว 12 วัน)
ความเคลื่อนไหวของจีนและรัสเซียในเบื้องหลังเทคโนโลยีรบกวน
https://www.tomshardware.com/service-providers/network-providers/iran-government-takes-down-starlink-amidst-civil-unrest-with-military-grade-jamming-signals-report-claims-president-trump-vows-to-speak-to-elon-musk-to-restore-internet-in-crisis-hit-country🌐 อิหร่านปิด Starlink ด้วยสัญญาณรบกวนระดับทหาร – ทรัมป์ประกาศจะคุยกับ Elon Musk เพื่อกู้คืนอินเทอร์เน็ตให้ประชาชน รายงานจาก IranWire ระบุว่า ท่ามกลางการประท้วงครั้งใหญ่ รัฐบาลอิหร่านได้ตัดการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตทุกช่องทาง รวมถึงการปิดกั้น Starlink ซึ่งก่อนหน้านี้มักเป็น “ทางรอดสุดท้าย” ของประชาชนในช่วงที่รัฐปิดสัญญาณมือถือและอินเทอร์เน็ตพื้นฐาน การปิดกั้นครั้งนี้รุนแรงกว่าทุกครั้ง เพราะมีการตรวจพบ สัญญาณรบกวนระดับทหาร (military‑grade jamming) ที่พุ่งเป้าไปยังดาวเทียม Starlink โดยตรง ทำให้ทราฟฟิกถูกตัดไปมากถึง 80% 🛰️ ผู้เชี่ยวชาญชี้ อิหร่านอาจใช้เทคโนโลยีจากจีนหรือรัสเซีย นักวิจัยด้านอินเทอร์เน็ต Amir Rashidi ให้ข้อมูลว่าเทคนิคการรบกวนครั้งนี้ “ซับซ้อนและไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” และมีความเป็นไปได้สูงว่าอิหร่านได้รับเทคโนโลยีจากจีนหรือรัสเซีย แม้จะไม่ตัดความเป็นไปได้ว่าพัฒนาเองก็ตาม การโจมตีลักษณะนี้ทำให้แม้แต่ระบบดาวเทียมที่ออกแบบมาเพื่อหลีกเลี่ยงการปิดกั้นก็ยังถูกทำให้ใช้งานไม่ได้ ซึ่งเป็นสัญญาณว่ารัฐบาลกำลังใช้มาตรการขั้นสูงสุดเพื่อควบคุมข้อมูลข่าวสารภายในประเทศ 📰 บริการอินเทอร์เน็ตภาครัฐเริ่มกลับมาแบบคัดกรอง – ประชาชนยังถูกตัดขาด หลังจากปิดกั้นทั้งหมด รัฐบาลเริ่มเปิดให้บริการเฉพาะบางส่วน เช่น ช่องทาง Telegram ที่สนับสนุนรัฐบาล สื่อของรัฐ และเครือข่ายมหาวิทยาลัยบางแห่ง ผ่านระบบ “white‑listing” ซึ่งหมายความว่าประชาชนทั่วไปยังคงถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ขณะที่ข้อมูลเกี่ยวกับการประท้วง การเสียชีวิต และการจับกุมจำนวนมากยังถูกจำกัดไม่ให้เผยแพร่สู่สากล 🇺🇸 ทรัมป์ประกาศจะคุยกับ Elon Musk เพื่อช่วยกู้คืนอินเทอร์เน็ตให้ชาวอิหร่าน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่าเขาจะติดต่อ Elon Musk เพื่อหาวิธีฟื้นฟูการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตให้ประชาชนอิหร่าน โดยย้ำว่า Musk “เก่งเรื่องนี้มาก” และ Starlink เป็นเทคโนโลยีที่สามารถช่วยประชาชนในสถานการณ์วิกฤตได้ แม้ยังไม่ชัดเจนว่าการสนับสนุนจากสหรัฐฯ จะช่วยลดผลกระทบจากการรบกวนสัญญาณระดับทหารได้มากน้อยเพียงใด แต่เป็นสัญญาณว่าประเด็นนี้กำลังกลายเป็นเรื่องระหว่างประเทศที่จับตามองอย่างใกล้ชิด 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ สิ่งที่เกิดขึ้นในอิหร่าน ➡️ รัฐบาลตัดอินเทอร์เน็ตทุกช่องทางทั่วประเทศ ➡️ Starlink ถูกโจมตีด้วยสัญญาณรบกวนระดับทหาร ทำให้ใช้งานไม่ได้กว่า 80% ➡️ บริการภาครัฐบางส่วนกลับมาแบบคัดกรองผ่าน white‑listing ✅ ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญ ➡️ การรบกวนมีความซับซ้อนสูงและไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ➡️ อาจใช้เทคโนโลยีจากจีนหรือรัสเซีย ‼️ ความเสี่ยงและผลกระทบ ⛔ ประชาชนถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ⛔ การควบคุมข้อมูลทำให้สถานการณ์ความรุนแรงถูกปิดบัง ⛔ การโจมตี Starlink อาจเป็นสัญญาณของการยกระดับสงครามไซเบอร์ ‼️ ประเด็นที่ต้องจับตา ⛔ การพูดคุยระหว่างทรัมป์และ Elon Musk จะนำไปสู่การแก้ปัญหาได้หรือไม่ ⛔ อิหร่านจะขยายการปิดกั้นนานแค่ไหน (ครั้งก่อนยาว 12 วัน) ⛔ ความเคลื่อนไหวของจีนและรัสเซียในเบื้องหลังเทคโนโลยีรบกวน https://www.tomshardware.com/service-providers/network-providers/iran-government-takes-down-starlink-amidst-civil-unrest-with-military-grade-jamming-signals-report-claims-president-trump-vows-to-speak-to-elon-musk-to-restore-internet-in-crisis-hit-countryWWW.TOMSHARDWARE.COMIran government takes down Starlink amidst civil unrest with 'military-grade jamming signals', report claims — President Trump vows to speak to Elon Musk to restore internet in crisis-hit countryIranian authorities are likely using Russia or China-supplied jammer tech, reckons researcher.0 Comments 0 Shares 7 Views 0 Reviews