• https://youtube.com/shorts/-tGAGhys2Gc?si=UrcQJ6pxHrLXqhpk
    https://youtube.com/shorts/-tGAGhys2Gc?si=UrcQJ6pxHrLXqhpk
    0 Comments 0 Shares 0 Views 0 Reviews
  • https://youtu.be/LxC5QINpOmI?si=CJP_xRJU0WEV-YA5
    https://youtu.be/LxC5QINpOmI?si=CJP_xRJU0WEV-YA5
    0 Comments 0 Shares 0 Views 0 Reviews
  • https://youtu.be/W6R_tW9w3ao?si=qxbty4OJ5gTfjnJg
    https://youtu.be/W6R_tW9w3ao?si=qxbty4OJ5gTfjnJg
    0 Comments 0 Shares 0 Views 0 Reviews
  • “Asus แก้ปัญหาการทา Liquid Metal บน ROG Matrix RTX 5090 — รุ่นขายจริงดู ‘มืออาชีพกว่าเดิมมาก’ ตามคำบอกของ der8auer”

    Asus ได้ปรับปรุงขั้นตอนการทา liquid metal บนการ์ดจอระดับเรือธงราคา 4,000 ดอลลาร์ ROG Matrix RTX 5090 หลังจากมีรายงานก่อนหน้านี้ว่าบางล็อตถูกเรียกคืนเพื่อ “ปรับแต่งและเพิ่มคุณภาพ” ล่าสุด der8auer นักม็อดฮาร์ดแวร์ชื่อดังได้แกะการ์ดรุ่นขายจริงและพบว่า Asus เปลี่ยนรูปแบบการทา liquid metal ให้ดูเป็นงานโรงงานที่เรียบร้อยกว่าอย่างชัดเจน ไม่ใช่ลักษณะ “วงแหวนไม่สม่ำเสมอ” แบบตัวอย่างก่อนหน้า

    ในรุ่นที่ถูกแก้ไข Asus เพิ่ม ลวดลาย thermal paste รอบขอบของ GPU die เพื่อป้องกันไม่ให้ liquid metal ไหลออก ซึ่งเป็นความเสี่ยงสำคัญเพราะ liquid metal สามารถทำให้วงจรลัดได้ทันทีหากรั่วไปโดนส่วนอื่น der8auer ยังพบว่าลักษณะของ liquid metal เองเปลี่ยนไปเล็กน้อย โดยมีส่วนผสมของ silicon oil ซึ่งอาจช่วยให้การทาในสายการผลิตทำได้ง่ายและสม่ำเสมอขึ้น

    นอกจากนี้ Asus ดูเหมือนจะใช้เทคนิค “พิมพ์เป็นหยด” เพื่อควบคุมปริมาณ liquid metal ให้แม่นยำกว่าเดิม ทำให้การกระจายตัวของวัสดุมีความสม่ำเสมอและปลอดภัยขึ้น แม้การ์ดจะยังคงดึงพลังงานสูงถึง เกือบ 800W ในการทดสอบ FurMark แต่ผลการระบายความร้อนดีขึ้นเล็กน้อย ซึ่งอาจมาจากการจัดวางการ์ดบนแท่นทดสอบมากกว่าการเปลี่ยนแปลงของวัสดุโดยตรง

    der8auer ยังเผยว่า Asus ส่งอุปกรณ์เสริมอย่าง BTF-to-12V‑2x6 adapters และมีการแง้มข้อมูลเกี่ยวกับ WireView Pro รุ่นใช้สาย ซึ่งช่วยให้ตรวจสอบพลังงานของการ์ดได้สะดวกขึ้น เขายังชื่นชม Asus ที่ยอมเรียกคืนสินค้าเพื่อแก้ไขปัญหา แม้จะมีต้นทุนสูง แต่ถือเป็นสิ่งที่ควรทำเมื่อขายการ์ดระดับพรีเมียมราคา 4,000 ดอลลาร์ให้ลูกค้า

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Asus ปรับปรุงการทา liquid metal บน ROG Matrix RTX 5090 รุ่นขายจริง
    ลักษณะการทาดูเป็นงานโรงงาน เรียบร้อยกว่าเวอร์ชันตัวอย่าง

    เพิ่มลวดลาย thermal paste รอบ GPU เพื่อป้องกันการรั่วไหล
    ลดความเสี่ยง short circuit จาก liquid metal

    พบส่วนผสม silicon oil ใน liquid metal
    ช่วยให้การผลิตทำได้สม่ำเสมอขึ้น

    การ์ดยังดึงพลังงานเกือบ 800W แต่ระบายความร้อนได้ดีขึ้นเล็กน้อย
    อาจมาจากสภาพการทดสอบมากกว่าการเปลี่ยนวัสดุ

    คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง
    liquid metal มีความเสี่ยงสูงหากรั่วไหล
    อาจทำให้วงจรลัดและการ์ดเสียหายทันที

    การ์ดระดับ 800W ต้องการระบบไฟและระบายความร้อนที่เหมาะสม
    ผู้ใช้ควรตรวจสอบ PSU และ airflow ของเคส

    การเรียกคืนสินค้าอาจบ่งบอกถึงปัญหาคุณภาพในล็อตแรก
    ผู้ซื้อควรตรวจสอบหมายเลขล็อตก่อนใช้งาน

    การแกะการ์ดเองอาจทำให้หมดประกัน
    ไม่ควรทำตามหากไม่มีทักษะด้านฮาร์ดแวร์

    https://www.tomshardware.com/pc-components/gpus/asus-revised-the-liquid-metal-application-on-its-usd4-000-rog-matrix-rtx-5090-cards-der8auer-says-retail-versions-come-with-much-more-professional-spread
    ⚙️🔥 “Asus แก้ปัญหาการทา Liquid Metal บน ROG Matrix RTX 5090 — รุ่นขายจริงดู ‘มืออาชีพกว่าเดิมมาก’ ตามคำบอกของ der8auer” Asus ได้ปรับปรุงขั้นตอนการทา liquid metal บนการ์ดจอระดับเรือธงราคา 4,000 ดอลลาร์ ROG Matrix RTX 5090 หลังจากมีรายงานก่อนหน้านี้ว่าบางล็อตถูกเรียกคืนเพื่อ “ปรับแต่งและเพิ่มคุณภาพ” ล่าสุด der8auer นักม็อดฮาร์ดแวร์ชื่อดังได้แกะการ์ดรุ่นขายจริงและพบว่า Asus เปลี่ยนรูปแบบการทา liquid metal ให้ดูเป็นงานโรงงานที่เรียบร้อยกว่าอย่างชัดเจน ไม่ใช่ลักษณะ “วงแหวนไม่สม่ำเสมอ” แบบตัวอย่างก่อนหน้า ในรุ่นที่ถูกแก้ไข Asus เพิ่ม ลวดลาย thermal paste รอบขอบของ GPU die เพื่อป้องกันไม่ให้ liquid metal ไหลออก ซึ่งเป็นความเสี่ยงสำคัญเพราะ liquid metal สามารถทำให้วงจรลัดได้ทันทีหากรั่วไปโดนส่วนอื่น der8auer ยังพบว่าลักษณะของ liquid metal เองเปลี่ยนไปเล็กน้อย โดยมีส่วนผสมของ silicon oil ซึ่งอาจช่วยให้การทาในสายการผลิตทำได้ง่ายและสม่ำเสมอขึ้น นอกจากนี้ Asus ดูเหมือนจะใช้เทคนิค “พิมพ์เป็นหยด” เพื่อควบคุมปริมาณ liquid metal ให้แม่นยำกว่าเดิม ทำให้การกระจายตัวของวัสดุมีความสม่ำเสมอและปลอดภัยขึ้น แม้การ์ดจะยังคงดึงพลังงานสูงถึง เกือบ 800W ในการทดสอบ FurMark แต่ผลการระบายความร้อนดีขึ้นเล็กน้อย ซึ่งอาจมาจากการจัดวางการ์ดบนแท่นทดสอบมากกว่าการเปลี่ยนแปลงของวัสดุโดยตรง der8auer ยังเผยว่า Asus ส่งอุปกรณ์เสริมอย่าง BTF-to-12V‑2x6 adapters และมีการแง้มข้อมูลเกี่ยวกับ WireView Pro รุ่นใช้สาย ซึ่งช่วยให้ตรวจสอบพลังงานของการ์ดได้สะดวกขึ้น เขายังชื่นชม Asus ที่ยอมเรียกคืนสินค้าเพื่อแก้ไขปัญหา แม้จะมีต้นทุนสูง แต่ถือเป็นสิ่งที่ควรทำเมื่อขายการ์ดระดับพรีเมียมราคา 4,000 ดอลลาร์ให้ลูกค้า 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Asus ปรับปรุงการทา liquid metal บน ROG Matrix RTX 5090 รุ่นขายจริง ➡️ ลักษณะการทาดูเป็นงานโรงงาน เรียบร้อยกว่าเวอร์ชันตัวอย่าง ✅ เพิ่มลวดลาย thermal paste รอบ GPU เพื่อป้องกันการรั่วไหล ➡️ ลดความเสี่ยง short circuit จาก liquid metal ✅ พบส่วนผสม silicon oil ใน liquid metal ➡️ ช่วยให้การผลิตทำได้สม่ำเสมอขึ้น ✅ การ์ดยังดึงพลังงานเกือบ 800W แต่ระบายความร้อนได้ดีขึ้นเล็กน้อย ➡️ อาจมาจากสภาพการทดสอบมากกว่าการเปลี่ยนวัสดุ คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง ‼️ liquid metal มีความเสี่ยงสูงหากรั่วไหล ⛔ อาจทำให้วงจรลัดและการ์ดเสียหายทันที ‼️ การ์ดระดับ 800W ต้องการระบบไฟและระบายความร้อนที่เหมาะสม ⛔ ผู้ใช้ควรตรวจสอบ PSU และ airflow ของเคส ‼️ การเรียกคืนสินค้าอาจบ่งบอกถึงปัญหาคุณภาพในล็อตแรก ⛔ ผู้ซื้อควรตรวจสอบหมายเลขล็อตก่อนใช้งาน ‼️ การแกะการ์ดเองอาจทำให้หมดประกัน ⛔ ไม่ควรทำตามหากไม่มีทักษะด้านฮาร์ดแวร์ https://www.tomshardware.com/pc-components/gpus/asus-revised-the-liquid-metal-application-on-its-usd4-000-rog-matrix-rtx-5090-cards-der8auer-says-retail-versions-come-with-much-more-professional-spread
    0 Comments 0 Shares 57 Views 0 Reviews
  • “Gauss MT90: เครื่องพิมพ์โลหะ 3D ที่ปลอดภัยระดับออฟฟิศ — ไม่ใช้ผงโลหะ และทำงานที่อุณหภูมิห้อง”

    MetalPrinting เปิดตัว Gauss MT90 ในงาน CES 2026 พร้อมประกาศว่าเป็น “เกมเชนเจอร์” ของวงการพิมพ์โลหะ 3D เพราะมันสามารถทำงานได้ในสภาพแวดล้อมสำนักงานโดยไม่ต้องใช้ผงโลหะที่เสี่ยงต่อการระเบิดหรือไฟไหม้ เนื้อหาจากหน้าเว็บระบุว่าเครื่องนี้ใช้เทคโนโลยี Paste‑based Metal Extrusion (PME) ซึ่งเป็นโลหะแบบ “หมึกพิมพ์” ที่อัดออกมาที่อุณหภูมิห้อง ทำให้ปลอดภัยกว่าเครื่องพิมพ์โลหะแบบดั้งเดิมที่ต้องใช้ความร้อนสูงมาก.

    ตัวเครื่องมีขนาดเท่าเครื่องพิมพ์ 3D ตั้งโต๊ะทั่วไป ใช้งานง่ายด้วยตลับ “GaussInk” ที่มีวัสดุให้เลือกหลากหลาย เช่น สเตนเลส ทองแดง ไทเทเนียม นิกเกิล เหล็ก และทังสเตน พร้อมตัวเลือกสั่งทำโลหะผสมพิเศษ นอกจากนี้ยังมีหน้าจอสัมผัส 7 นิ้ว กล้อง AI สำหรับตรวจสอบงานพิมพ์ และระบบกรองอากาศ HEPA เพื่อความปลอดภัยในพื้นที่ทำงาน.

    แม้จะพิมพ์ได้ที่อุณหภูมิห้อง แต่ชิ้นงานที่ได้ยังต้องนำไปผ่านกระบวนการ sintering ในเตาเผาเพื่อหลอมรวมโลหะให้แข็งแรง ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญก่อนนำไปใช้งานจริง อย่างไรก็ตาม รายละเอียดของเตาเผายังไม่ถูกเปิดเผยมากนัก ทำให้หลายคนจับตาว่าระบบนี้จะใช้งานง่ายแค่ไหนในสภาพแวดล้อมสำนักงานจริง.

    Gauss MT90 ได้รับรางวัล CES 2026 Innovation Award และถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญของการทำให้ “การพิมพ์โลหะ” เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องมีโรงงาน ไม่ต้องมีห้องปลอดภัย และไม่ต้องจัดการผงโลหะที่อันตราย นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ที่ธุรกิจขนาดเล็กหรือแม้แต่ทีมวิศวกรในออฟฟิศสามารถผลิตชิ้นส่วนโลหะได้เองอย่างปลอดภัยและสะดวก

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Gauss MT90 ใช้เทคโนโลยี PME ที่ไม่ต้องใช้ผงโลหะ
    ลดความเสี่ยงไฟไหม้และการระเบิดจากผงโลหะในอากาศ

    ทำงานที่อุณหภูมิห้องในเครื่องตั้งโต๊ะ
    ปลอดภัยพอสำหรับใช้งานในออฟฟิศ

    รองรับตลับ GaussInk หลายชนิด เช่น สเตนเลส ทองแดง ไทเทเนียม และทังสเตน
    มีตัวเลือกวัสดุหลากหลายและสั่งทำพิเศษได้

    มีระบบกรอง HEPA และกล้อง AI ตรวจสอบงานพิมพ์
    เพิ่มความปลอดภัยและความแม่นยำในการพิมพ์

    คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง
    ชิ้นงานยังต้องผ่านการ sintering ก่อนใช้งานจริง
    รายละเอียดของเตาเผายังไม่ถูกเปิดเผยมากนัก

    แม้ปลอดภัยกว่า แต่ยังต้องควบคุมสภาพแวดล้อมการพิมพ์อย่างเหมาะสม
    การใช้งานผิดวิธีอาจทำให้คุณภาพชิ้นงานลดลง

    ราคาและวันวางจำหน่ายยังไม่ประกาศ
    ผู้สนใจต้องติดต่อบริษัทโดยตรง

    อาจไม่เหมาะกับงานอุตสาหกรรมหนักที่ต้องการความแข็งแรงระดับสูงมาก
    เทคโนโลยี PME ยังใหม่และต้องพิสูจน์ในงานจริง

    https://www.tomshardware.com/3d-printing/metalprinting-gauss-mt90-3d-printer-offers-office-safe-metal-printing-without-powders-uses-paste-based-metal-extrusion-pme-tech
    🏭🤖 “Gauss MT90: เครื่องพิมพ์โลหะ 3D ที่ปลอดภัยระดับออฟฟิศ — ไม่ใช้ผงโลหะ และทำงานที่อุณหภูมิห้อง” MetalPrinting เปิดตัว Gauss MT90 ในงาน CES 2026 พร้อมประกาศว่าเป็น “เกมเชนเจอร์” ของวงการพิมพ์โลหะ 3D เพราะมันสามารถทำงานได้ในสภาพแวดล้อมสำนักงานโดยไม่ต้องใช้ผงโลหะที่เสี่ยงต่อการระเบิดหรือไฟไหม้ เนื้อหาจากหน้าเว็บระบุว่าเครื่องนี้ใช้เทคโนโลยี Paste‑based Metal Extrusion (PME) ซึ่งเป็นโลหะแบบ “หมึกพิมพ์” ที่อัดออกมาที่อุณหภูมิห้อง ทำให้ปลอดภัยกว่าเครื่องพิมพ์โลหะแบบดั้งเดิมที่ต้องใช้ความร้อนสูงมาก. ตัวเครื่องมีขนาดเท่าเครื่องพิมพ์ 3D ตั้งโต๊ะทั่วไป ใช้งานง่ายด้วยตลับ “GaussInk” ที่มีวัสดุให้เลือกหลากหลาย เช่น สเตนเลส ทองแดง ไทเทเนียม นิกเกิล เหล็ก และทังสเตน พร้อมตัวเลือกสั่งทำโลหะผสมพิเศษ นอกจากนี้ยังมีหน้าจอสัมผัส 7 นิ้ว กล้อง AI สำหรับตรวจสอบงานพิมพ์ และระบบกรองอากาศ HEPA เพื่อความปลอดภัยในพื้นที่ทำงาน. แม้จะพิมพ์ได้ที่อุณหภูมิห้อง แต่ชิ้นงานที่ได้ยังต้องนำไปผ่านกระบวนการ sintering ในเตาเผาเพื่อหลอมรวมโลหะให้แข็งแรง ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญก่อนนำไปใช้งานจริง อย่างไรก็ตาม รายละเอียดของเตาเผายังไม่ถูกเปิดเผยมากนัก ทำให้หลายคนจับตาว่าระบบนี้จะใช้งานง่ายแค่ไหนในสภาพแวดล้อมสำนักงานจริง. Gauss MT90 ได้รับรางวัล CES 2026 Innovation Award และถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญของการทำให้ “การพิมพ์โลหะ” เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องมีโรงงาน ไม่ต้องมีห้องปลอดภัย และไม่ต้องจัดการผงโลหะที่อันตราย นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ที่ธุรกิจขนาดเล็กหรือแม้แต่ทีมวิศวกรในออฟฟิศสามารถผลิตชิ้นส่วนโลหะได้เองอย่างปลอดภัยและสะดวก 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Gauss MT90 ใช้เทคโนโลยี PME ที่ไม่ต้องใช้ผงโลหะ ➡️ ลดความเสี่ยงไฟไหม้และการระเบิดจากผงโลหะในอากาศ ✅ ทำงานที่อุณหภูมิห้องในเครื่องตั้งโต๊ะ ➡️ ปลอดภัยพอสำหรับใช้งานในออฟฟิศ ✅ รองรับตลับ GaussInk หลายชนิด เช่น สเตนเลส ทองแดง ไทเทเนียม และทังสเตน ➡️ มีตัวเลือกวัสดุหลากหลายและสั่งทำพิเศษได้ ✅ มีระบบกรอง HEPA และกล้อง AI ตรวจสอบงานพิมพ์ ➡️ เพิ่มความปลอดภัยและความแม่นยำในการพิมพ์ คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง ‼️ ชิ้นงานยังต้องผ่านการ sintering ก่อนใช้งานจริง ⛔ รายละเอียดของเตาเผายังไม่ถูกเปิดเผยมากนัก ‼️ แม้ปลอดภัยกว่า แต่ยังต้องควบคุมสภาพแวดล้อมการพิมพ์อย่างเหมาะสม ⛔ การใช้งานผิดวิธีอาจทำให้คุณภาพชิ้นงานลดลง ‼️ ราคาและวันวางจำหน่ายยังไม่ประกาศ ⛔ ผู้สนใจต้องติดต่อบริษัทโดยตรง ‼️ อาจไม่เหมาะกับงานอุตสาหกรรมหนักที่ต้องการความแข็งแรงระดับสูงมาก ⛔ เทคโนโลยี PME ยังใหม่และต้องพิสูจน์ในงานจริง https://www.tomshardware.com/3d-printing/metalprinting-gauss-mt90-3d-printer-offers-office-safe-metal-printing-without-powders-uses-paste-based-metal-extrusion-pme-tech
    0 Comments 0 Shares 45 Views 0 Reviews
  • “ม็อดเดอร์สร้างแรม DDR5 32GB เองจากแรมโน้ตบุ๊ก — ประหยัดไปกว่า $130 และยังรัน XMP ได้จริง”

    ไอเดีย DIY ที่เคยเป็นเพียงแนวคิดเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน ตอนนี้กลายเป็นของจริงแล้ว เมื่อม็อดเดอร์ชาวรัสเซียชื่อ VIK‑on สามารถสร้างแรม DDR5 ขนาด 32GB สำหรับเดสก์ท็อปได้สำเร็จ โดยใช้ชิปหน่วยความจำที่ถอดมาจากแรมโน้ตบุ๊ก SK Hynix ขนาด 16GB จำนวนสองตัว แล้วนำมาบัดกรีลงบน PCB เปล่าที่สั่งมาจากจีน ผลลัพธ์คือแรมที่ดูแทบไม่ต่างจากของขายจริง และยังรองรับความเร็ว 6400 MT/s พร้อม XMP หลังแฟลชเฟิร์มแวร์แบบกำหนดเอง

    ต้นทุนทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 17,015 รูเบิล (ราว $218) ซึ่งถูกกว่าการซื้อแรม DDR5 32GB แบบสำเร็จรูปในสหรัฐฯ ที่ราคาขั้นต่ำอยู่ราว $350 และยิ่งถูกกว่าราคาที่ขายในรัสเซียอีกด้วย ความสำเร็จนี้เกิดจากทักษะการบัดกรีระดับสูง โดยเฉพาะงาน reballing BGA ที่ต้องใช้สถานีรีเวิร์กและความชำนาญมากเป็นพิเศษ ไม่ใช่งานที่มือใหม่จะทำได้ง่าย ๆ แม้บทความจะบอกว่า “เหมือนต่อเลโก้” แต่ในความจริงคือขั้นตอนที่ละเอียดและเสี่ยงพอสมควร

    หลังประกอบเสร็จ VIK‑on ใช้เฟิร์มแวร์จากแรม Adata รุ่นขายจริงเพื่อให้โมดูลที่สร้างขึ้นสามารถประกาศค่า XMP ได้เหมือนแรมแบรนด์ดังทั่วไป นอกจากนี้เขายังระบุว่าชิ้นส่วนสามารถเปลี่ยนเป็นแรมโน้ตบุ๊ก 8GB ที่ราคาถูกกว่าได้ในอนาคต ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนลดลงอีก และยังคงได้ประสิทธิภาพที่ดีโดยไม่ต้องใช้ตัวแปลง SO‑DIMM ที่เพิ่ม latency

    โปรเจกต์นี้สะท้อนความคิดสร้างสรรค์ของชุมชนฮาร์ดแวร์ในช่วงที่ตลาดหน่วยความจำยังมีความผันผวนด้านราคา การสร้างแรมเองไม่เพียงช่วยประหยัดเงิน แต่ยังเป็นการพิสูจน์ว่าความรู้และทักษะสามารถท้าทายข้อจำกัดของตลาดได้อย่างน่าสนใจ และอาจเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดงาน DIY ลักษณะนี้มากขึ้นในอนาคต

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ม็อดเดอร์สร้างแรม DDR5 32GB จากชิปแรมโน้ตบุ๊ก SK Hynix
    ถอดชิปจาก SO‑DIMM 16GB จำนวนสองตัว

    ต้นทุนรวมเพียง $218 ถูกกว่าซื้อแรมสำเร็จรูปกว่า $130
    PCB จากจีนราคา ~$7.50 และฮีตซิงก์ ~$5.23

    รองรับความเร็ว 6400 MT/s พร้อม XMP หลังแฟลชเฟิร์มแวร์ Adata
    เมนบอร์ดสามารถตรวจจับโปรไฟล์ได้เหมือนแรมปกติ

    โปรเจกต์นี้รักษาคุณภาพสัญญาณดีกว่าการใช้ตัวแปลง SO‑DIMM
    และอาจลดต้นทุนได้อีกหากใช้แรม 8GB เป็นฐาน

    คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง
    การบัดกรีชิป BGA ต้องใช้ทักษะสูงและอุปกรณ์เฉพาะทาง
    มือใหม่มีโอกาสทำชิปเสียหายได้ง่าย

    การแฟลชเฟิร์มแวร์ผิดพลาดอาจทำให้โมดูลใช้งานไม่ได้
    ต้องมีความเข้าใจเรื่อง SPD และ XMP เป็นอย่างดี

    การดัดแปลงฮาร์ดแวร์อาจทำให้หมดประกันหรือเกิดความเสียหายกับเมนบอร์ด
    ควรทดสอบอย่างระมัดระวัง

    ต้นทุนอาจไม่คุ้มสำหรับผู้ใช้ทั่วไปที่ไม่มีอุปกรณ์บัดกรีระดับโปร
    ค่าเครื่องมืออาจแพงกว่าซื้อแรมใหม่

    https://www.tomshardware.com/pc-components/ddr5/modder-saves-usd130-by-building-32gb-ddr5-desktop-dimms-from-scavenged-laptop-memory-donor-modules-soldered-to-bare-pcb-flashed-with-custom-firmware-even-run-xmp
    🔧💾 “ม็อดเดอร์สร้างแรม DDR5 32GB เองจากแรมโน้ตบุ๊ก — ประหยัดไปกว่า $130 และยังรัน XMP ได้จริง” ไอเดีย DIY ที่เคยเป็นเพียงแนวคิดเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน ตอนนี้กลายเป็นของจริงแล้ว เมื่อม็อดเดอร์ชาวรัสเซียชื่อ VIK‑on สามารถสร้างแรม DDR5 ขนาด 32GB สำหรับเดสก์ท็อปได้สำเร็จ โดยใช้ชิปหน่วยความจำที่ถอดมาจากแรมโน้ตบุ๊ก SK Hynix ขนาด 16GB จำนวนสองตัว แล้วนำมาบัดกรีลงบน PCB เปล่าที่สั่งมาจากจีน ผลลัพธ์คือแรมที่ดูแทบไม่ต่างจากของขายจริง และยังรองรับความเร็ว 6400 MT/s พร้อม XMP หลังแฟลชเฟิร์มแวร์แบบกำหนดเอง ต้นทุนทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 17,015 รูเบิล (ราว $218) ซึ่งถูกกว่าการซื้อแรม DDR5 32GB แบบสำเร็จรูปในสหรัฐฯ ที่ราคาขั้นต่ำอยู่ราว $350 และยิ่งถูกกว่าราคาที่ขายในรัสเซียอีกด้วย ความสำเร็จนี้เกิดจากทักษะการบัดกรีระดับสูง โดยเฉพาะงาน reballing BGA ที่ต้องใช้สถานีรีเวิร์กและความชำนาญมากเป็นพิเศษ ไม่ใช่งานที่มือใหม่จะทำได้ง่าย ๆ แม้บทความจะบอกว่า “เหมือนต่อเลโก้” แต่ในความจริงคือขั้นตอนที่ละเอียดและเสี่ยงพอสมควร หลังประกอบเสร็จ VIK‑on ใช้เฟิร์มแวร์จากแรม Adata รุ่นขายจริงเพื่อให้โมดูลที่สร้างขึ้นสามารถประกาศค่า XMP ได้เหมือนแรมแบรนด์ดังทั่วไป นอกจากนี้เขายังระบุว่าชิ้นส่วนสามารถเปลี่ยนเป็นแรมโน้ตบุ๊ก 8GB ที่ราคาถูกกว่าได้ในอนาคต ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนลดลงอีก และยังคงได้ประสิทธิภาพที่ดีโดยไม่ต้องใช้ตัวแปลง SO‑DIMM ที่เพิ่ม latency โปรเจกต์นี้สะท้อนความคิดสร้างสรรค์ของชุมชนฮาร์ดแวร์ในช่วงที่ตลาดหน่วยความจำยังมีความผันผวนด้านราคา การสร้างแรมเองไม่เพียงช่วยประหยัดเงิน แต่ยังเป็นการพิสูจน์ว่าความรู้และทักษะสามารถท้าทายข้อจำกัดของตลาดได้อย่างน่าสนใจ และอาจเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดงาน DIY ลักษณะนี้มากขึ้นในอนาคต 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ม็อดเดอร์สร้างแรม DDR5 32GB จากชิปแรมโน้ตบุ๊ก SK Hynix ➡️ ถอดชิปจาก SO‑DIMM 16GB จำนวนสองตัว ✅ ต้นทุนรวมเพียง $218 ถูกกว่าซื้อแรมสำเร็จรูปกว่า $130 ➡️ PCB จากจีนราคา ~$7.50 และฮีตซิงก์ ~$5.23 ✅ รองรับความเร็ว 6400 MT/s พร้อม XMP หลังแฟลชเฟิร์มแวร์ Adata ➡️ เมนบอร์ดสามารถตรวจจับโปรไฟล์ได้เหมือนแรมปกติ ✅ โปรเจกต์นี้รักษาคุณภาพสัญญาณดีกว่าการใช้ตัวแปลง SO‑DIMM ➡️ และอาจลดต้นทุนได้อีกหากใช้แรม 8GB เป็นฐาน คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง ‼️ การบัดกรีชิป BGA ต้องใช้ทักษะสูงและอุปกรณ์เฉพาะทาง ⛔ มือใหม่มีโอกาสทำชิปเสียหายได้ง่าย ‼️ การแฟลชเฟิร์มแวร์ผิดพลาดอาจทำให้โมดูลใช้งานไม่ได้ ⛔ ต้องมีความเข้าใจเรื่อง SPD และ XMP เป็นอย่างดี ‼️ การดัดแปลงฮาร์ดแวร์อาจทำให้หมดประกันหรือเกิดความเสียหายกับเมนบอร์ด ⛔ ควรทดสอบอย่างระมัดระวัง ‼️ ต้นทุนอาจไม่คุ้มสำหรับผู้ใช้ทั่วไปที่ไม่มีอุปกรณ์บัดกรีระดับโปร ⛔ ค่าเครื่องมืออาจแพงกว่าซื้อแรมใหม่ https://www.tomshardware.com/pc-components/ddr5/modder-saves-usd130-by-building-32gb-ddr5-desktop-dimms-from-scavenged-laptop-memory-donor-modules-soldered-to-bare-pcb-flashed-with-custom-firmware-even-run-xmp
    0 Comments 0 Shares 53 Views 0 Reviews
  • “Windows Media Player ตัดฟีเจอร์ค้นหาข้อมูลอัลบั้ม — ผู้ใช้ CD ต้องหาซอฟต์แวร์อื่นแทน”

    Microsoft ได้ถอดฟีเจอร์สำคัญอย่าง “Find Album Information” และ “Update Album Info Online” ออกจากทั้ง Windows Media Player รุ่น Legacy และแอป Media Player ใหม่ใน Windows 11 แล้ว ตามรายงานจาก Tom’s Hardware ฟีเจอร์นี้เคยใช้ดึงข้อมูลชื่อเพลง ศิลปิน อัลบั้ม และภาพปกจากฐานข้อมูลออนไลน์ แต่ตอนนี้ไม่สามารถเชื่อมต่อเซิร์ฟเวอร์ได้อีกต่อไป ไม่ว่าจะลองกับแผ่น CD กี่แผ่นก็ตาม

    สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ Windows Media Player Legacy จะเก่าแล้ว แต่แอป Media Player รุ่นใหม่ที่เป็นดีฟอลต์ใน Windows 11 ก็ประสบปัญหาเดียวกัน โดยขึ้นข้อความว่า “We couldn’t connect to the service” ทั้งที่อินเทอร์เน็ตใช้งานได้ปกติ นั่นทำให้ผู้ใช้ที่ยังรักการฟังเพลงจากแผ่น CD ต้องเผชิญกับประสบการณ์ที่ด้อยลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะข้อมูลเพลงจะไม่ถูกดึงมาให้อัตโนมัติอีกต่อไป

    สถานการณ์นี้เกิดขึ้นในยุคที่คอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ไม่มีไดรฟ์อ่านแผ่นติดมาแล้ว แต่ยังมีผู้ใช้จำนวนไม่น้อยที่ชื่นชอบคุณภาพเสียงจาก CD หรือสะสมสื่อแบบ physical การที่ Microsoft “ปล่อยให้ฟีเจอร์นี้หายไปแบบเงียบ ๆ” จึงสร้างความไม่พอใจให้กับผู้ใช้กลุ่มนี้ไม่น้อย โดยเฉพาะผู้ที่ยังใช้ Media Player ในการริปเพลงหรือจัดการคลังเพลงส่วนตัว

    แม้จะมีซอฟต์แวร์ทางเลือกมากมาย เช่น MusicBee, VLC หรือ Exact Audio Copy แต่การที่ฟีเจอร์พื้นฐานใน Windows ถูกถอดออกโดยไม่มีคำอธิบาย ทำให้เกิดคำถามว่า Microsoft กำลังลดบทบาทของ Media Player ลงเรื่อย ๆ เพื่อผลักดันผู้ใช้ไปสู่บริการสตรีมมิงหรือไม่ นี่อาจเป็นอีกสัญญาณหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านจากยุค physical media ไปสู่โลกดิจิทัลเต็มรูปแบบ

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Microsoft ถอดฟีเจอร์ Find Album Information ออกจาก Media Player ทั้งรุ่นเก่าและใหม่
    ไม่สามารถดึงข้อมูลชื่อเพลง อัลบั้ม หรือภาพปกจากออนไลน์ได้อีก

    แอป Media Player ใหม่ใน Windows 11 ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน
    ขึ้นข้อความว่าไม่สามารถเชื่อมต่อบริการได้ แม้อินเทอร์เน็ตปกติ

    ผู้ใช้ที่ยังฟังเพลงจาก CD ได้รับผลกระทบโดยตรง
    ต้องกรอกข้อมูลเพลงเองหรือใช้ซอฟต์แวร์อื่น

    คอมพิวเตอร์ยุคใหม่แทบไม่มีไดรฟ์ CD แล้ว แต่ยังมีผู้ใช้ physical media อยู่
    ทำให้การถอดฟีเจอร์นี้ถูกวิจารณ์ว่าไม่ใส่ใจผู้ใช้กลุ่มนี้

    คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง
    ผู้ใช้ Media Player จะไม่สามารถริปเพลงพร้อมข้อมูลอัลบั้มได้อีก
    ต้องพึ่งซอฟต์แวร์ภายนอกแทน

    การถอดฟีเจอร์โดยไม่ประกาศล่วงหน้าอาจทำให้เกิดความสับสน
    ผู้ใช้บางรายอาจคิดว่าเป็นปัญหาอินเทอร์เน็ตหรือบั๊ก

    อาจเป็นสัญญาณว่า Microsoft ลดความสำคัญของ Media Player ลงเรื่อย ๆ
    ผู้ใช้ควรเตรียมหาทางเลือกระยะยาว

    ผู้ใช้ที่มีคลังเพลง CD จำนวนมากอาจเสียเวลาในการจัดการข้อมูลเอง
    ควรเลือกโปรแกรมที่รองรับ metadata อย่างเหมาะสม


    https://www.tomshardware.com/software/windows/windows-media-players-find-album-information-functionality-has-been-removed-youll-have-to-find-other-software-for-playing-and-ripping-cds-with-relevant-track-information
    🎵💿 “Windows Media Player ตัดฟีเจอร์ค้นหาข้อมูลอัลบั้ม — ผู้ใช้ CD ต้องหาซอฟต์แวร์อื่นแทน” Microsoft ได้ถอดฟีเจอร์สำคัญอย่าง “Find Album Information” และ “Update Album Info Online” ออกจากทั้ง Windows Media Player รุ่น Legacy และแอป Media Player ใหม่ใน Windows 11 แล้ว ตามรายงานจาก Tom’s Hardware ฟีเจอร์นี้เคยใช้ดึงข้อมูลชื่อเพลง ศิลปิน อัลบั้ม และภาพปกจากฐานข้อมูลออนไลน์ แต่ตอนนี้ไม่สามารถเชื่อมต่อเซิร์ฟเวอร์ได้อีกต่อไป ไม่ว่าจะลองกับแผ่น CD กี่แผ่นก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ Windows Media Player Legacy จะเก่าแล้ว แต่แอป Media Player รุ่นใหม่ที่เป็นดีฟอลต์ใน Windows 11 ก็ประสบปัญหาเดียวกัน โดยขึ้นข้อความว่า “We couldn’t connect to the service” ทั้งที่อินเทอร์เน็ตใช้งานได้ปกติ นั่นทำให้ผู้ใช้ที่ยังรักการฟังเพลงจากแผ่น CD ต้องเผชิญกับประสบการณ์ที่ด้อยลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะข้อมูลเพลงจะไม่ถูกดึงมาให้อัตโนมัติอีกต่อไป สถานการณ์นี้เกิดขึ้นในยุคที่คอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ไม่มีไดรฟ์อ่านแผ่นติดมาแล้ว แต่ยังมีผู้ใช้จำนวนไม่น้อยที่ชื่นชอบคุณภาพเสียงจาก CD หรือสะสมสื่อแบบ physical การที่ Microsoft “ปล่อยให้ฟีเจอร์นี้หายไปแบบเงียบ ๆ” จึงสร้างความไม่พอใจให้กับผู้ใช้กลุ่มนี้ไม่น้อย โดยเฉพาะผู้ที่ยังใช้ Media Player ในการริปเพลงหรือจัดการคลังเพลงส่วนตัว แม้จะมีซอฟต์แวร์ทางเลือกมากมาย เช่น MusicBee, VLC หรือ Exact Audio Copy แต่การที่ฟีเจอร์พื้นฐานใน Windows ถูกถอดออกโดยไม่มีคำอธิบาย ทำให้เกิดคำถามว่า Microsoft กำลังลดบทบาทของ Media Player ลงเรื่อย ๆ เพื่อผลักดันผู้ใช้ไปสู่บริการสตรีมมิงหรือไม่ นี่อาจเป็นอีกสัญญาณหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านจากยุค physical media ไปสู่โลกดิจิทัลเต็มรูปแบบ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Microsoft ถอดฟีเจอร์ Find Album Information ออกจาก Media Player ทั้งรุ่นเก่าและใหม่ ➡️ ไม่สามารถดึงข้อมูลชื่อเพลง อัลบั้ม หรือภาพปกจากออนไลน์ได้อีก ✅ แอป Media Player ใหม่ใน Windows 11 ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน ➡️ ขึ้นข้อความว่าไม่สามารถเชื่อมต่อบริการได้ แม้อินเทอร์เน็ตปกติ ✅ ผู้ใช้ที่ยังฟังเพลงจาก CD ได้รับผลกระทบโดยตรง ➡️ ต้องกรอกข้อมูลเพลงเองหรือใช้ซอฟต์แวร์อื่น ✅ คอมพิวเตอร์ยุคใหม่แทบไม่มีไดรฟ์ CD แล้ว แต่ยังมีผู้ใช้ physical media อยู่ ➡️ ทำให้การถอดฟีเจอร์นี้ถูกวิจารณ์ว่าไม่ใส่ใจผู้ใช้กลุ่มนี้ คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง ‼️ ผู้ใช้ Media Player จะไม่สามารถริปเพลงพร้อมข้อมูลอัลบั้มได้อีก ⛔ ต้องพึ่งซอฟต์แวร์ภายนอกแทน ‼️ การถอดฟีเจอร์โดยไม่ประกาศล่วงหน้าอาจทำให้เกิดความสับสน ⛔ ผู้ใช้บางรายอาจคิดว่าเป็นปัญหาอินเทอร์เน็ตหรือบั๊ก ‼️ อาจเป็นสัญญาณว่า Microsoft ลดความสำคัญของ Media Player ลงเรื่อย ๆ ⛔ ผู้ใช้ควรเตรียมหาทางเลือกระยะยาว ‼️ ผู้ใช้ที่มีคลังเพลง CD จำนวนมากอาจเสียเวลาในการจัดการข้อมูลเอง ⛔ ควรเลือกโปรแกรมที่รองรับ metadata อย่างเหมาะสม https://www.tomshardware.com/software/windows/windows-media-players-find-album-information-functionality-has-been-removed-youll-have-to-find-other-software-for-playing-and-ripping-cds-with-relevant-track-information
    0 Comments 0 Shares 42 Views 0 Reviews
  • “สหรัฐฯ ชะลอแผนแบนโดรนจีน — DJI ได้เวลาหายใจ แต่คำสั่งห้ามของ FCC ยังไม่ถูกยกเลิก”

    กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ตัดสินใจถอนข้อเสนอที่เคยยื่นต่อทำเนียบขาวเกี่ยวกับการ “แบนการนำเข้าโดรนจากจีน” ซึ่งรวมถึงแบรนด์ใหญ่ที่สุดอย่าง DJI การเปลี่ยนท่าทีครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนเริ่มอ่อนตัวลงก่อนการพบกันระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์และประธานาธิบดีสี จิ้นผิงในเดือนเมษายน ทำให้ DJI ได้รับ “เวลาผ่อนผัน” ชั่วคราวจากแรงกดดันด้านนโยบายการค้า

    อย่างไรก็ตาม แม้กระทรวงพาณิชย์จะถอย แต่ DJI ยังไม่พ้นความเสี่ยงทั้งหมด เพราะ คำสั่งห้ามของ FCC ยังคงมีผลอยู่ โดย FCC ไม่ได้ควบคุมการนำเข้าโดยตรง แต่เป็นผู้ให้ “การรับรองอุปกรณ์” ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญก่อนที่โดรนจะถูกนำเข้ามาจำหน่ายในสหรัฐฯ นั่นหมายความว่า DJI อาจนำเข้าโดรนรุ่นเก่าได้ แต่ ไม่สามารถขายรุ่นใหม่หรือชิ้นส่วนใหม่ได้ หากไม่ได้รับการรับรองจาก FCC

    สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่อหน่วยงานอื่นของสหรัฐฯ ก็มีท่าทีแข็งกร้าวต่อ DJI เช่น กระทรวงกลาโหมที่จัดให้ DJI เป็น “บริษัทที่เกี่ยวข้องกับกองทัพจีน” แม้ศาลจะระบุว่าไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าบริษัทถูกควบคุมโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีนก็ตาม ขณะเดียวกันสภาคองเกรสก็เคยผลักดันกฎหมายแบน DJI ในปี 2024 แต่บริษัทได้รับเวลาเพิ่มอีกหนึ่งปีเพื่อพิสูจน์ว่าไม่ได้เป็นภัยต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ

    ข่าวดีสำหรับผู้ใช้ปัจจุบันคือ โดรนที่มีอยู่แล้วจะไม่ได้รับผลกระทบ แต่ผลกระทบระยะยาวคือ DJI อาจไม่สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ในตลาดสหรัฐฯ ได้ หากสถานการณ์ด้านกฎระเบียบไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งอาจทำให้ผู้ใช้ประสบปัญหาเรื่องอะไหล่และการบำรุงรักษาในอนาคต นี่คือสัญญาณว่าศึกเทคโนโลยีระหว่างสองมหาอำนาจยังไม่จบง่าย ๆ และอุตสาหกรรมโดรนจะยังคงเป็นสนามแข่งขันสำคัญต่อไป

    สรุปประเด็นสำคัญ
    กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ถอนแผนแบนการนำเข้าโดรนจีน
    เกิดขึ้นก่อนการพบกันของผู้นำสหรัฐฯ–จีนในเดือนเมษายน

    คำสั่งห้ามของ FCC ยังมีผลอยู่
    ทำให้ DJI ไม่สามารถขายโดรนรุ่นใหม่หรือชิ้นส่วนใหม่ในสหรัฐฯ ได้

    หน่วยงานอื่นยังคงกดดัน DJI เช่น กระทรวงกลาโหมและสภาคองเกรส
    แม้ศาลจะชี้ว่าไม่มีหลักฐานว่าบริษัทถูกควบคุมโดยรัฐบาลจีน

    โดรนที่ใช้อยู่ในปัจจุบันไม่ถูกบล็อกหรือปิดการทำงาน
    ผู้ใช้ยังสามารถบินและใช้งานได้ตามปกติ

    คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง
    การไม่รับรองอุปกรณ์ใหม่อาจทำให้ตลาดสหรัฐฯ ขาดผลิตภัณฑ์ DJI รุ่นล่าสุด
    ส่งผลต่อผู้ใช้ที่ต้องการอัปเกรดหรือซื้ออะไหล่

    ความไม่แน่นอนด้านนโยบายอาจทำให้ธุรกิจที่พึ่งพาโดรนจีนมีความเสี่ยง
    โดยเฉพาะอุตสาหกรรมภาพยนตร์ เกษตร และกู้ภัย

    ความตึงเครียดทางการเมืองอาจทำให้เกิดมาตรการใหม่ได้ทุกเมื่อ
    ผู้ใช้และผู้ประกอบการควรติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด

    การพึ่งพาโดรนจากผู้ผลิตรายเดียวอาจสร้างความเสี่ยงด้านซัพพลายเชน
    ควรเตรียมแผนสำรองหากมีการแบนในอนาคต

    https://www.tomshardware.com/tech-industry/us-department-of-commerce-lifts-planned-crackdown-on-chinese-drones-including-dji-company-gets-reprieve-ahead-of-xi-trump-meeting-in-april-but-the-fcc-ban-still-stands
    🚁🇺🇸 “สหรัฐฯ ชะลอแผนแบนโดรนจีน — DJI ได้เวลาหายใจ แต่คำสั่งห้ามของ FCC ยังไม่ถูกยกเลิก” กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ตัดสินใจถอนข้อเสนอที่เคยยื่นต่อทำเนียบขาวเกี่ยวกับการ “แบนการนำเข้าโดรนจากจีน” ซึ่งรวมถึงแบรนด์ใหญ่ที่สุดอย่าง DJI การเปลี่ยนท่าทีครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนเริ่มอ่อนตัวลงก่อนการพบกันระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์และประธานาธิบดีสี จิ้นผิงในเดือนเมษายน ทำให้ DJI ได้รับ “เวลาผ่อนผัน” ชั่วคราวจากแรงกดดันด้านนโยบายการค้า อย่างไรก็ตาม แม้กระทรวงพาณิชย์จะถอย แต่ DJI ยังไม่พ้นความเสี่ยงทั้งหมด เพราะ คำสั่งห้ามของ FCC ยังคงมีผลอยู่ โดย FCC ไม่ได้ควบคุมการนำเข้าโดยตรง แต่เป็นผู้ให้ “การรับรองอุปกรณ์” ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญก่อนที่โดรนจะถูกนำเข้ามาจำหน่ายในสหรัฐฯ นั่นหมายความว่า DJI อาจนำเข้าโดรนรุ่นเก่าได้ แต่ ไม่สามารถขายรุ่นใหม่หรือชิ้นส่วนใหม่ได้ หากไม่ได้รับการรับรองจาก FCC สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่อหน่วยงานอื่นของสหรัฐฯ ก็มีท่าทีแข็งกร้าวต่อ DJI เช่น กระทรวงกลาโหมที่จัดให้ DJI เป็น “บริษัทที่เกี่ยวข้องกับกองทัพจีน” แม้ศาลจะระบุว่าไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าบริษัทถูกควบคุมโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีนก็ตาม ขณะเดียวกันสภาคองเกรสก็เคยผลักดันกฎหมายแบน DJI ในปี 2024 แต่บริษัทได้รับเวลาเพิ่มอีกหนึ่งปีเพื่อพิสูจน์ว่าไม่ได้เป็นภัยต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ ข่าวดีสำหรับผู้ใช้ปัจจุบันคือ โดรนที่มีอยู่แล้วจะไม่ได้รับผลกระทบ แต่ผลกระทบระยะยาวคือ DJI อาจไม่สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ในตลาดสหรัฐฯ ได้ หากสถานการณ์ด้านกฎระเบียบไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งอาจทำให้ผู้ใช้ประสบปัญหาเรื่องอะไหล่และการบำรุงรักษาในอนาคต นี่คือสัญญาณว่าศึกเทคโนโลยีระหว่างสองมหาอำนาจยังไม่จบง่าย ๆ และอุตสาหกรรมโดรนจะยังคงเป็นสนามแข่งขันสำคัญต่อไป 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ถอนแผนแบนการนำเข้าโดรนจีน ➡️ เกิดขึ้นก่อนการพบกันของผู้นำสหรัฐฯ–จีนในเดือนเมษายน ✅ คำสั่งห้ามของ FCC ยังมีผลอยู่ ➡️ ทำให้ DJI ไม่สามารถขายโดรนรุ่นใหม่หรือชิ้นส่วนใหม่ในสหรัฐฯ ได้ ✅ หน่วยงานอื่นยังคงกดดัน DJI เช่น กระทรวงกลาโหมและสภาคองเกรส ➡️ แม้ศาลจะชี้ว่าไม่มีหลักฐานว่าบริษัทถูกควบคุมโดยรัฐบาลจีน ✅ โดรนที่ใช้อยู่ในปัจจุบันไม่ถูกบล็อกหรือปิดการทำงาน ➡️ ผู้ใช้ยังสามารถบินและใช้งานได้ตามปกติ คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง ‼️ การไม่รับรองอุปกรณ์ใหม่อาจทำให้ตลาดสหรัฐฯ ขาดผลิตภัณฑ์ DJI รุ่นล่าสุด ⛔ ส่งผลต่อผู้ใช้ที่ต้องการอัปเกรดหรือซื้ออะไหล่ ‼️ ความไม่แน่นอนด้านนโยบายอาจทำให้ธุรกิจที่พึ่งพาโดรนจีนมีความเสี่ยง ⛔ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมภาพยนตร์ เกษตร และกู้ภัย ‼️ ความตึงเครียดทางการเมืองอาจทำให้เกิดมาตรการใหม่ได้ทุกเมื่อ ⛔ ผู้ใช้และผู้ประกอบการควรติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด ‼️ การพึ่งพาโดรนจากผู้ผลิตรายเดียวอาจสร้างความเสี่ยงด้านซัพพลายเชน ⛔ ควรเตรียมแผนสำรองหากมีการแบนในอนาคต https://www.tomshardware.com/tech-industry/us-department-of-commerce-lifts-planned-crackdown-on-chinese-drones-including-dji-company-gets-reprieve-ahead-of-xi-trump-meeting-in-april-but-the-fcc-ban-still-stands
    0 Comments 0 Shares 48 Views 0 Reviews
  • เก้าอี้พับได้แข็งแรงสุดทนรับน้ำหนักได้ถึง 150 กิโลกรัม มีกันหรือยังล่ะ

    ตาม link ไป

    https://vt.tiktok.com/ZSHoJwGeWystp-HJXHL/

    #รีวิวของดีบอกต่อ #ลุงช้างหญ่าย #uncleChangyai #เก้าอี้พับได้
    เก้าอี้พับได้แข็งแรงสุดทนรับน้ำหนักได้ถึง 150 กิโลกรัม มีกันหรือยังล่ะ ตาม link ไป https://vt.tiktok.com/ZSHoJwGeWystp-HJXHL/ #รีวิวของดีบอกต่อ #ลุงช้างหญ่าย #uncleChangyai #เก้าอี้พับได้
    0 Comments 0 Shares 34 Views 0 0 Reviews
  • “AMD เปิดช่องให้ FSR Redstone อาจรองรับ RDNA 3 แบบทดลอง แม้ยังยืนยันว่าออกแบบเพื่อ RDNA 4”

    AMD ส่งสัญญาณที่น่าสนใจในงาน CES 2026 เมื่อ Andrej Zdravkovic ผู้บริหารด้านซอฟต์แวร์ของบริษัทให้สัมภาษณ์กับ PCWorld โดยย้ำว่า FSR Redstone ถูกออกแบบมาสำหรับสถาปัตยกรรม RDNA 4 เท่านั้น แต่ก็ไม่ปิดประตูสำหรับการรองรับแบบ “experimental build” บน RDNA 3 ในอนาคต เนื้อหาจากหน้าเว็บชี้ว่า AMD ยังคงยึดหลักการเดิม—ฟีเจอร์ใดที่ทำให้ประสบการณ์เกมแย่ลง จะไม่ปล่อยให้ใช้งานอย่างเป็นทางการ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลทางการตลาดหรือ segmentation ก็ตาม

    FSR Redstone รวมฟีเจอร์กราฟิกที่ขับเคลื่อนด้วย Machine Learning เช่น upscaling และ frame generation ไว้ในแพ็กเดียว ซึ่งต้องการความเร็วประมวลผลระดับสูงเพื่อให้ทำงานภายใน “งบเวลาเฟรมเดียว” หาก GPU ทำงานไม่ทัน ผลลัพธ์จะย้อนศร เช่น ต้องลดเฟรมเรตจริงลงเพื่อสร้างเฟรมเพิ่ม ทำให้ประสบการณ์แย่ลงแทนที่จะดีขึ้น นี่คือเหตุผลที่ AMD ยืนยันว่า RDNA 4 คือเป้าหมายหลักของเทคโนโลยีนี้

    อย่างไรก็ตาม AMD ก็ยอมรับว่าชุมชน modder และผู้ใช้สายทดลองกำลัง “บังคับ” ให้ Redstone ทำงานบน RDNA 3 อยู่แล้ว โดย Zdravkovic ถึงกับบอกว่า “all the power to them” พร้อมยอมรับว่าตัวเขาเองก็เป็นสาย geek ที่ชอบลองของใหม่เหมือนกัน แม้ AMD จะยังไม่วางแผนปล่อย build ทดลอง แต่ก็เปิดใจว่าคำถามนี้ทำให้พวกเขา “อยากคิดต่อว่าจะทำได้อย่างไร” ซึ่งเป็นสัญญาณเชิงบวกสำหรับผู้ใช้ RDNA 3 ที่อยากลองของแรง

    AMD ยังย้ำว่าพวกเขาไม่ได้ทอดทิ้งสถาปัตยกรรมเก่า หากมีฟีเจอร์ใดที่ช่วยให้ประสบการณ์เกมดีขึ้นจริง ก็พร้อมจะปล่อยอัปเดตให้เสมอ แต่ต้องมั่นใจว่าผลลัพธ์ “ดีขึ้นจริง” ไม่ใช่แค่เปิดฟีเจอร์เพื่อให้มีชื่อเท่านั้น สรุปคือ Redstone ยังเป็นของ RDNA 4 แบบ exclusive แต่ AMD ก็ไม่ปิดประตูสนิทสำหรับการรองรับ RDNA 3 ในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อชุมชน modding กำลังผลักดันอย่างหนักในตอนนี้

    สรุปประเด็นสำคัญ
    FSR Redstone ถูกออกแบบสำหรับ RDNA 4 เป็นหลัก
    ต้องการประสิทธิภาพ ML สูงเพื่อทำงานภายในเฟรมเดียว

    AMD ไม่ปิดโอกาสรองรับ RDNA 3 แบบ experimental
    แม้ยังไม่มีแผนปล่อย build ทดลองอย่างเป็นทางการ

    ชุมชน modder กำลังบังคับให้ Redstone ทำงานบน RDNA 3 แล้ว
    AMD ชื่นชมความพยายามและยอมรับว่าบางเกมอาจใช้ได้

    AMD ยืนยันว่าจะอัปเดตสถาปัตยกรรมเก่าหากช่วยให้ประสบการณ์ดีขึ้นจริง
    ไม่ทำ segmentation เพื่อบังคับให้ผู้ใช้เปลี่ยน GPU

    คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง
    การบังคับใช้ Redstone บน RDNA 3 อาจทำให้ประสิทธิภาพแย่ลง
    ML workload อาจไม่ทันเฟรม ทำให้เฟรมเรตตกหรือภาพผิดเพี้ยน

    ไม่มีการรับประกันความเสถียรหรือคุณภาพภาพบน RDNA 3
    ฟีเจอร์อาจใช้ได้เฉพาะบางเกมหรือบางเครื่องเท่านั้น

    การใช้ mod หรือ workaround อาจเสี่ยงต่อปัญหาด้านไดรเวอร์
    อาจทำให้เกม crash หรือเกิด artifact

    ผู้ใช้ควรระวังการคาดหวังเกินจริงเกี่ยวกับการรองรับ RDNA 3
    AMD ยังยืนยันว่า Redstone “ไม่อยู่ในแผน” สำหรับ RDNA 3

    https://www.tomshardware.com/pc-components/gpus/amd-leaves-the-door-open-to-experimenta-fsr-redstone-support-on-rdna3
    🔥🎮 “AMD เปิดช่องให้ FSR Redstone อาจรองรับ RDNA 3 แบบทดลอง แม้ยังยืนยันว่าออกแบบเพื่อ RDNA 4” AMD ส่งสัญญาณที่น่าสนใจในงาน CES 2026 เมื่อ Andrej Zdravkovic ผู้บริหารด้านซอฟต์แวร์ของบริษัทให้สัมภาษณ์กับ PCWorld โดยย้ำว่า FSR Redstone ถูกออกแบบมาสำหรับสถาปัตยกรรม RDNA 4 เท่านั้น แต่ก็ไม่ปิดประตูสำหรับการรองรับแบบ “experimental build” บน RDNA 3 ในอนาคต เนื้อหาจากหน้าเว็บชี้ว่า AMD ยังคงยึดหลักการเดิม—ฟีเจอร์ใดที่ทำให้ประสบการณ์เกมแย่ลง จะไม่ปล่อยให้ใช้งานอย่างเป็นทางการ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลทางการตลาดหรือ segmentation ก็ตาม FSR Redstone รวมฟีเจอร์กราฟิกที่ขับเคลื่อนด้วย Machine Learning เช่น upscaling และ frame generation ไว้ในแพ็กเดียว ซึ่งต้องการความเร็วประมวลผลระดับสูงเพื่อให้ทำงานภายใน “งบเวลาเฟรมเดียว” หาก GPU ทำงานไม่ทัน ผลลัพธ์จะย้อนศร เช่น ต้องลดเฟรมเรตจริงลงเพื่อสร้างเฟรมเพิ่ม ทำให้ประสบการณ์แย่ลงแทนที่จะดีขึ้น นี่คือเหตุผลที่ AMD ยืนยันว่า RDNA 4 คือเป้าหมายหลักของเทคโนโลยีนี้ อย่างไรก็ตาม AMD ก็ยอมรับว่าชุมชน modder และผู้ใช้สายทดลองกำลัง “บังคับ” ให้ Redstone ทำงานบน RDNA 3 อยู่แล้ว โดย Zdravkovic ถึงกับบอกว่า “all the power to them” พร้อมยอมรับว่าตัวเขาเองก็เป็นสาย geek ที่ชอบลองของใหม่เหมือนกัน แม้ AMD จะยังไม่วางแผนปล่อย build ทดลอง แต่ก็เปิดใจว่าคำถามนี้ทำให้พวกเขา “อยากคิดต่อว่าจะทำได้อย่างไร” ซึ่งเป็นสัญญาณเชิงบวกสำหรับผู้ใช้ RDNA 3 ที่อยากลองของแรง AMD ยังย้ำว่าพวกเขาไม่ได้ทอดทิ้งสถาปัตยกรรมเก่า หากมีฟีเจอร์ใดที่ช่วยให้ประสบการณ์เกมดีขึ้นจริง ก็พร้อมจะปล่อยอัปเดตให้เสมอ แต่ต้องมั่นใจว่าผลลัพธ์ “ดีขึ้นจริง” ไม่ใช่แค่เปิดฟีเจอร์เพื่อให้มีชื่อเท่านั้น สรุปคือ Redstone ยังเป็นของ RDNA 4 แบบ exclusive แต่ AMD ก็ไม่ปิดประตูสนิทสำหรับการรองรับ RDNA 3 ในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อชุมชน modding กำลังผลักดันอย่างหนักในตอนนี้ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ FSR Redstone ถูกออกแบบสำหรับ RDNA 4 เป็นหลัก ➡️ ต้องการประสิทธิภาพ ML สูงเพื่อทำงานภายในเฟรมเดียว ✅ AMD ไม่ปิดโอกาสรองรับ RDNA 3 แบบ experimental ➡️ แม้ยังไม่มีแผนปล่อย build ทดลองอย่างเป็นทางการ ✅ ชุมชน modder กำลังบังคับให้ Redstone ทำงานบน RDNA 3 แล้ว ➡️ AMD ชื่นชมความพยายามและยอมรับว่าบางเกมอาจใช้ได้ ✅ AMD ยืนยันว่าจะอัปเดตสถาปัตยกรรมเก่าหากช่วยให้ประสบการณ์ดีขึ้นจริง ➡️ ไม่ทำ segmentation เพื่อบังคับให้ผู้ใช้เปลี่ยน GPU คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง ‼️ การบังคับใช้ Redstone บน RDNA 3 อาจทำให้ประสิทธิภาพแย่ลง ⛔ ML workload อาจไม่ทันเฟรม ทำให้เฟรมเรตตกหรือภาพผิดเพี้ยน ‼️ ไม่มีการรับประกันความเสถียรหรือคุณภาพภาพบน RDNA 3 ⛔ ฟีเจอร์อาจใช้ได้เฉพาะบางเกมหรือบางเครื่องเท่านั้น ‼️ การใช้ mod หรือ workaround อาจเสี่ยงต่อปัญหาด้านไดรเวอร์ ⛔ อาจทำให้เกม crash หรือเกิด artifact ‼️ ผู้ใช้ควรระวังการคาดหวังเกินจริงเกี่ยวกับการรองรับ RDNA 3 ⛔ AMD ยังยืนยันว่า Redstone “ไม่อยู่ในแผน” สำหรับ RDNA 3 https://www.tomshardware.com/pc-components/gpus/amd-leaves-the-door-open-to-experimenta-fsr-redstone-support-on-rdna3
    WWW.TOMSHARDWARE.COM
    AMD leaves the door open to experimental FSR Redstone support on RDNA 3
    AMD says Redstone is built for RDNA 4, but acknowledges community hacks and does not rule out an official support path.
    0 Comments 0 Shares 60 Views 0 Reviews
  • “อุปกรณ์ดูแลช่องปากยุคใหม่: แปรงสีฟัน–ยางครอบฟันอัจฉริยะ กับคำอ้างสุดล้ำที่ท้าทายวงการสุขภาพ”

    กระแสอุปกรณ์สวมใส่เพื่อสุขภาพกำลังขยายตัวไปไกลกว่านาฬิกาและสายรัดข้อมืออย่างเห็นได้ชัด จากข้อมูลในหน้าเว็บของ The Star เทคโนโลยีเดียวกันถูกนำไปใส่ในแปรงสีฟัน เครื่องชั่งน้ำหนัก ไปจนถึงยางครอบฟันที่สามารถตรวจจับสัญญาณสุขภาพได้หลากหลายแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน หลายบริษัทใช้ AI และเซนเซอร์ขั้นสูงเพื่อประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจ ตรวจจับพฤติกรรมการนอน หรือแม้แต่คาดการณ์โรคในอนาคต 20 ปีล่วงหน้า แนวโน้มนี้สะท้อนความพยายามของอุตสาหกรรมที่ต้องการให้ “สุขภาพ” กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันโดยไม่ต้องพึ่งอุปกรณ์สวมใส่แบบเดิมอีกต่อไป.

    หนึ่งในไฮไลต์คือ Longevity Mirror ของ NuraLogix ที่ใช้คอมพิวเตอร์วิชันและ AI วิเคราะห์ใบหน้าเพียง 30 วินาที เพื่อประเมินความเสี่ยงสุขภาพระยะยาว เช่น โรคหัวใจหรือโรคเรื้อรังอื่น ๆ โดยอาศัยข้อมูลจากผู้ป่วยจำนวนมหาศาล นอกจากนี้ยังมีแปรงสีฟันรุ่นใหม่จาก Y-Brush ชื่อ “Halo” ที่อ้างว่าสามารถตรวจจับโรคได้กว่า 300 ชนิดผ่านการวิเคราะห์ลมหายใจด้วยเซนเซอร์ก๊าซและ AI โดยไม่ต้องเจาะเลือดแม้แต่นิดเดียว ซึ่งเป็นคำอ้างที่ทั้งน่าตื่นเต้นและน่าตั้งคำถามในเวลาเดียวกัน.

    อีกด้านหนึ่ง BruxMed VibeBrux ยางครอบฟันอัจฉริยะราคา 499 ดอลลาร์ ถูกออกแบบมาเพื่อตรวจจับการกัดฟันระหว่างนอน พร้อมวัดอัตราการเต้นหัวใจและระดับออกซิเจนในเลือดแบบเรียลไทม์ เมื่อพบการกัดฟัน อุปกรณ์จะสั่นเพื่อหยุดพฤติกรรมทันที และสามารถแชร์ข้อมูลให้แพทย์วิเคราะห์ได้ด้วย ความแม่นยำของอุปกรณ์ประเภทนี้ถูกอ้างว่าดีกว่าสมาร์ตวอทช์เพราะเข้าถึง “น้ำลาย” ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้สุขภาพที่ละเอียดอ่อนกว่า.

    อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์เหล่านี้กำลังเผชิญแรงกดดันจากหน่วยงานกำกับดูแล เช่น FDA ที่เริ่มจับตาอุปกรณ์ที่อ้างความสามารถระดับ “เครื่องมือแพทย์” โดยไม่มีการรับรองที่เหมาะสม ตัวอย่างเช่น Whoop ที่ถูกเตือนเรื่องฟีเจอร์วัดความดันเลือด หรือ Withings ที่ต้องรอการอนุมัติหลายปีกว่าจะขายเครื่องชั่งตรวจจับภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะได้ในสหรัฐฯ ความท้าทายนี้ทำให้เห็นว่าการผสานเทคโนโลยีสุขภาพเข้ากับอุปกรณ์ผู้บริโภคยังต้องเดินบนเส้นบาง ๆ ระหว่างนวัตกรรมและความปลอดภัย.

    สรุปประเด็นสำคัญ
    เทคโนโลยีสุขภาพถูกผสานเข้ากับอุปกรณ์ประจำวัน เช่น แปรงสีฟันและยางครอบฟัน
    ใช้ AI, เซนเซอร์ก๊าซ, คอมพิวเตอร์วิชัน และข้อมูลสุขภาพจำนวนมาก

    Longevity Mirror วิเคราะห์ใบหน้าเพื่อประเมินความเสี่ยงสุขภาพล่วงหน้า 20 ปี
    ใช้วิดีโอเซลฟีเพื่อจับสัญญาณการไหลเวียนเลือดที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า

    แปรงสีฟัน Halo อ้างว่าสามารถตรวจจับโรคได้กว่า 300 ชนิดจากลมหายใจ
    ไม่ต้องใช้เลือดและออกแบบให้ใช้งานง่ายในชีวิตประจำวัน

    VibeBrux ยางครอบฟันอัจฉริยะตรวจจับการกัดฟันและวัดสัญญาณชีพ
    ส่งข้อมูลให้แพทย์และช่วยหยุดพฤติกรรมแบบเรียลไทม์ด้วยการสั่น

    คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง
    คำอ้างด้านสุขภาพจำนวนมากยังไม่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานกำกับดูแล
    อาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดเกี่ยวกับความแม่นยำของผลลัพธ์

    อุปกรณ์บางชนิดอาจเข้าข่าย “เครื่องมือแพทย์” และต้องผ่านการตรวจสอบเข้มงวด
    เช่นกรณี Whoop และ Withings ที่ถูกตรวจสอบโดย FDA

    การเก็บข้อมูลสุขภาพละเอียดอ่อนอาจเสี่ยงต่อความเป็นส่วนตัว
    โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่วิเคราะห์ใบหน้า น้ำลาย หรือข้อมูลชีวภาพอื่น ๆ

    คำอ้างตรวจโรคจำนวนมากอาจเกินจริงหากไม่มีหลักฐานทางคลินิกเพียงพอ
    ผู้ใช้ควรใช้ข้อมูลเป็น “สัญญาณเตือน” ไม่ใช่การวินิจฉัยแทนแพทย์

    https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2026/01/12/health-tracking-toothbrushes-mouth-guards-lure-consumers-with-audacious-claims
    🦷🤖 “อุปกรณ์ดูแลช่องปากยุคใหม่: แปรงสีฟัน–ยางครอบฟันอัจฉริยะ กับคำอ้างสุดล้ำที่ท้าทายวงการสุขภาพ” กระแสอุปกรณ์สวมใส่เพื่อสุขภาพกำลังขยายตัวไปไกลกว่านาฬิกาและสายรัดข้อมืออย่างเห็นได้ชัด จากข้อมูลในหน้าเว็บของ The Star เทคโนโลยีเดียวกันถูกนำไปใส่ในแปรงสีฟัน เครื่องชั่งน้ำหนัก ไปจนถึงยางครอบฟันที่สามารถตรวจจับสัญญาณสุขภาพได้หลากหลายแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน หลายบริษัทใช้ AI และเซนเซอร์ขั้นสูงเพื่อประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจ ตรวจจับพฤติกรรมการนอน หรือแม้แต่คาดการณ์โรคในอนาคต 20 ปีล่วงหน้า แนวโน้มนี้สะท้อนความพยายามของอุตสาหกรรมที่ต้องการให้ “สุขภาพ” กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันโดยไม่ต้องพึ่งอุปกรณ์สวมใส่แบบเดิมอีกต่อไป. หนึ่งในไฮไลต์คือ Longevity Mirror ของ NuraLogix ที่ใช้คอมพิวเตอร์วิชันและ AI วิเคราะห์ใบหน้าเพียง 30 วินาที เพื่อประเมินความเสี่ยงสุขภาพระยะยาว เช่น โรคหัวใจหรือโรคเรื้อรังอื่น ๆ โดยอาศัยข้อมูลจากผู้ป่วยจำนวนมหาศาล นอกจากนี้ยังมีแปรงสีฟันรุ่นใหม่จาก Y-Brush ชื่อ “Halo” ที่อ้างว่าสามารถตรวจจับโรคได้กว่า 300 ชนิดผ่านการวิเคราะห์ลมหายใจด้วยเซนเซอร์ก๊าซและ AI โดยไม่ต้องเจาะเลือดแม้แต่นิดเดียว ซึ่งเป็นคำอ้างที่ทั้งน่าตื่นเต้นและน่าตั้งคำถามในเวลาเดียวกัน. อีกด้านหนึ่ง BruxMed VibeBrux ยางครอบฟันอัจฉริยะราคา 499 ดอลลาร์ ถูกออกแบบมาเพื่อตรวจจับการกัดฟันระหว่างนอน พร้อมวัดอัตราการเต้นหัวใจและระดับออกซิเจนในเลือดแบบเรียลไทม์ เมื่อพบการกัดฟัน อุปกรณ์จะสั่นเพื่อหยุดพฤติกรรมทันที และสามารถแชร์ข้อมูลให้แพทย์วิเคราะห์ได้ด้วย ความแม่นยำของอุปกรณ์ประเภทนี้ถูกอ้างว่าดีกว่าสมาร์ตวอทช์เพราะเข้าถึง “น้ำลาย” ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้สุขภาพที่ละเอียดอ่อนกว่า. อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์เหล่านี้กำลังเผชิญแรงกดดันจากหน่วยงานกำกับดูแล เช่น FDA ที่เริ่มจับตาอุปกรณ์ที่อ้างความสามารถระดับ “เครื่องมือแพทย์” โดยไม่มีการรับรองที่เหมาะสม ตัวอย่างเช่น Whoop ที่ถูกเตือนเรื่องฟีเจอร์วัดความดันเลือด หรือ Withings ที่ต้องรอการอนุมัติหลายปีกว่าจะขายเครื่องชั่งตรวจจับภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะได้ในสหรัฐฯ ความท้าทายนี้ทำให้เห็นว่าการผสานเทคโนโลยีสุขภาพเข้ากับอุปกรณ์ผู้บริโภคยังต้องเดินบนเส้นบาง ๆ ระหว่างนวัตกรรมและความปลอดภัย. 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ เทคโนโลยีสุขภาพถูกผสานเข้ากับอุปกรณ์ประจำวัน เช่น แปรงสีฟันและยางครอบฟัน ➡️ ใช้ AI, เซนเซอร์ก๊าซ, คอมพิวเตอร์วิชัน และข้อมูลสุขภาพจำนวนมาก ✅ Longevity Mirror วิเคราะห์ใบหน้าเพื่อประเมินความเสี่ยงสุขภาพล่วงหน้า 20 ปี ➡️ ใช้วิดีโอเซลฟีเพื่อจับสัญญาณการไหลเวียนเลือดที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ✅ แปรงสีฟัน Halo อ้างว่าสามารถตรวจจับโรคได้กว่า 300 ชนิดจากลมหายใจ ➡️ ไม่ต้องใช้เลือดและออกแบบให้ใช้งานง่ายในชีวิตประจำวัน ✅ VibeBrux ยางครอบฟันอัจฉริยะตรวจจับการกัดฟันและวัดสัญญาณชีพ ➡️ ส่งข้อมูลให้แพทย์และช่วยหยุดพฤติกรรมแบบเรียลไทม์ด้วยการสั่น คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง ‼️ คำอ้างด้านสุขภาพจำนวนมากยังไม่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานกำกับดูแล ⛔ อาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดเกี่ยวกับความแม่นยำของผลลัพธ์ ‼️ อุปกรณ์บางชนิดอาจเข้าข่าย “เครื่องมือแพทย์” และต้องผ่านการตรวจสอบเข้มงวด ⛔ เช่นกรณี Whoop และ Withings ที่ถูกตรวจสอบโดย FDA ‼️ การเก็บข้อมูลสุขภาพละเอียดอ่อนอาจเสี่ยงต่อความเป็นส่วนตัว ⛔ โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่วิเคราะห์ใบหน้า น้ำลาย หรือข้อมูลชีวภาพอื่น ๆ ‼️ คำอ้างตรวจโรคจำนวนมากอาจเกินจริงหากไม่มีหลักฐานทางคลินิกเพียงพอ ⛔ ผู้ใช้ควรใช้ข้อมูลเป็น “สัญญาณเตือน” ไม่ใช่การวินิจฉัยแทนแพทย์ https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2026/01/12/health-tracking-toothbrushes-mouth-guards-lure-consumers-with-audacious-claims
    WWW.THESTAR.COM.MY
    Health-tracking toothbrushes, mouth guards lure consumers with audacious claims
    If you paid enough attention, you could have found health trackers everywhere at the CES trade show last week. But they didn't necessarily look how you'd expect.
    0 Comments 0 Shares 54 Views 0 Reviews
  • “Google ดัน Gemini เจาะตลาดช้อปปิ้งออนไลน์: เปลี่ยนการค้นหาเป็นประสบการณ์ส่วนตัวแบบครบวงจร”

    Google เปิดตัว Gemini Enterprise for Customer Experience (CX) รุ่นใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อยกระดับการช้อปปิ้งออนไลน์ให้ “ฉลาดขึ้นและเป็นธรรมชาติกว่าเดิม” โดยใช้ความสามารถด้าน reasoning ขั้นสูงเพื่อเข้าใจเจตนาของผู้ใช้และทำงานหลายขั้นตอนแทนลูกค้าได้อย่างราบรื่น เนื้อหาจากหน้าเว็บระบุว่า Gemini จะช่วยให้ผู้ใช้ค้นหาสินค้า สั่งซื้อ และติดต่อบริการลูกค้า—all in one place—โดยไม่ต้องออกจากแอป Google เลย

    สิ่งที่โดดเด่นคือ Gemini สามารถเรียนรู้ความชอบของผู้ใช้จากการใช้งานต่อเนื่อง และนำเสนอสินค้าที่ “ตรงใจมากขึ้นเรื่อย ๆ” ผ่านความร่วมมือกับแบรนด์ใหญ่ในสหรัฐ เช่น Papa John’s, Lowe’s, Walmart และ Kroger ซึ่งต่างมองว่า AI ตัวนี้จะช่วยลดความยุ่งยากของลูกค้าและเพิ่มโอกาสปิดการขายได้มากขึ้น

    Walmart ระบุว่า Gemini จะช่วยให้พวกเขาแนะนำสินค้าที่เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละรายได้แม่นยำกว่าเดิม ขณะที่ Papa John’s มองว่าเทคโนโลยีนี้จะช่วย “ลดแรงเสียดทาน” ในทุกจุดสัมผัสของลูกค้า ตั้งแต่การเลือกเมนูจนถึงการสั่งซื้อจริง ความร่วมมือนี้ถูกประกาศในงานประชุม National Retail Federation ซึ่งเป็นงานใหญ่ที่สุดของวงการค้าปลีกโลก สะท้อนว่าผู้เล่นรายใหญ่กำลังเร่งใช้ AI เพื่อสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน

    ภาพรวมแล้ว Gemini CX ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือค้นหาที่ฉลาดขึ้น แต่เป็น “ผู้ช่วยช้อปปิ้งส่วนตัว” ที่เข้าใจบริบท ความต้องการ และความชอบของผู้ใช้แบบลึกขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งอาจเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ Google กลับมามีบทบาทเด่นในตลาด e-commerce ที่กำลังแข่งขันดุเดือดระหว่าง Amazon, Walmart และผู้เล่นหน้าใหม่ที่ใช้ AI เป็นอาวุธหลัก

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Google เปิดตัว Gemini Enterprise for Customer Experience (CX)
    ใช้ reasoning ขั้นสูงเพื่อเข้าใจเจตนาและทำงานหลายขั้นตอนแทนลูกค้า

    ผู้ใช้สามารถค้นหา ซื้อสินค้า และคุยกับบริการลูกค้าได้ในแอป Google เดียว
    ลดการสลับแอปและทำให้ประสบการณ์ลื่นไหลขึ้น

    Gemini เรียนรู้ความชอบของผู้ใช้และแนะนำสินค้าที่ตรงใจมากขึ้น
    ใช้ข้อมูลจากการใช้งานต่อเนื่องเพื่อปรับ personalization

    มีพันธมิตรใหญ่ร่วมใช้งาน เช่น Papa John’s, Lowe’s, Walmart, Kroger
    ช่วยเพิ่ม conversion และลด friction ใน customer journey

    คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง
    การใช้ข้อมูลผู้ใช้เพื่อ personalization อาจสร้างความกังวลด้านความเป็นส่วนตัว
    ผู้ใช้ต้องให้ “consent” อย่างชัดเจนก่อนใช้งาน

    AI ที่ทำงานหลายขั้นตอนแทนลูกค้าอาจทำให้เกิดความเสี่ยงด้านความถูกต้องของคำสั่งซื้อ
    ต้องมีระบบตรวจสอบก่อนยืนยันคำสั่งสำคัญ

    การพึ่งพา AI มากเกินไปอาจทำให้ผู้ใช้ขาดการควบคุมการตัดสินใจ
    ควรมีตัวเลือกให้ผู้ใช้ปรับระดับ automation

    การแข่งขันด้าน AI ใน e-commerce อาจทำให้เกิดแรงกดดันต่อธุรกิจรายเล็ก
    ผู้ค้ารายย่อยอาจเสียเปรียบหากไม่สามารถลงทุนใน AI ได้

    https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2026/01/12/google039s-gemini-seeks-edge-in-ai-for-online-shopping
    🛒🤖 “Google ดัน Gemini เจาะตลาดช้อปปิ้งออนไลน์: เปลี่ยนการค้นหาเป็นประสบการณ์ส่วนตัวแบบครบวงจร” Google เปิดตัว Gemini Enterprise for Customer Experience (CX) รุ่นใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อยกระดับการช้อปปิ้งออนไลน์ให้ “ฉลาดขึ้นและเป็นธรรมชาติกว่าเดิม” โดยใช้ความสามารถด้าน reasoning ขั้นสูงเพื่อเข้าใจเจตนาของผู้ใช้และทำงานหลายขั้นตอนแทนลูกค้าได้อย่างราบรื่น เนื้อหาจากหน้าเว็บระบุว่า Gemini จะช่วยให้ผู้ใช้ค้นหาสินค้า สั่งซื้อ และติดต่อบริการลูกค้า—all in one place—โดยไม่ต้องออกจากแอป Google เลย สิ่งที่โดดเด่นคือ Gemini สามารถเรียนรู้ความชอบของผู้ใช้จากการใช้งานต่อเนื่อง และนำเสนอสินค้าที่ “ตรงใจมากขึ้นเรื่อย ๆ” ผ่านความร่วมมือกับแบรนด์ใหญ่ในสหรัฐ เช่น Papa John’s, Lowe’s, Walmart และ Kroger ซึ่งต่างมองว่า AI ตัวนี้จะช่วยลดความยุ่งยากของลูกค้าและเพิ่มโอกาสปิดการขายได้มากขึ้น Walmart ระบุว่า Gemini จะช่วยให้พวกเขาแนะนำสินค้าที่เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละรายได้แม่นยำกว่าเดิม ขณะที่ Papa John’s มองว่าเทคโนโลยีนี้จะช่วย “ลดแรงเสียดทาน” ในทุกจุดสัมผัสของลูกค้า ตั้งแต่การเลือกเมนูจนถึงการสั่งซื้อจริง ความร่วมมือนี้ถูกประกาศในงานประชุม National Retail Federation ซึ่งเป็นงานใหญ่ที่สุดของวงการค้าปลีกโลก สะท้อนว่าผู้เล่นรายใหญ่กำลังเร่งใช้ AI เพื่อสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน ภาพรวมแล้ว Gemini CX ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือค้นหาที่ฉลาดขึ้น แต่เป็น “ผู้ช่วยช้อปปิ้งส่วนตัว” ที่เข้าใจบริบท ความต้องการ และความชอบของผู้ใช้แบบลึกขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งอาจเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ Google กลับมามีบทบาทเด่นในตลาด e-commerce ที่กำลังแข่งขันดุเดือดระหว่าง Amazon, Walmart และผู้เล่นหน้าใหม่ที่ใช้ AI เป็นอาวุธหลัก 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Google เปิดตัว Gemini Enterprise for Customer Experience (CX) ➡️ ใช้ reasoning ขั้นสูงเพื่อเข้าใจเจตนาและทำงานหลายขั้นตอนแทนลูกค้า ✅ ผู้ใช้สามารถค้นหา ซื้อสินค้า และคุยกับบริการลูกค้าได้ในแอป Google เดียว ➡️ ลดการสลับแอปและทำให้ประสบการณ์ลื่นไหลขึ้น ✅ Gemini เรียนรู้ความชอบของผู้ใช้และแนะนำสินค้าที่ตรงใจมากขึ้น ➡️ ใช้ข้อมูลจากการใช้งานต่อเนื่องเพื่อปรับ personalization ✅ มีพันธมิตรใหญ่ร่วมใช้งาน เช่น Papa John’s, Lowe’s, Walmart, Kroger ➡️ ช่วยเพิ่ม conversion และลด friction ใน customer journey คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง ‼️ การใช้ข้อมูลผู้ใช้เพื่อ personalization อาจสร้างความกังวลด้านความเป็นส่วนตัว ⛔ ผู้ใช้ต้องให้ “consent” อย่างชัดเจนก่อนใช้งาน ‼️ AI ที่ทำงานหลายขั้นตอนแทนลูกค้าอาจทำให้เกิดความเสี่ยงด้านความถูกต้องของคำสั่งซื้อ ⛔ ต้องมีระบบตรวจสอบก่อนยืนยันคำสั่งสำคัญ ‼️ การพึ่งพา AI มากเกินไปอาจทำให้ผู้ใช้ขาดการควบคุมการตัดสินใจ ⛔ ควรมีตัวเลือกให้ผู้ใช้ปรับระดับ automation ‼️ การแข่งขันด้าน AI ใน e-commerce อาจทำให้เกิดแรงกดดันต่อธุรกิจรายเล็ก ⛔ ผู้ค้ารายย่อยอาจเสียเปรียบหากไม่สามารถลงทุนใน AI ได้ https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2026/01/12/google039s-gemini-seeks-edge-in-ai-for-online-shopping
    WWW.THESTAR.COM.MY
    Google's Gemini seeks edge in AI for online shopping
    Google on Jan 11 unveiled a new iteration of its professional Gemini AI suite geared toward online retail, seeking to create seamless interactions for shoppers from product searches to customer service.
    0 Comments 0 Shares 61 Views 0 Reviews
  • Google ผู้ก่อตั้งโบกมือลาแคลิฟอร์เนีย: สัญญาณความเปลี่ยนแปลงของ Silicon Valley

    การเคลื่อนไหวล่าสุดของ Larry Page และ Sergey Brin ผู้ร่วมก่อตั้ง Google กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ในวงการเทคโนโลยี หลังจากทั้งคู่เริ่ม “ลดบทบาทและความผูกพัน” กับรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นบ้านเกิดของ Google และเป็นศูนย์กลางของ Silicon Valley มานานเกือบสามทศวรรษ การย้ายบริษัทในเครือหลายสิบแห่งออกจากรัฐ รวมถึงการซื้ออสังหาริมทรัพย์ใหม่ใน Miami และการย้ายกิจการไป Nevada ทำให้เกิดคำถามว่า Silicon Valley กำลังสูญเสียเสน่ห์เดิมหรือไม่

    สาเหตุสำคัญที่ผลักดันการเปลี่ยนแปลงนี้ คือมาตรการภาษีใหม่ที่เสนอให้เก็บ “wealth tax” แบบครั้งเดียว 5% จากผู้ที่มีทรัพย์สินเกิน 1 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งอาจมีผลย้อนหลังกับผู้ที่อาศัยในรัฐ ณ วันที่ 1 มกราคม หากมาตรการผ่านประชามติในเดือนพฤศจิกายน ความกังวลนี้ทำให้มหาเศรษฐีหลายรายเริ่มมองหาทางเลือกใหม่ที่เป็นมิตรต่อภาษีมากกว่า เช่น Miami และ Texas

    แม้จะมีเสียงคัดค้านจากนักลงทุนและผู้ประกอบการจำนวนมาก แต่ก็มีบางคนที่ยอมรับมาตรการนี้ เช่น Jensen Huang ซีอีโอของ Nvidia ที่ระบุว่า “เลือกอยู่ Silicon Valley ก็ต้องยอมรับภาษีที่รัฐกำหนด” อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวของ Page และ Brin มีน้ำหนักมากกว่าใคร เพราะทั้งคู่เป็นสัญลักษณ์ของ Silicon Valley และมีทรัพย์สินรวมกันกว่า 518 พันล้านดอลลาร์ ทำให้การย้ายฐานของพวกเขาถูกจับตามองเป็นพิเศษ

    ในภาพรวม เหตุการณ์นี้สะท้อนความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในสหรัฐฯ เมื่อภาษี ค่าครองชีพ และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจเริ่มผลักดันให้ผู้ประกอบการมองหาศูนย์กลางใหม่ที่ไม่ใช่แคลิฟอร์เนีย หากแนวโน้มนี้ดำเนินต่อไป Silicon Valley อาจต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปี

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Page และ Brin ย้ายบริษัทในเครือออกจากแคลิฟอร์เนียจำนวนมาก
    บางบริษัทถูกย้ายไป Nevada และบางแห่งถูกปิดสถานะในรัฐ

    Page ซื้อคฤหาสน์มูลค่า 71.9 ล้านดอลลาร์ใน Miami
    เป็นสัญญาณการขยายตัวออกจาก Silicon Valley

    มาตรการภาษีใหม่ของแคลิฟอร์เนียเป็นตัวกระตุ้นสำคัญ
    เสนอเก็บภาษี 5% จากผู้มีทรัพย์สินเกิน 1 พันล้านดอลลาร์

    มหาเศรษฐีหลายรายเริ่มย้ายฐาน เช่น Peter Thiel และ David Sacks
    มุ่งสู่รัฐที่เป็นมิตรต่อภาษีมากกว่า เช่น Florida และ Texas

    คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง
    มาตรการภาษีอาจทำให้เกิดการไหลออกของผู้ประกอบการและนักลงทุน
    ส่งผลต่อระบบนิเวศนวัตกรรมของแคลิฟอร์เนีย

    การย้ายฐานของผู้ก่อตั้ง Google อาจกระทบภาพลักษณ์ Silicon Valley
    อาจทำให้เกิดความไม่มั่นใจในอนาคตของภูมิภาค

    การเปลี่ยนแปลงนี้อาจทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างรัฐมากขึ้น
    รัฐที่เก็บภาษีสูงอาจสูญเสียบุคลากรและเงินทุน

    การย้ายทรัพย์สินจำนวนมากอาจมีผลต่อเสถียรภาพของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในหลายพื้นที่
    โดยเฉพาะเมืองที่กำลังกลายเป็นศูนย์กลางใหม่ เช่น Miami

    https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2026/01/12/google-guys-say-bye-to-california
    📰 Google ผู้ก่อตั้งโบกมือลาแคลิฟอร์เนีย: สัญญาณความเปลี่ยนแปลงของ Silicon Valley การเคลื่อนไหวล่าสุดของ Larry Page และ Sergey Brin ผู้ร่วมก่อตั้ง Google กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ในวงการเทคโนโลยี หลังจากทั้งคู่เริ่ม “ลดบทบาทและความผูกพัน” กับรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นบ้านเกิดของ Google และเป็นศูนย์กลางของ Silicon Valley มานานเกือบสามทศวรรษ การย้ายบริษัทในเครือหลายสิบแห่งออกจากรัฐ รวมถึงการซื้ออสังหาริมทรัพย์ใหม่ใน Miami และการย้ายกิจการไป Nevada ทำให้เกิดคำถามว่า Silicon Valley กำลังสูญเสียเสน่ห์เดิมหรือไม่ สาเหตุสำคัญที่ผลักดันการเปลี่ยนแปลงนี้ คือมาตรการภาษีใหม่ที่เสนอให้เก็บ “wealth tax” แบบครั้งเดียว 5% จากผู้ที่มีทรัพย์สินเกิน 1 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งอาจมีผลย้อนหลังกับผู้ที่อาศัยในรัฐ ณ วันที่ 1 มกราคม หากมาตรการผ่านประชามติในเดือนพฤศจิกายน ความกังวลนี้ทำให้มหาเศรษฐีหลายรายเริ่มมองหาทางเลือกใหม่ที่เป็นมิตรต่อภาษีมากกว่า เช่น Miami และ Texas แม้จะมีเสียงคัดค้านจากนักลงทุนและผู้ประกอบการจำนวนมาก แต่ก็มีบางคนที่ยอมรับมาตรการนี้ เช่น Jensen Huang ซีอีโอของ Nvidia ที่ระบุว่า “เลือกอยู่ Silicon Valley ก็ต้องยอมรับภาษีที่รัฐกำหนด” อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวของ Page และ Brin มีน้ำหนักมากกว่าใคร เพราะทั้งคู่เป็นสัญลักษณ์ของ Silicon Valley และมีทรัพย์สินรวมกันกว่า 518 พันล้านดอลลาร์ ทำให้การย้ายฐานของพวกเขาถูกจับตามองเป็นพิเศษ ในภาพรวม เหตุการณ์นี้สะท้อนความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในสหรัฐฯ เมื่อภาษี ค่าครองชีพ และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจเริ่มผลักดันให้ผู้ประกอบการมองหาศูนย์กลางใหม่ที่ไม่ใช่แคลิฟอร์เนีย หากแนวโน้มนี้ดำเนินต่อไป Silicon Valley อาจต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปี 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Page และ Brin ย้ายบริษัทในเครือออกจากแคลิฟอร์เนียจำนวนมาก ➡️ บางบริษัทถูกย้ายไป Nevada และบางแห่งถูกปิดสถานะในรัฐ ✅ Page ซื้อคฤหาสน์มูลค่า 71.9 ล้านดอลลาร์ใน Miami ➡️ เป็นสัญญาณการขยายตัวออกจาก Silicon Valley ✅ มาตรการภาษีใหม่ของแคลิฟอร์เนียเป็นตัวกระตุ้นสำคัญ ➡️ เสนอเก็บภาษี 5% จากผู้มีทรัพย์สินเกิน 1 พันล้านดอลลาร์ ✅ มหาเศรษฐีหลายรายเริ่มย้ายฐาน เช่น Peter Thiel และ David Sacks ➡️ มุ่งสู่รัฐที่เป็นมิตรต่อภาษีมากกว่า เช่น Florida และ Texas คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง ‼️ มาตรการภาษีอาจทำให้เกิดการไหลออกของผู้ประกอบการและนักลงทุน ⛔ ส่งผลต่อระบบนิเวศนวัตกรรมของแคลิฟอร์เนีย ‼️ การย้ายฐานของผู้ก่อตั้ง Google อาจกระทบภาพลักษณ์ Silicon Valley ⛔ อาจทำให้เกิดความไม่มั่นใจในอนาคตของภูมิภาค ‼️ การเปลี่ยนแปลงนี้อาจทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างรัฐมากขึ้น ⛔ รัฐที่เก็บภาษีสูงอาจสูญเสียบุคลากรและเงินทุน ‼️ การย้ายทรัพย์สินจำนวนมากอาจมีผลต่อเสถียรภาพของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในหลายพื้นที่ ⛔ โดยเฉพาะเมืองที่กำลังกลายเป็นศูนย์กลางใหม่ เช่น Miami https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2026/01/12/google-guys-say-bye-to-california
    WWW.THESTAR.COM.MY
    Google guys say bye to California
    Sergey Brin is joining his Google co-founder, Larry Page, in reducing ties to the state where they built their fortunes.
    0 Comments 0 Shares 62 Views 0 Reviews
  • “ยุคใหม่ของคอมพิวเตอร์ใช้แล้วทิ้ง: เมื่อ Fly.io ประกาศจบยุค Sandbox และเปิดตัว ‘Sprites’”

    โลกของการพัฒนาแอปและระบบอัตโนมัติกำลังเปลี่ยนทิศอย่างรวดเร็ว เมื่อ Fly.io เสนอแนวคิดใหม่ที่ท้าทายความเชื่อเดิมเกี่ยวกับ sandbox แบบอ่านอย่างเดียว ซึ่งเคยเป็นมาตรฐานของการรันโค้ดอย่างปลอดภัยมานาน บทความนี้ชี้ให้เห็นว่า sandbox แบบชั่วคราวกำลังล้าสมัย และแทนที่ด้วย “Sprites” — คอมพิวเตอร์เสมือนที่สร้างได้ในไม่กี่วินาที มีสตอเรจถาวร และสามารถ checkpoint/restore ได้เหมือน Git แต่ระดับทั้งระบบ. แนวคิดนี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการรันโค้ดแบบ stateless ไปสู่สภาพแวดล้อมที่ “เหมือนคอมพิวเตอร์จริง” มากขึ้น ซึ่งตอบโจทย์ทั้งนักพัฒนาและ AI agents ที่ต้องการพื้นที่ทำงานต่อเนื่อง.

    Sprites ถูกออกแบบให้ใช้งานง่ายและรวดเร็วอย่างน่าทึ่ง ผู้ใช้สามารถสร้างเครื่องใหม่ ติดตั้งแพ็กเกจ ทำงานหลายวัน แล้วกลับมาใช้งานต่อได้ทันทีโดยไม่ต้องเริ่มใหม่ทุกครั้ง ความสามารถในการ checkpoint ทำให้การแก้ไขผิดพลาดไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพียงกู้คืนสถานะก่อนหน้าในหนึ่งวินาที ทุกอย่างก็กลับมาเหมือนเดิม นี่คือความสะดวกที่ sandbox แบบเดิมไม่สามารถให้ได้ และเป็นเหตุผลที่ Fly.io เชื่อว่ายุคของ sandbox กำลังจะสิ้นสุดลง.

    บทความยังชี้ให้เห็นว่าการทำงานของ AI agents เช่น Claude ไม่เหมาะกับ sandbox แบบ stateless เพราะต้องสร้างสภาพแวดล้อมใหม่ทุกครั้ง ทำให้เสียเวลาและทรัพยากรโดยไม่จำเป็น Sprites จึงเป็นคำตอบที่ช่วยให้ AI ทำงานได้ “เหมือนมนุษย์ใช้คอมพิวเตอร์จริง” — มีพื้นที่เก็บข้อมูลถาวร เห็น log ของระบบ และทำงานต่อเนื่องได้โดยไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ทุกครั้ง แนวคิดนี้อาจเปลี่ยนวิธีการสร้างแอปในอนาคต โดยผู้ใช้ทั่วไปอาจสั่งให้ AI ปรับปรุงแอปของตัวเองได้โดยไม่ต้องมีทีม dev แบบเดิม.

    ท้ายที่สุด Fly.io มองว่านี่คือการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของวงการ ไม่ใช่แค่การปรับปรุงเครื่องมือ แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีคิดเกี่ยวกับ “คอมพิวเตอร์บนคลาวด์” ทั้งหมด จากเครื่องที่เกิดแล้วตายไปในไม่กี่นาที สู่ “คอมพิวเตอร์ใช้แล้วทิ้ง” ที่สร้างง่าย ใช้สะดวก และคงอยู่จนกว่าผู้ใช้จะลบมันเอง แนวคิดนี้อาจเป็นรากฐานของยุคใหม่ที่ AI และมนุษย์ทำงานร่วมกันบนเครื่องเสมือนส่วนตัวที่พร้อมใช้งานเสมอ.

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Sprites คือคอมพิวเตอร์เสมือนแบบ durable ที่สร้างได้ใน 1–2 วินาที
    มีสตอเรจเริ่มต้น 100GB และคงอยู่จนกว่าผู้ใช้จะลบเอง

    รองรับ checkpoint/restore ระดับระบบทั้งเครื่อง
    กู้คืนสถานะได้ในเวลาประมาณหนึ่งวินาที

    ออกแบบมาเพื่อรองรับ AI agents ที่ต้องการสภาพแวดล้อมต่อเนื่อง
    ลดปัญหาการต้องสร้าง environment ใหม่ทุกครั้ง

    เหมาะกับงานจริง เช่น การพัฒนาแอป การทดสอบ หรือการรันระบบส่วนตัว
    ผู้ใช้สามารถ deploy แอปเล็ก ๆ และให้ AI ปรับปรุงได้เรื่อย ๆ

    คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง
    Sprites ไม่เหมาะกับการให้บริการผู้ใช้จำนวนมหาศาล
    Fly.io ระบุว่าไม่ใช่โซลูชันสำหรับระบบระดับ mass-scale

    การให้ AI เข้าถึงเครื่องที่ durable อาจมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย
    ต้องมีการควบคุมสิทธิ์และตรวจสอบพฤติกรรมของ agent

    การพึ่งพาเครื่องเสมือนถาวรอาจทำให้เกิด vendor lock-in
    ผู้ใช้ควรพิจารณาความยืดหยุ่นในอนาคต

    การใช้เครื่อง durable อาจทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นหากไม่จัดการให้ดี
    ควรตั้งนโยบายลบเครื่องที่ไม่ใช้งานหรือใช้ auto-idle อย่างเหมาะสม

    https://fly.io/blog/code-and-let-live/
    🖥️ “ยุคใหม่ของคอมพิวเตอร์ใช้แล้วทิ้ง: เมื่อ Fly.io ประกาศจบยุค Sandbox และเปิดตัว ‘Sprites’” โลกของการพัฒนาแอปและระบบอัตโนมัติกำลังเปลี่ยนทิศอย่างรวดเร็ว เมื่อ Fly.io เสนอแนวคิดใหม่ที่ท้าทายความเชื่อเดิมเกี่ยวกับ sandbox แบบอ่านอย่างเดียว ซึ่งเคยเป็นมาตรฐานของการรันโค้ดอย่างปลอดภัยมานาน บทความนี้ชี้ให้เห็นว่า sandbox แบบชั่วคราวกำลังล้าสมัย และแทนที่ด้วย “Sprites” — คอมพิวเตอร์เสมือนที่สร้างได้ในไม่กี่วินาที มีสตอเรจถาวร และสามารถ checkpoint/restore ได้เหมือน Git แต่ระดับทั้งระบบ. แนวคิดนี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการรันโค้ดแบบ stateless ไปสู่สภาพแวดล้อมที่ “เหมือนคอมพิวเตอร์จริง” มากขึ้น ซึ่งตอบโจทย์ทั้งนักพัฒนาและ AI agents ที่ต้องการพื้นที่ทำงานต่อเนื่อง. Sprites ถูกออกแบบให้ใช้งานง่ายและรวดเร็วอย่างน่าทึ่ง ผู้ใช้สามารถสร้างเครื่องใหม่ ติดตั้งแพ็กเกจ ทำงานหลายวัน แล้วกลับมาใช้งานต่อได้ทันทีโดยไม่ต้องเริ่มใหม่ทุกครั้ง ความสามารถในการ checkpoint ทำให้การแก้ไขผิดพลาดไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพียงกู้คืนสถานะก่อนหน้าในหนึ่งวินาที ทุกอย่างก็กลับมาเหมือนเดิม นี่คือความสะดวกที่ sandbox แบบเดิมไม่สามารถให้ได้ และเป็นเหตุผลที่ Fly.io เชื่อว่ายุคของ sandbox กำลังจะสิ้นสุดลง. บทความยังชี้ให้เห็นว่าการทำงานของ AI agents เช่น Claude ไม่เหมาะกับ sandbox แบบ stateless เพราะต้องสร้างสภาพแวดล้อมใหม่ทุกครั้ง ทำให้เสียเวลาและทรัพยากรโดยไม่จำเป็น Sprites จึงเป็นคำตอบที่ช่วยให้ AI ทำงานได้ “เหมือนมนุษย์ใช้คอมพิวเตอร์จริง” — มีพื้นที่เก็บข้อมูลถาวร เห็น log ของระบบ และทำงานต่อเนื่องได้โดยไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ทุกครั้ง แนวคิดนี้อาจเปลี่ยนวิธีการสร้างแอปในอนาคต โดยผู้ใช้ทั่วไปอาจสั่งให้ AI ปรับปรุงแอปของตัวเองได้โดยไม่ต้องมีทีม dev แบบเดิม. ท้ายที่สุด Fly.io มองว่านี่คือการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของวงการ ไม่ใช่แค่การปรับปรุงเครื่องมือ แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีคิดเกี่ยวกับ “คอมพิวเตอร์บนคลาวด์” ทั้งหมด จากเครื่องที่เกิดแล้วตายไปในไม่กี่นาที สู่ “คอมพิวเตอร์ใช้แล้วทิ้ง” ที่สร้างง่าย ใช้สะดวก และคงอยู่จนกว่าผู้ใช้จะลบมันเอง แนวคิดนี้อาจเป็นรากฐานของยุคใหม่ที่ AI และมนุษย์ทำงานร่วมกันบนเครื่องเสมือนส่วนตัวที่พร้อมใช้งานเสมอ. 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Sprites คือคอมพิวเตอร์เสมือนแบบ durable ที่สร้างได้ใน 1–2 วินาที ➡️ มีสตอเรจเริ่มต้น 100GB และคงอยู่จนกว่าผู้ใช้จะลบเอง ✅ รองรับ checkpoint/restore ระดับระบบทั้งเครื่อง ➡️ กู้คืนสถานะได้ในเวลาประมาณหนึ่งวินาที ✅ ออกแบบมาเพื่อรองรับ AI agents ที่ต้องการสภาพแวดล้อมต่อเนื่อง ➡️ ลดปัญหาการต้องสร้าง environment ใหม่ทุกครั้ง ✅ เหมาะกับงานจริง เช่น การพัฒนาแอป การทดสอบ หรือการรันระบบส่วนตัว ➡️ ผู้ใช้สามารถ deploy แอปเล็ก ๆ และให้ AI ปรับปรุงได้เรื่อย ๆ คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง ‼️ Sprites ไม่เหมาะกับการให้บริการผู้ใช้จำนวนมหาศาล ⛔ Fly.io ระบุว่าไม่ใช่โซลูชันสำหรับระบบระดับ mass-scale ‼️ การให้ AI เข้าถึงเครื่องที่ durable อาจมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ⛔ ต้องมีการควบคุมสิทธิ์และตรวจสอบพฤติกรรมของ agent ‼️ การพึ่งพาเครื่องเสมือนถาวรอาจทำให้เกิด vendor lock-in ⛔ ผู้ใช้ควรพิจารณาความยืดหยุ่นในอนาคต ‼️ การใช้เครื่อง durable อาจทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นหากไม่จัดการให้ดี ⛔ ควรตั้งนโยบายลบเครื่องที่ไม่ใช้งานหรือใช้ auto-idle อย่างเหมาะสม https://fly.io/blog/code-and-let-live/
    FLY.IO
    Code And Let Live
    How we learned to stop worrying and love writeable root filesystems.
    0 Comments 0 Shares 55 Views 0 Reviews
  • AI กำลัง “ทดสอบความแข็งแรงของโมเดลธุรกิจ” — ไม่ได้ฆ่าโอเพนซอร์ส แต่กำลังคัดกรองว่าใครอยู่รอดได้จริง

    บทความของ Dries Buytaert ผู้สร้าง Drupal วิเคราะห์ผลกระทบของ AI ต่อธุรกิจโอเพนซอร์ส โดยยกกรณี Tailwind Labs ที่เพิ่งปลดพนักงาน 75% เพราะยอดขายลดลงอย่างหนัก แม้ตัวเฟรมเวิร์ก Tailwind CSS จะได้รับความนิยมมากขึ้นก็ตาม เขาชี้ว่า AI ไม่ได้ทำลายธุรกิจโอเพนซอร์ส แต่กำลัง “stress test” โมเดลธุรกิจที่พึ่งพาคอนเทนต์ที่สามารถระบุสเปกได้ชัดเจน เช่น เอกสาร, โค้ดตัวอย่าง, หรือ UI components ซึ่ง AI สามารถสร้างขึ้นใหม่ได้ทันทีจากข้อมูลที่ถูกนำไปเทรน

    AI ทำให้สิ่งที่ “ระบุสเปกได้” กลายเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ — แต่ไม่สามารถแทนงานที่ต้องลงมือทำจริง

    Dries อธิบายว่า AI สามารถสร้างสิ่งที่มีสเปกชัดเจนได้อย่างง่ายดาย เช่น โค้ด Tailwind, คอมโพเนนต์ UI, หรือปลั๊กอินต่าง ๆ ซึ่งเป็นหัวใจของรายได้ Tailwind Plus ที่ขายชุด UI ราคา $299 แต่เมื่อผู้ใช้เริ่มถาม AI แทนการเข้าเว็บเอกสาร ยอดขายจึงหายไปทันที เพราะ “ช่องทางค้นพบสินค้า” ถูกตัดออกโดยสมบูรณ์

    อย่างไรก็ตาม AI ไม่สามารถแทนงานที่ต้อง “ลงมือทำซ้ำ ๆ” เช่น การดูแล uptime, การดีพลอย, การทดสอบ, การแก้ปัญหา production, การรักษาความปลอดภัย หรือการดูแลระบบในวัน Black Friday Dries ชี้ว่า “คุณไม่สามารถ prompt ให้ระบบมี uptime 99.95% ได้” สิ่งเหล่านี้คือคุณค่าที่ AI ยังไม่สามารถแทนที่ได้ และเป็นจุดที่ธุรกิจโอเพนซอร์สควรย้ายไปสร้างรายได้

    โอเพนซอร์สไม่ใช่สินค้า แต่เป็น “ช่องทาง” สู่บริการที่ต้องลงแรงจริง
    Dries ยกตัวอย่าง Vercel ที่แจก Next.js ฟรี แต่ทำเงินจาก hosting และบริการรันระบบ เช่นเดียวกับ Acquia บริษัทของเขาเองที่ทำเงินจาก hosting, search, CI/CD, DAM และบริการที่ต้องทำงานจริง ไม่ใช่แค่ขายโค้ดหรือคอมโพเนนต์ เขาย้ำว่าโอเพนซอร์สไม่เคยเป็น “ตัวสินค้า” แต่เป็น “ทางผ่าน” ไปสู่บริการที่สร้างคุณค่าจริง

    Tailwind CSS จะอยู่รอดเพราะเป็นเฟรมเวิร์กที่มีผู้ใช้จำนวนมาก แต่ Tailwind Labs ในฐานะบริษัทอาจต้องหาทาง pivot ใหม่ เพราะโมเดลขายคอมโพเนนต์ไม่สามารถต้านแรงกดดันจาก AI ได้อีกต่อไป

    อนาคตของธุรกิจโอเพนซอร์ส: อยู่ที่งานปฏิบัติการ ไม่ใช่สิ่งที่เขียนสเปกได้
    บทความสรุปว่า AI ไม่ได้ทำลายโอเพนซอร์ส แต่กำลังคัดกรองโมเดลธุรกิจที่อาศัยการขายสิ่งที่ AI สามารถสร้างได้ฟรี คุณค่าที่แท้จริงในยุค AI คือ “งานที่ต้องลงมือทำซ้ำ ๆ” และ “การดูแลระบบจริง” ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ยังไม่สามารถแทนได้

    สรุปประเด็นสำคัญ
    AI ทำให้สิ่งที่ระบุสเปกได้กลายเป็นของฟรี
    เช่น เอกสาร, โค้ดตัวอย่าง, UI components
    ทำให้โมเดลขายคอมโพเนนต์ของ Tailwind Labs พังลง

    ปัญหาหลักคือ “ช่องทางค้นพบสินค้า” ถูก AI ตัดออก
    ผู้ใช้ถาม AI แทนการเข้าเว็บเอกสาร
    ยอดขาย Tailwind Plus ลดลงทันที

    คุณค่าที่แท้จริงย้ายไปอยู่ที่ “งานปฏิบัติการ”
    uptime, deployment, security, observability
    สิ่งที่ AI ไม่สามารถทำแทนได้

    โอเพนซอร์สไม่ใช่สินค้า แต่เป็นช่องทางสู่บริการ
    ตัวอย่าง: Vercel + Next.js, Acquia + Drupal
    รายได้มาจาก hosting และบริการรันระบบจริง

    ประเด็นที่ควรระวังหรือพิจารณา
    โมเดลธุรกิจที่พึ่งพาเอกสารหรือคอมโพเนนต์จะเสี่ยงสูง
    AI สามารถสร้างสิ่งเหล่านี้ได้ทันทีจากข้อมูลที่ถูกเทรน

    บริษัทโอเพนซอร์สต้องปรับตัวอย่างจริงจัง
    ไม่เช่นนั้นจะเจอชะตาแบบ Tailwind Labs

    การใช้ข้อมูลโอเพนซอร์สโดยไม่มีการชดเชยเป็นปัญหาที่ต้องถกเถียง
    เป็นประเด็นด้านความเป็นธรรมที่ต้องการนโยบายรองรับ

    https://dri.es/ai-is-a-business-model-stress-test
    🤖💼 AI กำลัง “ทดสอบความแข็งแรงของโมเดลธุรกิจ” — ไม่ได้ฆ่าโอเพนซอร์ส แต่กำลังคัดกรองว่าใครอยู่รอดได้จริง บทความของ Dries Buytaert ผู้สร้าง Drupal วิเคราะห์ผลกระทบของ AI ต่อธุรกิจโอเพนซอร์ส โดยยกกรณี Tailwind Labs ที่เพิ่งปลดพนักงาน 75% เพราะยอดขายลดลงอย่างหนัก แม้ตัวเฟรมเวิร์ก Tailwind CSS จะได้รับความนิยมมากขึ้นก็ตาม เขาชี้ว่า AI ไม่ได้ทำลายธุรกิจโอเพนซอร์ส แต่กำลัง “stress test” โมเดลธุรกิจที่พึ่งพาคอนเทนต์ที่สามารถระบุสเปกได้ชัดเจน เช่น เอกสาร, โค้ดตัวอย่าง, หรือ UI components ซึ่ง AI สามารถสร้างขึ้นใหม่ได้ทันทีจากข้อมูลที่ถูกนำไปเทรน 🧠🔥 AI ทำให้สิ่งที่ “ระบุสเปกได้” กลายเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ — แต่ไม่สามารถแทนงานที่ต้องลงมือทำจริง Dries อธิบายว่า AI สามารถสร้างสิ่งที่มีสเปกชัดเจนได้อย่างง่ายดาย เช่น โค้ด Tailwind, คอมโพเนนต์ UI, หรือปลั๊กอินต่าง ๆ ซึ่งเป็นหัวใจของรายได้ Tailwind Plus ที่ขายชุด UI ราคา $299 แต่เมื่อผู้ใช้เริ่มถาม AI แทนการเข้าเว็บเอกสาร ยอดขายจึงหายไปทันที เพราะ “ช่องทางค้นพบสินค้า” ถูกตัดออกโดยสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม AI ไม่สามารถแทนงานที่ต้อง “ลงมือทำซ้ำ ๆ” เช่น การดูแล uptime, การดีพลอย, การทดสอบ, การแก้ปัญหา production, การรักษาความปลอดภัย หรือการดูแลระบบในวัน Black Friday Dries ชี้ว่า “คุณไม่สามารถ prompt ให้ระบบมี uptime 99.95% ได้” สิ่งเหล่านี้คือคุณค่าที่ AI ยังไม่สามารถแทนที่ได้ และเป็นจุดที่ธุรกิจโอเพนซอร์สควรย้ายไปสร้างรายได้ 🏗️📈 โอเพนซอร์สไม่ใช่สินค้า แต่เป็น “ช่องทาง” สู่บริการที่ต้องลงแรงจริง Dries ยกตัวอย่าง Vercel ที่แจก Next.js ฟรี แต่ทำเงินจาก hosting และบริการรันระบบ เช่นเดียวกับ Acquia บริษัทของเขาเองที่ทำเงินจาก hosting, search, CI/CD, DAM และบริการที่ต้องทำงานจริง ไม่ใช่แค่ขายโค้ดหรือคอมโพเนนต์ เขาย้ำว่าโอเพนซอร์สไม่เคยเป็น “ตัวสินค้า” แต่เป็น “ทางผ่าน” ไปสู่บริการที่สร้างคุณค่าจริง Tailwind CSS จะอยู่รอดเพราะเป็นเฟรมเวิร์กที่มีผู้ใช้จำนวนมาก แต่ Tailwind Labs ในฐานะบริษัทอาจต้องหาทาง pivot ใหม่ เพราะโมเดลขายคอมโพเนนต์ไม่สามารถต้านแรงกดดันจาก AI ได้อีกต่อไป 🧩🔍 อนาคตของธุรกิจโอเพนซอร์ส: อยู่ที่งานปฏิบัติการ ไม่ใช่สิ่งที่เขียนสเปกได้ บทความสรุปว่า AI ไม่ได้ทำลายโอเพนซอร์ส แต่กำลังคัดกรองโมเดลธุรกิจที่อาศัยการขายสิ่งที่ AI สามารถสร้างได้ฟรี คุณค่าที่แท้จริงในยุค AI คือ “งานที่ต้องลงมือทำซ้ำ ๆ” และ “การดูแลระบบจริง” ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ยังไม่สามารถแทนได้ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ AI ทำให้สิ่งที่ระบุสเปกได้กลายเป็นของฟรี ➡️ เช่น เอกสาร, โค้ดตัวอย่าง, UI components ➡️ ทำให้โมเดลขายคอมโพเนนต์ของ Tailwind Labs พังลง ✅ ปัญหาหลักคือ “ช่องทางค้นพบสินค้า” ถูก AI ตัดออก ➡️ ผู้ใช้ถาม AI แทนการเข้าเว็บเอกสาร ➡️ ยอดขาย Tailwind Plus ลดลงทันที ✅ คุณค่าที่แท้จริงย้ายไปอยู่ที่ “งานปฏิบัติการ” ➡️ uptime, deployment, security, observability ➡️ สิ่งที่ AI ไม่สามารถทำแทนได้ ✅ โอเพนซอร์สไม่ใช่สินค้า แต่เป็นช่องทางสู่บริการ ➡️ ตัวอย่าง: Vercel + Next.js, Acquia + Drupal ➡️ รายได้มาจาก hosting และบริการรันระบบจริง ⚠️ ประเด็นที่ควรระวังหรือพิจารณา ‼️ โมเดลธุรกิจที่พึ่งพาเอกสารหรือคอมโพเนนต์จะเสี่ยงสูง ⛔ AI สามารถสร้างสิ่งเหล่านี้ได้ทันทีจากข้อมูลที่ถูกเทรน ‼️ บริษัทโอเพนซอร์สต้องปรับตัวอย่างจริงจัง ⛔ ไม่เช่นนั้นจะเจอชะตาแบบ Tailwind Labs ‼️ การใช้ข้อมูลโอเพนซอร์สโดยไม่มีการชดเชยเป็นปัญหาที่ต้องถกเถียง ⛔ เป็นประเด็นด้านความเป็นธรรมที่ต้องการนโยบายรองรับ https://dri.es/ai-is-a-business-model-stress-test
    DRI.ES
    AI is a business model stress test
    AI commoditizes anything you can specify. It can't (yet) commoditize what requires ongoing operation.
    0 Comments 0 Shares 42 Views 0 Reviews
  • ทำไมผู้ใช้จำนวนมากกำลัง “หนี” จาก Windows 11 ไปสู่ Linux? ประสบการณ์ตรงที่สะท้อนปัญหาของระบบปฏิบัติการยุคใหม่

    ผู้เขียนบทความเริ่มต้นด้วยการเล่าว่า Windows 11 ทำให้เขาเจอปัญหาบ่อยครั้ง ทั้งการแครช 2–3 ครั้งต่อสัปดาห์ การอัปเดตที่บังคับและทำให้ระบบพัง รวมถึงการเก็บข้อมูลผู้ใช้จำนวนมากแบบที่เขามองว่า “เหมือนสปายแวร์ในอดีต” สิ่งเหล่านี้ทำให้เขารู้สึกว่าคอมพิวเตอร์ที่ควรจะใช้งานได้อย่างราบรื่น กลับกลายเป็นภาระที่ต้องคอยแก้ไขอยู่เสมอ จนสุดท้ายเขาตัดสินใจลบ Windows 11 ออกทั้งหมดและหันมาใช้ Linux แบบเต็มตัว

    เขาทดลองหลายดิสโทร ทั้ง Mint, Debian, Fedora, Void และสุดท้ายเลือก Artix Linux เพราะให้ความยืดหยุ่นสูงและควบคุมระบบได้เต็มที่ แม้จะต้องเจออุปสรรค เช่น ไดรเวอร์ WiFi บน MacBook Air ปี 2014 ที่ต้องติดตั้งเอง หรือปัญหากราฟิกเมื่อเปลี่ยน Desktop Environment แต่เขากลับมองว่านี่คือ “ความสนุก” ที่ทำให้เขาได้เรียนรู้ระบบมากขึ้น ต่างจาก Windows ที่ปัญหามักเกิดจากตัวระบบเองและแก้ไขไม่ได้

    แม้ Linux จะมีข้อจำกัด เช่น เกมบางเกมไม่รองรับ 100% หรือแอปบางตัวไม่มีเวอร์ชัน Linux แต่เขาพบว่าประสบการณ์โดยรวมดีกว่า Windows มาก ทั้งความเร็ว ความเสถียร และความรู้สึกเป็นเจ้าของระบบจริง ๆ โดยเฉพาะเมื่อพบว่า iPhone สามารถเชื่อมต่อและจัดการไฟล์ผ่าน Dolphin ได้ง่ายกว่าบน Windows ที่ต้องพึ่ง iTunes เสมอ

    ท้ายที่สุด เขาสรุปว่าการย้ายมา Linux ทำให้เขารู้สึก “สนุกกับคอมพิวเตอร์อีกครั้ง” เพราะระบบเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ปรับแต่ง แก้ไข และเรียนรู้ได้อย่างอิสระ และที่สำคัญคือไม่มีการบังคับอัปเดตหรือการเก็บข้อมูลผู้ใช้แบบที่เขาไม่ต้องการ เขาจึงแนะนำว่าหากใครกำลังคิดจะย้ายมา Linux “ถึงเวลาที่ควรลองแล้ว”

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ปัญหาหลักที่ทำให้ผู้ใช้ทิ้ง Windows 11
    Telemetry เก็บข้อมูลผู้ใช้จำนวนมาก
    อัปเดตบังคับที่ทำให้ระบบพัง
    ความเสถียรต่ำ แครชบ่อยแม้ใช้ฮาร์ดแวร์ดี

    เหตุผลที่ Linux กลายเป็นคำตอบ
    เสถียรและเร็วกว่า
    ควบคุมระบบได้เต็มที่
    ไม่มีการบังคับอัปเดต

    ประสบการณ์ใช้งานจริงหลังย้ายมา Linux
    เกมส่วนใหญ่เล่นได้ดีผ่าน Steam/Proton
    การจัดการไฟล์กับ iPhone ง่ายกว่าบน Windows
    ปรับแต่ง UI และระบบได้ลึกมาก

    ข้อจำกัดที่ยังต้องระวัง
    แอปบางตัวไม่มีเวอร์ชัน Linux
    ดิสโทรบางตัวต้องตั้งค่าเองมาก
    ฮาร์ดแวร์ Apple บางรุ่นต้องติดตั้งไดรเวอร์เอง

    ประเด็นที่ควรระวังหรือพิจารณา
    Linux ไม่ใช่คำตอบสำหรับทุกคน
    ผู้ใช้ที่ต้องใช้ซอฟต์แวร์เฉพาะทางบน Windows อาจย้ายไม่ได้

    ต้องพร้อมเรียนรู้ระบบใหม่
    ดิสโทรแบบ Artix/Arch ต้องใช้ความเข้าใจมากกว่าปกติ

    เกมบางเกมยังไม่รองรับ 100%
    โดยเฉพาะเกมเก่าหรือเกมที่มี DRM/Anti-cheat เฉพาะทาง

    https://www.notebookcheck.net/I-dumped-Windows-11-for-Linux-and-you-should-too.1190961.0.html
    🧨💻 ทำไมผู้ใช้จำนวนมากกำลัง “หนี” จาก Windows 11 ไปสู่ Linux? ประสบการณ์ตรงที่สะท้อนปัญหาของระบบปฏิบัติการยุคใหม่ ผู้เขียนบทความเริ่มต้นด้วยการเล่าว่า Windows 11 ทำให้เขาเจอปัญหาบ่อยครั้ง ทั้งการแครช 2–3 ครั้งต่อสัปดาห์ การอัปเดตที่บังคับและทำให้ระบบพัง รวมถึงการเก็บข้อมูลผู้ใช้จำนวนมากแบบที่เขามองว่า “เหมือนสปายแวร์ในอดีต” สิ่งเหล่านี้ทำให้เขารู้สึกว่าคอมพิวเตอร์ที่ควรจะใช้งานได้อย่างราบรื่น กลับกลายเป็นภาระที่ต้องคอยแก้ไขอยู่เสมอ จนสุดท้ายเขาตัดสินใจลบ Windows 11 ออกทั้งหมดและหันมาใช้ Linux แบบเต็มตัว เขาทดลองหลายดิสโทร ทั้ง Mint, Debian, Fedora, Void และสุดท้ายเลือก Artix Linux เพราะให้ความยืดหยุ่นสูงและควบคุมระบบได้เต็มที่ แม้จะต้องเจออุปสรรค เช่น ไดรเวอร์ WiFi บน MacBook Air ปี 2014 ที่ต้องติดตั้งเอง หรือปัญหากราฟิกเมื่อเปลี่ยน Desktop Environment แต่เขากลับมองว่านี่คือ “ความสนุก” ที่ทำให้เขาได้เรียนรู้ระบบมากขึ้น ต่างจาก Windows ที่ปัญหามักเกิดจากตัวระบบเองและแก้ไขไม่ได้ แม้ Linux จะมีข้อจำกัด เช่น เกมบางเกมไม่รองรับ 100% หรือแอปบางตัวไม่มีเวอร์ชัน Linux แต่เขาพบว่าประสบการณ์โดยรวมดีกว่า Windows มาก ทั้งความเร็ว ความเสถียร และความรู้สึกเป็นเจ้าของระบบจริง ๆ โดยเฉพาะเมื่อพบว่า iPhone สามารถเชื่อมต่อและจัดการไฟล์ผ่าน Dolphin ได้ง่ายกว่าบน Windows ที่ต้องพึ่ง iTunes เสมอ ท้ายที่สุด เขาสรุปว่าการย้ายมา Linux ทำให้เขารู้สึก “สนุกกับคอมพิวเตอร์อีกครั้ง” เพราะระบบเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ปรับแต่ง แก้ไข และเรียนรู้ได้อย่างอิสระ และที่สำคัญคือไม่มีการบังคับอัปเดตหรือการเก็บข้อมูลผู้ใช้แบบที่เขาไม่ต้องการ เขาจึงแนะนำว่าหากใครกำลังคิดจะย้ายมา Linux “ถึงเวลาที่ควรลองแล้ว” 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ปัญหาหลักที่ทำให้ผู้ใช้ทิ้ง Windows 11 ➡️ Telemetry เก็บข้อมูลผู้ใช้จำนวนมาก ➡️ อัปเดตบังคับที่ทำให้ระบบพัง ➡️ ความเสถียรต่ำ แครชบ่อยแม้ใช้ฮาร์ดแวร์ดี ✅ เหตุผลที่ Linux กลายเป็นคำตอบ ➡️ เสถียรและเร็วกว่า ➡️ ควบคุมระบบได้เต็มที่ ➡️ ไม่มีการบังคับอัปเดต ✅ ประสบการณ์ใช้งานจริงหลังย้ายมา Linux ➡️ เกมส่วนใหญ่เล่นได้ดีผ่าน Steam/Proton ➡️ การจัดการไฟล์กับ iPhone ง่ายกว่าบน Windows ➡️ ปรับแต่ง UI และระบบได้ลึกมาก ✅ ข้อจำกัดที่ยังต้องระวัง ➡️ แอปบางตัวไม่มีเวอร์ชัน Linux ➡️ ดิสโทรบางตัวต้องตั้งค่าเองมาก ➡️ ฮาร์ดแวร์ Apple บางรุ่นต้องติดตั้งไดรเวอร์เอง ⚠️ ประเด็นที่ควรระวังหรือพิจารณา ‼️ Linux ไม่ใช่คำตอบสำหรับทุกคน ⛔ ผู้ใช้ที่ต้องใช้ซอฟต์แวร์เฉพาะทางบน Windows อาจย้ายไม่ได้ ‼️ ต้องพร้อมเรียนรู้ระบบใหม่ ⛔ ดิสโทรแบบ Artix/Arch ต้องใช้ความเข้าใจมากกว่าปกติ ‼️ เกมบางเกมยังไม่รองรับ 100% ⛔ โดยเฉพาะเกมเก่าหรือเกมที่มี DRM/Anti-cheat เฉพาะทาง https://www.notebookcheck.net/I-dumped-Windows-11-for-Linux-and-you-should-too.1190961.0.html
    WWW.NOTEBOOKCHECK.NET
    I dumped Windows 11 for Linux, and you should too
    With the growing number of users jumping from Windows to Linux, I decided to fully take the plunge and dive deep into the Open Source ocean. A few months and several headaches later, it has proved to be the best computer-related decision I've made in over a decade (and perhaps in my entire life).
    0 Comments 0 Shares 55 Views 0 Reviews
  • Gentoo เปิดศักราช 2026 ด้วยรายงานใหญ่! ปี 2025 คือปีแห่งการเติบโตของแพ็กเกจ, นักพัฒนาใหม่, ระบบบูตสถาปัตยกรรมใหม่ และการย้ายโครงสร้างพื้นฐานครั้งสำคัญ

    Gentoo สรุปผลงานตลอดปี 2025 พร้อมประกาศทิศทางใหม่ในปี 2026 โดยเน้นการขยายจำนวนแพ็กเกจ การเพิ่มนักพัฒนาใหม่ การยกระดับระบบบูตสำหรับสถาปัตยกรรมต่าง ๆ และการปรับโครงสร้างโครงการในหลายด้าน เช่น การย้ายจาก GitHub ไป Codeberg และการจัดการด้านการเงินผ่าน SPI เพื่อความยั่งยืนในระยะยาว

    ปีที่ผ่านมา Gentoo ยังคงรักษาความแข็งแกร่งในฐานะดิสโทรที่ยืดหยุ่นที่สุด โดยมี ebuilds กว่า 31,000 รายการ และ binary packages สำหรับ amd64 มากถึง 89GB พร้อมการสร้าง installation stages มากกว่า 150 แบบทุกสัปดาห์ นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มนักพัฒนาใหม่ 4 คนจากหลายประเทศ และชุมชนผู้มีส่วนร่วมภายนอกกว่า 377 คน ทำให้โครงการยังคงมีพลังและความหลากหลายสูง

    ด้านเทคนิค Gentoo มีการอัปเดตสำคัญ เช่น EAPI 9, ระบบ jobserver ใหม่ชื่อ “steve”, การรองรับ GPG alternatives, การบูต Rust ผ่าน mrustc, การปรับปรุงแพ็กเกจ NGINX, การเพิ่ม QCOW2 images สำหรับ RISC-V และการปล่อย Gentoo สำหรับ WSL แบบ weekly builds ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการเข้าถึงผู้ใช้ Windows มากขึ้น

    ในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานและการเงิน โครงการได้เพิ่ม build server ใหม่ ปรับปรุงเอกสารบน wiki อย่างต่อเนื่อง และย้ายระบบการเงินไปยัง Software in the Public Interest (SPI) เพื่อให้การบริหารจัดการโปร่งใสและยั่งยืนมากขึ้น พร้อมประกาศเชิญชวนผู้ใช้เข้าร่วมสนับสนุนและเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน Gentoo ต่อไปในปี 2026

    สรุปประเด็นสำคัญ
    สถิติการเติบโตของ Gentoo ในปี 2025
    มี 31,663 ebuilds สำหรับ 19,174 packages
    binary packages สำหรับ amd64 มากถึง 89GB
    สร้าง installation stages 154 แบบต่อสัปดาห์

    ชุมชนและนักพัฒนาใหม่
    เพิ่มนักพัฒนาใหม่ 4 คนจากสหรัฐฯ, ออสเตรีย, อิตาลี และแอฟริกาใต้
    ผู้มีส่วนร่วมภายนอก 377 คน รวม 9,396 commits

    การเปลี่ยนแปลงด้านเทคนิค
    เปิดตัว EAPI 9 พร้อมฟีเจอร์ใหม่
    เพิ่มระบบ GPG alternatives
    รองรับ zlib-ng, mrustc Rust bootstrap, และ FlexiBLAS
    ปรับปรุงแพ็กเกจ NGINX ครั้งใหญ่

    การรองรับสถาปัตยกรรมและแพลตฟอร์มใหม่
    QCOW2 images สำหรับ RISC-V
    Weekly builds สำหรับ Gentoo on WSL
    hppa และ sparc ถูกลดสถานะเป็น testing

    โครงสร้างพื้นฐานและเอกสาร
    เพิ่ม build server ใหม่ที่ Hetzner
    wiki มี 9,647 หน้า และมากกว่า 766,000 edits

    การเงินของ Gentoo Foundation
    รายรับปี 2025: $12,066
    ยอดเงินคงเหลือ ณ 1 ก.ค. 2025: $104,831
    กระบวนการย้ายไป SPI ดำเนินต่อเนื่อง

    ประเด็นที่ควรระวังหรือพิจารณา
    การย้ายออกจาก GitHub อาจกระทบ workflow ของผู้ใช้
    ผู้ใช้ที่คุ้นเคยกับ GitHub อาจต้องปรับตัวกับ Codeberg

    สถาปัตยกรรม hppa และ sparc ถูกลดสถานะ
    ผู้ใช้สาย retrocomputing อาจเจอปัญหาความเข้ากันได้

    GPG alternatives ยังมีความแตกต่างด้านการทำงาน
    โดยเฉพาะ Sequoia-PGP/Chameleon ที่อาจยังไม่เสถียรเท่า GnuPG

    https://www.gentoo.org/news/2026/01/05/new-year.html
    🎉🐧 Gentoo เปิดศักราช 2026 ด้วยรายงานใหญ่! ปี 2025 คือปีแห่งการเติบโตของแพ็กเกจ, นักพัฒนาใหม่, ระบบบูตสถาปัตยกรรมใหม่ และการย้ายโครงสร้างพื้นฐานครั้งสำคัญ Gentoo สรุปผลงานตลอดปี 2025 พร้อมประกาศทิศทางใหม่ในปี 2026 โดยเน้นการขยายจำนวนแพ็กเกจ การเพิ่มนักพัฒนาใหม่ การยกระดับระบบบูตสำหรับสถาปัตยกรรมต่าง ๆ และการปรับโครงสร้างโครงการในหลายด้าน เช่น การย้ายจาก GitHub ไป Codeberg และการจัดการด้านการเงินผ่าน SPI เพื่อความยั่งยืนในระยะยาว ปีที่ผ่านมา Gentoo ยังคงรักษาความแข็งแกร่งในฐานะดิสโทรที่ยืดหยุ่นที่สุด โดยมี ebuilds กว่า 31,000 รายการ และ binary packages สำหรับ amd64 มากถึง 89GB พร้อมการสร้าง installation stages มากกว่า 150 แบบทุกสัปดาห์ นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มนักพัฒนาใหม่ 4 คนจากหลายประเทศ และชุมชนผู้มีส่วนร่วมภายนอกกว่า 377 คน ทำให้โครงการยังคงมีพลังและความหลากหลายสูง ด้านเทคนิค Gentoo มีการอัปเดตสำคัญ เช่น EAPI 9, ระบบ jobserver ใหม่ชื่อ “steve”, การรองรับ GPG alternatives, การบูต Rust ผ่าน mrustc, การปรับปรุงแพ็กเกจ NGINX, การเพิ่ม QCOW2 images สำหรับ RISC-V และการปล่อย Gentoo สำหรับ WSL แบบ weekly builds ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการเข้าถึงผู้ใช้ Windows มากขึ้น ในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานและการเงิน โครงการได้เพิ่ม build server ใหม่ ปรับปรุงเอกสารบน wiki อย่างต่อเนื่อง และย้ายระบบการเงินไปยัง Software in the Public Interest (SPI) เพื่อให้การบริหารจัดการโปร่งใสและยั่งยืนมากขึ้น พร้อมประกาศเชิญชวนผู้ใช้เข้าร่วมสนับสนุนและเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน Gentoo ต่อไปในปี 2026 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ สถิติการเติบโตของ Gentoo ในปี 2025 ➡️ มี 31,663 ebuilds สำหรับ 19,174 packages ➡️ binary packages สำหรับ amd64 มากถึง 89GB ➡️ สร้าง installation stages 154 แบบต่อสัปดาห์ ✅ ชุมชนและนักพัฒนาใหม่ ➡️ เพิ่มนักพัฒนาใหม่ 4 คนจากสหรัฐฯ, ออสเตรีย, อิตาลี และแอฟริกาใต้ ➡️ ผู้มีส่วนร่วมภายนอก 377 คน รวม 9,396 commits ✅ การเปลี่ยนแปลงด้านเทคนิค ➡️ เปิดตัว EAPI 9 พร้อมฟีเจอร์ใหม่ ➡️ เพิ่มระบบ GPG alternatives ➡️ รองรับ zlib-ng, mrustc Rust bootstrap, และ FlexiBLAS ➡️ ปรับปรุงแพ็กเกจ NGINX ครั้งใหญ่ ✅ การรองรับสถาปัตยกรรมและแพลตฟอร์มใหม่ ➡️ QCOW2 images สำหรับ RISC-V ➡️ Weekly builds สำหรับ Gentoo on WSL ➡️ hppa และ sparc ถูกลดสถานะเป็น testing ✅ โครงสร้างพื้นฐานและเอกสาร ➡️ เพิ่ม build server ใหม่ที่ Hetzner ➡️ wiki มี 9,647 หน้า และมากกว่า 766,000 edits ✅ การเงินของ Gentoo Foundation ➡️ รายรับปี 2025: $12,066 ➡️ ยอดเงินคงเหลือ ณ 1 ก.ค. 2025: $104,831 ➡️ กระบวนการย้ายไป SPI ดำเนินต่อเนื่อง ⚠️ ประเด็นที่ควรระวังหรือพิจารณา ‼️ การย้ายออกจาก GitHub อาจกระทบ workflow ของผู้ใช้ ⛔ ผู้ใช้ที่คุ้นเคยกับ GitHub อาจต้องปรับตัวกับ Codeberg ‼️ สถาปัตยกรรม hppa และ sparc ถูกลดสถานะ ⛔ ผู้ใช้สาย retrocomputing อาจเจอปัญหาความเข้ากันได้ ‼️ GPG alternatives ยังมีความแตกต่างด้านการทำงาน ⛔ โดยเฉพาะ Sequoia-PGP/Chameleon ที่อาจยังไม่เสถียรเท่า GnuPG https://www.gentoo.org/news/2026/01/05/new-year.html
    0 Comments 0 Shares 64 Views 0 Reviews
  • คู่มืออัปเกรด Linux Mint 22.2 → 22.3 “Zena” มาแล้ว! อัปเดตง่าย ปลอดภัย ทำได้ในไม่กี่ขั้นตอน

    Linux Mint 22.3 “Zena” เปิดตัวแล้ว และเส้นทางอัปเกรดจากเวอร์ชัน 22.2 “Zara” ก็พร้อมใช้งานอย่างเป็นทางการ ผู้ใช้สามารถอัปเกรดผ่าน Update Manager ได้โดยไม่ต้องติดตั้งใหม่ ทำให้การย้ายเวอร์ชันเป็นเรื่องง่ายและปลอดภัย บทความต้นทางระบุว่าเป็นการอัปเกรดที่ตรงไปตรงมาเหมือนเวอร์ชันก่อน ๆ ของ Mint

    ขั้นตอนหลักคือการอัปเดตแพ็กเกจทั้งหมดให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดก่อน จากนั้นเปิดเมนูอัปเกรดใน Update Manager เพื่อเริ่มกระบวนการ ระบบจะดาวน์โหลดแพ็กเกจใหม่ของ Mint 22.3 และติดตั้งให้โดยอัตโนมัติ ผู้ใช้เพียงแค่ยืนยันและรอให้กระบวนการเสร็จสิ้น หลังจากรีบูต ระบบก็จะกลายเป็น Mint 22.3 ทันทีโดยไม่กระทบไฟล์หรือการตั้งค่าเดิม

    บทความยังชี้ว่าการอัปเกรดครั้งนี้มาพร้อมฟีเจอร์ใหม่ เช่น Cinnamon 6.6 และการปรับปรุงเสถียรภาพหลายส่วน ทำให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์ที่ดีขึ้นโดยไม่ต้องติดตั้งระบบใหม่ นอกจากนี้ยังมีคำแนะนำจากชุมชน เช่น การสำรองข้อมูลก่อนอัปเกรด และการตรวจสอบความเข้ากันได้ของฮาร์ดแวร์บางรุ่น ซึ่งเป็นข้อควรระวังที่พบได้ทั่วไปในการอัปเกรดระบบปฏิบัติการ

    โดยรวมแล้ว การอัปเกรดจาก Mint 22.2 ไป 22.3 ถือว่าเป็นกระบวนการที่ราบรื่น เหมาะสำหรับผู้ใช้ทั่วไปที่ต้องการฟีเจอร์ใหม่และแพตช์ล่าสุด โดยไม่ต้องยุ่งยากกับการติดตั้งใหม่หรือการตั้งค่าระบบซ้ำ

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Linux Mint 22.3 เปิดเส้นทางอัปเกรดจาก 22.2 แล้ว
    อัปเกรดผ่าน Update Manager ได้ทันที
    ไม่ต้องติดตั้งระบบใหม่

    ขั้นตอนอัปเกรดทำได้ง่ายและปลอดภัย
    อัปเดตแพ็กเกจทั้งหมดก่อน
    เริ่มอัปเกรดผ่านเมนูใน Update Manager

    ฟีเจอร์ใหม่มาพร้อม Cinnamon 6.6 และการปรับปรุงระบบ
    ประสิทธิภาพดีขึ้น เสถียรขึ้น
    ไม่กระทบไฟล์หรือการตั้งค่าเดิม

    ประเด็นที่ควรระวัง
    ควรสำรองข้อมูลก่อนอัปเกรด
    ลดความเสี่ยงหากเกิดปัญหาระหว่างกระบวนการ

    ฮาร์ดแวร์บางรุ่นอาจมีปัญหาความเข้ากันได้
    ผู้ใช้บางรายรายงานปัญหาในการติดตั้ง Mint 22.3 บนเครื่องบางรุ่น



    https://9to5linux.com/how-to-upgrade-linux-mint-22-2-to-linux-mint-22-3
    🟢🛠️ คู่มืออัปเกรด Linux Mint 22.2 → 22.3 “Zena” มาแล้ว! อัปเดตง่าย ปลอดภัย ทำได้ในไม่กี่ขั้นตอน Linux Mint 22.3 “Zena” เปิดตัวแล้ว และเส้นทางอัปเกรดจากเวอร์ชัน 22.2 “Zara” ก็พร้อมใช้งานอย่างเป็นทางการ ผู้ใช้สามารถอัปเกรดผ่าน Update Manager ได้โดยไม่ต้องติดตั้งใหม่ ทำให้การย้ายเวอร์ชันเป็นเรื่องง่ายและปลอดภัย บทความต้นทางระบุว่าเป็นการอัปเกรดที่ตรงไปตรงมาเหมือนเวอร์ชันก่อน ๆ ของ Mint ขั้นตอนหลักคือการอัปเดตแพ็กเกจทั้งหมดให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดก่อน จากนั้นเปิดเมนูอัปเกรดใน Update Manager เพื่อเริ่มกระบวนการ ระบบจะดาวน์โหลดแพ็กเกจใหม่ของ Mint 22.3 และติดตั้งให้โดยอัตโนมัติ ผู้ใช้เพียงแค่ยืนยันและรอให้กระบวนการเสร็จสิ้น หลังจากรีบูต ระบบก็จะกลายเป็น Mint 22.3 ทันทีโดยไม่กระทบไฟล์หรือการตั้งค่าเดิม บทความยังชี้ว่าการอัปเกรดครั้งนี้มาพร้อมฟีเจอร์ใหม่ เช่น Cinnamon 6.6 และการปรับปรุงเสถียรภาพหลายส่วน ทำให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์ที่ดีขึ้นโดยไม่ต้องติดตั้งระบบใหม่ นอกจากนี้ยังมีคำแนะนำจากชุมชน เช่น การสำรองข้อมูลก่อนอัปเกรด และการตรวจสอบความเข้ากันได้ของฮาร์ดแวร์บางรุ่น ซึ่งเป็นข้อควรระวังที่พบได้ทั่วไปในการอัปเกรดระบบปฏิบัติการ โดยรวมแล้ว การอัปเกรดจาก Mint 22.2 ไป 22.3 ถือว่าเป็นกระบวนการที่ราบรื่น เหมาะสำหรับผู้ใช้ทั่วไปที่ต้องการฟีเจอร์ใหม่และแพตช์ล่าสุด โดยไม่ต้องยุ่งยากกับการติดตั้งใหม่หรือการตั้งค่าระบบซ้ำ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Linux Mint 22.3 เปิดเส้นทางอัปเกรดจาก 22.2 แล้ว ➡️ อัปเกรดผ่าน Update Manager ได้ทันที ➡️ ไม่ต้องติดตั้งระบบใหม่ ✅ ขั้นตอนอัปเกรดทำได้ง่ายและปลอดภัย ➡️ อัปเดตแพ็กเกจทั้งหมดก่อน ➡️ เริ่มอัปเกรดผ่านเมนูใน Update Manager ✅ ฟีเจอร์ใหม่มาพร้อม Cinnamon 6.6 และการปรับปรุงระบบ ➡️ ประสิทธิภาพดีขึ้น เสถียรขึ้น ➡️ ไม่กระทบไฟล์หรือการตั้งค่าเดิม ⚠️ ประเด็นที่ควรระวัง ‼️ ควรสำรองข้อมูลก่อนอัปเกรด ⛔ ลดความเสี่ยงหากเกิดปัญหาระหว่างกระบวนการ ‼️ ฮาร์ดแวร์บางรุ่นอาจมีปัญหาความเข้ากันได้ ⛔ ผู้ใช้บางรายรายงานปัญหาในการติดตั้ง Mint 22.3 บนเครื่องบางรุ่น https://9to5linux.com/how-to-upgrade-linux-mint-22-2-to-linux-mint-22-3
    9TO5LINUX.COM
    How to Upgrade Linux Mint 22.2 to Linux Mint 22.3 - 9to5Linux
    Linux Mint 22.2 “Zara” users can now upgrade their installations to the Linux Mint 22.3 “Zena” release. Here's how!
    0 Comments 0 Shares 37 Views 0 Reviews
  • Linux Mint 22.3 “Zena” เปิดให้ดาวน์โหลดแล้ว! อัปเดตใหญ่ส่งท้ายซีรีส์ 22 พร้อมฟีเจอร์ใหม่เพียบ

    Linux Mint 22.3 “Zena” เปิดให้ดาวน์โหลดอย่างเป็นทางการแล้ว โดยทีมพัฒนาเริ่มปล่อย ISO ขึ้นเซิร์ฟเวอร์หลังผ่านช่วงหยุดยาวคริสต์มาสและปีใหม่ เนื้อหาหลักของเวอร์ชันนี้คือการปรับปรุงประสบการณ์ใช้งานเดสก์ท็อป Cinnamon 6.6 รวมถึงการเพิ่มเครื่องมือใหม่ด้าน System Information และ System Administration เพื่อให้ผู้ใช้จัดการระบบได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม

    การอัปเดตครั้งนี้ยังคงยืนพื้นบน Ubuntu 24.04 LTS (Noble Numbat) ทำให้ผู้ใช้ได้รับความเสถียรและแพตช์ความปลอดภัยระยะยาว พร้อมทั้งมีการปรับปรุงแอปพื้นฐานหลายตัว เช่น ตัวจัดการไฟล์ การตั้งค่าระบบ และเครื่องมือเฉพาะของ Mint ที่ได้รับการขัดเกลาให้ลื่นไหลขึ้น นอกจากนี้ยังมีการอัปเดตธีม ไอคอน และการรองรับฮาร์ดแวร์ใหม่ ๆ เพื่อให้ใช้งานได้ดีขึ้นบนเครื่องรุ่นล่าสุด

    Mint 22.3 ยังมาพร้อม ISO สำหรับเดสก์ท็อปยอดนิยมทั้งสาม ได้แก่ Cinnamon, Xfce และ MATE ทำให้ผู้ใช้สามารถเลือกสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับสไตล์การทำงานของตนเองได้อย่างอิสระ โดย Cinnamon ยังคงเป็นตัวชูโรงที่ได้รับการอัปเดตมากที่สุด ส่วน Xfce และ MATE ก็ได้รับการปรับปรุงเสถียรภาพและความเข้ากันได้กับระบบฐานใหม่เช่นกัน

    แม้บทความจะยังไม่ลงรายละเอียดเชิงลึกของฟีเจอร์ทั้งหมด แต่จากแนวโน้มของ Mint ในช่วงหลัง การเพิ่มเครื่องมือด้านระบบและการปรับปรุง UI/UX ถือเป็นทิศทางที่ชัดเจนว่าโครงการต้องการให้ Mint เป็นดิสโทรที่ “ใช้ง่ายที่สุดสำหรับผู้ใช้ทั่วไป” โดยไม่ลดทอนความเสถียรและความเป็นมิตรต่อฮาร์ดแวร์รุ่นเก่า

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Linux Mint 22.3 “Zena” เปิดให้ดาวน์โหลดแล้ว
    เริ่มปล่อย ISO หลังช่วงวันหยุดยาว
    มีให้เลือก 3 เดสก์ท็อป: Cinnamon, Xfce, MATE

    อัปเดตเด่นคือ Cinnamon 6.6
    ปรับปรุงประสิทธิภาพและประสบการณ์ใช้งาน
    UI/UX ลื่นขึ้นและตอบสนองดีขึ้น

    เพิ่มเครื่องมือใหม่ด้าน System Information และ System Administration
    ช่วยให้ผู้ใช้ตรวจสอบและจัดการระบบได้ง่ายขึ้น
    เป็นทิศทางใหม่ที่เน้นความสะดวกของผู้ใช้ทั่วไป

    ใช้ฐาน Ubuntu 24.04 LTS
    ได้รับความเสถียรและแพตช์ระยะยาว
    รองรับฮาร์ดแวร์ใหม่ดีขึ้น

    ประเด็นที่ควรระวังหรือพิจารณา
    รายละเอียดฟีเจอร์บางส่วนยังไม่เปิดเผยครบ
    ผู้ใช้ที่ต้องการข้อมูลเชิงลึกอาจต้องรอประกาศเต็มจากทีม Mint

    การอัปเกรดจากเวอร์ชันก่อนอาจมีความเสี่ยง
    ควรสำรองข้อมูลก่อนอัปเกรดเสมอ

    ความเข้ากันได้ของแอปบางตัวอาจต้องรออัปเดตตาม
    โดยเฉพาะซอฟต์แวร์ที่ผูกกับเวอร์ชันเก่า

    https://9to5linux.com/linux-mint-22-3-zena-is-now-available-for-download-heres-whats-new
    🟢🐧 Linux Mint 22.3 “Zena” เปิดให้ดาวน์โหลดแล้ว! อัปเดตใหญ่ส่งท้ายซีรีส์ 22 พร้อมฟีเจอร์ใหม่เพียบ Linux Mint 22.3 “Zena” เปิดให้ดาวน์โหลดอย่างเป็นทางการแล้ว โดยทีมพัฒนาเริ่มปล่อย ISO ขึ้นเซิร์ฟเวอร์หลังผ่านช่วงหยุดยาวคริสต์มาสและปีใหม่ เนื้อหาหลักของเวอร์ชันนี้คือการปรับปรุงประสบการณ์ใช้งานเดสก์ท็อป Cinnamon 6.6 รวมถึงการเพิ่มเครื่องมือใหม่ด้าน System Information และ System Administration เพื่อให้ผู้ใช้จัดการระบบได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม การอัปเดตครั้งนี้ยังคงยืนพื้นบน Ubuntu 24.04 LTS (Noble Numbat) ทำให้ผู้ใช้ได้รับความเสถียรและแพตช์ความปลอดภัยระยะยาว พร้อมทั้งมีการปรับปรุงแอปพื้นฐานหลายตัว เช่น ตัวจัดการไฟล์ การตั้งค่าระบบ และเครื่องมือเฉพาะของ Mint ที่ได้รับการขัดเกลาให้ลื่นไหลขึ้น นอกจากนี้ยังมีการอัปเดตธีม ไอคอน และการรองรับฮาร์ดแวร์ใหม่ ๆ เพื่อให้ใช้งานได้ดีขึ้นบนเครื่องรุ่นล่าสุด Mint 22.3 ยังมาพร้อม ISO สำหรับเดสก์ท็อปยอดนิยมทั้งสาม ได้แก่ Cinnamon, Xfce และ MATE ทำให้ผู้ใช้สามารถเลือกสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับสไตล์การทำงานของตนเองได้อย่างอิสระ โดย Cinnamon ยังคงเป็นตัวชูโรงที่ได้รับการอัปเดตมากที่สุด ส่วน Xfce และ MATE ก็ได้รับการปรับปรุงเสถียรภาพและความเข้ากันได้กับระบบฐานใหม่เช่นกัน แม้บทความจะยังไม่ลงรายละเอียดเชิงลึกของฟีเจอร์ทั้งหมด แต่จากแนวโน้มของ Mint ในช่วงหลัง การเพิ่มเครื่องมือด้านระบบและการปรับปรุง UI/UX ถือเป็นทิศทางที่ชัดเจนว่าโครงการต้องการให้ Mint เป็นดิสโทรที่ “ใช้ง่ายที่สุดสำหรับผู้ใช้ทั่วไป” โดยไม่ลดทอนความเสถียรและความเป็นมิตรต่อฮาร์ดแวร์รุ่นเก่า 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Linux Mint 22.3 “Zena” เปิดให้ดาวน์โหลดแล้ว ➡️ เริ่มปล่อย ISO หลังช่วงวันหยุดยาว ➡️ มีให้เลือก 3 เดสก์ท็อป: Cinnamon, Xfce, MATE ✅ อัปเดตเด่นคือ Cinnamon 6.6 ➡️ ปรับปรุงประสิทธิภาพและประสบการณ์ใช้งาน ➡️ UI/UX ลื่นขึ้นและตอบสนองดีขึ้น ✅ เพิ่มเครื่องมือใหม่ด้าน System Information และ System Administration ➡️ ช่วยให้ผู้ใช้ตรวจสอบและจัดการระบบได้ง่ายขึ้น ➡️ เป็นทิศทางใหม่ที่เน้นความสะดวกของผู้ใช้ทั่วไป ✅ ใช้ฐาน Ubuntu 24.04 LTS ➡️ ได้รับความเสถียรและแพตช์ระยะยาว ➡️ รองรับฮาร์ดแวร์ใหม่ดีขึ้น ⚠️ ประเด็นที่ควรระวังหรือพิจารณา ‼️ รายละเอียดฟีเจอร์บางส่วนยังไม่เปิดเผยครบ ⛔ ผู้ใช้ที่ต้องการข้อมูลเชิงลึกอาจต้องรอประกาศเต็มจากทีม Mint ‼️ การอัปเกรดจากเวอร์ชันก่อนอาจมีความเสี่ยง ⛔ ควรสำรองข้อมูลก่อนอัปเกรดเสมอ ‼️ ความเข้ากันได้ของแอปบางตัวอาจต้องรออัปเดตตาม ⛔ โดยเฉพาะซอฟต์แวร์ที่ผูกกับเวอร์ชันเก่า https://9to5linux.com/linux-mint-22-3-zena-is-now-available-for-download-heres-whats-new
    9TO5LINUX.COM
    Linux Mint 22.3 “Zena” Is Now Available for Download, Here's What's New - 9to5Linux
    Linux Mint 22.3 "Zena" distribution is now available for download based on Ubuntu 24.04.3 LTS and featuring the latest Cinnamon 6.6 desktop.
    0 Comments 0 Shares 46 Views 0 Reviews
  • Linus Torvalds เปิดใจ! ใช้ AI ช่วยเขียนโค้ดในโปรเจกต์ใหม่ปี 2026

    ช่วงวันหยุดปลายปีที่ผ่านมา Linus Torvalds ผู้สร้าง Linux Kernel ใช้เวลาว่างทำโปรเจกต์ส่วนตัวเหมือนทุกปี แต่ครั้งนี้มีสิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะเขาเลือกใช้ AI ช่วยเขียนโค้ดในบางส่วนของโปรเจกต์ใหม่ชื่อ AudioNoise ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สสำหรับสร้างเอฟเฟกต์เสียงดิจิทัลแบบสุ่ม โดย Torvalds ระบุชัดว่าโปรเจกต์นี้เป็นเพียงงานอดิเรกเพื่อเรียนรู้ระบบประมวลผลเสียง ไม่ใช่โครงการใหญ่โตอะไร

    สิ่งที่ทำให้ชุมชนโอเพนซอร์สฮือฮาคือ Torvalds เขียนส่วนที่เป็น C ด้วยตัวเอง แต่ส่วนที่เป็น Python visualizer เขาใช้วิธีที่เรียกว่า “vibe coding” คือปล่อยให้ AI ช่วยเขียนแทน โดยใช้ Google Antigravity ซึ่งเป็น AI-powered IDE ที่พัฒนาต่อยอดจาก Windsurf และ VS Code อีกที เขายอมรับตรง ๆ ว่าเขาไม่ถนัด Python มากนัก และการใช้ AI ช่วยทำให้เขาเรียนรู้ได้เร็วขึ้นและลดขั้นตอน “ลอกโค้ดจาก Google” แบบเดิม ๆ

    โปรเจกต์ AudioNoise นี้ยังคงเป็นโอเพนซอร์สภายใต้ GPL 2.0 เช่นเดียวกับงานอดิเรกก่อนหน้าอย่าง Guitar Pedal ที่เขาทำเมื่อปีที่แล้ว การที่บุคคลระดับ Torvalds หันมาใช้ AI coding assistant ทำให้หลายคนในวงการมองว่านี่อาจเป็นสัญญาณว่าการใช้ AI ในงานพัฒนาโปรแกรมจะกลายเป็นเรื่องปกติในอนาคต แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญระดับสูงก็ยังเห็นประโยชน์ของมันในการทดลองสิ่งใหม่ ๆ

    นอกจากนี้ การที่ Torvalds เลือกใช้ AI ในส่วนที่เขาไม่ถนัด ยังสะท้อนแนวคิดสำคัญว่า AI ไม่ได้มาแทนที่นักพัฒนา แต่ช่วยให้พวกเขาเรียนรู้และสร้างสรรค์ได้เร็วขึ้น ชุมชนโอเพนซอร์สเองก็เริ่มเปิดใจมากขึ้นต่อเครื่องมือ AI โดยเฉพาะเมื่อเห็นตัวอย่างจากผู้นำในวงการอย่าง Torvalds ที่กล้าลองและกล้าพูดถึงประสบการณ์ตรงของตัวเองอย่างโปร่งใส

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Linus Torvalds ใช้ AI ช่วยเขียนโค้ดในโปรเจกต์ AudioNoise
    ใช้ AI เฉพาะส่วน Python visualizer
    เขียนส่วน C ด้วยตัวเองเหมือนเดิม

    ใช้ Google Antigravity ซึ่งเป็น AI IDE รุ่นใหม่
    เป็น IDE ที่ต่อยอดจาก Windsurf และ VS Code
    คาดว่าใช้ Google Gemini เป็น AI agent

    โปรเจกต์ AudioNoise เป็นงานอดิเรกเพื่อเรียนรู้ระบบเสียงดิจิทัล
    เป็นโอเพนซอร์สภายใต้ GPL 2.0
    คล้ายโปรเจกต์ Guitar Pedal ที่เขาทำเมื่อปีก่อน

    การใช้ AI ของ Torvalds ส่งสัญญาณสำคัญต่อวงการโอเพนซอร์ส
    แสดงให้เห็นว่า AI เป็นเครื่องมือเสริม ไม่ใช่ตัวแทนที่มนุษย์
    ช่วยให้ผู้พัฒนาเรียนรู้สิ่งใหม่ได้เร็วขึ้น

    ประเด็นที่ควรระวังหรือพิจารณา
    การพึ่งพา AI มากเกินไปอาจทำให้ทักษะพื้นฐานลดลง
    นักพัฒนาอาจไม่เข้าใจโค้ดลึกเท่าที่ควร

    AI coding assistant อาจสร้างโค้ดที่ผิดพลาดหรือไม่ปลอดภัย
    ต้องตรวจสอบโค้ดทุกครั้งก่อนใช้งานจริง

    ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของโค้ดต้องระวังเป็นพิเศษ
    การส่งโค้ดขึ้นระบบ AI อาจมีความเสี่ยงด้านข้อมูล

    https://itsfoss.com/news/linus-torvalds-vibe-coding/
    🎸🤖 Linus Torvalds เปิดใจ! ใช้ AI ช่วยเขียนโค้ดในโปรเจกต์ใหม่ปี 2026 ช่วงวันหยุดปลายปีที่ผ่านมา Linus Torvalds ผู้สร้าง Linux Kernel ใช้เวลาว่างทำโปรเจกต์ส่วนตัวเหมือนทุกปี แต่ครั้งนี้มีสิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะเขาเลือกใช้ AI ช่วยเขียนโค้ดในบางส่วนของโปรเจกต์ใหม่ชื่อ AudioNoise ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สสำหรับสร้างเอฟเฟกต์เสียงดิจิทัลแบบสุ่ม โดย Torvalds ระบุชัดว่าโปรเจกต์นี้เป็นเพียงงานอดิเรกเพื่อเรียนรู้ระบบประมวลผลเสียง ไม่ใช่โครงการใหญ่โตอะไร สิ่งที่ทำให้ชุมชนโอเพนซอร์สฮือฮาคือ Torvalds เขียนส่วนที่เป็น C ด้วยตัวเอง แต่ส่วนที่เป็น Python visualizer เขาใช้วิธีที่เรียกว่า “vibe coding” คือปล่อยให้ AI ช่วยเขียนแทน โดยใช้ Google Antigravity ซึ่งเป็น AI-powered IDE ที่พัฒนาต่อยอดจาก Windsurf และ VS Code อีกที เขายอมรับตรง ๆ ว่าเขาไม่ถนัด Python มากนัก และการใช้ AI ช่วยทำให้เขาเรียนรู้ได้เร็วขึ้นและลดขั้นตอน “ลอกโค้ดจาก Google” แบบเดิม ๆ โปรเจกต์ AudioNoise นี้ยังคงเป็นโอเพนซอร์สภายใต้ GPL 2.0 เช่นเดียวกับงานอดิเรกก่อนหน้าอย่าง Guitar Pedal ที่เขาทำเมื่อปีที่แล้ว การที่บุคคลระดับ Torvalds หันมาใช้ AI coding assistant ทำให้หลายคนในวงการมองว่านี่อาจเป็นสัญญาณว่าการใช้ AI ในงานพัฒนาโปรแกรมจะกลายเป็นเรื่องปกติในอนาคต แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญระดับสูงก็ยังเห็นประโยชน์ของมันในการทดลองสิ่งใหม่ ๆ นอกจากนี้ การที่ Torvalds เลือกใช้ AI ในส่วนที่เขาไม่ถนัด ยังสะท้อนแนวคิดสำคัญว่า AI ไม่ได้มาแทนที่นักพัฒนา แต่ช่วยให้พวกเขาเรียนรู้และสร้างสรรค์ได้เร็วขึ้น ชุมชนโอเพนซอร์สเองก็เริ่มเปิดใจมากขึ้นต่อเครื่องมือ AI โดยเฉพาะเมื่อเห็นตัวอย่างจากผู้นำในวงการอย่าง Torvalds ที่กล้าลองและกล้าพูดถึงประสบการณ์ตรงของตัวเองอย่างโปร่งใส 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Linus Torvalds ใช้ AI ช่วยเขียนโค้ดในโปรเจกต์ AudioNoise ➡️ ใช้ AI เฉพาะส่วน Python visualizer ➡️ เขียนส่วน C ด้วยตัวเองเหมือนเดิม ✅ ใช้ Google Antigravity ซึ่งเป็น AI IDE รุ่นใหม่ ➡️ เป็น IDE ที่ต่อยอดจาก Windsurf และ VS Code ➡️ คาดว่าใช้ Google Gemini เป็น AI agent ✅ โปรเจกต์ AudioNoise เป็นงานอดิเรกเพื่อเรียนรู้ระบบเสียงดิจิทัล ➡️ เป็นโอเพนซอร์สภายใต้ GPL 2.0 ➡️ คล้ายโปรเจกต์ Guitar Pedal ที่เขาทำเมื่อปีก่อน ✅ การใช้ AI ของ Torvalds ส่งสัญญาณสำคัญต่อวงการโอเพนซอร์ส ➡️ แสดงให้เห็นว่า AI เป็นเครื่องมือเสริม ไม่ใช่ตัวแทนที่มนุษย์ ➡️ ช่วยให้ผู้พัฒนาเรียนรู้สิ่งใหม่ได้เร็วขึ้น ⚠️ ประเด็นที่ควรระวังหรือพิจารณา ‼️ การพึ่งพา AI มากเกินไปอาจทำให้ทักษะพื้นฐานลดลง ⛔ นักพัฒนาอาจไม่เข้าใจโค้ดลึกเท่าที่ควร ‼️ AI coding assistant อาจสร้างโค้ดที่ผิดพลาดหรือไม่ปลอดภัย ⛔ ต้องตรวจสอบโค้ดทุกครั้งก่อนใช้งานจริง ‼️ ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของโค้ดต้องระวังเป็นพิเศษ ⛔ การส่งโค้ดขึ้นระบบ AI อาจมีความเสี่ยงด้านข้อมูล https://itsfoss.com/news/linus-torvalds-vibe-coding/
    ITSFOSS.COM
    Even Linux Creator Linus Torvalds is Using AI to Code in 2026
    Linus Torvalds is working on a new side project and he is not hesitating to take the help of AI.
    0 Comments 0 Shares 52 Views 0 Reviews
  • เทรนด์ใหม่มาแรง! ทำไม “Window Tiling” ถึงกลายเป็นฟีเจอร์ที่ทุกคนพูดถึงในปี 2026

    การจัดวางหน้าต่างแบบ “Window Tiling” กลายเป็นกระแสที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในปี 2026 เพราะช่วยให้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทำงานได้เป็นระบบระเบียบมากขึ้น โดยเฉพาะสายโปรดักทีฟ นักพัฒนา และผู้ใช้หลายหน้าจอ ฟีเจอร์นี้ช่วยจัดวางหน้าต่างให้ไม่ทับซ้อนกัน ทำให้มองเห็นทุกแอปได้พร้อมกันอย่างเป็นระเบียบ คล้ายการวางกระเบื้องบนพื้น ซึ่งช่วยลดเวลาสลับหน้าต่างและเพิ่มสมาธิในการทำงานได้อย่างมาก

    ระบบปฏิบัติการใหญ่ ๆ อย่าง Windows 11 และ macOS Sequoia ต่างเพิ่มฟีเจอร์นี้เข้ามาอย่างจริงจัง เช่น Snap Layouts บน Windows หรือการลากหน้าต่างไปชิดขอบบน macOS เพื่อจัดวางอัตโนมัติ ขณะที่ฝั่ง Linux นั้นโดดเด่นเป็นพิเศษ เพราะมีตัวเลือกมากมายตั้งแต่ i3, bspwm, Hyprland ไปจนถึง GNOME Extensions ที่ช่วยให้ผู้ใช้ปรับแต่งรูปแบบการจัดวางได้อย่างอิสระและลึกกว่าแพลตฟอร์มอื่นๆ

    ในปี 2026 ฟีเจอร์นี้ยิ่งเข้าถึงง่ายขึ้น เช่น Ubuntu ที่มาพร้อม Tiling Assistant ตั้งแต่เวอร์ชัน 23.10 หรือ Fedora ที่มี Tiling Shell ซึ่งให้ผู้ใช้สร้างเลย์เอาต์เองได้อย่างละเอียด รวมถึง COSMIC Desktop บน Pop!\_OS ที่จัดการหน้าต่างแบบแยกตามจอและตาม workspace ได้อย่างชาญฉลาด ทำให้ผู้ใช้หลายหน้าจอทำงานได้ลื่นไหลขึ้นมาก

    นอกจากนี้ Hyprland ยังกลายเป็นดาวเด่นในชุมชน Linux เพราะผสมผสาน “dynamic tiling” เข้ากับงานออกแบบที่สวยงาม เช่น มุมโค้ง เอฟเฟกต์เบลอ และแอนิเมชันลื่นไหล ทำให้ผู้ใช้ทั้งสายทำงานและสายตกแต่งเดสก์ท็อปหลงรัก จนกลายเป็นตัวเลือกยอดนิยมใน r/unixporn และวงการ Linux Desktop โดยรวม ฟีเจอร์เหล่านี้สะท้อนว่าอนาคตของเดสก์ท็อปอาจมุ่งไปสู่การจัดการหน้าต่างที่ฉลาดขึ้นและปรับตาม workflow ของผู้ใช้ได้มากขึ้นเรื่อยๆ

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ความนิยมของ Window Tiling เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
    ผู้ใช้ต้องการจัดการงานหลายอย่างพร้อมกันได้อย่างเป็นระบบ
    ลดเวลาสลับหน้าต่างและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

    ระบบปฏิบัติการหลักเพิ่มฟีเจอร์นี้เข้ามา
    Windows 11 มี Snap Layouts และ Snap Assist
    macOS Sequoia รองรับการลากหน้าต่างเพื่อจัดวางแบบ native

    Linux โดดเด่นที่สุดด้านการปรับแต่ง
    มีตัวเลือกหลากหลาย เช่น i3, Hyprland, GNOME Extensions
    ผู้ใช้สามารถสร้างเลย์เอาต์เองและแชร์ข้ามเครื่องได้

    ฟีเจอร์ใหม่ช่วยให้เข้าถึงง่ายขึ้น
    Ubuntu มี Tiling Assistant มาให้ในตัว
    Pop!\_OS COSMIC จัดการหน้าต่างแยกตามจอและ workspace

    ประเด็นที่ควรระวังหรือพิจารณา
    ผู้ใช้ใหม่อาจต้องใช้เวลาเรียนรู้
    ระบบ tiling บางแบบ เช่น i3 หรือ bspwm มีความซับซ้อน

    การใช้ dynamic tiling อาจไม่เหมาะกับทุกงาน
    งานที่ต้องการหน้าต่างลอยอิสระอาจรู้สึกถูกจำกัด

    การปรับแต่งมากเกินไปอาจทำให้ระบบไม่เสถียร
    โดยเฉพาะบน Linux ที่มีตัวเลือกจำนวนมากและต้องตั้งค่าเอง

    https://itsfoss.com/rise-of-window-tiling/
    🖥️ เทรนด์ใหม่มาแรง! ทำไม “Window Tiling” ถึงกลายเป็นฟีเจอร์ที่ทุกคนพูดถึงในปี 2026 การจัดวางหน้าต่างแบบ “Window Tiling” กลายเป็นกระแสที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในปี 2026 เพราะช่วยให้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทำงานได้เป็นระบบระเบียบมากขึ้น โดยเฉพาะสายโปรดักทีฟ นักพัฒนา และผู้ใช้หลายหน้าจอ ฟีเจอร์นี้ช่วยจัดวางหน้าต่างให้ไม่ทับซ้อนกัน ทำให้มองเห็นทุกแอปได้พร้อมกันอย่างเป็นระเบียบ คล้ายการวางกระเบื้องบนพื้น ซึ่งช่วยลดเวลาสลับหน้าต่างและเพิ่มสมาธิในการทำงานได้อย่างมาก ระบบปฏิบัติการใหญ่ ๆ อย่าง Windows 11 และ macOS Sequoia ต่างเพิ่มฟีเจอร์นี้เข้ามาอย่างจริงจัง เช่น Snap Layouts บน Windows หรือการลากหน้าต่างไปชิดขอบบน macOS เพื่อจัดวางอัตโนมัติ ขณะที่ฝั่ง Linux นั้นโดดเด่นเป็นพิเศษ เพราะมีตัวเลือกมากมายตั้งแต่ i3, bspwm, Hyprland ไปจนถึง GNOME Extensions ที่ช่วยให้ผู้ใช้ปรับแต่งรูปแบบการจัดวางได้อย่างอิสระและลึกกว่าแพลตฟอร์มอื่นๆ ในปี 2026 ฟีเจอร์นี้ยิ่งเข้าถึงง่ายขึ้น เช่น Ubuntu ที่มาพร้อม Tiling Assistant ตั้งแต่เวอร์ชัน 23.10 หรือ Fedora ที่มี Tiling Shell ซึ่งให้ผู้ใช้สร้างเลย์เอาต์เองได้อย่างละเอียด รวมถึง COSMIC Desktop บน Pop!\_OS ที่จัดการหน้าต่างแบบแยกตามจอและตาม workspace ได้อย่างชาญฉลาด ทำให้ผู้ใช้หลายหน้าจอทำงานได้ลื่นไหลขึ้นมาก นอกจากนี้ Hyprland ยังกลายเป็นดาวเด่นในชุมชน Linux เพราะผสมผสาน “dynamic tiling” เข้ากับงานออกแบบที่สวยงาม เช่น มุมโค้ง เอฟเฟกต์เบลอ และแอนิเมชันลื่นไหล ทำให้ผู้ใช้ทั้งสายทำงานและสายตกแต่งเดสก์ท็อปหลงรัก จนกลายเป็นตัวเลือกยอดนิยมใน r/unixporn และวงการ Linux Desktop โดยรวม ฟีเจอร์เหล่านี้สะท้อนว่าอนาคตของเดสก์ท็อปอาจมุ่งไปสู่การจัดการหน้าต่างที่ฉลาดขึ้นและปรับตาม workflow ของผู้ใช้ได้มากขึ้นเรื่อยๆ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ความนิยมของ Window Tiling เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ➡️ ผู้ใช้ต้องการจัดการงานหลายอย่างพร้อมกันได้อย่างเป็นระบบ ➡️ ลดเวลาสลับหน้าต่างและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ✅ ระบบปฏิบัติการหลักเพิ่มฟีเจอร์นี้เข้ามา ➡️ Windows 11 มี Snap Layouts และ Snap Assist ➡️ macOS Sequoia รองรับการลากหน้าต่างเพื่อจัดวางแบบ native ✅ Linux โดดเด่นที่สุดด้านการปรับแต่ง ➡️ มีตัวเลือกหลากหลาย เช่น i3, Hyprland, GNOME Extensions ➡️ ผู้ใช้สามารถสร้างเลย์เอาต์เองและแชร์ข้ามเครื่องได้ ✅ ฟีเจอร์ใหม่ช่วยให้เข้าถึงง่ายขึ้น ➡️ Ubuntu มี Tiling Assistant มาให้ในตัว ➡️ Pop!\_OS COSMIC จัดการหน้าต่างแยกตามจอและ workspace ⚠️ ประเด็นที่ควรระวังหรือพิจารณา ‼️ ผู้ใช้ใหม่อาจต้องใช้เวลาเรียนรู้ ⛔ ระบบ tiling บางแบบ เช่น i3 หรือ bspwm มีความซับซ้อน ‼️ การใช้ dynamic tiling อาจไม่เหมาะกับทุกงาน ⛔ งานที่ต้องการหน้าต่างลอยอิสระอาจรู้สึกถูกจำกัด ‼️ การปรับแต่งมากเกินไปอาจทำให้ระบบไม่เสถียร ⛔ โดยเฉพาะบน Linux ที่มีตัวเลือกจำนวนมากและต้องตั้งค่าเอง https://itsfoss.com/rise-of-window-tiling/
    ITSFOSS.COM
    Why is Everyone Talking About Window Tiling in 2026?
    The Linux desktop has been perfecting window tiling while everyone else forgot about it until recently.
    0 Comments 0 Shares 41 Views 0 Reviews
  • รวมข่าวจากเวบ SecurityOnline

    #รวมข่าวIT #20260112 #securityonline


    เครือข่ายมืดไม่เคยตาย: ตลาด Carding ยังรอดด้วยโดเมนยุคโซเวียต
    นักวิจัยเผยให้เห็นโครงสร้างลับของตลาดซื้อขายข้อมูลบัตรเครดิตใต้ดินที่ยังคงดำเนินอยู่ผ่านโดเมนเก่าอย่าง .su ของสหภาพโซเวียต พร้อมพึ่งพาโฮสติ้งแบบ “bulletproof” เพื่อหลบเลี่ยงการบังคับใช้กฎหมาย โดยตลาดเหล่านี้แบ่งเป็นทั้งเว็บซื้อขายและฟอรั่มแลกเปลี่ยนเทคนิค ทำให้ระบบอาชญากรรมไซเบอร์มีความยืดหยุ่นสูงและยากต่อการปิดกั้น
    https://securityonline.info/the-soviet-ghost-how-carding-markets-survive-on-legacy-domains

    ช่องโหว่ร้ายแรงใน Apache Uniffle เปิดทางดักฟังข้อมูลคลัสเตอร์
    พบช่องโหว่ CVE-2025-68637 ที่ทำให้ระบบกระจายข้อมูลขนาดใหญ่เสี่ยงถูกโจมตีแบบ MITM เนื่องจากการตั้งค่า SSL/TLS ที่ไม่ปลอดภัย ส่งผลให้ผู้โจมตีสามารถสวมรอยใบรับรองและดักข้อมูลระหว่างไคลเอนต์กับเซิร์ฟเวอร์ได้ โดยเวอร์ชันใหม่ 0.10.0 ได้แก้ไขปัญหานี้แล้วและผู้ดูแลระบบควรอัปเดตทันทีเพื่อป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลสำคัญ
    https://securityonline.info/cve-2025-68637-critical-apache-uniffle-flaw-exposes-clusters-to-eavesdropping

    มัลแวร์ Astaroth รุ่นใหม่แพร่ผ่าน WhatsApp แบบอัตโนมัติ
    แคมเปญ “Boto Cor-de-Rosa” เผยวิวัฒนาการใหม่ของมัลแวร์ Astaroth ที่หันมาใช้ WhatsApp Web เป็นช่องทางแพร่กระจาย โดยฝังโมดูล Python ที่สามารถดึงรายชื่อผู้ติดต่อและส่งไฟล์ ZIP อันตรายออกไปโดยอัตโนมัติ ทำให้เครื่องเหยื่อกลายเป็นบอทแพร่มัลแวร์ พร้อมทั้งขโมยข้อมูลรายชื่อเพื่อใช้ในแคมเปญโจมตีอื่นในอนาคต
    https://securityonline.info/boto-cor-de-rosa-banking-malware-astaroth-pivots-to-whatsapp-in-new-campaign

    ช่องโหว่ React Router เปิดช่องอ่านไฟล์เซิร์ฟเวอร์
    ช่องโหว่ CVE-2025-61686 ใน React Router ทำให้ผู้โจมตีสามารถชี้ session ID ไปยังไฟล์สำคัญบนเซิร์ฟเวอร์และดึงข้อมูลออกมาได้ หากแอปใช้ createFileSessionStorage() ร่วมกับคุกกี้ที่ไม่เซ็นกำกับ นอกจากนี้ยังมีช่องโหว่ XSS หลายรายการที่กระทบการทำงาน SSR และ SPA ทำให้ผู้พัฒนาต้องเร่งตรวจสอบเวอร์ชันและอัปเดตแพตช์เพื่อป้องกันการโจมตี
    https://securityonline.info/critical-react-router-flaws-cve-2025-61686-exposes-server-files

    RustyWater: มัลแวร์สายพันธุ์ใหม่ของ MuddyWater
    กลุ่ม APT ชื่อดัง MuddyWater ถูกพบว่าปรับยุทธวิธีครั้งใหญ่ด้วยการทิ้ง PowerShell และ VBS ที่เคยใช้มายาวนาน แล้วหันมาใช้มัลแวร์ตัวใหม่ชื่อ RustyWater ที่พัฒนาด้วยภาษา Rust เพื่อเพิ่มความล่องหนและหลบการตรวจจับ โดยเริ่มจากการส่งอีเมลลวงแนบไฟล์ Word ที่มีมาโครอันตราย ก่อนติดตั้ง implant ที่มีความสามารถครบเครื่องทั้งสื่อสารแบบ asynchronous, ฝังตัวใน registry และขยายโมดูลหลังเจาะระบบ เป้าหมายหลักคือหน่วยงานด้านการทูต การเงิน การเดินเรือ และโทรคมนาคมในตะวันออกกลาง ซึ่งสะท้อนว่ากลุ่มนี้กำลังยกระดับเครื่องมือให้ทันสมัยและตรวจจับยากขึ้นอย่างชัดเจน
    https://securityonline.info/rustywater-rising-muddywater-drops-powershell-for-stealthy-rust-implants

    กล้อง Vivotek รุ่นเก่าเสี่ยงถูกส่องสดทั่วโลก
    CERT Polska เปิดเผยว่ากล้องวงจรปิด Vivotek IP7137 ที่หมดอายุซัพพอร์ตแล้วมีช่องโหว่ร้ายแรงถึง 4 รายการ ตั้งแต่การเปิดให้ใครก็ได้ดูภาพสดผ่าน RTSP โดยไม่ต้องล็อกอิน ไปจนถึงการเข้าถึงหน้าแอดมินโดยไม่ต้องใช้รหัสผ่าน รวมถึงช่องโหว่สั่งรันคำสั่งและไต่ directory ได้ ทำให้ผู้ใช้เสี่ยงถูกสอดแนมและถูกยึดอุปกรณ์อย่างถาวรเพราะไม่มีแพตช์แก้ไขอีกต่อไป ทางออกเดียวคือถอดออกจากระบบหรือแยกเครือข่ายอย่างเด็ดขาด
    https://securityonline.info/unpatched-exposed-legacy-vivotek-cameras-broadcast-live-video-to-all

    UAT-7290 กลุ่มแฮกเกอร์จีนขยายปฏิบัติการสู่ยุโรป
    Cisco Talos เปิดโปงกลุ่ม UAT-7290 ซึ่งเชื่อมโยงกับจีนว่ากำลังโจมตีโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมในเอเชียใต้และขยายสู่ยุโรปตะวันออก โดยกลุ่มนี้ไม่เพียงสอดแนมข้อมูล แต่ยังสร้างโครงสร้าง ORB ให้แฮกเกอร์กลุ่มอื่นใช้เป็นเส้นทางโจมตี พร้อมใช้อาวุธเฉพาะทางอย่าง RushDrop, DriveSwitch, SilentRaid และ backdoor ชื่อ Bulbature ที่สามารถสลับเซิร์ฟเวอร์ C2 ได้อย่างยืดหยุ่น ทำให้การกำจัดออกจากระบบเป็นเรื่องยากมาก
    https://securityonline.info/china-nexus-actor-uat-7290-caught-targeting-telecoms-in-south-asia-and-europe

    ช่องโหว่ InputPlumber ทำผู้ใช้ Linux Gaming เสี่ยงถูกยึดคีย์บอร์ด
    รายงานจากทีมความปลอดภัยของ SUSE พบว่า InputPlumber ซึ่งใช้ใน SteamOS มีช่องโหว่ร้ายแรงจากการขาดระบบยืนยันตัวตนบน D-Bus ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปสามารถสั่งสร้างอุปกรณ์อินพุตปลอมและส่งคีย์กดเข้า session ของผู้ใช้คนอื่นได้ รวมถึงอ่านไฟล์สำคัญอย่าง bash_history ผ่านช่องโหว่การ parse ไฟล์ หลังการเปิดเผย นักพัฒนาจึงออกแพตช์ในเวอร์ชัน v0.69.0 และ SteamOS ก็อัปเดตตามเพื่ออุดช่องโหว่ทั้งหมด
    https://securityonline.info/game-over-critical-inputplumber-flaws-expose-linux-gamers-to-hijacking

    Qualcomm–Samsung จับมือคุยดีลผลิตชิป 2nm
    Qualcomm ยืนยันระหว่างงาน CES 2026 ว่ากำลังเจรจากับ Samsung เพื่อกลับมาร่วมผลิตชิประดับ 2nm หลังเคยย้ายไปพึ่ง TSMC เต็มตัวเพราะปัญหาความร้อนและประสิทธิภาพในอดีต โดยดีลนี้สะท้อนการแข่งขันด้านกำลังผลิตที่ตึงตัว และอาจช่วยฟื้นความเชื่อมั่นต่อเทคโนโลยีของ Samsung หากพิสูจน์คุณภาพได้สำเร็จ
    https://securityonline.info/the-2nm-reunion-qualcomm-confirms-samsung-foundry-talks-at-ces-2026

    Musk ลั่นเปิดซอร์สอัลกอริทึม X ทั้งระบบภายใน 7 วัน
    Elon Musk ประกาศจะเปิดซอร์สโค้ดอัลกอริทึมของ X ทั้งระบบ รวมถึงระบบแนะนำโฆษณา เพื่อแสดงความโปร่งใสท่ามกลางแรงกดดันจากหน่วยงานยุโรป พร้อมสัญญาว่าจะอัปเดตโค้ดเป็นประจำ ต่างจากครั้งก่อนที่ปล่อยแล้วปล่อยทิ้ง สะท้อนความพยายามกู้ศรัทธาผู้ใช้และนักพัฒนาในช่วงที่แพลตฟอร์มถูกจับตาอย่างหนัก
    https://securityonline.info/the-glass-box-musk-pledges-full-x-algorithm-ad-transparency-in-7-days

    ข้อมูล Instagram 17.5 ล้านบัญชีหลุดสู่ดาร์กเว็บ
    เกิดเหตุข้อมูลผู้ใช้ Instagram จำนวนกว่า 17.5 ล้านบัญชีถูกนำไปขายบนดาร์กเว็บ ครอบคลุมอีเมล เบอร์โทร และข้อมูลระบุตัวตน ทำให้ผู้ใช้จำนวนมากเริ่มได้รับอีเมลรีเซ็ตรหัสผ่านปลอม ผู้เชี่ยวชาญเตือนให้เปิด 2FA และตรวจสอบแอปที่เชื่อมต่อ ขณะที่ Meta ระบุว่าเป็นเพียงช่องโหว่การร้องขอรีเซ็ตรหัสผ่าน ไม่ใช่การเจาะระบบโดยตรง
    https://securityonline.info/the-solonik-leak-17-5-million-instagram-profiles-exposed-on-dark-web

    ช่องโหว่ OWASP CRS เปิดทางโจมตี WAF (เล่าเรื่องแทนเพราะถูกกรองเนื้อหา)
    มีรายงานว่าระบบกรองภัยคุกคามของเว็บ (WAF) ที่ใช้กฎ OWASP CRS พบช่องโหว่สำคัญที่ทำให้ผู้โจมตีสามารถหลบเลี่ยงการตรวจจับได้ ส่งผลให้เว็บไซต์จำนวนมากเสี่ยงต่อการถูกโจมตีแบบ XSS และการเจาะระบบรูปแบบอื่น แม้รายละเอียดเชิงเทคนิคถูกจำกัดไว้สำหรับผู้สนับสนุน แต่ประเด็นนี้สะท้อนว่าระบบป้องกันเว็บยังต้องเฝ้าระวังและอัปเดตอย่างต่อเนื่อง
    https://securityonline.info/wafs-wide-open-critical-owasp-crs-flaw-bypasses-filters
    📌🔐🟡 รวมข่าวจากเวบ SecurityOnline 🟡🔐📌 #รวมข่าวIT #20260112 #securityonline 🕵️‍♂️ เครือข่ายมืดไม่เคยตาย: ตลาด Carding ยังรอดด้วยโดเมนยุคโซเวียต นักวิจัยเผยให้เห็นโครงสร้างลับของตลาดซื้อขายข้อมูลบัตรเครดิตใต้ดินที่ยังคงดำเนินอยู่ผ่านโดเมนเก่าอย่าง .su ของสหภาพโซเวียต พร้อมพึ่งพาโฮสติ้งแบบ “bulletproof” เพื่อหลบเลี่ยงการบังคับใช้กฎหมาย โดยตลาดเหล่านี้แบ่งเป็นทั้งเว็บซื้อขายและฟอรั่มแลกเปลี่ยนเทคนิค ทำให้ระบบอาชญากรรมไซเบอร์มีความยืดหยุ่นสูงและยากต่อการปิดกั้น 🔗 https://securityonline.info/the-soviet-ghost-how-carding-markets-survive-on-legacy-domains ⚠️ 🔐 ช่องโหว่ร้ายแรงใน Apache Uniffle เปิดทางดักฟังข้อมูลคลัสเตอร์ พบช่องโหว่ CVE-2025-68637 ที่ทำให้ระบบกระจายข้อมูลขนาดใหญ่เสี่ยงถูกโจมตีแบบ MITM เนื่องจากการตั้งค่า SSL/TLS ที่ไม่ปลอดภัย ส่งผลให้ผู้โจมตีสามารถสวมรอยใบรับรองและดักข้อมูลระหว่างไคลเอนต์กับเซิร์ฟเวอร์ได้ โดยเวอร์ชันใหม่ 0.10.0 ได้แก้ไขปัญหานี้แล้วและผู้ดูแลระบบควรอัปเดตทันทีเพื่อป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลสำคัญ 🔗 https://securityonline.info/cve-2025-68637-critical-apache-uniffle-flaw-exposes-clusters-to-eavesdropping 🐟💬 มัลแวร์ Astaroth รุ่นใหม่แพร่ผ่าน WhatsApp แบบอัตโนมัติ แคมเปญ “Boto Cor-de-Rosa” เผยวิวัฒนาการใหม่ของมัลแวร์ Astaroth ที่หันมาใช้ WhatsApp Web เป็นช่องทางแพร่กระจาย โดยฝังโมดูล Python ที่สามารถดึงรายชื่อผู้ติดต่อและส่งไฟล์ ZIP อันตรายออกไปโดยอัตโนมัติ ทำให้เครื่องเหยื่อกลายเป็นบอทแพร่มัลแวร์ พร้อมทั้งขโมยข้อมูลรายชื่อเพื่อใช้ในแคมเปญโจมตีอื่นในอนาคต 🔗 https://securityonline.info/boto-cor-de-rosa-banking-malware-astaroth-pivots-to-whatsapp-in-new-campaign 🛠️⚡ ช่องโหว่ React Router เปิดช่องอ่านไฟล์เซิร์ฟเวอร์ ช่องโหว่ CVE-2025-61686 ใน React Router ทำให้ผู้โจมตีสามารถชี้ session ID ไปยังไฟล์สำคัญบนเซิร์ฟเวอร์และดึงข้อมูลออกมาได้ หากแอปใช้ createFileSessionStorage() ร่วมกับคุกกี้ที่ไม่เซ็นกำกับ นอกจากนี้ยังมีช่องโหว่ XSS หลายรายการที่กระทบการทำงาน SSR และ SPA ทำให้ผู้พัฒนาต้องเร่งตรวจสอบเวอร์ชันและอัปเดตแพตช์เพื่อป้องกันการโจมตี 🔗 https://securityonline.info/critical-react-router-flaws-cve-2025-61686-exposes-server-files 🛡️ RustyWater: มัลแวร์สายพันธุ์ใหม่ของ MuddyWater กลุ่ม APT ชื่อดัง MuddyWater ถูกพบว่าปรับยุทธวิธีครั้งใหญ่ด้วยการทิ้ง PowerShell และ VBS ที่เคยใช้มายาวนาน แล้วหันมาใช้มัลแวร์ตัวใหม่ชื่อ RustyWater ที่พัฒนาด้วยภาษา Rust เพื่อเพิ่มความล่องหนและหลบการตรวจจับ โดยเริ่มจากการส่งอีเมลลวงแนบไฟล์ Word ที่มีมาโครอันตราย ก่อนติดตั้ง implant ที่มีความสามารถครบเครื่องทั้งสื่อสารแบบ asynchronous, ฝังตัวใน registry และขยายโมดูลหลังเจาะระบบ เป้าหมายหลักคือหน่วยงานด้านการทูต การเงิน การเดินเรือ และโทรคมนาคมในตะวันออกกลาง ซึ่งสะท้อนว่ากลุ่มนี้กำลังยกระดับเครื่องมือให้ทันสมัยและตรวจจับยากขึ้นอย่างชัดเจน 🔗 https://securityonline.info/rustywater-rising-muddywater-drops-powershell-for-stealthy-rust-implants 📹 กล้อง Vivotek รุ่นเก่าเสี่ยงถูกส่องสดทั่วโลก CERT Polska เปิดเผยว่ากล้องวงจรปิด Vivotek IP7137 ที่หมดอายุซัพพอร์ตแล้วมีช่องโหว่ร้ายแรงถึง 4 รายการ ตั้งแต่การเปิดให้ใครก็ได้ดูภาพสดผ่าน RTSP โดยไม่ต้องล็อกอิน ไปจนถึงการเข้าถึงหน้าแอดมินโดยไม่ต้องใช้รหัสผ่าน รวมถึงช่องโหว่สั่งรันคำสั่งและไต่ directory ได้ ทำให้ผู้ใช้เสี่ยงถูกสอดแนมและถูกยึดอุปกรณ์อย่างถาวรเพราะไม่มีแพตช์แก้ไขอีกต่อไป ทางออกเดียวคือถอดออกจากระบบหรือแยกเครือข่ายอย่างเด็ดขาด 🔗 https://securityonline.info/unpatched-exposed-legacy-vivotek-cameras-broadcast-live-video-to-all 🛰️ UAT-7290 กลุ่มแฮกเกอร์จีนขยายปฏิบัติการสู่ยุโรป Cisco Talos เปิดโปงกลุ่ม UAT-7290 ซึ่งเชื่อมโยงกับจีนว่ากำลังโจมตีโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมในเอเชียใต้และขยายสู่ยุโรปตะวันออก โดยกลุ่มนี้ไม่เพียงสอดแนมข้อมูล แต่ยังสร้างโครงสร้าง ORB ให้แฮกเกอร์กลุ่มอื่นใช้เป็นเส้นทางโจมตี พร้อมใช้อาวุธเฉพาะทางอย่าง RushDrop, DriveSwitch, SilentRaid และ backdoor ชื่อ Bulbature ที่สามารถสลับเซิร์ฟเวอร์ C2 ได้อย่างยืดหยุ่น ทำให้การกำจัดออกจากระบบเป็นเรื่องยากมาก 🔗 https://securityonline.info/china-nexus-actor-uat-7290-caught-targeting-telecoms-in-south-asia-and-europe 🎮 ช่องโหว่ InputPlumber ทำผู้ใช้ Linux Gaming เสี่ยงถูกยึดคีย์บอร์ด รายงานจากทีมความปลอดภัยของ SUSE พบว่า InputPlumber ซึ่งใช้ใน SteamOS มีช่องโหว่ร้ายแรงจากการขาดระบบยืนยันตัวตนบน D-Bus ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปสามารถสั่งสร้างอุปกรณ์อินพุตปลอมและส่งคีย์กดเข้า session ของผู้ใช้คนอื่นได้ รวมถึงอ่านไฟล์สำคัญอย่าง bash_history ผ่านช่องโหว่การ parse ไฟล์ หลังการเปิดเผย นักพัฒนาจึงออกแพตช์ในเวอร์ชัน v0.69.0 และ SteamOS ก็อัปเดตตามเพื่ออุดช่องโหว่ทั้งหมด 🔗 https://securityonline.info/game-over-critical-inputplumber-flaws-expose-linux-gamers-to-hijacking ⚙️ Qualcomm–Samsung จับมือคุยดีลผลิตชิป 2nm Qualcomm ยืนยันระหว่างงาน CES 2026 ว่ากำลังเจรจากับ Samsung เพื่อกลับมาร่วมผลิตชิประดับ 2nm หลังเคยย้ายไปพึ่ง TSMC เต็มตัวเพราะปัญหาความร้อนและประสิทธิภาพในอดีต โดยดีลนี้สะท้อนการแข่งขันด้านกำลังผลิตที่ตึงตัว และอาจช่วยฟื้นความเชื่อมั่นต่อเทคโนโลยีของ Samsung หากพิสูจน์คุณภาพได้สำเร็จ 🔗 https://securityonline.info/the-2nm-reunion-qualcomm-confirms-samsung-foundry-talks-at-ces-2026 🔍 Musk ลั่นเปิดซอร์สอัลกอริทึม X ทั้งระบบภายใน 7 วัน Elon Musk ประกาศจะเปิดซอร์สโค้ดอัลกอริทึมของ X ทั้งระบบ รวมถึงระบบแนะนำโฆษณา เพื่อแสดงความโปร่งใสท่ามกลางแรงกดดันจากหน่วยงานยุโรป พร้อมสัญญาว่าจะอัปเดตโค้ดเป็นประจำ ต่างจากครั้งก่อนที่ปล่อยแล้วปล่อยทิ้ง สะท้อนความพยายามกู้ศรัทธาผู้ใช้และนักพัฒนาในช่วงที่แพลตฟอร์มถูกจับตาอย่างหนัก 🔗 https://securityonline.info/the-glass-box-musk-pledges-full-x-algorithm-ad-transparency-in-7-days 🕵️‍♂️ ข้อมูล Instagram 17.5 ล้านบัญชีหลุดสู่ดาร์กเว็บ เกิดเหตุข้อมูลผู้ใช้ Instagram จำนวนกว่า 17.5 ล้านบัญชีถูกนำไปขายบนดาร์กเว็บ ครอบคลุมอีเมล เบอร์โทร และข้อมูลระบุตัวตน ทำให้ผู้ใช้จำนวนมากเริ่มได้รับอีเมลรีเซ็ตรหัสผ่านปลอม ผู้เชี่ยวชาญเตือนให้เปิด 2FA และตรวจสอบแอปที่เชื่อมต่อ ขณะที่ Meta ระบุว่าเป็นเพียงช่องโหว่การร้องขอรีเซ็ตรหัสผ่าน ไม่ใช่การเจาะระบบโดยตรง 🔗 https://securityonline.info/the-solonik-leak-17-5-million-instagram-profiles-exposed-on-dark-web 🛡️ ช่องโหว่ OWASP CRS เปิดทางโจมตี WAF (เล่าเรื่องแทนเพราะถูกกรองเนื้อหา) มีรายงานว่าระบบกรองภัยคุกคามของเว็บ (WAF) ที่ใช้กฎ OWASP CRS พบช่องโหว่สำคัญที่ทำให้ผู้โจมตีสามารถหลบเลี่ยงการตรวจจับได้ ส่งผลให้เว็บไซต์จำนวนมากเสี่ยงต่อการถูกโจมตีแบบ XSS และการเจาะระบบรูปแบบอื่น แม้รายละเอียดเชิงเทคนิคถูกจำกัดไว้สำหรับผู้สนับสนุน แต่ประเด็นนี้สะท้อนว่าระบบป้องกันเว็บยังต้องเฝ้าระวังและอัปเดตอย่างต่อเนื่อง 🔗 https://securityonline.info/wafs-wide-open-critical-owasp-crs-flaw-bypasses-filters
    0 Comments 0 Shares 77 Views 0 Reviews
  • รวมข่าวจากเวบ TechRadar

    #รวมข่าวIT #20260112 #TechRadar

    Asus เปิดตัว ProArt GoPro Edition PX13 – ดีไซน์ใหม่ แต่สเปกแทบไม่ขยับ
    Asus เปิดตัว ProArt GoPro Edition PX13 ที่เน้นดีไซน์ใหม่ลุคดำเข้มพร้อมไฟคีย์บอร์ดสีไซแอนและปุ่มลัด GoPro Hotkey สำหรับเข้าถึงไฟล์ 360° ได้ทันที แต่ภายในยังใช้สเปกเดิมจากรุ่น ProArt PX13 ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น Ryzen AI Max+ 3950X, RAM สูงสุด 128GB และจอ OLED 13 นิ้ว 120Hz ทำให้รุ่นนี้โดดเด่นด้านภาพลักษณ์และเวิร์กโฟลว์มากกว่าการอัปเกรดฮาร์ดแวร์จริงๆ
    https://www.techradar.com/pro/asus-slaps-gopro-branding-on-proart-ryzen-ai-max-395-laptop-and-gives-it-a-new-design-and-new-hotkey-anything-else-sadly-remains-the-same

    MSI เน้นสายธุรกิจและ AI ใน CES 2026 – เปิดตัว 4 อุปกรณ์เด่น
    MSI ขยับภาพลักษณ์จากแบรนด์เกมมิ่งสู่ตลาดธุรกิจและ AI มากขึ้น โดยเปิดตัว Raider 16 Max HX ที่อัดพลังรวม 300W, Prestige 14 Flip AI ที่พกความบางเบาและปากกา MSI Pen 2, เดสก์ท็อป Vision RS AI 2nd Gen ดีไซน์กระจกโค้งสุดพรีเมียม และจอมอนิเตอร์ MPG 27QRF X36 ที่มาพร้อม OLED 360Hz ทำให้ MSI ปีนี้โดดเด่นทั้งด้านดีไซน์และประสิทธิภาพในทุกกลุ่มผู้ใช้
    https://www.techradar.com/computing/msi-focuses-on-ai-and-business-at-ces-2026

    Gigabyte โชว์ 3 ผลิตภัณฑ์เด่นใน CES 2026 – ไม่ได้มีดีแค่ AI
    Gigabyte นำเสนอ 3 อุปกรณ์ที่น่าจับตา ได้แก่ Aorus Master 16 AMD รุ่นบางลง 17% พร้อม Ryzen 9955HX3D และจอ OLED 240Hz, กล่อง eGPU RTX 5060 Ti AI Box ที่ช่วยเพิ่มพลังให้โน้ตบุ๊กผ่าน Thunderbolt 5 และมอนิเตอร์ MO27Q28GR OLED ที่ใช้เทคโนโลยี Hyper-Nits เพิ่มความสว่าง HDR ได้ถึง 30% ทั้งหมดนี้สะท้อนความตั้งใจของ Gigabyte ที่จะยกระดับประสบการณ์ผู้ใช้ทั้งเกมเมอร์และสายงานสร้างสรรค์
    https://www.techradar.com/computing/more-than-just-ai-here-are-the-three-gigabyte-ces-2026-products-to-watch

    4 คอมพิวเตอร์ Asus ที่โดดเด่นที่สุดใน CES 2026
    Asus เปิดตัวผลิตภัณฑ์หลากหลาย แต่ 4 รุ่นที่โดดเด่นที่สุดคือ Zenbook Duo รุ่นใหม่ที่แก้จุดอ่อนแบตหมดไวด้วยชิป Panther Lake, เดสก์ท็อป ROG G1000 ที่มี AniMe Holo แสดงภาพโฮโลแกรมเต็มสี, Zephyrus G14 รุ่นบางเบาแต่แรงทั้ง Intel/AMD และ TUF Gaming A14 ที่ใช้ APU Strix Halo ให้พลังระดับ RTX 4070 Mobile โดยไม่ต้องใช้การ์ดจอแยก ทำให้ไลน์อัปปีนี้ทั้งเบา แรง และล้ำกว่าเดิม
    https://www.techradar.com/computing/these-are-my-four-favorite-asus-computers-from-ces-2026

    Khadas Mind Pro – มินิพีซีจิ๋วที่ยัด RTX 5060 Ti และ RAM 64GB ลงใน 0.43 ลิตร
    Khadas สร้างความฮือฮาใน CES 2026 ด้วย Mind Pro mini PC ที่อัดสเปกระดับเดสก์ท็อป เช่น RTX 5060 Ti, RAM 64GB และ SSD 2TB ลงในเคสจิ๋วเพียง 0.43 ลิตร พร้อมระบบโมดูลาร์ที่ต่อกับ Mind Graphics 2 Dock และ Mind xPlay Display เพื่อแปลงเป็นเวิร์กสเตชันพกพาได้ทันที แม้ยังไม่เปิดราคา แต่ถือเป็นหนึ่งในมินิพีซีที่แรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา
    https://www.techradar.com/pro/you-wont-believe-this-but-khadas-mind-pro-mini-pc-actually-fits-an-rtx-5060-ti-graphics-card-64gb-ram-and-2tb-nvme-ssd-in-0-43-liters

    Minisforum เปิดตัวมินิพีซี Ryzen AI 9 HX470 ตัวแรกของโลก – แรงระดับเวิร์กสเตชันในกล่องจิ๋ว
    Minisforum เปิดตัว AI X1 Pro‑470 มินิพีซีรุ่นแรกที่ใช้ชิป Ryzen AI 9 HX470 ซึ่งให้พลังประมวลผล 12 คอร์ 24 เธรด พร้อม NPU 86 TOPS รองรับงาน AI หนัก ๆ ได้ดีกว่ารุ่น Ryzen AI Max+ 395 โดยรองรับ RAM สูงสุด 128GB และ SSD รวมสูงสุด 12TB ผ่านสล็อต M.2 ทั้งสามช่อง พร้อมพอร์ตครบครันทั้ง USB4, HDMI 2.1, DP 2.0 และ OCuLink ทำให้เครื่องเล็กขนาดไม่ถึง 2 กิโลกรัมนี้กลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักพัฒนาและครีเอเตอร์ที่ต้องการพลังระดับเวิร์กสเตชันในพื้นที่จำกัด
    https://www.techradar.com/pro/minisforum-beats-dell-hp-and-lenovo-to-unveil-first-ryzen-ai-9-hx470-pc-ai-x1-pro-470-mini-pc-supports-12tb-ssd-storage-and-up-to-128gb-ddr5

    Micron เปิดตัว SSD Gen5 QLC รุ่นแรกของโลก – เร็วทะลุ 11GB/s ในขนาด 2230 สุดบาง
    Micron 3610 NVMe SSD กลายเป็น SSD Gen5 QLC รุ่นแรกของโลกที่ให้ความเร็วอ่านสูงสุดถึง 11,000 MB/s และเขียนสูงสุด 9,300 MB/s ในรุ่นความจุสูง พร้อมรองรับความจุสูงสุด 4TB ในฟอร์มแฟกเตอร์ M.2 2230 แบบหน้าเดียว เหมาะกับโน้ตบุ๊กบางเฉียบและงาน AI ที่ต้องโหลดโมเดลขนาดใหญ่ได้ภายในไม่กี่วินาที อีกทั้งยังมีประสิทธิภาพต่อวัตต์ดีขึ้นกว่า Gen4 TLC ถึง 43% แม้จะเป็น QLC ที่อาจไม่เหมาะกับงานเขียนหนักต่อเนื่อง แต่ก็ถือเป็นก้าวสำคัญของ SSD ตลาดหลักในยุค AI
    https://www.techradar.com/pro/micron-just-announced-a-qlc-ssd-just-weeks-after-killing-its-beloved-crucial-brand-the-3610-is-a-basic-gen5-ssd-thats-somehow-faster-than-gen4-tlc

    Samsung Galaxy S26 อาจวางขายช้ากว่าปกติ – คาดเปิดตัวปลายกุมภาพันธ์ ขายจริงมีนาคม
    รายงานล่าสุดระบุว่า Samsung Galaxy S26 จะเปิดตัวในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ และเริ่มวางขายวันที่ 11 มีนาคม ซึ่งช้ากว่ารุ่น S25 ที่เปิดตัวตั้งแต่มกราคมปีที่แล้ว โดยปีนี้คาดว่าจะมี 3 รุ่นคือ S26, S26 Plus และ S26 Ultra หลังจาก Samsung ตัดสินใจยกเลิกรุ่น Edge เนื่องจากยอดขายไม่ดี ทำให้ไลน์อัปกลับมาเป็นแบบดั้งเดิมอีกครั้ง พร้อมลุ้นอัปเกรดกล้อง แบตเตอรี่ และดีไซน์ที่อาจเปลี่ยนไปจากรุ่นก่อนหน้า
    ​​​​​​​ https://www.techradar.com/phones/samsung-galaxy-phones/this-could-be-the-date-when-you-can-buy-the-samsung-galaxy-s26-and-its-later-than-normal
    📌📡🟡 รวมข่าวจากเวบ TechRadar 🟡📡📌 #รวมข่าวIT #20260112 #TechRadar 🖥️ Asus เปิดตัว ProArt GoPro Edition PX13 – ดีไซน์ใหม่ แต่สเปกแทบไม่ขยับ Asus เปิดตัว ProArt GoPro Edition PX13 ที่เน้นดีไซน์ใหม่ลุคดำเข้มพร้อมไฟคีย์บอร์ดสีไซแอนและปุ่มลัด GoPro Hotkey สำหรับเข้าถึงไฟล์ 360° ได้ทันที แต่ภายในยังใช้สเปกเดิมจากรุ่น ProArt PX13 ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น Ryzen AI Max+ 3950X, RAM สูงสุด 128GB และจอ OLED 13 นิ้ว 120Hz ทำให้รุ่นนี้โดดเด่นด้านภาพลักษณ์และเวิร์กโฟลว์มากกว่าการอัปเกรดฮาร์ดแวร์จริงๆ 🔗 https://www.techradar.com/pro/asus-slaps-gopro-branding-on-proart-ryzen-ai-max-395-laptop-and-gives-it-a-new-design-and-new-hotkey-anything-else-sadly-remains-the-same 🤖 MSI เน้นสายธุรกิจและ AI ใน CES 2026 – เปิดตัว 4 อุปกรณ์เด่น MSI ขยับภาพลักษณ์จากแบรนด์เกมมิ่งสู่ตลาดธุรกิจและ AI มากขึ้น โดยเปิดตัว Raider 16 Max HX ที่อัดพลังรวม 300W, Prestige 14 Flip AI ที่พกความบางเบาและปากกา MSI Pen 2, เดสก์ท็อป Vision RS AI 2nd Gen ดีไซน์กระจกโค้งสุดพรีเมียม และจอมอนิเตอร์ MPG 27QRF X36 ที่มาพร้อม OLED 360Hz ทำให้ MSI ปีนี้โดดเด่นทั้งด้านดีไซน์และประสิทธิภาพในทุกกลุ่มผู้ใช้ 🔗 https://www.techradar.com/computing/msi-focuses-on-ai-and-business-at-ces-2026 💻 Gigabyte โชว์ 3 ผลิตภัณฑ์เด่นใน CES 2026 – ไม่ได้มีดีแค่ AI Gigabyte นำเสนอ 3 อุปกรณ์ที่น่าจับตา ได้แก่ Aorus Master 16 AMD รุ่นบางลง 17% พร้อม Ryzen 9955HX3D และจอ OLED 240Hz, กล่อง eGPU RTX 5060 Ti AI Box ที่ช่วยเพิ่มพลังให้โน้ตบุ๊กผ่าน Thunderbolt 5 และมอนิเตอร์ MO27Q28GR OLED ที่ใช้เทคโนโลยี Hyper-Nits เพิ่มความสว่าง HDR ได้ถึง 30% ทั้งหมดนี้สะท้อนความตั้งใจของ Gigabyte ที่จะยกระดับประสบการณ์ผู้ใช้ทั้งเกมเมอร์และสายงานสร้างสรรค์ 🔗 https://www.techradar.com/computing/more-than-just-ai-here-are-the-three-gigabyte-ces-2026-products-to-watch 🧩 4 คอมพิวเตอร์ Asus ที่โดดเด่นที่สุดใน CES 2026 Asus เปิดตัวผลิตภัณฑ์หลากหลาย แต่ 4 รุ่นที่โดดเด่นที่สุดคือ Zenbook Duo รุ่นใหม่ที่แก้จุดอ่อนแบตหมดไวด้วยชิป Panther Lake, เดสก์ท็อป ROG G1000 ที่มี AniMe Holo แสดงภาพโฮโลแกรมเต็มสี, Zephyrus G14 รุ่นบางเบาแต่แรงทั้ง Intel/AMD และ TUF Gaming A14 ที่ใช้ APU Strix Halo ให้พลังระดับ RTX 4070 Mobile โดยไม่ต้องใช้การ์ดจอแยก ทำให้ไลน์อัปปีนี้ทั้งเบา แรง และล้ำกว่าเดิม 🔗 https://www.techradar.com/computing/these-are-my-four-favorite-asus-computers-from-ces-2026 🧱 Khadas Mind Pro – มินิพีซีจิ๋วที่ยัด RTX 5060 Ti และ RAM 64GB ลงใน 0.43 ลิตร Khadas สร้างความฮือฮาใน CES 2026 ด้วย Mind Pro mini PC ที่อัดสเปกระดับเดสก์ท็อป เช่น RTX 5060 Ti, RAM 64GB และ SSD 2TB ลงในเคสจิ๋วเพียง 0.43 ลิตร พร้อมระบบโมดูลาร์ที่ต่อกับ Mind Graphics 2 Dock และ Mind xPlay Display เพื่อแปลงเป็นเวิร์กสเตชันพกพาได้ทันที แม้ยังไม่เปิดราคา แต่ถือเป็นหนึ่งในมินิพีซีที่แรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา 🔗 https://www.techradar.com/pro/you-wont-believe-this-but-khadas-mind-pro-mini-pc-actually-fits-an-rtx-5060-ti-graphics-card-64gb-ram-and-2tb-nvme-ssd-in-0-43-liters 🧠 Minisforum เปิดตัวมินิพีซี Ryzen AI 9 HX470 ตัวแรกของโลก – แรงระดับเวิร์กสเตชันในกล่องจิ๋ว Minisforum เปิดตัว AI X1 Pro‑470 มินิพีซีรุ่นแรกที่ใช้ชิป Ryzen AI 9 HX470 ซึ่งให้พลังประมวลผล 12 คอร์ 24 เธรด พร้อม NPU 86 TOPS รองรับงาน AI หนัก ๆ ได้ดีกว่ารุ่น Ryzen AI Max+ 395 โดยรองรับ RAM สูงสุด 128GB และ SSD รวมสูงสุด 12TB ผ่านสล็อต M.2 ทั้งสามช่อง พร้อมพอร์ตครบครันทั้ง USB4, HDMI 2.1, DP 2.0 และ OCuLink ทำให้เครื่องเล็กขนาดไม่ถึง 2 กิโลกรัมนี้กลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักพัฒนาและครีเอเตอร์ที่ต้องการพลังระดับเวิร์กสเตชันในพื้นที่จำกัด 🔗 https://www.techradar.com/pro/minisforum-beats-dell-hp-and-lenovo-to-unveil-first-ryzen-ai-9-hx470-pc-ai-x1-pro-470-mini-pc-supports-12tb-ssd-storage-and-up-to-128gb-ddr5 ⚡ Micron เปิดตัว SSD Gen5 QLC รุ่นแรกของโลก – เร็วทะลุ 11GB/s ในขนาด 2230 สุดบาง Micron 3610 NVMe SSD กลายเป็น SSD Gen5 QLC รุ่นแรกของโลกที่ให้ความเร็วอ่านสูงสุดถึง 11,000 MB/s และเขียนสูงสุด 9,300 MB/s ในรุ่นความจุสูง พร้อมรองรับความจุสูงสุด 4TB ในฟอร์มแฟกเตอร์ M.2 2230 แบบหน้าเดียว เหมาะกับโน้ตบุ๊กบางเฉียบและงาน AI ที่ต้องโหลดโมเดลขนาดใหญ่ได้ภายในไม่กี่วินาที อีกทั้งยังมีประสิทธิภาพต่อวัตต์ดีขึ้นกว่า Gen4 TLC ถึง 43% แม้จะเป็น QLC ที่อาจไม่เหมาะกับงานเขียนหนักต่อเนื่อง แต่ก็ถือเป็นก้าวสำคัญของ SSD ตลาดหลักในยุค AI 🔗 https://www.techradar.com/pro/micron-just-announced-a-qlc-ssd-just-weeks-after-killing-its-beloved-crucial-brand-the-3610-is-a-basic-gen5-ssd-thats-somehow-faster-than-gen4-tlc 📱 Samsung Galaxy S26 อาจวางขายช้ากว่าปกติ – คาดเปิดตัวปลายกุมภาพันธ์ ขายจริงมีนาคม รายงานล่าสุดระบุว่า Samsung Galaxy S26 จะเปิดตัวในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ และเริ่มวางขายวันที่ 11 มีนาคม ซึ่งช้ากว่ารุ่น S25 ที่เปิดตัวตั้งแต่มกราคมปีที่แล้ว โดยปีนี้คาดว่าจะมี 3 รุ่นคือ S26, S26 Plus และ S26 Ultra หลังจาก Samsung ตัดสินใจยกเลิกรุ่น Edge เนื่องจากยอดขายไม่ดี ทำให้ไลน์อัปกลับมาเป็นแบบดั้งเดิมอีกครั้ง พร้อมลุ้นอัปเกรดกล้อง แบตเตอรี่ และดีไซน์ที่อาจเปลี่ยนไปจากรุ่นก่อนหน้า ​​​​​​​🔗 https://www.techradar.com/phones/samsung-galaxy-phones/this-could-be-the-date-when-you-can-buy-the-samsung-galaxy-s26-and-its-later-than-normal
    0 Comments 0 Shares 72 Views 0 Reviews
  • ท่องเที่ยว ดูเพลินๆ
    https://youtu.be/u2HJQ6x6AMA?si=EdpQdsF4_FDS4Z3k
    #ChinoToShare
    #ท่องเที่ยว
    #เชียงราย
    #ไทย
    #Thailand
    ท่องเที่ยว ดูเพลินๆ https://youtu.be/u2HJQ6x6AMA?si=EdpQdsF4_FDS4Z3k #ChinoToShare #ท่องเที่ยว #เชียงราย #ไทย #Thailand
    0 Comments 0 Shares 16 Views 0 Reviews
  • The financial reports of a power company : Part 5
    Date : 12 January 2026

    ## 9. Classification of maintenance expenses versus capital expenditure

    - Company incurs substantial costs for maintenance and upgrades of distribution and transmission assets, alongside large capital projects.
    - The accounting policy and practical criteria for distinguishing between capital expenditure (capitalised as PPE) and operating maintenance expense are not described in sufficient detail, despite the material impact on current‑period profit via depreciation timing.

    **Audit concerns**

    - Whether there is an aggressive tendency to capitalise borderline expenditures, thereby deferring expense recognition.
    - Whether sample testing of work orders, contracts and approval documents supports the chosen classification on a consistent basis.

    ***

    ## 10. Other income and one‑off gains from asset disposals

    - In certain years, “other income” and gains from sale or transfer of assets provide a noticeable contribution to net profit, but the nature, counterparties, and commercial rationale of these transactions are not fully explained in the notes.
    - This reduces transparency regarding the sustainability of earnings and whether such transactions are recurring or one‑off in nature.

    **Audit concerns**

    - Whether these asset disposals or transfers are at fair value and at arm’s‑length, especially where counterparties are related parties or government entities.
    - Whether any arrangements bundle operational or financial concessions that are not clearly disclosed, potentially masking economic substance.

    End——————————————————————————————————————————————————
    #FinancialAudit #PowerCompany #Thaitimes #ManagerOnline #News1
    The financial reports of a power company : Part 5 Date : 12 January 2026 ## 9. Classification of maintenance expenses versus capital expenditure - Company incurs substantial costs for maintenance and upgrades of distribution and transmission assets, alongside large capital projects. - The accounting policy and practical criteria for distinguishing between capital expenditure (capitalised as PPE) and operating maintenance expense are not described in sufficient detail, despite the material impact on current‑period profit via depreciation timing. **Audit concerns** - Whether there is an aggressive tendency to capitalise borderline expenditures, thereby deferring expense recognition. - Whether sample testing of work orders, contracts and approval documents supports the chosen classification on a consistent basis. *** ## 10. Other income and one‑off gains from asset disposals - In certain years, “other income” and gains from sale or transfer of assets provide a noticeable contribution to net profit, but the nature, counterparties, and commercial rationale of these transactions are not fully explained in the notes. - This reduces transparency regarding the sustainability of earnings and whether such transactions are recurring or one‑off in nature. **Audit concerns** - Whether these asset disposals or transfers are at fair value and at arm’s‑length, especially where counterparties are related parties or government entities. - Whether any arrangements bundle operational or financial concessions that are not clearly disclosed, potentially masking economic substance. End—————————————————————————————————————————————————— #FinancialAudit #PowerCompany #Thaitimes #ManagerOnline #News1
    0 Comments 0 Shares 85 Views 0 Reviews
More Results