• เรื่อง ขัดขา
    “ขัดขา”
    ตอน 1
    เมื่อวันเสาร์ที่ 16 มกราคม ที่ผ่านมา สื่อระดับโลกต่างลงข่าวใหญ่ พาดหัวใกล้เคียงกัน … อิหร่านปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ตกลงเกี่ยวกับนิวเคลียร์… การคว่ำบาตรยกเลิก….
    เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ระดับโลกนะครับ เพราะมันเป็นหลักไมล์ ที่อาจก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งในอิหร่านเอง ในภูมิภาค และในโลก เป็นเรื่องที่น่าสนใจ น่าติดตามมาก
    ถ้ามีการยกเลิกการคว่ำบาตรจริง ข่าวว่าอิหร่านอาจได้เงินที่ถูกกักไว้คืน ประมาณกว่าหนึ่งแสนล้านเหรียญ จากค่าขายน้ำมัน ที่ถูกกักไว้ไม่รู้กี่สิบปี
แบบนี้อิหร่าน เสี่ยนิวเคลียร์สองลูกของผมก็รวยจ้ำบ๊ะ และซาอุดิ อารเบีย เสี่ยปั๊มใหญ่ ก็คงยิ่งหงุดหงิดหนักขึ้นไปอีก คราวนี้ จะหาเรื่องอะไรระบายอารมณ์ดีล่ะ
ถล่มเยเมนก็กำลังทำอยู่แล้ว แต่เสือกติดหล่ม เดินหน้าไม่ไปถอยไม่ออก
ฉับ ฉับ ก็เล่นแล้ว เหลืออย่างเดียวคือ ส่งบ้องข้าวหลามใส่อิหร่าน เสียเลย เอาไหมครับ จะได้เข้าทางแผน ที่เขาวางไว้ ไม่ต้องเสียเวลาลุ้น ลุยเลยครับ จะได้จบๆเสียที
นึกว่าจะโซ้ยกันตั้งกะปลายปีที่แล้ว ผมรอลุ้นจนง่วง
    บรรดาสื่อนานาชาติ โดยเฉพาะสื่อค่ายใบตองแห้ง กับค่ายชาวเกาะนิ้วก้อย
ตีปี๊บบอกว่า เรื่องยกเลิกการคว่ำบาตร มันโยงกับการแลกเปลี่ยนนักโทษ ระหว่างอิหร่านกับอเมริกานะ อเมริกาขอให้ปล่อยนักโทษ 5 คน ที่อิหร่านจับใส่คุกไว้ โดยเฉพาะ คนสำคัญชื่อ นายJason Rezaian ซึ่งเป็นนักข่าวของวอชิงตันโพสต์ ที่วิ่งเข้าวิ่งออกอยู่แถวตุรกี แม่ก็อยู่ตุรกี
    ส่วนอิหร่านขอให้อเมริกาปล่อยคนของตัว ประมาณ 20 คน ส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจของอิหร่าน ที่อเมริกาอ้างว่า ทำผิดกฏการคว่ำบาตรด้านการเงิน กับมีบางคนกระทำการเข้าข่ายผู้ก่อการร้าย
    เขาว่า คุณจอห์นเงี้ยว ของ อ.ทนง ทุกครั้งที่เจรจาเรื่องนิวเคลียร์กับอิหร่านที่ผ่านมา หลังการเจรจาเป็นต้องสะกิด รัฐมนตรี ตปท. อิหร่าน ขอแถมทุกครั้งว่า ถ้าเรื่องเรียบร้อย ลื้ออย่าลืมปล่อยไอ้อ้วน Rezaian ให้ไอนะ
    เจ้าอ้วน ติดคุกเดี่ยวอยู่ในอิหร่าน ปีกว่า น้ำหนักลดไปเกือบสามสิบโล อันที่จริง เจ้าตัวอาจไม่เดือดร้อนในเรื่องน้ำหนักลด เพราะก่อนติดคุก น้ำหนัก ร้อยกว่าโล ลดไปเกือบ
สามสิบโลอาจหล่อขึ้น แต่สื่อช่วยตีให้อิหร่านเป็นคุกโหด เข้าใจเล่น
    ต่อรองกันไปมา ตกลงสรุปว่า ที่อิหร่าน ขอไป 20 อเมริกาให้ 7
ส่วนที่อเมริกา ขอไป 5 อิหร่านให้ 4+1 คน
    อิหร่านยอมลดแยะนะ แต่ข่าว ซีเอนเอนบอกว่า นักการเมืองอเมริกัน หงุดหงิดว่า อิหร่านเจรจาได้เปรียบอเมริกา นักโทษอิหร่านได้รับการปล่อยตัวมากกว่าอีก
จอห์นเงี้ยว เจรจาเฮงซวย โอบามาก็ห่วย ที่ไปยอมอิหร่าน ผมดูข่าวด้วยความมึน
    สำหรับเจ้าอ้วน Rezaian นั้น อเมริกาบอกต้องเอาออกมาให้ได้ เพราะไอ้หมอนี่ รู้เรื่องเบื้องหลังนิวเคลียร์ของอิหร่านดีมาก ท่านใบตองแห้งถึงกับกล่าวชมว่า เขากล้าหาญมาก เอะ แล้วทำไม อิหร่านถึงยอมปล่อยตัวง่ายๆ เพราะอิหร่านอยากได้เงินแสนล้านเหรียญหรือ… แหม นึกว่า จะได้ง่ายๆ หรือครับ ดูไปก็แล้วกัน อเมริกาอาจจะบอกเราเปิดไฟเขียวให้ แต่ดันไปติดไฟแดงของธนาคาร… ฮู้ย เรื่องแบบนี้ เล่นไม่ยาก
    แล้วคิดว่า เสี่ยนิวเคลียร์ของผมจะใจเย็นรอไฟแดงไหมครับ
    ###############
ตอน 2
    ย้อนกลับไปในเช้าวันเสาร์ที่ 16 มกราคม เจ้าหน้าที่ของไอ้เอกับอีเอ IAEA ของ สหประชาชาติ ประกาศรับรองว่า อิหร่านได้ยุติกิจกรรมเกี่ยวกับการสร้างอาวุธนิวเคลียร์เรียบร้อยแล้ว การตรวจสอบทำนองนี้จะดำเนินไปอีก 10 ถึง 15 ปี เพื่อให้แน่ใจว่า นกยูงอิหร่าน ไม่ติดปีกติดกรงเล็บแข่งกับนกอินทรี
    หลังจากนั้น ถ้าการแลกเปลี่ยนตัวนักโทษระหว่างกันเรียบร้อย การยกเลิกการแซงชั่น
การคว่ำบาตรอิหร่าน ที่อเมริกาและพวกใช้บีบอิหร่านมาประมาณ 30 ปี จะค่อยๆทยอยยกเลิก หงายบาตร ตามข้อตกลงระหว่างพี่เบิ้มทั้งหลายกับอิหร่าน
    ในที่สุดอิหร่านก็ปล่อยตัวเจ้าอ้วน และชาวคุกอีก 3 คน ออกจากคุกเรียบร้อยเมื่อวันเสาร์ ส่วนอีกหนึ่งคน ข่าวบอกว่า เป็นนักศึกษา ขั้นตอนการปล่อยตัวแยกต่างหากกับกลุ่มเจ้าอ้วน หลังจากนั้นอเมริกาก็ขนเจ้าอ้วนและพวกอีก 2 คนที่เพิ่งออกจากคุกขึ้นเครื่องบินพิเศษ ส่งไปนอนเล่นที่ฐานทัพของอเมริกาที่เยอรมันกลางดึกของวันเสาร์ ส่วนอีกคน ข่าวไม่รายงานว่าให้ไปหลบที่ไหน
    พอเครื่องบินที่เจ้าอ้วนกับพวกนั่ง บินพ้นเขตอิหร่านยังไม่ทันถึงชั่วโมงดี อเมริกาก็ออกมาประกาศว่า จะคว่ำบาตรนักธุรกิจอิหร่านที่เป็นทั้งบริษัทและเอกชน ที่ทำธุรกรรมผ่านระบบธนาคารของอเมริกา “รอบใหม่” ทันที ทำเอาอิหร่านที่กำลังเดินเพลิน หัวคะมำ…. นี่…..รู้จักท่านใบตองแห้งซะบ้าง เขี้ยวยาว วาวเป็นประกายเลย
    อเมริกากล่าวหา ว่า อิหร่านแอบทดลองทำการยิงจรวดเมื่อเดือนตุลาคม 2015 ที่อเมริกาอ้างว่ารู้นานแล้วล่ะ แต่รอให้เจ้าอ้วนกลับบ้านก่อน พณ. ใบต้องแห้งบอก smart move! ใคร ใครนะว่าท่านใบตองแห้งโง่งี่เง่า เป็นแพะ เป็นเหยื่อ….
    ผู้ที่จะได้รับเกียรติถูกท่านใบตองคว่ำบาตร รุ่นล่าสุดมี 11 ราย อเมริกาบอกว่า พวกนี้มีความเกี่ยวข้องกับการทดลองยิงจรวดของอิหร่านทั้งนั้น โดยมีการทำธุรกรรมผ่านระบบธนาคารของอเมริกา เช่น มีการสั่งซื้อชิ้นส่วน ที่นำมาใช้ในจรวดที่ทำการทดลอง ซึ่ง เป็นการคุกคามต่อความมั่นคงของภูมิภาคและของโลกด้วย อย่างนี้ต้องมีการแซงชั่น คว่ำบาตรจากนานาชาติรอบใหม่…..ฮู้ย พณ. ท่าน รุกใหญ่เลยนะครับ ปล่อยให้เขาวิ่ง แป๊บเดียว ยื่นขาไปขัดเขาซะแล้ว รายการโชว์เขี้ยวจริงๆ
    อเมริกาเล่นแรงนะ กล่าวหากันอย่างนั้น แบบนี้อิหร่านยอมได้ไหม ไอ้เอกับอีเอ ที่เพิ่งประกาศรับรองไปแหมบๆ มิหน้าแหกหรือครับ เป็นผมเอาหัวมุดโอ่งอายตายห่า สั่งให้กูไปตรวจ กูก็ไป ตรวจแล้วไม่เจออะไร กูก็บอกไปตามตรง เสร็จแล้วมึงดันมาประกาศหักหน้า…. ต่อไปนี้ เราจะต้องฟังใครครับ ใบรับรองจาก IAEA ของสหประชาชาติ มีความหมายไม่ต่างกับกระดาษชำระ
    เมื่อวันเสาร์ หลังจากการแลกตัวนักโทษเสร็จสิ้น ประธานาธิบดีอิหร่าน ฮัสซันรูฮานี ออกมาใช้เสียงทุ้ม บอกว่า ทีนี้ ทุกคนคงจะเห็นแล้วว่าอิหร่านเชื่อถือได้
    แต่วันอาทิตย์ หลังจากรู้ข่าวว่า ถูกขัดขาจนหน้าคะมำ อเมริกันเตรียมคว่ำบาตรรุ่นใหม่ ท่านประธานาธิบดี รูฮานี ปิดพลาสเตอร์ที่หน้าแล้วกลับมาออกไมค์ ใช้เสียงเย็น แต่ไม่ถึงกับยะเยือก สงสัยยังหวัง หนึ่งแสนล้านเหรียญ ….การกระทำแบบนี้(ของอเมริกา) ก็จะได้รับปฏิกริยาตอบโต้….ท่านประธานาธิบดีอิหร่านบอก
    เป็นไงครับ เห็นฝีมือการเปลี่ยนหน้ากากของท่านใบตองแห้งหรือยัง เปลี่ยนได้รวดเร็ว เล่นเอาอิหร่านต้องตั้งหลักใหม่
    หลังจากนั้น ในวันจันทร์ ที่ 18 มกราคม กระทรวงต่างประเทศ อิหร่านออกมาตอบโต้เป็นรายการแรก ….ระบบการยิงจรวดของเราไม่ได้ออกแบบมา เพื่อสามารถติดหัวรบนิวเคลียร์ได้นะ … การคว่ำบาตรของอเมริกา ในเรื่องนี้ ไม่ถูกกฏหมายและไม่ชอบธรรม….อเมริกาเอง ขายอาวุธเป็นหมื่นๆล้านเหรียญให้กับประเทศในภูมิภาคนี้ และอาวุธเหล่านั้น ก็นำไปใช้กับชาวปาเลสไตน์ชาวเลบานอน และล่าสุด ชาวเยเมนก็กำลังรับเคราะห์อยู่….
    นี่เป็นการตบกลับเบาๆรอบแรกของอิหร่าน
    ###############
    ตอน 3
    เป็นไงครับ นึกว่ากำลังอ่านลายใบตองภาค 2 ก็แล้วกัน มันจะมีกี่ภาคผมก็ยังไม่รู้
    ตกลงอิหร่านดีลนี่ ใครได้ ใครเสีย รวมทั้งการคว่ำบาตรอิหร่านด้วย
    เมื่ออเมริกา เริ่มเจรจากับอิหร่านเกี่ยวกับการหยุดสร้างอาวุธนิวเคลียร์ เมื่อประมาณเดือนกันยายน ค.ศ.2013 อเมริกาได้รับแต่ก้อนอิฐจากพันธมิตรของตัว โดยเฉพาะ จากซาอุดิอารเบีย คู่รักฝักแค ที่มองว่าอเมริกากำลังอ่อนข้อให้อิหร่าน คู่แข่งสำคัญของซาอุ นอกจากซาอุแล้ว อิสราเอลก็เป็นอีกประเทศที่ฉุนขาด หลายประเทศไม่เชื่อขี้หน้าอิหร่าน ว่าจะพูดจริงทำจริง
    แต่ที่พิลึกที่สุดคือ บรรดานักการเมืองของอเมริกา ทั้งพรรครัฐบาลและฝ่ายค้าน ต่างออกมาพูดทำนองไม่เชื่อขี้หน้าท่านใบตองแห้ง…. สงสัยจะดีแต่พล่าม ไม่มีทางจะจัดการเรื่องอิหร่านนิวเคลียร์สำเร็จ….
    ฝ่ายอิหร่านเองก็ใช่ว่าจะร้องเพลงเสียงเดียวกันในเรื่องนี้ ฝ่ายประธานาธิบดี รูฮานี และ รม. ตปท. ของอิหร่าน สนับสนุนการเจรจากับฝ่ายอเมริกา แต่ฝ่ายขวาจัด คือพวกทหารที่เรียกว่า Revolutionary Guards ไม่เห็นด้วยกับการเจรจา มองว่าเป็นเกมหลอกของอเมริกา ส่วนผู้นำสูงสุดของอิหร่าน บอกว่าเจรจาไปก่อน แต่เมื่อไหร่ที่เห็นว่าไม่เป็นประโยชน์กับอิหร่าน ก็เลิกเจรจา
    ฝ่ายอิหร่านที่สนับสนุนการเจรจา เพราะหวังจะให้อเมริกาและพวก ยกเลิกการแซงชั่น ยกเลิกการคว่ำบาตร อิหร่านจะได้สบายเสียที อยู่อย่างอด อย่างทน กันมาสามสิบปีแล้วนะ ขอสบายบ้างเถอะน่า ข่าวบอกว่าอิหร่านถึงกับมีชอปปิ้งลิสต์ เตรียมไว้เพียบ ว่า ถ้าได้เงินคืน จะเอาไปซื้ออะไรบ้าง รายการใหญ่ ที่เขาว่าอิหร่านเล็งไว้คือ ซื้อเครื่องบินโดยสารใหม่เอี่ยม จากค่ายแอร์บัสของยุโรปจำนวน 114 เครื่อง!
    นอกจากนี้ อิหร่านยังกะจะเพิ่มการส่งออกน้ำมันดิบ จากวันละ 1.1 ล้านบาเรลขึ้นอีก 5
แสนบาเรล ในช่วงแรก และอีก 5 แสนในช่วงต่อไป เป็นการเพิ่มรายได้ให้ประเทศ
    แค่มีข่าวว่า อิหร่านอาจจะส่งออกน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกของ Brent crude oil ก็รูดลงต่ำกว่า 29 เหรียญ และขณะที่ผมเขียนนิทานนี้ ดูเหมือนจะลงไปที่ 27 เหรียญแล้ว
    ข่าวนี้นอกจากจะทำให้ ราคาน้ำมันเริ่มตกแล้ว อาการวิตกจริตของ ซาอุดิอารเบีย ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จะไม่ให้เสี่ยปั๊มใหญ่เครียดได้ยังไง ปีนี้ งบประมาณประเทศของซาอุ จะมีรายจ่ายมากกว่ารายรับเป็นครั้งแรก และจะต้องมีการตัดสวัสดิการของประชาชนที่เคยได้รับ ลดลงไปหลายรายการ โอกาสที่ความไม่สงบในประเทศจะเกิดขึ้น ก็น่าจะสูงขึ้น
    นอกจากนี้ ยังมีข่าวว่า ซาอุดิอารเบีย ยังคิดจะเฉือนเอาบางส่วนของหุ้น บริษัท Aramco ที่อ้างว่าเป็นของรัฐ (แต่อยู่ในความดูแลของราชวงศ์) ที่เป็นเจ้าของบ่อน้ำมันทั้งประเทศ ออกขายให้แก่ผู้ลงทุนทั่วไป เพื่อเอาเงินมาโปะงบประมาณที่ขาดดุลย์
    เอาแค่ที่เล่ามานี้ก่อน ใครได้ประโยชน์ครับ อิหร่านได้เงิน ดูเหมือนประชาชนจะสบายขึ้น แต่จริงๆแล้วอิหร่านก็คงเอาไปซื้อของ ซื้อสินค้า รวมทั้งซื้ออาวุธ ที่อั้นมาสามสิบปี
    ถ้าอิหร่านซื้ออาวุธเพิ่ม ซาอุ จะยืนดูตาปริบๆอยู่เฉยๆไหม เสี่ยปั๊มใหญ่อยู่เฉยไม่ไหวหรอก มันก็ต้องซื้อแข่ง และที่ผ่านมา 2 ปี เพราะความประสาทกลัวอิหร่านนิวเคลียร์ดีลนี่แหละ เสี่ยปั้มใหญ่ ถึงเร่งซื้ออาวุธ ไว้แสดงแสนยานุภาพ จนงบเริ่มติดลบ ใครได้ประโยชน์ครับ
    จะมีใคร ก็อเมริกาที่ปั่นหัวไป ขายอาวุธไป เข้าแผนทุกทาง
    เอะ แล้วอเมริกาไม่ห่วงเรื่องนิวเคลียร์ของอิหร่านหรือ ต้องมีคนสงสัยแน่
    อเมริกาคงไม่ห่วง เพราะอเมริกาไม่ได้เจรจาเรื่องนิวเคลียร์กับอิหร่าน เพื่อหวังให้อิหร่าน “เลิกสร้างอาวุธนิวเคลียร์ ” อเมริการู้นานแล้วว่า อิหร่านมีนิวเคลียร์ และก็คงไม่เลิกสร้าง แต่เรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่อเมริกาเป็นห่วงมากมาย อเมริกาหวัง หรือ ต้องการอย่างอื่นมากกว่า
    ที่อเมริกาหวัง หรือต้องการ คือ “เวลา” กับหวังให้อิหร่าน “เปิดประตูเมือง”
    ###############
    ตอน 4 (จบ)
    ถ้ายังจำกันได้ อเมริกาประกาศนโยบาย Pivot to Asia กลางปี ค.ศ.2012 ในที่ประชุมด้านความมั่นคงทั่วโลก Shangrila Dialogue ที่สิงคโปร์ว่า อเมริกาจะปรับกองกำลังของตัว ไปอยู่ที่เอเซียมากขึ้นเรื่อยๆ และในปี ค.ศ.2020 จะมีกองกำลังอยู่ในเอเซีย ถึงจำนวน 60% ของจำนวนกองกำลังของตนทั้งหมด ที่อยู่ต่างประเทศ มันเหมือนเป็นการบอกใบ้ว่า อเมริกายกให้จีน เป็น “ว่าที่” ศัตรูหมายเลขหนึ่ง และปี 2020 คงเป็นปีที่อเมริกาคาดว่า จะมีการเผชิญหน้ากับมังกรทะยานฟ้า
    ขณะเดียวกับที่อเมริกา ทำให้โลกเข้าใจว่า อเมริการะวังจีน อเมริกาก็มีแผนซ่อน เตรียมล่อหลอกรัสเซีย ที่อเมริกาถือเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งตลอดกาลด้วย
    อเมริกาเริ่มตั้งข้อสังเกต ตั้งแต่ประมาณปี ค.ศ.2005 ว่า ทั้งรัสเซียและจีนต่างโตเร็วเกินคาด และทั้ง 2 ประเทศ กำลังเร่งสร้างความมั่นคงของประเทศ รวมทั้งสร้างกองทัพอย่างเอาจริง มันคงใช้เวลาไม่นานมาก ที่จะทำให้ทั้ง 2 ประเทศ กลายเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของอเมริกา อเมริกาจึงปรับแผนของตัวมาตลอด
    อเมริกาวางแผนการทำลายรัสเซีย จากรอบนอก ด้วยการจัดเทศกาลอาหรับสปริง ที่สามารถสร้างความปั่นป่วนในตะวันออกกลางได้อย่างรุนแรง และความปั่นป่วนนั้น จะกระทบไปถึงรัสเซียด้วย ส่วนอิหร่านเป็นเป้าวงใน ถ้าเจาะดีๆให้ถึงข้างในอิหร่าน จะกระแทกรัสเซียได้ด้วย ไม่มีอะไรดีกว่าหาทางให้อิหร่านเปิดประตูบ้าน การสร้างความปั่นป่วนภายในประเทศ ย่อมง่ายกว่าการที่อเมริกาจะยกทัพเข้าไปเอง อาหรับสปริงเกิดได้ทุกแห่ง ทำไมจะเกิดในอิหร่านไม่ได้ การยกเลิกการแซงชั่น การทำให้ประชาชนมีความหวังว่าจะได้สบาย….หากความหวังนั้น สลายไป อิหร่านสปริง คงเกิดไม่ยาก….
    ” เวลา” จึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับอเมริกา เพื่อบ่มให้ทั้งแผนใหญ่ และแผนเล็กของตัวเอง สุกทันการณ์ตามกำหนดเวลาที่ต้องการ ต้องไม่ช้าเกินไป และไม่เร็วเกินไป
    ถ้าจำกันได้ อเมริกา “ต่อเวลา” การเจรจานิวเคลียร์หลายครั้ง แต่ละครั้ง การเจรจาทำทีเหมือนจะล่ม แต่แล้วก็ไม่ล่ม ถ้าอเมริกาต้องการเล่นงานอิหร่านจริงๆ เรื่องการสร้างนิวเคลียร์ การเจรจาล่มไปนานแล้วครับ
    อิหร่านนิวเคลียร์ดีล จึงเป็นละครฉากใหญ่ ที่อเมริกาเล่นได้เฉียบขาดมาก
    แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า ผู้อื่นเล่นละครกันไม่เป็น หรือไม่รู้จักวิธีขัดขากลับ
    หมากระดับโลก เขาเดินกันลึกซึ้ง ใช้เวลานาน และมีการปรับชั้นเชิง ขัดขากันไปขัดขากันมาตลอดเวลา ไม่งั้นมังกรคงไม่เลือกไปท่องทะเลทรายยามหน้าขวานหน้าสิ่วแบบนี้ ถ้าเรามองชั้นเดียว แบบจอแบนและแคบ ก็คงเห็นภาพไม่ครบ…
    สวัสดีครับ
คนเล่านิทาน
22 ม.ค. 2559
    เรื่อง ขัดขา “ขัดขา” ตอน 1 เมื่อวันเสาร์ที่ 16 มกราคม ที่ผ่านมา สื่อระดับโลกต่างลงข่าวใหญ่ พาดหัวใกล้เคียงกัน … อิหร่านปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ตกลงเกี่ยวกับนิวเคลียร์… การคว่ำบาตรยกเลิก…. เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ระดับโลกนะครับ เพราะมันเป็นหลักไมล์ ที่อาจก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งในอิหร่านเอง ในภูมิภาค และในโลก เป็นเรื่องที่น่าสนใจ น่าติดตามมาก ถ้ามีการยกเลิกการคว่ำบาตรจริง ข่าวว่าอิหร่านอาจได้เงินที่ถูกกักไว้คืน ประมาณกว่าหนึ่งแสนล้านเหรียญ จากค่าขายน้ำมัน ที่ถูกกักไว้ไม่รู้กี่สิบปี
แบบนี้อิหร่าน เสี่ยนิวเคลียร์สองลูกของผมก็รวยจ้ำบ๊ะ และซาอุดิ อารเบีย เสี่ยปั๊มใหญ่ ก็คงยิ่งหงุดหงิดหนักขึ้นไปอีก คราวนี้ จะหาเรื่องอะไรระบายอารมณ์ดีล่ะ
ถล่มเยเมนก็กำลังทำอยู่แล้ว แต่เสือกติดหล่ม เดินหน้าไม่ไปถอยไม่ออก
ฉับ ฉับ ก็เล่นแล้ว เหลืออย่างเดียวคือ ส่งบ้องข้าวหลามใส่อิหร่าน เสียเลย เอาไหมครับ จะได้เข้าทางแผน ที่เขาวางไว้ ไม่ต้องเสียเวลาลุ้น ลุยเลยครับ จะได้จบๆเสียที
นึกว่าจะโซ้ยกันตั้งกะปลายปีที่แล้ว ผมรอลุ้นจนง่วง บรรดาสื่อนานาชาติ โดยเฉพาะสื่อค่ายใบตองแห้ง กับค่ายชาวเกาะนิ้วก้อย
ตีปี๊บบอกว่า เรื่องยกเลิกการคว่ำบาตร มันโยงกับการแลกเปลี่ยนนักโทษ ระหว่างอิหร่านกับอเมริกานะ อเมริกาขอให้ปล่อยนักโทษ 5 คน ที่อิหร่านจับใส่คุกไว้ โดยเฉพาะ คนสำคัญชื่อ นายJason Rezaian ซึ่งเป็นนักข่าวของวอชิงตันโพสต์ ที่วิ่งเข้าวิ่งออกอยู่แถวตุรกี แม่ก็อยู่ตุรกี ส่วนอิหร่านขอให้อเมริกาปล่อยคนของตัว ประมาณ 20 คน ส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจของอิหร่าน ที่อเมริกาอ้างว่า ทำผิดกฏการคว่ำบาตรด้านการเงิน กับมีบางคนกระทำการเข้าข่ายผู้ก่อการร้าย เขาว่า คุณจอห์นเงี้ยว ของ อ.ทนง ทุกครั้งที่เจรจาเรื่องนิวเคลียร์กับอิหร่านที่ผ่านมา หลังการเจรจาเป็นต้องสะกิด รัฐมนตรี ตปท. อิหร่าน ขอแถมทุกครั้งว่า ถ้าเรื่องเรียบร้อย ลื้ออย่าลืมปล่อยไอ้อ้วน Rezaian ให้ไอนะ เจ้าอ้วน ติดคุกเดี่ยวอยู่ในอิหร่าน ปีกว่า น้ำหนักลดไปเกือบสามสิบโล อันที่จริง เจ้าตัวอาจไม่เดือดร้อนในเรื่องน้ำหนักลด เพราะก่อนติดคุก น้ำหนัก ร้อยกว่าโล ลดไปเกือบ
สามสิบโลอาจหล่อขึ้น แต่สื่อช่วยตีให้อิหร่านเป็นคุกโหด เข้าใจเล่น ต่อรองกันไปมา ตกลงสรุปว่า ที่อิหร่าน ขอไป 20 อเมริกาให้ 7
ส่วนที่อเมริกา ขอไป 5 อิหร่านให้ 4+1 คน อิหร่านยอมลดแยะนะ แต่ข่าว ซีเอนเอนบอกว่า นักการเมืองอเมริกัน หงุดหงิดว่า อิหร่านเจรจาได้เปรียบอเมริกา นักโทษอิหร่านได้รับการปล่อยตัวมากกว่าอีก
จอห์นเงี้ยว เจรจาเฮงซวย โอบามาก็ห่วย ที่ไปยอมอิหร่าน ผมดูข่าวด้วยความมึน สำหรับเจ้าอ้วน Rezaian นั้น อเมริกาบอกต้องเอาออกมาให้ได้ เพราะไอ้หมอนี่ รู้เรื่องเบื้องหลังนิวเคลียร์ของอิหร่านดีมาก ท่านใบตองแห้งถึงกับกล่าวชมว่า เขากล้าหาญมาก เอะ แล้วทำไม อิหร่านถึงยอมปล่อยตัวง่ายๆ เพราะอิหร่านอยากได้เงินแสนล้านเหรียญหรือ… แหม นึกว่า จะได้ง่ายๆ หรือครับ ดูไปก็แล้วกัน อเมริกาอาจจะบอกเราเปิดไฟเขียวให้ แต่ดันไปติดไฟแดงของธนาคาร… ฮู้ย เรื่องแบบนี้ เล่นไม่ยาก แล้วคิดว่า เสี่ยนิวเคลียร์ของผมจะใจเย็นรอไฟแดงไหมครับ ###############
ตอน 2 ย้อนกลับไปในเช้าวันเสาร์ที่ 16 มกราคม เจ้าหน้าที่ของไอ้เอกับอีเอ IAEA ของ สหประชาชาติ ประกาศรับรองว่า อิหร่านได้ยุติกิจกรรมเกี่ยวกับการสร้างอาวุธนิวเคลียร์เรียบร้อยแล้ว การตรวจสอบทำนองนี้จะดำเนินไปอีก 10 ถึง 15 ปี เพื่อให้แน่ใจว่า นกยูงอิหร่าน ไม่ติดปีกติดกรงเล็บแข่งกับนกอินทรี หลังจากนั้น ถ้าการแลกเปลี่ยนตัวนักโทษระหว่างกันเรียบร้อย การยกเลิกการแซงชั่น
การคว่ำบาตรอิหร่าน ที่อเมริกาและพวกใช้บีบอิหร่านมาประมาณ 30 ปี จะค่อยๆทยอยยกเลิก หงายบาตร ตามข้อตกลงระหว่างพี่เบิ้มทั้งหลายกับอิหร่าน ในที่สุดอิหร่านก็ปล่อยตัวเจ้าอ้วน และชาวคุกอีก 3 คน ออกจากคุกเรียบร้อยเมื่อวันเสาร์ ส่วนอีกหนึ่งคน ข่าวบอกว่า เป็นนักศึกษา ขั้นตอนการปล่อยตัวแยกต่างหากกับกลุ่มเจ้าอ้วน หลังจากนั้นอเมริกาก็ขนเจ้าอ้วนและพวกอีก 2 คนที่เพิ่งออกจากคุกขึ้นเครื่องบินพิเศษ ส่งไปนอนเล่นที่ฐานทัพของอเมริกาที่เยอรมันกลางดึกของวันเสาร์ ส่วนอีกคน ข่าวไม่รายงานว่าให้ไปหลบที่ไหน พอเครื่องบินที่เจ้าอ้วนกับพวกนั่ง บินพ้นเขตอิหร่านยังไม่ทันถึงชั่วโมงดี อเมริกาก็ออกมาประกาศว่า จะคว่ำบาตรนักธุรกิจอิหร่านที่เป็นทั้งบริษัทและเอกชน ที่ทำธุรกรรมผ่านระบบธนาคารของอเมริกา “รอบใหม่” ทันที ทำเอาอิหร่านที่กำลังเดินเพลิน หัวคะมำ…. นี่…..รู้จักท่านใบตองแห้งซะบ้าง เขี้ยวยาว วาวเป็นประกายเลย อเมริกากล่าวหา ว่า อิหร่านแอบทดลองทำการยิงจรวดเมื่อเดือนตุลาคม 2015 ที่อเมริกาอ้างว่ารู้นานแล้วล่ะ แต่รอให้เจ้าอ้วนกลับบ้านก่อน พณ. ใบต้องแห้งบอก smart move! ใคร ใครนะว่าท่านใบตองแห้งโง่งี่เง่า เป็นแพะ เป็นเหยื่อ…. ผู้ที่จะได้รับเกียรติถูกท่านใบตองคว่ำบาตร รุ่นล่าสุดมี 11 ราย อเมริกาบอกว่า พวกนี้มีความเกี่ยวข้องกับการทดลองยิงจรวดของอิหร่านทั้งนั้น โดยมีการทำธุรกรรมผ่านระบบธนาคารของอเมริกา เช่น มีการสั่งซื้อชิ้นส่วน ที่นำมาใช้ในจรวดที่ทำการทดลอง ซึ่ง เป็นการคุกคามต่อความมั่นคงของภูมิภาคและของโลกด้วย อย่างนี้ต้องมีการแซงชั่น คว่ำบาตรจากนานาชาติรอบใหม่…..ฮู้ย พณ. ท่าน รุกใหญ่เลยนะครับ ปล่อยให้เขาวิ่ง แป๊บเดียว ยื่นขาไปขัดเขาซะแล้ว รายการโชว์เขี้ยวจริงๆ อเมริกาเล่นแรงนะ กล่าวหากันอย่างนั้น แบบนี้อิหร่านยอมได้ไหม ไอ้เอกับอีเอ ที่เพิ่งประกาศรับรองไปแหมบๆ มิหน้าแหกหรือครับ เป็นผมเอาหัวมุดโอ่งอายตายห่า สั่งให้กูไปตรวจ กูก็ไป ตรวจแล้วไม่เจออะไร กูก็บอกไปตามตรง เสร็จแล้วมึงดันมาประกาศหักหน้า…. ต่อไปนี้ เราจะต้องฟังใครครับ ใบรับรองจาก IAEA ของสหประชาชาติ มีความหมายไม่ต่างกับกระดาษชำระ เมื่อวันเสาร์ หลังจากการแลกตัวนักโทษเสร็จสิ้น ประธานาธิบดีอิหร่าน ฮัสซันรูฮานี ออกมาใช้เสียงทุ้ม บอกว่า ทีนี้ ทุกคนคงจะเห็นแล้วว่าอิหร่านเชื่อถือได้ แต่วันอาทิตย์ หลังจากรู้ข่าวว่า ถูกขัดขาจนหน้าคะมำ อเมริกันเตรียมคว่ำบาตรรุ่นใหม่ ท่านประธานาธิบดี รูฮานี ปิดพลาสเตอร์ที่หน้าแล้วกลับมาออกไมค์ ใช้เสียงเย็น แต่ไม่ถึงกับยะเยือก สงสัยยังหวัง หนึ่งแสนล้านเหรียญ ….การกระทำแบบนี้(ของอเมริกา) ก็จะได้รับปฏิกริยาตอบโต้….ท่านประธานาธิบดีอิหร่านบอก เป็นไงครับ เห็นฝีมือการเปลี่ยนหน้ากากของท่านใบตองแห้งหรือยัง เปลี่ยนได้รวดเร็ว เล่นเอาอิหร่านต้องตั้งหลักใหม่ หลังจากนั้น ในวันจันทร์ ที่ 18 มกราคม กระทรวงต่างประเทศ อิหร่านออกมาตอบโต้เป็นรายการแรก ….ระบบการยิงจรวดของเราไม่ได้ออกแบบมา เพื่อสามารถติดหัวรบนิวเคลียร์ได้นะ … การคว่ำบาตรของอเมริกา ในเรื่องนี้ ไม่ถูกกฏหมายและไม่ชอบธรรม….อเมริกาเอง ขายอาวุธเป็นหมื่นๆล้านเหรียญให้กับประเทศในภูมิภาคนี้ และอาวุธเหล่านั้น ก็นำไปใช้กับชาวปาเลสไตน์ชาวเลบานอน และล่าสุด ชาวเยเมนก็กำลังรับเคราะห์อยู่…. นี่เป็นการตบกลับเบาๆรอบแรกของอิหร่าน ############### ตอน 3 เป็นไงครับ นึกว่ากำลังอ่านลายใบตองภาค 2 ก็แล้วกัน มันจะมีกี่ภาคผมก็ยังไม่รู้ ตกลงอิหร่านดีลนี่ ใครได้ ใครเสีย รวมทั้งการคว่ำบาตรอิหร่านด้วย เมื่ออเมริกา เริ่มเจรจากับอิหร่านเกี่ยวกับการหยุดสร้างอาวุธนิวเคลียร์ เมื่อประมาณเดือนกันยายน ค.ศ.2013 อเมริกาได้รับแต่ก้อนอิฐจากพันธมิตรของตัว โดยเฉพาะ จากซาอุดิอารเบีย คู่รักฝักแค ที่มองว่าอเมริกากำลังอ่อนข้อให้อิหร่าน คู่แข่งสำคัญของซาอุ นอกจากซาอุแล้ว อิสราเอลก็เป็นอีกประเทศที่ฉุนขาด หลายประเทศไม่เชื่อขี้หน้าอิหร่าน ว่าจะพูดจริงทำจริง แต่ที่พิลึกที่สุดคือ บรรดานักการเมืองของอเมริกา ทั้งพรรครัฐบาลและฝ่ายค้าน ต่างออกมาพูดทำนองไม่เชื่อขี้หน้าท่านใบตองแห้ง…. สงสัยจะดีแต่พล่าม ไม่มีทางจะจัดการเรื่องอิหร่านนิวเคลียร์สำเร็จ…. ฝ่ายอิหร่านเองก็ใช่ว่าจะร้องเพลงเสียงเดียวกันในเรื่องนี้ ฝ่ายประธานาธิบดี รูฮานี และ รม. ตปท. ของอิหร่าน สนับสนุนการเจรจากับฝ่ายอเมริกา แต่ฝ่ายขวาจัด คือพวกทหารที่เรียกว่า Revolutionary Guards ไม่เห็นด้วยกับการเจรจา มองว่าเป็นเกมหลอกของอเมริกา ส่วนผู้นำสูงสุดของอิหร่าน บอกว่าเจรจาไปก่อน แต่เมื่อไหร่ที่เห็นว่าไม่เป็นประโยชน์กับอิหร่าน ก็เลิกเจรจา ฝ่ายอิหร่านที่สนับสนุนการเจรจา เพราะหวังจะให้อเมริกาและพวก ยกเลิกการแซงชั่น ยกเลิกการคว่ำบาตร อิหร่านจะได้สบายเสียที อยู่อย่างอด อย่างทน กันมาสามสิบปีแล้วนะ ขอสบายบ้างเถอะน่า ข่าวบอกว่าอิหร่านถึงกับมีชอปปิ้งลิสต์ เตรียมไว้เพียบ ว่า ถ้าได้เงินคืน จะเอาไปซื้ออะไรบ้าง รายการใหญ่ ที่เขาว่าอิหร่านเล็งไว้คือ ซื้อเครื่องบินโดยสารใหม่เอี่ยม จากค่ายแอร์บัสของยุโรปจำนวน 114 เครื่อง! นอกจากนี้ อิหร่านยังกะจะเพิ่มการส่งออกน้ำมันดิบ จากวันละ 1.1 ล้านบาเรลขึ้นอีก 5
แสนบาเรล ในช่วงแรก และอีก 5 แสนในช่วงต่อไป เป็นการเพิ่มรายได้ให้ประเทศ แค่มีข่าวว่า อิหร่านอาจจะส่งออกน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกของ Brent crude oil ก็รูดลงต่ำกว่า 29 เหรียญ และขณะที่ผมเขียนนิทานนี้ ดูเหมือนจะลงไปที่ 27 เหรียญแล้ว ข่าวนี้นอกจากจะทำให้ ราคาน้ำมันเริ่มตกแล้ว อาการวิตกจริตของ ซาอุดิอารเบีย ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จะไม่ให้เสี่ยปั๊มใหญ่เครียดได้ยังไง ปีนี้ งบประมาณประเทศของซาอุ จะมีรายจ่ายมากกว่ารายรับเป็นครั้งแรก และจะต้องมีการตัดสวัสดิการของประชาชนที่เคยได้รับ ลดลงไปหลายรายการ โอกาสที่ความไม่สงบในประเทศจะเกิดขึ้น ก็น่าจะสูงขึ้น นอกจากนี้ ยังมีข่าวว่า ซาอุดิอารเบีย ยังคิดจะเฉือนเอาบางส่วนของหุ้น บริษัท Aramco ที่อ้างว่าเป็นของรัฐ (แต่อยู่ในความดูแลของราชวงศ์) ที่เป็นเจ้าของบ่อน้ำมันทั้งประเทศ ออกขายให้แก่ผู้ลงทุนทั่วไป เพื่อเอาเงินมาโปะงบประมาณที่ขาดดุลย์ เอาแค่ที่เล่ามานี้ก่อน ใครได้ประโยชน์ครับ อิหร่านได้เงิน ดูเหมือนประชาชนจะสบายขึ้น แต่จริงๆแล้วอิหร่านก็คงเอาไปซื้อของ ซื้อสินค้า รวมทั้งซื้ออาวุธ ที่อั้นมาสามสิบปี ถ้าอิหร่านซื้ออาวุธเพิ่ม ซาอุ จะยืนดูตาปริบๆอยู่เฉยๆไหม เสี่ยปั๊มใหญ่อยู่เฉยไม่ไหวหรอก มันก็ต้องซื้อแข่ง และที่ผ่านมา 2 ปี เพราะความประสาทกลัวอิหร่านนิวเคลียร์ดีลนี่แหละ เสี่ยปั้มใหญ่ ถึงเร่งซื้ออาวุธ ไว้แสดงแสนยานุภาพ จนงบเริ่มติดลบ ใครได้ประโยชน์ครับ จะมีใคร ก็อเมริกาที่ปั่นหัวไป ขายอาวุธไป เข้าแผนทุกทาง เอะ แล้วอเมริกาไม่ห่วงเรื่องนิวเคลียร์ของอิหร่านหรือ ต้องมีคนสงสัยแน่ อเมริกาคงไม่ห่วง เพราะอเมริกาไม่ได้เจรจาเรื่องนิวเคลียร์กับอิหร่าน เพื่อหวังให้อิหร่าน “เลิกสร้างอาวุธนิวเคลียร์ ” อเมริการู้นานแล้วว่า อิหร่านมีนิวเคลียร์ และก็คงไม่เลิกสร้าง แต่เรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่อเมริกาเป็นห่วงมากมาย อเมริกาหวัง หรือ ต้องการอย่างอื่นมากกว่า ที่อเมริกาหวัง หรือต้องการ คือ “เวลา” กับหวังให้อิหร่าน “เปิดประตูเมือง” ############### ตอน 4 (จบ) ถ้ายังจำกันได้ อเมริกาประกาศนโยบาย Pivot to Asia กลางปี ค.ศ.2012 ในที่ประชุมด้านความมั่นคงทั่วโลก Shangrila Dialogue ที่สิงคโปร์ว่า อเมริกาจะปรับกองกำลังของตัว ไปอยู่ที่เอเซียมากขึ้นเรื่อยๆ และในปี ค.ศ.2020 จะมีกองกำลังอยู่ในเอเซีย ถึงจำนวน 60% ของจำนวนกองกำลังของตนทั้งหมด ที่อยู่ต่างประเทศ มันเหมือนเป็นการบอกใบ้ว่า อเมริกายกให้จีน เป็น “ว่าที่” ศัตรูหมายเลขหนึ่ง และปี 2020 คงเป็นปีที่อเมริกาคาดว่า จะมีการเผชิญหน้ากับมังกรทะยานฟ้า ขณะเดียวกับที่อเมริกา ทำให้โลกเข้าใจว่า อเมริการะวังจีน อเมริกาก็มีแผนซ่อน เตรียมล่อหลอกรัสเซีย ที่อเมริกาถือเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งตลอดกาลด้วย อเมริกาเริ่มตั้งข้อสังเกต ตั้งแต่ประมาณปี ค.ศ.2005 ว่า ทั้งรัสเซียและจีนต่างโตเร็วเกินคาด และทั้ง 2 ประเทศ กำลังเร่งสร้างความมั่นคงของประเทศ รวมทั้งสร้างกองทัพอย่างเอาจริง มันคงใช้เวลาไม่นานมาก ที่จะทำให้ทั้ง 2 ประเทศ กลายเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของอเมริกา อเมริกาจึงปรับแผนของตัวมาตลอด อเมริกาวางแผนการทำลายรัสเซีย จากรอบนอก ด้วยการจัดเทศกาลอาหรับสปริง ที่สามารถสร้างความปั่นป่วนในตะวันออกกลางได้อย่างรุนแรง และความปั่นป่วนนั้น จะกระทบไปถึงรัสเซียด้วย ส่วนอิหร่านเป็นเป้าวงใน ถ้าเจาะดีๆให้ถึงข้างในอิหร่าน จะกระแทกรัสเซียได้ด้วย ไม่มีอะไรดีกว่าหาทางให้อิหร่านเปิดประตูบ้าน การสร้างความปั่นป่วนภายในประเทศ ย่อมง่ายกว่าการที่อเมริกาจะยกทัพเข้าไปเอง อาหรับสปริงเกิดได้ทุกแห่ง ทำไมจะเกิดในอิหร่านไม่ได้ การยกเลิกการแซงชั่น การทำให้ประชาชนมีความหวังว่าจะได้สบาย….หากความหวังนั้น สลายไป อิหร่านสปริง คงเกิดไม่ยาก…. ” เวลา” จึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับอเมริกา เพื่อบ่มให้ทั้งแผนใหญ่ และแผนเล็กของตัวเอง สุกทันการณ์ตามกำหนดเวลาที่ต้องการ ต้องไม่ช้าเกินไป และไม่เร็วเกินไป ถ้าจำกันได้ อเมริกา “ต่อเวลา” การเจรจานิวเคลียร์หลายครั้ง แต่ละครั้ง การเจรจาทำทีเหมือนจะล่ม แต่แล้วก็ไม่ล่ม ถ้าอเมริกาต้องการเล่นงานอิหร่านจริงๆ เรื่องการสร้างนิวเคลียร์ การเจรจาล่มไปนานแล้วครับ อิหร่านนิวเคลียร์ดีล จึงเป็นละครฉากใหญ่ ที่อเมริกาเล่นได้เฉียบขาดมาก แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า ผู้อื่นเล่นละครกันไม่เป็น หรือไม่รู้จักวิธีขัดขากลับ หมากระดับโลก เขาเดินกันลึกซึ้ง ใช้เวลานาน และมีการปรับชั้นเชิง ขัดขากันไปขัดขากันมาตลอดเวลา ไม่งั้นมังกรคงไม่เลือกไปท่องทะเลทรายยามหน้าขวานหน้าสิ่วแบบนี้ ถ้าเรามองชั้นเดียว แบบจอแบนและแคบ ก็คงเห็นภาพไม่ครบ… สวัสดีครับ
คนเล่านิทาน
22 ม.ค. 2559
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 681 มุมมอง 0 รีวิว
  • Behavioral Health Software: Supporting Modern Mental Health Care

    Behavioral health software is designed to support the delivery, management, and documentation of mental health and substance use care. As behavioral health services grow more complex, digital tools help providers organize information, coordinate care, and improve patient engagement. These platforms are used by clinics, hospitals, therapists, counselors, and community health organizations.

    At its core, behavioral health software centralizes patient data. Electronic records allow clinicians to document therapy sessions, assessments, diagnoses, and treatment plans in a structured and secure way. This improves continuity of care and ensures that relevant information is accessible when needed.



    Reference - https://www.marketresearchfuture.com/reports/behavioral-health-software-market-10827
    Behavioral Health Software: Supporting Modern Mental Health Care Behavioral health software is designed to support the delivery, management, and documentation of mental health and substance use care. As behavioral health services grow more complex, digital tools help providers organize information, coordinate care, and improve patient engagement. These platforms are used by clinics, hospitals, therapists, counselors, and community health organizations. At its core, behavioral health software centralizes patient data. Electronic records allow clinicians to document therapy sessions, assessments, diagnoses, and treatment plans in a structured and secure way. This improves continuity of care and ensures that relevant information is accessible when needed. Reference - https://www.marketresearchfuture.com/reports/behavioral-health-software-market-10827
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 291 มุมมอง 0 รีวิว
  • Virology Specimen Collection: Foundations of Accurate Viral Diagnosis

    Virology specimen collection is the first and most critical step in the detection and study of viral infections. Accurate laboratory results depend heavily on how well a specimen is collected, handled, and transported. Without proper collection techniques, even the most advanced diagnostic tools may produce unreliable outcomes.

    Specimens used in virology include blood, saliva, nasal swabs, throat swabs, urine, and tissue samples. The type of specimen collected depends on the suspected virus and the stage of infection. For respiratory viruses, nasal or nasopharyngeal swabs are commonly used, while blood samples are often required for systemic viral infections.

    ➤➤ Reference - https://www.marketresearchfuture.com/reports/virology-specimen-collection-market-10798
    Virology Specimen Collection: Foundations of Accurate Viral Diagnosis Virology specimen collection is the first and most critical step in the detection and study of viral infections. Accurate laboratory results depend heavily on how well a specimen is collected, handled, and transported. Without proper collection techniques, even the most advanced diagnostic tools may produce unreliable outcomes. Specimens used in virology include blood, saliva, nasal swabs, throat swabs, urine, and tissue samples. The type of specimen collected depends on the suspected virus and the stage of infection. For respiratory viruses, nasal or nasopharyngeal swabs are commonly used, while blood samples are often required for systemic viral infections. ➤➤ Reference - https://www.marketresearchfuture.com/reports/virology-specimen-collection-market-10798
    WWW.MARKETRESEARCHFUTURE.COM
    Virology Specimen Collection Market Size, Growth Report 2035
    Virology Specimen Collection Market share is projected to reach USD 11.34 Billion By 2035, at a 5.3 % CAGR by driving industry size, top company analysis, segments research, trends and forecast report 2025 to 2035 | MRFR
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 249 มุมมอง 0 รีวิว
  • 🩷 รวมข่าวจากเวบ TechRadar 🩷

    #รวมข่าวIT #20260113 #TechRadar

    แฮ็กเกอร์ไล่เจาะบริการ LLM ผ่านพร็อกซีผิดพลาด
    รายงานเผยว่ามีการโจมตีมากกว่า 91,000 ครั้งต่อระบบ AI ที่เปิดทิ้งไว้ โดยแฮ็กเกอร์พยายามหลอกให้เซิร์ฟเวอร์ “โทรกลับ” เพื่อหาช่องโหว่ รวมถึงการยิงคำสั่งจำนวนมากเพื่อสำรวจว่าระบบใช้โมเดลใดและตั้งค่าอย่างไร เหตุการณ์นี้สะท้อนว่าบริการ LLM ที่ตั้งค่าพร็อกซีผิดพลาดกำลังกลายเป็นเป้าหมายใหม่ของอาชญากรไซเบอร์อย่างจริงจัง
    https://www.techradar.com/pro/security/hackers-are-going-after-top-llm-services-by-cracking-misconfigured-proxies

    Cloudflare ขู่ถอนเซิร์ฟเวอร์ออกจากอิตาลีหลังโดนปรับ €14M
    Cloudflare ตอบโต้รัฐบาลอิตาลีอย่างดุเดือดหลังถูกปรับเพราะไม่เข้าร่วมระบบ “Piracy Shield” ที่บังคับให้ผู้ให้บริการ DNS บล็อกเว็บละเมิดลิขสิทธิ์ โดย CEO ระบุว่านี่เป็นการคุกคามเสรีภาพอินเทอร์เน็ต และอาจถึงขั้นถอนเซิร์ฟเวอร์ทั้งหมดออกจากประเทศ รวมถึงหยุดสนับสนุนงานโอลิมปิกฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง
    https://www.techradar.com/vpn/vpn-privacy-security/cloudflare-ceo-threatens-to-pull-servers-from-italy-after-agcoms-eur14m-fine

    Trend Micro ออกแพตช์ด่วนแก้ช่องโหว่ RCE รุนแรงใน Apex Central
    Trend Micro รีบปล่อยแพตช์สำคัญเพื่ออุดช่องโหว่ระดับวิกฤตที่เปิดทางให้แฮ็กเกอร์รันโค้ดจากระยะไกลได้โดยไม่ต้องยืนยันตัวตน ช่องโหว่นี้เกิดจากการโหลด DLL ที่ผู้โจมตีควบคุมได้ ทำให้ผู้ใช้ถูกแนะนำให้รีบอัปเดตทันทีเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจถูกเจาะระบบ
    https://www.techradar.com/pro/security/trend-micro-releases-critical-security-fixes-for-apex-central-rce-so-patch-now

    Discord ใช้งานไม่ได้ในอียิปต์ ผู้ใช้แห่สมัคร Proton VPN พุ่ง 103%
    ผู้ใช้อียิปต์พบว่า Discord ถูกบล็อกแบบกะทันหันทั่วประเทศ ทำให้เกิดกระแสใช้งาน VPN เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดย Proton VPN รายงานว่ามีผู้สมัครใช้งานฟรีเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว เหตุการณ์นี้สะท้อนแนวโน้มการควบคุมแพลตฟอร์มสื่อสารในภูมิภาค MENA ที่เข้มงวดขึ้นเรื่อย ๆ
    https://www.techradar.com/vpn/vpn-privacy-security/discord-stopped-working-in-egypt-and-proton-vpn-records-massive-usage-spike

    Lego อาจออกชุด iMac G3 รุ่นคลาสสิกเอาใจสายเรโทร
    โปรเจกต์ Lego iMac G3 ที่สร้างจากตัวต่อกว่า 700 ชิ้นกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อผลิตจริง โดยดีไซน์จำลองเครื่อง iMac รุ่นปี 1998 พร้อมฝาโปร่งใสและรายละเอียดภายในครบถ้วน ทำให้แฟน Apple ยุค 90s ต่างลุ้นให้ชุดนี้ผ่านการอนุมัติและวางขายจริง
    https://www.techradar.com/computing/a-lego-version-of-the-original-imac-g3-could-be-in-the-works-and-it-looks-like-90s-nostalgia-gold

    อุปกรณ์เสริม DJI ราคา $14 ที่สายถ่ายวิดีโอควรมี
    อุปกรณ์ DJI Mic Series Mobile Receiver กลายเป็นตัวช่วยสำคัญสำหรับคนถ่ายวิดีโอด้วยมือถือ เพราะแก้ปัญหาคุณภาพเสียง Bluetooth ที่แย่ การต่ออุปกรณ์ที่เกะกะ และยังเพิ่มความสะดวกด้วยการจ่ายไฟผ่านมือถือ พร้อมช่องชาร์จแบบ passthrough ใช้งานได้ทั้งกับ DJI Mic 2, Mic 3 และ Mini รวมถึงกล้องแอ็กชันรุ่นเก่าอย่าง Action 2 ทำให้การถ่ายวิดีโอคล่องตัวขึ้นมากในราคาเพียง $14 เท่านั้น
    https://www.techradar.com/cameras/camera-accessories/this-usd14-dji-accessory-is-a-vlogging-and-action-cam-essential-heres-why

    AI อังกฤษเตือน: ไม่มีบริษัทไหนหยุดภาพล่อแหลมจาก AI ได้จริง
    CEO ของ Locai Labs ระบุว่าไม่มีโมเดล AI ใดปลอดภัยพอที่จะป้องกันการสร้างภาพไม่เหมาะสมได้ 100% พร้อมประกาศแบนผู้ใช้อายุต่ำกว่า 18 ปีและงดให้บริการสร้างภาพจนกว่าจะมั่นใจเรื่องความปลอดภัย ขณะที่หน่วยงานกำกับดูแลในสหราชอาณาจักรเริ่มสอบสวน Grok ของ Elon Musk หลังพบการนำไปใช้สร้างภาพไม่เหมาะสมของผู้หญิงและเด็ก สะท้อนความท้าทายด้านจริยธรรมและความปลอดภัยของ AI ในยุคปัจจุบัน
    https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/no-company-can-stop-nude-ai-images-but-were-the-only-ones-being-honest-about-it-british-ai-rival-to-chatgpt-bans-under-18s-and-refuses-image-generation-over-safety-concerns

    Meta ลบกว่า 500,000 บัญชีวัยรุ่นออสเตรเลีย หลังกฎหมายแบนเด็กต่ำกว่า 16 ใช้โซเชียล
    หลังออสเตรเลียออกกฎหมายแบนผู้ใช้อายุต่ำกว่า 16 ปีบนโซเชียลมีเดีย Meta ลบไปแล้วกว่า 544,000 บัญชีจาก Facebook, Instagram และ Threads แม้จะปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ Meta ย้ำว่าวิธีที่ดีกว่าคือระบบยืนยันอายุระดับร้านแอป เพื่อป้องกันเด็กย้ายไปใช้แพลตฟอร์มที่ควบคุมยากกว่า พร้อมผลักดันมาตรฐานกลางผ่านโครงการ OpenAge Initiative
    https://www.techradar.com/computing/social-media/meta-wipes-over-500-000-australian-teen-accounts-in-a-single-week-but-says-world-first-social-media-crackdown-is-failing

    คู่มือดูถ่ายทอดสดโอลิมปิกฤดูหนาว 2026 แบบครบจบในที่เดียว
    มหกรรมกีฬา Winter Olympics Milano Cortina 2026 เตรียมเปิดฉากในอิตาลี โดยมีทั้งสกี สเก็ต ฮอกกี้ และกีฬาฤดูหนาวอีกมากมาย พร้อมดาวเด่นอย่าง Lindsay Vonn และ Ilia Malinin ที่แฟนกีฬาจับตา การรับชมทำได้ฟรีในหลายประเทศ เช่น BBC iPlayer, CBC Gem, 9Now และ RTE Player รวมถึงตัวเลือกสตรีมมิงอื่น ๆ พร้อมตารางแข่งขันแบบละเอียดสำหรับผู้ชมทั่วโลก
    https://www.techradar.com/how-to-watch/sport/winter-olympics-2026-live-stream-milano-cortina-2026

    ข่าวดีสำหรับคนไม่ปลื้ม Copilot: ผู้ดูแลระบบเริ่มลบแอปออกจากเครื่องงานได้แล้ว
    Windows 11 Insider Preview ล่าสุดเพิ่มนโยบายให้ผู้ดูแลระบบในองค์กรสามารถลบแอป Copilot เวอร์ชันฟรีออกจากอุปกรณ์ได้ แม้ฟีเจอร์บางส่วนยังคงอยู่และลบได้เฉพาะในเครื่องที่มี Copilot แบบสมัครสมาชิกติดตั้งร่วมกันเท่านั้น การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนความพยายามของ Microsoft ในการจัดระเบียบระบบมากกว่าการถอยจากการผลักดัน AI อย่างเต็มตัว
    https://www.techradar.com/pro/good-news-copilot-haters-some-of-you-will-be-able-to-disable-the-ai-tool-on-your-work-device-at-last

    ฐานข้อมูลเว็บแฮ็กเกอร์ BreachForums ถูกเจาะ ข้อมูลผู้ใช้กว่า 3 แสนรายหลุด
    ชุมชนแฮ็กเกอร์ชื่อดัง BreachForums กลายเป็นเหยื่อเสียเองเมื่อมีการเผยแพร่ฐานข้อมูลสมาชิกกว่า 323,000 ราย รวมถึงชื่อผู้ใช้ วันที่สมัคร และ IP address โดยกว่า 70,000 รายเป็น IP จริงที่อาจระบุตัวบุคคลได้ แม้ผู้ดูแลยืนยันว่าเป็นข้อมูลเก่าจากช่วงกู้ระบบในปี 2025 แต่ก็ยังไม่ชัดเจนว่าใครเป็นผู้นำข้อมูลออกมา ขณะที่กลุ่ม ShinyHunters ปฏิเสธการเกี่ยวข้องทั้งหมด
    https://www.techradar.com/pro/security/hacking-hub-breachforums-hit-by-data-breach-324-000-accounts-exposed

    นักพัฒนาไม่เชื่อใจโค้ดจาก AI แต่ครึ่งหนึ่งก็ยังไม่ตรวจทาน
    ผลสำรวจเผยว่า 96% ของนักพัฒนาไม่เชื่อว่าโค้ดที่ AI สร้างจะถูกต้องเสมอ แต่กว่า 52% กลับยอมรับว่าไม่ได้ตรวจสอบโค้ดทุกครั้งก่อนใช้งาน แม้ปัจจุบันโค้ดที่สร้างโดย AI จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและถูกนำไปใช้ในงานสำคัญมากขึ้น ทำให้ความเสี่ยงด้านบั๊กและช่องโหว่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยหลายคนยังใช้บัญชีส่วนตัวเข้าถึง AI ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงข้อมูลรั่วไหลอีกชั้นหนึ่ง
    https://www.techradar.com/pro/devs-dont-trust-ai-code-but-many-say-they-still-dont-check-it-anyways

    Apple ยอมรับพลัง AI ของ Google และเตรียมใช้ Gemini ขับเคลื่อน Siri รุ่นใหม่
    Apple และ Google ประกาศความร่วมมือครั้งใหญ่ โดย Siri เวอร์ชันใหม่และโมเดล AI หลักของ Apple จะทำงานบนเทคโนโลยี Gemini ของ Google หลัง Apple ยอมรับว่า AI ของ Google มีความสามารถเหนือกว่าในตอนนี้ การเปลี่ยนแปลงนี้อาจช่วยให้ Siri กลับมาแข่งขันได้อีกครั้งหลังล่าช้ามาหลายปี แต่ยังต้องรอดูว่าผู้ใช้จะได้สัมผัส Siri รุ่นใหม่จริงเมื่อใด
    https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/apple-intelligence/apple-gives-up-and-lets-google-take-the-ai-wheel-gemini-will-officially-power-siris-big-ai-upgrade-this-year

    อิหร่านถูกตัดอินเทอร์เน็ตกว่า 96 ชั่วโมง ท่ามกลางการประท้วงทั่วประเทศ
    อิหร่านเข้าสู่ภาวะมืดสนิททางดิจิทัลเป็นวันที่ห้า หลังรัฐบาลตัดอินเทอร์เน็ตทั้งประเทศเพื่อตอบโต้การประท้วงครั้งใหญ่ ส่งผลให้ประชาชนกว่า 90 ล้านคนไม่สามารถใช้งานอินเทอร์เน็ต โทรศัพท์ หรือข้อมูลมือถือได้ แม้ Starlink บางพื้นที่ยังพอใช้งานได้ แต่ก็ถูกแทรกแซงอย่างหนัก ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกเรียกร้องให้รัฐบาลอิหร่านคืนการเชื่อมต่อทันที เพราะนี่คือการ “ตัดประเทศออกจากโลก” อย่างแท้จริง
    https://www.techradar.com/vpn/vpn-privacy-security/iranians-offline-for-over-90-hours-as-digital-blackout-continues-for-fifth-day-heres-everything-we-know

    ChatGPT เตรียมเพิ่มฟีเจอร์ Jobs ช่วยหางาน–อัปสกิล–เตรียมตัวสมัครงาน
    OpenAI ถูกพบว่ากำลังทดสอบฟีเจอร์ใหม่ชื่อ ChatGPT Jobs ซึ่งจะช่วยผู้ใช้ค้นหางาน เขียนเรซูเม่ แนะนำทักษะที่ควรพัฒนา และเปรียบเทียบโอกาสงานตามเป้าหมายของแต่ละคน โดยอาจทำงานคล้ายแดชบอร์ด Health ที่เพิ่งเปิดตัวก่อนหน้า ฟีเจอร์นี้สอดคล้องกับโครงการ OpenAI Certifications ที่ตั้งเป้ายกระดับทักษะแรงงานกว่า 10 ล้านคนภายในปี 2030
    https://www.techradar.com/pro/openais-new-tool-will-see-chatgpt-try-and-help-you-find-a-new-job

    GPU สายพันธุ์ใหม่ท้าชน Nvidia/AMD ด้วยสถาปัตยกรรม RISC‑V
    Bolt Graphics เดินหน้าพัฒนา Zeus GPU ที่ใช้ RISC‑V เป็นแกนหลักเพื่อท้าชนยักษ์ใหญ่อย่าง Nvidia และ AMD โดยชูจุดเด่นด้านการประมวลผล AI, path tracing และการทำงานแบบสแตนด์อโลนที่รัน Linux ได้ในตัว พร้อมรองรับ CUDA บน RISC‑V ซึ่งช่วยลดกำแพงซอฟต์แวร์ และยังรองรับ Vulkan, DirectX 12 และเอนจินยอดนิยมหลายตัว ทำให้เป็นอีกผู้เล่นที่น่าจับตาในตลาดเร่งความเร็ว AI ที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
    https://www.techradar.com/pro/plucky-startup-bolt-graphics-still-wants-to-use-risc-v-to-compete-with-nvidia-amd-in-ai-and-beyond-and-given-cudas-port-on-risc-v-there-may-be-something-there

    AI ผู้ช่วยแพทย์คนใหม่ Claude for Health
    Anthropic เปิดตัว Claude for Healthcare ที่ช่วยผู้ใช้และบุคลากรทางการแพทย์ตีความผลตรวจสุขภาพ อธิบายข้อมูลทางการแพทย์ให้เข้าใจง่าย และลดภาระงานเอกสาร เช่น prior authorization และการตรวจสอบข้อมูลประกัน โดยระบบออกแบบให้เป็นแบบ opt‑in และเน้นความเป็นส่วนตัว ทำให้ AI กลายเป็นผู้ช่วยที่ช่วยให้ทั้งคนไข้และแพทย์ทำงานได้คล่องตัวขึ้น
    https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/claude-just-joined-your-healthcare-team-and-might-be-ready-to-help-your-doctor-help-you

    RTX 5090 ProArt รุ่นใหม่พร้อมพอร์ตหูฟังสุดเซอร์ไพรส์
    Asus เปิดตัว ProArt RTX 5090 ที่เน้นกลุ่มครีเอเตอร์ด้วยดีไซน์บางกว่าเรือธงทั่วไป ใช้สถาปัตยกรรม Blackwell พร้อม 32GB GDDR7 และพลัง AI TOPs สูงลิ่ว จุดเด่นที่สะดุดตาคือมีช่องเสียบหูฟัง 2.5 มม. บนการ์ดจอ รวมถึงพอร์ต USB‑C สำหรับจอพกพา ถือเป็นการ์ดจอที่ผสมความแรงกับความยืดหยุ่นด้านการใช้งานได้อย่างน่าสนใจ
    https://www.techradar.com/pro/nvidias-latest-rtx-5090-gpu-card-has-an-audio-jack-yes-a-headphone-socket-on-a-video-card-but-no-wooden-trim-or-ssd-like-its-predecessor

    ยุคของ TLC/QLC ครองตลาด SSD เมื่อ MLC ถอยสู่ตลาดเฉพาะทาง
    รายงานจาก TrendForce ระบุว่า MLC NAND กำลังหายไปจากตลาดหลัก เนื่องจากผู้ผลิตรายใหญ่ทยอยเลิกผลิตและหันไปลงทุนใน TLC และ QLC ที่ตอบโจทย์ความต้องการความจุสูงและงาน AI มากกว่า ทำให้ MLC เหลือบทบาทในอุตสาหกรรมเฉพาะ เช่น ยานยนต์ อุปกรณ์การแพทย์ และระบบเครือข่าย ขณะที่ PLC ยังห่างไกลจากการใช้งานจริงจนกว่าจะถึงยุค SSD ระดับเพตะไบต์
    https://www.techradar.com/pro/bye-bye-mlc-qlc-and-tlc-to-be-dominant-ssd-technologies-amidst-ai-ravenous-appetite-for-nand-and-plc-wont-probably-happen-till-the-era-of-petabyte-ssds

    Lenovo Yoga Pro 27UD‑10 จอ QD‑OLED พร้อมเว็บแคม 4K ถอดได้
    Lenovo เปิดตัวจอ Yoga Pro 27UD‑10 ที่มาพร้อม QD‑OLED ความละเอียด 4K รีเฟรชเรต 120Hz จุดขายคือเว็บแคม 4K แบบถอดได้พร้อมไมค์ 4 ตัว รองรับ Dolby Vision และ Dolby Atmos รวมถึง USB4 ที่จ่ายไฟได้ 140W และฟีเจอร์ Color Sync ที่ทำงานร่วมกับโน้ตบุ๊ก Lenovo บางรุ่น ทำให้เป็นจอระดับพรีเมียมที่ตอบโจทย์งานสร้างสรรค์และการประชุมออนไลน์
    https://www.techradar.com/pro/this-lenovo-monitor-has-six-speakers-and-is-the-only-windows-pc-monitor-with-dolby-atmos-and-dolby-vision-and-it-even-has-a-4k-detachable-webcam
    📌📡🩷 รวมข่าวจากเวบ TechRadar 🩷📡📌 #รวมข่าวIT #20260113 #TechRadar 🔐 แฮ็กเกอร์ไล่เจาะบริการ LLM ผ่านพร็อกซีผิดพลาด รายงานเผยว่ามีการโจมตีมากกว่า 91,000 ครั้งต่อระบบ AI ที่เปิดทิ้งไว้ โดยแฮ็กเกอร์พยายามหลอกให้เซิร์ฟเวอร์ “โทรกลับ” เพื่อหาช่องโหว่ รวมถึงการยิงคำสั่งจำนวนมากเพื่อสำรวจว่าระบบใช้โมเดลใดและตั้งค่าอย่างไร เหตุการณ์นี้สะท้อนว่าบริการ LLM ที่ตั้งค่าพร็อกซีผิดพลาดกำลังกลายเป็นเป้าหมายใหม่ของอาชญากรไซเบอร์อย่างจริงจัง 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/hackers-are-going-after-top-llm-services-by-cracking-misconfigured-proxies ⚖️ Cloudflare ขู่ถอนเซิร์ฟเวอร์ออกจากอิตาลีหลังโดนปรับ €14M Cloudflare ตอบโต้รัฐบาลอิตาลีอย่างดุเดือดหลังถูกปรับเพราะไม่เข้าร่วมระบบ “Piracy Shield” ที่บังคับให้ผู้ให้บริการ DNS บล็อกเว็บละเมิดลิขสิทธิ์ โดย CEO ระบุว่านี่เป็นการคุกคามเสรีภาพอินเทอร์เน็ต และอาจถึงขั้นถอนเซิร์ฟเวอร์ทั้งหมดออกจากประเทศ รวมถึงหยุดสนับสนุนงานโอลิมปิกฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง 🔗 https://www.techradar.com/vpn/vpn-privacy-security/cloudflare-ceo-threatens-to-pull-servers-from-italy-after-agcoms-eur14m-fine 🛡️ Trend Micro ออกแพตช์ด่วนแก้ช่องโหว่ RCE รุนแรงใน Apex Central Trend Micro รีบปล่อยแพตช์สำคัญเพื่ออุดช่องโหว่ระดับวิกฤตที่เปิดทางให้แฮ็กเกอร์รันโค้ดจากระยะไกลได้โดยไม่ต้องยืนยันตัวตน ช่องโหว่นี้เกิดจากการโหลด DLL ที่ผู้โจมตีควบคุมได้ ทำให้ผู้ใช้ถูกแนะนำให้รีบอัปเดตทันทีเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจถูกเจาะระบบ 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/trend-micro-releases-critical-security-fixes-for-apex-central-rce-so-patch-now 🚫 Discord ใช้งานไม่ได้ในอียิปต์ ผู้ใช้แห่สมัคร Proton VPN พุ่ง 103% ผู้ใช้อียิปต์พบว่า Discord ถูกบล็อกแบบกะทันหันทั่วประเทศ ทำให้เกิดกระแสใช้งาน VPN เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดย Proton VPN รายงานว่ามีผู้สมัครใช้งานฟรีเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว เหตุการณ์นี้สะท้อนแนวโน้มการควบคุมแพลตฟอร์มสื่อสารในภูมิภาค MENA ที่เข้มงวดขึ้นเรื่อย ๆ 🔗 https://www.techradar.com/vpn/vpn-privacy-security/discord-stopped-working-in-egypt-and-proton-vpn-records-massive-usage-spike 🧱 Lego อาจออกชุด iMac G3 รุ่นคลาสสิกเอาใจสายเรโทร โปรเจกต์ Lego iMac G3 ที่สร้างจากตัวต่อกว่า 700 ชิ้นกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อผลิตจริง โดยดีไซน์จำลองเครื่อง iMac รุ่นปี 1998 พร้อมฝาโปร่งใสและรายละเอียดภายในครบถ้วน ทำให้แฟน Apple ยุค 90s ต่างลุ้นให้ชุดนี้ผ่านการอนุมัติและวางขายจริง 🔗 https://www.techradar.com/computing/a-lego-version-of-the-original-imac-g3-could-be-in-the-works-and-it-looks-like-90s-nostalgia-gold 📸 อุปกรณ์เสริม DJI ราคา $14 ที่สายถ่ายวิดีโอควรมี อุปกรณ์ DJI Mic Series Mobile Receiver กลายเป็นตัวช่วยสำคัญสำหรับคนถ่ายวิดีโอด้วยมือถือ เพราะแก้ปัญหาคุณภาพเสียง Bluetooth ที่แย่ การต่ออุปกรณ์ที่เกะกะ และยังเพิ่มความสะดวกด้วยการจ่ายไฟผ่านมือถือ พร้อมช่องชาร์จแบบ passthrough ใช้งานได้ทั้งกับ DJI Mic 2, Mic 3 และ Mini รวมถึงกล้องแอ็กชันรุ่นเก่าอย่าง Action 2 ทำให้การถ่ายวิดีโอคล่องตัวขึ้นมากในราคาเพียง $14 เท่านั้น 🔗 https://www.techradar.com/cameras/camera-accessories/this-usd14-dji-accessory-is-a-vlogging-and-action-cam-essential-heres-why ⚠️ AI อังกฤษเตือน: ไม่มีบริษัทไหนหยุดภาพล่อแหลมจาก AI ได้จริง CEO ของ Locai Labs ระบุว่าไม่มีโมเดล AI ใดปลอดภัยพอที่จะป้องกันการสร้างภาพไม่เหมาะสมได้ 100% พร้อมประกาศแบนผู้ใช้อายุต่ำกว่า 18 ปีและงดให้บริการสร้างภาพจนกว่าจะมั่นใจเรื่องความปลอดภัย ขณะที่หน่วยงานกำกับดูแลในสหราชอาณาจักรเริ่มสอบสวน Grok ของ Elon Musk หลังพบการนำไปใช้สร้างภาพไม่เหมาะสมของผู้หญิงและเด็ก สะท้อนความท้าทายด้านจริยธรรมและความปลอดภัยของ AI ในยุคปัจจุบัน 🔗 https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/no-company-can-stop-nude-ai-images-but-were-the-only-ones-being-honest-about-it-british-ai-rival-to-chatgpt-bans-under-18s-and-refuses-image-generation-over-safety-concerns 🧹 Meta ลบกว่า 500,000 บัญชีวัยรุ่นออสเตรเลีย หลังกฎหมายแบนเด็กต่ำกว่า 16 ใช้โซเชียล หลังออสเตรเลียออกกฎหมายแบนผู้ใช้อายุต่ำกว่า 16 ปีบนโซเชียลมีเดีย Meta ลบไปแล้วกว่า 544,000 บัญชีจาก Facebook, Instagram และ Threads แม้จะปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ Meta ย้ำว่าวิธีที่ดีกว่าคือระบบยืนยันอายุระดับร้านแอป เพื่อป้องกันเด็กย้ายไปใช้แพลตฟอร์มที่ควบคุมยากกว่า พร้อมผลักดันมาตรฐานกลางผ่านโครงการ OpenAge Initiative 🔗 https://www.techradar.com/computing/social-media/meta-wipes-over-500-000-australian-teen-accounts-in-a-single-week-but-says-world-first-social-media-crackdown-is-failing 🏂 คู่มือดูถ่ายทอดสดโอลิมปิกฤดูหนาว 2026 แบบครบจบในที่เดียว มหกรรมกีฬา Winter Olympics Milano Cortina 2026 เตรียมเปิดฉากในอิตาลี โดยมีทั้งสกี สเก็ต ฮอกกี้ และกีฬาฤดูหนาวอีกมากมาย พร้อมดาวเด่นอย่าง Lindsay Vonn และ Ilia Malinin ที่แฟนกีฬาจับตา การรับชมทำได้ฟรีในหลายประเทศ เช่น BBC iPlayer, CBC Gem, 9Now และ RTE Player รวมถึงตัวเลือกสตรีมมิงอื่น ๆ พร้อมตารางแข่งขันแบบละเอียดสำหรับผู้ชมทั่วโลก 🔗 https://www.techradar.com/how-to-watch/sport/winter-olympics-2026-live-stream-milano-cortina-2026 💻 ข่าวดีสำหรับคนไม่ปลื้ม Copilot: ผู้ดูแลระบบเริ่มลบแอปออกจากเครื่องงานได้แล้ว Windows 11 Insider Preview ล่าสุดเพิ่มนโยบายให้ผู้ดูแลระบบในองค์กรสามารถลบแอป Copilot เวอร์ชันฟรีออกจากอุปกรณ์ได้ แม้ฟีเจอร์บางส่วนยังคงอยู่และลบได้เฉพาะในเครื่องที่มี Copilot แบบสมัครสมาชิกติดตั้งร่วมกันเท่านั้น การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนความพยายามของ Microsoft ในการจัดระเบียบระบบมากกว่าการถอยจากการผลักดัน AI อย่างเต็มตัว 🔗 https://www.techradar.com/pro/good-news-copilot-haters-some-of-you-will-be-able-to-disable-the-ai-tool-on-your-work-device-at-last 🕵️‍♂️ ฐานข้อมูลเว็บแฮ็กเกอร์ BreachForums ถูกเจาะ ข้อมูลผู้ใช้กว่า 3 แสนรายหลุด ชุมชนแฮ็กเกอร์ชื่อดัง BreachForums กลายเป็นเหยื่อเสียเองเมื่อมีการเผยแพร่ฐานข้อมูลสมาชิกกว่า 323,000 ราย รวมถึงชื่อผู้ใช้ วันที่สมัคร และ IP address โดยกว่า 70,000 รายเป็น IP จริงที่อาจระบุตัวบุคคลได้ แม้ผู้ดูแลยืนยันว่าเป็นข้อมูลเก่าจากช่วงกู้ระบบในปี 2025 แต่ก็ยังไม่ชัดเจนว่าใครเป็นผู้นำข้อมูลออกมา ขณะที่กลุ่ม ShinyHunters ปฏิเสธการเกี่ยวข้องทั้งหมด 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/hacking-hub-breachforums-hit-by-data-breach-324-000-accounts-exposed 👨‍💻 นักพัฒนาไม่เชื่อใจโค้ดจาก AI แต่ครึ่งหนึ่งก็ยังไม่ตรวจทาน ผลสำรวจเผยว่า 96% ของนักพัฒนาไม่เชื่อว่าโค้ดที่ AI สร้างจะถูกต้องเสมอ แต่กว่า 52% กลับยอมรับว่าไม่ได้ตรวจสอบโค้ดทุกครั้งก่อนใช้งาน แม้ปัจจุบันโค้ดที่สร้างโดย AI จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและถูกนำไปใช้ในงานสำคัญมากขึ้น ทำให้ความเสี่ยงด้านบั๊กและช่องโหว่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยหลายคนยังใช้บัญชีส่วนตัวเข้าถึง AI ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงข้อมูลรั่วไหลอีกชั้นหนึ่ง 🔗 https://www.techradar.com/pro/devs-dont-trust-ai-code-but-many-say-they-still-dont-check-it-anyways 🍏 Apple ยอมรับพลัง AI ของ Google และเตรียมใช้ Gemini ขับเคลื่อน Siri รุ่นใหม่ Apple และ Google ประกาศความร่วมมือครั้งใหญ่ โดย Siri เวอร์ชันใหม่และโมเดล AI หลักของ Apple จะทำงานบนเทคโนโลยี Gemini ของ Google หลัง Apple ยอมรับว่า AI ของ Google มีความสามารถเหนือกว่าในตอนนี้ การเปลี่ยนแปลงนี้อาจช่วยให้ Siri กลับมาแข่งขันได้อีกครั้งหลังล่าช้ามาหลายปี แต่ยังต้องรอดูว่าผู้ใช้จะได้สัมผัส Siri รุ่นใหม่จริงเมื่อใด 🔗 https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/apple-intelligence/apple-gives-up-and-lets-google-take-the-ai-wheel-gemini-will-officially-power-siris-big-ai-upgrade-this-year 🚫 อิหร่านถูกตัดอินเทอร์เน็ตกว่า 96 ชั่วโมง ท่ามกลางการประท้วงทั่วประเทศ อิหร่านเข้าสู่ภาวะมืดสนิททางดิจิทัลเป็นวันที่ห้า หลังรัฐบาลตัดอินเทอร์เน็ตทั้งประเทศเพื่อตอบโต้การประท้วงครั้งใหญ่ ส่งผลให้ประชาชนกว่า 90 ล้านคนไม่สามารถใช้งานอินเทอร์เน็ต โทรศัพท์ หรือข้อมูลมือถือได้ แม้ Starlink บางพื้นที่ยังพอใช้งานได้ แต่ก็ถูกแทรกแซงอย่างหนัก ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกเรียกร้องให้รัฐบาลอิหร่านคืนการเชื่อมต่อทันที เพราะนี่คือการ “ตัดประเทศออกจากโลก” อย่างแท้จริง 🔗 https://www.techradar.com/vpn/vpn-privacy-security/iranians-offline-for-over-90-hours-as-digital-blackout-continues-for-fifth-day-heres-everything-we-know 💼 ChatGPT เตรียมเพิ่มฟีเจอร์ Jobs ช่วยหางาน–อัปสกิล–เตรียมตัวสมัครงาน OpenAI ถูกพบว่ากำลังทดสอบฟีเจอร์ใหม่ชื่อ ChatGPT Jobs ซึ่งจะช่วยผู้ใช้ค้นหางาน เขียนเรซูเม่ แนะนำทักษะที่ควรพัฒนา และเปรียบเทียบโอกาสงานตามเป้าหมายของแต่ละคน โดยอาจทำงานคล้ายแดชบอร์ด Health ที่เพิ่งเปิดตัวก่อนหน้า ฟีเจอร์นี้สอดคล้องกับโครงการ OpenAI Certifications ที่ตั้งเป้ายกระดับทักษะแรงงานกว่า 10 ล้านคนภายในปี 2030 🔗 https://www.techradar.com/pro/openais-new-tool-will-see-chatgpt-try-and-help-you-find-a-new-job ⚡ GPU สายพันธุ์ใหม่ท้าชน Nvidia/AMD ด้วยสถาปัตยกรรม RISC‑V Bolt Graphics เดินหน้าพัฒนา Zeus GPU ที่ใช้ RISC‑V เป็นแกนหลักเพื่อท้าชนยักษ์ใหญ่อย่าง Nvidia และ AMD โดยชูจุดเด่นด้านการประมวลผล AI, path tracing และการทำงานแบบสแตนด์อโลนที่รัน Linux ได้ในตัว พร้อมรองรับ CUDA บน RISC‑V ซึ่งช่วยลดกำแพงซอฟต์แวร์ และยังรองรับ Vulkan, DirectX 12 และเอนจินยอดนิยมหลายตัว ทำให้เป็นอีกผู้เล่นที่น่าจับตาในตลาดเร่งความเร็ว AI ที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว 🔗 https://www.techradar.com/pro/plucky-startup-bolt-graphics-still-wants-to-use-risc-v-to-compete-with-nvidia-amd-in-ai-and-beyond-and-given-cudas-port-on-risc-v-there-may-be-something-there 🏥 AI ผู้ช่วยแพทย์คนใหม่ Claude for Health Anthropic เปิดตัว Claude for Healthcare ที่ช่วยผู้ใช้และบุคลากรทางการแพทย์ตีความผลตรวจสุขภาพ อธิบายข้อมูลทางการแพทย์ให้เข้าใจง่าย และลดภาระงานเอกสาร เช่น prior authorization และการตรวจสอบข้อมูลประกัน โดยระบบออกแบบให้เป็นแบบ opt‑in และเน้นความเป็นส่วนตัว ทำให้ AI กลายเป็นผู้ช่วยที่ช่วยให้ทั้งคนไข้และแพทย์ทำงานได้คล่องตัวขึ้น 🔗 https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/claude-just-joined-your-healthcare-team-and-might-be-ready-to-help-your-doctor-help-you 🎨 RTX 5090 ProArt รุ่นใหม่พร้อมพอร์ตหูฟังสุดเซอร์ไพรส์ Asus เปิดตัว ProArt RTX 5090 ที่เน้นกลุ่มครีเอเตอร์ด้วยดีไซน์บางกว่าเรือธงทั่วไป ใช้สถาปัตยกรรม Blackwell พร้อม 32GB GDDR7 และพลัง AI TOPs สูงลิ่ว จุดเด่นที่สะดุดตาคือมีช่องเสียบหูฟัง 2.5 มม. บนการ์ดจอ รวมถึงพอร์ต USB‑C สำหรับจอพกพา ถือเป็นการ์ดจอที่ผสมความแรงกับความยืดหยุ่นด้านการใช้งานได้อย่างน่าสนใจ 🔗 https://www.techradar.com/pro/nvidias-latest-rtx-5090-gpu-card-has-an-audio-jack-yes-a-headphone-socket-on-a-video-card-but-no-wooden-trim-or-ssd-like-its-predecessor 💾 ยุคของ TLC/QLC ครองตลาด SSD เมื่อ MLC ถอยสู่ตลาดเฉพาะทาง รายงานจาก TrendForce ระบุว่า MLC NAND กำลังหายไปจากตลาดหลัก เนื่องจากผู้ผลิตรายใหญ่ทยอยเลิกผลิตและหันไปลงทุนใน TLC และ QLC ที่ตอบโจทย์ความต้องการความจุสูงและงาน AI มากกว่า ทำให้ MLC เหลือบทบาทในอุตสาหกรรมเฉพาะ เช่น ยานยนต์ อุปกรณ์การแพทย์ และระบบเครือข่าย ขณะที่ PLC ยังห่างไกลจากการใช้งานจริงจนกว่าจะถึงยุค SSD ระดับเพตะไบต์ 🔗 https://www.techradar.com/pro/bye-bye-mlc-qlc-and-tlc-to-be-dominant-ssd-technologies-amidst-ai-ravenous-appetite-for-nand-and-plc-wont-probably-happen-till-the-era-of-petabyte-ssds 🖥️ Lenovo Yoga Pro 27UD‑10 จอ QD‑OLED พร้อมเว็บแคม 4K ถอดได้ Lenovo เปิดตัวจอ Yoga Pro 27UD‑10 ที่มาพร้อม QD‑OLED ความละเอียด 4K รีเฟรชเรต 120Hz จุดขายคือเว็บแคม 4K แบบถอดได้พร้อมไมค์ 4 ตัว รองรับ Dolby Vision และ Dolby Atmos รวมถึง USB4 ที่จ่ายไฟได้ 140W และฟีเจอร์ Color Sync ที่ทำงานร่วมกับโน้ตบุ๊ก Lenovo บางรุ่น ทำให้เป็นจอระดับพรีเมียมที่ตอบโจทย์งานสร้างสรรค์และการประชุมออนไลน์ 🔗 https://www.techradar.com/pro/this-lenovo-monitor-has-six-speakers-and-is-the-only-windows-pc-monitor-with-dolby-atmos-and-dolby-vision-and-it-even-has-a-4k-detachable-webcam
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 992 มุมมอง 0 รีวิว
  • 🩷 รวมข่าวจากเวบ SecurityOnline 🩷

    #รวมข่าวIT #20260113 #securityonline

    ช่องโหว่ร้ายแรง Advantech เปิดช่องให้โจมตี IoT (CVE-2025-52694)
    ช่องโหว่ SQL Injection ระดับวิกฤตคะแนนเต็ม 10 ทำให้อุปกรณ์ IoT ของ Advantech เสี่ยงถูกเจาะโดยไม่ต้องล็อกอิน ผู้โจมตีสามารถสั่งฐานข้อมูล แก้ไขค่าระบบ หรือยึดโครงสร้าง IoT ได้ทันที โดยกระทบหลายผลิตภัณฑ์เวอร์ชันเก่าและต้องอัปเดตด่วนผ่านการติดต่อซัพพอร์ตหรือดาวน์โหลดแพตช์ตามรุ่นที่ใช้
    https://securityonline.info/cve-2025-52694-cvss-10-critical-advantech-sql-injection-exposes-iot-devices

    สวิตช์ Moxa เสี่ยงถูกโจมตีผ่าน OpenSSH RCE (CVSS 9.8)
    พบช่องโหว่ร้ายแรงในสวิตช์อุตสาหกรรมของ Moxa จากบั๊กใน OpenSSH ที่เปิดทางให้รันโค้ดจากระยะไกลได้ หากมีการใช้ ssh-agent forwarding โดยรุ่นที่ได้รับผลกระทบต้องติดต่อ Moxa เพื่อขอแพตช์เฉพาะ พร้อมคำแนะนำเสริมด้านความปลอดภัย เช่น แยกเครือข่าย จำกัดการเข้าถึง และตรวจสอบบันทึกการใช้งานอย่างใกล้ชิด
    https://securityonline.info/critical-alert-moxa-switches-exposed-to-openssh-remote-code-execution-cvss-9-8

    Google เตรียมนำ AirDrop มาสู่ Pixel 9
    Google เดินหน้าเร่งพัฒนาการแชร์ไฟล์ข้ามระบบให้เทียบเท่า AirDrop โดยฟีเจอร์ Quick Share รุ่นใหม่ถูกพบในเฟิร์มแวร์ทดลองของ Pixel 9 ก่อนกำหนดเดิมที่ตั้งใจเปิดตัวพร้อม Pixel 10 สะท้อนว่าบริษัทต้องการผลักดันการเชื่อมต่อ Android–iOS ให้ไร้รอยต่อ และอาจเปิดใช้งานจริงพร้อมอัปเดต Android 16 QPR3 หรือ Android 17 ในอนาคต
    https://securityonline.info/tearing-down-the-wall-google-brings-airdrop-support-to-the-pixel-9

    Google เปิดตัว “Agentic Commerce” ยุคใหม่ของการช้อปด้วย AI
    Google ประกาศแนวคิด Agentic Commerce และโปรโตคอล UCP ที่ช่วยให้ AI ทำงานแทนผู้ใช้ตั้งแต่ค้นหา เปรียบเทียบราคา ไปจนถึงสั่งซื้อสินค้าโดยไม่ต้องเปิดหลายแท็บหรือกรอกข้อมูลซ้ำ ระบบนี้ร่วมพัฒนากับยักษ์ค้าปลีกอย่าง Walmart, Shopify และบริษัทการเงินหลายแห่ง เพื่อสร้างมาตรฐานกลางให้ AI เชื่อมต่อร้านค้าต่าง ๆ ได้อย่างราบรื่น และอาจเป็นก้าวสำคัญในการท้าชน Amazon
    https://securityonline.info/the-end-of-the-shopping-tab-google-unveils-agentic-commerce-and-ucp

    Dell ยอมรับ “AI PC” ยังไม่จูงใจผู้บริโภค
    แม้ผู้ผลิตชิปและผู้พัฒนาระบบจะผลักดัน AI PC อย่างหนัก แต่ Dell ระบุว่าผู้ใช้ทั่วไปยังไม่เห็นประโยชน์ชัดเจนและกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว ทำให้ยอดขายไม่ขยับตามคาด ผู้บริโภคยังให้ความสำคัญกับราคา ประสิทธิภาพ และความทนทานมากกว่า ส่งผลให้ Dell ปรับกลยุทธ์เน้นดีไซน์และประสบการณ์ใช้งานแทนการโปรโมต AI แบบเดิม
    https://securityonline.info/the-hype-hangover-dell-admits-consumers-arent-buying-the-ai-pc-narrative

    “TryCloudflare” ถูกใช้เป็นช่องทางซ่อนมัลแวร์ AsyncRAT
    แคมเปญโจมตีใหม่กำลังใช้บริการ TryCloudflare และ WebDAV เพื่อสร้างโครงสร้างสั่งการมัลแวร์ที่ซ่อนตัวแนบเนียน โดยเริ่มจากอีเมลฟิชชิงที่หลอกให้เหยื่อเปิดไฟล์ลวงซึ่งดาวน์โหลด Python ของจริงมาติดตั้งสภาพแวดล้อมก่อนฉีด AsyncRAT เข้าไปใน explorer.exe ทำให้ผู้โจมตีควบคุมเครื่องได้อย่างต่อเนื่องและยากต่อการตรวจจับ แนวโน้มนี้สะท้อนการใช้บริการคลาวด์ถูกกฎหมายเป็นเครื่องมือโจมตีมากขึ้น
    https://securityonline.info/trycloudflare-abuse-asyncrat-exploits-free-tunnels-to-build-stealthy-webdav-network

    Apple จับมือ Google Gemini ปั้น Siri เวอร์ชันใหม่
    Apple และ Google ประกาศความร่วมมือครั้งใหญ่ โดย Apple จะนำโมเดล Gemini มาเป็นแกนหลักของ Apple Foundation Models เพื่อยกระดับ Siri ให้ฉลาดขึ้น เข้าใจภาษาธรรมชาติดีขึ้น และรองรับฟีเจอร์ Apple Intelligence รุ่นใหม่ แม้จะยังคงประมวลผลข้อมูลส่วนตัวบนอุปกรณ์และ Private Cloud Compute ของ Apple แต่ดีลนี้สะท้อนว่า Apple ต้องเร่งปิดช่องว่างการแข่งขันด้าน AI ขณะที่ Google ได้ประโยชน์จากดีมานด์มหาศาลของผู้ใช้ iPhone
    https://securityonline.info/the-ai-alliance-apple-taps-google-gemini-to-power-the-new-siri

    อินเดียขอซอร์สโค้ดมือถือ จุดชนวนความไม่พอใจในวงการเทค
    รัฐบาลอินเดียเสนอข้อกำหนดด้านความปลอดภัย 83 ข้อ โดยหนึ่งในนั้นคือการให้ผู้ผลิตสมาร์ตโฟนส่งมอบ “ซอร์สโค้ด” ให้รัฐตรวจสอบ อ้างเพื่อความมั่นคงไซเบอร์ แต่บริษัทใหญ่ทั้ง Apple, Samsung และ MAIT ต่างคัดค้านอย่างหนักเพราะซอร์สโค้ดคือทรัพย์สินสำคัญและเสี่ยงต่อการถูกเจาะระบบ หากข้อกำหนดนี้เดินหน้าจริงอาจทำให้อินเดียเสียความเชื่อมั่นจากผู้ผลิตรายใหญ่ทั่วโลก
    https://securityonline.info/indias-source-code-demand-sparks-tech-revolt

    QEMU 11.0 เตรียมตัดการรองรับ 32-bit บน Cloud Variant
    QEMU กำลังเดินหน้าลดภาระโค้ดโดยเตรียมลบการรองรับโฮสต์ 32-bit ในเวอร์ชัน Cloud ซึ่งจะช่วยลดโค้ดกว่า 7,000 บรรทัด แม้เวอร์ชันปกติยังรองรับอยู่ แต่ผู้ใช้ 32-bit จะไม่สามารถอัปเกรดเป็น QEMU 11.0 ได้และต้องค้างอยู่บน 10.x ที่ไม่มีแพตช์ความปลอดภัย ทำให้เสี่ยงต่อการใช้งานระยะยาว การเปลี่ยนแปลงยังอยู่ระหว่างพิจารณาแต่มีแนวโน้มสูงว่าจะเกิดขึ้นจริง
    https://securityonline.info/cutting-the-cord-qemu-11-0-to-expunge-32-bit-host-support-in-cloud-variant

    พบช่องโหว่ร้ายแรงใน Ruckus IoT Controller เสี่ยงถูกยึดระบบเต็มรูปแบบ
    มีการเปิดเผยช่องโหว่ CVSS 10 สองรายการใน Ruckus vRIoT Controller ที่เกิดจากการฝังคีย์ลับและข้อมูลล็อกอินแบบฮาร์ดโค้ด ทำให้ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงบริการบนพอร์ต 2004 เพื่อรันคำสั่งระดับ root หรือใช้บัญชี SSH ที่ฝังไว้เพื่อเจาะออกจาก Docker และยึดระบบทั้งหมดได้ Ruckus ออกแพตช์แก้ไขแล้วในเวอร์ชัน 3.0.0.0 และแนะนำให้อัปเดตทันที
    https://securityonline.info/double-critical-hardcoded-secrets-expose-ruckus-iot-controllers-to-root-rce

    Hikvision เจอช่องโหว่ Stack Overflow กระทบกล้องวงจรปิดและระบบควบคุมการเข้าออก
    รายงานชี้ว่าอุปกรณ์ของ Hikvision ทั้งกล้องวงจรปิดและระบบ Access Control ถูกพบช่องโหว่แบบ Stack Overflow ที่อาจเปิดทางให้ผู้โจมตีทำให้ระบบล่มหรือเข้าควบคุมอุปกรณ์ได้ โดยข้อมูลเชิงลึกถูกจำกัดให้เฉพาะผู้สนับสนุน แต่ประเด็นหลักคือความเสี่ยงต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านความปลอดภัยที่ใช้อุปกรณ์เหล่านี้อย่างแพร่หลาย
    https://securityonline.info/hikvision-security-cameras-and-access-controls-hit-by-stack-overflow-flaws

    ช่องโหว่ร้ายแรงใน ServiceNow (CVE-2025-12420) เปิดทางปลอมตัวเป็นผู้ใช้
    มีการค้นพบช่องโหว่ระดับวิกฤตในแพลตฟอร์ม AI ของ ServiceNow ที่เปิดโอกาสให้ผู้โจมตีที่ไม่ได้รับการยืนยันตัวตนสามารถสวมรอยเป็นผู้ใช้จริงและทำสิ่งที่ผู้ใช้คนนั้นมีสิทธิ์ทำได้ แม้ ServiceNow จะออกแพตช์แก้ไขแล้วสำหรับระบบที่โฮสต์โดยบริษัท แต่ลูกค้าที่ติดตั้งเองยังต้องเร่งอัปเดตเพื่อปิดความเสี่ยงนี้ทันที
    https://securityonline.info/ai-identity-theft-critical-servicenow-flaw-cve-2025-12420-allows-unauthenticated-impersonation

    CISA เตือนด่วน! ช่องโหว่ Gogs (CVE-2025-8110) ถูกโจมตีจริงแล้ว
    CISA ออกประกาศ “Must-Patch” หลังพบว่าช่องโหว่ใน Gogs ซึ่งเป็นระบบ Git แบบ self-hosted ถูกใช้โจมตีจริงในโลกไซเบอร์ โดยช่องโหว่นี้เป็นการเลี่ยงแพตช์เดิม ทำให้ผู้ใช้ที่ผ่านการยืนยันตัวตนสามารถทำ Path Traversal และเขียนไฟล์ออกนอกไดเรกทอรีได้ ส่งผลให้สามารถรันโค้ดบนเซิร์ฟเวอร์ได้ หน่วยงานรัฐสหรัฐฯ ถูกกำหนดเส้นตายให้แก้ไขก่อนกุมภาพันธ์ 2026
    https://securityonline.info/cisa-must-patch-alert-critical-gogs-exploit-cve-2025-8110-active-in-wild

    มิจฉาชีพใช้ PDF ปลอมล่อเหยื่อ ติดตั้ง RMM Tools เพื่อยึดเครื่อง
    รายงานจาก ASEC ระบุว่าผู้โจมตีกำลังใช้ไฟล์ PDF ปลอมที่แกล้งทำเป็นเอกสารเสียหรือโหลดไม่ขึ้น เพื่อหลอกให้เหยื่อคลิกลิงก์ดาวน์โหลดเครื่องมือ Remote Monitoring & Management (RMM) เช่น Syncro, NinjaOne หรือ ScreenConnect ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ถูกนำมาใช้เป็นช่องทางเข้าควบคุมเครื่องของเหยื่อแบบแนบเนียน ทำให้ตรวจจับได้ยากมาก
    https://securityonline.info/attackers-weaponize-legitimate-rmm-tools-via-fake-pdfs

    Angular พบช่องโหว่ร้ายแรงใน SVG (CVE-2026-22610) เสี่ยงถูกโจมตีแบบ XSS
    ช่องโหว่ใหม่ใน Angular Template Compiler ทำให้ผู้โจมตีสามารถใช้คุณสมบัติของ SVG script เพื่อหลบเลี่ยงระบบ Sanitization และฝังโค้ด JavaScript อันตรายได้ หากแอปมีการผูกข้อมูลแบบไดนามิกกับ attribute ของ SVG script อาจถูกใช้ขโมย session, ดึงข้อมูล หรือสั่งการโดยไม่ได้รับอนุญาต นักพัฒนาถูกแนะนำให้อัปเดตเวอร์ชัน Angular ทันทีเพื่อปิดช่องโหว่นี้
    https://securityonline.info/angular-security-alert-high-severity-svg-flaw-cve-2026-22610-exposes-apps-to-xss
    📌🔐🩷 รวมข่าวจากเวบ SecurityOnline 🩷🔐📌 #รวมข่าวIT #20260113 #securityonline 🔥 ช่องโหว่ร้ายแรง Advantech เปิดช่องให้โจมตี IoT (CVE-2025-52694) ช่องโหว่ SQL Injection ระดับวิกฤตคะแนนเต็ม 10 ทำให้อุปกรณ์ IoT ของ Advantech เสี่ยงถูกเจาะโดยไม่ต้องล็อกอิน ผู้โจมตีสามารถสั่งฐานข้อมูล แก้ไขค่าระบบ หรือยึดโครงสร้าง IoT ได้ทันที โดยกระทบหลายผลิตภัณฑ์เวอร์ชันเก่าและต้องอัปเดตด่วนผ่านการติดต่อซัพพอร์ตหรือดาวน์โหลดแพตช์ตามรุ่นที่ใช้ 🔗 https://securityonline.info/cve-2025-52694-cvss-10-critical-advantech-sql-injection-exposes-iot-devices ⚠️ สวิตช์ Moxa เสี่ยงถูกโจมตีผ่าน OpenSSH RCE (CVSS 9.8) พบช่องโหว่ร้ายแรงในสวิตช์อุตสาหกรรมของ Moxa จากบั๊กใน OpenSSH ที่เปิดทางให้รันโค้ดจากระยะไกลได้ หากมีการใช้ ssh-agent forwarding โดยรุ่นที่ได้รับผลกระทบต้องติดต่อ Moxa เพื่อขอแพตช์เฉพาะ พร้อมคำแนะนำเสริมด้านความปลอดภัย เช่น แยกเครือข่าย จำกัดการเข้าถึง และตรวจสอบบันทึกการใช้งานอย่างใกล้ชิด 🔗 https://securityonline.info/critical-alert-moxa-switches-exposed-to-openssh-remote-code-execution-cvss-9-8 📱 Google เตรียมนำ AirDrop มาสู่ Pixel 9 Google เดินหน้าเร่งพัฒนาการแชร์ไฟล์ข้ามระบบให้เทียบเท่า AirDrop โดยฟีเจอร์ Quick Share รุ่นใหม่ถูกพบในเฟิร์มแวร์ทดลองของ Pixel 9 ก่อนกำหนดเดิมที่ตั้งใจเปิดตัวพร้อม Pixel 10 สะท้อนว่าบริษัทต้องการผลักดันการเชื่อมต่อ Android–iOS ให้ไร้รอยต่อ และอาจเปิดใช้งานจริงพร้อมอัปเดต Android 16 QPR3 หรือ Android 17 ในอนาคต 🔗 https://securityonline.info/tearing-down-the-wall-google-brings-airdrop-support-to-the-pixel-9 🛒 Google เปิดตัว “Agentic Commerce” ยุคใหม่ของการช้อปด้วย AI Google ประกาศแนวคิด Agentic Commerce และโปรโตคอล UCP ที่ช่วยให้ AI ทำงานแทนผู้ใช้ตั้งแต่ค้นหา เปรียบเทียบราคา ไปจนถึงสั่งซื้อสินค้าโดยไม่ต้องเปิดหลายแท็บหรือกรอกข้อมูลซ้ำ ระบบนี้ร่วมพัฒนากับยักษ์ค้าปลีกอย่าง Walmart, Shopify และบริษัทการเงินหลายแห่ง เพื่อสร้างมาตรฐานกลางให้ AI เชื่อมต่อร้านค้าต่าง ๆ ได้อย่างราบรื่น และอาจเป็นก้าวสำคัญในการท้าชน Amazon 🔗 https://securityonline.info/the-end-of-the-shopping-tab-google-unveils-agentic-commerce-and-ucp 💻 Dell ยอมรับ “AI PC” ยังไม่จูงใจผู้บริโภค แม้ผู้ผลิตชิปและผู้พัฒนาระบบจะผลักดัน AI PC อย่างหนัก แต่ Dell ระบุว่าผู้ใช้ทั่วไปยังไม่เห็นประโยชน์ชัดเจนและกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว ทำให้ยอดขายไม่ขยับตามคาด ผู้บริโภคยังให้ความสำคัญกับราคา ประสิทธิภาพ และความทนทานมากกว่า ส่งผลให้ Dell ปรับกลยุทธ์เน้นดีไซน์และประสบการณ์ใช้งานแทนการโปรโมต AI แบบเดิม 🔗 https://securityonline.info/the-hype-hangover-dell-admits-consumers-arent-buying-the-ai-pc-narrative 🕵️‍♂️ “TryCloudflare” ถูกใช้เป็นช่องทางซ่อนมัลแวร์ AsyncRAT แคมเปญโจมตีใหม่กำลังใช้บริการ TryCloudflare และ WebDAV เพื่อสร้างโครงสร้างสั่งการมัลแวร์ที่ซ่อนตัวแนบเนียน โดยเริ่มจากอีเมลฟิชชิงที่หลอกให้เหยื่อเปิดไฟล์ลวงซึ่งดาวน์โหลด Python ของจริงมาติดตั้งสภาพแวดล้อมก่อนฉีด AsyncRAT เข้าไปใน explorer.exe ทำให้ผู้โจมตีควบคุมเครื่องได้อย่างต่อเนื่องและยากต่อการตรวจจับ แนวโน้มนี้สะท้อนการใช้บริการคลาวด์ถูกกฎหมายเป็นเครื่องมือโจมตีมากขึ้น 🔗 https://securityonline.info/trycloudflare-abuse-asyncrat-exploits-free-tunnels-to-build-stealthy-webdav-network 🤖 Apple จับมือ Google Gemini ปั้น Siri เวอร์ชันใหม่ Apple และ Google ประกาศความร่วมมือครั้งใหญ่ โดย Apple จะนำโมเดล Gemini มาเป็นแกนหลักของ Apple Foundation Models เพื่อยกระดับ Siri ให้ฉลาดขึ้น เข้าใจภาษาธรรมชาติดีขึ้น และรองรับฟีเจอร์ Apple Intelligence รุ่นใหม่ แม้จะยังคงประมวลผลข้อมูลส่วนตัวบนอุปกรณ์และ Private Cloud Compute ของ Apple แต่ดีลนี้สะท้อนว่า Apple ต้องเร่งปิดช่องว่างการแข่งขันด้าน AI ขณะที่ Google ได้ประโยชน์จากดีมานด์มหาศาลของผู้ใช้ iPhone 🔗 https://securityonline.info/the-ai-alliance-apple-taps-google-gemini-to-power-the-new-siri 🇮🇳 อินเดียขอซอร์สโค้ดมือถือ จุดชนวนความไม่พอใจในวงการเทค รัฐบาลอินเดียเสนอข้อกำหนดด้านความปลอดภัย 83 ข้อ โดยหนึ่งในนั้นคือการให้ผู้ผลิตสมาร์ตโฟนส่งมอบ “ซอร์สโค้ด” ให้รัฐตรวจสอบ อ้างเพื่อความมั่นคงไซเบอร์ แต่บริษัทใหญ่ทั้ง Apple, Samsung และ MAIT ต่างคัดค้านอย่างหนักเพราะซอร์สโค้ดคือทรัพย์สินสำคัญและเสี่ยงต่อการถูกเจาะระบบ หากข้อกำหนดนี้เดินหน้าจริงอาจทำให้อินเดียเสียความเชื่อมั่นจากผู้ผลิตรายใหญ่ทั่วโลก 🔗 https://securityonline.info/indias-source-code-demand-sparks-tech-revolt 🧩 QEMU 11.0 เตรียมตัดการรองรับ 32-bit บน Cloud Variant QEMU กำลังเดินหน้าลดภาระโค้ดโดยเตรียมลบการรองรับโฮสต์ 32-bit ในเวอร์ชัน Cloud ซึ่งจะช่วยลดโค้ดกว่า 7,000 บรรทัด แม้เวอร์ชันปกติยังรองรับอยู่ แต่ผู้ใช้ 32-bit จะไม่สามารถอัปเกรดเป็น QEMU 11.0 ได้และต้องค้างอยู่บน 10.x ที่ไม่มีแพตช์ความปลอดภัย ทำให้เสี่ยงต่อการใช้งานระยะยาว การเปลี่ยนแปลงยังอยู่ระหว่างพิจารณาแต่มีแนวโน้มสูงว่าจะเกิดขึ้นจริง 🔗 https://securityonline.info/cutting-the-cord-qemu-11-0-to-expunge-32-bit-host-support-in-cloud-variant 🔐 พบช่องโหว่ร้ายแรงใน Ruckus IoT Controller เสี่ยงถูกยึดระบบเต็มรูปแบบ มีการเปิดเผยช่องโหว่ CVSS 10 สองรายการใน Ruckus vRIoT Controller ที่เกิดจากการฝังคีย์ลับและข้อมูลล็อกอินแบบฮาร์ดโค้ด ทำให้ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงบริการบนพอร์ต 2004 เพื่อรันคำสั่งระดับ root หรือใช้บัญชี SSH ที่ฝังไว้เพื่อเจาะออกจาก Docker และยึดระบบทั้งหมดได้ Ruckus ออกแพตช์แก้ไขแล้วในเวอร์ชัน 3.0.0.0 และแนะนำให้อัปเดตทันที 🔗 https://securityonline.info/double-critical-hardcoded-secrets-expose-ruckus-iot-controllers-to-root-rce 🔐 Hikvision เจอช่องโหว่ Stack Overflow กระทบกล้องวงจรปิดและระบบควบคุมการเข้าออก รายงานชี้ว่าอุปกรณ์ของ Hikvision ทั้งกล้องวงจรปิดและระบบ Access Control ถูกพบช่องโหว่แบบ Stack Overflow ที่อาจเปิดทางให้ผู้โจมตีทำให้ระบบล่มหรือเข้าควบคุมอุปกรณ์ได้ โดยข้อมูลเชิงลึกถูกจำกัดให้เฉพาะผู้สนับสนุน แต่ประเด็นหลักคือความเสี่ยงต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านความปลอดภัยที่ใช้อุปกรณ์เหล่านี้อย่างแพร่หลาย 🔗 https://securityonline.info/hikvision-security-cameras-and-access-controls-hit-by-stack-overflow-flaws 🕵️‍♂️ ช่องโหว่ร้ายแรงใน ServiceNow (CVE-2025-12420) เปิดทางปลอมตัวเป็นผู้ใช้ มีการค้นพบช่องโหว่ระดับวิกฤตในแพลตฟอร์ม AI ของ ServiceNow ที่เปิดโอกาสให้ผู้โจมตีที่ไม่ได้รับการยืนยันตัวตนสามารถสวมรอยเป็นผู้ใช้จริงและทำสิ่งที่ผู้ใช้คนนั้นมีสิทธิ์ทำได้ แม้ ServiceNow จะออกแพตช์แก้ไขแล้วสำหรับระบบที่โฮสต์โดยบริษัท แต่ลูกค้าที่ติดตั้งเองยังต้องเร่งอัปเดตเพื่อปิดความเสี่ยงนี้ทันที 🔗 https://securityonline.info/ai-identity-theft-critical-servicenow-flaw-cve-2025-12420-allows-unauthenticated-impersonation 🚨 CISA เตือนด่วน! ช่องโหว่ Gogs (CVE-2025-8110) ถูกโจมตีจริงแล้ว CISA ออกประกาศ “Must-Patch” หลังพบว่าช่องโหว่ใน Gogs ซึ่งเป็นระบบ Git แบบ self-hosted ถูกใช้โจมตีจริงในโลกไซเบอร์ โดยช่องโหว่นี้เป็นการเลี่ยงแพตช์เดิม ทำให้ผู้ใช้ที่ผ่านการยืนยันตัวตนสามารถทำ Path Traversal และเขียนไฟล์ออกนอกไดเรกทอรีได้ ส่งผลให้สามารถรันโค้ดบนเซิร์ฟเวอร์ได้ หน่วยงานรัฐสหรัฐฯ ถูกกำหนดเส้นตายให้แก้ไขก่อนกุมภาพันธ์ 2026 🔗 https://securityonline.info/cisa-must-patch-alert-critical-gogs-exploit-cve-2025-8110-active-in-wild 📄 มิจฉาชีพใช้ PDF ปลอมล่อเหยื่อ ติดตั้ง RMM Tools เพื่อยึดเครื่อง รายงานจาก ASEC ระบุว่าผู้โจมตีกำลังใช้ไฟล์ PDF ปลอมที่แกล้งทำเป็นเอกสารเสียหรือโหลดไม่ขึ้น เพื่อหลอกให้เหยื่อคลิกลิงก์ดาวน์โหลดเครื่องมือ Remote Monitoring & Management (RMM) เช่น Syncro, NinjaOne หรือ ScreenConnect ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ถูกนำมาใช้เป็นช่องทางเข้าควบคุมเครื่องของเหยื่อแบบแนบเนียน ทำให้ตรวจจับได้ยากมาก 🔗 https://securityonline.info/attackers-weaponize-legitimate-rmm-tools-via-fake-pdfs 🛡️ Angular พบช่องโหว่ร้ายแรงใน SVG (CVE-2026-22610) เสี่ยงถูกโจมตีแบบ XSS ช่องโหว่ใหม่ใน Angular Template Compiler ทำให้ผู้โจมตีสามารถใช้คุณสมบัติของ SVG script เพื่อหลบเลี่ยงระบบ Sanitization และฝังโค้ด JavaScript อันตรายได้ หากแอปมีการผูกข้อมูลแบบไดนามิกกับ attribute ของ SVG script อาจถูกใช้ขโมย session, ดึงข้อมูล หรือสั่งการโดยไม่ได้รับอนุญาต นักพัฒนาถูกแนะนำให้อัปเดตเวอร์ชัน Angular ทันทีเพื่อปิดช่องโหว่นี้ 🔗 https://securityonline.info/angular-security-alert-high-severity-svg-flaw-cve-2026-22610-exposes-apps-to-xss
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 739 มุมมอง 0 รีวิว
  • ความว้าวของงาน CES 2026: นวัตกรรมที่พลิกโฉมโลกเทคโนโลยีในปีนี้

    งาน CES 2026 ที่เพิ่งปิดฉากลงไปที่ลาสเวกัส รัฐเนวาดา สหรัฐอเมริกา ได้กลายเป็นเวทีแสดงพลังแห่งอนาคต ที่ทำให้คนทั้งโลกร้องว้าวอีกครั้ง ด้วยจำนวนผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 800,000 คน และบริษัท exhibitors กว่า 4,000 แห่ง มหกรรมเทคโนโลยีนี้ไม่เพียงแต่เป็นการรวมตัวของยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมอย่าง Samsung, LG, NVIDIA, Intel และอีกมากมาย แต่ยังเป็นการเปิดเผยวิสัยทัศน์ที่ทำให้เราเห็นภาพชัดเจนว่าปี 2026 และปีต่อๆ ไปจะเป็นอย่างไร ความว้าวหลักๆ มาจากการที่เทคโนโลยีไม่ได้อยู่แค่ในห้องแล็บ อีกต่อไป แต่เริ่มแทรกซึมเข้ามาในชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์ที่ช่วยงานบ้าน รถยนต์อัจฉริยะ หรือแม้แต่แปรงสีฟันที่ใช้ AI วิเคราะห์สุขภาพปาก ในบทความนี้ เราจะพาไปสำรวจผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ถูกเปิดตัว สิ่งที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ เทรนด์เด่นของปีนี้ และสิ่งที่ทำให้นักข่าวสายเทคโนโลยีต้องเซอร์ไพรส์หรือผิดคาด

    เริ่มต้นด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สร้างกระแสฮือฮาในงาน CES 2026 กันก่อนเลย ปีนี้มี gadget และอุปกรณ์มากมาย ที่ถูกนำเสนอ ตั้งแต่ทีวีขนาดยักษ์ ไปจนถึงหุ่นยนต์ humanoid ที่ดูเหมือนหลุดมาจากหนัง sci-fi ตัวอย่างเด่นๆ เช่น LG evo W6 TV ซึ่งเป็นการคืนชีพของ “Wallpaper TV” รุ่นใหม่ที่บางเฉียบราวกับวอลเปเปอร์ สามารถติดผนังได้โดยไม่ต้องมีสายไฟรุงรัง และใช้เทคโนโลยี OLED evo ที่ให้ภาพคมชัดระดับสูงสุด พร้อมฟีเจอร์ AI ที่ปรับภาพตามสภาพแสงในห้อง นอกจากนี้ยังมี Samsung R95H ขนาด 130 นิ้ว ซึ่งถูกยกให้เป็นทีวี Micro RGB แรกของโลก โดยใช้ไดโอดขนาดจิ๋วสีแดง เขียว และน้ำเงินที่ส่องแสง независимо ทำให้ได้สีสันและรายละเอียดที่เหนือชั้นกว่าเดิมมาก ในส่วนของคอมพิวเตอร์และเกมมิ่ง Intel Core Ultra Series 3 ถูกประกาศเป็น Best of Show ด้วยประสิทธิภาพที่รองรับ AI ได้อย่างลื่นไหล ขณะที่ ASUS ROG CROSSHAIR X870E GLACIAL และ HP EliteBoard G1a Next Gen AI PC ก็ได้รับรางวัล CES Innovation Awards ในหมวด Computer Hardware สำหรับคนรักเกม LG UltraGear evo OLED GX9 Gaming Monitor มาพร้อมหน้าจอ OLED ที่สดใสและ response time ต่ำ เหมาะสำหรับเกมเมอร์ที่ต้องการความสมจริงสูงสุด

    ก้าวไปสู่หุ่นยนต์และอุปกรณ์อัจฉริยะ Roborock Saros Rover ถูกยกย่องเป็น robot vacuum ที่ดีที่สุด ด้วยความสามารถปีนบันไดและทำความสะอาดแบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ ไม่ต้องยกเครื่องขึ้นลงชั้นอีกต่อไป Boston Dynamics นำ Atlas หุ่นยนต์ humanoid เวอร์ชันพร้อมผลิตจริง มาอวด โดยจะเริ่มส่งมอบให้ Hyundai และ Google DeepMind ก่อนในปี 2028 ซึ่งหุ่นตัวนี้สามารถเล่นปิงปอง ผสมเครื่องดื่ม หรือแม้แต่ต่อยมวยได้อย่างคล่องแคล่ว Sharpa อีกหนึ่ง humanoid ที่สร้าง buzz ด้วยมือที่ยืดหยุ่นสูง สามารถแจกไพ่แบล็คแจ็คหรือเล่นกังฟูได้อย่างน่าทึ่ง นอกจากนี้ยังมี Onero H1 robot ที่ช่วยงานบ้าน WheelMove สำหรับผู้พิการ และ Tombot หุ่นยนต์สัตว์เลี้ยง AI ที่ช่วยลดความเหงา ในฝั่ง wearable Meta Ray-Ban Display glasses เพิ่มฟีเจอร์ handwriting สำหรับส่งข้อความโดยไม่ต้องพิมพ์ และ IXI’s autofocusing lenses ที่ปรับโฟกัสอัตโนมัติสำหรับคนสายตายาวโดยไม่ต้องใช้กล้องติดตามดวงตา Lumus smartglasses มาพร้อม FOV กว้างถึง 70 องศา ทำให้ VR/AR สมจริงยิ่งขึ้น

    สิ่งที่น่าจับตามองเป็นพิเศษใน CES 2026 คงหนีไม่พ้นการบุกเบิกของ “Physical AI” ที่นำ AI มาผสานกับหุ่นยนต์จริงๆ ทำให้หุ่นเหล่านี้ไม่ใช่แค่เครื่องจักร แต่เริ่มมีความฉลาดแบบมนุษย์ เช่น การเรียนรู้จากสิ่งแวดล้อมหรือปรับตัวตามงานที่ได้รับมอบหมาย อย่างเช่น Unitree G1 ที่แสดงศิลปะการต่อสู้แบบ mixed martial arts หรือ LG Cloi Home Robot ที่ช่วยงานบ้านแบบ zero-labor นอกจากนี้ AI collectibles อย่าง Funko Pops และ Lego Smart Brick ที่ทำให้ชุด Lego สมาร์ทขึ้น สามารถเชื่อมต่อกับ app เพื่อเพิ่มฟีเจอร์ interactive ได้ ก็เป็นอะไรที่ wow มากสำหรับแฟนๆ ของเล่น ในฝั่ง mobility Hyundai กำลังพัฒนาระบบ mass-produce สำหรับ Atlas และ Pioneer Sphera นำ Dolby Atmos มาใส่ในระบบเสียงรถยนต์ ทำให้การฟังเพลงในรถเหมือนอยู่ในคอนเสิร์ต สำหรับ gamer OneXPlayer Apex handheld มาพร้อม liquid cooler ภายนอกที่ระบายความร้อนได้ถึง 120W ทำให้เล่นเกมหนักๆ ได้นานขึ้นโดยไม่ร้อน GameSir Smart Drive prototype ที่มี force feedback ในพวงมาลัย ก็ให้ความรู้สึกเหมือนขับรถจริงในเกม racing

    เทรนด์เด่นของปีนี้ชัดเจนมาก : AI ครองทุกพื้นที่ ตั้งแต่ AI ในทีวี ที่ปรับภาพอัตโนมัติ AI ในแปรงสีฟันที่วิเคราะห์สุขภาพช่องปาก ไปจนถึง AI ในหุ่นยนต์ที่ช่วยงานบ้านหรือดูแลสุขภาพ “Physical AI” คือเทรนด์ใหม่ที่ทำให้ AI ออกจากหน้าจอมาสู่โลกจริง เช่น หุ่นยนต์ที่ซักผ้า ทำอาหารเช้า หรือแม้แต่เล่นเกมกับเรา เทรนด์ digital health ก็มาแรง ด้วยอุปกรณ์ wearable ที่ตรวจจับ brainwave หรือวิเคราะห์ bodily fluids เพื่อติดตามสุขภาพแบบ real-time เช่น Withings Body Scan 2 ที่สแกนร่างกายละเอียดยิบ Accessibility tech เน้นการทำให้ชีวิตง่ายขึ้นสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นแว่นสำหรับคนพิการทางสายตาหรือหุ่นยนต์ช่วยเดิน Advanced mobility ยังคงเติบโต ด้วยรถ EV ที่ฉลาดขึ้นและระบบ edge computing ในรถยนต์ Sustainability แม้จะไม่ค่อยเด่นเท่าไร แต่มีบางอย่างอย่างวัสดุ ultra-light จาก Soramatex ที่ใช้ carbon powder เพื่อลดน้ำหนักและประหยัดพลังงาน หรือ power bank แบบ shareable จาก Nimble Champ Stack ที่ลดขยะอิเล็กทรอนิกส์ VR/AR ก็ก้าวหน้า ด้วยจอ OLED ที่มี subpixel RGB stripe ทำให้ภาพชัดเจนยิ่งขึ้น และ smart home ที่รองรับ Matter protocol ทำให้อุปกรณ์จากแบรนด์ต่างกันเชื่อมต่อได้ง่าย เช่น จาก Ikea, Aqara และ Amazon

    แต่ไม่ใช่ทุกอย่างจะ perfect เพราะมีสิ่งที่ผิดคาดจากนักข่าวสายเทคโนโลยีหลายอย่าง ประการแรกคือการขาดแคลนเทคโนโลยี sustainability ที่ชัดเจน แม้งานจะใหญ่โตแต่แทบไม่มี exhibitor ที่โฟกัสเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ทำให้หลายคนผิดหวัง เพราะคาดว่าจะเห็นนวัตกรรม green มากกว่านี้ อีกเรื่องคือสถานการณ์อุตสาหกรรม PC ที่ย่ำแย่ เพราะ memory supplies ถูกเบี่ยงไปสนับสนุน AI ทำให้ PC ธรรมดาได้รับผลกระทบ และนักข่าวหลายคนยอมรับว่าปีนี้ PC ไม่ค่อยมีอะไรใหม่ AI บางอย่างก็ดู dubious หรือเกินจริง เช่น AI สำหรับล้างรองเท้า (Brolan ClearX) หรือ AI collectibles ที่ดูเหมือน gimmick มากกว่าประโยชน์จริง นอกจากนี้ยังไม่มี “Trump phone” ที่หลายคนคาดเดาว่าจะโผล่มาที่งาน และการที่โดรนจีนอย่าง GDU P300 ต้องยกเลิก launch ใน US เนื่องจาก policy changes ก็เป็นเซอร์ไพรส์ที่ทำให้เห็นภาพ geopolitical tension ในวงการ tech กว้างขึ้น นักข่าวจาก The Verge ยังบอกว่าปีนี้มี weird gadgets เยอะ เช่น หุ่นยนต์เต้นรำหรือ bathroom tech ที่ personal เกินไป ทำให้รู้สึก dystopian และ lonely ในบางมุม แต่ในทางบวก เทรนด์ที่ไม่มีใครคาดอย่างการบุกของ humanoid จากจีน เช่น หุ่นที่เล่นปิงปองหรือต่อยมวย ก็ทำให้งานนี้เต็มไปด้วย surprise ที่สะท้อนการแข่งขัน US-China ใน physical AI

    โดยรวมแล้ว CES 2026 คือการยืนยันว่าปีนี้เป็นจุดเริ่มต้นของยุคที่ AI และ robotics จะเปลี่ยนชีวิตเราแบบถาวร แม้จะมีจุดผิดคาดบ้าง แต่ความว้าวจากนวัตกรรมเหล่านี้ ทำให้เราตื่นเต้นกับอนาคตที่กำลังมา ใครที่ติดตาม tech คงต้องจับตาดูว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะออกสู่ตลาดจริงเมื่อไหร่ และจะพลิกโฉมโลกอย่างไรต่อไป

    #ลุงเขียนหลานอ่าน
    ความว้าวของงาน CES 2026: นวัตกรรมที่พลิกโฉมโลกเทคโนโลยีในปีนี้ 🚀 งาน CES 2026 ที่เพิ่งปิดฉากลงไปที่ลาสเวกัส 📍 รัฐเนวาดา สหรัฐอเมริกา ได้กลายเป็นเวทีแสดงพลังแห่งอนาคต ที่ทำให้คนทั้งโลกร้องว้าวอีกครั้ง ด้วยจำนวนผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 800,000 คน และบริษัท exhibitors กว่า 4,000 แห่ง มหกรรมเทคโนโลยีนี้ไม่เพียงแต่เป็นการรวมตัวของยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมอย่าง Samsung, LG, NVIDIA, Intel และอีกมากมาย แต่ยังเป็นการเปิดเผยวิสัยทัศน์ที่ทำให้เราเห็นภาพชัดเจนว่าปี 2026 และปีต่อๆ ไปจะเป็นอย่างไร ความว้าวหลักๆ มาจากการที่เทคโนโลยีไม่ได้อยู่แค่ในห้องแล็บ อีกต่อไป แต่เริ่มแทรกซึมเข้ามาในชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์ที่ช่วยงานบ้าน รถยนต์อัจฉริยะ หรือแม้แต่แปรงสีฟันที่ใช้ AI วิเคราะห์สุขภาพปาก ในบทความนี้ 📰 เราจะพาไปสำรวจผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ถูกเปิดตัว สิ่งที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ เทรนด์เด่นของปีนี้ และสิ่งที่ทำให้นักข่าวสายเทคโนโลยีต้องเซอร์ไพรส์หรือผิดคาด เริ่มต้นด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สร้างกระแสฮือฮาในงาน CES 2026 กันก่อนเลย ✨ ปีนี้มี gadget และอุปกรณ์มากมาย ที่ถูกนำเสนอ ตั้งแต่ทีวีขนาดยักษ์ ไปจนถึงหุ่นยนต์ humanoid ที่ดูเหมือนหลุดมาจากหนัง sci-fi ตัวอย่างเด่นๆ เช่น LG evo W6 TV ซึ่งเป็นการคืนชีพของ “Wallpaper TV” รุ่นใหม่ที่บางเฉียบราวกับวอลเปเปอร์ สามารถติดผนังได้โดยไม่ต้องมีสายไฟรุงรัง และใช้เทคโนโลยี OLED evo ที่ให้ภาพคมชัดระดับสูงสุด พร้อมฟีเจอร์ AI ที่ปรับภาพตามสภาพแสงในห้อง นอกจากนี้ยังมี Samsung R95H ขนาด 130 นิ้ว ซึ่งถูกยกให้เป็นทีวี Micro RGB แรกของโลก โดยใช้ไดโอดขนาดจิ๋วสีแดง เขียว และน้ำเงินที่ส่องแสง независимо ทำให้ได้สีสันและรายละเอียดที่เหนือชั้นกว่าเดิมมาก ในส่วนของคอมพิวเตอร์และเกมมิ่ง Intel Core Ultra Series 3 ถูกประกาศเป็น Best of Show ด้วยประสิทธิภาพที่รองรับ AI ได้อย่างลื่นไหล ขณะที่ ASUS ROG CROSSHAIR X870E GLACIAL และ HP EliteBoard G1a Next Gen AI PC ก็ได้รับรางวัล CES Innovation Awards ในหมวด Computer Hardware สำหรับคนรักเกม LG UltraGear evo OLED GX9 Gaming Monitor มาพร้อมหน้าจอ OLED ที่สดใสและ response time ต่ำ เหมาะสำหรับเกมเมอร์ที่ต้องการความสมจริงสูงสุด ก้าวไปสู่หุ่นยนต์และอุปกรณ์อัจฉริยะ 🤖 Roborock Saros Rover ถูกยกย่องเป็น robot vacuum ที่ดีที่สุด ด้วยความสามารถปีนบันไดและทำความสะอาดแบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ ไม่ต้องยกเครื่องขึ้นลงชั้นอีกต่อไป Boston Dynamics นำ Atlas หุ่นยนต์ humanoid เวอร์ชันพร้อมผลิตจริง มาอวด โดยจะเริ่มส่งมอบให้ Hyundai และ Google DeepMind ก่อนในปี 2028 ซึ่งหุ่นตัวนี้สามารถเล่นปิงปอง ผสมเครื่องดื่ม หรือแม้แต่ต่อยมวยได้อย่างคล่องแคล่ว Sharpa อีกหนึ่ง humanoid ที่สร้าง buzz ด้วยมือที่ยืดหยุ่นสูง สามารถแจกไพ่แบล็คแจ็คหรือเล่นกังฟูได้อย่างน่าทึ่ง นอกจากนี้ยังมี Onero H1 robot ที่ช่วยงานบ้าน WheelMove สำหรับผู้พิการ และ Tombot หุ่นยนต์สัตว์เลี้ยง AI ที่ช่วยลดความเหงา ในฝั่ง wearable Meta Ray-Ban Display glasses เพิ่มฟีเจอร์ handwriting สำหรับส่งข้อความโดยไม่ต้องพิมพ์ และ IXI’s autofocusing lenses ที่ปรับโฟกัสอัตโนมัติสำหรับคนสายตายาวโดยไม่ต้องใช้กล้องติดตามดวงตา Lumus smartglasses มาพร้อม FOV กว้างถึง 70 องศา ทำให้ VR/AR สมจริงยิ่งขึ้น สิ่งที่น่าจับตามองเป็นพิเศษใน CES 2026 👀 คงหนีไม่พ้นการบุกเบิกของ “Physical AI” ที่นำ AI มาผสานกับหุ่นยนต์จริงๆ ทำให้หุ่นเหล่านี้ไม่ใช่แค่เครื่องจักร แต่เริ่มมีความฉลาดแบบมนุษย์ เช่น การเรียนรู้จากสิ่งแวดล้อมหรือปรับตัวตามงานที่ได้รับมอบหมาย อย่างเช่น Unitree G1 ที่แสดงศิลปะการต่อสู้แบบ mixed martial arts หรือ LG Cloi Home Robot ที่ช่วยงานบ้านแบบ zero-labor นอกจากนี้ AI collectibles อย่าง Funko Pops และ Lego Smart Brick ที่ทำให้ชุด Lego สมาร์ทขึ้น สามารถเชื่อมต่อกับ app เพื่อเพิ่มฟีเจอร์ interactive ได้ ก็เป็นอะไรที่ wow มากสำหรับแฟนๆ ของเล่น ในฝั่ง mobility Hyundai กำลังพัฒนาระบบ mass-produce สำหรับ Atlas และ Pioneer Sphera นำ Dolby Atmos มาใส่ในระบบเสียงรถยนต์ ทำให้การฟังเพลงในรถเหมือนอยู่ในคอนเสิร์ต สำหรับ gamer OneXPlayer Apex handheld มาพร้อม liquid cooler ภายนอกที่ระบายความร้อนได้ถึง 120W ทำให้เล่นเกมหนักๆ ได้นานขึ้นโดยไม่ร้อน GameSir Smart Drive prototype ที่มี force feedback ในพวงมาลัย ก็ให้ความรู้สึกเหมือนขับรถจริงในเกม racing เทรนด์เด่นของปีนี้ชัดเจนมาก 📊: AI ครองทุกพื้นที่ ตั้งแต่ AI ในทีวี ที่ปรับภาพอัตโนมัติ AI ในแปรงสีฟันที่วิเคราะห์สุขภาพช่องปาก ไปจนถึง AI ในหุ่นยนต์ที่ช่วยงานบ้านหรือดูแลสุขภาพ “Physical AI” คือเทรนด์ใหม่ที่ทำให้ AI ออกจากหน้าจอมาสู่โลกจริง เช่น หุ่นยนต์ที่ซักผ้า ทำอาหารเช้า หรือแม้แต่เล่นเกมกับเรา เทรนด์ digital health ก็มาแรง ด้วยอุปกรณ์ wearable ที่ตรวจจับ brainwave หรือวิเคราะห์ bodily fluids เพื่อติดตามสุขภาพแบบ real-time เช่น Withings Body Scan 2 ที่สแกนร่างกายละเอียดยิบ Accessibility tech เน้นการทำให้ชีวิตง่ายขึ้นสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นแว่นสำหรับคนพิการทางสายตาหรือหุ่นยนต์ช่วยเดิน Advanced mobility ยังคงเติบโต ด้วยรถ EV ที่ฉลาดขึ้นและระบบ edge computing ในรถยนต์ Sustainability แม้จะไม่ค่อยเด่นเท่าไร แต่มีบางอย่างอย่างวัสดุ ultra-light จาก Soramatex ที่ใช้ carbon powder เพื่อลดน้ำหนักและประหยัดพลังงาน หรือ power bank แบบ shareable จาก Nimble Champ Stack ที่ลดขยะอิเล็กทรอนิกส์ VR/AR ก็ก้าวหน้า ด้วยจอ OLED ที่มี subpixel RGB stripe ทำให้ภาพชัดเจนยิ่งขึ้น และ smart home ที่รองรับ Matter protocol ทำให้อุปกรณ์จากแบรนด์ต่างกันเชื่อมต่อได้ง่าย เช่น จาก Ikea, Aqara และ Amazon แต่ไม่ใช่ทุกอย่างจะ perfect ⚠️ เพราะมีสิ่งที่ผิดคาดจากนักข่าวสายเทคโนโลยีหลายอย่าง ประการแรกคือการขาดแคลนเทคโนโลยี sustainability ที่ชัดเจน แม้งานจะใหญ่โตแต่แทบไม่มี exhibitor ที่โฟกัสเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ทำให้หลายคนผิดหวัง เพราะคาดว่าจะเห็นนวัตกรรม green มากกว่านี้ อีกเรื่องคือสถานการณ์อุตสาหกรรม PC ที่ย่ำแย่ เพราะ memory supplies ถูกเบี่ยงไปสนับสนุน AI ทำให้ PC ธรรมดาได้รับผลกระทบ และนักข่าวหลายคนยอมรับว่าปีนี้ PC ไม่ค่อยมีอะไรใหม่ AI บางอย่างก็ดู dubious หรือเกินจริง เช่น AI สำหรับล้างรองเท้า (Brolan ClearX) หรือ AI collectibles ที่ดูเหมือน gimmick มากกว่าประโยชน์จริง นอกจากนี้ยังไม่มี “Trump phone” ที่หลายคนคาดเดาว่าจะโผล่มาที่งาน และการที่โดรนจีนอย่าง GDU P300 ต้องยกเลิก launch ใน US เนื่องจาก policy changes ก็เป็นเซอร์ไพรส์ที่ทำให้เห็นภาพ geopolitical tension ในวงการ tech กว้างขึ้น นักข่าวจาก The Verge ยังบอกว่าปีนี้มี weird gadgets เยอะ เช่น หุ่นยนต์เต้นรำหรือ bathroom tech ที่ personal เกินไป ทำให้รู้สึก dystopian และ lonely ในบางมุม แต่ในทางบวก เทรนด์ที่ไม่มีใครคาดอย่างการบุกของ humanoid จากจีน เช่น หุ่นที่เล่นปิงปองหรือต่อยมวย ก็ทำให้งานนี้เต็มไปด้วย surprise ที่สะท้อนการแข่งขัน US-China ใน physical AI โดยรวมแล้ว CES 2026 ⭐ คือการยืนยันว่าปีนี้เป็นจุดเริ่มต้นของยุคที่ AI และ robotics จะเปลี่ยนชีวิตเราแบบถาวร แม้จะมีจุดผิดคาดบ้าง แต่ความว้าวจากนวัตกรรมเหล่านี้ ทำให้เราตื่นเต้นกับอนาคตที่กำลังมา ใครที่ติดตาม tech คงต้องจับตาดูว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะออกสู่ตลาดจริงเมื่อไหร่ และจะพลิกโฉมโลกอย่างไรต่อไป #ลุงเขียนหลานอ่าน
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 710 มุมมอง 0 รีวิว
  • Nvidia N1X โผล่อีกครั้ง! หลุดจากเอกสารขนส่ง เผย Dell เคยทดลองใส่ใน XPS รุ่นใหม่

    บทความรายงานว่าแม้ Nvidia จะไม่เปิดตัว N1/N1X ในงาน CES 2026 แต่ข้อมูลใหม่จาก shipping manifest กลับเผยว่า Dell เคยทดสอบชิป N1X ES2 บนโน้ตบุ๊กที่ชื่อ Dell 16 Premium ซึ่งต่อมาถูกรีแบรนด์กลับเป็น Dell XPS ในช่วงท้ายของการพัฒนา นั่นหมายความว่า Dell อาจเคยพิจารณานำ N1X ลงใน XPS รุ่นใหม่จริงก่อนจะยกเลิกในภายหลัง

    N1X คืออะไร? — ชิป ARM + GPU ระดับ RTX 5070 ที่ไม่เคยได้ออกสู่ตลาด
    N1X ถูกลือว่าเป็น SoC ที่รวม
    GPU ระดับ RTX 5070 (6,144 CUDA cores)
    CPU ARM 20 คอร์ สถาปัตยกรรม Grace
    พัฒนาโดย Nvidia ร่วมกับ MediaTek

    ชิปตระกูล N1 ถูกยืนยันว่ามีตัวตนจริง เพราะเป็นพื้นฐานของ GB10 Superchip ใน DGX Spark ตามคำกล่าวของ Jensen Huang เอง แต่เวอร์ชันสำหรับผู้ใช้ทั่วไป (N1/N1X) ไม่เคยถูกปล่อยออกมาเลย

    ทำไมมันถึงไม่ออกตลาด? — ปัจจัยหลายด้านอาจทำให้โปรเจกต์ถูกพับ
    บทความชี้ว่าการที่ Dell เปลี่ยนชื่อรุ่นในช่วงท้าย และไม่มีการเปิดตัว N1X อาจสะท้อนว่าโปรเจกต์ถูกยกเลิกในนาทีสุดท้าย ทั้งจากฝั่ง Dell และ Nvidia เอง นอกจากนี้ยังมี “ช้างตัวใหญ่ในห้อง” คือ ดีลความร่วมมือระหว่าง Nvidia กับ Intel ในการพัฒนา x86 RTX SoC ซึ่งอาจทำให้ N1X กลายเป็นคู่แข่งภายในโดยไม่ตั้งใจ

    ถ้า N1X ออกจริง จะเป็นการกลับมาของ Nvidia ในตลาด CPU ผู้บริโภคครั้งแรกในรอบทศวรรษ
    Nvidia เคยทำ CPU ARM สำหรับผู้ใช้ทั่วไปครั้งสุดท้ายในยุค Tegra X1 (Nintendo Switch) หลังจากนั้นก็หันไปทำเฉพาะชิปสำหรับองค์กร หาก N1X ได้ออกจริง มันจะเป็นคู่แข่งตรงของ Ryzen APU และ Qualcomm Windows‑on‑ARM แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าโอกาสนั้นจะเลือนลางลงเรื่อย ๆ

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ข้อมูลใหม่เกี่ยวกับ N1X
    หลุดจากเอกสารขนส่งว่า Dell เคยทดสอบ N1X ES2
    อาจเคยถูกพิจารณาให้ลงใน XPS รุ่นใหม่
    การรีแบรนด์รุ่นอาจบ่งชี้ว่าถูกยกเลิกในช่วงท้าย

    สเปกและความสำคัญของ N1X
    GPU ระดับ RTX 5070 + CPU ARM 20 คอร์
    เป็นการกลับมาของ Nvidia ในตลาด CPU ผู้บริโภค
    ใช้สถาปัตยกรรมร่วมกับ MediaTek

    เหตุผลที่อาจทำให้โปรเจกต์ถูกพับ
    ความร่วมมือ Nvidia–Intel อาจทับซ้อนทิศทางผลิตภัณฑ์
    Windows‑on‑ARM ยังไม่ดึงดูดตลาดมากพอ
    ความเสี่ยงด้านต้นทุนและกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์

    สิ่งที่ต้องจับตาต่อไป
    Nvidia จะกลับมาทำ CPU ผู้บริโภคหรือไม่
    Dell จะมีรุ่นทดลองอื่นที่ใช้ ARM SoC หรือไม่
    ชะตากรรมของ N1/N1X จะถูกเปิดเผยในงานใหญ่ครั้งต่อไปหรือไม่

    https://www.tomshardware.com/pc-components/cpus/nvidias-elusive-n1x-soc-leaks-out-again-shipping-manifest-reveals-dell-may-have-explored-putting-it-on-next-gen-xps-laptops
    🚀 Nvidia N1X โผล่อีกครั้ง! หลุดจากเอกสารขนส่ง เผย Dell เคยทดลองใส่ใน XPS รุ่นใหม่ บทความรายงานว่าแม้ Nvidia จะไม่เปิดตัว N1/N1X ในงาน CES 2026 แต่ข้อมูลใหม่จาก shipping manifest กลับเผยว่า Dell เคยทดสอบชิป N1X ES2 บนโน้ตบุ๊กที่ชื่อ Dell 16 Premium ซึ่งต่อมาถูกรีแบรนด์กลับเป็น Dell XPS ในช่วงท้ายของการพัฒนา นั่นหมายความว่า Dell อาจเคยพิจารณานำ N1X ลงใน XPS รุ่นใหม่จริงก่อนจะยกเลิกในภายหลัง 💻 N1X คืออะไร? — ชิป ARM + GPU ระดับ RTX 5070 ที่ไม่เคยได้ออกสู่ตลาด N1X ถูกลือว่าเป็น SoC ที่รวม 💠 GPU ระดับ RTX 5070 (6,144 CUDA cores) 💠 CPU ARM 20 คอร์ สถาปัตยกรรม Grace 💠 พัฒนาโดย Nvidia ร่วมกับ MediaTek ชิปตระกูล N1 ถูกยืนยันว่ามีตัวตนจริง เพราะเป็นพื้นฐานของ GB10 Superchip ใน DGX Spark ตามคำกล่าวของ Jensen Huang เอง แต่เวอร์ชันสำหรับผู้ใช้ทั่วไป (N1/N1X) ไม่เคยถูกปล่อยออกมาเลย 🏁 ทำไมมันถึงไม่ออกตลาด? — ปัจจัยหลายด้านอาจทำให้โปรเจกต์ถูกพับ บทความชี้ว่าการที่ Dell เปลี่ยนชื่อรุ่นในช่วงท้าย และไม่มีการเปิดตัว N1X อาจสะท้อนว่าโปรเจกต์ถูกยกเลิกในนาทีสุดท้าย ทั้งจากฝั่ง Dell และ Nvidia เอง นอกจากนี้ยังมี “ช้างตัวใหญ่ในห้อง” คือ ดีลความร่วมมือระหว่าง Nvidia กับ Intel ในการพัฒนา x86 RTX SoC ซึ่งอาจทำให้ N1X กลายเป็นคู่แข่งภายในโดยไม่ตั้งใจ 🧠 ถ้า N1X ออกจริง จะเป็นการกลับมาของ Nvidia ในตลาด CPU ผู้บริโภคครั้งแรกในรอบทศวรรษ Nvidia เคยทำ CPU ARM สำหรับผู้ใช้ทั่วไปครั้งสุดท้ายในยุค Tegra X1 (Nintendo Switch) หลังจากนั้นก็หันไปทำเฉพาะชิปสำหรับองค์กร หาก N1X ได้ออกจริง มันจะเป็นคู่แข่งตรงของ Ryzen APU และ Qualcomm Windows‑on‑ARM แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าโอกาสนั้นจะเลือนลางลงเรื่อย ๆ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ข้อมูลใหม่เกี่ยวกับ N1X ➡️ หลุดจากเอกสารขนส่งว่า Dell เคยทดสอบ N1X ES2 ➡️ อาจเคยถูกพิจารณาให้ลงใน XPS รุ่นใหม่ ➡️ การรีแบรนด์รุ่นอาจบ่งชี้ว่าถูกยกเลิกในช่วงท้าย ✅ สเปกและความสำคัญของ N1X ➡️ GPU ระดับ RTX 5070 + CPU ARM 20 คอร์ ➡️ เป็นการกลับมาของ Nvidia ในตลาด CPU ผู้บริโภค ➡️ ใช้สถาปัตยกรรมร่วมกับ MediaTek ‼️ เหตุผลที่อาจทำให้โปรเจกต์ถูกพับ ⛔ ความร่วมมือ Nvidia–Intel อาจทับซ้อนทิศทางผลิตภัณฑ์ ⛔ Windows‑on‑ARM ยังไม่ดึงดูดตลาดมากพอ ⛔ ความเสี่ยงด้านต้นทุนและกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ ‼️ สิ่งที่ต้องจับตาต่อไป ⛔ Nvidia จะกลับมาทำ CPU ผู้บริโภคหรือไม่ ⛔ Dell จะมีรุ่นทดลองอื่นที่ใช้ ARM SoC หรือไม่ ⛔ ชะตากรรมของ N1/N1X จะถูกเปิดเผยในงานใหญ่ครั้งต่อไปหรือไม่ https://www.tomshardware.com/pc-components/cpus/nvidias-elusive-n1x-soc-leaks-out-again-shipping-manifest-reveals-dell-may-have-explored-putting-it-on-next-gen-xps-laptops
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 330 มุมมอง 0 รีวิว
  • 2026: ปีทองของการ Self‑Hosting – เมื่อ AI Agents ทำให้ทุกคนตั้งเซิร์ฟเวอร์เองได้ง่ายกว่าที่เคย

    บทความชี้ว่า ปี 2026 คือจุดเปลี่ยนสำคัญของการ self‑hosting เพราะสิ่งที่เคยยาก—ตั้งแต่การคอนฟิก Docker, reverse proxy, ไปจนถึงการดูแล uptime—กำลังถูกแทนที่ด้วย “CLI agents” อย่าง Claude Code ที่สามารถจัดการทุกอย่างแทนผู้ใช้ได้เกือบทั้งหมด ผู้เขียนเล่าว่าเดิมทีอยาก self‑host มานานแต่ท้อกับความยุ่งยาก จนกระทั่งลองใช้ AI agent บนเซิร์ฟเวอร์จริง แล้วพบว่ามันสามารถตั้งค่าระบบทั้งหมดตามที่อธิบายเป็นภาษาคนธรรมดาได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว

    ฮาร์ดแวร์ราคาถูก + Tailscale + Claude Code = สูตรสำเร็จ
    ปัจจัยที่ทำให้ self‑hosting “ง่ายและสนุก” ในปีนี้ประกอบด้วย 3 อย่าง:
    mini PC ราคาถูกแต่แรงพอสำหรับงานบ้าน,
    Tailscale ที่ทำให้เครือข่ายส่วนตัวปลอดภัยและเข้าถึงง่าย,
    Claude Code ที่ทำหน้าที่เหมือน sysadmin ส่วนตัว ผู้เขียนใช้ Beelink Mini N150 ราคาไม่ถึง $400 แล้วติดตั้ง Ubuntu Server, Tailscale และ Claude Code จากนั้นเพียงสั่งงานด้วยประโยคธรรมดา เช่น “ตั้ง Docker + Caddy + Vaultwarden ให้ที” แล้วปล่อยให้ AI ทำงานทั้งหมดเอง

    บริการที่ self‑host ได้จริงในชีวิตประจำวัน
    ผู้เขียนติดตั้งบริการหลายอย่างที่แทน SaaS ยอดนิยม เช่น Vaultwarden (แทน Bitwarden), Immich (แทน Google Photos), Plex, Home Assistant และ Readeck ซึ่งทั้งหมดทำงานใน Docker และเข้าถึงได้จากทุกอุปกรณ์ผ่าน dashboard ที่ Claude Code สร้างให้แบบอัตโนมัติ ความน่าประทับใจคือระบบทั้งหมดใช้ทรัพยากรเพียงเล็กน้อย แต่ให้ความรู้สึก “เป็นเจ้าของข้อมูลจริงๆ” โดยไม่ต้องพึ่งบริการภายนอก

    สำรองข้อมูลอัตโนมัติแบบมืออาชีพ แต่ตั้งง่ายเหมือนสั่งเพื่อน
    อีกจุดเด่นคือระบบ backup ที่ตั้งได้ง่ายมาก ผู้เขียนเพียงบอก Claude ให้สำรองข้อมูลลง USB drive ทุกวัน และส่งขึ้น AWS Glacier Deep Archive ทุกสัปดาห์ ซึ่งใช้ค่าใช้จ่ายเพียงไม่กี่เซนต์ต่อเดือน ทำให้ self‑hosting ไม่ได้เป็นแค่เรื่องสนุก แต่ยังปลอดภัยและเชื่อถือได้ในระยะยาว

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ทำไมปี 2026 ถึงเป็นปีของ self‑hosting
    mini PC ราคาถูกและแรงขึ้น ทำให้ตั้งเซิร์ฟเวอร์ที่บ้านได้ง่าย
    Tailscale ทำให้เครือข่ายส่วนตัวปลอดภัยและเข้าถึงง่าย
    Claude Code ทำหน้าที่เป็น sysadmin อัตโนมัติ ลดภาระคอนฟิกระบบ

    สิ่งที่ self‑host ได้จริงและใช้งานได้ดี
    Vaultwarden สำหรับจัดการรหัสผ่าน
    Immich สำหรับรูปภาพแทน Google Photos
    Plex, Home Assistant, Readeck และ dashboard แบบ custom
    ระบบ backup ทั้ง local และ cloud ที่ตั้งค่าได้ง่ายมาก

    ข้อควรระวังสำหรับผู้เริ่มต้น
    ต้องคุ้นเคยกับ terminal ระดับพื้นฐาน
    การ build หรือคอนฟิกบางอย่างยังต้องตรวจสอบด้วยตัวเอง
    แม้ AI ช่วยได้มาก แต่ผู้ใช้ยังต้องเข้าใจความเสี่ยงด้านความปลอดภัย

    ประเด็นที่ต้องคิดก่อนเริ่ม self‑hosting
    ต้องมีแผนสำรองข้อมูลที่ดี ไม่เช่นนั้นข้อมูลสำคัญอาจสูญหาย
    ต้องระวังการเปิดบริการออกอินเทอร์เน็ตโดยไม่ตั้งค่า firewall
    ควรเลือกบริการที่จำเป็นจริง เพื่อไม่ให้ระบบซับซ้อนเกินไป

    https://fulghum.io/self-hosting
    📰 2026: ปีทองของการ Self‑Hosting – เมื่อ AI Agents ทำให้ทุกคนตั้งเซิร์ฟเวอร์เองได้ง่ายกว่าที่เคย บทความชี้ว่า ปี 2026 คือจุดเปลี่ยนสำคัญของการ self‑hosting เพราะสิ่งที่เคยยาก—ตั้งแต่การคอนฟิก Docker, reverse proxy, ไปจนถึงการดูแล uptime—กำลังถูกแทนที่ด้วย “CLI agents” อย่าง Claude Code ที่สามารถจัดการทุกอย่างแทนผู้ใช้ได้เกือบทั้งหมด ผู้เขียนเล่าว่าเดิมทีอยาก self‑host มานานแต่ท้อกับความยุ่งยาก จนกระทั่งลองใช้ AI agent บนเซิร์ฟเวอร์จริง แล้วพบว่ามันสามารถตั้งค่าระบบทั้งหมดตามที่อธิบายเป็นภาษาคนธรรมดาได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว 🖥️ ฮาร์ดแวร์ราคาถูก + Tailscale + Claude Code = สูตรสำเร็จ ปัจจัยที่ทำให้ self‑hosting “ง่ายและสนุก” ในปีนี้ประกอบด้วย 3 อย่าง: 💠 mini PC ราคาถูกแต่แรงพอสำหรับงานบ้าน, 💠 Tailscale ที่ทำให้เครือข่ายส่วนตัวปลอดภัยและเข้าถึงง่าย, 💠 Claude Code ที่ทำหน้าที่เหมือน sysadmin ส่วนตัว ผู้เขียนใช้ Beelink Mini N150 ราคาไม่ถึง $400 แล้วติดตั้ง Ubuntu Server, Tailscale และ Claude Code จากนั้นเพียงสั่งงานด้วยประโยคธรรมดา เช่น “ตั้ง Docker + Caddy + Vaultwarden ให้ที” แล้วปล่อยให้ AI ทำงานทั้งหมดเอง 🧩 บริการที่ self‑host ได้จริงในชีวิตประจำวัน ผู้เขียนติดตั้งบริการหลายอย่างที่แทน SaaS ยอดนิยม เช่น Vaultwarden (แทน Bitwarden), Immich (แทน Google Photos), Plex, Home Assistant และ Readeck ซึ่งทั้งหมดทำงานใน Docker และเข้าถึงได้จากทุกอุปกรณ์ผ่าน dashboard ที่ Claude Code สร้างให้แบบอัตโนมัติ ความน่าประทับใจคือระบบทั้งหมดใช้ทรัพยากรเพียงเล็กน้อย แต่ให้ความรู้สึก “เป็นเจ้าของข้อมูลจริงๆ” โดยไม่ต้องพึ่งบริการภายนอก 🔐 สำรองข้อมูลอัตโนมัติแบบมืออาชีพ แต่ตั้งง่ายเหมือนสั่งเพื่อน อีกจุดเด่นคือระบบ backup ที่ตั้งได้ง่ายมาก ผู้เขียนเพียงบอก Claude ให้สำรองข้อมูลลง USB drive ทุกวัน และส่งขึ้น AWS Glacier Deep Archive ทุกสัปดาห์ ซึ่งใช้ค่าใช้จ่ายเพียงไม่กี่เซนต์ต่อเดือน ทำให้ self‑hosting ไม่ได้เป็นแค่เรื่องสนุก แต่ยังปลอดภัยและเชื่อถือได้ในระยะยาว 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ทำไมปี 2026 ถึงเป็นปีของ self‑hosting ➡️ mini PC ราคาถูกและแรงขึ้น ทำให้ตั้งเซิร์ฟเวอร์ที่บ้านได้ง่าย ➡️ Tailscale ทำให้เครือข่ายส่วนตัวปลอดภัยและเข้าถึงง่าย ➡️ Claude Code ทำหน้าที่เป็น sysadmin อัตโนมัติ ลดภาระคอนฟิกระบบ ✅ สิ่งที่ self‑host ได้จริงและใช้งานได้ดี ➡️ Vaultwarden สำหรับจัดการรหัสผ่าน ➡️ Immich สำหรับรูปภาพแทน Google Photos ➡️ Plex, Home Assistant, Readeck และ dashboard แบบ custom ➡️ ระบบ backup ทั้ง local และ cloud ที่ตั้งค่าได้ง่ายมาก ‼️ ข้อควรระวังสำหรับผู้เริ่มต้น ⛔ ต้องคุ้นเคยกับ terminal ระดับพื้นฐาน ⛔ การ build หรือคอนฟิกบางอย่างยังต้องตรวจสอบด้วยตัวเอง ⛔ แม้ AI ช่วยได้มาก แต่ผู้ใช้ยังต้องเข้าใจความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ‼️ ประเด็นที่ต้องคิดก่อนเริ่ม self‑hosting ⛔ ต้องมีแผนสำรองข้อมูลที่ดี ไม่เช่นนั้นข้อมูลสำคัญอาจสูญหาย ⛔ ต้องระวังการเปิดบริการออกอินเทอร์เน็ตโดยไม่ตั้งค่า firewall ⛔ ควรเลือกบริการที่จำเป็นจริง เพื่อไม่ให้ระบบซับซ้อนเกินไป https://fulghum.io/self-hosting
    FULGHUM.IO
    2026 is the Year of Self-hosting
    CLI agents like Claude Code make self-hosting dramatically easier and actually fun. This is the first time I would recommend it to normal software-literate people.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 354 มุมมอง 0 รีวิว
  • เฟดเดือด! โพเวลล์แถลงตอบหมายศาล DOJ ชี้เป็นแรงกดดันทางการเมืองต่อการกำหนดดอกเบี้ย

    เจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ออกแถลงการณ์พิเศษหลังถูกกระทรวงยุติธรรม (DOJ) ส่งหมายศาลจากคณะลูกขุนใหญ่ พร้อมขู่ดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับคำให้การของเขาต่อคณะกรรมาธิการธนาคารวุฒิสภาเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เนื้อหานั้นเกี่ยวข้องกับโครงการปรับปรุงอาคารสำนักงานของเฟด ซึ่งพาวเวลล์ยืนยันว่าเฟดได้รายงานต่อสภาคองเกรสอย่างโปร่งใสแล้ว

    พาวเวลล์ระบุชัดว่า การขู่ฟ้องครั้งนี้ “ไม่ใช่เรื่องคำให้การหรือโครงการปรับปรุงอาคาร” แต่เป็นผลจากการที่เฟด “กำหนดอัตราดอกเบี้ยตามข้อมูลเศรษฐกิจ ไม่ใช่ตามความต้องการของประธานาธิบดี” เขามองว่านี่คือความพยายามกดดันเฟดให้ปรับนโยบายการเงินตามแรงทางการเมือง ซึ่งเป็นภัยต่อความเป็นอิสระของธนาคารกลาง

    เขาย้ำว่าในตลอดการทำงานภายใต้ 4 รัฐบาล ทั้งพรรครีพับลิกันและเดโมแครต เขาปฏิบัติหน้าที่โดยไม่เอนเอียงทางการเมือง และจะยังคงทำงานด้วย “ความซื่อสัตย์และเพื่อประโยชน์ของประชาชนอเมริกัน” แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากฝ่ายบริหารก็ตาม

    แถลงการณ์นี้สร้างแรงสั่นสะเทือนในแวดวงเศรษฐกิจและการเมือง เพราะสะท้อนความตึงเครียดระหว่างฝ่ายบริหารกับธนาคารกลาง ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของตลาดและทิศทางนโยบายการเงินในปี 2026

    สรุปประเด็นสำคัญ
    เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
    DOJ ส่งหมายศาลขู่ฟ้องพาวเวลล์เกี่ยวกับคำให้การต่อวุฒิสภา
    ประเด็นที่ถูกกล่าวหาเกี่ยวข้องกับโครงการปรับปรุงอาคารของเฟด
    พาวเวลล์ยืนยันว่าเฟดรายงานต่อสภาคองเกรสครบถ้วนแล้ว

    สาระสำคัญในแถลงการณ์
    พาวเวลล์ชี้ว่าการขู่ฟ้องเป็นความพยายามกดดันเฟดให้ปรับดอกเบี้ยตามการเมือง
    ย้ำความสำคัญของความเป็นอิสระของธนาคารกลาง
    ระบุว่าจะทำงานต่อไปด้วยความซื่อสัตย์และยึดประโยชน์สาธารณะ

    ความเสี่ยงและผลกระทบ
    ความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลกับเฟดอาจกระทบเสถียรภาพตลาด
    ความพยายามแทรกแซงนโยบายการเงินอาจบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน
    การดำเนินคดีอาจสร้างความไม่แน่นอนต่อทิศทางดอกเบี้ยในปี 2026

    ประเด็นที่ต้องจับตา
    ท่าทีของรัฐบาลต่อเฟดหลังแถลงการณ์นี้
    ปฏิกิริยาของตลาดการเงินและนักลงทุน
    ความคืบหน้าของกระบวนการทางกฎหมายจาก DOJ

    https://www.federalreserve.gov/newsevents/speech/powell20260111a.htm
    📰 เฟดเดือด! โพเวลล์แถลงตอบหมายศาล DOJ ชี้เป็นแรงกดดันทางการเมืองต่อการกำหนดดอกเบี้ย เจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ออกแถลงการณ์พิเศษหลังถูกกระทรวงยุติธรรม (DOJ) ส่งหมายศาลจากคณะลูกขุนใหญ่ พร้อมขู่ดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับคำให้การของเขาต่อคณะกรรมาธิการธนาคารวุฒิสภาเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เนื้อหานั้นเกี่ยวข้องกับโครงการปรับปรุงอาคารสำนักงานของเฟด ซึ่งพาวเวลล์ยืนยันว่าเฟดได้รายงานต่อสภาคองเกรสอย่างโปร่งใสแล้ว พาวเวลล์ระบุชัดว่า การขู่ฟ้องครั้งนี้ “ไม่ใช่เรื่องคำให้การหรือโครงการปรับปรุงอาคาร” แต่เป็นผลจากการที่เฟด “กำหนดอัตราดอกเบี้ยตามข้อมูลเศรษฐกิจ ไม่ใช่ตามความต้องการของประธานาธิบดี” เขามองว่านี่คือความพยายามกดดันเฟดให้ปรับนโยบายการเงินตามแรงทางการเมือง ซึ่งเป็นภัยต่อความเป็นอิสระของธนาคารกลาง เขาย้ำว่าในตลอดการทำงานภายใต้ 4 รัฐบาล ทั้งพรรครีพับลิกันและเดโมแครต เขาปฏิบัติหน้าที่โดยไม่เอนเอียงทางการเมือง และจะยังคงทำงานด้วย “ความซื่อสัตย์และเพื่อประโยชน์ของประชาชนอเมริกัน” แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากฝ่ายบริหารก็ตาม แถลงการณ์นี้สร้างแรงสั่นสะเทือนในแวดวงเศรษฐกิจและการเมือง เพราะสะท้อนความตึงเครียดระหว่างฝ่ายบริหารกับธนาคารกลาง ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของตลาดและทิศทางนโยบายการเงินในปี 2026 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ➡️ DOJ ส่งหมายศาลขู่ฟ้องพาวเวลล์เกี่ยวกับคำให้การต่อวุฒิสภา ➡️ ประเด็นที่ถูกกล่าวหาเกี่ยวข้องกับโครงการปรับปรุงอาคารของเฟด ➡️ พาวเวลล์ยืนยันว่าเฟดรายงานต่อสภาคองเกรสครบถ้วนแล้ว ✅ สาระสำคัญในแถลงการณ์ ➡️ พาวเวลล์ชี้ว่าการขู่ฟ้องเป็นความพยายามกดดันเฟดให้ปรับดอกเบี้ยตามการเมือง ➡️ ย้ำความสำคัญของความเป็นอิสระของธนาคารกลาง ➡️ ระบุว่าจะทำงานต่อไปด้วยความซื่อสัตย์และยึดประโยชน์สาธารณะ ‼️ ความเสี่ยงและผลกระทบ ⛔ ความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลกับเฟดอาจกระทบเสถียรภาพตลาด ⛔ ความพยายามแทรกแซงนโยบายการเงินอาจบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน ⛔ การดำเนินคดีอาจสร้างความไม่แน่นอนต่อทิศทางดอกเบี้ยในปี 2026 ‼️ ประเด็นที่ต้องจับตา ⛔ ท่าทีของรัฐบาลต่อเฟดหลังแถลงการณ์นี้ ⛔ ปฏิกิริยาของตลาดการเงินและนักลงทุน ⛔ ความคืบหน้าของกระบวนการทางกฎหมายจาก DOJ https://www.federalreserve.gov/newsevents/speech/powell20260111a.htm
    WWW.FEDERALRESERVE.GOV
    Statement from Federal Reserve Chair Jerome H. Powell
    Good evening. On Friday, the Department of Justice served the Federal Reserve with grand jury subpoenas, threatening a criminal indictment related to my testi
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 395 มุมมอง 0 รีวิว
  • Cowork: ก้าวใหม่ของ AI ที่ทำงานแทนเราได้จริง

    Cowork ถูกออกแบบมาเพื่อให้ Claude สามารถทำงานในคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น โดยผู้ใช้สามารถอนุญาตให้ AI เข้าถึงโฟลเดอร์เฉพาะบนเครื่อง เพื่ออ่าน แก้ไข หรือสร้างไฟล์ใหม่ได้โดยตรง ความสามารถนี้ทำให้ Cowork ไม่ได้เป็นเพียงแชตบอต แต่เป็น “ผู้ช่วยทำงาน” ที่สามารถจัดระเบียบไฟล์ สร้างเอกสาร หรือรวบรวมข้อมูลจากไฟล์กระจัดกระจายให้เป็นงานที่สมบูรณ์ได้

    สิ่งที่โดดเด่นคือ Cowork ทำงานแบบมีแผนและรายงานความคืบหน้าเหมือนเพื่อนร่วมทีมจริงๆ ไม่ต้องคอยป้อนคำสั่งซ้ำๆ และสามารถทำงานหลายอย่างพร้อมกันได้ ผู้ใช้เพียงตั้งงานไว้ แล้วปล่อยให้ Claude ทำงานต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นแนวคิดที่เริ่มเห็นมากขึ้นในวงการ AI ว่า “AI Agents” จะเป็นอนาคตของการทำงานดิจิทัล

    อย่างไรก็ตาม ความสามารถระดับนี้ก็มาพร้อมความเสี่ยง เช่น การลบไฟล์ผิด หรือการถูกโจมตีด้วย prompt injection จากข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตที่ AI อาจไปพบเจอ แม้ผู้พัฒนาจะมีระบบป้องกัน แต่ก็ยังเป็นพื้นที่ที่ต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ผู้ใช้จึงต้องระมัดระวังในการให้สิทธิ์และคำสั่งแก่ AI

    Cowork ยังอยู่ในช่วง Research Preview และเปิดให้ผู้ใช้ Claude Max บน macOS ทดลองใช้งานก่อน เพื่อเก็บข้อมูลการใช้งานจริงและปรับปรุงให้ปลอดภัยขึ้นในอนาคต รวมถึงเตรียมขยายไปยัง Windows และรองรับการซิงก์ข้ามอุปกรณ์ในเวอร์ชันถัดไป

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Cowork คืออะไร และทำอะไรได้
    AI สามารถเข้าถึงโฟลเดอร์ที่ผู้ใช้อนุญาต เพื่ออ่าน แก้ไข หรือสร้างไฟล์ใหม่
    ทำงานแบบมีแผน รายงานความคืบหน้า และทำงานหลายอย่างพร้อมกัน
    ใช้ได้กับงานทั่วไป เช่น จัดไฟล์ สร้างเอกสาร สรุปข้อมูลจากไฟล์หลายชนิด

    จุดเด่นของ Cowork
    ทำงานเหมือน “เพื่อนร่วมงาน” มากกว่าแชตบอต
    ใช้ connectors และ skills เพื่อทำงานซับซ้อนได้มากขึ้น
    สามารถทำงานร่วมกับเบราว์เซอร์เมื่อเชื่อมกับ Chrome

    ข้อควรระวังด้านความปลอดภัย
    AI อาจทำการลบไฟล์หรือแก้ไขข้อมูลผิดพลาดหากคำสั่งไม่ชัดเจน
    มีความเสี่ยงจาก prompt injection เมื่อ AI อ่านข้อมูลจากภายนอก
    ผู้ใช้ต้องกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงโฟลเดอร์อย่างระมัดระวัง

    สถานะการพัฒนา
    ยังเป็น Research Preview และอาจมีข้อจำกัดหรือบั๊ก
    ยังรองรับเฉพาะ macOS และต้องรอการขยายไป Windows

    https://claude.com/blog/cowork-research-preview
    📰 Cowork: ก้าวใหม่ของ AI ที่ทำงานแทนเราได้จริง Cowork ถูกออกแบบมาเพื่อให้ Claude สามารถทำงานในคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น โดยผู้ใช้สามารถอนุญาตให้ AI เข้าถึงโฟลเดอร์เฉพาะบนเครื่อง เพื่ออ่าน แก้ไข หรือสร้างไฟล์ใหม่ได้โดยตรง ความสามารถนี้ทำให้ Cowork ไม่ได้เป็นเพียงแชตบอต แต่เป็น “ผู้ช่วยทำงาน” ที่สามารถจัดระเบียบไฟล์ สร้างเอกสาร หรือรวบรวมข้อมูลจากไฟล์กระจัดกระจายให้เป็นงานที่สมบูรณ์ได้ สิ่งที่โดดเด่นคือ Cowork ทำงานแบบมีแผนและรายงานความคืบหน้าเหมือนเพื่อนร่วมทีมจริงๆ ไม่ต้องคอยป้อนคำสั่งซ้ำๆ และสามารถทำงานหลายอย่างพร้อมกันได้ ผู้ใช้เพียงตั้งงานไว้ แล้วปล่อยให้ Claude ทำงานต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นแนวคิดที่เริ่มเห็นมากขึ้นในวงการ AI ว่า “AI Agents” จะเป็นอนาคตของการทำงานดิจิทัล อย่างไรก็ตาม ความสามารถระดับนี้ก็มาพร้อมความเสี่ยง เช่น การลบไฟล์ผิด หรือการถูกโจมตีด้วย prompt injection จากข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตที่ AI อาจไปพบเจอ แม้ผู้พัฒนาจะมีระบบป้องกัน แต่ก็ยังเป็นพื้นที่ที่ต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ผู้ใช้จึงต้องระมัดระวังในการให้สิทธิ์และคำสั่งแก่ AI Cowork ยังอยู่ในช่วง Research Preview และเปิดให้ผู้ใช้ Claude Max บน macOS ทดลองใช้งานก่อน เพื่อเก็บข้อมูลการใช้งานจริงและปรับปรุงให้ปลอดภัยขึ้นในอนาคต รวมถึงเตรียมขยายไปยัง Windows และรองรับการซิงก์ข้ามอุปกรณ์ในเวอร์ชันถัดไป 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Cowork คืออะไร และทำอะไรได้ ➡️ AI สามารถเข้าถึงโฟลเดอร์ที่ผู้ใช้อนุญาต เพื่ออ่าน แก้ไข หรือสร้างไฟล์ใหม่ ➡️ ทำงานแบบมีแผน รายงานความคืบหน้า และทำงานหลายอย่างพร้อมกัน ➡️ ใช้ได้กับงานทั่วไป เช่น จัดไฟล์ สร้างเอกสาร สรุปข้อมูลจากไฟล์หลายชนิด ✅ จุดเด่นของ Cowork ➡️ ทำงานเหมือน “เพื่อนร่วมงาน” มากกว่าแชตบอต ➡️ ใช้ connectors และ skills เพื่อทำงานซับซ้อนได้มากขึ้น ➡️ สามารถทำงานร่วมกับเบราว์เซอร์เมื่อเชื่อมกับ Chrome ‼️ ข้อควรระวังด้านความปลอดภัย ⛔ AI อาจทำการลบไฟล์หรือแก้ไขข้อมูลผิดพลาดหากคำสั่งไม่ชัดเจน ⛔ มีความเสี่ยงจาก prompt injection เมื่อ AI อ่านข้อมูลจากภายนอก ⛔ ผู้ใช้ต้องกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงโฟลเดอร์อย่างระมัดระวัง ‼️ สถานะการพัฒนา ⛔ ยังเป็น Research Preview และอาจมีข้อจำกัดหรือบั๊ก ⛔ ยังรองรับเฉพาะ macOS และต้องรอการขยายไป Windows https://claude.com/blog/cowork-research-preview
    CLAUDE.COM
    Introducing Cowork | Claude
    Claude Code's agentic capabilities, now for everyone. Give Claude access to your files and let it organize, create, and edit documents while you focus on what matters.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 325 มุมมอง 0 รีวิว
  • 5 คอนเทนเนอร์อิมเมจที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับแอปยุคใหม่ (2026) – เน้นลด CVE และลดภาระทีม DevSecOps
    ข้อมูลอ้างอิงจากหน้าเว็บที่คุณเปิดอยู่

    โลกของแอปยุคใหม่ในปี 2026 ขยับไปสู่สถาปัตยกรรมแบบคอนเทนเนอร์มากขึ้น แต่ความปลอดภัยของแอปจำนวนมากกลับ “สืบทอดช่องโหว่มาจากอิมเมจพื้นฐาน” โดยตรง ทำให้การเลือกอิมเมจที่ปลอดภัยตั้งแต่ต้นทางกลายเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง บทความนี้สรุป 5 อิมเมจที่ได้รับการยอมรับว่าปลอดภัยที่สุด พร้อมแนวคิดใหม่ที่เน้น “ป้องกันช่องโหว่ตั้งแต่ก่อนเกิด” ไม่ใช่แค่สแกนหาแล้วค่อยแก้ทีหลัง

    แนวโน้มสำคัญในปี 2026 คือองค์กรเริ่มเลือกอิมเมจที่มี attack surface ต่ำ, มีผู้ดูแลชัดเจน, อัปเดตสม่ำเสมอ, และ ไม่ปล่อยให้ CVE สะสม เพราะอิมเมจที่ดูปลอดภัยในวันแรกอาจเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็วหากไม่มีการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือใหม่อย่าง Echo ที่เน้น rebuild อิมเมจให้ “CVE-free” ตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งเป็นแนวคิดที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก

    อิมเมจยอดนิยมอย่าง Distroless, Alpine, Ubuntu และ Red Hat UBI ยังคงมีบทบาทสำคัญ แต่แต่ละตัวก็มีจุดเด่นและข้อจำกัดต่างกัน เช่น Distroless ที่ปลอดภัยมากแต่ debug ยาก, Alpine ที่เล็กและเร็วแต่มี CVE โผล่บ่อย, หรือ Ubuntu/UBI ที่มั่นคงและมี ecosystem ใหญ่แต่มี attack surface มากกว่าอิมเมจแบบ minimal

    สุดท้าย บทความชี้ว่า “อิมเมจที่ปลอดภัย” ไม่ได้หมายถึงอิมเมจที่สแกนแล้วไม่มี CVE แต่คืออิมเมจที่ ไม่ทำให้ทีมต้องคอยไล่แพตช์ทุกสัปดาห์, มีวงจรอัปเดตที่คาดเดาได้ และลดภาระความเสี่ยงในระยะยาว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเร็วในการปล่อยซอฟต์แวร์ขององค์กรยุคใหม่

    สรุปประเด็นสำคัญ
    5 อิมเมจที่ปลอดภัยที่สุดในปี 2026
    Echo – rebuild อิมเมจใหม่ให้ CVE-free ตั้งแต่ต้นทาง
    Google Distroless – minimal มาก ลด attack surface อย่างสุดขีด
    Alpine Linux – เบา เร็ว แต่ต้อง rebuild บ่อยเพราะ CVE โผล่ถี่
    Ubuntu Images – เสถียร ecosystem ใหญ่ แต่มีแพ็กเกจเยอะ
    Red Hat UBI – เหมาะกับองค์กรที่ต้องการ compliance และ support

    คุณสมบัติของอิมเมจที่ “ปลอดภัยจริง” ในปี 2026
    attack surface ต่ำ
    มีผู้ดูแลและวงจรอัปเดตชัดเจน
    ไม่ปล่อยให้ CVE สะสม
    predictable lifecycle

    เหตุผลที่ secure image สำคัญกว่า secure code
    อิมเมจถูกแชร์ข้ามหลายบริการ
    มัก rebuild ไม่บ่อย
    หากอิมเมจมีช่องโหว่ จะกระทบทั้งระบบ

    ข้อควรระวัง
    อิมเมจ minimal อาจ debug ยาก
    Distroless ไม่มี shell หรือเครื่องมือ debug

    Alpine มี CVE โผล่บ่อยเพราะ musl libc
    ต้อง rebuild บ่อย ไม่เหมาะกับทีมที่ต้องการความนิ่ง

    อิมเมจใหญ่ (Ubuntu/UBI) มี attack surface มากกว่า
    ต้องพึ่งการแพตช์สม่ำเสมอ

    https://hackread.com/best-secure-container-images-applications-2026/
    🛡️ 5 คอนเทนเนอร์อิมเมจที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับแอปยุคใหม่ (2026) – เน้นลด CVE และลดภาระทีม DevSecOps ข้อมูลอ้างอิงจากหน้าเว็บที่คุณเปิดอยู่ โลกของแอปยุคใหม่ในปี 2026 ขยับไปสู่สถาปัตยกรรมแบบคอนเทนเนอร์มากขึ้น แต่ความปลอดภัยของแอปจำนวนมากกลับ “สืบทอดช่องโหว่มาจากอิมเมจพื้นฐาน” โดยตรง ทำให้การเลือกอิมเมจที่ปลอดภัยตั้งแต่ต้นทางกลายเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง บทความนี้สรุป 5 อิมเมจที่ได้รับการยอมรับว่าปลอดภัยที่สุด พร้อมแนวคิดใหม่ที่เน้น “ป้องกันช่องโหว่ตั้งแต่ก่อนเกิด” ไม่ใช่แค่สแกนหาแล้วค่อยแก้ทีหลัง แนวโน้มสำคัญในปี 2026 คือองค์กรเริ่มเลือกอิมเมจที่มี attack surface ต่ำ, มีผู้ดูแลชัดเจน, อัปเดตสม่ำเสมอ, และ ไม่ปล่อยให้ CVE สะสม เพราะอิมเมจที่ดูปลอดภัยในวันแรกอาจเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็วหากไม่มีการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือใหม่อย่าง Echo ที่เน้น rebuild อิมเมจให้ “CVE-free” ตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งเป็นแนวคิดที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก อิมเมจยอดนิยมอย่าง Distroless, Alpine, Ubuntu และ Red Hat UBI ยังคงมีบทบาทสำคัญ แต่แต่ละตัวก็มีจุดเด่นและข้อจำกัดต่างกัน เช่น Distroless ที่ปลอดภัยมากแต่ debug ยาก, Alpine ที่เล็กและเร็วแต่มี CVE โผล่บ่อย, หรือ Ubuntu/UBI ที่มั่นคงและมี ecosystem ใหญ่แต่มี attack surface มากกว่าอิมเมจแบบ minimal สุดท้าย บทความชี้ว่า “อิมเมจที่ปลอดภัย” ไม่ได้หมายถึงอิมเมจที่สแกนแล้วไม่มี CVE แต่คืออิมเมจที่ ไม่ทำให้ทีมต้องคอยไล่แพตช์ทุกสัปดาห์, มีวงจรอัปเดตที่คาดเดาได้ และลดภาระความเสี่ยงในระยะยาว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเร็วในการปล่อยซอฟต์แวร์ขององค์กรยุคใหม่ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ 5 อิมเมจที่ปลอดภัยที่สุดในปี 2026 ➡️ Echo – rebuild อิมเมจใหม่ให้ CVE-free ตั้งแต่ต้นทาง ➡️ Google Distroless – minimal มาก ลด attack surface อย่างสุดขีด ➡️ Alpine Linux – เบา เร็ว แต่ต้อง rebuild บ่อยเพราะ CVE โผล่ถี่ ➡️ Ubuntu Images – เสถียร ecosystem ใหญ่ แต่มีแพ็กเกจเยอะ ➡️ Red Hat UBI – เหมาะกับองค์กรที่ต้องการ compliance และ support ✅ คุณสมบัติของอิมเมจที่ “ปลอดภัยจริง” ในปี 2026 ➡️ attack surface ต่ำ ➡️ มีผู้ดูแลและวงจรอัปเดตชัดเจน ➡️ ไม่ปล่อยให้ CVE สะสม ➡️ predictable lifecycle ✅ เหตุผลที่ secure image สำคัญกว่า secure code ➡️ อิมเมจถูกแชร์ข้ามหลายบริการ ➡️ มัก rebuild ไม่บ่อย ➡️ หากอิมเมจมีช่องโหว่ จะกระทบทั้งระบบ ⚠️ ข้อควรระวัง ‼️ อิมเมจ minimal อาจ debug ยาก ⛔ Distroless ไม่มี shell หรือเครื่องมือ debug ‼️ Alpine มี CVE โผล่บ่อยเพราะ musl libc ⛔ ต้อง rebuild บ่อย ไม่เหมาะกับทีมที่ต้องการความนิ่ง ‼️ อิมเมจใหญ่ (Ubuntu/UBI) มี attack surface มากกว่า ⛔ ต้องพึ่งการแพตช์สม่ำเสมอ https://hackread.com/best-secure-container-images-applications-2026/
    HACKREAD.COM
    5 Best Secure Container Images for Modern Applications (2026)
    Follow us on Bluesky, Twitter (X), Mastodon and Facebook at @Hackread
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 358 มุมมอง 0 รีวิว
  • 15 เรื่องที่ไม่ควรถาม Google Gemini – เพราะอาจได้คำตอบผิดพลาดหรืออันตราย

    เนื้อหาจากหน้าเว็บที่คุณเปิดอยู่เตือนอย่างชัดเจนว่า แม้ Gemini จะเก่งและตอบได้หลากหลาย แต่ก็ยังมีข้อจำกัดสำคัญหลายด้านที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด ข้อมูลผิด หรือแม้แต่ความเสี่ยงในชีวิตจริงได้ เพราะ LLM ไม่ได้ “เข้าใจ” โลก แต่เพียงทำนายข้อความที่น่าจะตามมาเท่านั้น

    บทความชี้ให้เห็นว่าปัญหาหลักของ Gemini คือ “ความมั่นใจเกินจริง” (overconfidence) ซึ่งทำให้มันตอบข้อมูลที่ไม่ถูกต้องอย่างมั่นใจมาก โดยเฉพาะในงานที่ต้องการความแม่นยำ เช่น ตัวเลข, ลิงก์, การวิเคราะห์ภาพ, หรือข้อมูลเฉพาะทางที่ไม่มีในชุดข้อมูลฝึกสอน นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างหลายกรณีที่คำตอบผิดของ AI เคยนำไปสู่ความเข้าใจผิดระดับสังคม เช่น คำแนะนำด้านอาหารหรือสุขภาพที่อันตราย

    โดยรวมแล้ว บทความนี้เป็นการเตือนผู้ใช้ให้รู้เท่าทันข้อจำกัดของ AI และไม่ใช้ Gemini ในงานที่ต้องการความถูกต้องสูง เช่น การแพทย์, การเงิน, การวิเคราะห์ข้อมูลจริง, หรือการตัดสินใจที่มีผลกระทบต่อชีวิตจริง เพราะ AI อาจสร้างข้อมูลขึ้นมาเองโดยไม่รู้ตัว

    หัวข้อข่าว: “15 สิ่งที่ไม่ควรถาม Google Gemini เพราะอาจพาคุณหลงทาง”
    Gemini ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ — แค่เครื่องทำนายข้อความ
    Gemini ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างข้อความที่ “ฟังดูดี” มากกว่าข้อความที่ “ถูกต้องจริง” ซึ่งทำให้มันตอบคำถามผิดพลาดได้ง่าย โดยเฉพาะคำถามที่ต้องการความแม่นยำสูง เช่น ลิงก์, ตัวเลข, หรือข้อมูลเฉพาะทางที่ไม่แพร่หลาย

    งานที่ต้องการความแม่นยำ = จุดอ่อนของ AI
    บทความยกตัวอย่างหลายกรณีที่ Gemini มักตอบผิด เช่น การสร้าง URL ปลอม, การนับจำนวนวัตถุในภาพผิด, การแก้ปริศนาเชิงพื้นที่ไม่ได้, หรือการให้ข้อมูล SEO ที่ไม่มีอยู่จริง เพราะมันไม่มีการเข้าถึงข้อมูลแบบเรียลไทม์ และมักเติมข้อมูลที่ “น่าจะใช่” แทนการบอกว่า “ไม่รู้”

    คำตอบผิดอาจนำไปสู่ความเสี่ยงในชีวิตจริง
    บางคำถาม เช่น การอ่านลายมือหมอ, การแนะนำส่วนผสมทำอาหาร, หรือการระบุหัวต่ออุปกรณ์ อาจทำให้เกิดอันตรายจริง เช่น ใช้ยาผิด, อาหารเสียสูตร, หรือทำให้อุปกรณ์เสียหาย เพราะ Gemini ไม่มีความเข้าใจทางกายภาพหรือเคมีจริง ๆ

    AI ยังไม่เข้าใจความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์
    งานเขียนเชิงศิลปะ เช่น lipogram หรือการประเมินงานเขียนเชิงสไตล์ ก็เป็นอีกจุดที่ Gemini มักทำผิด เพราะมันมองคำเป็น “โทเคน” ไม่ใช่ตัวอักษร ทำให้ไม่สามารถควบคุมตัวอักษรที่ใช้ หรือประเมินความตั้งใจเชิงศิลป์ของมนุษย์ได้อย่างถูกต้อง

    สรุปประเด็นสำคัญ
    สิ่งที่ไม่ควรถาม Gemini
    ลิงก์ตรง / URL / citation
    จำนวนคำแบบเป๊ะ ๆ
    ข้อมูล SEO แบบเรียลไทม์
    ชีวประวัติคนที่ไม่ดัง
    ตัวเลขสุ่ม
    ปริศนาเชิงพื้นที่
    การนับวัตถุในภาพ
    ASCII art
    การแทนส่วนผสมทำอาหาร
    การอ่านลายมือ
    สถิติกีฬา minor league
    งานเขียนแบบจำกัดตัวอักษร
    การระบุหัวต่ออุปกรณ์
    ราคาสินค้าแบบเรียลไทม์
    การให้คะแนนงานเขียนเชิงศิลป์

    เหตุผลที่ไม่ควรถาม
    AI ไม่มีข้อมูลเรียลไทม์
    มักสร้างข้อมูลขึ้นเอง (hallucination)
    ไม่เข้าใจโลกจริงหรือกฎฟิสิกส์
    ไม่สามารถนับหรือวิเคราะห์ภาพอย่างแม่นยำ
    ไม่เข้าใจเคมี/การทำอาหาร
    ไม่เข้าใจศิลปะหรือสไตล์การเขียนของมนุษย์

    https://www.slashgear.com/2071184/never-ask-google-gemini-these-things/
    🧠 15 เรื่องที่ไม่ควรถาม Google Gemini – เพราะอาจได้คำตอบผิดพลาดหรืออันตราย เนื้อหาจากหน้าเว็บที่คุณเปิดอยู่เตือนอย่างชัดเจนว่า แม้ Gemini จะเก่งและตอบได้หลากหลาย แต่ก็ยังมีข้อจำกัดสำคัญหลายด้านที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด ข้อมูลผิด หรือแม้แต่ความเสี่ยงในชีวิตจริงได้ เพราะ LLM ไม่ได้ “เข้าใจ” โลก แต่เพียงทำนายข้อความที่น่าจะตามมาเท่านั้น บทความชี้ให้เห็นว่าปัญหาหลักของ Gemini คือ “ความมั่นใจเกินจริง” (overconfidence) ซึ่งทำให้มันตอบข้อมูลที่ไม่ถูกต้องอย่างมั่นใจมาก โดยเฉพาะในงานที่ต้องการความแม่นยำ เช่น ตัวเลข, ลิงก์, การวิเคราะห์ภาพ, หรือข้อมูลเฉพาะทางที่ไม่มีในชุดข้อมูลฝึกสอน นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างหลายกรณีที่คำตอบผิดของ AI เคยนำไปสู่ความเข้าใจผิดระดับสังคม เช่น คำแนะนำด้านอาหารหรือสุขภาพที่อันตราย โดยรวมแล้ว บทความนี้เป็นการเตือนผู้ใช้ให้รู้เท่าทันข้อจำกัดของ AI และไม่ใช้ Gemini ในงานที่ต้องการความถูกต้องสูง เช่น การแพทย์, การเงิน, การวิเคราะห์ข้อมูลจริง, หรือการตัดสินใจที่มีผลกระทบต่อชีวิตจริง เพราะ AI อาจสร้างข้อมูลขึ้นมาเองโดยไม่รู้ตัว 📰 หัวข้อข่าว: “15 สิ่งที่ไม่ควรถาม Google Gemini เพราะอาจพาคุณหลงทาง” 🤖 Gemini ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ — แค่เครื่องทำนายข้อความ Gemini ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างข้อความที่ “ฟังดูดี” มากกว่าข้อความที่ “ถูกต้องจริง” ซึ่งทำให้มันตอบคำถามผิดพลาดได้ง่าย โดยเฉพาะคำถามที่ต้องการความแม่นยำสูง เช่น ลิงก์, ตัวเลข, หรือข้อมูลเฉพาะทางที่ไม่แพร่หลาย 🔍 งานที่ต้องการความแม่นยำ = จุดอ่อนของ AI บทความยกตัวอย่างหลายกรณีที่ Gemini มักตอบผิด เช่น การสร้าง URL ปลอม, การนับจำนวนวัตถุในภาพผิด, การแก้ปริศนาเชิงพื้นที่ไม่ได้, หรือการให้ข้อมูล SEO ที่ไม่มีอยู่จริง เพราะมันไม่มีการเข้าถึงข้อมูลแบบเรียลไทม์ และมักเติมข้อมูลที่ “น่าจะใช่” แทนการบอกว่า “ไม่รู้” ⚠️ คำตอบผิดอาจนำไปสู่ความเสี่ยงในชีวิตจริง บางคำถาม เช่น การอ่านลายมือหมอ, การแนะนำส่วนผสมทำอาหาร, หรือการระบุหัวต่ออุปกรณ์ อาจทำให้เกิดอันตรายจริง เช่น ใช้ยาผิด, อาหารเสียสูตร, หรือทำให้อุปกรณ์เสียหาย เพราะ Gemini ไม่มีความเข้าใจทางกายภาพหรือเคมีจริง ๆ 🎭 AI ยังไม่เข้าใจความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ งานเขียนเชิงศิลปะ เช่น lipogram หรือการประเมินงานเขียนเชิงสไตล์ ก็เป็นอีกจุดที่ Gemini มักทำผิด เพราะมันมองคำเป็น “โทเคน” ไม่ใช่ตัวอักษร ทำให้ไม่สามารถควบคุมตัวอักษรที่ใช้ หรือประเมินความตั้งใจเชิงศิลป์ของมนุษย์ได้อย่างถูกต้อง 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ สิ่งที่ไม่ควรถาม Gemini ➡️ ลิงก์ตรง / URL / citation ➡️ จำนวนคำแบบเป๊ะ ๆ ➡️ ข้อมูล SEO แบบเรียลไทม์ ➡️ ชีวประวัติคนที่ไม่ดัง ➡️ ตัวเลขสุ่ม ➡️ ปริศนาเชิงพื้นที่ ➡️ การนับวัตถุในภาพ ➡️ ASCII art ➡️ การแทนส่วนผสมทำอาหาร ➡️ การอ่านลายมือ ➡️ สถิติกีฬา minor league ➡️ งานเขียนแบบจำกัดตัวอักษร ➡️ การระบุหัวต่ออุปกรณ์ ➡️ ราคาสินค้าแบบเรียลไทม์ ➡️ การให้คะแนนงานเขียนเชิงศิลป์ ‼️ เหตุผลที่ไม่ควรถาม ⛔ AI ไม่มีข้อมูลเรียลไทม์ ⛔ มักสร้างข้อมูลขึ้นเอง (hallucination) ⛔ ไม่เข้าใจโลกจริงหรือกฎฟิสิกส์ ⛔ ไม่สามารถนับหรือวิเคราะห์ภาพอย่างแม่นยำ ⛔ ไม่เข้าใจเคมี/การทำอาหาร ⛔ ไม่เข้าใจศิลปะหรือสไตล์การเขียนของมนุษย์ https://www.slashgear.com/2071184/never-ask-google-gemini-these-things/
    WWW.SLASHGEAR.COM
    15 Things You Should Never Ask Google's Gemini - SlashGear
    Google Gemini may perform competency very convincingly, but if you use it for everything, you may end up dealing with wrong answers and damaged equipment.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 438 มุมมอง 0 รีวิว
  • Microsoft เปิดซอร์ส XAML Studio – เครื่องมือออกแบบ UI สำหรับ Windows ที่นักพัฒนารอคอย

    การตัดสินใจของ Microsoft ในการเปิดซอร์ส XAML Studio หลังจากผ่านไปกว่า 8 ปี ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับนักพัฒนา Windows แอปยุคใหม่ เครื่องมือนี้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้สร้าง UI ด้วย XAML ได้อย่างรวดเร็วแบบ live preview โดยไม่ต้องคอยคอมไพล์ซ้ำ ทำให้การทดลองดีไซน์และปรับแต่งอินเทอร์เฟซเป็นเรื่องง่ายขึ้นมาก เหมือนกับ Qt Design Studio แต่ถูกสร้างมาเพื่อ WinUI โดยเฉพาะ

    เวอร์ชันปัจจุบัน XAML Studio 1.1 พร้อมให้ดาวน์โหลดบน Microsoft Store มาพร้อมฟีเจอร์อย่าง IntelliSense, binding debugger, data context editor, auto‑save และ alignment guides ซึ่งช่วยให้การออกแบบ UI มีความแม่นยำและสะดวกขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ขณะเดียวกัน Microsoft ก็ได้เปิดโค้ดขึ้น GitHub ภายใต้ MIT License และนำโปรเจกต์เข้าสู่ .NET Foundation เพื่อให้ชุมชนช่วยพัฒนาต่อได้อย่างอิสระ

    ที่น่าตื่นเต้นคือ XAML Studio 2.0 กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา และสามารถ build จาก source ได้แล้วในตอนนี้ รุ่นใหม่นี้มาพร้อมการยกเครื่อง UI ครั้งใหญ่ด้วย Fluent UI ทำให้หน้าตาทันสมัยขึ้น พร้อมเพิ่มแผง Properties Panel ที่รวม visual tree, state management และ property editing ไว้ในที่เดียว รวมถึงฟีเจอร์ใหม่อย่าง Adorners สำหรับช่วยจัดวางองค์ประกอบ UI อย่างละเอียด

    แม้หลายฟีเจอร์ใน 2.0 ยังอยู่ในช่วงทดลอง แต่ทีมพัฒนาตั้งเป้าจะปล่อยเวอร์ชันเสถียรบน Microsoft Store ภายในปี 2026 การเปิดซอร์สครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การปล่อยโค้ด แต่เป็นการเปิดประตูให้ชุมชนเข้ามาช่วยผลักดันเครื่องมือออกแบบ UI ของ Windows ให้ก้าวทันยุคมากขึ้น

    สรุปประเด็นสำคัญ
    XAML Studio ถูกเปิดซอร์สอย่างเป็นทางการ
    ใช้ MIT License และเข้าร่วม .NET Foundation
    เปิดให้ชุมชนช่วยพัฒนาต่อได้เต็มรูปแบบ

    เวอร์ชัน 1.1 พร้อมใช้งานบน Microsoft Store
    มี IntelliSense, binding debugger และ live editing
    เหมาะสำหรับ rapid prototyping ของ WinUI

    เวอร์ชัน 2.0 อยู่ระหว่างพัฒนา
    UI ใหม่ด้วย Fluent UI
    เพิ่ม Properties Panel และฟีเจอร์ Adorners

    แผนปล่อยเวอร์ชันเสถียรในปี 2026
    ยังมีฟีเจอร์ทดลองหลายส่วน
    ตั้งเป้าปรับปรุงให้รองรับ WinUI 3 เต็มรูปแบบ

    ข้อควรระวัง
    ฟีเจอร์ใน 2.0 ยังไม่เสถียร
    อาจเจอบั๊กหรือพฤติกรรมไม่คงที่

    ต้อง build จาก source หากต้องการลอง 2.0 ตอนนี้
    เหมาะกับนักพัฒนาที่คุ้นเคยกับ .NET และ GitHub

    การเปลี่ยน UI ครั้งใหญ่ต้องปรับตัว
    ผู้ใช้เดิมอาจต้องเรียนรู้ workflow ใหม่บางส่วน

    https://itsfoss.com/news/microsoft-open-sources-xaml-studio/
    🪟 Microsoft เปิดซอร์ส XAML Studio – เครื่องมือออกแบบ UI สำหรับ Windows ที่นักพัฒนารอคอย การตัดสินใจของ Microsoft ในการเปิดซอร์ส XAML Studio หลังจากผ่านไปกว่า 8 ปี ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับนักพัฒนา Windows แอปยุคใหม่ เครื่องมือนี้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้สร้าง UI ด้วย XAML ได้อย่างรวดเร็วแบบ live preview โดยไม่ต้องคอยคอมไพล์ซ้ำ ทำให้การทดลองดีไซน์และปรับแต่งอินเทอร์เฟซเป็นเรื่องง่ายขึ้นมาก เหมือนกับ Qt Design Studio แต่ถูกสร้างมาเพื่อ WinUI โดยเฉพาะ เวอร์ชันปัจจุบัน XAML Studio 1.1 พร้อมให้ดาวน์โหลดบน Microsoft Store มาพร้อมฟีเจอร์อย่าง IntelliSense, binding debugger, data context editor, auto‑save และ alignment guides ซึ่งช่วยให้การออกแบบ UI มีความแม่นยำและสะดวกขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ขณะเดียวกัน Microsoft ก็ได้เปิดโค้ดขึ้น GitHub ภายใต้ MIT License และนำโปรเจกต์เข้าสู่ .NET Foundation เพื่อให้ชุมชนช่วยพัฒนาต่อได้อย่างอิสระ ที่น่าตื่นเต้นคือ XAML Studio 2.0 กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา และสามารถ build จาก source ได้แล้วในตอนนี้ รุ่นใหม่นี้มาพร้อมการยกเครื่อง UI ครั้งใหญ่ด้วย Fluent UI ทำให้หน้าตาทันสมัยขึ้น พร้อมเพิ่มแผง Properties Panel ที่รวม visual tree, state management และ property editing ไว้ในที่เดียว รวมถึงฟีเจอร์ใหม่อย่าง Adorners สำหรับช่วยจัดวางองค์ประกอบ UI อย่างละเอียด แม้หลายฟีเจอร์ใน 2.0 ยังอยู่ในช่วงทดลอง แต่ทีมพัฒนาตั้งเป้าจะปล่อยเวอร์ชันเสถียรบน Microsoft Store ภายในปี 2026 การเปิดซอร์สครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การปล่อยโค้ด แต่เป็นการเปิดประตูให้ชุมชนเข้ามาช่วยผลักดันเครื่องมือออกแบบ UI ของ Windows ให้ก้าวทันยุคมากขึ้น 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ XAML Studio ถูกเปิดซอร์สอย่างเป็นทางการ ➡️ ใช้ MIT License และเข้าร่วม .NET Foundation ➡️ เปิดให้ชุมชนช่วยพัฒนาต่อได้เต็มรูปแบบ ✅ เวอร์ชัน 1.1 พร้อมใช้งานบน Microsoft Store ➡️ มี IntelliSense, binding debugger และ live editing ➡️ เหมาะสำหรับ rapid prototyping ของ WinUI ✅ เวอร์ชัน 2.0 อยู่ระหว่างพัฒนา ➡️ UI ใหม่ด้วย Fluent UI ➡️ เพิ่ม Properties Panel และฟีเจอร์ Adorners ✅ แผนปล่อยเวอร์ชันเสถียรในปี 2026 ➡️ ยังมีฟีเจอร์ทดลองหลายส่วน ➡️ ตั้งเป้าปรับปรุงให้รองรับ WinUI 3 เต็มรูปแบบ ⚠️ ข้อควรระวัง ‼️ ฟีเจอร์ใน 2.0 ยังไม่เสถียร ⛔ อาจเจอบั๊กหรือพฤติกรรมไม่คงที่ ‼️ ต้อง build จาก source หากต้องการลอง 2.0 ตอนนี้ ⛔ เหมาะกับนักพัฒนาที่คุ้นเคยกับ .NET และ GitHub ‼️ การเปลี่ยน UI ครั้งใหญ่ต้องปรับตัว ⛔ ผู้ใช้เดิมอาจต้องเรียนรู้ workflow ใหม่บางส่วน https://itsfoss.com/news/microsoft-open-sources-xaml-studio/
    ITSFOSS.COM
    Microsoft Open-Sources XAML Studio
    After 8 years, Microsoft's tool for designing Windows apps is now open source.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 307 มุมมอง 0 รีวิว
  • auto-cpufreq 3.0 เปิดตัว! ควบคุม Turbo Boost ได้เอง พร้อมจัดการแบตดีขึ้นบน Linux

    เวอร์ชันใหม่ของ auto-cpufreq 3.0 ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับผู้ใช้ Linux บนโน้ตบุ๊ก เพราะมาพร้อมความสามารถที่ช่วยให้ควบคุมพลังงานและประสิทธิภาพได้ละเอียดขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะฟีเจอร์ใหม่อย่าง การควบคุม CPU Turbo Boost แบบแมนนวล ที่ผู้ใช้สามารถเลือกได้ว่าจะให้ Turbo ทำงานแบบ Auto, Never หรือ Always ซึ่งช่วยให้ปรับสมดุลระหว่างความแรงและอายุการใช้งานแบตเตอรี่ได้ตรงความต้องการมากขึ้น

    การจัดการแบตเตอรี่ก็ได้รับการปรับปรุงอย่างเห็นได้ชัด ผู้ใช้สามารถเลือกได้เองว่า auto-cpufreq ควรอ่านค่าจากแบตลูกไหนในกรณีที่เครื่องมีหลายอุปกรณ์จ่ายไฟ หรือระบบตรวจจับผิดพลาด นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ใหม่สำหรับผู้ใช้ ASUS คือ ตั้งค่า Battery Charge Threshold เพื่อจำกัดเปอร์เซ็นต์การชาร์จสูงสุด ช่วยยืดอายุแบตในระยะยาว ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่หลายคนรอคอยมานาน

    เวอร์ชันนี้ยังแก้บั๊กสำคัญหลายจุด เช่น การอ่านค่า CPU frequency ที่เคยผิดพลาดในโหมด --monitor รวมถึงแก้ปัญหาการติดตั้งบน NixOS และ Pop!_OS ที่เคยเจอ error อย่าง awk: command not found หรือปัญหา PyGObject ทำให้การติดตั้งและใช้งานราบรื่นขึ้นมาก ผู้ใช้สามารถติดตั้งจาก source ได้ง่าย หรือจะใช้ Snap บน Ubuntu ก็สะดวกไม่แพ้กัน

    การอัปเดตครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าชุมชน Linux กำลังให้ความสำคัญกับการจัดการพลังงานมากขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ผู้ใช้โน้ตบุ๊กต้องการทั้งประสิทธิภาพและความทนทานของแบตเตอรี่ auto-cpufreq 3.0 จึงเป็นอีกก้าวที่ช่วยให้ Linux บนโน้ตบุ๊กใช้งานได้ใกล้เคียงกับระบบอื่น ๆ ที่มีเครื่องมือจัดการพลังงานที่ครบเครื่องกว่าในอดีต

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ฟีเจอร์ใหม่: ควบคุม Turbo Boost ได้เอง
    เลือก Auto / Never / Always ได้ทั้ง CLI และ GUI
    ตัวเลือกจะแสดงเฉพาะ CPU ที่รองรับ Turbo Boost

    การจัดการแบตดีขึ้น
    เลือกแบตที่ต้องการให้ระบบตรวจสอบได้เอง
    ASUS รองรับ Battery Charge Threshold แล้ว

    แก้บั๊กหลายรายการ
    อ่านค่า CPU frequency ถูกต้องขึ้น
    แก้ปัญหาติดตั้งบน NixOS และ Pop!_OS

    ติดตั้งได้หลายวิธี
    build จาก source
    ติดตั้งผ่าน Snap บน Ubuntu

    ข้อควรระวัง
    การตั้ง Turbo Boost แบบ Always อาจกินแบตมาก
    เหมาะกับงานหนัก ไม่เหมาะกับการใช้งานทั่วไป

    การตั้ง Battery Threshold ผิดอาจทำให้ชาร์จไม่เต็ม
    ควรตั้งค่าตามคำแนะนำของผู้ผลิต

    การ build จาก source ต้องตรวจสอบ dependency ให้ครบ
    หากขาดแพ็กเกจอาจทำให้ติดตั้งไม่สำเร็จ

    https://itsfoss.com/news/auto-cpufreq-3-0/
    ⚡ auto-cpufreq 3.0 เปิดตัว! ควบคุม Turbo Boost ได้เอง พร้อมจัดการแบตดีขึ้นบน Linux เวอร์ชันใหม่ของ auto-cpufreq 3.0 ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับผู้ใช้ Linux บนโน้ตบุ๊ก เพราะมาพร้อมความสามารถที่ช่วยให้ควบคุมพลังงานและประสิทธิภาพได้ละเอียดขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะฟีเจอร์ใหม่อย่าง การควบคุม CPU Turbo Boost แบบแมนนวล ที่ผู้ใช้สามารถเลือกได้ว่าจะให้ Turbo ทำงานแบบ Auto, Never หรือ Always ซึ่งช่วยให้ปรับสมดุลระหว่างความแรงและอายุการใช้งานแบตเตอรี่ได้ตรงความต้องการมากขึ้น การจัดการแบตเตอรี่ก็ได้รับการปรับปรุงอย่างเห็นได้ชัด ผู้ใช้สามารถเลือกได้เองว่า auto-cpufreq ควรอ่านค่าจากแบตลูกไหนในกรณีที่เครื่องมีหลายอุปกรณ์จ่ายไฟ หรือระบบตรวจจับผิดพลาด นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ใหม่สำหรับผู้ใช้ ASUS คือ ตั้งค่า Battery Charge Threshold เพื่อจำกัดเปอร์เซ็นต์การชาร์จสูงสุด ช่วยยืดอายุแบตในระยะยาว ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่หลายคนรอคอยมานาน เวอร์ชันนี้ยังแก้บั๊กสำคัญหลายจุด เช่น การอ่านค่า CPU frequency ที่เคยผิดพลาดในโหมด --monitor รวมถึงแก้ปัญหาการติดตั้งบน NixOS และ Pop!_OS ที่เคยเจอ error อย่าง awk: command not found หรือปัญหา PyGObject ทำให้การติดตั้งและใช้งานราบรื่นขึ้นมาก ผู้ใช้สามารถติดตั้งจาก source ได้ง่าย หรือจะใช้ Snap บน Ubuntu ก็สะดวกไม่แพ้กัน การอัปเดตครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าชุมชน Linux กำลังให้ความสำคัญกับการจัดการพลังงานมากขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ผู้ใช้โน้ตบุ๊กต้องการทั้งประสิทธิภาพและความทนทานของแบตเตอรี่ auto-cpufreq 3.0 จึงเป็นอีกก้าวที่ช่วยให้ Linux บนโน้ตบุ๊กใช้งานได้ใกล้เคียงกับระบบอื่น ๆ ที่มีเครื่องมือจัดการพลังงานที่ครบเครื่องกว่าในอดีต 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ฟีเจอร์ใหม่: ควบคุม Turbo Boost ได้เอง ➡️ เลือก Auto / Never / Always ได้ทั้ง CLI และ GUI ➡️ ตัวเลือกจะแสดงเฉพาะ CPU ที่รองรับ Turbo Boost ✅ การจัดการแบตดีขึ้น ➡️ เลือกแบตที่ต้องการให้ระบบตรวจสอบได้เอง ➡️ ASUS รองรับ Battery Charge Threshold แล้ว ✅ แก้บั๊กหลายรายการ ➡️ อ่านค่า CPU frequency ถูกต้องขึ้น ➡️ แก้ปัญหาติดตั้งบน NixOS และ Pop!_OS ✅ ติดตั้งได้หลายวิธี ➡️ build จาก source ➡️ ติดตั้งผ่าน Snap บน Ubuntu ⚠️ ข้อควรระวัง ‼️ การตั้ง Turbo Boost แบบ Always อาจกินแบตมาก ⛔ เหมาะกับงานหนัก ไม่เหมาะกับการใช้งานทั่วไป ‼️ การตั้ง Battery Threshold ผิดอาจทำให้ชาร์จไม่เต็ม ⛔ ควรตั้งค่าตามคำแนะนำของผู้ผลิต ‼️ การ build จาก source ต้องตรวจสอบ dependency ให้ครบ ⛔ หากขาดแพ็กเกจอาจทำให้ติดตั้งไม่สำเร็จ https://itsfoss.com/news/auto-cpufreq-3-0/
    ITSFOSS.COM
    auto-cpufreq 3.0 Arrives for Linux with Better Battery Handling and CPU Turbo Control
    New release gives Linux laptop users more control over CPU performance while fixing battery detection issues.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 258 มุมมอง 0 รีวิว
  • Angular เตือนด่วน! ช่องโหว่ร้ายแรงใน SVG (CVE-2026-22610) เปิดทาง XSS บนเว็บแอป

    ช่องโหว่ใหม่ที่ถูกจัดระดับความรุนแรงสูงใน Angular กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับนักพัฒนาเว็บทั่วโลก ช่องโหว่นี้ถูกระบุเป็น CVE-2026-22610 และมีคะแนนความรุนแรง CVSS 8.5 ซึ่งถือว่าสูงมาก เนื่องจากเปิดโอกาสให้ผู้โจมตีสามารถ ฉีดโค้ด JavaScript (XSS) ผ่านการจัดการ SVG ที่ผิดพลาดภายใน Angular Template Compiler ฟีเจอร์ SVG ที่ดูเหมือนไม่อันตราย กลับกลายเป็นช่องทางให้โค้ดอันตรายเล็ดลอดผ่านระบบป้องกันของ Angular ได้

    ปัญหานี้เกิดจากการที่ Angular ไม่รู้จักความเสี่ยงของ attribute บางตัวใน <script> ของ SVG เช่น href และ xlink:href ซึ่งควรถูกจัดการในบริบท Resource URL ที่มีความเสี่ยงสูง แต่ Angular กลับมองว่าเป็นเพียง string ธรรมดา ทำให้ผู้โจมตีสามารถใช้ template binding เช่น [attr.href]="userInput" เพื่อส่ง payload อันตราย เช่น data:text/javascript หรือสคริปต์จากภายนอกเข้าสู่ระบบได้โดยตรง

    ผลกระทบของการโจมตีนี้รุนแรงมาก เพราะเมื่อโค้ดถูกฉีดเข้าไปในเบราว์เซอร์ของเหยื่อ ผู้โจมตีสามารถทำได้ตั้งแต่ ขโมย session, ดึงข้อมูลสำคัญ, ไปจนถึง สั่งให้เบราว์เซอร์ทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต เช่น ส่งฟอร์ม หรือคลิกปุ่มต่าง ๆ โดยที่ผู้ใช้ไม่รู้ตัว ช่องโหว่นี้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อแอปมีการใช้ <script> ภายใน SVG และผูกค่าจากผู้ใช้เข้ากับ attribute เหล่านี้โดยตรง

    ทีม Angular ได้ออกแพตช์แก้ไขแล้วในหลายเวอร์ชัน ได้แก่ 19.2.18, 20.3.16, 21.0.7 และ 21.1.0-rc.0 พร้อมคำแนะนำให้หยุดใช้ dynamic binding กับ SVG <script> ทันที หากจำเป็นต้องใช้จริง ๆ ต้องตรวจสอบ input อย่างเข้มงวดด้วย allowlist เพื่อป้องกัน payload อันตรายไม่ให้หลุดรอดเข้าไปใน template

    สรุปประเด็นสำคัญ
    CVE-2026-22610 เป็นช่องโหว่ XSS รุนแรงใน Angular
    เกิดจากการจัดการ SVG <script> ผิดพลาด
    คะแนน CVSS สูงถึง 8.5

    เกิดจากการ misclassify ของ Angular Template Compiler
    href และ xlink:href ไม่ถูกจัดเป็น Resource URL
    เปิดทางให้ payload อันตรายผ่าน template binding

    ผลกระทบของการโจมตีรุนแรง
    ขโมย session และข้อมูลสำคัญ
    บังคับให้เบราว์เซอร์ทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต

    มีแพตช์ออกแล้วหลายเวอร์ชัน
    19.2.18 / 20.3.16 / 21.0.7 / 21.1.0-rc.0
    แนะนำให้หยุดใช้ dynamic binding กับ SVG <script>

    ประเด็นที่ควรระวัง
    แอปที่ใช้ SVG <script> เสี่ยงสูงมาก
    หากผูกค่าจากผู้ใช้โดยตรง อาจถูกโจมตีทันที

    การ sanitize ของ Angular ไม่ครอบคลุมกรณีนี้
    นักพัฒนาที่คิดว่าระบบป้องกันของ Angular เพียงพออาจเข้าใจผิด

    การตรวจสอบ input ต้องเข้มงวด
    ห้ามปล่อยให้ URL หรือ data URI จากผู้ใช้เข้าสู่ template โดยไม่กรอง

    https://securityonline.info/angular-security-alert-high-severity-svg-flaw-cve-2026-22610-exposes-apps-to-xss/
    🛡️ Angular เตือนด่วน! ช่องโหว่ร้ายแรงใน SVG (CVE-2026-22610) เปิดทาง XSS บนเว็บแอป ช่องโหว่ใหม่ที่ถูกจัดระดับความรุนแรงสูงใน Angular กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับนักพัฒนาเว็บทั่วโลก ช่องโหว่นี้ถูกระบุเป็น CVE-2026-22610 และมีคะแนนความรุนแรง CVSS 8.5 ซึ่งถือว่าสูงมาก เนื่องจากเปิดโอกาสให้ผู้โจมตีสามารถ ฉีดโค้ด JavaScript (XSS) ผ่านการจัดการ SVG ที่ผิดพลาดภายใน Angular Template Compiler ฟีเจอร์ SVG ที่ดูเหมือนไม่อันตราย กลับกลายเป็นช่องทางให้โค้ดอันตรายเล็ดลอดผ่านระบบป้องกันของ Angular ได้ ปัญหานี้เกิดจากการที่ Angular ไม่รู้จักความเสี่ยงของ attribute บางตัวใน <script> ของ SVG เช่น href และ xlink:href ซึ่งควรถูกจัดการในบริบท Resource URL ที่มีความเสี่ยงสูง แต่ Angular กลับมองว่าเป็นเพียง string ธรรมดา ทำให้ผู้โจมตีสามารถใช้ template binding เช่น [attr.href]="userInput" เพื่อส่ง payload อันตราย เช่น data:text/javascript หรือสคริปต์จากภายนอกเข้าสู่ระบบได้โดยตรง ผลกระทบของการโจมตีนี้รุนแรงมาก เพราะเมื่อโค้ดถูกฉีดเข้าไปในเบราว์เซอร์ของเหยื่อ ผู้โจมตีสามารถทำได้ตั้งแต่ ขโมย session, ดึงข้อมูลสำคัญ, ไปจนถึง สั่งให้เบราว์เซอร์ทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต เช่น ส่งฟอร์ม หรือคลิกปุ่มต่าง ๆ โดยที่ผู้ใช้ไม่รู้ตัว ช่องโหว่นี้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อแอปมีการใช้ <script> ภายใน SVG และผูกค่าจากผู้ใช้เข้ากับ attribute เหล่านี้โดยตรง ทีม Angular ได้ออกแพตช์แก้ไขแล้วในหลายเวอร์ชัน ได้แก่ 19.2.18, 20.3.16, 21.0.7 และ 21.1.0-rc.0 พร้อมคำแนะนำให้หยุดใช้ dynamic binding กับ SVG <script> ทันที หากจำเป็นต้องใช้จริง ๆ ต้องตรวจสอบ input อย่างเข้มงวดด้วย allowlist เพื่อป้องกัน payload อันตรายไม่ให้หลุดรอดเข้าไปใน template 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ CVE-2026-22610 เป็นช่องโหว่ XSS รุนแรงใน Angular ➡️ เกิดจากการจัดการ SVG <script> ผิดพลาด ➡️ คะแนน CVSS สูงถึง 8.5 ✅ เกิดจากการ misclassify ของ Angular Template Compiler ➡️ href และ xlink:href ไม่ถูกจัดเป็น Resource URL ➡️ เปิดทางให้ payload อันตรายผ่าน template binding ✅ ผลกระทบของการโจมตีรุนแรง ➡️ ขโมย session และข้อมูลสำคัญ ➡️ บังคับให้เบราว์เซอร์ทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต ✅ มีแพตช์ออกแล้วหลายเวอร์ชัน ➡️ 19.2.18 / 20.3.16 / 21.0.7 / 21.1.0-rc.0 ➡️ แนะนำให้หยุดใช้ dynamic binding กับ SVG <script> ⚠️ ประเด็นที่ควรระวัง ‼️ แอปที่ใช้ SVG <script> เสี่ยงสูงมาก ⛔ หากผูกค่าจากผู้ใช้โดยตรง อาจถูกโจมตีทันที ‼️ การ sanitize ของ Angular ไม่ครอบคลุมกรณีนี้ ⛔ นักพัฒนาที่คิดว่าระบบป้องกันของ Angular เพียงพออาจเข้าใจผิด ‼️ การตรวจสอบ input ต้องเข้มงวด ⛔ ห้ามปล่อยให้ URL หรือ data URI จากผู้ใช้เข้าสู่ template โดยไม่กรอง https://securityonline.info/angular-security-alert-high-severity-svg-flaw-cve-2026-22610-exposes-apps-to-xss/
    SECURITYONLINE.INFO
    Angular Security Alert: High-Severity SVG Flaw CVE-2026-22610 Exposes Apps to XSS
    Angular CVE-2026-22610 (CVSS 8.5) allows XSS via SVG script attributes. Update to v21.0.7 or v20.3.16 immediately to secure your apps.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 298 มุมมอง 0 รีวิว
  • CISA เตือนด่วน! ช่องโหว่ร้ายแรงใน Gogs (CVE-2025-8110) ถูกโจมตีจริงแล้ว

    ช่องโหว่ใหม่ที่ถูกจัดอยู่ในรายการ “Must-Patch” ของ CISA กำลังสร้างความกังวลในวงการ DevSecOps ทั่วโลก เนื่องจากเป็นช่องโหว่ที่ถูกใช้โจมตีจริงแล้ว และเกิดจากการ หลบเลี่ยงแพตช์เดิม ของช่องโหว่ RCE ก่อนหน้า ทำให้ระบบ Gogs ซึ่งเป็น Git service แบบ self‑hosted ที่นิยมใช้ในองค์กรจำนวนมากตกอยู่ในความเสี่ยงสูงอย่างยิ่ง

    CVE-2025-8110 เป็นช่องโหว่แบบ symlink bypass ที่เปิดทางให้ผู้โจมตีที่มีสิทธิ์ระดับต่ำสามารถทำ path traversal เพื่อเขียนทับไฟล์นอกไดเรกทอรีที่กำหนดได้ ส่งผลให้สามารถหลุดออกจาก sandbox และรันโค้ดบนเซิร์ฟเวอร์ได้โดยตรง หากบัญชีผู้ใช้ถูกแฮกหรือถูกใช้โดยผู้ไม่หวังดี ระบบทั้งหมดอาจถูกยึดครองได้ทันที

    ช่องโหว่นี้ถูกพบครั้งแรกในฐานะ zero‑day เมื่อเดือนกรกฎาคม 2025 และมีหลักฐานการโจมตีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จน CISA ต้องออกคำเตือนอย่างเป็นทางการ พร้อมกำหนดเส้นตายให้หน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ ต้องแพตช์หรือปิดระบบก่อนวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2026 เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการโจมตีอัตโนมัติที่สแกนหาเซิร์ฟเวอร์ Gogs บนอินเทอร์เน็ต

    Gogs เป็นระบบที่เบาและติดตั้งง่าย จึงถูกใช้อย่างแพร่หลายทั้งในองค์กรและคลาวด์ แต่เพราะเป็นเครื่องมือร่วมงานที่มักเปิดให้เข้าถึงจากภายนอก ทำให้ตกเป็นเป้าหมายของผู้โจมตีได้ง่ายขึ้น ผู้ดูแลระบบจึงควรอัปเดตแพตช์ทันทีและจำกัดการเข้าถึงจากอินเทอร์เน็ตเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจลุกลามเป็นเหตุร้ายแรงต่อโครงสร้างพื้นฐานขององค์กร

    สรุปประเด็นสำคัญ
    CVE-2025-8110 เป็นช่องโหว่ที่ถูกโจมตีจริง
    อยู่ในรายการ “Must-Patch” ของ CISA
    เป็นการ bypass แพตช์เดิมของช่องโหว่ RCE

    ช่องโหว่อนุญาตให้ผู้โจมตีรันโค้ดบนเซิร์ฟเวอร์
    ใช้ symlink bypass + path traversal
    ผู้ใช้สิทธิ์ต่ำก็สามารถโจมตีได้

    พบการโจมตีตั้งแต่ปี 2025
    ถูกจัดเป็น zero‑day โดย Wiz Research
    มีหลักฐานการโจมตีเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

    CISA กำหนดเส้นตายให้หน่วยงานรัฐแพตช์ก่อน 2 ก.พ. 2026
    หากไม่แพตช์ต้องปิดระบบทันที
    Gogs มักเปิดสู่สาธารณะ ทำให้เสี่ยงสูง

    ประเด็นที่ควรระวัง
    ความเสี่ยงจากการเปิด Gogs สู่สาธารณะ
    ผู้โจมตีสามารถสแกนหาและโจมตีอัตโนมัติได้ง่าย

    บัญชีผู้ใช้ระดับต่ำก็สร้างความเสียหายได้
    หากถูกแฮก อาจนำไปสู่การยึดเซิร์ฟเวอร์ทั้งหมด

    แพตช์เดิมไม่เพียงพอ
    ช่องโหว่นี้เกิดจากการหลบเลี่ยงแพตช์ก่อนหน้า
    🚨 CISA เตือนด่วน! ช่องโหว่ร้ายแรงใน Gogs (CVE-2025-8110) ถูกโจมตีจริงแล้ว ช่องโหว่ใหม่ที่ถูกจัดอยู่ในรายการ “Must-Patch” ของ CISA กำลังสร้างความกังวลในวงการ DevSecOps ทั่วโลก เนื่องจากเป็นช่องโหว่ที่ถูกใช้โจมตีจริงแล้ว และเกิดจากการ หลบเลี่ยงแพตช์เดิม ของช่องโหว่ RCE ก่อนหน้า ทำให้ระบบ Gogs ซึ่งเป็น Git service แบบ self‑hosted ที่นิยมใช้ในองค์กรจำนวนมากตกอยู่ในความเสี่ยงสูงอย่างยิ่ง CVE-2025-8110 เป็นช่องโหว่แบบ symlink bypass ที่เปิดทางให้ผู้โจมตีที่มีสิทธิ์ระดับต่ำสามารถทำ path traversal เพื่อเขียนทับไฟล์นอกไดเรกทอรีที่กำหนดได้ ส่งผลให้สามารถหลุดออกจาก sandbox และรันโค้ดบนเซิร์ฟเวอร์ได้โดยตรง หากบัญชีผู้ใช้ถูกแฮกหรือถูกใช้โดยผู้ไม่หวังดี ระบบทั้งหมดอาจถูกยึดครองได้ทันที ช่องโหว่นี้ถูกพบครั้งแรกในฐานะ zero‑day เมื่อเดือนกรกฎาคม 2025 และมีหลักฐานการโจมตีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จน CISA ต้องออกคำเตือนอย่างเป็นทางการ พร้อมกำหนดเส้นตายให้หน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ ต้องแพตช์หรือปิดระบบก่อนวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2026 เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการโจมตีอัตโนมัติที่สแกนหาเซิร์ฟเวอร์ Gogs บนอินเทอร์เน็ต Gogs เป็นระบบที่เบาและติดตั้งง่าย จึงถูกใช้อย่างแพร่หลายทั้งในองค์กรและคลาวด์ แต่เพราะเป็นเครื่องมือร่วมงานที่มักเปิดให้เข้าถึงจากภายนอก ทำให้ตกเป็นเป้าหมายของผู้โจมตีได้ง่ายขึ้น ผู้ดูแลระบบจึงควรอัปเดตแพตช์ทันทีและจำกัดการเข้าถึงจากอินเทอร์เน็ตเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจลุกลามเป็นเหตุร้ายแรงต่อโครงสร้างพื้นฐานขององค์กร 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ CVE-2025-8110 เป็นช่องโหว่ที่ถูกโจมตีจริง ➡️ อยู่ในรายการ “Must-Patch” ของ CISA ➡️ เป็นการ bypass แพตช์เดิมของช่องโหว่ RCE ✅ ช่องโหว่อนุญาตให้ผู้โจมตีรันโค้ดบนเซิร์ฟเวอร์ ➡️ ใช้ symlink bypass + path traversal ➡️ ผู้ใช้สิทธิ์ต่ำก็สามารถโจมตีได้ ✅ พบการโจมตีตั้งแต่ปี 2025 ➡️ ถูกจัดเป็น zero‑day โดย Wiz Research ➡️ มีหลักฐานการโจมตีเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ✅ CISA กำหนดเส้นตายให้หน่วยงานรัฐแพตช์ก่อน 2 ก.พ. 2026 ➡️ หากไม่แพตช์ต้องปิดระบบทันที ➡️ Gogs มักเปิดสู่สาธารณะ ทำให้เสี่ยงสูง ⚠️ ประเด็นที่ควรระวัง ‼️ ความเสี่ยงจากการเปิด Gogs สู่สาธารณะ ⛔ ผู้โจมตีสามารถสแกนหาและโจมตีอัตโนมัติได้ง่าย ‼️ บัญชีผู้ใช้ระดับต่ำก็สร้างความเสียหายได้ ⛔ หากถูกแฮก อาจนำไปสู่การยึดเซิร์ฟเวอร์ทั้งหมด ‼️ แพตช์เดิมไม่เพียงพอ ⛔ ช่องโหว่นี้เกิดจากการหลบเลี่ยงแพตช์ก่อนหน้า
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 237 มุมมอง 0 รีวิว
  • https://youtu.be/LxC5QINpOmI?si=CJP_xRJU0WEV-YA5
    https://youtu.be/LxC5QINpOmI?si=CJP_xRJU0WEV-YA5
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 41 มุมมอง 0 รีวิว
  • “Asus แก้ปัญหาการทา Liquid Metal บน ROG Matrix RTX 5090 — รุ่นขายจริงดู ‘มืออาชีพกว่าเดิมมาก’ ตามคำบอกของ der8auer”

    Asus ได้ปรับปรุงขั้นตอนการทา liquid metal บนการ์ดจอระดับเรือธงราคา 4,000 ดอลลาร์ ROG Matrix RTX 5090 หลังจากมีรายงานก่อนหน้านี้ว่าบางล็อตถูกเรียกคืนเพื่อ “ปรับแต่งและเพิ่มคุณภาพ” ล่าสุด der8auer นักม็อดฮาร์ดแวร์ชื่อดังได้แกะการ์ดรุ่นขายจริงและพบว่า Asus เปลี่ยนรูปแบบการทา liquid metal ให้ดูเป็นงานโรงงานที่เรียบร้อยกว่าอย่างชัดเจน ไม่ใช่ลักษณะ “วงแหวนไม่สม่ำเสมอ” แบบตัวอย่างก่อนหน้า

    ในรุ่นที่ถูกแก้ไข Asus เพิ่ม ลวดลาย thermal paste รอบขอบของ GPU die เพื่อป้องกันไม่ให้ liquid metal ไหลออก ซึ่งเป็นความเสี่ยงสำคัญเพราะ liquid metal สามารถทำให้วงจรลัดได้ทันทีหากรั่วไปโดนส่วนอื่น der8auer ยังพบว่าลักษณะของ liquid metal เองเปลี่ยนไปเล็กน้อย โดยมีส่วนผสมของ silicon oil ซึ่งอาจช่วยให้การทาในสายการผลิตทำได้ง่ายและสม่ำเสมอขึ้น

    นอกจากนี้ Asus ดูเหมือนจะใช้เทคนิค “พิมพ์เป็นหยด” เพื่อควบคุมปริมาณ liquid metal ให้แม่นยำกว่าเดิม ทำให้การกระจายตัวของวัสดุมีความสม่ำเสมอและปลอดภัยขึ้น แม้การ์ดจะยังคงดึงพลังงานสูงถึง เกือบ 800W ในการทดสอบ FurMark แต่ผลการระบายความร้อนดีขึ้นเล็กน้อย ซึ่งอาจมาจากการจัดวางการ์ดบนแท่นทดสอบมากกว่าการเปลี่ยนแปลงของวัสดุโดยตรง

    der8auer ยังเผยว่า Asus ส่งอุปกรณ์เสริมอย่าง BTF-to-12V‑2x6 adapters และมีการแง้มข้อมูลเกี่ยวกับ WireView Pro รุ่นใช้สาย ซึ่งช่วยให้ตรวจสอบพลังงานของการ์ดได้สะดวกขึ้น เขายังชื่นชม Asus ที่ยอมเรียกคืนสินค้าเพื่อแก้ไขปัญหา แม้จะมีต้นทุนสูง แต่ถือเป็นสิ่งที่ควรทำเมื่อขายการ์ดระดับพรีเมียมราคา 4,000 ดอลลาร์ให้ลูกค้า

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Asus ปรับปรุงการทา liquid metal บน ROG Matrix RTX 5090 รุ่นขายจริง
    ลักษณะการทาดูเป็นงานโรงงาน เรียบร้อยกว่าเวอร์ชันตัวอย่าง

    เพิ่มลวดลาย thermal paste รอบ GPU เพื่อป้องกันการรั่วไหล
    ลดความเสี่ยง short circuit จาก liquid metal

    พบส่วนผสม silicon oil ใน liquid metal
    ช่วยให้การผลิตทำได้สม่ำเสมอขึ้น

    การ์ดยังดึงพลังงานเกือบ 800W แต่ระบายความร้อนได้ดีขึ้นเล็กน้อย
    อาจมาจากสภาพการทดสอบมากกว่าการเปลี่ยนวัสดุ

    คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง
    liquid metal มีความเสี่ยงสูงหากรั่วไหล
    อาจทำให้วงจรลัดและการ์ดเสียหายทันที

    การ์ดระดับ 800W ต้องการระบบไฟและระบายความร้อนที่เหมาะสม
    ผู้ใช้ควรตรวจสอบ PSU และ airflow ของเคส

    การเรียกคืนสินค้าอาจบ่งบอกถึงปัญหาคุณภาพในล็อตแรก
    ผู้ซื้อควรตรวจสอบหมายเลขล็อตก่อนใช้งาน

    การแกะการ์ดเองอาจทำให้หมดประกัน
    ไม่ควรทำตามหากไม่มีทักษะด้านฮาร์ดแวร์

    https://www.tomshardware.com/pc-components/gpus/asus-revised-the-liquid-metal-application-on-its-usd4-000-rog-matrix-rtx-5090-cards-der8auer-says-retail-versions-come-with-much-more-professional-spread
    ⚙️🔥 “Asus แก้ปัญหาการทา Liquid Metal บน ROG Matrix RTX 5090 — รุ่นขายจริงดู ‘มืออาชีพกว่าเดิมมาก’ ตามคำบอกของ der8auer” Asus ได้ปรับปรุงขั้นตอนการทา liquid metal บนการ์ดจอระดับเรือธงราคา 4,000 ดอลลาร์ ROG Matrix RTX 5090 หลังจากมีรายงานก่อนหน้านี้ว่าบางล็อตถูกเรียกคืนเพื่อ “ปรับแต่งและเพิ่มคุณภาพ” ล่าสุด der8auer นักม็อดฮาร์ดแวร์ชื่อดังได้แกะการ์ดรุ่นขายจริงและพบว่า Asus เปลี่ยนรูปแบบการทา liquid metal ให้ดูเป็นงานโรงงานที่เรียบร้อยกว่าอย่างชัดเจน ไม่ใช่ลักษณะ “วงแหวนไม่สม่ำเสมอ” แบบตัวอย่างก่อนหน้า ในรุ่นที่ถูกแก้ไข Asus เพิ่ม ลวดลาย thermal paste รอบขอบของ GPU die เพื่อป้องกันไม่ให้ liquid metal ไหลออก ซึ่งเป็นความเสี่ยงสำคัญเพราะ liquid metal สามารถทำให้วงจรลัดได้ทันทีหากรั่วไปโดนส่วนอื่น der8auer ยังพบว่าลักษณะของ liquid metal เองเปลี่ยนไปเล็กน้อย โดยมีส่วนผสมของ silicon oil ซึ่งอาจช่วยให้การทาในสายการผลิตทำได้ง่ายและสม่ำเสมอขึ้น นอกจากนี้ Asus ดูเหมือนจะใช้เทคนิค “พิมพ์เป็นหยด” เพื่อควบคุมปริมาณ liquid metal ให้แม่นยำกว่าเดิม ทำให้การกระจายตัวของวัสดุมีความสม่ำเสมอและปลอดภัยขึ้น แม้การ์ดจะยังคงดึงพลังงานสูงถึง เกือบ 800W ในการทดสอบ FurMark แต่ผลการระบายความร้อนดีขึ้นเล็กน้อย ซึ่งอาจมาจากการจัดวางการ์ดบนแท่นทดสอบมากกว่าการเปลี่ยนแปลงของวัสดุโดยตรง der8auer ยังเผยว่า Asus ส่งอุปกรณ์เสริมอย่าง BTF-to-12V‑2x6 adapters และมีการแง้มข้อมูลเกี่ยวกับ WireView Pro รุ่นใช้สาย ซึ่งช่วยให้ตรวจสอบพลังงานของการ์ดได้สะดวกขึ้น เขายังชื่นชม Asus ที่ยอมเรียกคืนสินค้าเพื่อแก้ไขปัญหา แม้จะมีต้นทุนสูง แต่ถือเป็นสิ่งที่ควรทำเมื่อขายการ์ดระดับพรีเมียมราคา 4,000 ดอลลาร์ให้ลูกค้า 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Asus ปรับปรุงการทา liquid metal บน ROG Matrix RTX 5090 รุ่นขายจริง ➡️ ลักษณะการทาดูเป็นงานโรงงาน เรียบร้อยกว่าเวอร์ชันตัวอย่าง ✅ เพิ่มลวดลาย thermal paste รอบ GPU เพื่อป้องกันการรั่วไหล ➡️ ลดความเสี่ยง short circuit จาก liquid metal ✅ พบส่วนผสม silicon oil ใน liquid metal ➡️ ช่วยให้การผลิตทำได้สม่ำเสมอขึ้น ✅ การ์ดยังดึงพลังงานเกือบ 800W แต่ระบายความร้อนได้ดีขึ้นเล็กน้อย ➡️ อาจมาจากสภาพการทดสอบมากกว่าการเปลี่ยนวัสดุ คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง ‼️ liquid metal มีความเสี่ยงสูงหากรั่วไหล ⛔ อาจทำให้วงจรลัดและการ์ดเสียหายทันที ‼️ การ์ดระดับ 800W ต้องการระบบไฟและระบายความร้อนที่เหมาะสม ⛔ ผู้ใช้ควรตรวจสอบ PSU และ airflow ของเคส ‼️ การเรียกคืนสินค้าอาจบ่งบอกถึงปัญหาคุณภาพในล็อตแรก ⛔ ผู้ซื้อควรตรวจสอบหมายเลขล็อตก่อนใช้งาน ‼️ การแกะการ์ดเองอาจทำให้หมดประกัน ⛔ ไม่ควรทำตามหากไม่มีทักษะด้านฮาร์ดแวร์ https://www.tomshardware.com/pc-components/gpus/asus-revised-the-liquid-metal-application-on-its-usd4-000-rog-matrix-rtx-5090-cards-der8auer-says-retail-versions-come-with-much-more-professional-spread
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 323 มุมมอง 0 รีวิว
  • “ม็อดเดอร์สร้างแรม DDR5 32GB เองจากแรมโน้ตบุ๊ก — ประหยัดไปกว่า $130 และยังรัน XMP ได้จริง”

    ไอเดีย DIY ที่เคยเป็นเพียงแนวคิดเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน ตอนนี้กลายเป็นของจริงแล้ว เมื่อม็อดเดอร์ชาวรัสเซียชื่อ VIK‑on สามารถสร้างแรม DDR5 ขนาด 32GB สำหรับเดสก์ท็อปได้สำเร็จ โดยใช้ชิปหน่วยความจำที่ถอดมาจากแรมโน้ตบุ๊ก SK Hynix ขนาด 16GB จำนวนสองตัว แล้วนำมาบัดกรีลงบน PCB เปล่าที่สั่งมาจากจีน ผลลัพธ์คือแรมที่ดูแทบไม่ต่างจากของขายจริง และยังรองรับความเร็ว 6400 MT/s พร้อม XMP หลังแฟลชเฟิร์มแวร์แบบกำหนดเอง

    ต้นทุนทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 17,015 รูเบิล (ราว $218) ซึ่งถูกกว่าการซื้อแรม DDR5 32GB แบบสำเร็จรูปในสหรัฐฯ ที่ราคาขั้นต่ำอยู่ราว $350 และยิ่งถูกกว่าราคาที่ขายในรัสเซียอีกด้วย ความสำเร็จนี้เกิดจากทักษะการบัดกรีระดับสูง โดยเฉพาะงาน reballing BGA ที่ต้องใช้สถานีรีเวิร์กและความชำนาญมากเป็นพิเศษ ไม่ใช่งานที่มือใหม่จะทำได้ง่าย ๆ แม้บทความจะบอกว่า “เหมือนต่อเลโก้” แต่ในความจริงคือขั้นตอนที่ละเอียดและเสี่ยงพอสมควร

    หลังประกอบเสร็จ VIK‑on ใช้เฟิร์มแวร์จากแรม Adata รุ่นขายจริงเพื่อให้โมดูลที่สร้างขึ้นสามารถประกาศค่า XMP ได้เหมือนแรมแบรนด์ดังทั่วไป นอกจากนี้เขายังระบุว่าชิ้นส่วนสามารถเปลี่ยนเป็นแรมโน้ตบุ๊ก 8GB ที่ราคาถูกกว่าได้ในอนาคต ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนลดลงอีก และยังคงได้ประสิทธิภาพที่ดีโดยไม่ต้องใช้ตัวแปลง SO‑DIMM ที่เพิ่ม latency

    โปรเจกต์นี้สะท้อนความคิดสร้างสรรค์ของชุมชนฮาร์ดแวร์ในช่วงที่ตลาดหน่วยความจำยังมีความผันผวนด้านราคา การสร้างแรมเองไม่เพียงช่วยประหยัดเงิน แต่ยังเป็นการพิสูจน์ว่าความรู้และทักษะสามารถท้าทายข้อจำกัดของตลาดได้อย่างน่าสนใจ และอาจเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดงาน DIY ลักษณะนี้มากขึ้นในอนาคต

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ม็อดเดอร์สร้างแรม DDR5 32GB จากชิปแรมโน้ตบุ๊ก SK Hynix
    ถอดชิปจาก SO‑DIMM 16GB จำนวนสองตัว

    ต้นทุนรวมเพียง $218 ถูกกว่าซื้อแรมสำเร็จรูปกว่า $130
    PCB จากจีนราคา ~$7.50 และฮีตซิงก์ ~$5.23

    รองรับความเร็ว 6400 MT/s พร้อม XMP หลังแฟลชเฟิร์มแวร์ Adata
    เมนบอร์ดสามารถตรวจจับโปรไฟล์ได้เหมือนแรมปกติ

    โปรเจกต์นี้รักษาคุณภาพสัญญาณดีกว่าการใช้ตัวแปลง SO‑DIMM
    และอาจลดต้นทุนได้อีกหากใช้แรม 8GB เป็นฐาน

    คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง
    การบัดกรีชิป BGA ต้องใช้ทักษะสูงและอุปกรณ์เฉพาะทาง
    มือใหม่มีโอกาสทำชิปเสียหายได้ง่าย

    การแฟลชเฟิร์มแวร์ผิดพลาดอาจทำให้โมดูลใช้งานไม่ได้
    ต้องมีความเข้าใจเรื่อง SPD และ XMP เป็นอย่างดี

    การดัดแปลงฮาร์ดแวร์อาจทำให้หมดประกันหรือเกิดความเสียหายกับเมนบอร์ด
    ควรทดสอบอย่างระมัดระวัง

    ต้นทุนอาจไม่คุ้มสำหรับผู้ใช้ทั่วไปที่ไม่มีอุปกรณ์บัดกรีระดับโปร
    ค่าเครื่องมืออาจแพงกว่าซื้อแรมใหม่

    https://www.tomshardware.com/pc-components/ddr5/modder-saves-usd130-by-building-32gb-ddr5-desktop-dimms-from-scavenged-laptop-memory-donor-modules-soldered-to-bare-pcb-flashed-with-custom-firmware-even-run-xmp
    🔧💾 “ม็อดเดอร์สร้างแรม DDR5 32GB เองจากแรมโน้ตบุ๊ก — ประหยัดไปกว่า $130 และยังรัน XMP ได้จริง” ไอเดีย DIY ที่เคยเป็นเพียงแนวคิดเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน ตอนนี้กลายเป็นของจริงแล้ว เมื่อม็อดเดอร์ชาวรัสเซียชื่อ VIK‑on สามารถสร้างแรม DDR5 ขนาด 32GB สำหรับเดสก์ท็อปได้สำเร็จ โดยใช้ชิปหน่วยความจำที่ถอดมาจากแรมโน้ตบุ๊ก SK Hynix ขนาด 16GB จำนวนสองตัว แล้วนำมาบัดกรีลงบน PCB เปล่าที่สั่งมาจากจีน ผลลัพธ์คือแรมที่ดูแทบไม่ต่างจากของขายจริง และยังรองรับความเร็ว 6400 MT/s พร้อม XMP หลังแฟลชเฟิร์มแวร์แบบกำหนดเอง ต้นทุนทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 17,015 รูเบิล (ราว $218) ซึ่งถูกกว่าการซื้อแรม DDR5 32GB แบบสำเร็จรูปในสหรัฐฯ ที่ราคาขั้นต่ำอยู่ราว $350 และยิ่งถูกกว่าราคาที่ขายในรัสเซียอีกด้วย ความสำเร็จนี้เกิดจากทักษะการบัดกรีระดับสูง โดยเฉพาะงาน reballing BGA ที่ต้องใช้สถานีรีเวิร์กและความชำนาญมากเป็นพิเศษ ไม่ใช่งานที่มือใหม่จะทำได้ง่าย ๆ แม้บทความจะบอกว่า “เหมือนต่อเลโก้” แต่ในความจริงคือขั้นตอนที่ละเอียดและเสี่ยงพอสมควร หลังประกอบเสร็จ VIK‑on ใช้เฟิร์มแวร์จากแรม Adata รุ่นขายจริงเพื่อให้โมดูลที่สร้างขึ้นสามารถประกาศค่า XMP ได้เหมือนแรมแบรนด์ดังทั่วไป นอกจากนี้เขายังระบุว่าชิ้นส่วนสามารถเปลี่ยนเป็นแรมโน้ตบุ๊ก 8GB ที่ราคาถูกกว่าได้ในอนาคต ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนลดลงอีก และยังคงได้ประสิทธิภาพที่ดีโดยไม่ต้องใช้ตัวแปลง SO‑DIMM ที่เพิ่ม latency โปรเจกต์นี้สะท้อนความคิดสร้างสรรค์ของชุมชนฮาร์ดแวร์ในช่วงที่ตลาดหน่วยความจำยังมีความผันผวนด้านราคา การสร้างแรมเองไม่เพียงช่วยประหยัดเงิน แต่ยังเป็นการพิสูจน์ว่าความรู้และทักษะสามารถท้าทายข้อจำกัดของตลาดได้อย่างน่าสนใจ และอาจเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดงาน DIY ลักษณะนี้มากขึ้นในอนาคต 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ม็อดเดอร์สร้างแรม DDR5 32GB จากชิปแรมโน้ตบุ๊ก SK Hynix ➡️ ถอดชิปจาก SO‑DIMM 16GB จำนวนสองตัว ✅ ต้นทุนรวมเพียง $218 ถูกกว่าซื้อแรมสำเร็จรูปกว่า $130 ➡️ PCB จากจีนราคา ~$7.50 และฮีตซิงก์ ~$5.23 ✅ รองรับความเร็ว 6400 MT/s พร้อม XMP หลังแฟลชเฟิร์มแวร์ Adata ➡️ เมนบอร์ดสามารถตรวจจับโปรไฟล์ได้เหมือนแรมปกติ ✅ โปรเจกต์นี้รักษาคุณภาพสัญญาณดีกว่าการใช้ตัวแปลง SO‑DIMM ➡️ และอาจลดต้นทุนได้อีกหากใช้แรม 8GB เป็นฐาน คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง ‼️ การบัดกรีชิป BGA ต้องใช้ทักษะสูงและอุปกรณ์เฉพาะทาง ⛔ มือใหม่มีโอกาสทำชิปเสียหายได้ง่าย ‼️ การแฟลชเฟิร์มแวร์ผิดพลาดอาจทำให้โมดูลใช้งานไม่ได้ ⛔ ต้องมีความเข้าใจเรื่อง SPD และ XMP เป็นอย่างดี ‼️ การดัดแปลงฮาร์ดแวร์อาจทำให้หมดประกันหรือเกิดความเสียหายกับเมนบอร์ด ⛔ ควรทดสอบอย่างระมัดระวัง ‼️ ต้นทุนอาจไม่คุ้มสำหรับผู้ใช้ทั่วไปที่ไม่มีอุปกรณ์บัดกรีระดับโปร ⛔ ค่าเครื่องมืออาจแพงกว่าซื้อแรมใหม่ https://www.tomshardware.com/pc-components/ddr5/modder-saves-usd130-by-building-32gb-ddr5-desktop-dimms-from-scavenged-laptop-memory-donor-modules-soldered-to-bare-pcb-flashed-with-custom-firmware-even-run-xmp
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 322 มุมมอง 0 รีวิว
  • “Windows Media Player ตัดฟีเจอร์ค้นหาข้อมูลอัลบั้ม — ผู้ใช้ CD ต้องหาซอฟต์แวร์อื่นแทน”

    Microsoft ได้ถอดฟีเจอร์สำคัญอย่าง “Find Album Information” และ “Update Album Info Online” ออกจากทั้ง Windows Media Player รุ่น Legacy และแอป Media Player ใหม่ใน Windows 11 แล้ว ตามรายงานจาก Tom’s Hardware ฟีเจอร์นี้เคยใช้ดึงข้อมูลชื่อเพลง ศิลปิน อัลบั้ม และภาพปกจากฐานข้อมูลออนไลน์ แต่ตอนนี้ไม่สามารถเชื่อมต่อเซิร์ฟเวอร์ได้อีกต่อไป ไม่ว่าจะลองกับแผ่น CD กี่แผ่นก็ตาม

    สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ Windows Media Player Legacy จะเก่าแล้ว แต่แอป Media Player รุ่นใหม่ที่เป็นดีฟอลต์ใน Windows 11 ก็ประสบปัญหาเดียวกัน โดยขึ้นข้อความว่า “We couldn’t connect to the service” ทั้งที่อินเทอร์เน็ตใช้งานได้ปกติ นั่นทำให้ผู้ใช้ที่ยังรักการฟังเพลงจากแผ่น CD ต้องเผชิญกับประสบการณ์ที่ด้อยลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะข้อมูลเพลงจะไม่ถูกดึงมาให้อัตโนมัติอีกต่อไป

    สถานการณ์นี้เกิดขึ้นในยุคที่คอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ไม่มีไดรฟ์อ่านแผ่นติดมาแล้ว แต่ยังมีผู้ใช้จำนวนไม่น้อยที่ชื่นชอบคุณภาพเสียงจาก CD หรือสะสมสื่อแบบ physical การที่ Microsoft “ปล่อยให้ฟีเจอร์นี้หายไปแบบเงียบ ๆ” จึงสร้างความไม่พอใจให้กับผู้ใช้กลุ่มนี้ไม่น้อย โดยเฉพาะผู้ที่ยังใช้ Media Player ในการริปเพลงหรือจัดการคลังเพลงส่วนตัว

    แม้จะมีซอฟต์แวร์ทางเลือกมากมาย เช่น MusicBee, VLC หรือ Exact Audio Copy แต่การที่ฟีเจอร์พื้นฐานใน Windows ถูกถอดออกโดยไม่มีคำอธิบาย ทำให้เกิดคำถามว่า Microsoft กำลังลดบทบาทของ Media Player ลงเรื่อย ๆ เพื่อผลักดันผู้ใช้ไปสู่บริการสตรีมมิงหรือไม่ นี่อาจเป็นอีกสัญญาณหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านจากยุค physical media ไปสู่โลกดิจิทัลเต็มรูปแบบ

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Microsoft ถอดฟีเจอร์ Find Album Information ออกจาก Media Player ทั้งรุ่นเก่าและใหม่
    ไม่สามารถดึงข้อมูลชื่อเพลง อัลบั้ม หรือภาพปกจากออนไลน์ได้อีก

    แอป Media Player ใหม่ใน Windows 11 ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน
    ขึ้นข้อความว่าไม่สามารถเชื่อมต่อบริการได้ แม้อินเทอร์เน็ตปกติ

    ผู้ใช้ที่ยังฟังเพลงจาก CD ได้รับผลกระทบโดยตรง
    ต้องกรอกข้อมูลเพลงเองหรือใช้ซอฟต์แวร์อื่น

    คอมพิวเตอร์ยุคใหม่แทบไม่มีไดรฟ์ CD แล้ว แต่ยังมีผู้ใช้ physical media อยู่
    ทำให้การถอดฟีเจอร์นี้ถูกวิจารณ์ว่าไม่ใส่ใจผู้ใช้กลุ่มนี้

    คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง
    ผู้ใช้ Media Player จะไม่สามารถริปเพลงพร้อมข้อมูลอัลบั้มได้อีก
    ต้องพึ่งซอฟต์แวร์ภายนอกแทน

    การถอดฟีเจอร์โดยไม่ประกาศล่วงหน้าอาจทำให้เกิดความสับสน
    ผู้ใช้บางรายอาจคิดว่าเป็นปัญหาอินเทอร์เน็ตหรือบั๊ก

    อาจเป็นสัญญาณว่า Microsoft ลดความสำคัญของ Media Player ลงเรื่อย ๆ
    ผู้ใช้ควรเตรียมหาทางเลือกระยะยาว

    ผู้ใช้ที่มีคลังเพลง CD จำนวนมากอาจเสียเวลาในการจัดการข้อมูลเอง
    ควรเลือกโปรแกรมที่รองรับ metadata อย่างเหมาะสม


    https://www.tomshardware.com/software/windows/windows-media-players-find-album-information-functionality-has-been-removed-youll-have-to-find-other-software-for-playing-and-ripping-cds-with-relevant-track-information
    🎵💿 “Windows Media Player ตัดฟีเจอร์ค้นหาข้อมูลอัลบั้ม — ผู้ใช้ CD ต้องหาซอฟต์แวร์อื่นแทน” Microsoft ได้ถอดฟีเจอร์สำคัญอย่าง “Find Album Information” และ “Update Album Info Online” ออกจากทั้ง Windows Media Player รุ่น Legacy และแอป Media Player ใหม่ใน Windows 11 แล้ว ตามรายงานจาก Tom’s Hardware ฟีเจอร์นี้เคยใช้ดึงข้อมูลชื่อเพลง ศิลปิน อัลบั้ม และภาพปกจากฐานข้อมูลออนไลน์ แต่ตอนนี้ไม่สามารถเชื่อมต่อเซิร์ฟเวอร์ได้อีกต่อไป ไม่ว่าจะลองกับแผ่น CD กี่แผ่นก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ Windows Media Player Legacy จะเก่าแล้ว แต่แอป Media Player รุ่นใหม่ที่เป็นดีฟอลต์ใน Windows 11 ก็ประสบปัญหาเดียวกัน โดยขึ้นข้อความว่า “We couldn’t connect to the service” ทั้งที่อินเทอร์เน็ตใช้งานได้ปกติ นั่นทำให้ผู้ใช้ที่ยังรักการฟังเพลงจากแผ่น CD ต้องเผชิญกับประสบการณ์ที่ด้อยลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะข้อมูลเพลงจะไม่ถูกดึงมาให้อัตโนมัติอีกต่อไป สถานการณ์นี้เกิดขึ้นในยุคที่คอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ไม่มีไดรฟ์อ่านแผ่นติดมาแล้ว แต่ยังมีผู้ใช้จำนวนไม่น้อยที่ชื่นชอบคุณภาพเสียงจาก CD หรือสะสมสื่อแบบ physical การที่ Microsoft “ปล่อยให้ฟีเจอร์นี้หายไปแบบเงียบ ๆ” จึงสร้างความไม่พอใจให้กับผู้ใช้กลุ่มนี้ไม่น้อย โดยเฉพาะผู้ที่ยังใช้ Media Player ในการริปเพลงหรือจัดการคลังเพลงส่วนตัว แม้จะมีซอฟต์แวร์ทางเลือกมากมาย เช่น MusicBee, VLC หรือ Exact Audio Copy แต่การที่ฟีเจอร์พื้นฐานใน Windows ถูกถอดออกโดยไม่มีคำอธิบาย ทำให้เกิดคำถามว่า Microsoft กำลังลดบทบาทของ Media Player ลงเรื่อย ๆ เพื่อผลักดันผู้ใช้ไปสู่บริการสตรีมมิงหรือไม่ นี่อาจเป็นอีกสัญญาณหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านจากยุค physical media ไปสู่โลกดิจิทัลเต็มรูปแบบ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Microsoft ถอดฟีเจอร์ Find Album Information ออกจาก Media Player ทั้งรุ่นเก่าและใหม่ ➡️ ไม่สามารถดึงข้อมูลชื่อเพลง อัลบั้ม หรือภาพปกจากออนไลน์ได้อีก ✅ แอป Media Player ใหม่ใน Windows 11 ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน ➡️ ขึ้นข้อความว่าไม่สามารถเชื่อมต่อบริการได้ แม้อินเทอร์เน็ตปกติ ✅ ผู้ใช้ที่ยังฟังเพลงจาก CD ได้รับผลกระทบโดยตรง ➡️ ต้องกรอกข้อมูลเพลงเองหรือใช้ซอฟต์แวร์อื่น ✅ คอมพิวเตอร์ยุคใหม่แทบไม่มีไดรฟ์ CD แล้ว แต่ยังมีผู้ใช้ physical media อยู่ ➡️ ทำให้การถอดฟีเจอร์นี้ถูกวิจารณ์ว่าไม่ใส่ใจผู้ใช้กลุ่มนี้ คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง ‼️ ผู้ใช้ Media Player จะไม่สามารถริปเพลงพร้อมข้อมูลอัลบั้มได้อีก ⛔ ต้องพึ่งซอฟต์แวร์ภายนอกแทน ‼️ การถอดฟีเจอร์โดยไม่ประกาศล่วงหน้าอาจทำให้เกิดความสับสน ⛔ ผู้ใช้บางรายอาจคิดว่าเป็นปัญหาอินเทอร์เน็ตหรือบั๊ก ‼️ อาจเป็นสัญญาณว่า Microsoft ลดความสำคัญของ Media Player ลงเรื่อย ๆ ⛔ ผู้ใช้ควรเตรียมหาทางเลือกระยะยาว ‼️ ผู้ใช้ที่มีคลังเพลง CD จำนวนมากอาจเสียเวลาในการจัดการข้อมูลเอง ⛔ ควรเลือกโปรแกรมที่รองรับ metadata อย่างเหมาะสม https://www.tomshardware.com/software/windows/windows-media-players-find-album-information-functionality-has-been-removed-youll-have-to-find-other-software-for-playing-and-ripping-cds-with-relevant-track-information
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 226 มุมมอง 0 รีวิว
  • “สหรัฐฯ ชะลอแผนแบนโดรนจีน — DJI ได้เวลาหายใจ แต่คำสั่งห้ามของ FCC ยังไม่ถูกยกเลิก”

    กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ตัดสินใจถอนข้อเสนอที่เคยยื่นต่อทำเนียบขาวเกี่ยวกับการ “แบนการนำเข้าโดรนจากจีน” ซึ่งรวมถึงแบรนด์ใหญ่ที่สุดอย่าง DJI การเปลี่ยนท่าทีครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนเริ่มอ่อนตัวลงก่อนการพบกันระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์และประธานาธิบดีสี จิ้นผิงในเดือนเมษายน ทำให้ DJI ได้รับ “เวลาผ่อนผัน” ชั่วคราวจากแรงกดดันด้านนโยบายการค้า

    อย่างไรก็ตาม แม้กระทรวงพาณิชย์จะถอย แต่ DJI ยังไม่พ้นความเสี่ยงทั้งหมด เพราะ คำสั่งห้ามของ FCC ยังคงมีผลอยู่ โดย FCC ไม่ได้ควบคุมการนำเข้าโดยตรง แต่เป็นผู้ให้ “การรับรองอุปกรณ์” ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญก่อนที่โดรนจะถูกนำเข้ามาจำหน่ายในสหรัฐฯ นั่นหมายความว่า DJI อาจนำเข้าโดรนรุ่นเก่าได้ แต่ ไม่สามารถขายรุ่นใหม่หรือชิ้นส่วนใหม่ได้ หากไม่ได้รับการรับรองจาก FCC

    สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่อหน่วยงานอื่นของสหรัฐฯ ก็มีท่าทีแข็งกร้าวต่อ DJI เช่น กระทรวงกลาโหมที่จัดให้ DJI เป็น “บริษัทที่เกี่ยวข้องกับกองทัพจีน” แม้ศาลจะระบุว่าไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าบริษัทถูกควบคุมโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีนก็ตาม ขณะเดียวกันสภาคองเกรสก็เคยผลักดันกฎหมายแบน DJI ในปี 2024 แต่บริษัทได้รับเวลาเพิ่มอีกหนึ่งปีเพื่อพิสูจน์ว่าไม่ได้เป็นภัยต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ

    ข่าวดีสำหรับผู้ใช้ปัจจุบันคือ โดรนที่มีอยู่แล้วจะไม่ได้รับผลกระทบ แต่ผลกระทบระยะยาวคือ DJI อาจไม่สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ในตลาดสหรัฐฯ ได้ หากสถานการณ์ด้านกฎระเบียบไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งอาจทำให้ผู้ใช้ประสบปัญหาเรื่องอะไหล่และการบำรุงรักษาในอนาคต นี่คือสัญญาณว่าศึกเทคโนโลยีระหว่างสองมหาอำนาจยังไม่จบง่าย ๆ และอุตสาหกรรมโดรนจะยังคงเป็นสนามแข่งขันสำคัญต่อไป

    สรุปประเด็นสำคัญ
    กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ถอนแผนแบนการนำเข้าโดรนจีน
    เกิดขึ้นก่อนการพบกันของผู้นำสหรัฐฯ–จีนในเดือนเมษายน

    คำสั่งห้ามของ FCC ยังมีผลอยู่
    ทำให้ DJI ไม่สามารถขายโดรนรุ่นใหม่หรือชิ้นส่วนใหม่ในสหรัฐฯ ได้

    หน่วยงานอื่นยังคงกดดัน DJI เช่น กระทรวงกลาโหมและสภาคองเกรส
    แม้ศาลจะชี้ว่าไม่มีหลักฐานว่าบริษัทถูกควบคุมโดยรัฐบาลจีน

    โดรนที่ใช้อยู่ในปัจจุบันไม่ถูกบล็อกหรือปิดการทำงาน
    ผู้ใช้ยังสามารถบินและใช้งานได้ตามปกติ

    คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง
    การไม่รับรองอุปกรณ์ใหม่อาจทำให้ตลาดสหรัฐฯ ขาดผลิตภัณฑ์ DJI รุ่นล่าสุด
    ส่งผลต่อผู้ใช้ที่ต้องการอัปเกรดหรือซื้ออะไหล่

    ความไม่แน่นอนด้านนโยบายอาจทำให้ธุรกิจที่พึ่งพาโดรนจีนมีความเสี่ยง
    โดยเฉพาะอุตสาหกรรมภาพยนตร์ เกษตร และกู้ภัย

    ความตึงเครียดทางการเมืองอาจทำให้เกิดมาตรการใหม่ได้ทุกเมื่อ
    ผู้ใช้และผู้ประกอบการควรติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด

    การพึ่งพาโดรนจากผู้ผลิตรายเดียวอาจสร้างความเสี่ยงด้านซัพพลายเชน
    ควรเตรียมแผนสำรองหากมีการแบนในอนาคต

    https://www.tomshardware.com/tech-industry/us-department-of-commerce-lifts-planned-crackdown-on-chinese-drones-including-dji-company-gets-reprieve-ahead-of-xi-trump-meeting-in-april-but-the-fcc-ban-still-stands
    🚁🇺🇸 “สหรัฐฯ ชะลอแผนแบนโดรนจีน — DJI ได้เวลาหายใจ แต่คำสั่งห้ามของ FCC ยังไม่ถูกยกเลิก” กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ตัดสินใจถอนข้อเสนอที่เคยยื่นต่อทำเนียบขาวเกี่ยวกับการ “แบนการนำเข้าโดรนจากจีน” ซึ่งรวมถึงแบรนด์ใหญ่ที่สุดอย่าง DJI การเปลี่ยนท่าทีครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนเริ่มอ่อนตัวลงก่อนการพบกันระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์และประธานาธิบดีสี จิ้นผิงในเดือนเมษายน ทำให้ DJI ได้รับ “เวลาผ่อนผัน” ชั่วคราวจากแรงกดดันด้านนโยบายการค้า อย่างไรก็ตาม แม้กระทรวงพาณิชย์จะถอย แต่ DJI ยังไม่พ้นความเสี่ยงทั้งหมด เพราะ คำสั่งห้ามของ FCC ยังคงมีผลอยู่ โดย FCC ไม่ได้ควบคุมการนำเข้าโดยตรง แต่เป็นผู้ให้ “การรับรองอุปกรณ์” ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญก่อนที่โดรนจะถูกนำเข้ามาจำหน่ายในสหรัฐฯ นั่นหมายความว่า DJI อาจนำเข้าโดรนรุ่นเก่าได้ แต่ ไม่สามารถขายรุ่นใหม่หรือชิ้นส่วนใหม่ได้ หากไม่ได้รับการรับรองจาก FCC สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่อหน่วยงานอื่นของสหรัฐฯ ก็มีท่าทีแข็งกร้าวต่อ DJI เช่น กระทรวงกลาโหมที่จัดให้ DJI เป็น “บริษัทที่เกี่ยวข้องกับกองทัพจีน” แม้ศาลจะระบุว่าไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าบริษัทถูกควบคุมโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีนก็ตาม ขณะเดียวกันสภาคองเกรสก็เคยผลักดันกฎหมายแบน DJI ในปี 2024 แต่บริษัทได้รับเวลาเพิ่มอีกหนึ่งปีเพื่อพิสูจน์ว่าไม่ได้เป็นภัยต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ ข่าวดีสำหรับผู้ใช้ปัจจุบันคือ โดรนที่มีอยู่แล้วจะไม่ได้รับผลกระทบ แต่ผลกระทบระยะยาวคือ DJI อาจไม่สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ในตลาดสหรัฐฯ ได้ หากสถานการณ์ด้านกฎระเบียบไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งอาจทำให้ผู้ใช้ประสบปัญหาเรื่องอะไหล่และการบำรุงรักษาในอนาคต นี่คือสัญญาณว่าศึกเทคโนโลยีระหว่างสองมหาอำนาจยังไม่จบง่าย ๆ และอุตสาหกรรมโดรนจะยังคงเป็นสนามแข่งขันสำคัญต่อไป 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ถอนแผนแบนการนำเข้าโดรนจีน ➡️ เกิดขึ้นก่อนการพบกันของผู้นำสหรัฐฯ–จีนในเดือนเมษายน ✅ คำสั่งห้ามของ FCC ยังมีผลอยู่ ➡️ ทำให้ DJI ไม่สามารถขายโดรนรุ่นใหม่หรือชิ้นส่วนใหม่ในสหรัฐฯ ได้ ✅ หน่วยงานอื่นยังคงกดดัน DJI เช่น กระทรวงกลาโหมและสภาคองเกรส ➡️ แม้ศาลจะชี้ว่าไม่มีหลักฐานว่าบริษัทถูกควบคุมโดยรัฐบาลจีน ✅ โดรนที่ใช้อยู่ในปัจจุบันไม่ถูกบล็อกหรือปิดการทำงาน ➡️ ผู้ใช้ยังสามารถบินและใช้งานได้ตามปกติ คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง ‼️ การไม่รับรองอุปกรณ์ใหม่อาจทำให้ตลาดสหรัฐฯ ขาดผลิตภัณฑ์ DJI รุ่นล่าสุด ⛔ ส่งผลต่อผู้ใช้ที่ต้องการอัปเกรดหรือซื้ออะไหล่ ‼️ ความไม่แน่นอนด้านนโยบายอาจทำให้ธุรกิจที่พึ่งพาโดรนจีนมีความเสี่ยง ⛔ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมภาพยนตร์ เกษตร และกู้ภัย ‼️ ความตึงเครียดทางการเมืองอาจทำให้เกิดมาตรการใหม่ได้ทุกเมื่อ ⛔ ผู้ใช้และผู้ประกอบการควรติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด ‼️ การพึ่งพาโดรนจากผู้ผลิตรายเดียวอาจสร้างความเสี่ยงด้านซัพพลายเชน ⛔ ควรเตรียมแผนสำรองหากมีการแบนในอนาคต https://www.tomshardware.com/tech-industry/us-department-of-commerce-lifts-planned-crackdown-on-chinese-drones-including-dji-company-gets-reprieve-ahead-of-xi-trump-meeting-in-april-but-the-fcc-ban-still-stands
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 437 มุมมอง 0 รีวิว
  • “อุปกรณ์ดูแลช่องปากยุคใหม่: แปรงสีฟัน–ยางครอบฟันอัจฉริยะ กับคำอ้างสุดล้ำที่ท้าทายวงการสุขภาพ”

    กระแสอุปกรณ์สวมใส่เพื่อสุขภาพกำลังขยายตัวไปไกลกว่านาฬิกาและสายรัดข้อมืออย่างเห็นได้ชัด จากข้อมูลในหน้าเว็บของ The Star เทคโนโลยีเดียวกันถูกนำไปใส่ในแปรงสีฟัน เครื่องชั่งน้ำหนัก ไปจนถึงยางครอบฟันที่สามารถตรวจจับสัญญาณสุขภาพได้หลากหลายแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน หลายบริษัทใช้ AI และเซนเซอร์ขั้นสูงเพื่อประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจ ตรวจจับพฤติกรรมการนอน หรือแม้แต่คาดการณ์โรคในอนาคต 20 ปีล่วงหน้า แนวโน้มนี้สะท้อนความพยายามของอุตสาหกรรมที่ต้องการให้ “สุขภาพ” กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันโดยไม่ต้องพึ่งอุปกรณ์สวมใส่แบบเดิมอีกต่อไป.

    หนึ่งในไฮไลต์คือ Longevity Mirror ของ NuraLogix ที่ใช้คอมพิวเตอร์วิชันและ AI วิเคราะห์ใบหน้าเพียง 30 วินาที เพื่อประเมินความเสี่ยงสุขภาพระยะยาว เช่น โรคหัวใจหรือโรคเรื้อรังอื่น ๆ โดยอาศัยข้อมูลจากผู้ป่วยจำนวนมหาศาล นอกจากนี้ยังมีแปรงสีฟันรุ่นใหม่จาก Y-Brush ชื่อ “Halo” ที่อ้างว่าสามารถตรวจจับโรคได้กว่า 300 ชนิดผ่านการวิเคราะห์ลมหายใจด้วยเซนเซอร์ก๊าซและ AI โดยไม่ต้องเจาะเลือดแม้แต่นิดเดียว ซึ่งเป็นคำอ้างที่ทั้งน่าตื่นเต้นและน่าตั้งคำถามในเวลาเดียวกัน.

    อีกด้านหนึ่ง BruxMed VibeBrux ยางครอบฟันอัจฉริยะราคา 499 ดอลลาร์ ถูกออกแบบมาเพื่อตรวจจับการกัดฟันระหว่างนอน พร้อมวัดอัตราการเต้นหัวใจและระดับออกซิเจนในเลือดแบบเรียลไทม์ เมื่อพบการกัดฟัน อุปกรณ์จะสั่นเพื่อหยุดพฤติกรรมทันที และสามารถแชร์ข้อมูลให้แพทย์วิเคราะห์ได้ด้วย ความแม่นยำของอุปกรณ์ประเภทนี้ถูกอ้างว่าดีกว่าสมาร์ตวอทช์เพราะเข้าถึง “น้ำลาย” ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้สุขภาพที่ละเอียดอ่อนกว่า.

    อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์เหล่านี้กำลังเผชิญแรงกดดันจากหน่วยงานกำกับดูแล เช่น FDA ที่เริ่มจับตาอุปกรณ์ที่อ้างความสามารถระดับ “เครื่องมือแพทย์” โดยไม่มีการรับรองที่เหมาะสม ตัวอย่างเช่น Whoop ที่ถูกเตือนเรื่องฟีเจอร์วัดความดันเลือด หรือ Withings ที่ต้องรอการอนุมัติหลายปีกว่าจะขายเครื่องชั่งตรวจจับภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะได้ในสหรัฐฯ ความท้าทายนี้ทำให้เห็นว่าการผสานเทคโนโลยีสุขภาพเข้ากับอุปกรณ์ผู้บริโภคยังต้องเดินบนเส้นบาง ๆ ระหว่างนวัตกรรมและความปลอดภัย.

    สรุปประเด็นสำคัญ
    เทคโนโลยีสุขภาพถูกผสานเข้ากับอุปกรณ์ประจำวัน เช่น แปรงสีฟันและยางครอบฟัน
    ใช้ AI, เซนเซอร์ก๊าซ, คอมพิวเตอร์วิชัน และข้อมูลสุขภาพจำนวนมาก

    Longevity Mirror วิเคราะห์ใบหน้าเพื่อประเมินความเสี่ยงสุขภาพล่วงหน้า 20 ปี
    ใช้วิดีโอเซลฟีเพื่อจับสัญญาณการไหลเวียนเลือดที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า

    แปรงสีฟัน Halo อ้างว่าสามารถตรวจจับโรคได้กว่า 300 ชนิดจากลมหายใจ
    ไม่ต้องใช้เลือดและออกแบบให้ใช้งานง่ายในชีวิตประจำวัน

    VibeBrux ยางครอบฟันอัจฉริยะตรวจจับการกัดฟันและวัดสัญญาณชีพ
    ส่งข้อมูลให้แพทย์และช่วยหยุดพฤติกรรมแบบเรียลไทม์ด้วยการสั่น

    คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง
    คำอ้างด้านสุขภาพจำนวนมากยังไม่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานกำกับดูแล
    อาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดเกี่ยวกับความแม่นยำของผลลัพธ์

    อุปกรณ์บางชนิดอาจเข้าข่าย “เครื่องมือแพทย์” และต้องผ่านการตรวจสอบเข้มงวด
    เช่นกรณี Whoop และ Withings ที่ถูกตรวจสอบโดย FDA

    การเก็บข้อมูลสุขภาพละเอียดอ่อนอาจเสี่ยงต่อความเป็นส่วนตัว
    โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่วิเคราะห์ใบหน้า น้ำลาย หรือข้อมูลชีวภาพอื่น ๆ

    คำอ้างตรวจโรคจำนวนมากอาจเกินจริงหากไม่มีหลักฐานทางคลินิกเพียงพอ
    ผู้ใช้ควรใช้ข้อมูลเป็น “สัญญาณเตือน” ไม่ใช่การวินิจฉัยแทนแพทย์

    https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2026/01/12/health-tracking-toothbrushes-mouth-guards-lure-consumers-with-audacious-claims
    🦷🤖 “อุปกรณ์ดูแลช่องปากยุคใหม่: แปรงสีฟัน–ยางครอบฟันอัจฉริยะ กับคำอ้างสุดล้ำที่ท้าทายวงการสุขภาพ” กระแสอุปกรณ์สวมใส่เพื่อสุขภาพกำลังขยายตัวไปไกลกว่านาฬิกาและสายรัดข้อมืออย่างเห็นได้ชัด จากข้อมูลในหน้าเว็บของ The Star เทคโนโลยีเดียวกันถูกนำไปใส่ในแปรงสีฟัน เครื่องชั่งน้ำหนัก ไปจนถึงยางครอบฟันที่สามารถตรวจจับสัญญาณสุขภาพได้หลากหลายแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน หลายบริษัทใช้ AI และเซนเซอร์ขั้นสูงเพื่อประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจ ตรวจจับพฤติกรรมการนอน หรือแม้แต่คาดการณ์โรคในอนาคต 20 ปีล่วงหน้า แนวโน้มนี้สะท้อนความพยายามของอุตสาหกรรมที่ต้องการให้ “สุขภาพ” กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันโดยไม่ต้องพึ่งอุปกรณ์สวมใส่แบบเดิมอีกต่อไป. หนึ่งในไฮไลต์คือ Longevity Mirror ของ NuraLogix ที่ใช้คอมพิวเตอร์วิชันและ AI วิเคราะห์ใบหน้าเพียง 30 วินาที เพื่อประเมินความเสี่ยงสุขภาพระยะยาว เช่น โรคหัวใจหรือโรคเรื้อรังอื่น ๆ โดยอาศัยข้อมูลจากผู้ป่วยจำนวนมหาศาล นอกจากนี้ยังมีแปรงสีฟันรุ่นใหม่จาก Y-Brush ชื่อ “Halo” ที่อ้างว่าสามารถตรวจจับโรคได้กว่า 300 ชนิดผ่านการวิเคราะห์ลมหายใจด้วยเซนเซอร์ก๊าซและ AI โดยไม่ต้องเจาะเลือดแม้แต่นิดเดียว ซึ่งเป็นคำอ้างที่ทั้งน่าตื่นเต้นและน่าตั้งคำถามในเวลาเดียวกัน. อีกด้านหนึ่ง BruxMed VibeBrux ยางครอบฟันอัจฉริยะราคา 499 ดอลลาร์ ถูกออกแบบมาเพื่อตรวจจับการกัดฟันระหว่างนอน พร้อมวัดอัตราการเต้นหัวใจและระดับออกซิเจนในเลือดแบบเรียลไทม์ เมื่อพบการกัดฟัน อุปกรณ์จะสั่นเพื่อหยุดพฤติกรรมทันที และสามารถแชร์ข้อมูลให้แพทย์วิเคราะห์ได้ด้วย ความแม่นยำของอุปกรณ์ประเภทนี้ถูกอ้างว่าดีกว่าสมาร์ตวอทช์เพราะเข้าถึง “น้ำลาย” ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้สุขภาพที่ละเอียดอ่อนกว่า. อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์เหล่านี้กำลังเผชิญแรงกดดันจากหน่วยงานกำกับดูแล เช่น FDA ที่เริ่มจับตาอุปกรณ์ที่อ้างความสามารถระดับ “เครื่องมือแพทย์” โดยไม่มีการรับรองที่เหมาะสม ตัวอย่างเช่น Whoop ที่ถูกเตือนเรื่องฟีเจอร์วัดความดันเลือด หรือ Withings ที่ต้องรอการอนุมัติหลายปีกว่าจะขายเครื่องชั่งตรวจจับภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะได้ในสหรัฐฯ ความท้าทายนี้ทำให้เห็นว่าการผสานเทคโนโลยีสุขภาพเข้ากับอุปกรณ์ผู้บริโภคยังต้องเดินบนเส้นบาง ๆ ระหว่างนวัตกรรมและความปลอดภัย. 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ เทคโนโลยีสุขภาพถูกผสานเข้ากับอุปกรณ์ประจำวัน เช่น แปรงสีฟันและยางครอบฟัน ➡️ ใช้ AI, เซนเซอร์ก๊าซ, คอมพิวเตอร์วิชัน และข้อมูลสุขภาพจำนวนมาก ✅ Longevity Mirror วิเคราะห์ใบหน้าเพื่อประเมินความเสี่ยงสุขภาพล่วงหน้า 20 ปี ➡️ ใช้วิดีโอเซลฟีเพื่อจับสัญญาณการไหลเวียนเลือดที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ✅ แปรงสีฟัน Halo อ้างว่าสามารถตรวจจับโรคได้กว่า 300 ชนิดจากลมหายใจ ➡️ ไม่ต้องใช้เลือดและออกแบบให้ใช้งานง่ายในชีวิตประจำวัน ✅ VibeBrux ยางครอบฟันอัจฉริยะตรวจจับการกัดฟันและวัดสัญญาณชีพ ➡️ ส่งข้อมูลให้แพทย์และช่วยหยุดพฤติกรรมแบบเรียลไทม์ด้วยการสั่น คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง ‼️ คำอ้างด้านสุขภาพจำนวนมากยังไม่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานกำกับดูแล ⛔ อาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดเกี่ยวกับความแม่นยำของผลลัพธ์ ‼️ อุปกรณ์บางชนิดอาจเข้าข่าย “เครื่องมือแพทย์” และต้องผ่านการตรวจสอบเข้มงวด ⛔ เช่นกรณี Whoop และ Withings ที่ถูกตรวจสอบโดย FDA ‼️ การเก็บข้อมูลสุขภาพละเอียดอ่อนอาจเสี่ยงต่อความเป็นส่วนตัว ⛔ โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่วิเคราะห์ใบหน้า น้ำลาย หรือข้อมูลชีวภาพอื่น ๆ ‼️ คำอ้างตรวจโรคจำนวนมากอาจเกินจริงหากไม่มีหลักฐานทางคลินิกเพียงพอ ⛔ ผู้ใช้ควรใช้ข้อมูลเป็น “สัญญาณเตือน” ไม่ใช่การวินิจฉัยแทนแพทย์ https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2026/01/12/health-tracking-toothbrushes-mouth-guards-lure-consumers-with-audacious-claims
    WWW.THESTAR.COM.MY
    Health-tracking toothbrushes, mouth guards lure consumers with audacious claims
    If you paid enough attention, you could have found health trackers everywhere at the CES trade show last week. But they didn't necessarily look how you'd expect.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 338 มุมมอง 0 รีวิว
  • Google ผู้ก่อตั้งโบกมือลาแคลิฟอร์เนีย: สัญญาณความเปลี่ยนแปลงของ Silicon Valley

    การเคลื่อนไหวล่าสุดของ Larry Page และ Sergey Brin ผู้ร่วมก่อตั้ง Google กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ในวงการเทคโนโลยี หลังจากทั้งคู่เริ่ม “ลดบทบาทและความผูกพัน” กับรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นบ้านเกิดของ Google และเป็นศูนย์กลางของ Silicon Valley มานานเกือบสามทศวรรษ การย้ายบริษัทในเครือหลายสิบแห่งออกจากรัฐ รวมถึงการซื้ออสังหาริมทรัพย์ใหม่ใน Miami และการย้ายกิจการไป Nevada ทำให้เกิดคำถามว่า Silicon Valley กำลังสูญเสียเสน่ห์เดิมหรือไม่

    สาเหตุสำคัญที่ผลักดันการเปลี่ยนแปลงนี้ คือมาตรการภาษีใหม่ที่เสนอให้เก็บ “wealth tax” แบบครั้งเดียว 5% จากผู้ที่มีทรัพย์สินเกิน 1 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งอาจมีผลย้อนหลังกับผู้ที่อาศัยในรัฐ ณ วันที่ 1 มกราคม หากมาตรการผ่านประชามติในเดือนพฤศจิกายน ความกังวลนี้ทำให้มหาเศรษฐีหลายรายเริ่มมองหาทางเลือกใหม่ที่เป็นมิตรต่อภาษีมากกว่า เช่น Miami และ Texas

    แม้จะมีเสียงคัดค้านจากนักลงทุนและผู้ประกอบการจำนวนมาก แต่ก็มีบางคนที่ยอมรับมาตรการนี้ เช่น Jensen Huang ซีอีโอของ Nvidia ที่ระบุว่า “เลือกอยู่ Silicon Valley ก็ต้องยอมรับภาษีที่รัฐกำหนด” อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวของ Page และ Brin มีน้ำหนักมากกว่าใคร เพราะทั้งคู่เป็นสัญลักษณ์ของ Silicon Valley และมีทรัพย์สินรวมกันกว่า 518 พันล้านดอลลาร์ ทำให้การย้ายฐานของพวกเขาถูกจับตามองเป็นพิเศษ

    ในภาพรวม เหตุการณ์นี้สะท้อนความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในสหรัฐฯ เมื่อภาษี ค่าครองชีพ และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจเริ่มผลักดันให้ผู้ประกอบการมองหาศูนย์กลางใหม่ที่ไม่ใช่แคลิฟอร์เนีย หากแนวโน้มนี้ดำเนินต่อไป Silicon Valley อาจต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปี

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Page และ Brin ย้ายบริษัทในเครือออกจากแคลิฟอร์เนียจำนวนมาก
    บางบริษัทถูกย้ายไป Nevada และบางแห่งถูกปิดสถานะในรัฐ

    Page ซื้อคฤหาสน์มูลค่า 71.9 ล้านดอลลาร์ใน Miami
    เป็นสัญญาณการขยายตัวออกจาก Silicon Valley

    มาตรการภาษีใหม่ของแคลิฟอร์เนียเป็นตัวกระตุ้นสำคัญ
    เสนอเก็บภาษี 5% จากผู้มีทรัพย์สินเกิน 1 พันล้านดอลลาร์

    มหาเศรษฐีหลายรายเริ่มย้ายฐาน เช่น Peter Thiel และ David Sacks
    มุ่งสู่รัฐที่เป็นมิตรต่อภาษีมากกว่า เช่น Florida และ Texas

    คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง
    มาตรการภาษีอาจทำให้เกิดการไหลออกของผู้ประกอบการและนักลงทุน
    ส่งผลต่อระบบนิเวศนวัตกรรมของแคลิฟอร์เนีย

    การย้ายฐานของผู้ก่อตั้ง Google อาจกระทบภาพลักษณ์ Silicon Valley
    อาจทำให้เกิดความไม่มั่นใจในอนาคตของภูมิภาค

    การเปลี่ยนแปลงนี้อาจทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างรัฐมากขึ้น
    รัฐที่เก็บภาษีสูงอาจสูญเสียบุคลากรและเงินทุน

    การย้ายทรัพย์สินจำนวนมากอาจมีผลต่อเสถียรภาพของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในหลายพื้นที่
    โดยเฉพาะเมืองที่กำลังกลายเป็นศูนย์กลางใหม่ เช่น Miami

    https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2026/01/12/google-guys-say-bye-to-california
    📰 Google ผู้ก่อตั้งโบกมือลาแคลิฟอร์เนีย: สัญญาณความเปลี่ยนแปลงของ Silicon Valley การเคลื่อนไหวล่าสุดของ Larry Page และ Sergey Brin ผู้ร่วมก่อตั้ง Google กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ในวงการเทคโนโลยี หลังจากทั้งคู่เริ่ม “ลดบทบาทและความผูกพัน” กับรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นบ้านเกิดของ Google และเป็นศูนย์กลางของ Silicon Valley มานานเกือบสามทศวรรษ การย้ายบริษัทในเครือหลายสิบแห่งออกจากรัฐ รวมถึงการซื้ออสังหาริมทรัพย์ใหม่ใน Miami และการย้ายกิจการไป Nevada ทำให้เกิดคำถามว่า Silicon Valley กำลังสูญเสียเสน่ห์เดิมหรือไม่ สาเหตุสำคัญที่ผลักดันการเปลี่ยนแปลงนี้ คือมาตรการภาษีใหม่ที่เสนอให้เก็บ “wealth tax” แบบครั้งเดียว 5% จากผู้ที่มีทรัพย์สินเกิน 1 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งอาจมีผลย้อนหลังกับผู้ที่อาศัยในรัฐ ณ วันที่ 1 มกราคม หากมาตรการผ่านประชามติในเดือนพฤศจิกายน ความกังวลนี้ทำให้มหาเศรษฐีหลายรายเริ่มมองหาทางเลือกใหม่ที่เป็นมิตรต่อภาษีมากกว่า เช่น Miami และ Texas แม้จะมีเสียงคัดค้านจากนักลงทุนและผู้ประกอบการจำนวนมาก แต่ก็มีบางคนที่ยอมรับมาตรการนี้ เช่น Jensen Huang ซีอีโอของ Nvidia ที่ระบุว่า “เลือกอยู่ Silicon Valley ก็ต้องยอมรับภาษีที่รัฐกำหนด” อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวของ Page และ Brin มีน้ำหนักมากกว่าใคร เพราะทั้งคู่เป็นสัญลักษณ์ของ Silicon Valley และมีทรัพย์สินรวมกันกว่า 518 พันล้านดอลลาร์ ทำให้การย้ายฐานของพวกเขาถูกจับตามองเป็นพิเศษ ในภาพรวม เหตุการณ์นี้สะท้อนความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในสหรัฐฯ เมื่อภาษี ค่าครองชีพ และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจเริ่มผลักดันให้ผู้ประกอบการมองหาศูนย์กลางใหม่ที่ไม่ใช่แคลิฟอร์เนีย หากแนวโน้มนี้ดำเนินต่อไป Silicon Valley อาจต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปี 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Page และ Brin ย้ายบริษัทในเครือออกจากแคลิฟอร์เนียจำนวนมาก ➡️ บางบริษัทถูกย้ายไป Nevada และบางแห่งถูกปิดสถานะในรัฐ ✅ Page ซื้อคฤหาสน์มูลค่า 71.9 ล้านดอลลาร์ใน Miami ➡️ เป็นสัญญาณการขยายตัวออกจาก Silicon Valley ✅ มาตรการภาษีใหม่ของแคลิฟอร์เนียเป็นตัวกระตุ้นสำคัญ ➡️ เสนอเก็บภาษี 5% จากผู้มีทรัพย์สินเกิน 1 พันล้านดอลลาร์ ✅ มหาเศรษฐีหลายรายเริ่มย้ายฐาน เช่น Peter Thiel และ David Sacks ➡️ มุ่งสู่รัฐที่เป็นมิตรต่อภาษีมากกว่า เช่น Florida และ Texas คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง ‼️ มาตรการภาษีอาจทำให้เกิดการไหลออกของผู้ประกอบการและนักลงทุน ⛔ ส่งผลต่อระบบนิเวศนวัตกรรมของแคลิฟอร์เนีย ‼️ การย้ายฐานของผู้ก่อตั้ง Google อาจกระทบภาพลักษณ์ Silicon Valley ⛔ อาจทำให้เกิดความไม่มั่นใจในอนาคตของภูมิภาค ‼️ การเปลี่ยนแปลงนี้อาจทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างรัฐมากขึ้น ⛔ รัฐที่เก็บภาษีสูงอาจสูญเสียบุคลากรและเงินทุน ‼️ การย้ายทรัพย์สินจำนวนมากอาจมีผลต่อเสถียรภาพของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในหลายพื้นที่ ⛔ โดยเฉพาะเมืองที่กำลังกลายเป็นศูนย์กลางใหม่ เช่น Miami https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2026/01/12/google-guys-say-bye-to-california
    WWW.THESTAR.COM.MY
    Google guys say bye to California
    Sergey Brin is joining his Google co-founder, Larry Page, in reducing ties to the state where they built their fortunes.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 405 มุมมอง 0 รีวิว
  • “ยุคใหม่ของคอมพิวเตอร์ใช้แล้วทิ้ง: เมื่อ Fly.io ประกาศจบยุค Sandbox และเปิดตัว ‘Sprites’”

    โลกของการพัฒนาแอปและระบบอัตโนมัติกำลังเปลี่ยนทิศอย่างรวดเร็ว เมื่อ Fly.io เสนอแนวคิดใหม่ที่ท้าทายความเชื่อเดิมเกี่ยวกับ sandbox แบบอ่านอย่างเดียว ซึ่งเคยเป็นมาตรฐานของการรันโค้ดอย่างปลอดภัยมานาน บทความนี้ชี้ให้เห็นว่า sandbox แบบชั่วคราวกำลังล้าสมัย และแทนที่ด้วย “Sprites” — คอมพิวเตอร์เสมือนที่สร้างได้ในไม่กี่วินาที มีสตอเรจถาวร และสามารถ checkpoint/restore ได้เหมือน Git แต่ระดับทั้งระบบ. แนวคิดนี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการรันโค้ดแบบ stateless ไปสู่สภาพแวดล้อมที่ “เหมือนคอมพิวเตอร์จริง” มากขึ้น ซึ่งตอบโจทย์ทั้งนักพัฒนาและ AI agents ที่ต้องการพื้นที่ทำงานต่อเนื่อง.

    Sprites ถูกออกแบบให้ใช้งานง่ายและรวดเร็วอย่างน่าทึ่ง ผู้ใช้สามารถสร้างเครื่องใหม่ ติดตั้งแพ็กเกจ ทำงานหลายวัน แล้วกลับมาใช้งานต่อได้ทันทีโดยไม่ต้องเริ่มใหม่ทุกครั้ง ความสามารถในการ checkpoint ทำให้การแก้ไขผิดพลาดไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพียงกู้คืนสถานะก่อนหน้าในหนึ่งวินาที ทุกอย่างก็กลับมาเหมือนเดิม นี่คือความสะดวกที่ sandbox แบบเดิมไม่สามารถให้ได้ และเป็นเหตุผลที่ Fly.io เชื่อว่ายุคของ sandbox กำลังจะสิ้นสุดลง.

    บทความยังชี้ให้เห็นว่าการทำงานของ AI agents เช่น Claude ไม่เหมาะกับ sandbox แบบ stateless เพราะต้องสร้างสภาพแวดล้อมใหม่ทุกครั้ง ทำให้เสียเวลาและทรัพยากรโดยไม่จำเป็น Sprites จึงเป็นคำตอบที่ช่วยให้ AI ทำงานได้ “เหมือนมนุษย์ใช้คอมพิวเตอร์จริง” — มีพื้นที่เก็บข้อมูลถาวร เห็น log ของระบบ และทำงานต่อเนื่องได้โดยไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ทุกครั้ง แนวคิดนี้อาจเปลี่ยนวิธีการสร้างแอปในอนาคต โดยผู้ใช้ทั่วไปอาจสั่งให้ AI ปรับปรุงแอปของตัวเองได้โดยไม่ต้องมีทีม dev แบบเดิม.

    ท้ายที่สุด Fly.io มองว่านี่คือการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของวงการ ไม่ใช่แค่การปรับปรุงเครื่องมือ แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีคิดเกี่ยวกับ “คอมพิวเตอร์บนคลาวด์” ทั้งหมด จากเครื่องที่เกิดแล้วตายไปในไม่กี่นาที สู่ “คอมพิวเตอร์ใช้แล้วทิ้ง” ที่สร้างง่าย ใช้สะดวก และคงอยู่จนกว่าผู้ใช้จะลบมันเอง แนวคิดนี้อาจเป็นรากฐานของยุคใหม่ที่ AI และมนุษย์ทำงานร่วมกันบนเครื่องเสมือนส่วนตัวที่พร้อมใช้งานเสมอ.

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Sprites คือคอมพิวเตอร์เสมือนแบบ durable ที่สร้างได้ใน 1–2 วินาที
    มีสตอเรจเริ่มต้น 100GB และคงอยู่จนกว่าผู้ใช้จะลบเอง

    รองรับ checkpoint/restore ระดับระบบทั้งเครื่อง
    กู้คืนสถานะได้ในเวลาประมาณหนึ่งวินาที

    ออกแบบมาเพื่อรองรับ AI agents ที่ต้องการสภาพแวดล้อมต่อเนื่อง
    ลดปัญหาการต้องสร้าง environment ใหม่ทุกครั้ง

    เหมาะกับงานจริง เช่น การพัฒนาแอป การทดสอบ หรือการรันระบบส่วนตัว
    ผู้ใช้สามารถ deploy แอปเล็ก ๆ และให้ AI ปรับปรุงได้เรื่อย ๆ

    คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง
    Sprites ไม่เหมาะกับการให้บริการผู้ใช้จำนวนมหาศาล
    Fly.io ระบุว่าไม่ใช่โซลูชันสำหรับระบบระดับ mass-scale

    การให้ AI เข้าถึงเครื่องที่ durable อาจมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย
    ต้องมีการควบคุมสิทธิ์และตรวจสอบพฤติกรรมของ agent

    การพึ่งพาเครื่องเสมือนถาวรอาจทำให้เกิด vendor lock-in
    ผู้ใช้ควรพิจารณาความยืดหยุ่นในอนาคต

    การใช้เครื่อง durable อาจทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นหากไม่จัดการให้ดี
    ควรตั้งนโยบายลบเครื่องที่ไม่ใช้งานหรือใช้ auto-idle อย่างเหมาะสม

    https://fly.io/blog/code-and-let-live/
    🖥️ “ยุคใหม่ของคอมพิวเตอร์ใช้แล้วทิ้ง: เมื่อ Fly.io ประกาศจบยุค Sandbox และเปิดตัว ‘Sprites’” โลกของการพัฒนาแอปและระบบอัตโนมัติกำลังเปลี่ยนทิศอย่างรวดเร็ว เมื่อ Fly.io เสนอแนวคิดใหม่ที่ท้าทายความเชื่อเดิมเกี่ยวกับ sandbox แบบอ่านอย่างเดียว ซึ่งเคยเป็นมาตรฐานของการรันโค้ดอย่างปลอดภัยมานาน บทความนี้ชี้ให้เห็นว่า sandbox แบบชั่วคราวกำลังล้าสมัย และแทนที่ด้วย “Sprites” — คอมพิวเตอร์เสมือนที่สร้างได้ในไม่กี่วินาที มีสตอเรจถาวร และสามารถ checkpoint/restore ได้เหมือน Git แต่ระดับทั้งระบบ. แนวคิดนี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการรันโค้ดแบบ stateless ไปสู่สภาพแวดล้อมที่ “เหมือนคอมพิวเตอร์จริง” มากขึ้น ซึ่งตอบโจทย์ทั้งนักพัฒนาและ AI agents ที่ต้องการพื้นที่ทำงานต่อเนื่อง. Sprites ถูกออกแบบให้ใช้งานง่ายและรวดเร็วอย่างน่าทึ่ง ผู้ใช้สามารถสร้างเครื่องใหม่ ติดตั้งแพ็กเกจ ทำงานหลายวัน แล้วกลับมาใช้งานต่อได้ทันทีโดยไม่ต้องเริ่มใหม่ทุกครั้ง ความสามารถในการ checkpoint ทำให้การแก้ไขผิดพลาดไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพียงกู้คืนสถานะก่อนหน้าในหนึ่งวินาที ทุกอย่างก็กลับมาเหมือนเดิม นี่คือความสะดวกที่ sandbox แบบเดิมไม่สามารถให้ได้ และเป็นเหตุผลที่ Fly.io เชื่อว่ายุคของ sandbox กำลังจะสิ้นสุดลง. บทความยังชี้ให้เห็นว่าการทำงานของ AI agents เช่น Claude ไม่เหมาะกับ sandbox แบบ stateless เพราะต้องสร้างสภาพแวดล้อมใหม่ทุกครั้ง ทำให้เสียเวลาและทรัพยากรโดยไม่จำเป็น Sprites จึงเป็นคำตอบที่ช่วยให้ AI ทำงานได้ “เหมือนมนุษย์ใช้คอมพิวเตอร์จริง” — มีพื้นที่เก็บข้อมูลถาวร เห็น log ของระบบ และทำงานต่อเนื่องได้โดยไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ทุกครั้ง แนวคิดนี้อาจเปลี่ยนวิธีการสร้างแอปในอนาคต โดยผู้ใช้ทั่วไปอาจสั่งให้ AI ปรับปรุงแอปของตัวเองได้โดยไม่ต้องมีทีม dev แบบเดิม. ท้ายที่สุด Fly.io มองว่านี่คือการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของวงการ ไม่ใช่แค่การปรับปรุงเครื่องมือ แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีคิดเกี่ยวกับ “คอมพิวเตอร์บนคลาวด์” ทั้งหมด จากเครื่องที่เกิดแล้วตายไปในไม่กี่นาที สู่ “คอมพิวเตอร์ใช้แล้วทิ้ง” ที่สร้างง่าย ใช้สะดวก และคงอยู่จนกว่าผู้ใช้จะลบมันเอง แนวคิดนี้อาจเป็นรากฐานของยุคใหม่ที่ AI และมนุษย์ทำงานร่วมกันบนเครื่องเสมือนส่วนตัวที่พร้อมใช้งานเสมอ. 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Sprites คือคอมพิวเตอร์เสมือนแบบ durable ที่สร้างได้ใน 1–2 วินาที ➡️ มีสตอเรจเริ่มต้น 100GB และคงอยู่จนกว่าผู้ใช้จะลบเอง ✅ รองรับ checkpoint/restore ระดับระบบทั้งเครื่อง ➡️ กู้คืนสถานะได้ในเวลาประมาณหนึ่งวินาที ✅ ออกแบบมาเพื่อรองรับ AI agents ที่ต้องการสภาพแวดล้อมต่อเนื่อง ➡️ ลดปัญหาการต้องสร้าง environment ใหม่ทุกครั้ง ✅ เหมาะกับงานจริง เช่น การพัฒนาแอป การทดสอบ หรือการรันระบบส่วนตัว ➡️ ผู้ใช้สามารถ deploy แอปเล็ก ๆ และให้ AI ปรับปรุงได้เรื่อย ๆ คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง ‼️ Sprites ไม่เหมาะกับการให้บริการผู้ใช้จำนวนมหาศาล ⛔ Fly.io ระบุว่าไม่ใช่โซลูชันสำหรับระบบระดับ mass-scale ‼️ การให้ AI เข้าถึงเครื่องที่ durable อาจมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ⛔ ต้องมีการควบคุมสิทธิ์และตรวจสอบพฤติกรรมของ agent ‼️ การพึ่งพาเครื่องเสมือนถาวรอาจทำให้เกิด vendor lock-in ⛔ ผู้ใช้ควรพิจารณาความยืดหยุ่นในอนาคต ‼️ การใช้เครื่อง durable อาจทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นหากไม่จัดการให้ดี ⛔ ควรตั้งนโยบายลบเครื่องที่ไม่ใช้งานหรือใช้ auto-idle อย่างเหมาะสม https://fly.io/blog/code-and-let-live/
    FLY.IO
    Code And Let Live
    How we learned to stop worrying and love writeable root filesystems.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 275 มุมมอง 0 รีวิว
  • Gentoo เปิดศักราช 2026 ด้วยรายงานใหญ่! ปี 2025 คือปีแห่งการเติบโตของแพ็กเกจ, นักพัฒนาใหม่, ระบบบูตสถาปัตยกรรมใหม่ และการย้ายโครงสร้างพื้นฐานครั้งสำคัญ

    Gentoo สรุปผลงานตลอดปี 2025 พร้อมประกาศทิศทางใหม่ในปี 2026 โดยเน้นการขยายจำนวนแพ็กเกจ การเพิ่มนักพัฒนาใหม่ การยกระดับระบบบูตสำหรับสถาปัตยกรรมต่าง ๆ และการปรับโครงสร้างโครงการในหลายด้าน เช่น การย้ายจาก GitHub ไป Codeberg และการจัดการด้านการเงินผ่าน SPI เพื่อความยั่งยืนในระยะยาว

    ปีที่ผ่านมา Gentoo ยังคงรักษาความแข็งแกร่งในฐานะดิสโทรที่ยืดหยุ่นที่สุด โดยมี ebuilds กว่า 31,000 รายการ และ binary packages สำหรับ amd64 มากถึง 89GB พร้อมการสร้าง installation stages มากกว่า 150 แบบทุกสัปดาห์ นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มนักพัฒนาใหม่ 4 คนจากหลายประเทศ และชุมชนผู้มีส่วนร่วมภายนอกกว่า 377 คน ทำให้โครงการยังคงมีพลังและความหลากหลายสูง

    ด้านเทคนิค Gentoo มีการอัปเดตสำคัญ เช่น EAPI 9, ระบบ jobserver ใหม่ชื่อ “steve”, การรองรับ GPG alternatives, การบูต Rust ผ่าน mrustc, การปรับปรุงแพ็กเกจ NGINX, การเพิ่ม QCOW2 images สำหรับ RISC-V และการปล่อย Gentoo สำหรับ WSL แบบ weekly builds ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการเข้าถึงผู้ใช้ Windows มากขึ้น

    ในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานและการเงิน โครงการได้เพิ่ม build server ใหม่ ปรับปรุงเอกสารบน wiki อย่างต่อเนื่อง และย้ายระบบการเงินไปยัง Software in the Public Interest (SPI) เพื่อให้การบริหารจัดการโปร่งใสและยั่งยืนมากขึ้น พร้อมประกาศเชิญชวนผู้ใช้เข้าร่วมสนับสนุนและเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน Gentoo ต่อไปในปี 2026

    สรุปประเด็นสำคัญ
    สถิติการเติบโตของ Gentoo ในปี 2025
    มี 31,663 ebuilds สำหรับ 19,174 packages
    binary packages สำหรับ amd64 มากถึง 89GB
    สร้าง installation stages 154 แบบต่อสัปดาห์

    ชุมชนและนักพัฒนาใหม่
    เพิ่มนักพัฒนาใหม่ 4 คนจากสหรัฐฯ, ออสเตรีย, อิตาลี และแอฟริกาใต้
    ผู้มีส่วนร่วมภายนอก 377 คน รวม 9,396 commits

    การเปลี่ยนแปลงด้านเทคนิค
    เปิดตัว EAPI 9 พร้อมฟีเจอร์ใหม่
    เพิ่มระบบ GPG alternatives
    รองรับ zlib-ng, mrustc Rust bootstrap, และ FlexiBLAS
    ปรับปรุงแพ็กเกจ NGINX ครั้งใหญ่

    การรองรับสถาปัตยกรรมและแพลตฟอร์มใหม่
    QCOW2 images สำหรับ RISC-V
    Weekly builds สำหรับ Gentoo on WSL
    hppa และ sparc ถูกลดสถานะเป็น testing

    โครงสร้างพื้นฐานและเอกสาร
    เพิ่ม build server ใหม่ที่ Hetzner
    wiki มี 9,647 หน้า และมากกว่า 766,000 edits

    การเงินของ Gentoo Foundation
    รายรับปี 2025: $12,066
    ยอดเงินคงเหลือ ณ 1 ก.ค. 2025: $104,831
    กระบวนการย้ายไป SPI ดำเนินต่อเนื่อง

    ประเด็นที่ควรระวังหรือพิจารณา
    การย้ายออกจาก GitHub อาจกระทบ workflow ของผู้ใช้
    ผู้ใช้ที่คุ้นเคยกับ GitHub อาจต้องปรับตัวกับ Codeberg

    สถาปัตยกรรม hppa และ sparc ถูกลดสถานะ
    ผู้ใช้สาย retrocomputing อาจเจอปัญหาความเข้ากันได้

    GPG alternatives ยังมีความแตกต่างด้านการทำงาน
    โดยเฉพาะ Sequoia-PGP/Chameleon ที่อาจยังไม่เสถียรเท่า GnuPG

    https://www.gentoo.org/news/2026/01/05/new-year.html
    🎉🐧 Gentoo เปิดศักราช 2026 ด้วยรายงานใหญ่! ปี 2025 คือปีแห่งการเติบโตของแพ็กเกจ, นักพัฒนาใหม่, ระบบบูตสถาปัตยกรรมใหม่ และการย้ายโครงสร้างพื้นฐานครั้งสำคัญ Gentoo สรุปผลงานตลอดปี 2025 พร้อมประกาศทิศทางใหม่ในปี 2026 โดยเน้นการขยายจำนวนแพ็กเกจ การเพิ่มนักพัฒนาใหม่ การยกระดับระบบบูตสำหรับสถาปัตยกรรมต่าง ๆ และการปรับโครงสร้างโครงการในหลายด้าน เช่น การย้ายจาก GitHub ไป Codeberg และการจัดการด้านการเงินผ่าน SPI เพื่อความยั่งยืนในระยะยาว ปีที่ผ่านมา Gentoo ยังคงรักษาความแข็งแกร่งในฐานะดิสโทรที่ยืดหยุ่นที่สุด โดยมี ebuilds กว่า 31,000 รายการ และ binary packages สำหรับ amd64 มากถึง 89GB พร้อมการสร้าง installation stages มากกว่า 150 แบบทุกสัปดาห์ นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มนักพัฒนาใหม่ 4 คนจากหลายประเทศ และชุมชนผู้มีส่วนร่วมภายนอกกว่า 377 คน ทำให้โครงการยังคงมีพลังและความหลากหลายสูง ด้านเทคนิค Gentoo มีการอัปเดตสำคัญ เช่น EAPI 9, ระบบ jobserver ใหม่ชื่อ “steve”, การรองรับ GPG alternatives, การบูต Rust ผ่าน mrustc, การปรับปรุงแพ็กเกจ NGINX, การเพิ่ม QCOW2 images สำหรับ RISC-V และการปล่อย Gentoo สำหรับ WSL แบบ weekly builds ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการเข้าถึงผู้ใช้ Windows มากขึ้น ในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานและการเงิน โครงการได้เพิ่ม build server ใหม่ ปรับปรุงเอกสารบน wiki อย่างต่อเนื่อง และย้ายระบบการเงินไปยัง Software in the Public Interest (SPI) เพื่อให้การบริหารจัดการโปร่งใสและยั่งยืนมากขึ้น พร้อมประกาศเชิญชวนผู้ใช้เข้าร่วมสนับสนุนและเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน Gentoo ต่อไปในปี 2026 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ สถิติการเติบโตของ Gentoo ในปี 2025 ➡️ มี 31,663 ebuilds สำหรับ 19,174 packages ➡️ binary packages สำหรับ amd64 มากถึง 89GB ➡️ สร้าง installation stages 154 แบบต่อสัปดาห์ ✅ ชุมชนและนักพัฒนาใหม่ ➡️ เพิ่มนักพัฒนาใหม่ 4 คนจากสหรัฐฯ, ออสเตรีย, อิตาลี และแอฟริกาใต้ ➡️ ผู้มีส่วนร่วมภายนอก 377 คน รวม 9,396 commits ✅ การเปลี่ยนแปลงด้านเทคนิค ➡️ เปิดตัว EAPI 9 พร้อมฟีเจอร์ใหม่ ➡️ เพิ่มระบบ GPG alternatives ➡️ รองรับ zlib-ng, mrustc Rust bootstrap, และ FlexiBLAS ➡️ ปรับปรุงแพ็กเกจ NGINX ครั้งใหญ่ ✅ การรองรับสถาปัตยกรรมและแพลตฟอร์มใหม่ ➡️ QCOW2 images สำหรับ RISC-V ➡️ Weekly builds สำหรับ Gentoo on WSL ➡️ hppa และ sparc ถูกลดสถานะเป็น testing ✅ โครงสร้างพื้นฐานและเอกสาร ➡️ เพิ่ม build server ใหม่ที่ Hetzner ➡️ wiki มี 9,647 หน้า และมากกว่า 766,000 edits ✅ การเงินของ Gentoo Foundation ➡️ รายรับปี 2025: $12,066 ➡️ ยอดเงินคงเหลือ ณ 1 ก.ค. 2025: $104,831 ➡️ กระบวนการย้ายไป SPI ดำเนินต่อเนื่อง ⚠️ ประเด็นที่ควรระวังหรือพิจารณา ‼️ การย้ายออกจาก GitHub อาจกระทบ workflow ของผู้ใช้ ⛔ ผู้ใช้ที่คุ้นเคยกับ GitHub อาจต้องปรับตัวกับ Codeberg ‼️ สถาปัตยกรรม hppa และ sparc ถูกลดสถานะ ⛔ ผู้ใช้สาย retrocomputing อาจเจอปัญหาความเข้ากันได้ ‼️ GPG alternatives ยังมีความแตกต่างด้านการทำงาน ⛔ โดยเฉพาะ Sequoia-PGP/Chameleon ที่อาจยังไม่เสถียรเท่า GnuPG https://www.gentoo.org/news/2026/01/05/new-year.html
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 343 มุมมอง 0 รีวิว
Pages Boosts