แมลงมองไม่เห็นแสงสีแดงซึ่งเป็นปลายอีกด้านหนึ่งของสเปกตรัมแต่เรามองเห็น ขณะที่เรามองไม่เห็นย่านที่ต่ำกว่าแสงสีแดงคือ “อินฟราเรด” แต่สามารถสัมผัสถึงมันได้ในรูปความร้อน (งูบางชนิดอ่อนไหวต่ออินฟราเรด เป็นพิเศษ มันใช้อินฟราเรดเพื่อตรวจจับเหยื่อ) ผมคิดว่าผึ้งอาจเรียกสีแดงว่า “อินฟราออเรนจ์ (infra-orange หรือต่ำกว่าแสงสีส้ม)” “โน้ตเสียงเบส” ที่ต่ำกว่าอินฟราเรดคือไมโครเวฟที่เราใช้ทำอาหาร และเสียงเบสที่ลึกกว่านั้น (ความยาวคลื่นที่ยาวกว่า) คือคลื่นวิทยุ

เรื่องน่าประหลาดใจนิดหน่อยคือแสงที่มนุษย์สามารถมองเห็นได้ (สเปกตรัมหรือ “สายรุ้ง” ของสีที่มองเห็นได้อยู่ระหว่างสีม่วง “แบบ ความถี่สูง” เล็กน้อยกับสีแดง “แบบความถี่ต่ำ” เล็กน้อย) เป็นเพียง ย่านแคบ ๆ ที่อยู่ตรงกลางของช่วงสเปกตรัมที่กว้างมาก ซึ่งครอบคลุม ตั้งแต่รังสีแกมมาทางฝั่งความถี่สูงไปจนถึงคลื่นวิทยุทางฝั่งความถี่ต่ำ แต่ ย่านความถี่ส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดของสเปกตรัมนั้นเรามองไม่เห็น

จากหนังสือ The Magic of Reality มหัศจรรย์แห่งความจริง
แมลงมองไม่เห็นแสงสีแดงซึ่งเป็นปลายอีกด้านหนึ่งของสเปกตรัมแต่เรามองเห็น ขณะที่เรามองไม่เห็นย่านที่ต่ำกว่าแสงสีแดงคือ “อินฟราเรด” แต่สามารถสัมผัสถึงมันได้ในรูปความร้อน (งูบางชนิดอ่อนไหวต่ออินฟราเรด เป็นพิเศษ มันใช้อินฟราเรดเพื่อตรวจจับเหยื่อ) ผมคิดว่าผึ้งอาจเรียกสีแดงว่า “อินฟราออเรนจ์ (infra-orange หรือต่ำกว่าแสงสีส้ม)” “โน้ตเสียงเบส” ที่ต่ำกว่าอินฟราเรดคือไมโครเวฟที่เราใช้ทำอาหาร และเสียงเบสที่ลึกกว่านั้น (ความยาวคลื่นที่ยาวกว่า) คือคลื่นวิทยุ เรื่องน่าประหลาดใจนิดหน่อยคือแสงที่มนุษย์สามารถมองเห็นได้ (สเปกตรัมหรือ “สายรุ้ง” ของสีที่มองเห็นได้อยู่ระหว่างสีม่วง “แบบ ความถี่สูง” เล็กน้อยกับสีแดง “แบบความถี่ต่ำ” เล็กน้อย) เป็นเพียง ย่านแคบ ๆ ที่อยู่ตรงกลางของช่วงสเปกตรัมที่กว้างมาก ซึ่งครอบคลุม ตั้งแต่รังสีแกมมาทางฝั่งความถี่สูงไปจนถึงคลื่นวิทยุทางฝั่งความถี่ต่ำ แต่ ย่านความถี่ส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดของสเปกตรัมนั้นเรามองไม่เห็น จากหนังสือ The Magic of Reality มหัศจรรย์แห่งความจริง
0 Comments 0 Shares 18 Views 0 Reviews