• https://youtu.be/AkHxdqXriyI?si=m2mAWgjvuqVpSgUV
    https://youtu.be/AkHxdqXriyI?si=m2mAWgjvuqVpSgUV
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 4 มุมมอง 0 รีวิว
  • https://youtu.be/buYMIuYCP-I?si=_9VQ3Tn_5N70176J
    https://youtu.be/buYMIuYCP-I?si=_9VQ3Tn_5N70176J
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 3 มุมมอง 0 รีวิว
  • https://youtu.be/Wep2ycTKEI8?si=n81kqrXtSsxtkwCV
    https://youtu.be/Wep2ycTKEI8?si=n81kqrXtSsxtkwCV
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 6 มุมมอง 0 รีวิว
  • https://youtube.com/shorts/OVbvZtrNZ3g?si=9Mx5jYg6MQ-k35aw
    https://youtube.com/shorts/OVbvZtrNZ3g?si=9Mx5jYg6MQ-k35aw
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 7 มุมมอง 0 รีวิว
  • https://youtu.be/DW4rxVgx7w0?si=E3vn526CVl-qeY2e
    https://youtu.be/DW4rxVgx7w0?si=E3vn526CVl-qeY2e
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 8 มุมมอง 0 รีวิว
  • https://youtu.be/8M90xnOGFp8?si=0Oeii_A60WJawrtx
    https://youtu.be/8M90xnOGFp8?si=0Oeii_A60WJawrtx
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 4 มุมมอง 0 รีวิว

  • 0 ความคิดเห็น 1 การแบ่งปัน 1 มุมมอง 0 รีวิว
  • EP 173
    ทองคำปิดตลาดไป แท่งเทียนและอินดิเตอร์มองเป็นบวก วันจันทร์เปิดตลาดอาจมีลุ้น
    ฺํBY.
    EP 173 ทองคำปิดตลาดไป แท่งเทียนและอินดิเตอร์มองเป็นบวก วันจันทร์เปิดตลาดอาจมีลุ้น ฺํBY.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 2 มุมมอง 0 0 รีวิว
  • ดื่มหนักแค่ 3 วัน ก็ทำลำไส้พังได้เร็วเกินคาด!

    งานวิจัยใหม่จากทีมแพทย์ในสหรัฐฯ เผยผลที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง—เพียงแค่ “ดื่มหนักต่อเนื่อง 3 วัน” ก็สามารถทำให้ลำไส้ของสัตว์ทดลองเกิดความเสียหายอย่างรวดเร็ว และส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันจนลามไปกระทบตับได้อย่างมีนัยสำคัญ ผลลัพธ์นี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์ตั้งคำถามว่า ในมนุษย์เอง การดื่มหนักเพียงช่วงสั้นๆ จะสร้างผลกระทบที่คล้ายกันหรือไม่ แม้ยังไม่มีคำตอบชัดเจน แต่ข้อมูลที่พบก็ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้ามเลยแม้แต่น้อย

    การทดลองพบว่าเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังได้รับแอลกอฮอล์ ลำไส้เล็กส่วนต้นของหนูเริ่มเกิดการอักเสบและบาดเจ็บ โดยเซลล์ภูมิคุ้มกันชนิดหนึ่ง (neutrophils) ถูกดึงเข้ามาและปล่อยโครงสร้างคล้ายใยเหนียวที่เรียกว่า NETs ซึ่งเป็นสัญญาณของการตอบสนองต่อการบาดเจ็บในระดับลึก ผลที่ตามมาคือ “ลำไส้รั่ว” หรือภาวะที่ผนังลำไส้ไม่สามารถกั้นแบคทีเรียและสารพิษได้ดีเหมือนเดิม ทำให้สิ่งเหล่านี้เล็ดลอดเข้าสู่กระแสเลือดได้ง่ายขึ้น

    เมื่อสารพิษจากลำไส้เข้าสู่เลือด ตับซึ่งเป็นด่านแรกในการกรองของเสียก็ต้องทำงานหนักขึ้น และงานวิจัยพบว่าตับของหนูเริ่มแสดงสัญญาณความเสียหายหลังการดื่มหนักเพียงไม่กี่วันเท่านั้น แม้จะไม่ใช่การดื่มเรื้อรังแบบที่มักก่อโรคตับ แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นรวดเร็วนี้ทำให้นักวิจัยเชื่อว่า “การดื่มหนักเป็นครั้งคราว” อาจอันตรายกว่าที่หลายคนคิดมาก

    นอกจากข้อมูลจากงานวิจัย ยังมีหลักฐานจากงานศึกษาทั่วโลกที่ชี้ว่าการดื่มหนักแม้ไม่บ่อย ก็เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ มะเร็งบางชนิด และการอักเสบเรื้อรังในระบบย่อยอาหาร การค้นพบครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งสัญญาณเตือนสำคัญว่า การดื่มหนักเพียงไม่กี่วันอาจสร้างผลกระทบที่ยาวนานต่อสุขภาพมากกว่าที่เราคิดไว้มากนัก

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ผลการวิจัยหลัก
    ดื่มหนัก 3 วันทำให้ลำไส้ของหนูเกิดการบาดเจ็บอย่างรวดเร็ว
    พบภาวะ “ลำไส้รั่ว” ทำให้สารพิษเข้าสู่กระแสเลือด
    ตับเริ่มแสดงสัญญาณความเสียหายหลังการดื่มเพียงไม่กี่ชั่วโมง
    ระบบภูมิคุ้มกันตอบสนองรุนแรงผ่านการสร้าง NETs

    คำเตือนและผลกระทบต่อสุขภาพ
    การดื่มหนักแม้ไม่บ่อยก็เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคตับ
    อาจกระตุ้นการอักเสบเรื้อรังในระบบย่อยอาหาร
    เพิ่มโอกาสเกิดโรคหัวใจและมะเร็งบางชนิด
    ผลกระทบอาจเกิดขึ้นแม้ในผู้ที่ไม่ได้ดื่มเป็นประจำ

    https://www.sciencealert.com/just-3-days-of-binge-drinking-triggers-rapid-gut-damage-in-mice
    🍺 ดื่มหนักแค่ 3 วัน ก็ทำลำไส้พังได้เร็วเกินคาด! งานวิจัยใหม่จากทีมแพทย์ในสหรัฐฯ เผยผลที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง—เพียงแค่ “ดื่มหนักต่อเนื่อง 3 วัน” ก็สามารถทำให้ลำไส้ของสัตว์ทดลองเกิดความเสียหายอย่างรวดเร็ว และส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันจนลามไปกระทบตับได้อย่างมีนัยสำคัญ ผลลัพธ์นี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์ตั้งคำถามว่า ในมนุษย์เอง การดื่มหนักเพียงช่วงสั้นๆ จะสร้างผลกระทบที่คล้ายกันหรือไม่ แม้ยังไม่มีคำตอบชัดเจน แต่ข้อมูลที่พบก็ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้ามเลยแม้แต่น้อย การทดลองพบว่าเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังได้รับแอลกอฮอล์ ลำไส้เล็กส่วนต้นของหนูเริ่มเกิดการอักเสบและบาดเจ็บ โดยเซลล์ภูมิคุ้มกันชนิดหนึ่ง (neutrophils) ถูกดึงเข้ามาและปล่อยโครงสร้างคล้ายใยเหนียวที่เรียกว่า NETs ซึ่งเป็นสัญญาณของการตอบสนองต่อการบาดเจ็บในระดับลึก ผลที่ตามมาคือ “ลำไส้รั่ว” หรือภาวะที่ผนังลำไส้ไม่สามารถกั้นแบคทีเรียและสารพิษได้ดีเหมือนเดิม ทำให้สิ่งเหล่านี้เล็ดลอดเข้าสู่กระแสเลือดได้ง่ายขึ้น เมื่อสารพิษจากลำไส้เข้าสู่เลือด ตับซึ่งเป็นด่านแรกในการกรองของเสียก็ต้องทำงานหนักขึ้น และงานวิจัยพบว่าตับของหนูเริ่มแสดงสัญญาณความเสียหายหลังการดื่มหนักเพียงไม่กี่วันเท่านั้น แม้จะไม่ใช่การดื่มเรื้อรังแบบที่มักก่อโรคตับ แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นรวดเร็วนี้ทำให้นักวิจัยเชื่อว่า “การดื่มหนักเป็นครั้งคราว” อาจอันตรายกว่าที่หลายคนคิดมาก นอกจากข้อมูลจากงานวิจัย ยังมีหลักฐานจากงานศึกษาทั่วโลกที่ชี้ว่าการดื่มหนักแม้ไม่บ่อย ก็เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ มะเร็งบางชนิด และการอักเสบเรื้อรังในระบบย่อยอาหาร การค้นพบครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งสัญญาณเตือนสำคัญว่า การดื่มหนักเพียงไม่กี่วันอาจสร้างผลกระทบที่ยาวนานต่อสุขภาพมากกว่าที่เราคิดไว้มากนัก 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ผลการวิจัยหลัก ➡️ ดื่มหนัก 3 วันทำให้ลำไส้ของหนูเกิดการบาดเจ็บอย่างรวดเร็ว ➡️ พบภาวะ “ลำไส้รั่ว” ทำให้สารพิษเข้าสู่กระแสเลือด ➡️ ตับเริ่มแสดงสัญญาณความเสียหายหลังการดื่มเพียงไม่กี่ชั่วโมง ➡️ ระบบภูมิคุ้มกันตอบสนองรุนแรงผ่านการสร้าง NETs ‼️ คำเตือนและผลกระทบต่อสุขภาพ ⛔ การดื่มหนักแม้ไม่บ่อยก็เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคตับ ⛔ อาจกระตุ้นการอักเสบเรื้อรังในระบบย่อยอาหาร ⛔ เพิ่มโอกาสเกิดโรคหัวใจและมะเร็งบางชนิด ⛔ ผลกระทบอาจเกิดขึ้นแม้ในผู้ที่ไม่ได้ดื่มเป็นประจำ https://www.sciencealert.com/just-3-days-of-binge-drinking-triggers-rapid-gut-damage-in-mice
    WWW.SCIENCEALERT.COM
    Just 3 Days of Binge Drinking Triggers Rapid Gut Damage in Mice
    A few nights of binge drinking alcohol may have a surprisingly sudden and deleterious impact on the mammal gut, according to new research on mice.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 15 มุมมอง 0 รีวิว
  • นักฟิสิกส์ฟิวชันเจอวิธี “หลบข้อจำกัดความหนาแน่นพลาสมา” ที่ขวางวงการมานาน

    นักฟิสิกส์จากจีนสร้างความฮือฮาในวงการพลังงานฟิวชัน หลังจากสามารถ “ทะลุเพดานความหนาแน่นพลาสมา” ที่เรียกว่า Greenwald limit ซึ่งเคยเป็นข้อจำกัดสำคัญของเตาปฏิกรณ์ฟิวชันแบบโทคามักมานานหลายทศวรรษ การทดลองนี้เกิดขึ้นในเครื่อง EAST (Experimental Advanced Superconducting Tokamak) และแสดงให้เห็นว่าการควบคุมปฏิสัมพันธ์ระหว่างพลาสมากับผนังเครื่องตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น สามารถผลักพลาสมาเข้าสู่โหมดใหม่ที่เรียกว่า “density‑free regime” ได้

    การค้นพบนี้เกิดจากการปรับวิธีสร้างพลาสมาอย่างละเอียด เช่น การควบคุมแรงดันก๊าซเชื้อเพลิงในช่วงสตาร์ทอัป และการยิงความร้อนแบบ electron cyclotron resonance heating เพื่อทำให้ขอบพลาสมาเย็นลงเล็กน้อย ผลลัพธ์คือสิ่งสกปรกจากผนังเครื่องหลุดเข้าไปในพลาสมาน้อยลงมาก ทำให้พลาสมาสามารถรักษาเสถียรภาพได้แม้มีความหนาแน่นสูงกว่าขีดจำกัดเดิมถึง 65%

    ความสำคัญของเรื่องนี้คือ Greenwald limit ไม่ใช่กฎฟิสิกส์ตายตัว แต่เป็นข้อจำกัดเชิงปฏิบัติที่เกิดจากการสูญเสียพลังงานและความไม่เสถียรของพลาสมา การพิสูจน์ว่าสามารถ “เลี่ยง” ข้อจำกัดนี้ได้ด้วยการควบคุมสภาวะเริ่มต้นของพลาสมา จึงเปิดประตูใหม่ให้กับการออกแบบเตาปฏิกรณ์ฟิวชันยุคถัดไป ซึ่งต้องการความหนาแน่นสูงเพื่อผลิตพลังงานมากขึ้น

    ทีมนักวิจัยระบุว่าการค้นพบนี้อาจเป็น “เส้นทางที่ใช้งานได้จริงและขยายผลได้” สำหรับเครื่องฟิวชันรุ่นใหม่ รวมถึงเครื่องที่ออกแบบให้เกิดปฏิกิริยาเผาไหม้พลาสมาด้วยตัวเอง (burning plasma) ซึ่งเป็นก้าวสำคัญสู่การผลิตพลังงานฟิวชันเชิงพาณิชย์ในอนาคต

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ความก้าวหน้าที่เกิดขึ้น
    EAST สามารถทำให้พลาสมามีความหนาแน่นสูงกว่า Greenwald limit ถึง 65%
    ใช้วิธีควบคุมแรงดันก๊าซและเพิ่มความร้อนเฉพาะจุดในช่วงเริ่มต้น
    ลดสิ่งสกปรกจากผนังเครื่องเข้าสู่พลาสมา ทำให้เสถียรขึ้น
    เปิดทางสู่โหมดใหม่ “density‑free regime” ที่ไม่ถูกจำกัดด้วยเพดานเดิม

    ประเด็นที่ต้องระวังหรือข้อจำกัด
    ยังไม่ใช่การลบเพดานความหนาแน่นทั้งหมด—เพียงพิสูจน์ว่าปรับแต่งให้สูงขึ้นได้
    ต้องทดสอบเพิ่มเติมในสภาวะกำลังสูงและเครื่องฟิวชันรุ่นใหม่
    ความเสถียรระยะยาวของพลาสมาในโหมดใหม่นี้ยังต้องศึกษาเพิ่ม

    https://www.sciencealert.com/fusion-physicists-found-a-way-around-a-long-standing-density-limit
    ⚡ นักฟิสิกส์ฟิวชันเจอวิธี “หลบข้อจำกัดความหนาแน่นพลาสมา” ที่ขวางวงการมานาน นักฟิสิกส์จากจีนสร้างความฮือฮาในวงการพลังงานฟิวชัน หลังจากสามารถ “ทะลุเพดานความหนาแน่นพลาสมา” ที่เรียกว่า Greenwald limit ซึ่งเคยเป็นข้อจำกัดสำคัญของเตาปฏิกรณ์ฟิวชันแบบโทคามักมานานหลายทศวรรษ การทดลองนี้เกิดขึ้นในเครื่อง EAST (Experimental Advanced Superconducting Tokamak) และแสดงให้เห็นว่าการควบคุมปฏิสัมพันธ์ระหว่างพลาสมากับผนังเครื่องตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น สามารถผลักพลาสมาเข้าสู่โหมดใหม่ที่เรียกว่า “density‑free regime” ได้ การค้นพบนี้เกิดจากการปรับวิธีสร้างพลาสมาอย่างละเอียด เช่น การควบคุมแรงดันก๊าซเชื้อเพลิงในช่วงสตาร์ทอัป และการยิงความร้อนแบบ electron cyclotron resonance heating เพื่อทำให้ขอบพลาสมาเย็นลงเล็กน้อย ผลลัพธ์คือสิ่งสกปรกจากผนังเครื่องหลุดเข้าไปในพลาสมาน้อยลงมาก ทำให้พลาสมาสามารถรักษาเสถียรภาพได้แม้มีความหนาแน่นสูงกว่าขีดจำกัดเดิมถึง 65% ความสำคัญของเรื่องนี้คือ Greenwald limit ไม่ใช่กฎฟิสิกส์ตายตัว แต่เป็นข้อจำกัดเชิงปฏิบัติที่เกิดจากการสูญเสียพลังงานและความไม่เสถียรของพลาสมา การพิสูจน์ว่าสามารถ “เลี่ยง” ข้อจำกัดนี้ได้ด้วยการควบคุมสภาวะเริ่มต้นของพลาสมา จึงเปิดประตูใหม่ให้กับการออกแบบเตาปฏิกรณ์ฟิวชันยุคถัดไป ซึ่งต้องการความหนาแน่นสูงเพื่อผลิตพลังงานมากขึ้น ทีมนักวิจัยระบุว่าการค้นพบนี้อาจเป็น “เส้นทางที่ใช้งานได้จริงและขยายผลได้” สำหรับเครื่องฟิวชันรุ่นใหม่ รวมถึงเครื่องที่ออกแบบให้เกิดปฏิกิริยาเผาไหม้พลาสมาด้วยตัวเอง (burning plasma) ซึ่งเป็นก้าวสำคัญสู่การผลิตพลังงานฟิวชันเชิงพาณิชย์ในอนาคต 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ความก้าวหน้าที่เกิดขึ้น ➡️ EAST สามารถทำให้พลาสมามีความหนาแน่นสูงกว่า Greenwald limit ถึง 65% ➡️ ใช้วิธีควบคุมแรงดันก๊าซและเพิ่มความร้อนเฉพาะจุดในช่วงเริ่มต้น ➡️ ลดสิ่งสกปรกจากผนังเครื่องเข้าสู่พลาสมา ทำให้เสถียรขึ้น ➡️ เปิดทางสู่โหมดใหม่ “density‑free regime” ที่ไม่ถูกจำกัดด้วยเพดานเดิม ‼️ ประเด็นที่ต้องระวังหรือข้อจำกัด ⛔ ยังไม่ใช่การลบเพดานความหนาแน่นทั้งหมด—เพียงพิสูจน์ว่าปรับแต่งให้สูงขึ้นได้ ⛔ ต้องทดสอบเพิ่มเติมในสภาวะกำลังสูงและเครื่องฟิวชันรุ่นใหม่ ⛔ ความเสถียรระยะยาวของพลาสมาในโหมดใหม่นี้ยังต้องศึกษาเพิ่ม https://www.sciencealert.com/fusion-physicists-found-a-way-around-a-long-standing-density-limit
    WWW.SCIENCEALERT.COM
    Fusion Physicists Found a Way Around a Long-Standing Density Limit
    Experiments inside a fusion reactor in China have demonstrated a new way to circumvent one of the caps on the density of the superheated plasma swirling inside.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 10 มุมมอง 0 รีวิว
  • ซูเปอร์โนวา SN 1604 ขยายตัวต่อเนื่อง 25 ปี – NASA เผยไทม์แลปส์สุดตะลึง

    ภาพไทม์แลปส์ใหม่จากกล้องโทรทรรศน์รังสีเอกซ์ Chandra ของ NASA ทำให้เราได้เห็นวิวัฒนาการของ “ซูเปอร์โนวาเคปเลอร์” (Kepler’s Supernova Remnant หรือ SN 1604) ที่ระเบิดเมื่อกว่า 400 ปีก่อนอย่างชัดเจนที่สุดเท่าที่เคยมีมา การรวบรวมภาพตลอดช่วงเวลา 25 ปีเผยให้เห็นการขยายตัวของกลุ่มเศษซากดาวที่ยังคงพุ่งทะยานด้วยความเร็วระดับหลายพันกิโลเมตรต่อวินาที แม้จะอยู่ห่างจากโลกถึง 20,000 ปีแสงก็ตาม

    ซูเปอร์โนวานี้เป็นแบบ Type Ia ซึ่งเกิดจากดาวแคระขาวที่สะสมมวลมากเกินไปจนไม่เสถียรและระเบิดอย่างรุนแรง การระเบิดประเภทนี้มีความสำคัญมากในจักรวาล เพราะใช้เป็น “มาตราวัดระยะทาง” ที่แม่นยำ และยังเป็นแหล่งกำเนิดธาตุหนักที่กลายเป็นวัตถุดิบให้ดาวรุ่นใหม่และระบบดาวเคราะห์ในอนาคต

    ข้อมูลจากการวิเคราะห์ภาพเผยว่าบางส่วนของกลุ่มเศษซากกำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงถึง 8,700 กิโลเมตรต่อวินาที ในขณะที่ส่วนอื่น ๆ เคลื่อนที่ช้ากว่าแต่ยังเร็วพอที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ภายในช่วงเวลาเพียงไม่กี่ปี การได้เห็นการเคลื่อนที่แบบนี้ถือเป็นโอกาสหายากมาก เพราะโดยปกติการเปลี่ยนแปลงของซูเปอร์โนวาใช้เวลานานนับพันปี

    นักดาราศาสตร์ระบุว่าการติดตามการเคลื่อนที่ของเศษซากเหล่านี้ช่วยให้เข้าใจกลไกของการระเบิดและการกระจายตัวของธาตุหนักในจักรวาลได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญต่อการทำความเข้าใจประวัติศาสตร์การก่อกำเนิดของดาวและระบบสุริยะ รวมถึงตำแหน่งของเราในจักรวาลใบนี้ด้วย

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ไฮไลต์จากงานวิจัย
    NASA รวบรวมภาพ SN 1604 จากปี 2000–2025 เป็นไทม์แลปส์ความละเอียดสูง
    ซูเปอร์โนวาอยู่ห่างจากโลก 20,000 ปีแสง แต่ยังเห็นการขยายตัวได้ชัดเจน
    บางส่วนของเศษซากเคลื่อนที่เร็วถึง 8,700 กม./วินาที
    เป็นซูเปอร์โนวา Type Ia ซึ่งใช้เป็นมาตรวัดระยะทางในจักรวาล

    ประเด็นที่ควรระวังหรือข้อจำกัด
    การวิเคราะห์ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ และยังไม่มีงานวิจัยตีพิมพ์ฉบับสมบูรณ์
    ความเร็วของเศษซากบางส่วนยังต้องตรวจสอบซ้ำเพื่อยืนยันค่าที่แม่นยำ
    การขยายตัวจะช้าลงเมื่อชนกับก๊าซและฝุ่นในกาแล็กซี
    การคาดการณ์อนาคตของเศษซากยังมีความไม่แน่นอนสูง

    https://www.sciencealert.com/watch-a-supernovas-expansion-over-25-years-in-dramatic-nasa-timelapse
    🌠 ซูเปอร์โนวา SN 1604 ขยายตัวต่อเนื่อง 25 ปี – NASA เผยไทม์แลปส์สุดตะลึง ภาพไทม์แลปส์ใหม่จากกล้องโทรทรรศน์รังสีเอกซ์ Chandra ของ NASA ทำให้เราได้เห็นวิวัฒนาการของ “ซูเปอร์โนวาเคปเลอร์” (Kepler’s Supernova Remnant หรือ SN 1604) ที่ระเบิดเมื่อกว่า 400 ปีก่อนอย่างชัดเจนที่สุดเท่าที่เคยมีมา การรวบรวมภาพตลอดช่วงเวลา 25 ปีเผยให้เห็นการขยายตัวของกลุ่มเศษซากดาวที่ยังคงพุ่งทะยานด้วยความเร็วระดับหลายพันกิโลเมตรต่อวินาที แม้จะอยู่ห่างจากโลกถึง 20,000 ปีแสงก็ตาม ซูเปอร์โนวานี้เป็นแบบ Type Ia ซึ่งเกิดจากดาวแคระขาวที่สะสมมวลมากเกินไปจนไม่เสถียรและระเบิดอย่างรุนแรง การระเบิดประเภทนี้มีความสำคัญมากในจักรวาล เพราะใช้เป็น “มาตราวัดระยะทาง” ที่แม่นยำ และยังเป็นแหล่งกำเนิดธาตุหนักที่กลายเป็นวัตถุดิบให้ดาวรุ่นใหม่และระบบดาวเคราะห์ในอนาคต ข้อมูลจากการวิเคราะห์ภาพเผยว่าบางส่วนของกลุ่มเศษซากกำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงถึง 8,700 กิโลเมตรต่อวินาที ในขณะที่ส่วนอื่น ๆ เคลื่อนที่ช้ากว่าแต่ยังเร็วพอที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ภายในช่วงเวลาเพียงไม่กี่ปี การได้เห็นการเคลื่อนที่แบบนี้ถือเป็นโอกาสหายากมาก เพราะโดยปกติการเปลี่ยนแปลงของซูเปอร์โนวาใช้เวลานานนับพันปี นักดาราศาสตร์ระบุว่าการติดตามการเคลื่อนที่ของเศษซากเหล่านี้ช่วยให้เข้าใจกลไกของการระเบิดและการกระจายตัวของธาตุหนักในจักรวาลได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญต่อการทำความเข้าใจประวัติศาสตร์การก่อกำเนิดของดาวและระบบสุริยะ รวมถึงตำแหน่งของเราในจักรวาลใบนี้ด้วย 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ไฮไลต์จากงานวิจัย ➡️ NASA รวบรวมภาพ SN 1604 จากปี 2000–2025 เป็นไทม์แลปส์ความละเอียดสูง ➡️ ซูเปอร์โนวาอยู่ห่างจากโลก 20,000 ปีแสง แต่ยังเห็นการขยายตัวได้ชัดเจน ➡️ บางส่วนของเศษซากเคลื่อนที่เร็วถึง 8,700 กม./วินาที ➡️ เป็นซูเปอร์โนวา Type Ia ซึ่งใช้เป็นมาตรวัดระยะทางในจักรวาล ‼️ ประเด็นที่ควรระวังหรือข้อจำกัด ⛔ การวิเคราะห์ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ และยังไม่มีงานวิจัยตีพิมพ์ฉบับสมบูรณ์ ⛔ ความเร็วของเศษซากบางส่วนยังต้องตรวจสอบซ้ำเพื่อยืนยันค่าที่แม่นยำ ⛔ การขยายตัวจะช้าลงเมื่อชนกับก๊าซและฝุ่นในกาแล็กซี ⛔ การคาดการณ์อนาคตของเศษซากยังมีความไม่แน่นอนสูง https://www.sciencealert.com/watch-a-supernovas-expansion-over-25-years-in-dramatic-nasa-timelapse
    WWW.SCIENCEALERT.COM
    Watch a Supernova's Expansion Over 25 Years in Dramatic NASA Timelapse
    A new video provides a front-row seat to a cosmic drama that has been playing out for centuries.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 15 มุมมอง 0 รีวิว
  • AI หน้าเหมือนคนจนแยกไม่ออก แต่แค่ฝึก 5 นาทีช่วยให้จับผิดได้ดีขึ้น!

    งานวิจัยใหม่จากสหราชอาณาจักรเผยให้เห็นความจริงที่น่าตกใจ—แม้แต่คนที่มีทักษะจดจำใบหน้าดีเป็นพิเศษก็ยังถูก “ใบหน้าที่สร้างด้วย AI” หลอกได้ง่ายกว่าที่คิด แต่ข่าวดีคือ เพียงแค่การฝึกสั้น ๆ ประมาณ 5 นาที ก็สามารถเพิ่มความสามารถในการแยกแยะใบหน้าปลอมได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มที่เรียกว่า super-recognizers ซึ่งเป็นคนที่มีความสามารถด้านการจำใบหน้าสูงกว่าค่าเฉลี่ยมาก

    การทดลองนี้ใช้กลุ่มอาสาสมัครกว่า 664 คน แบ่งเป็นคนทั่วไปและกลุ่ม super-recognizers ทั้งสองกลุ่มต้องทำภารกิจสองแบบ—แบบแรกคือดูใบหน้าเดียวแล้วตัดสินว่าเป็นของจริงหรือ AI ส่วนแบบที่สองคือดูใบหน้าคู่กันแล้วเลือกว่าภาพไหนเป็นของปลอม ผลลัพธ์ชี้ชัดว่าแม้แต่คนที่เก่งที่สุดก็ยังถูกหลอกได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อไม่ได้รับการฝึกมาก่อน

    หลังจากได้รับการฝึกสั้น ๆ ซึ่งสอนให้สังเกต “จุดผิดปกติ” เช่น ฟันที่หายไป เส้นผมที่เบลอ หรือผิวที่ดูไม่เป็นธรรมชาติ กลุ่ม super‑recognizers มีความแม่นยำเพิ่มขึ้นเป็น 64% ในการจับภาพปลอม ส่วนคนทั่วไปเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็นระดับใกล้เคียงการเดาแบบสุ่ม แต่ก็ยังถือว่าเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการสร้างทักษะป้องกันการถูกหลอกด้วยภาพปลอมในโลกออนไลน์

    นักวิจัยเตือนว่า AI สร้างภาพได้เร็วขึ้นและสมจริงขึ้นเรื่อย ๆ จนถูกนำไปใช้ในโปรไฟล์ปลอม การหลอกลวงออนไลน์ และการขโมยตัวตน การฝึกให้ผู้คนรู้จักสังเกตสัญญาณเล็ก ๆ เหล่านี้จึงเป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยดิจิทัลในยุคที่ภาพปลอมแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว

    สรุปประเด็นสำคัญ
    สิ่งที่งานวิจัยพบ
    ทั้งคนทั่วไปและ super‑recognizers ถูกภาพใบหน้า AI หลอกได้ง่ายมาก
    การฝึกเพียง 5 นาทีช่วยเพิ่มความแม่นยำของ super‑recognizers เป็น 64%
    เทคนิคการฝึกเน้นสังเกตความผิดปกติ เช่น ฟันหาย เส้นผมเบลอ ผิวไม่เนียน
    AI ใช้ GAN ในการสร้างใบหน้าที่สมจริงจนเกินกว่าที่มนุษย์จะแยกออกได้ง่าย

    คำเตือนและความเสี่ยง
    ภาพปลอมถูกใช้ในโปรไฟล์เดทปลอม การหลอกลวง และการขโมยตัวตนออนไลน์
    คนทั่วไปแทบไม่สามารถแยกภาพปลอมได้ดีกว่าการเดาแบบสุ่ม
    ความสมจริงของภาพ AI เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้การตรวจจับยากขึ้นเรื่อย ๆ
    การพึ่งพา AI ตรวจจับภาพปลอมเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอในอนาคต

    https://www.sciencealert.com/ai-faces-fool-most-of-us-but-5-minutes-of-training-may-help-you-spot-fakes
    🤖 AI หน้าเหมือนคนจนแยกไม่ออก แต่แค่ฝึก 5 นาทีช่วยให้จับผิดได้ดีขึ้น! งานวิจัยใหม่จากสหราชอาณาจักรเผยให้เห็นความจริงที่น่าตกใจ—แม้แต่คนที่มีทักษะจดจำใบหน้าดีเป็นพิเศษก็ยังถูก “ใบหน้าที่สร้างด้วย AI” หลอกได้ง่ายกว่าที่คิด แต่ข่าวดีคือ เพียงแค่การฝึกสั้น ๆ ประมาณ 5 นาที ก็สามารถเพิ่มความสามารถในการแยกแยะใบหน้าปลอมได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มที่เรียกว่า super-recognizers ซึ่งเป็นคนที่มีความสามารถด้านการจำใบหน้าสูงกว่าค่าเฉลี่ยมาก การทดลองนี้ใช้กลุ่มอาสาสมัครกว่า 664 คน แบ่งเป็นคนทั่วไปและกลุ่ม super-recognizers ทั้งสองกลุ่มต้องทำภารกิจสองแบบ—แบบแรกคือดูใบหน้าเดียวแล้วตัดสินว่าเป็นของจริงหรือ AI ส่วนแบบที่สองคือดูใบหน้าคู่กันแล้วเลือกว่าภาพไหนเป็นของปลอม ผลลัพธ์ชี้ชัดว่าแม้แต่คนที่เก่งที่สุดก็ยังถูกหลอกได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อไม่ได้รับการฝึกมาก่อน หลังจากได้รับการฝึกสั้น ๆ ซึ่งสอนให้สังเกต “จุดผิดปกติ” เช่น ฟันที่หายไป เส้นผมที่เบลอ หรือผิวที่ดูไม่เป็นธรรมชาติ กลุ่ม super‑recognizers มีความแม่นยำเพิ่มขึ้นเป็น 64% ในการจับภาพปลอม ส่วนคนทั่วไปเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็นระดับใกล้เคียงการเดาแบบสุ่ม แต่ก็ยังถือว่าเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการสร้างทักษะป้องกันการถูกหลอกด้วยภาพปลอมในโลกออนไลน์ นักวิจัยเตือนว่า AI สร้างภาพได้เร็วขึ้นและสมจริงขึ้นเรื่อย ๆ จนถูกนำไปใช้ในโปรไฟล์ปลอม การหลอกลวงออนไลน์ และการขโมยตัวตน การฝึกให้ผู้คนรู้จักสังเกตสัญญาณเล็ก ๆ เหล่านี้จึงเป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยดิจิทัลในยุคที่ภาพปลอมแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ สิ่งที่งานวิจัยพบ ➡️ ทั้งคนทั่วไปและ super‑recognizers ถูกภาพใบหน้า AI หลอกได้ง่ายมาก ➡️ การฝึกเพียง 5 นาทีช่วยเพิ่มความแม่นยำของ super‑recognizers เป็น 64% ➡️ เทคนิคการฝึกเน้นสังเกตความผิดปกติ เช่น ฟันหาย เส้นผมเบลอ ผิวไม่เนียน ➡️ AI ใช้ GAN ในการสร้างใบหน้าที่สมจริงจนเกินกว่าที่มนุษย์จะแยกออกได้ง่าย ‼️ คำเตือนและความเสี่ยง ⛔ ภาพปลอมถูกใช้ในโปรไฟล์เดทปลอม การหลอกลวง และการขโมยตัวตนออนไลน์ ⛔ คนทั่วไปแทบไม่สามารถแยกภาพปลอมได้ดีกว่าการเดาแบบสุ่ม ⛔ ความสมจริงของภาพ AI เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้การตรวจจับยากขึ้นเรื่อย ๆ ⛔ การพึ่งพา AI ตรวจจับภาพปลอมเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอในอนาคต https://www.sciencealert.com/ai-faces-fool-most-of-us-but-5-minutes-of-training-may-help-you-spot-fakes
    WWW.SCIENCEALERT.COM
    AI Faces Fool Most of Us, But 5 Minutes of Training May Help You Spot Fakes
    AI image generators have become remarkably proficient in a very short period, capable of creating faces that are considered to be more realistic than the real thing.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 9 มุมมอง 0 รีวิว
  • สุนัขหัวไวสามารถเรียนรู้ชื่อของเล่นใหม่ได้…แค่แอบฟังมนุษย์คุยกัน!

    งานวิจัยใหม่เผยว่าสุนัขกลุ่มพิเศษที่เรียกว่า Gifted Word Learner dogs สามารถเรียนรู้ชื่อของเล่นใหม่ได้โดยไม่ต้องมีการสอนตรง ๆ เลย เพียงแค่ “แอบฟัง” เจ้าของพูดถึงของเล่นนั้นกับคนอื่น! ความสามารถนี้คล้ายกับเด็กมนุษย์อายุราว 18 เดือนที่สามารถเรียนรู้คำศัพท์จากการได้ยินผู้ใหญ่สนทนากัน แม้ไม่ได้ถูกพูดด้วยโดยตรง

    ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Eötvös Loránd ในฮังการีทดสอบสุนัขที่มีความสามารถพิเศษเหล่านี้จำนวน 10 ตัว โดยให้พวกมันดูเจ้าของพูดถึงของเล่นใหม่วันละ 2 นาที เป็นเวลา 4 วัน จากนั้นให้สุนัขเลือกของเล่นตามชื่อที่ได้ยิน ผลลัพธ์น่าทึ่ง—7 ใน 10 ตัวเลือกของเล่นได้ถูกต้องมากกว่าระดับการเดาแบบสุ่ม แสดงว่าสุนัขสามารถเชื่อมโยงคำกับวัตถุได้จริงแม้ไม่ได้ถูกสอนโดยตรง

    การทดลองขั้นต่อไปยิ่งท้าทายกว่า นักวิจัยซ่อนของเล่นใหม่ไว้ในถัง แล้วให้เจ้าของพูดถึงของเล่นนั้นโดยที่สุนัขมองไม่เห็นวัตถุ แต่สุนัขยังสามารถเลือกของเล่นที่ถูกต้องจากกองของเล่นอื่นได้ถึง 5 ใน 8 ตัว แสดงว่าสุนัขบางตัวสามารถเรียนรู้ “ชื่อของสิ่งที่มองไม่เห็น” ได้เหมือนเด็กมนุษย์เลยทีเดียว

    อย่างไรก็ตาม ความสามารถนี้พบได้เฉพาะในสุนัขกลุ่มพิเศษเท่านั้น ไม่ใช่สุนัขทั่วไปทั้งหมด แม้หลายตัวจะเป็นพันธุ์บอร์เดอร์คอลลี่เหมือนกันก็ตาม งานวิจัยนี้จึงช่วยเปิดมุมมองใหม่เกี่ยวกับความฉลาดด้านภาษาและการเรียนรู้ของสุนัข ซึ่งอาจใกล้เคียงมนุษย์กว่าที่เราคิดมาก

    สรุปประเด็นสำคัญ
    สิ่งที่งานวิจัยค้นพบ
    สุนัขกลุ่ม Gifted Word Learners สามารถเรียนรู้ชื่อของเล่นจากการ “แอบฟัง” มนุษย์คุยกัน
    7 ใน 10 ตัวเลือกของเล่นใหม่ได้ถูกต้องหลังดูเจ้าของพูดถึงของเล่นเพียงวันละ 2 นาที 4 วัน
    5 ใน 8 ตัวสามารถเรียนรู้ชื่อของเล่นที่ถูกซ่อนไว้ ไม่ได้เห็นตรงหน้าเลย
    ความสามารถนี้คล้ายกระบวนการเรียนรู้คำศัพท์ของเด็กมนุษย์อายุ 18 เดือน

    ข้อควรระวัง / ความเข้าใจที่ต้องชัดเจน
    ไม่ใช่สุนัขทุกตัวจะมีความสามารถนี้—แม้แต่พันธุ์เดียวกันก็แตกต่างกันมาก
    การเรียนรู้แบบนี้เกิดขึ้นเฉพาะในสุนัขที่มีพรสวรรค์ด้านภาษาเป็นพิเศษ
    ยังไม่ชัดเจนว่าสุนัขทั่วไปสามารถฝึกให้มีความสามารถระดับนี้ได้หรือไม่
    งานวิจัยยังต้องศึกษากลไกสมองเพิ่มเติมเพื่อเข้าใจว่าทำไมสุนัขบางตัวถึงเรียนรู้ได้ดีขนาดนี้

    https://www.sciencealert.com/gifted-dogs-learn-new-toy-names-by-eavesdropping-on-their-humans
    🐶 สุนัขหัวไวสามารถเรียนรู้ชื่อของเล่นใหม่ได้…แค่แอบฟังมนุษย์คุยกัน! งานวิจัยใหม่เผยว่าสุนัขกลุ่มพิเศษที่เรียกว่า Gifted Word Learner dogs สามารถเรียนรู้ชื่อของเล่นใหม่ได้โดยไม่ต้องมีการสอนตรง ๆ เลย เพียงแค่ “แอบฟัง” เจ้าของพูดถึงของเล่นนั้นกับคนอื่น! ความสามารถนี้คล้ายกับเด็กมนุษย์อายุราว 18 เดือนที่สามารถเรียนรู้คำศัพท์จากการได้ยินผู้ใหญ่สนทนากัน แม้ไม่ได้ถูกพูดด้วยโดยตรง ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Eötvös Loránd ในฮังการีทดสอบสุนัขที่มีความสามารถพิเศษเหล่านี้จำนวน 10 ตัว โดยให้พวกมันดูเจ้าของพูดถึงของเล่นใหม่วันละ 2 นาที เป็นเวลา 4 วัน จากนั้นให้สุนัขเลือกของเล่นตามชื่อที่ได้ยิน ผลลัพธ์น่าทึ่ง—7 ใน 10 ตัวเลือกของเล่นได้ถูกต้องมากกว่าระดับการเดาแบบสุ่ม แสดงว่าสุนัขสามารถเชื่อมโยงคำกับวัตถุได้จริงแม้ไม่ได้ถูกสอนโดยตรง การทดลองขั้นต่อไปยิ่งท้าทายกว่า นักวิจัยซ่อนของเล่นใหม่ไว้ในถัง แล้วให้เจ้าของพูดถึงของเล่นนั้นโดยที่สุนัขมองไม่เห็นวัตถุ แต่สุนัขยังสามารถเลือกของเล่นที่ถูกต้องจากกองของเล่นอื่นได้ถึง 5 ใน 8 ตัว แสดงว่าสุนัขบางตัวสามารถเรียนรู้ “ชื่อของสิ่งที่มองไม่เห็น” ได้เหมือนเด็กมนุษย์เลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม ความสามารถนี้พบได้เฉพาะในสุนัขกลุ่มพิเศษเท่านั้น ไม่ใช่สุนัขทั่วไปทั้งหมด แม้หลายตัวจะเป็นพันธุ์บอร์เดอร์คอลลี่เหมือนกันก็ตาม งานวิจัยนี้จึงช่วยเปิดมุมมองใหม่เกี่ยวกับความฉลาดด้านภาษาและการเรียนรู้ของสุนัข ซึ่งอาจใกล้เคียงมนุษย์กว่าที่เราคิดมาก 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ สิ่งที่งานวิจัยค้นพบ ➡️ สุนัขกลุ่ม Gifted Word Learners สามารถเรียนรู้ชื่อของเล่นจากการ “แอบฟัง” มนุษย์คุยกัน ➡️ 7 ใน 10 ตัวเลือกของเล่นใหม่ได้ถูกต้องหลังดูเจ้าของพูดถึงของเล่นเพียงวันละ 2 นาที 4 วัน ➡️ 5 ใน 8 ตัวสามารถเรียนรู้ชื่อของเล่นที่ถูกซ่อนไว้ ไม่ได้เห็นตรงหน้าเลย ➡️ ความสามารถนี้คล้ายกระบวนการเรียนรู้คำศัพท์ของเด็กมนุษย์อายุ 18 เดือน ‼️ ข้อควรระวัง / ความเข้าใจที่ต้องชัดเจน ⛔ ไม่ใช่สุนัขทุกตัวจะมีความสามารถนี้—แม้แต่พันธุ์เดียวกันก็แตกต่างกันมาก ⛔ การเรียนรู้แบบนี้เกิดขึ้นเฉพาะในสุนัขที่มีพรสวรรค์ด้านภาษาเป็นพิเศษ ⛔ ยังไม่ชัดเจนว่าสุนัขทั่วไปสามารถฝึกให้มีความสามารถระดับนี้ได้หรือไม่ ⛔ งานวิจัยยังต้องศึกษากลไกสมองเพิ่มเติมเพื่อเข้าใจว่าทำไมสุนัขบางตัวถึงเรียนรู้ได้ดีขนาดนี้ https://www.sciencealert.com/gifted-dogs-learn-new-toy-names-by-eavesdropping-on-their-humans
    WWW.SCIENCEALERT.COM
    Gifted Dogs Learn New Toy Names by Eavesdropping on Their Humans
    Some clever dogs can pick up on the names of hundreds of toys just through natural interactions with their owners.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 22 มุมมอง 0 รีวิว
  • ก้าวกระโดดครั้งใหม่! งานวิจัยพบวิธี “ฟื้นฟูกระดูกอ่อนเสื่อม” อาจช่วยรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมในอนาคต

    ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดค้นพบกลไกสำคัญที่ทำให้กระดูกอ่อนเสื่อมตามอายุ โดยพบว่าโปรตีนตัวหนึ่งชื่อ 15‑PGDH มีบทบาทสำคัญในการขัดขวางการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ เมื่ออายุมากขึ้นโปรตีนนี้จะเพิ่มจำนวนและลดความสามารถของร่างกายในการฟื้นฟูกระดูกอ่อน ทำให้เกิดการอักเสบและนำไปสู่โรคข้อเข่าเสื่อม

    นักวิจัยทดลองใช้ สารยับยั้ง 15‑PGDH ในหนูสูงอายุที่มีกระดูกอ่อนเสื่อม พบว่ากระดูกอ่อนกลับมาหนาขึ้นและมีลักษณะคล้ายกระดูกอ่อนของหนูวัยหนุ่มสาวอย่างน่าทึ่ง นอกจากนี้ยังทดลองในหนูที่ถูกทำให้เกิดอาการคล้ายเอ็นไขว้หน้าฉีก (ACL injury) ซึ่งปกติจะนำไปสู่ข้อเสื่อม แต่เมื่อให้การรักษา หนูกลุ่มนี้ ไม่พัฒนาเป็นโรคข้อเสื่อมเลย

    ที่น่าสนใจคือ การฟื้นฟูนี้ไม่ได้เกิดจากสเต็มเซลล์อย่างที่เคยเชื่อกัน แต่เกิดจากการ “รีโปรแกรม” เซลล์กระดูกอ่อนเดิม (chondrocytes) ให้กลับมาทำงานเหมือนเซลล์ที่อ่อนวัยกว่า การค้นพบนี้จึงเปิดประตูสู่แนวทางใหม่ของการรักษาโรคข้อเสื่อมที่ไม่ต้องพึ่งการผ่าตัดเปลี่ยนข้อ

    งานวิจัยยังทดสอบกับตัวอย่างเนื้อเยื่อกระดูกอ่อนของมนุษย์จากผู้ป่วยผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า และพบสัญญาณการฟื้นฟูเช่นเดียวกัน แม้ยังต้องมีการทดลองทางคลินิกเพิ่มเติม แต่ผลลัพธ์เบื้องต้นชี้ว่าในอนาคตเราอาจมีวิธีรักษาข้อเสื่อมที่แก้ปัญหาที่ “ต้นเหตุ” ไม่ใช่แค่บรรเทาอาการเหมือนในปัจจุบัน

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ความก้าวหน้าจากงานวิจัย
    พบโปรตีน 15‑PGDH เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้กระดูกอ่อนเสื่อมตามอายุ
    การยับยั้งโปรตีนนี้ช่วยให้กระดูกอ่อนกลับมาหนาขึ้นและแข็งแรงขึ้น
    หนูที่ได้รับการรักษาไม่พัฒนาเป็นโรคข้อเสื่อมหลังการบาดเจ็บ
    การฟื้นฟูเกิดจากการเปลี่ยนแปลงการทำงานของเซลล์กระดูกอ่อนเดิม ไม่ใช่สเต็มเซลล์

    ข้อควรระวังและข้อจำกัด
    ยังต้องมีการทดลองทางคลินิกในมนุษย์เพื่อยืนยันประสิทธิภาพและความปลอดภัย
    ผลลัพธ์ในสัตว์ทดลองอาจไม่เหมือนในมนุษย์ทั้งหมด
    ยังไม่ทราบผลกระทบระยะยาวของการยับยั้งโปรตีน 15‑PGDH
    การนำไปใช้จริงอาจต้องใช้เวลาอีกหลายปี

    https://www.sciencealert.com/new-breakthrough-to-restore-aging-joints-could-help-treat-osteoarthritis
    🦴 ก้าวกระโดดครั้งใหม่! งานวิจัยพบวิธี “ฟื้นฟูกระดูกอ่อนเสื่อม” อาจช่วยรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมในอนาคต ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดค้นพบกลไกสำคัญที่ทำให้กระดูกอ่อนเสื่อมตามอายุ โดยพบว่าโปรตีนตัวหนึ่งชื่อ 15‑PGDH มีบทบาทสำคัญในการขัดขวางการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ เมื่ออายุมากขึ้นโปรตีนนี้จะเพิ่มจำนวนและลดความสามารถของร่างกายในการฟื้นฟูกระดูกอ่อน ทำให้เกิดการอักเสบและนำไปสู่โรคข้อเข่าเสื่อม นักวิจัยทดลองใช้ สารยับยั้ง 15‑PGDH ในหนูสูงอายุที่มีกระดูกอ่อนเสื่อม พบว่ากระดูกอ่อนกลับมาหนาขึ้นและมีลักษณะคล้ายกระดูกอ่อนของหนูวัยหนุ่มสาวอย่างน่าทึ่ง นอกจากนี้ยังทดลองในหนูที่ถูกทำให้เกิดอาการคล้ายเอ็นไขว้หน้าฉีก (ACL injury) ซึ่งปกติจะนำไปสู่ข้อเสื่อม แต่เมื่อให้การรักษา หนูกลุ่มนี้ ไม่พัฒนาเป็นโรคข้อเสื่อมเลย ที่น่าสนใจคือ การฟื้นฟูนี้ไม่ได้เกิดจากสเต็มเซลล์อย่างที่เคยเชื่อกัน แต่เกิดจากการ “รีโปรแกรม” เซลล์กระดูกอ่อนเดิม (chondrocytes) ให้กลับมาทำงานเหมือนเซลล์ที่อ่อนวัยกว่า การค้นพบนี้จึงเปิดประตูสู่แนวทางใหม่ของการรักษาโรคข้อเสื่อมที่ไม่ต้องพึ่งการผ่าตัดเปลี่ยนข้อ งานวิจัยยังทดสอบกับตัวอย่างเนื้อเยื่อกระดูกอ่อนของมนุษย์จากผู้ป่วยผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า และพบสัญญาณการฟื้นฟูเช่นเดียวกัน แม้ยังต้องมีการทดลองทางคลินิกเพิ่มเติม แต่ผลลัพธ์เบื้องต้นชี้ว่าในอนาคตเราอาจมีวิธีรักษาข้อเสื่อมที่แก้ปัญหาที่ “ต้นเหตุ” ไม่ใช่แค่บรรเทาอาการเหมือนในปัจจุบัน 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ความก้าวหน้าจากงานวิจัย ➡️ พบโปรตีน 15‑PGDH เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้กระดูกอ่อนเสื่อมตามอายุ ➡️ การยับยั้งโปรตีนนี้ช่วยให้กระดูกอ่อนกลับมาหนาขึ้นและแข็งแรงขึ้น ➡️ หนูที่ได้รับการรักษาไม่พัฒนาเป็นโรคข้อเสื่อมหลังการบาดเจ็บ ➡️ การฟื้นฟูเกิดจากการเปลี่ยนแปลงการทำงานของเซลล์กระดูกอ่อนเดิม ไม่ใช่สเต็มเซลล์ ‼️ ข้อควรระวังและข้อจำกัด ⛔ ยังต้องมีการทดลองทางคลินิกในมนุษย์เพื่อยืนยันประสิทธิภาพและความปลอดภัย ⛔ ผลลัพธ์ในสัตว์ทดลองอาจไม่เหมือนในมนุษย์ทั้งหมด ⛔ ยังไม่ทราบผลกระทบระยะยาวของการยับยั้งโปรตีน 15‑PGDH ⛔ การนำไปใช้จริงอาจต้องใช้เวลาอีกหลายปี https://www.sciencealert.com/new-breakthrough-to-restore-aging-joints-could-help-treat-osteoarthritis
    WWW.SCIENCEALERT.COM
    New Breakthrough to Restore Aging Joints Could Help Treat Osteoarthritis
    A study in mice by researchers from Stanford University has traced the loss of cartilage that comes with aging to a single protein, pointing to treatments that may one day restore mobility and ease discomfort in seniors.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 19 มุมมอง 0 รีวิว
  • งานวิจัยขนาดใหญ่พบว่า 99% ของหัวใจวาย–หลอดเลือดสมอง เกี่ยวข้องกับ 4 ปัจจัยเสี่ยงหลัก

    งานวิจัยจากข้อมูลสุขภาพของประชากรกว่า 9 ล้านคน ในสหรัฐฯ และเกาหลีใต้เผยผลที่ชัดเจนอย่างยิ่งว่า เกือบทุกกรณีของโรคหัวใจวายและโรคหลอดเลือดสมองมี “ตัวการสำคัญ” อยู่ก่อนแล้วถึง 4 ปัจจัย ได้แก่ ความดันโลหิตสูง, คอเลสเตอรอลสูง, น้ำตาลในเลือดสูง, และ การสูบบุหรี่ ไม่ว่าจะเป็นอดีตหรือปัจจุบันก็ตาม การศึกษานี้ชี้ว่าปัจจัยเหล่านี้ “นำหน้า” เหตุการณ์หัวใจวายหรือหลอดเลือดสมองใน 99% ของผู้ป่วยทั้งหมด

    แม้ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุด เช่น ผู้หญิงอายุต่ำกว่า 60 ปี ก็ยังพบว่า มากกว่า 95% ของเหตุการณ์หัวใจวายหรือหลอดเลือดสมองมีความเกี่ยวข้องกับปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้เช่นกัน โดยเฉพาะ “ความดันโลหิตสูง” ซึ่งพบในผู้ป่วยมากกว่า 93% ทั้งในสหรัฐฯและเกาหลีใต้ ทำให้ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่าการควบคุมความดันคือหัวใจสำคัญของการป้องกันโรคหัวใจในระยะยาว

    นักวิจัยยังตั้งข้อสังเกตว่ากรณีที่ดูเหมือนเกิดหัวใจวายโดยไม่มีปัจจัยเสี่ยงนั้น อาจเป็นเพราะการวินิจฉัยที่พลาดไป หรือระดับความเสี่ยงที่ยังไม่ถึงเกณฑ์วินิจฉัยทางคลินิก แต่มีผลต่อร่างกายแล้ว งานวิจัยนี้จึงท้าทายความเชื่อที่ว่า “หัวใจวายแบบไม่มีสัญญาณเตือน” กำลังเพิ่มขึ้น และชี้ว่าการตรวจพบปัจจัยเสี่ยงให้เร็วที่สุดคือกุญแจสำคัญในการป้องกัน

    ผู้เชี่ยวชาญด้านหัวใจจาก Duke University ยังเสริมว่า ผลลัพธ์นี้เป็นสัญญาณเตือนให้ระบบสาธารณสุขและประชาชน “ทำได้ดีกว่านี้” ในการจัดการปัจจัยเสี่ยงที่แก้ไขได้ ก่อนที่จะนำไปสู่เหตุการณ์ร้ายแรงที่อาจคร่าชีวิตได้

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ปัจจัยเสี่ยงหลักที่พบในงานวิจัย
    ความดันโลหิตสูงพบในผู้ป่วยมากกว่า 93% ก่อนเกิดเหตุการณ์หัวใจหรือหลอดเลือดสมอง
    คอเลสเตอรอลสูง น้ำตาลในเลือดสูง และการสูบบุหรี่เป็นตัวการสำคัญร่วมกัน
    ปัจจัยทั้ง 4 นี้เกี่ยวข้องกับ 99% ของเหตุการณ์หัวใจวาย–หลอดเลือดสมอง
    แม้ผู้หญิงอายุต่ำกว่า 60 ปี ก็ยังมีความเชื่อมโยงมากกว่า 95%

    คำเตือนและข้อควรระวัง
    กรณีที่ดูเหมือนไม่มีปัจจัยเสี่ยง อาจเกิดจากการวินิจฉัยที่พลาดหรือระดับเสี่ยงต่ำแต่มีผลแล้ว
    การละเลยความดันโลหิตสูงเป็นความเสี่ยงที่อันตรายที่สุด
    ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ “แก้ไขได้” แต่ต้องจัดการอย่างต่อเนื่อง
    หากไม่ควบคุม อาจนำไปสู่เหตุการณ์ร้ายแรงที่ป้องกันได้ตั้งแต่แรก

    https://www.sciencealert.com/huge-study-links-99-of-heart-attacks-and-strokes-with-4-risk-factors
    ❤️ งานวิจัยขนาดใหญ่พบว่า 99% ของหัวใจวาย–หลอดเลือดสมอง เกี่ยวข้องกับ 4 ปัจจัยเสี่ยงหลัก งานวิจัยจากข้อมูลสุขภาพของประชากรกว่า 9 ล้านคน ในสหรัฐฯ และเกาหลีใต้เผยผลที่ชัดเจนอย่างยิ่งว่า เกือบทุกกรณีของโรคหัวใจวายและโรคหลอดเลือดสมองมี “ตัวการสำคัญ” อยู่ก่อนแล้วถึง 4 ปัจจัย ได้แก่ ความดันโลหิตสูง, คอเลสเตอรอลสูง, น้ำตาลในเลือดสูง, และ การสูบบุหรี่ ไม่ว่าจะเป็นอดีตหรือปัจจุบันก็ตาม การศึกษานี้ชี้ว่าปัจจัยเหล่านี้ “นำหน้า” เหตุการณ์หัวใจวายหรือหลอดเลือดสมองใน 99% ของผู้ป่วยทั้งหมด แม้ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุด เช่น ผู้หญิงอายุต่ำกว่า 60 ปี ก็ยังพบว่า มากกว่า 95% ของเหตุการณ์หัวใจวายหรือหลอดเลือดสมองมีความเกี่ยวข้องกับปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้เช่นกัน โดยเฉพาะ “ความดันโลหิตสูง” ซึ่งพบในผู้ป่วยมากกว่า 93% ทั้งในสหรัฐฯและเกาหลีใต้ ทำให้ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่าการควบคุมความดันคือหัวใจสำคัญของการป้องกันโรคหัวใจในระยะยาว นักวิจัยยังตั้งข้อสังเกตว่ากรณีที่ดูเหมือนเกิดหัวใจวายโดยไม่มีปัจจัยเสี่ยงนั้น อาจเป็นเพราะการวินิจฉัยที่พลาดไป หรือระดับความเสี่ยงที่ยังไม่ถึงเกณฑ์วินิจฉัยทางคลินิก แต่มีผลต่อร่างกายแล้ว งานวิจัยนี้จึงท้าทายความเชื่อที่ว่า “หัวใจวายแบบไม่มีสัญญาณเตือน” กำลังเพิ่มขึ้น และชี้ว่าการตรวจพบปัจจัยเสี่ยงให้เร็วที่สุดคือกุญแจสำคัญในการป้องกัน ผู้เชี่ยวชาญด้านหัวใจจาก Duke University ยังเสริมว่า ผลลัพธ์นี้เป็นสัญญาณเตือนให้ระบบสาธารณสุขและประชาชน “ทำได้ดีกว่านี้” ในการจัดการปัจจัยเสี่ยงที่แก้ไขได้ ก่อนที่จะนำไปสู่เหตุการณ์ร้ายแรงที่อาจคร่าชีวิตได้ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ปัจจัยเสี่ยงหลักที่พบในงานวิจัย ➡️ ความดันโลหิตสูงพบในผู้ป่วยมากกว่า 93% ก่อนเกิดเหตุการณ์หัวใจหรือหลอดเลือดสมอง ➡️ คอเลสเตอรอลสูง น้ำตาลในเลือดสูง และการสูบบุหรี่เป็นตัวการสำคัญร่วมกัน ➡️ ปัจจัยทั้ง 4 นี้เกี่ยวข้องกับ 99% ของเหตุการณ์หัวใจวาย–หลอดเลือดสมอง ➡️ แม้ผู้หญิงอายุต่ำกว่า 60 ปี ก็ยังมีความเชื่อมโยงมากกว่า 95% ‼️ คำเตือนและข้อควรระวัง ⛔ กรณีที่ดูเหมือนไม่มีปัจจัยเสี่ยง อาจเกิดจากการวินิจฉัยที่พลาดหรือระดับเสี่ยงต่ำแต่มีผลแล้ว ⛔ การละเลยความดันโลหิตสูงเป็นความเสี่ยงที่อันตรายที่สุด ⛔ ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ “แก้ไขได้” แต่ต้องจัดการอย่างต่อเนื่อง ⛔ หากไม่ควบคุม อาจนำไปสู่เหตุการณ์ร้ายแรงที่ป้องกันได้ตั้งแต่แรก https://www.sciencealert.com/huge-study-links-99-of-heart-attacks-and-strokes-with-4-risk-factors
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 26 มุมมอง 0 รีวิว
  • The financial reports of a power company : Part 3
    Date : 10 January 2026

    ## 5. Financial assets, fair value measurement and investment returns

    - Balances of financial assets and investments (debt and equity instruments, short‑term placements) fluctuate over 2022–2024, but interest income and fair value gains/losses do not fully align with the strong upward shift in market interest rates during this period.
    - This raises questions about the appropriateness of fair value measurement, classification (e.g. amortised cost vs FVOCI vs FVTPL) and timing of recognition of unrealised losses.

    **Audit concerns**

    - Whether fair value hierarchies, valuation techniques, and inputs are properly applied and disclosed.
    - Whether any losses have been deferred through classification choices or reliance on internal valuation models rather than observable market data.

    ***

    ## 6. Derivative instruments and hedge accounting

    - A company uses certain derivative instruments for risk management, yet the profit and loss effects of derivatives do not consistently track underlying risk factors (interest rates, FX) in some periods.
    - Disclosures on hedge relationships (hedged items, hedging instruments, hedge ratios, and effectiveness testing) are not sufficiently detailed to allow independent assessment of hedge effectiveness.

    **Audit concerns**

    - Whether the designation and documentation requirements for hedge accounting have been fully met, and whether any instruments are in substance speculative rather than hedging.
    - Whether hedge ineffectiveness is properly measured and recognised in profit or loss.

    To be continued———————————————————————————————————————
    #FinancialAudit #PowerCompany #Thaitimes #ManagerOnline #News1
    The financial reports of a power company : Part 3 Date : 10 January 2026 ## 5. Financial assets, fair value measurement and investment returns - Balances of financial assets and investments (debt and equity instruments, short‑term placements) fluctuate over 2022–2024, but interest income and fair value gains/losses do not fully align with the strong upward shift in market interest rates during this period. - This raises questions about the appropriateness of fair value measurement, classification (e.g. amortised cost vs FVOCI vs FVTPL) and timing of recognition of unrealised losses. **Audit concerns** - Whether fair value hierarchies, valuation techniques, and inputs are properly applied and disclosed. - Whether any losses have been deferred through classification choices or reliance on internal valuation models rather than observable market data. *** ## 6. Derivative instruments and hedge accounting - A company uses certain derivative instruments for risk management, yet the profit and loss effects of derivatives do not consistently track underlying risk factors (interest rates, FX) in some periods. - Disclosures on hedge relationships (hedged items, hedging instruments, hedge ratios, and effectiveness testing) are not sufficiently detailed to allow independent assessment of hedge effectiveness. **Audit concerns** - Whether the designation and documentation requirements for hedge accounting have been fully met, and whether any instruments are in substance speculative rather than hedging. - Whether hedge ineffectiveness is properly measured and recognised in profit or loss. To be continued——————————————————————————————————————— #FinancialAudit #PowerCompany #Thaitimes #ManagerOnline #News1
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 31 มุมมอง 0 รีวิว
  • นักวิทยาศาสตร์อาจได้ DNA ของเลโอนาร์โด ดา วินชีแล้ว! เทคนิคใหม่ดึงสารพันธุกรรมจากงานศิลปะอายุ 500 ปี

    ทีมนักวิจัยจากโครงการ Leonardo da Vinci DNA Project เผยความคืบหน้าครั้งสำคัญ—พวกเขาอาจสามารถดึง DNA ของเลโอนาร์โด ดา วินชี จากงานศิลปะและเอกสารโบราณที่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับตัวเขาโดยตรง การค้นพบนี้ยังไม่ใช่ข้อสรุป แต่เป็น “หลักฐานเบื้องต้น” ที่บ่งชี้ว่าการสกัด DNA จากวัตถุเก่าแก่กว่า 500 ปีนั้นเป็นไปได้จริง และอาจนำไปสู่การไขปริศนาชีวิตของศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์มนุษย์

    นักวิทยาศาสตร์ใช้เทคนิคใหม่ที่สามารถดึง DNA จาก คราบจุลชีพบนกระดาษเก่า, ผิววัสดุ, และ ตราประทับขี้ผึ้ง ของจดหมายโบราณ พวกเขาทดลองกับภาพวาดชอล์กแดงชื่อ Holy Child ซึ่งเชื่อว่าเป็นผลงานของดา วินชี และพบ DNA ของมนุษย์คุณภาพต่ำ แต่มี โครโมโซม Y ที่บ่งชี้ว่าเป็นเพศชาย และอยู่ในกลุ่มพันธุกรรมที่พบมากในอิตาลีตอนกลาง—ภูมิภาคบ้านเกิดของดา วินชี

    นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังพบสัญญาณพันธุกรรมแบบเดียวกันใน จดหมายเก่า 500 ปีของญาติของดา วินชี แต่ไม่พบในงานศิลปะของศิลปินยุคเดียวกันคนอื่น ๆ ซึ่งช่วยเพิ่มน้ำหนักว่า DNA ที่พบอาจมีความเกี่ยวข้องกับสายตระกูลของดา วินชีจริง แม้ยังต้องตรวจสอบซ้ำและเปรียบเทียบกับ DNA ของทายาทที่ยังมีชีวิตอยู่

    เป้าหมายสูงสุดของโครงการนี้คือการ ยืนยันหลุมศพของดา วินชี, สร้างจีโนมของเขา, และเปิดประตูสู่การศึกษาประวัติศาสตร์ผ่าน DNA ของบุคคลสำคัญอื่น ๆ ในอนาคต นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าพวกเขาได้ “ข้ามเส้นสำคัญ” ไปแล้ว และเทคนิคนี้จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการศึกษาวัตถุโบราณทั่วโลก

    สรุปประเด็นสำคัญ
    สิ่งที่งานวิจัยค้นพบ
    นักวิทยาศาสตร์สกัด DNA จากภาพวาด Holy Child และพบโครโมโซม Y ของเพศชาย
    สัญญาณพันธุกรรมตรงกับกลุ่มประชากรในอิตาลีตอนกลาง บ้านเกิดของดา วินชี
    พบ DNA แบบเดียวกันในจดหมายเก่า 500 ปีของญาติของเขา แต่ไม่พบในงานของศิลปินคนอื่น
    เทคนิคใหม่สามารถดึง DNA จากกระดาษเก่าและตราประทับขี้ผึ้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ข้อควรระวังและข้อจำกัด
    ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่า DNA ที่พบเป็นของดา วินชีจริง ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม
    คุณภาพ DNA ต่ำและอาจปนเปื้อนจากผู้ที่เคยสัมผัสงานศิลปะในภายหลัง
    ต้องเปรียบเทียบกับ DNA ของทายาทที่ยังมีชีวิตเพื่อยืนยันสายตระกูล
    การขุดค้นหลุมศพและเก็บตัวอย่างยังเป็นประเด็นอ่อนไหวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม

    https://www.sciencealert.com/da-vincis-dna-is-potentially-in-the-hands-of-scientists
    🧬 นักวิทยาศาสตร์อาจได้ DNA ของเลโอนาร์โด ดา วินชีแล้ว! เทคนิคใหม่ดึงสารพันธุกรรมจากงานศิลปะอายุ 500 ปี ทีมนักวิจัยจากโครงการ Leonardo da Vinci DNA Project เผยความคืบหน้าครั้งสำคัญ—พวกเขาอาจสามารถดึง DNA ของเลโอนาร์โด ดา วินชี จากงานศิลปะและเอกสารโบราณที่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับตัวเขาโดยตรง การค้นพบนี้ยังไม่ใช่ข้อสรุป แต่เป็น “หลักฐานเบื้องต้น” ที่บ่งชี้ว่าการสกัด DNA จากวัตถุเก่าแก่กว่า 500 ปีนั้นเป็นไปได้จริง และอาจนำไปสู่การไขปริศนาชีวิตของศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์มนุษย์ นักวิทยาศาสตร์ใช้เทคนิคใหม่ที่สามารถดึง DNA จาก คราบจุลชีพบนกระดาษเก่า, ผิววัสดุ, และ ตราประทับขี้ผึ้ง ของจดหมายโบราณ พวกเขาทดลองกับภาพวาดชอล์กแดงชื่อ Holy Child ซึ่งเชื่อว่าเป็นผลงานของดา วินชี และพบ DNA ของมนุษย์คุณภาพต่ำ แต่มี โครโมโซม Y ที่บ่งชี้ว่าเป็นเพศชาย และอยู่ในกลุ่มพันธุกรรมที่พบมากในอิตาลีตอนกลาง—ภูมิภาคบ้านเกิดของดา วินชี นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังพบสัญญาณพันธุกรรมแบบเดียวกันใน จดหมายเก่า 500 ปีของญาติของดา วินชี แต่ไม่พบในงานศิลปะของศิลปินยุคเดียวกันคนอื่น ๆ ซึ่งช่วยเพิ่มน้ำหนักว่า DNA ที่พบอาจมีความเกี่ยวข้องกับสายตระกูลของดา วินชีจริง แม้ยังต้องตรวจสอบซ้ำและเปรียบเทียบกับ DNA ของทายาทที่ยังมีชีวิตอยู่ เป้าหมายสูงสุดของโครงการนี้คือการ ยืนยันหลุมศพของดา วินชี, สร้างจีโนมของเขา, และเปิดประตูสู่การศึกษาประวัติศาสตร์ผ่าน DNA ของบุคคลสำคัญอื่น ๆ ในอนาคต นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าพวกเขาได้ “ข้ามเส้นสำคัญ” ไปแล้ว และเทคนิคนี้จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการศึกษาวัตถุโบราณทั่วโลก 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ สิ่งที่งานวิจัยค้นพบ ➡️ นักวิทยาศาสตร์สกัด DNA จากภาพวาด Holy Child และพบโครโมโซม Y ของเพศชาย ➡️ สัญญาณพันธุกรรมตรงกับกลุ่มประชากรในอิตาลีตอนกลาง บ้านเกิดของดา วินชี ➡️ พบ DNA แบบเดียวกันในจดหมายเก่า 500 ปีของญาติของเขา แต่ไม่พบในงานของศิลปินคนอื่น ➡️ เทคนิคใหม่สามารถดึง DNA จากกระดาษเก่าและตราประทับขี้ผึ้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ‼️ ข้อควรระวังและข้อจำกัด ⛔ ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่า DNA ที่พบเป็นของดา วินชีจริง ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม ⛔ คุณภาพ DNA ต่ำและอาจปนเปื้อนจากผู้ที่เคยสัมผัสงานศิลปะในภายหลัง ⛔ ต้องเปรียบเทียบกับ DNA ของทายาทที่ยังมีชีวิตเพื่อยืนยันสายตระกูล ⛔ การขุดค้นหลุมศพและเก็บตัวอย่างยังเป็นประเด็นอ่อนไหวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม https://www.sciencealert.com/da-vincis-dna-is-potentially-in-the-hands-of-scientists
    WWW.SCIENCEALERT.COM
    Da Vinci's DNA Is Potentially in The Hands of Scientists
    Scientists with the ambitious Leonardo da Vinci DNA Project think they have potentially snagged a sample of DNA from the famed artist/inventor himself.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 27 มุมมอง 0 รีวิว
  • นักดาราศาสตร์ทำสถิติใหม่! เฝ้าดู “พื้นที่ดุเดือดที่สุดของดวงอาทิตย์” ต่อเนื่องยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์

    นักดาราศาสตร์สามารถติดตามพื้นที่ปะทุรุนแรงบนดวงอาทิตย์ที่ชื่อ NOAA 13664 ได้ต่อเนื่องเกือบ 90 วัน ซึ่งเป็นระยะเวลายาวนานที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้ การสังเกตครั้งนี้เกิดขึ้นจากการทำงานร่วมกันของยาน Solar Orbiter ของ ESA และ Solar Dynamics Observatory ของ NASA ที่อยู่คนละด้านของดวงอาทิตย์ ทำให้สามารถเฝ้าดูพื้นที่นี้ตั้งแต่กำเนิดจนสลายตัวได้อย่างละเอียด

    พื้นที่ NOAA 13664 เกิดขึ้นด้านหลังของดวงอาทิตย์เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2024 ก่อนจะหมุนมาหันหน้าโลกในเดือนพฤษภาคม และเป็นต้นเหตุของพายุสุริยะรุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ เมื่อมันหมุนออกจากสายตาโลกในเดือนกรกฎาคม นักดาราศาสตร์ยังคงติดตามมันต่อเนื่องจนเห็นการเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กและพฤติกรรมของมันอย่างที่ไม่เคยทำได้มาก่อน

    โดยปกติแล้ว นักดาราศาสตร์จะมีเวลาเพียงประมาณสองสัปดาห์ในการศึกษาพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งบนดวงอาทิตย์ เพราะการหมุนรอบตัวเองของดวงอาทิตย์ทำให้พื้นที่นั้นหายไปจากมุมมองของโลก แต่ครั้งนี้ การมี “สองสายตา” จากสองยานสำรวจ ทำให้สามารถเก็บภาพต่อเนื่องยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์การศึกษาดวงอาทิตย์

    ข้อมูลที่ได้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะพายุสุริยะสามารถสร้างผลกระทบต่อโลก เช่น ทำลายดาวเทียม กระทบระบบไฟฟ้า และรบกวนการสื่อสาร การเข้าใจวิวัฒนาการของพื้นที่ปะทุรุนแรงเช่นนี้ จึงช่วยให้มนุษย์สามารถพัฒนาการพยากรณ์สภาพอวกาศได้แม่นยำขึ้นในอนาคต

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ความก้าวหน้าที่เกิดขึ้น
    ติดตามพื้นที่ NOAA 13664 ต่อเนื่องเกือบ 90 วัน ยาวนานที่สุดเท่าที่เคยมี
    ใช้ข้อมูลจาก Solar Orbiter และ Solar Dynamics Observatory พร้อมกัน
    เห็นการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กอย่างละเอียด
    พื้นที่นี้เป็นต้นเหตุของพายุสุริยะรุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี

    ประเด็นที่ต้องระวัง
    พายุสุริยะสามารถทำลายดาวเทียมและระบบไฟฟ้าบนโลกได้
    การพยากรณ์สภาพอวกาศยังมีความไม่แน่นอนสูง
    พื้นที่ปะทุรุนแรงอาจเกิดขึ้นซ้ำได้เมื่อดวงอาทิตย์หมุนกลับมา

    https://www.sciencealert.com/astronomers-just-set-a-record-watching-the-suns-most-violent-region
    🌞 นักดาราศาสตร์ทำสถิติใหม่! เฝ้าดู “พื้นที่ดุเดือดที่สุดของดวงอาทิตย์” ต่อเนื่องยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ นักดาราศาสตร์สามารถติดตามพื้นที่ปะทุรุนแรงบนดวงอาทิตย์ที่ชื่อ NOAA 13664 ได้ต่อเนื่องเกือบ 90 วัน ซึ่งเป็นระยะเวลายาวนานที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้ การสังเกตครั้งนี้เกิดขึ้นจากการทำงานร่วมกันของยาน Solar Orbiter ของ ESA และ Solar Dynamics Observatory ของ NASA ที่อยู่คนละด้านของดวงอาทิตย์ ทำให้สามารถเฝ้าดูพื้นที่นี้ตั้งแต่กำเนิดจนสลายตัวได้อย่างละเอียด พื้นที่ NOAA 13664 เกิดขึ้นด้านหลังของดวงอาทิตย์เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2024 ก่อนจะหมุนมาหันหน้าโลกในเดือนพฤษภาคม และเป็นต้นเหตุของพายุสุริยะรุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ เมื่อมันหมุนออกจากสายตาโลกในเดือนกรกฎาคม นักดาราศาสตร์ยังคงติดตามมันต่อเนื่องจนเห็นการเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กและพฤติกรรมของมันอย่างที่ไม่เคยทำได้มาก่อน โดยปกติแล้ว นักดาราศาสตร์จะมีเวลาเพียงประมาณสองสัปดาห์ในการศึกษาพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งบนดวงอาทิตย์ เพราะการหมุนรอบตัวเองของดวงอาทิตย์ทำให้พื้นที่นั้นหายไปจากมุมมองของโลก แต่ครั้งนี้ การมี “สองสายตา” จากสองยานสำรวจ ทำให้สามารถเก็บภาพต่อเนื่องยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์การศึกษาดวงอาทิตย์ ข้อมูลที่ได้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะพายุสุริยะสามารถสร้างผลกระทบต่อโลก เช่น ทำลายดาวเทียม กระทบระบบไฟฟ้า และรบกวนการสื่อสาร การเข้าใจวิวัฒนาการของพื้นที่ปะทุรุนแรงเช่นนี้ จึงช่วยให้มนุษย์สามารถพัฒนาการพยากรณ์สภาพอวกาศได้แม่นยำขึ้นในอนาคต 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ความก้าวหน้าที่เกิดขึ้น ➡️ ติดตามพื้นที่ NOAA 13664 ต่อเนื่องเกือบ 90 วัน ยาวนานที่สุดเท่าที่เคยมี ➡️ ใช้ข้อมูลจาก Solar Orbiter และ Solar Dynamics Observatory พร้อมกัน ➡️ เห็นการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กอย่างละเอียด ➡️ พื้นที่นี้เป็นต้นเหตุของพายุสุริยะรุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี ‼️ ประเด็นที่ต้องระวัง ⛔ พายุสุริยะสามารถทำลายดาวเทียมและระบบไฟฟ้าบนโลกได้ ⛔ การพยากรณ์สภาพอวกาศยังมีความไม่แน่นอนสูง ⛔ พื้นที่ปะทุรุนแรงอาจเกิดขึ้นซ้ำได้เมื่อดวงอาทิตย์หมุนกลับมา https://www.sciencealert.com/astronomers-just-set-a-record-watching-the-suns-most-violent-region
    WWW.SCIENCEALERT.COM
    Astronomers Just Set a Record Watching The Sun's Most Violent Region
    Many people remember the solar storm of May 2024, which saw auroras spread into areas that very rarely get to see them.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 31 มุมมอง 0 รีวิว
  • ดาวเคราะห์น้อยหมุนเร็วที่สุดเท่าที่เคยพบ – เร็วจน “ควรแตกเป็นชิ้น ๆ” แต่กลับยังอยู่ครบ!

    กล้องโทรทรรศน์ Vera C. Rubin Observatory เพิ่งสร้างความประหลาดใจครั้งใหญ่ให้แก่วงการดาราศาสตร์ หลังตรวจพบดาวเคราะห์น้อยชื่อ 2025 MN45 ที่มีขนาดใหญ่ถึง 710 เมตร แต่กลับหมุนรอบตัวเองเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ—เพียง 1.88 นาทีต่อรอบ เท่านั้น! ความเร็วระดับนี้ทำลายสถิติเดิมแบบขาดลอย และเร็วกว่าขีดจำกัดที่นักวิทยาศาสตร์เคยเชื่อว่าดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่จะทนได้

    ตามทฤษฎีเดิม ดาวเคราะห์น้อยที่ใหญ่กว่า 150 เมตรมักเป็น “กองหินหลวม ๆ” (rubble pile) ที่ยึดกันด้วยแรงโน้มถ่วงอ่อน ๆ หากหมุนเร็วเกิน 2.2 ชั่วโมง มันควรแตกกระจายเป็นเศษหิน แต่ 2025 MN45 กลับหมุนเร็วกว่า 70 เท่า และยังคงสภาพเดิมอย่างสมบูรณ์ ทำให้นักวิจัยเชื่อว่ามันต้องมีโครงสร้างแข็งแรงระดับ “หินตัน” ไม่ใช่กองเศษหินแบบที่เคยคิดกัน

    ที่น่าตื่นเต้นกว่านั้นคือ Rubin Observatory ยังพบดาวเคราะห์น้อยอีก 18 ดวง ที่หมุนเร็วผิดปกติในลักษณะเดียวกัน ซึ่งบ่งชี้ว่าเราอาจประเมินความแข็งแรงและโครงสร้างภายในของดาวเคราะห์น้อยในแถบ Main Belt ต่ำเกินไปมานาน การค้นพบนี้อาจเปลี่ยนความเข้าใจเกี่ยวกับวิวัฒนาการของวัตถุในระบบสุริยะยุคแรกเริ่ม

    นักวิทยาศาสตร์คาดว่าดาวเคราะห์น้อยประเภทนี้อาจเป็น “เศษหินดั้งเดิม” ที่รอดจากการชนรุนแรงในยุคกำเนิดระบบสุริยะ ทำให้ยังคงโครงสร้างแข็งแกร่งไว้ได้ การค้นพบเพิ่มเติมในอนาคตอาจช่วยไขปริศนาว่าโครงสร้างภายในของดาวเคราะห์น้อยมีความหลากหลายมากเพียงใด และจะช่วยให้ภารกิจสำรวจอวกาศ เช่น NASA’s Lucy ทำงานได้แม่นยำยิ่งขึ้น

    สรุปประเด็นสำคัญ
    สิ่งที่ค้นพบจากการสังเกต
    2025 MN45 หมุนเร็วเพียง 1.88 นาทีต่อรอบ เร็วที่สุดเท่าที่เคยพบ
    ขนาดใหญ่ถึง 710 เมตร แต่ไม่แตกกระจายแม้หมุนเร็วผิดธรรมชาติ
    พบดาวเคราะห์น้อยอีก 18 ดวงที่หมุนเร็วเกิน “spin barrier”
    บ่งชี้ว่าดาวเคราะห์น้อยจำนวนมากอาจแข็งแรงกว่าที่เคยคิด

    ประเด็นที่ต้องระวังหรือข้อจำกัด
    ทฤษฎีเดิมเกี่ยวกับโครงสร้าง “rubble pile” อาจต้องปรับใหม่
    ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดว่าทำไมดาวเคราะห์น้อยบางดวงถึงแข็งแรงผิดปกติ
    ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมจากการสำรวจในอนาคตเพื่อยืนยันสมมติฐาน
    ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับความแข็งแรงของดาวเคราะห์น้อยอาจกระทบการประเมินความเสี่ยงการชนโลก

    https://www.sciencealert.com/record-breaking-asteroid-spins-so-fast-it-should-tear-itself-apart
    ☄️ ดาวเคราะห์น้อยหมุนเร็วที่สุดเท่าที่เคยพบ – เร็วจน “ควรแตกเป็นชิ้น ๆ” แต่กลับยังอยู่ครบ! กล้องโทรทรรศน์ Vera C. Rubin Observatory เพิ่งสร้างความประหลาดใจครั้งใหญ่ให้แก่วงการดาราศาสตร์ หลังตรวจพบดาวเคราะห์น้อยชื่อ 2025 MN45 ที่มีขนาดใหญ่ถึง 710 เมตร แต่กลับหมุนรอบตัวเองเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ—เพียง 1.88 นาทีต่อรอบ เท่านั้น! ความเร็วระดับนี้ทำลายสถิติเดิมแบบขาดลอย และเร็วกว่าขีดจำกัดที่นักวิทยาศาสตร์เคยเชื่อว่าดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่จะทนได้ ตามทฤษฎีเดิม ดาวเคราะห์น้อยที่ใหญ่กว่า 150 เมตรมักเป็น “กองหินหลวม ๆ” (rubble pile) ที่ยึดกันด้วยแรงโน้มถ่วงอ่อน ๆ หากหมุนเร็วเกิน 2.2 ชั่วโมง มันควรแตกกระจายเป็นเศษหิน แต่ 2025 MN45 กลับหมุนเร็วกว่า 70 เท่า และยังคงสภาพเดิมอย่างสมบูรณ์ ทำให้นักวิจัยเชื่อว่ามันต้องมีโครงสร้างแข็งแรงระดับ “หินตัน” ไม่ใช่กองเศษหินแบบที่เคยคิดกัน ที่น่าตื่นเต้นกว่านั้นคือ Rubin Observatory ยังพบดาวเคราะห์น้อยอีก 18 ดวง ที่หมุนเร็วผิดปกติในลักษณะเดียวกัน ซึ่งบ่งชี้ว่าเราอาจประเมินความแข็งแรงและโครงสร้างภายในของดาวเคราะห์น้อยในแถบ Main Belt ต่ำเกินไปมานาน การค้นพบนี้อาจเปลี่ยนความเข้าใจเกี่ยวกับวิวัฒนาการของวัตถุในระบบสุริยะยุคแรกเริ่ม นักวิทยาศาสตร์คาดว่าดาวเคราะห์น้อยประเภทนี้อาจเป็น “เศษหินดั้งเดิม” ที่รอดจากการชนรุนแรงในยุคกำเนิดระบบสุริยะ ทำให้ยังคงโครงสร้างแข็งแกร่งไว้ได้ การค้นพบเพิ่มเติมในอนาคตอาจช่วยไขปริศนาว่าโครงสร้างภายในของดาวเคราะห์น้อยมีความหลากหลายมากเพียงใด และจะช่วยให้ภารกิจสำรวจอวกาศ เช่น NASA’s Lucy ทำงานได้แม่นยำยิ่งขึ้น 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ สิ่งที่ค้นพบจากการสังเกต ➡️ 2025 MN45 หมุนเร็วเพียง 1.88 นาทีต่อรอบ เร็วที่สุดเท่าที่เคยพบ ➡️ ขนาดใหญ่ถึง 710 เมตร แต่ไม่แตกกระจายแม้หมุนเร็วผิดธรรมชาติ ➡️ พบดาวเคราะห์น้อยอีก 18 ดวงที่หมุนเร็วเกิน “spin barrier” ➡️ บ่งชี้ว่าดาวเคราะห์น้อยจำนวนมากอาจแข็งแรงกว่าที่เคยคิด ‼️ ประเด็นที่ต้องระวังหรือข้อจำกัด ⛔ ทฤษฎีเดิมเกี่ยวกับโครงสร้าง “rubble pile” อาจต้องปรับใหม่ ⛔ ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดว่าทำไมดาวเคราะห์น้อยบางดวงถึงแข็งแรงผิดปกติ ⛔ ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมจากการสำรวจในอนาคตเพื่อยืนยันสมมติฐาน ⛔ ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับความแข็งแรงของดาวเคราะห์น้อยอาจกระทบการประเมินความเสี่ยงการชนโลก https://www.sciencealert.com/record-breaking-asteroid-spins-so-fast-it-should-tear-itself-apart
    WWW.SCIENCEALERT.COM
    Record-Breaking Asteroid Spins So Fast It Should Tear Itself Apart
    With data collected months before its main survey is due to begin, the Vera C.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 22 มุมมอง 0 รีวิว
  • มนุษย์ปล่อยแสงจาง ๆ ตลอดเวลา…และแสงนั้นหายไปทันทีเมื่อเราตาย! งานวิจัยใหม่เผยความจริงสุดประหลาด

    งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยคัลการีและสภาวิจัยแห่งชาติแคนาดาเผยหลักฐานตรงที่น่าทึ่งว่า สิ่งมีชีวิต—including มนุษย์—ปล่อยแสงที่มองเห็นได้ระดับอ่อนมาก (ultraweak photon emission: UPE) อยู่ตลอดเวลา และแสงนี้ “ลดลงอย่างชัดเจน” ทันทีหลังความตาย การค้นพบนี้เกิดจากการทดลองกับหนูและใบไม้จากพืชสองชนิด ซึ่งให้ผลลัพธ์ตรงกันจนทำให้นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าแสงจาง ๆ นี้เป็นสัญญาณของกระบวนการชีวภาพที่เกิดขึ้นเฉพาะในสิ่งมีชีวิตเท่านั้น

    แม้แนวคิดเรื่อง “แสงชีวภาพ” จะเคยถูกโยงกับความเชื่อเหนือธรรมชาติหรือออร่า แต่งานวิจัยนี้ใช้เครื่องมือถ่ายภาพความไวสูงในห้องมืดสนิทเพื่อจับโฟตอนทีละเม็ดจากร่างกายของหนู พบว่าในช่วงที่ยังมีชีวิต เซลล์จะปล่อยแสงจาง ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่หลังถูกทำให้ตาย แสงนั้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะควบคุมอุณหภูมิให้เท่ากับตอนมีชีวิตก็ตาม

    นักวิจัยเชื่อว่าแสงนี้เกิดจาก reactive oxygen species (ROS)—โมเลกุลที่เซลล์สร้างขึ้นเมื่อเผชิญความเครียด เช่น ความร้อน สารพิษ หรือการบาดเจ็บ เมื่อ ROS ทำปฏิกิริยากับไขมันและโปรตีนในเซลล์ อิเล็กตรอนจะถูกกระตุ้นและปล่อยโฟตอนออกมาเมื่อกลับสู่สภาวะปกติ การทดลองกับใบไม้ที่ถูกทำให้บาดเจ็บก็พบว่า “บริเวณที่ถูกทำร้ายสว่างกว่าส่วนอื่นอย่างชัดเจน” ซึ่งสนับสนุนสมมติฐานนี้

    หากเทคโนโลยีนี้พัฒนาไปไกลพอ นักวิทยาศาสตร์คาดว่าในอนาคตเราอาจสามารถใช้การตรวจจับแสงชีวภาพเป็นเครื่องมือวินิจฉัยโรคแบบไม่ต้องสัมผัส เช่น ตรวจหาความเครียดของเนื้อเยื่อ การอักเสบ หรือความเสียหายของเซลล์ได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งอาจเปลี่ยนวิธีการแพทย์ในหลายสาขาอย่างสิ้นเชิง

    สรุปประเด็นสำคัญ
    สิ่งที่งานวิจัยพบ
    สิ่งมีชีวิต—including มนุษย์—ปล่อยแสงจางมากที่มองเห็นได้ (UPE) ตลอดเวลา
    แสงนี้ลดลงทันทีหลังความตาย แม้อุณหภูมิร่างกายถูกควบคุมให้เท่าเดิม
    แหล่งกำเนิดแสงน่าจะมาจากปฏิกิริยาของ reactive oxygen species (ROS)
    ใบไม้ที่ถูกทำให้บาดเจ็บปล่อยแสงมากขึ้นตรงบริเวณที่เสียหาย

    คำเตือนและข้อจำกัด
    ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่ “ออร่าเหนือธรรมชาติ” แต่เป็นปฏิกิริยาเคมีในเซลล์
    ความเข้มของแสงอ่อนมากจนต้องใช้กล้องพิเศษในห้องมืดสนิทเท่านั้น
    ยังต้องมีงานวิจัยเพิ่มเติมเพื่อใช้เป็นเครื่องมือวินิจฉัยทางการแพทย์จริง
    การตีความผลลัพธ์ต้องระวังไม่ให้เชื่อมโยงกับความเชื่อผิดทางวิทยาศาสตร์

    https://www.sciencealert.com/we-emit-a-visible-light-that-vanishes-when-we-die-surprising-study-says
    ✨ มนุษย์ปล่อยแสงจาง ๆ ตลอดเวลา…และแสงนั้นหายไปทันทีเมื่อเราตาย! งานวิจัยใหม่เผยความจริงสุดประหลาด งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยคัลการีและสภาวิจัยแห่งชาติแคนาดาเผยหลักฐานตรงที่น่าทึ่งว่า สิ่งมีชีวิต—including มนุษย์—ปล่อยแสงที่มองเห็นได้ระดับอ่อนมาก (ultraweak photon emission: UPE) อยู่ตลอดเวลา และแสงนี้ “ลดลงอย่างชัดเจน” ทันทีหลังความตาย การค้นพบนี้เกิดจากการทดลองกับหนูและใบไม้จากพืชสองชนิด ซึ่งให้ผลลัพธ์ตรงกันจนทำให้นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าแสงจาง ๆ นี้เป็นสัญญาณของกระบวนการชีวภาพที่เกิดขึ้นเฉพาะในสิ่งมีชีวิตเท่านั้น แม้แนวคิดเรื่อง “แสงชีวภาพ” จะเคยถูกโยงกับความเชื่อเหนือธรรมชาติหรือออร่า แต่งานวิจัยนี้ใช้เครื่องมือถ่ายภาพความไวสูงในห้องมืดสนิทเพื่อจับโฟตอนทีละเม็ดจากร่างกายของหนู พบว่าในช่วงที่ยังมีชีวิต เซลล์จะปล่อยแสงจาง ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่หลังถูกทำให้ตาย แสงนั้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะควบคุมอุณหภูมิให้เท่ากับตอนมีชีวิตก็ตาม นักวิจัยเชื่อว่าแสงนี้เกิดจาก reactive oxygen species (ROS)—โมเลกุลที่เซลล์สร้างขึ้นเมื่อเผชิญความเครียด เช่น ความร้อน สารพิษ หรือการบาดเจ็บ เมื่อ ROS ทำปฏิกิริยากับไขมันและโปรตีนในเซลล์ อิเล็กตรอนจะถูกกระตุ้นและปล่อยโฟตอนออกมาเมื่อกลับสู่สภาวะปกติ การทดลองกับใบไม้ที่ถูกทำให้บาดเจ็บก็พบว่า “บริเวณที่ถูกทำร้ายสว่างกว่าส่วนอื่นอย่างชัดเจน” ซึ่งสนับสนุนสมมติฐานนี้ หากเทคโนโลยีนี้พัฒนาไปไกลพอ นักวิทยาศาสตร์คาดว่าในอนาคตเราอาจสามารถใช้การตรวจจับแสงชีวภาพเป็นเครื่องมือวินิจฉัยโรคแบบไม่ต้องสัมผัส เช่น ตรวจหาความเครียดของเนื้อเยื่อ การอักเสบ หรือความเสียหายของเซลล์ได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งอาจเปลี่ยนวิธีการแพทย์ในหลายสาขาอย่างสิ้นเชิง 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ สิ่งที่งานวิจัยพบ ➡️ สิ่งมีชีวิต—including มนุษย์—ปล่อยแสงจางมากที่มองเห็นได้ (UPE) ตลอดเวลา ➡️ แสงนี้ลดลงทันทีหลังความตาย แม้อุณหภูมิร่างกายถูกควบคุมให้เท่าเดิม ➡️ แหล่งกำเนิดแสงน่าจะมาจากปฏิกิริยาของ reactive oxygen species (ROS) ➡️ ใบไม้ที่ถูกทำให้บาดเจ็บปล่อยแสงมากขึ้นตรงบริเวณที่เสียหาย ‼️ คำเตือนและข้อจำกัด ⛔ ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่ “ออร่าเหนือธรรมชาติ” แต่เป็นปฏิกิริยาเคมีในเซลล์ ⛔ ความเข้มของแสงอ่อนมากจนต้องใช้กล้องพิเศษในห้องมืดสนิทเท่านั้น ⛔ ยังต้องมีงานวิจัยเพิ่มเติมเพื่อใช้เป็นเครื่องมือวินิจฉัยทางการแพทย์จริง ⛔ การตีความผลลัพธ์ต้องระวังไม่ให้เชื่อมโยงกับความเชื่อผิดทางวิทยาศาสตร์ https://www.sciencealert.com/we-emit-a-visible-light-that-vanishes-when-we-die-surprising-study-says
    WWW.SCIENCEALERT.COM
    We Emit a Visible Light That Vanishes When We Die, Surprising Study Says
    Life truly is radiant, according to an experiment conducted by researchers from the University of Calgary and the National Research Council of Canada.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 32 มุมมอง 0 รีวิว
  • 5 แก็ดเจ็ต Smart Home ที่อัปเกรดคอนโด/อพาร์ตเมนต์ได้แบบไม่ต้องเจาะ ไม่ต้องติดตั้งถาวร

    หลายคนอยากทำบ้านให้ “ฉลาดขึ้น” แต่ติดปัญหาว่าอพาร์ตเมนต์หรือคอนโดมักไม่อนุญาตให้ติดตั้งอุปกรณ์ถาวร เช่น สวิตช์ไฟอัจฉริยะหรือเทอร์โมสแตต ทำให้การอัปเกรดบ้านดูยุ่งยากกว่าที่คิด บทความนี้จึงรวบรวมแก็ดเจ็ตที่ ติดตั้งง่ายแบบ Plug‑and‑Play ไม่ต้องขออนุญาต ไม่ต้องจ้างช่าง และย้ายออกก็เอาไปใช้ต่อได้สบาย

    แก็ดเจ็ตเหล่านี้ครอบคลุมตั้งแต่ลำโพงอัจฉริยะ หลอดไฟ Smart Bulb ปลั๊กไฟ Smart Plug รีโมตอัจฉริยะที่ควบคุมแอร์ได้ ไปจนถึงกล้องวงจรปิด Wi‑Fi ซึ่งช่วยให้คุณควบคุมบ้านได้สะดวกขึ้น ทั้งด้วยเสียง แอปมือถือ หรือระบบอัตโนมัติ เช่น ตั้งเวลา เปิด‑ปิดตามอุณหภูมิ หรือสั่งงานหลายอุปกรณ์พร้อมกัน

    นอกจากนี้ ผู้เขียนบทความยังแชร์ประสบการณ์ตรงจากการเช่าบ้านกว่า 10 ปี พร้อมย้ำว่าอุปกรณ์เหล่านี้ช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้นจริง เช่น ตั้งไฟเปิดก่อนพระอาทิตย์ตก เปิดแอร์อัตโนมัติเมื่อห้องร้อนเกินไป หรือใช้กล้องดูสัตว์เลี้ยงตอนออกไปทำงาน ทั้งหมดนี้ทำได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนโครงสร้างเดิมของห้องเลย

    สรุปอุปกรณ์ Smart Home ที่แนะนำ
    Smart Speaker
    ควบคุมอุปกรณ์ด้วยเสียง ใช้เป็นผู้ช่วยในครัว ตั้งปลุก หรือเป็นลำโพงทั้งบ้านได้

    Smart Bulbs
    ติดตั้งง่าย แค่หมุนใส่หลอดเดิม ควบคุมผ่านแอปหรือเสียง
    ตั้งเวลา เปลี่ยนสี หรือซิงก์กับเพลงได้

    Smart Plug
    เปลี่ยนอุปกรณ์ธรรมดาให้เป็น Smart ได้ทันที
    ตั้งเวลาเปิด‑ปิด เช่น ชงกาแฟตอนตื่น หรือเปิดเครื่องดักแมลงอัตโนมัติ

    Smart Remote + Temperature/Humidity Sensor
    ควบคุมแอร์ ทีวี หรือเครื่องใช้ที่ใช้รีโมต IR ได้
    ตั้งให้แอร์เปิดเองเมื่อห้องร้อนเกิน เช่น 30°C

    Wi‑Fi Security Camera
    ติดตั้งง่าย ดูบ้านหรือสัตว์เลี้ยงผ่านมือถือได้
    บางรุ่นมีไมค์พูดคุยกับสัตว์เลี้ยงได้ด้วย

    https://www.slashgear.com/2072104/smart-home-gadgets-to-upgrade-apartment/
    🏡✨ 5 แก็ดเจ็ต Smart Home ที่อัปเกรดคอนโด/อพาร์ตเมนต์ได้แบบไม่ต้องเจาะ ไม่ต้องติดตั้งถาวร หลายคนอยากทำบ้านให้ “ฉลาดขึ้น” แต่ติดปัญหาว่าอพาร์ตเมนต์หรือคอนโดมักไม่อนุญาตให้ติดตั้งอุปกรณ์ถาวร เช่น สวิตช์ไฟอัจฉริยะหรือเทอร์โมสแตต ทำให้การอัปเกรดบ้านดูยุ่งยากกว่าที่คิด บทความนี้จึงรวบรวมแก็ดเจ็ตที่ ติดตั้งง่ายแบบ Plug‑and‑Play ไม่ต้องขออนุญาต ไม่ต้องจ้างช่าง และย้ายออกก็เอาไปใช้ต่อได้สบาย แก็ดเจ็ตเหล่านี้ครอบคลุมตั้งแต่ลำโพงอัจฉริยะ หลอดไฟ Smart Bulb ปลั๊กไฟ Smart Plug รีโมตอัจฉริยะที่ควบคุมแอร์ได้ ไปจนถึงกล้องวงจรปิด Wi‑Fi ซึ่งช่วยให้คุณควบคุมบ้านได้สะดวกขึ้น ทั้งด้วยเสียง แอปมือถือ หรือระบบอัตโนมัติ เช่น ตั้งเวลา เปิด‑ปิดตามอุณหภูมิ หรือสั่งงานหลายอุปกรณ์พร้อมกัน นอกจากนี้ ผู้เขียนบทความยังแชร์ประสบการณ์ตรงจากการเช่าบ้านกว่า 10 ปี พร้อมย้ำว่าอุปกรณ์เหล่านี้ช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้นจริง เช่น ตั้งไฟเปิดก่อนพระอาทิตย์ตก เปิดแอร์อัตโนมัติเมื่อห้องร้อนเกินไป หรือใช้กล้องดูสัตว์เลี้ยงตอนออกไปทำงาน ทั้งหมดนี้ทำได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนโครงสร้างเดิมของห้องเลย 📌 สรุปอุปกรณ์ Smart Home ที่แนะนำ ✅ Smart Speaker ➡️ ควบคุมอุปกรณ์ด้วยเสียง ใช้เป็นผู้ช่วยในครัว ตั้งปลุก หรือเป็นลำโพงทั้งบ้านได้ ✅ Smart Bulbs ➡️ ติดตั้งง่าย แค่หมุนใส่หลอดเดิม ควบคุมผ่านแอปหรือเสียง ➡️ ตั้งเวลา เปลี่ยนสี หรือซิงก์กับเพลงได้ ✅ Smart Plug ➡️ เปลี่ยนอุปกรณ์ธรรมดาให้เป็น Smart ได้ทันที ➡️ ตั้งเวลาเปิด‑ปิด เช่น ชงกาแฟตอนตื่น หรือเปิดเครื่องดักแมลงอัตโนมัติ ✅ Smart Remote + Temperature/Humidity Sensor ➡️ ควบคุมแอร์ ทีวี หรือเครื่องใช้ที่ใช้รีโมต IR ได้ ➡️ ตั้งให้แอร์เปิดเองเมื่อห้องร้อนเกิน เช่น 30°C ✅ Wi‑Fi Security Camera ➡️ ติดตั้งง่าย ดูบ้านหรือสัตว์เลี้ยงผ่านมือถือได้ ➡️ บางรุ่นมีไมค์พูดคุยกับสัตว์เลี้ยงได้ด้วย https://www.slashgear.com/2072104/smart-home-gadgets-to-upgrade-apartment/
    WWW.SLASHGEAR.COM
    5 Smart Home Gadgets To Upgrade Your Apartment - SlashGear
    Just because you're renting doesn't mean you can't have some smart devices in your home, and these devices are perfectly suited for apartments.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 25 มุมมอง 0 รีวิว
  • ราคา Steam Machine อาจหลุดออกมาแล้ว…และมันแพงกว่าที่หลายคนหวังไว้มาก

    ข้อมูลหลุดจากเว็บไซต์ค้าปลีกในสาธารณรัฐเช็กทำให้วงการเกมต้องสะดุ้ง—เพราะราคาของ Valve Steam Machine ที่หลายคนรอคอย อาจเริ่มต้นสูงถึง 19,826 โครูนาเช็ก หรือประมาณ $949 USD สำหรับรุ่น 512GB และอาจแตะ $1,070 USD สำหรับรุ่น 2TB ซึ่งสูงกว่าที่แฟน ๆ คาดหวังไว้มาก แม้จะยังไม่ใช่ราคาทางการ แต่ข้อมูลนี้ถูกพบใน backend code ของร้าน Smarty.cz ทำให้มีน้ำหนักไม่น้อย

    อย่างไรก็ตาม ราคานี้อาจไม่สะท้อนราคาที่จะขายในสหรัฐฯ เพราะสินค้าของบริษัทอเมริกันมักถูกบวกภาษีนำเข้าในยุโรป ตัวอย่างเช่น Steam Deck OLED รุ่น 512GB ที่สหรัฐฯ ขาย $549 แต่ร้านเดียวกันขายเทียบเท่า $690 ซึ่งแพงกว่า 22% หากใช้ตรรกะเดียวกัน Steam Machine อาจลงเอยที่ราว $750–$850 USD ในตลาดอเมริกา แต่ก็ยังถือว่า “สูงกว่าที่หวัง” อยู่ดี

    Valve เคยบอกว่า Steam Machine จะถูกวางตำแหน่งให้ “ใกล้เคียงพีซีระดับเริ่มต้น” และแข่งขันกับพีซีประกอบเองได้ แต่ด้วยราคาชิ้นส่วนที่พุ่งสูงจากวิกฤตหน่วยความจำ (RAM crisis) ทำให้ต้นทุนอาจสูงขึ้นกว่าที่ Valve ตั้งใจไว้ อีกทั้ง Valve ยังยืนยันว่าเครื่องนี้ จะไม่ถูกอุดหนุนราคา แบบที่เคยทำกับ Steam Deck รุ่นแรก ทำให้ราคาสุดท้ายอาจขยับขึ้นอีก

    แม้ราคาจะดูแรง แต่ Valve ระบุว่า Steam Machine จะมีประสิทธิภาพ “แรงกว่า 70% ของพีซีเกมมิ่งที่ Valve ตรวจพบในระบบ” ซึ่งอาจทำให้มันเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าสำหรับคนที่อยากได้เครื่องเล่นเกมพลังสูงที่ใช้ SteamOS โดยไม่ต้องประกอบพีซีเอง

    สรุปประเด็นสำคัญ
    สิ่งที่ข้อมูลหลุดเผยออกมา
    ราคาใน backend เริ่มที่ 19,826 CZK (~$949) สำหรับรุ่น 512GB
    รุ่น 2TB อาจอยู่ที่ ~$1,070 USD
    ราคายุโรปมักสูงกว่าสหรัฐฯ ประมาณ 20% ทำให้ราคาอเมริกาน่าจะอยู่ราว $750–$850
    Valve ยืนยันว่าเครื่องนี้จะไม่ถูกอุดหนุนราคาเหมือน Steam Deck รุ่นแรก

    ประเด็นที่ต้องระวัง
    ราคาที่หลุดอาจเป็นเพียง placeholder ยังไม่ใช่ราคาจริง
    วิกฤตราคา RAM อาจทำให้ต้นทุนสูงขึ้นอีกในช่วงเปิดตัว
    ประสิทธิภาพ “ระดับพีซีเริ่มต้น” ยังไม่ชัดเจนว่าหมายถึงระดับไหน
    ราคาสุดท้ายอาจสูงกว่าที่คาด หาก Valve ไม่ลดกำไรเพื่อแข่งขันตลาด

    https://www.slashgear.com/2072196/new-steam-machine-price-leak/
    🎮 ราคา Steam Machine อาจหลุดออกมาแล้ว…และมันแพงกว่าที่หลายคนหวังไว้มาก ข้อมูลหลุดจากเว็บไซต์ค้าปลีกในสาธารณรัฐเช็กทำให้วงการเกมต้องสะดุ้ง—เพราะราคาของ Valve Steam Machine ที่หลายคนรอคอย อาจเริ่มต้นสูงถึง 19,826 โครูนาเช็ก หรือประมาณ $949 USD สำหรับรุ่น 512GB และอาจแตะ $1,070 USD สำหรับรุ่น 2TB ซึ่งสูงกว่าที่แฟน ๆ คาดหวังไว้มาก แม้จะยังไม่ใช่ราคาทางการ แต่ข้อมูลนี้ถูกพบใน backend code ของร้าน Smarty.cz ทำให้มีน้ำหนักไม่น้อย อย่างไรก็ตาม ราคานี้อาจไม่สะท้อนราคาที่จะขายในสหรัฐฯ เพราะสินค้าของบริษัทอเมริกันมักถูกบวกภาษีนำเข้าในยุโรป ตัวอย่างเช่น Steam Deck OLED รุ่น 512GB ที่สหรัฐฯ ขาย $549 แต่ร้านเดียวกันขายเทียบเท่า $690 ซึ่งแพงกว่า 22% หากใช้ตรรกะเดียวกัน Steam Machine อาจลงเอยที่ราว $750–$850 USD ในตลาดอเมริกา แต่ก็ยังถือว่า “สูงกว่าที่หวัง” อยู่ดี Valve เคยบอกว่า Steam Machine จะถูกวางตำแหน่งให้ “ใกล้เคียงพีซีระดับเริ่มต้น” และแข่งขันกับพีซีประกอบเองได้ แต่ด้วยราคาชิ้นส่วนที่พุ่งสูงจากวิกฤตหน่วยความจำ (RAM crisis) ทำให้ต้นทุนอาจสูงขึ้นกว่าที่ Valve ตั้งใจไว้ อีกทั้ง Valve ยังยืนยันว่าเครื่องนี้ จะไม่ถูกอุดหนุนราคา แบบที่เคยทำกับ Steam Deck รุ่นแรก ทำให้ราคาสุดท้ายอาจขยับขึ้นอีก แม้ราคาจะดูแรง แต่ Valve ระบุว่า Steam Machine จะมีประสิทธิภาพ “แรงกว่า 70% ของพีซีเกมมิ่งที่ Valve ตรวจพบในระบบ” ซึ่งอาจทำให้มันเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าสำหรับคนที่อยากได้เครื่องเล่นเกมพลังสูงที่ใช้ SteamOS โดยไม่ต้องประกอบพีซีเอง 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ สิ่งที่ข้อมูลหลุดเผยออกมา ➡️ ราคาใน backend เริ่มที่ 19,826 CZK (~$949) สำหรับรุ่น 512GB ➡️ รุ่น 2TB อาจอยู่ที่ ~$1,070 USD ➡️ ราคายุโรปมักสูงกว่าสหรัฐฯ ประมาณ 20% ทำให้ราคาอเมริกาน่าจะอยู่ราว $750–$850 ➡️ Valve ยืนยันว่าเครื่องนี้จะไม่ถูกอุดหนุนราคาเหมือน Steam Deck รุ่นแรก ‼️ ประเด็นที่ต้องระวัง ⛔ ราคาที่หลุดอาจเป็นเพียง placeholder ยังไม่ใช่ราคาจริง ⛔ วิกฤตราคา RAM อาจทำให้ต้นทุนสูงขึ้นอีกในช่วงเปิดตัว ⛔ ประสิทธิภาพ “ระดับพีซีเริ่มต้น” ยังไม่ชัดเจนว่าหมายถึงระดับไหน ⛔ ราคาสุดท้ายอาจสูงกว่าที่คาด หาก Valve ไม่ลดกำไรเพื่อแข่งขันตลาด https://www.slashgear.com/2072196/new-steam-machine-price-leak/
    WWW.SLASHGEAR.COM
    The Steam Machine's Price Might Have Just Leaked And It's Not What We Hoped For - SlashGear
    The has been a lot of buzz surrounding the Steam Machine console, and while nothing official has been released, we might have a good idea how much it will cost.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 25 มุมมอง 0 รีวิว
  • ทำไมธุรกิจยุคใหม่ “เลี่ยงไม่ได้” ที่ต้องใช้ AI ป้องกันภัยไซเบอร์

    ธุรกิจทุกขนาด—ไม่ใช่แค่บริษัทใหญ่หรือรัฐบาล—กำลังเผชิญภัยไซเบอร์ที่รุนแรงขึ้น ฉลาดขึ้น และเกิดถี่ขึ้นกว่าเดิมมาก โลกปัจจุบันไม่เหมือนยุคที่การโจมตี predictable หรือเดาง่ายอีกต่อไป แฮ็กเกอร์ใช้ระบบอัตโนมัติและเทคนิคขั้นสูง ทำให้การป้องกันแบบเดิมไม่ทันเกมอีกแล้ว นี่คือเหตุผลที่ AI ไม่ใช่ “ตัวเลือกเสริม” แต่กลายเป็น ความจำเป็นทางธุรกิจ ที่ต้องมีเพื่อเอาตัวรอด

    AI ช่วยให้ระบบป้องกันสามารถตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติแบบเรียลไทม์ วิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาลได้ในเสี้ยววินาที และตอบสนองต่อภัยคุกคามได้เร็วกว่ามนุษย์หลายเท่า นอกจากนี้ AI ยังสามารถเรียนรู้จากรูปแบบการโจมตีใหม่ ๆ ทำให้การป้องกันพัฒนาไปพร้อมกับภัยคุกคาม ไม่ใช่ตามหลังเหมือนในอดีต

    บทความยังชี้ว่าแม้ธุรกิจขนาดเล็กก็เสี่ยงไม่ต่างจากองค์กรใหญ่ เพราะอาชญากรไซเบอร์ใช้เครื่องมืออัตโนมัติยิงโจมตีแบบกวาดวงกว้าง ไม่ได้เลือกเป้าหมายเฉพาะรายอีกต่อไป การมีระบบ AI จึงช่วยลดความเสี่ยงจากมัลแวร์ การบุกรุกข้อมูล และการโจมตีแบบ DDoS ที่กำลังเพิ่มขึ้นทั่วโลก

    ท้ายที่สุด AI ไม่ได้มาแทนมนุษย์ แต่ช่วยเสริมทีมความปลอดภัยให้ทำงานได้มีประสิทธิภาพขึ้น ลดภาระงานที่ต้องตรวจสอบข้อมูลจำนวนมาก และช่วยให้องค์กรตอบสนองต่อเหตุการณ์ได้เร็วขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการลดความเสียหายทางธุรกิจ

    สรุปประเด็นสำคัญ
    เหตุผลที่ AI จำเป็นต่อการป้องกันภัยไซเบอร์
    การโจมตีไซเบอร์เร็วขึ้น ฉลาดขึ้น และเกิดถี่ขึ้นกว่าเดิม
    ระบบความปลอดภัยแบบเดิมไม่ทันภัยคุกคามยุคใหม่
    AI ตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติและตอบสนองแบบเรียลไทม์
    ช่วยลดภาระทีมไอทีและเพิ่มความแม่นยำในการป้องกัน

    ความเสี่ยงที่ธุรกิจต้องระวัง
    อาชญากรไซเบอร์ใช้ระบบอัตโนมัติยิงโจมตีแบบกวาดวงกว้าง
    ธุรกิจขนาดเล็กไม่ได้ปลอดภัยกว่าองค์กรใหญ่
    การพึ่งพาเครื่องมือเก่าอาจทำให้ตรวจจับภัยคุกคามไม่ทัน
    การไม่อัปเกรดระบบอาจนำไปสู่ความเสียหายทางธุรกิจมหาศาล

    https://hackread.com/ai-powered-cyber-defense-modern-businesses/
    🛡️🤖 ทำไมธุรกิจยุคใหม่ “เลี่ยงไม่ได้” ที่ต้องใช้ AI ป้องกันภัยไซเบอร์ ธุรกิจทุกขนาด—ไม่ใช่แค่บริษัทใหญ่หรือรัฐบาล—กำลังเผชิญภัยไซเบอร์ที่รุนแรงขึ้น ฉลาดขึ้น และเกิดถี่ขึ้นกว่าเดิมมาก โลกปัจจุบันไม่เหมือนยุคที่การโจมตี predictable หรือเดาง่ายอีกต่อไป แฮ็กเกอร์ใช้ระบบอัตโนมัติและเทคนิคขั้นสูง ทำให้การป้องกันแบบเดิมไม่ทันเกมอีกแล้ว นี่คือเหตุผลที่ AI ไม่ใช่ “ตัวเลือกเสริม” แต่กลายเป็น ความจำเป็นทางธุรกิจ ที่ต้องมีเพื่อเอาตัวรอด AI ช่วยให้ระบบป้องกันสามารถตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติแบบเรียลไทม์ วิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาลได้ในเสี้ยววินาที และตอบสนองต่อภัยคุกคามได้เร็วกว่ามนุษย์หลายเท่า นอกจากนี้ AI ยังสามารถเรียนรู้จากรูปแบบการโจมตีใหม่ ๆ ทำให้การป้องกันพัฒนาไปพร้อมกับภัยคุกคาม ไม่ใช่ตามหลังเหมือนในอดีต บทความยังชี้ว่าแม้ธุรกิจขนาดเล็กก็เสี่ยงไม่ต่างจากองค์กรใหญ่ เพราะอาชญากรไซเบอร์ใช้เครื่องมืออัตโนมัติยิงโจมตีแบบกวาดวงกว้าง ไม่ได้เลือกเป้าหมายเฉพาะรายอีกต่อไป การมีระบบ AI จึงช่วยลดความเสี่ยงจากมัลแวร์ การบุกรุกข้อมูล และการโจมตีแบบ DDoS ที่กำลังเพิ่มขึ้นทั่วโลก ท้ายที่สุด AI ไม่ได้มาแทนมนุษย์ แต่ช่วยเสริมทีมความปลอดภัยให้ทำงานได้มีประสิทธิภาพขึ้น ลดภาระงานที่ต้องตรวจสอบข้อมูลจำนวนมาก และช่วยให้องค์กรตอบสนองต่อเหตุการณ์ได้เร็วขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการลดความเสียหายทางธุรกิจ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ เหตุผลที่ AI จำเป็นต่อการป้องกันภัยไซเบอร์ ➡️ การโจมตีไซเบอร์เร็วขึ้น ฉลาดขึ้น และเกิดถี่ขึ้นกว่าเดิม ➡️ ระบบความปลอดภัยแบบเดิมไม่ทันภัยคุกคามยุคใหม่ ➡️ AI ตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติและตอบสนองแบบเรียลไทม์ ➡️ ช่วยลดภาระทีมไอทีและเพิ่มความแม่นยำในการป้องกัน ‼️ ความเสี่ยงที่ธุรกิจต้องระวัง ⛔ อาชญากรไซเบอร์ใช้ระบบอัตโนมัติยิงโจมตีแบบกวาดวงกว้าง ⛔ ธุรกิจขนาดเล็กไม่ได้ปลอดภัยกว่าองค์กรใหญ่ ⛔ การพึ่งพาเครื่องมือเก่าอาจทำให้ตรวจจับภัยคุกคามไม่ทัน ⛔ การไม่อัปเกรดระบบอาจนำไปสู่ความเสียหายทางธุรกิจมหาศาล https://hackread.com/ai-powered-cyber-defense-modern-businesses/
    HACKREAD.COM
    Why AI-Powered Cyber Defense Is No Longer Optional for Modern Businesses
    Follow us on Bluesky, Twitter (X), Mastodon and Facebook at @Hackread
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 21 มุมมอง 0 รีวิว
  • เส้นทางสู่การเป็น CISO ของ Jamie Norton: จากเด็กชอบคอมพิวเตอร์สู่ผู้นำความมั่นคงไซเบอร์ของออสเตรเลีย

    Jamie Norton เริ่มต้นเส้นทางด้านเทคโนโลยีตั้งแต่วัยเด็ก เมื่อพ่อแม่ซื้อคอมพิวเตอร์ให้เขาได้ลองเล่นและแกะเครื่องเอง ความสนใจนี้พาเขาไปเรียนด้าน IT และบัญชีในมหาวิทยาลัย ก่อนเข้าสู่ยุคบูมของอินเทอร์เน็ตที่เปิดโอกาสให้เขาได้ทำงานด้านข่าวกรองในกระทรวงกลาโหมออสเตรเลีย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาเริ่มมองโลกผ่านมุมมองของ “ความเสี่ยงและการปกป้องระบบ”

    หลังจากนั้น Norton ก้าวเข้าสู่สายงานไซเบอร์อย่างเต็มตัวในช่วงปี 2000 ผ่านบทบาทหลากหลาย ทั้งฝั่ง vendor, startup, digital trust, identity, และงานขาย ก่อนกลับมาสู่ตำแหน่งผู้นำด้านความปลอดภัยไซเบอร์ในองค์กรใหญ่ เช่น WHO, NEC Australia และสำนักงานสรรพากรออสเตรเลีย ปัจจุบันเขาดำรงตำแหน่ง CISO ของ ASIC และเป็น รองประธานบอร์ด ISACA ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทระดับนานาชาติของเขาในวงการนี้

    Norton มองว่าความท้าทายใหญ่ที่สุดของ CISO คือการจัดการ “ระบบเก่า” ในหน่วยงานรัฐ การสร้างวินัยด้านความปลอดภัยพื้นฐาน และการรับมือกับเทคโนโลยีใหม่อย่าง AI ที่กำลังเปลี่ยนเกมอย่างรวดเร็ว เขายังเน้นว่าบทบาทของ CISO กำลังขยับจากงานเทคนิคไปสู่การเป็นผู้นำระดับองค์กรที่ต้องสื่อสารกับผู้บริหารและบอร์ดอย่างมีประสิทธิภาพ

    ในด้านการสร้างทีม Norton เชื่อว่าการให้คำปรึกษา การลดขั้นตอนที่เป็นอุปสรรค และการสร้างวัฒนธรรมที่ดีคือหัวใจสำคัญ โดยเฉพาะในภาครัฐที่อาจไม่สามารถแข่งขันด้านเงินเดือนกับเอกชนได้ เขายังย้ำว่าความยืดหยุ่นและการเรียนรู้จากความผิดพลาดเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้นำด้านความปลอดภัยไซเบอร์ยุคใหม่

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ไฮไลต์จากบทสัมภาษณ์
    Norton เริ่มสนใจคอมพิวเตอร์ตั้งแต่วัยเด็ก และเข้าสู่สายไซเบอร์ผ่านงานข่าวกรองในกระทรวงกลาโหม
    มีประสบการณ์ทั้งภาครัฐ เอกชน และองค์กรระดับโลก เช่น WHO และ ATO
    ปัจจุบันเป็น CISO ของ ASIC และรองประธานบอร์ด ISACA
    มองว่า AI จะเปลี่ยนบทบาทของ CISO อย่างมากใน 5–10 ปีข้างหน้า

    ความท้าทายที่ CISO ต้องเผชิญ
    ระบบเก่าในหน่วยงานรัฐที่ยากต่อการอัปเกรดและเสี่ยงต่อภัยไซเบอร์
    การสร้างวินัยด้าน “พื้นฐานความปลอดภัย” ซึ่งมักยากกว่าที่คิด
    การสื่อสารกับผู้บริหารและบอร์ดเพื่อให้เข้าใจความเสี่ยงจริงจัง
    ปัญหา burnout ของคนทำงานไซเบอร์ที่ต้องรับแรงกดดันสูง

    https://www.csoonline.com/article/4098274/jamie-nortons-early-interest-in-computers-took-him-on-a-journey-securing-key-australian-government-organizations.html
    🛡️ เส้นทางสู่การเป็น CISO ของ Jamie Norton: จากเด็กชอบคอมพิวเตอร์สู่ผู้นำความมั่นคงไซเบอร์ของออสเตรเลีย Jamie Norton เริ่มต้นเส้นทางด้านเทคโนโลยีตั้งแต่วัยเด็ก เมื่อพ่อแม่ซื้อคอมพิวเตอร์ให้เขาได้ลองเล่นและแกะเครื่องเอง ความสนใจนี้พาเขาไปเรียนด้าน IT และบัญชีในมหาวิทยาลัย ก่อนเข้าสู่ยุคบูมของอินเทอร์เน็ตที่เปิดโอกาสให้เขาได้ทำงานด้านข่าวกรองในกระทรวงกลาโหมออสเตรเลีย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาเริ่มมองโลกผ่านมุมมองของ “ความเสี่ยงและการปกป้องระบบ” หลังจากนั้น Norton ก้าวเข้าสู่สายงานไซเบอร์อย่างเต็มตัวในช่วงปี 2000 ผ่านบทบาทหลากหลาย ทั้งฝั่ง vendor, startup, digital trust, identity, และงานขาย ก่อนกลับมาสู่ตำแหน่งผู้นำด้านความปลอดภัยไซเบอร์ในองค์กรใหญ่ เช่น WHO, NEC Australia และสำนักงานสรรพากรออสเตรเลีย ปัจจุบันเขาดำรงตำแหน่ง CISO ของ ASIC และเป็น รองประธานบอร์ด ISACA ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทระดับนานาชาติของเขาในวงการนี้ Norton มองว่าความท้าทายใหญ่ที่สุดของ CISO คือการจัดการ “ระบบเก่า” ในหน่วยงานรัฐ การสร้างวินัยด้านความปลอดภัยพื้นฐาน และการรับมือกับเทคโนโลยีใหม่อย่าง AI ที่กำลังเปลี่ยนเกมอย่างรวดเร็ว เขายังเน้นว่าบทบาทของ CISO กำลังขยับจากงานเทคนิคไปสู่การเป็นผู้นำระดับองค์กรที่ต้องสื่อสารกับผู้บริหารและบอร์ดอย่างมีประสิทธิภาพ ในด้านการสร้างทีม Norton เชื่อว่าการให้คำปรึกษา การลดขั้นตอนที่เป็นอุปสรรค และการสร้างวัฒนธรรมที่ดีคือหัวใจสำคัญ โดยเฉพาะในภาครัฐที่อาจไม่สามารถแข่งขันด้านเงินเดือนกับเอกชนได้ เขายังย้ำว่าความยืดหยุ่นและการเรียนรู้จากความผิดพลาดเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้นำด้านความปลอดภัยไซเบอร์ยุคใหม่ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ไฮไลต์จากบทสัมภาษณ์ ➡️ Norton เริ่มสนใจคอมพิวเตอร์ตั้งแต่วัยเด็ก และเข้าสู่สายไซเบอร์ผ่านงานข่าวกรองในกระทรวงกลาโหม ➡️ มีประสบการณ์ทั้งภาครัฐ เอกชน และองค์กรระดับโลก เช่น WHO และ ATO ➡️ ปัจจุบันเป็น CISO ของ ASIC และรองประธานบอร์ด ISACA ➡️ มองว่า AI จะเปลี่ยนบทบาทของ CISO อย่างมากใน 5–10 ปีข้างหน้า ‼️ ความท้าทายที่ CISO ต้องเผชิญ ⛔ ระบบเก่าในหน่วยงานรัฐที่ยากต่อการอัปเกรดและเสี่ยงต่อภัยไซเบอร์ ⛔ การสร้างวินัยด้าน “พื้นฐานความปลอดภัย” ซึ่งมักยากกว่าที่คิด ⛔ การสื่อสารกับผู้บริหารและบอร์ดเพื่อให้เข้าใจความเสี่ยงจริงจัง ⛔ ปัญหา burnout ของคนทำงานไซเบอร์ที่ต้องรับแรงกดดันสูง https://www.csoonline.com/article/4098274/jamie-nortons-early-interest-in-computers-took-him-on-a-journey-securing-key-australian-government-organizations.html
    WWW.CSOONLINE.COM
    Jamie Norton’s journey to CISO started with an early interest in computers
    Norton, who has held CISO roles in both the private and public sector, including the Australian Taxation Office, discusses the challenges of securing key government organizations and how he sees security leadership evolving today.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 32 มุมมอง 0 รีวิว
  • FENGSHUI DAILY
    อัพเดตทุกวัน ที่นี่ที่เดียว
    สีเสริมดวง เสริมความเฮง
    ทิศมงคล เวลามงคล
    อย่าลืมดูกัน เมื่อเริ่มวันใหม่
    วันอาทิตย์ที่ 11 เดือนมกราคม พ.ศ.2569
    ___________________________________
    FengshuiBizDesigner
    ฮวงจุ้ย...ออกแบบได้
    FENGSHUI DAILY อัพเดตทุกวัน ที่นี่ที่เดียว สีเสริมดวง เสริมความเฮง ทิศมงคล เวลามงคล อย่าลืมดูกัน เมื่อเริ่มวันใหม่ วันอาทิตย์ที่ 11 เดือนมกราคม พ.ศ.2569 ___________________________________ FengshuiBizDesigner ฮวงจุ้ย...ออกแบบได้
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 17 มุมมอง 0 รีวิว