• ขุมทรัพย์ในกองขยะถ่านหิน

    งานวิจัยใหม่เผยว่า “เถ้าถ่านจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน” ในสหรัฐฯ อาจซ่อนแร่ธาตุหายาก (Rare Earth Elements – REEs) มูลค่ากว่า 97 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งสามารถนำมาใช้ในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีขั้นสูงได้

    นักธรณีวิทยาจากมหาวิทยาลัยเท็กซัสพบว่า เถ้าถ่านที่เหลือจากการเผาถ่านหิน มีการสะสมของแร่ธาตุหายากมากกว่าถ่านหินดิบถึง 4–10 เท่า เนื่องจากเมื่อเผาไหม้ ส่วนประกอบที่เป็นคาร์บอนและกำมะถันหายไป เหลือเพียงแร่ธาตุที่ไม่เผาไหม้ เช่น ควอตซ์และ REEs ทำให้ความเข้มข้นของแร่ธาตุสูงขึ้นโดยธรรมชาติ

    มูลค่ามหาศาลและศักยภาพการใช้
    การประเมินล่าสุดระบุว่า มูลค่ารวมของ REEs ในเถ้าถ่านสหรัฐฯ อาจสูงถึง 165 พันล้านดอลลาร์ โดยมีส่วนที่สามารถสกัดได้จริงราว 97 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งมากกว่าปริมาณสำรองที่มีอยู่ในประเทศถึง 8 เท่า หากสามารถพัฒนาเทคโนโลยีสกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าจากจีนที่ปัจจุบันครองตลาดกว่า 70%

    ผลพลอยได้ด้านสิ่งแวดล้อม
    การนำเถ้าถ่านมาใช้สกัดแร่ธาตุหายากยังช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม เพราะกองเถ้าถ่านจำนวนมหาศาลที่ถูกทิ้งไว้ตั้งแต่ทศวรรษ 1950 มักก่อให้เกิดมลพิษต่อดินและน้ำ หากสามารถนำมาใช้ใหม่ได้ จะช่วยลดความเสี่ยงและค่าใช้จ่ายในการจัดการกากอุตสาหกรรม

    ทางเลือกอื่น ๆ ที่นักวิทยาศาสตร์กำลังศึกษา
    นอกจากเถ้าถ่านแล้ว ยังมีการค้นพบแหล่ง REEs จาก ภูเขาไฟที่ดับแล้ว และแม้กระทั่ง พืชบางชนิดที่สามารถสะสมแร่ธาตุหายากในเนื้อเยื่อ ซึ่งอาจนำไปสู่การทำ “phytomining” หรือการทำเหมืองด้วยพืชในอนาคต

    สรุปสาระสำคัญ
    เถ้าถ่านจากโรงไฟฟ้าถ่านหินมีแร่ธาตุหายากเข้มข้น
    ความเข้มข้นสูงกว่าในถ่านหินดิบ 4–10 เท่า
    เกิดจากการเผาไหม้ที่เหลือแร่ธาตุไม่เผาไหม้

    มูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล
    รวมมูลค่า REEs ในเถ้าถ่านราว 165 พันล้านดอลลาร์
    ส่วนที่สกัดได้จริงประมาณ 97 พันล้านดอลลาร์

    ผลดีต่อสิ่งแวดล้อม
    ลดปัญหากองขยะเถ้าถ่านที่ก่อมลพิษ
    ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการจัดการกากอุตสาหกรรม

    ทางเลือกใหม่ในการหา REEs
    ภูเขาไฟที่ดับแล้วอาจเป็นแหล่งใหม่
    พืชบางชนิดสามารถสะสมแร่ธาตุหายากได้

    ความท้าทายและข้อจำกัด
    เทคโนโลยีสกัดยังอยู่ระหว่างการพัฒนา
    ต้องใช้เวลาและการลงทุนสูงก่อนนำไปใช้จริง

    https://www.sciencealert.com/almost-100-billion-worth-of-rare-earth-elements-may-be-buried-in-the-us
    💎 ขุมทรัพย์ในกองขยะถ่านหิน งานวิจัยใหม่เผยว่า “เถ้าถ่านจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน” ในสหรัฐฯ อาจซ่อนแร่ธาตุหายาก (Rare Earth Elements – REEs) มูลค่ากว่า 97 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งสามารถนำมาใช้ในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีขั้นสูงได้ นักธรณีวิทยาจากมหาวิทยาลัยเท็กซัสพบว่า เถ้าถ่านที่เหลือจากการเผาถ่านหิน มีการสะสมของแร่ธาตุหายากมากกว่าถ่านหินดิบถึง 4–10 เท่า เนื่องจากเมื่อเผาไหม้ ส่วนประกอบที่เป็นคาร์บอนและกำมะถันหายไป เหลือเพียงแร่ธาตุที่ไม่เผาไหม้ เช่น ควอตซ์และ REEs ทำให้ความเข้มข้นของแร่ธาตุสูงขึ้นโดยธรรมชาติ ⚙️ มูลค่ามหาศาลและศักยภาพการใช้ การประเมินล่าสุดระบุว่า มูลค่ารวมของ REEs ในเถ้าถ่านสหรัฐฯ อาจสูงถึง 165 พันล้านดอลลาร์ โดยมีส่วนที่สามารถสกัดได้จริงราว 97 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งมากกว่าปริมาณสำรองที่มีอยู่ในประเทศถึง 8 เท่า หากสามารถพัฒนาเทคโนโลยีสกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าจากจีนที่ปัจจุบันครองตลาดกว่า 70% 🌱 ผลพลอยได้ด้านสิ่งแวดล้อม การนำเถ้าถ่านมาใช้สกัดแร่ธาตุหายากยังช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม เพราะกองเถ้าถ่านจำนวนมหาศาลที่ถูกทิ้งไว้ตั้งแต่ทศวรรษ 1950 มักก่อให้เกิดมลพิษต่อดินและน้ำ หากสามารถนำมาใช้ใหม่ได้ จะช่วยลดความเสี่ยงและค่าใช้จ่ายในการจัดการกากอุตสาหกรรม 🔮 ทางเลือกอื่น ๆ ที่นักวิทยาศาสตร์กำลังศึกษา นอกจากเถ้าถ่านแล้ว ยังมีการค้นพบแหล่ง REEs จาก ภูเขาไฟที่ดับแล้ว และแม้กระทั่ง พืชบางชนิดที่สามารถสะสมแร่ธาตุหายากในเนื้อเยื่อ ซึ่งอาจนำไปสู่การทำ “phytomining” หรือการทำเหมืองด้วยพืชในอนาคต 📌 สรุปสาระสำคัญ ✅ เถ้าถ่านจากโรงไฟฟ้าถ่านหินมีแร่ธาตุหายากเข้มข้น ➡️ ความเข้มข้นสูงกว่าในถ่านหินดิบ 4–10 เท่า ➡️ เกิดจากการเผาไหม้ที่เหลือแร่ธาตุไม่เผาไหม้ ✅ มูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล ➡️ รวมมูลค่า REEs ในเถ้าถ่านราว 165 พันล้านดอลลาร์ ➡️ ส่วนที่สกัดได้จริงประมาณ 97 พันล้านดอลลาร์ ✅ ผลดีต่อสิ่งแวดล้อม ➡️ ลดปัญหากองขยะเถ้าถ่านที่ก่อมลพิษ ➡️ ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการจัดการกากอุตสาหกรรม ✅ ทางเลือกใหม่ในการหา REEs ➡️ ภูเขาไฟที่ดับแล้วอาจเป็นแหล่งใหม่ ➡️ พืชบางชนิดสามารถสะสมแร่ธาตุหายากได้ ‼️ ความท้าทายและข้อจำกัด ⛔ เทคโนโลยีสกัดยังอยู่ระหว่างการพัฒนา ⛔ ต้องใช้เวลาและการลงทุนสูงก่อนนำไปใช้จริง https://www.sciencealert.com/almost-100-billion-worth-of-rare-earth-elements-may-be-buried-in-the-us
    WWW.SCIENCEALERT.COM
    Almost $100 Billion Worth of Rare Earth Elements May Be Buried in The US
    The waste left over from spent fossil fuel may contain a treasure trove of rare-earth elements worth billions of dollars.
    0 Comments 0 Shares 25 Views 0 Reviews
  • โปรตีน Sox9 สามารถกระตุ้นเซลล์สมองที่เสื่อมในหนูให้กลับมาทำงานได้อีกครั้ง

    งานวิจัยใหม่พบว่าโปรตีน Sox9 สามารถกระตุ้นเซลล์สมองที่เสื่อมในหนูให้กลับมาทำงานได้อีกครั้ง โดยช่วยกำจัดคราบโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับโรคอัลไซเมอร์ และอาจเป็นแนวทางใหม่ในการรักษาโรคสมองเสื่อมในอนาคต

    นักวิจัยจาก Baylor College of Medicine ทดลองเพิ่มระดับโปรตีน Sox9 ในหนูที่มีภาวะคล้ายโรคอัลไซเมอร์ พบว่าเซลล์สมองชนิด astrocytes ซึ่งทำหน้าที่ดูแลและกำจัดของเสียในสมอง กลับมาทำงานได้ดีขึ้น สามารถ “ดูดซับ” คราบโปรตีน amyloid-beta ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลให้การทำงานด้านความจำและพฤติกรรมของหนูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

    กลไกการทำงานของ Sox9
    ผลการทดลองชี้ว่า Sox9 กระตุ้นการแสดงออกของตัวรับ MEGF10 บนผิวเซลล์ astrocytes ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการกำจัดคราบโปรตีนที่เป็นสาเหตุของการเสื่อมสภาพของสมอง การทดลองในหนูที่ถูกตัดยีน Sox9 ออกกลับพบว่า astrocytes ทำงานแย่ลง ความจำเสื่อม และคราบโปรตีนสะสมมากขึ้น แสดงให้เห็นว่า Sox9 เป็นกุญแจสำคัญต่อสุขภาพสมอง

    ความซับซ้อนของโรคอัลไซเมอร์
    แม้การกำจัดคราบ amyloid-beta จะเป็นเป้าหมายหลักของการรักษาโรคอัลไซเมอร์ แต่งานวิจัยก่อนหน้านี้พบว่าการรักษาแบบนี้ไม่ได้ผลเสมอไป เนื่องจากโรคมีหลายปัจจัยร่วม เช่น การอักเสบในสมอง และการเสื่อมของเซลล์ประสาท การค้นพบ Sox9 จึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่เน้นการเสริมพลังให้กับ เซลล์ดูแลสมอง มากกว่าการรักษาเฉพาะเซลล์ประสาท

    ความหวังและข้อจำกัด
    แม้งานวิจัยนี้ยังอยู่ในระดับการทดลองกับหนู แต่ผลลัพธ์ที่ได้ถือว่าน่าตื่นเต้น เพราะแสดงให้เห็นว่า การฟื้นฟูสมองที่เสื่อมแล้ว อาจเป็นไปได้ในอนาคต อย่างไรก็ตาม นักวิจัยเตือนว่าจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในมนุษย์ เพื่อยืนยันความปลอดภัยและประสิทธิภาพก่อนนำไปใช้จริง

    สรุปสาระสำคัญ
    โปรตีน Sox9 ช่วยฟื้นฟูสมองเสื่อมในหนู
    กระตุ้น astrocytes ให้กำจัดคราบ amyloid-beta ได้ดีขึ้น
    หนูที่ได้รับ Sox9 มีความจำและพฤติกรรมดีขึ้น

    กลไก Sox9 ผ่านตัวรับ MEGF10
    เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์ดูแลสมอง
    การตัด Sox9 ออกทำให้สมองเสื่อมเร็วขึ้น

    แนวทางใหม่ในการรักษาโรคอัลไซเมอร์
    เน้นเสริมพลังเซลล์ดูแลสมองมากกว่าการรักษาเซลล์ประสาท
    อาจช่วยแก้ปัญหาที่การรักษาแบบเดิมไม่สำเร็จ

    ข้อจำกัดและความเสี่ยง
    งานวิจัยยังอยู่ในระดับทดลองกับสัตว์
    ต้องมีการทดสอบในมนุษย์เพื่อยืนยันความปลอดภัย

    https://www.sciencealert.com/boosting-one-protein-reawakens-aging-brain-cells-in-mice-study-shows
    🧠 โปรตีน Sox9 สามารถกระตุ้นเซลล์สมองที่เสื่อมในหนูให้กลับมาทำงานได้อีกครั้ง งานวิจัยใหม่พบว่าโปรตีน Sox9 สามารถกระตุ้นเซลล์สมองที่เสื่อมในหนูให้กลับมาทำงานได้อีกครั้ง โดยช่วยกำจัดคราบโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับโรคอัลไซเมอร์ และอาจเป็นแนวทางใหม่ในการรักษาโรคสมองเสื่อมในอนาคต นักวิจัยจาก Baylor College of Medicine ทดลองเพิ่มระดับโปรตีน Sox9 ในหนูที่มีภาวะคล้ายโรคอัลไซเมอร์ พบว่าเซลล์สมองชนิด astrocytes ซึ่งทำหน้าที่ดูแลและกำจัดของเสียในสมอง กลับมาทำงานได้ดีขึ้น สามารถ “ดูดซับ” คราบโปรตีน amyloid-beta ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลให้การทำงานด้านความจำและพฤติกรรมของหนูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด 🔬 กลไกการทำงานของ Sox9 ผลการทดลองชี้ว่า Sox9 กระตุ้นการแสดงออกของตัวรับ MEGF10 บนผิวเซลล์ astrocytes ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการกำจัดคราบโปรตีนที่เป็นสาเหตุของการเสื่อมสภาพของสมอง การทดลองในหนูที่ถูกตัดยีน Sox9 ออกกลับพบว่า astrocytes ทำงานแย่ลง ความจำเสื่อม และคราบโปรตีนสะสมมากขึ้น แสดงให้เห็นว่า Sox9 เป็นกุญแจสำคัญต่อสุขภาพสมอง 🧩 ความซับซ้อนของโรคอัลไซเมอร์ แม้การกำจัดคราบ amyloid-beta จะเป็นเป้าหมายหลักของการรักษาโรคอัลไซเมอร์ แต่งานวิจัยก่อนหน้านี้พบว่าการรักษาแบบนี้ไม่ได้ผลเสมอไป เนื่องจากโรคมีหลายปัจจัยร่วม เช่น การอักเสบในสมอง และการเสื่อมของเซลล์ประสาท การค้นพบ Sox9 จึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่เน้นการเสริมพลังให้กับ เซลล์ดูแลสมอง มากกว่าการรักษาเฉพาะเซลล์ประสาท 🌍 ความหวังและข้อจำกัด แม้งานวิจัยนี้ยังอยู่ในระดับการทดลองกับหนู แต่ผลลัพธ์ที่ได้ถือว่าน่าตื่นเต้น เพราะแสดงให้เห็นว่า การฟื้นฟูสมองที่เสื่อมแล้ว อาจเป็นไปได้ในอนาคต อย่างไรก็ตาม นักวิจัยเตือนว่าจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในมนุษย์ เพื่อยืนยันความปลอดภัยและประสิทธิภาพก่อนนำไปใช้จริง 📌 สรุปสาระสำคัญ ✅ โปรตีน Sox9 ช่วยฟื้นฟูสมองเสื่อมในหนู ➡️ กระตุ้น astrocytes ให้กำจัดคราบ amyloid-beta ได้ดีขึ้น ➡️ หนูที่ได้รับ Sox9 มีความจำและพฤติกรรมดีขึ้น ✅ กลไก Sox9 ผ่านตัวรับ MEGF10 ➡️ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์ดูแลสมอง ➡️ การตัด Sox9 ออกทำให้สมองเสื่อมเร็วขึ้น ✅ แนวทางใหม่ในการรักษาโรคอัลไซเมอร์ ➡️ เน้นเสริมพลังเซลล์ดูแลสมองมากกว่าการรักษาเซลล์ประสาท ➡️ อาจช่วยแก้ปัญหาที่การรักษาแบบเดิมไม่สำเร็จ ‼️ ข้อจำกัดและความเสี่ยง ⛔ งานวิจัยยังอยู่ในระดับทดลองกับสัตว์ ⛔ ต้องมีการทดสอบในมนุษย์เพื่อยืนยันความปลอดภัย https://www.sciencealert.com/boosting-one-protein-reawakens-aging-brain-cells-in-mice-study-shows
    WWW.SCIENCEALERT.COM
    Boosting One Protein Reawakens Aging Brain Cells in Mice, Study Shows
    A discovery by researchers from the Baylor College of Medicine in the US could lead to treatments that clear the troublesome aggregations of protein thought to play a key role in Alzheimer's disease.
    0 Comments 0 Shares 28 Views 0 Reviews
  • ความถี่ในการขับถ่ายบอกสุขภาพได้จริง

    การศึกษาจากสถาบัน ISB พบว่า คนที่ขับถ่ายวันละ 1–2 ครั้งอยู่ใน “Goldilocks Zone” ซึ่งเป็นช่วงที่เหมาะสมที่สุดต่อสุขภาพลำไส้และร่างกายโดยรวม ผู้ที่ถ่ายน้อยเกินไป (ท้องผูก) หรือบ่อยเกินไป (ท้องเสีย) มักมีความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรัง เช่น โรคไตและโรคตับ เนื่องจากจุลินทรีย์ในลำไส้เปลี่ยนไปและสร้างสารพิษเข้าสู่กระแสเลือด

    พลังของไฟเบอร์และจุลินทรีย์ดี
    ข้อมูลเสริมจากงานวิจัยล่าสุดชี้ว่า ไฟเบอร์จากพืช เป็นตัวช่วยสำคัญในการรักษาสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ โดยไฟเบอร์ชนิดหมักได้ (เช่น อินูลิน, เพกติน) จะถูกแบคทีเรียย่อยจนเกิดกรดไขมันสายสั้น (SCFAs) ซึ่งช่วยลดการอักเสบ เสริมภูมิคุ้มกัน และป้องกันโรคหัวใจ เบาหวาน รวมถึงมะเร็งบางชนิด การรับประทานผัก ผลไม้ ธัญพืชเต็มเมล็ด และถั่ว จึงเป็นวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยให้ระบบขับถ่ายสมดุล

    การออกกำลังกายกับสุขภาพลำไส้
    งานวิจัยจากเยอรมนีในปี 2025 พบว่า การออกกำลังกายแบบต้านแรง (Resistance Training) เพียง 8 สัปดาห์ สามารถเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบจุลินทรีย์ในลำไส้ได้อย่างชัดเจน ผู้ที่แข็งแรงขึ้นมีจุลินทรีย์ที่ดีต่อสุขภาพเพิ่มขึ้น และหลายคนขยับจากกลุ่มท้องผูกหรือท้องเสียเข้าสู่ช่วง “Goldilocks Zone”

    น้ำและการใช้ชีวิตประจำวัน
    นอกจากอาหารและการออกกำลังกายแล้ว การดื่มน้ำให้เพียงพอ และการพักผ่อนอย่างเหมาะสมก็มีผลต่อระบบขับถ่ายเช่นกัน คนที่มีพฤติกรรมสุขภาพดี เช่น ดื่มน้ำมากพอ รับประทานอาหารจากพืช และออกกำลังกายสม่ำเสมอ มักมีจุลินทรีย์ที่หมักไฟเบอร์ได้ดี ส่งผลให้สุขภาพลำไส้แข็งแรงและลดความเสี่ยงโรคเรื้อรัง

    สรุปสาระสำคัญ
    ความถี่ในการขับถ่ายสัมพันธ์กับสุขภาพ
    วันละ 1–2 ครั้งคือช่วง “Goldilocks Zone” ที่เหมาะสม
    ถ่ายน้อยหรือบ่อยเกินไปเชื่อมโยงกับโรคเรื้อรัง

    ไฟเบอร์ช่วยเสริมจุลินทรีย์ดีในลำไส้
    ไฟเบอร์หมักได้สร้าง SCFAs ลดการอักเสบและเสริมภูมิคุ้มกัน
    อาหารจากพืช เช่น ผัก ผลไม้ ถั่ว และธัญพืชเต็มเมล็ด เป็นแหล่งสำคัญ

    การออกกำลังกายมีผลต่อจุลินทรีย์
    Resistance Training 8 สัปดาห์ช่วยปรับสมดุลลำไส้
    ผู้ที่แข็งแรงขึ้นมีโอกาสเข้าสู่ช่วงสุขภาพดี

    น้ำและการใช้ชีวิตประจำวัน
    ดื่มน้ำมากพอช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานดี
    พฤติกรรมสุขภาพดีส่งผลต่อสมดุลจุลินทรีย์

    ความเสี่ยงจากการขับถ่ายผิดปกติ
    ท้องผูกอาจทำให้เกิดสารพิษที่ทำลายไต
    ท้องเสียสัมพันธ์กับการทำงานของตับผิดปกติ

    https://www.sciencealert.com/your-poop-schedule-says-a-lot-about-your-overall-health-study-shows
    🧻 ความถี่ในการขับถ่ายบอกสุขภาพได้จริง การศึกษาจากสถาบัน ISB พบว่า คนที่ขับถ่ายวันละ 1–2 ครั้งอยู่ใน “Goldilocks Zone” ซึ่งเป็นช่วงที่เหมาะสมที่สุดต่อสุขภาพลำไส้และร่างกายโดยรวม ผู้ที่ถ่ายน้อยเกินไป (ท้องผูก) หรือบ่อยเกินไป (ท้องเสีย) มักมีความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรัง เช่น โรคไตและโรคตับ เนื่องจากจุลินทรีย์ในลำไส้เปลี่ยนไปและสร้างสารพิษเข้าสู่กระแสเลือด 🥦 พลังของไฟเบอร์และจุลินทรีย์ดี ข้อมูลเสริมจากงานวิจัยล่าสุดชี้ว่า ไฟเบอร์จากพืช เป็นตัวช่วยสำคัญในการรักษาสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ โดยไฟเบอร์ชนิดหมักได้ (เช่น อินูลิน, เพกติน) จะถูกแบคทีเรียย่อยจนเกิดกรดไขมันสายสั้น (SCFAs) ซึ่งช่วยลดการอักเสบ เสริมภูมิคุ้มกัน และป้องกันโรคหัวใจ เบาหวาน รวมถึงมะเร็งบางชนิด การรับประทานผัก ผลไม้ ธัญพืชเต็มเมล็ด และถั่ว จึงเป็นวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยให้ระบบขับถ่ายสมดุล 🏋️‍♂️ การออกกำลังกายกับสุขภาพลำไส้ งานวิจัยจากเยอรมนีในปี 2025 พบว่า การออกกำลังกายแบบต้านแรง (Resistance Training) เพียง 8 สัปดาห์ สามารถเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบจุลินทรีย์ในลำไส้ได้อย่างชัดเจน ผู้ที่แข็งแรงขึ้นมีจุลินทรีย์ที่ดีต่อสุขภาพเพิ่มขึ้น และหลายคนขยับจากกลุ่มท้องผูกหรือท้องเสียเข้าสู่ช่วง “Goldilocks Zone” 💧 น้ำและการใช้ชีวิตประจำวัน นอกจากอาหารและการออกกำลังกายแล้ว การดื่มน้ำให้เพียงพอ และการพักผ่อนอย่างเหมาะสมก็มีผลต่อระบบขับถ่ายเช่นกัน คนที่มีพฤติกรรมสุขภาพดี เช่น ดื่มน้ำมากพอ รับประทานอาหารจากพืช และออกกำลังกายสม่ำเสมอ มักมีจุลินทรีย์ที่หมักไฟเบอร์ได้ดี ส่งผลให้สุขภาพลำไส้แข็งแรงและลดความเสี่ยงโรคเรื้อรัง 📌 สรุปสาระสำคัญ ✅ ความถี่ในการขับถ่ายสัมพันธ์กับสุขภาพ ➡️ วันละ 1–2 ครั้งคือช่วง “Goldilocks Zone” ที่เหมาะสม ➡️ ถ่ายน้อยหรือบ่อยเกินไปเชื่อมโยงกับโรคเรื้อรัง ✅ ไฟเบอร์ช่วยเสริมจุลินทรีย์ดีในลำไส้ ➡️ ไฟเบอร์หมักได้สร้าง SCFAs ลดการอักเสบและเสริมภูมิคุ้มกัน ➡️ อาหารจากพืช เช่น ผัก ผลไม้ ถั่ว และธัญพืชเต็มเมล็ด เป็นแหล่งสำคัญ ✅ การออกกำลังกายมีผลต่อจุลินทรีย์ ➡️ Resistance Training 8 สัปดาห์ช่วยปรับสมดุลลำไส้ ➡️ ผู้ที่แข็งแรงขึ้นมีโอกาสเข้าสู่ช่วงสุขภาพดี ✅ น้ำและการใช้ชีวิตประจำวัน ➡️ ดื่มน้ำมากพอช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานดี ➡️ พฤติกรรมสุขภาพดีส่งผลต่อสมดุลจุลินทรีย์ ‼️ ความเสี่ยงจากการขับถ่ายผิดปกติ ⛔ ท้องผูกอาจทำให้เกิดสารพิษที่ทำลายไต ⛔ ท้องเสียสัมพันธ์กับการทำงานของตับผิดปกติ https://www.sciencealert.com/your-poop-schedule-says-a-lot-about-your-overall-health-study-shows
    WWW.SCIENCEALERT.COM
    Your Poop Schedule Says a Lot About Your Overall Health, Study Shows
    "How often do you poop?" might sound like a very personal question, but your answer could reveal quite a lot about your overall health.
    0 Comments 0 Shares 18 Views 0 Reviews
  • สร้าง RAG แบบ Local ได้จริง: ประสบการณ์จาก Skald

    ทีมพัฒนา Skald ได้ทดลองสร้างระบบ RAG (Retrieval-Augmented Generation) แบบ self-hosted ที่ไม่ต้องส่งข้อมูลไปยังบริการของบุคคลที่สาม โดยใช้เทคโนโลยี open-source ทั้งหมด เพื่อตอบโจทย์องค์กรที่ต้องการความเป็นส่วนตัวของข้อมูลแต่ยังต้องการใช้ประโยชน์จาก AI สมัยใหม่

    การทดสอบใช้เนื้อหาจากเว็บไซต์ PostHog ประมาณ 2,000 เอกสาร โดยเปรียบเทียบประสิทธิภาพระหว่าง 3 รูปแบบ: Cloud APIs (Voyage + Claude), Hybrid (Voyage + GPT-OSS 20B), และ Fully Local (Sentence Transformers + GPT-OSS 20B) ผลลัพธ์แสดงให้เห็นว่าระบบ local สามารถทำงานได้จริงและให้ผลลัพธ์ที่ดีในหลายกรณี

    สิ่งที่น่าสนใจคือการ deploy ระบบทั้งหมดใช้เวลาเพียง 8 นาที รวมถึง vector database, reranking, embedding service และ document parser โดยใช้ Postgres + pgvector, Sentence Transformers, และ Docling ตามลำดับ ทำให้เห็นว่าการสร้าง RAG แบบ local ไม่ได้ยากอย่างที่คิด

    ผลการทดสอบพบว่า Cloud setup ได้คะแนน 9.45/10, Hybrid setup ได้ 9.18/10, ส่วน Local setup แบบพื้นฐานได้ 7.10/10 และเมื่อใช้โมเดล multi-lingual ที่ดีกว่าสามารถยกระดับเป็น 8.63/10 ได้ โดยจุดอ่อนหลักคือการตอบคำถามที่ต้องรวบรวมข้อมูลจากหลายเอกสาร แต่สำหรับคำถามแบบ point query ระบบ local ทำงานได้ดีมาก

    สรุปสาระสำคัญ
    องค์ประกอบของ RAG และทางเลือก Open-Source
    Vector Database: Postgres + pgvector (แทน Pinecone, Weaviate)
    Embeddings: Sentence Transformers all-MiniLM-L6-v2 (แทน OpenAI, Voyage)
    LLM: GPT-OSS 20B ผ่าน llama.cpp (แทน GPT-4, Claude)
    Reranker: Sentence Transformers cross-encoder (แทน Cohere, Voyage)
    Document Parser: Docling ผ่าน docling-serve

    ผลการทดสอบประสิทธิภาพ
    Voyage + Claude (Cloud): คะแนนเฉลี่ย 9.45/10 - ผ่านทุกคำถาม
    Voyage + GPT-OSS 20B (Hybrid): คะแนนเฉลี่ย 9.18/10 - ผลลัพธ์ดีมาก
    Local + โมเดลพื้นฐาน: คะแนนเฉลี่ย 7.10/10 - ดีสำหรับ point queries
    Local + โมเดล multi-lingual: คะแนนเฉลี่ย 8.63/10 - ปรับปรุงได้มาก

    ข้อดีของ Local Setup
    Deploy ได้ภายใน 8 นาที รวมทุก component
    ไม่ต้องส่งข้อมูลออกนอกองค์กร - เหมาะกับข้อมูลที่ sensitive
    ใช้เทคโนโลยี open-source ทั้งหมด (MIT-licensed)
    รองรับการทำงานใน air-gapped infrastructure

    จุดแข็งของโมเดล Local
    ตอบคำถามแบบ point query (หาคำตอบจากที่เดียว) ได้ดีมาก
    โมเดลพื้นฐานทำงานเร็วและเหมาะกับภาษาอังกฤษ
    โมเดล multi-lingual (bge-m3) รองรับหลายภาษารวมถึงไทย
    แนวโน้มจะดีขึ้นเรื่อยๆ เมื่อโมเดล open-source พัฒนา

    ข้อจำกัดที่ควรระวัง
    โมเดลพื้นฐานมีปัญหากับคำถามที่คลุมเครือ (ambiguous questions)
    ยังไม่เก่งในการรวบรวมข้อมูลจากหลายเอกสาร (multi-document context)
    โมเดลพื้นฐานรองรับเฉพาะภาษาอังกฤษ - ต้องใช้โมเดล multi-lingual สำหรับภาษาอื่น
    pgvector อาจไม่เหมาะกับ dataset ขนาดใหญ่มากๆ - ต้องพิจารณา vector DB อื่น

    สิ่งที่ต้องเตรียมพร้อม
    ต้องรัน service หลายตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับการเรียก API
    ต้องมีความรู้ในการ deploy และ manage infrastructure
    อาจต้องปรับแต่ง topK values และเทคนิคอื่นๆ ตาม use case
    ต้องมี hardware เพียงพอ (ทดสอบใช้ g5.2xlarge EC2 สำหรับ LLM)

    https://blog.yakkomajuri.com/blog/local-rag
    🚀 สร้าง RAG แบบ Local ได้จริง: ประสบการณ์จาก Skald ทีมพัฒนา Skald ได้ทดลองสร้างระบบ RAG (Retrieval-Augmented Generation) แบบ self-hosted ที่ไม่ต้องส่งข้อมูลไปยังบริการของบุคคลที่สาม โดยใช้เทคโนโลยี open-source ทั้งหมด เพื่อตอบโจทย์องค์กรที่ต้องการความเป็นส่วนตัวของข้อมูลแต่ยังต้องการใช้ประโยชน์จาก AI สมัยใหม่ การทดสอบใช้เนื้อหาจากเว็บไซต์ PostHog ประมาณ 2,000 เอกสาร โดยเปรียบเทียบประสิทธิภาพระหว่าง 3 รูปแบบ: Cloud APIs (Voyage + Claude), Hybrid (Voyage + GPT-OSS 20B), และ Fully Local (Sentence Transformers + GPT-OSS 20B) ผลลัพธ์แสดงให้เห็นว่าระบบ local สามารถทำงานได้จริงและให้ผลลัพธ์ที่ดีในหลายกรณี สิ่งที่น่าสนใจคือการ deploy ระบบทั้งหมดใช้เวลาเพียง 8 นาที รวมถึง vector database, reranking, embedding service และ document parser โดยใช้ Postgres + pgvector, Sentence Transformers, และ Docling ตามลำดับ ทำให้เห็นว่าการสร้าง RAG แบบ local ไม่ได้ยากอย่างที่คิด ผลการทดสอบพบว่า Cloud setup ได้คะแนน 9.45/10, Hybrid setup ได้ 9.18/10, ส่วน Local setup แบบพื้นฐานได้ 7.10/10 และเมื่อใช้โมเดล multi-lingual ที่ดีกว่าสามารถยกระดับเป็น 8.63/10 ได้ โดยจุดอ่อนหลักคือการตอบคำถามที่ต้องรวบรวมข้อมูลจากหลายเอกสาร แต่สำหรับคำถามแบบ point query ระบบ local ทำงานได้ดีมาก 📌 สรุปสาระสำคัญ ✅ องค์ประกอบของ RAG และทางเลือก Open-Source ➡️ Vector Database: Postgres + pgvector (แทน Pinecone, Weaviate) ➡️ Embeddings: Sentence Transformers all-MiniLM-L6-v2 (แทน OpenAI, Voyage) ➡️ LLM: GPT-OSS 20B ผ่าน llama.cpp (แทน GPT-4, Claude) ➡️ Reranker: Sentence Transformers cross-encoder (แทน Cohere, Voyage) ➡️ Document Parser: Docling ผ่าน docling-serve ✅ ผลการทดสอบประสิทธิภาพ ➡️ Voyage + Claude (Cloud): คะแนนเฉลี่ย 9.45/10 - ผ่านทุกคำถาม ➡️ Voyage + GPT-OSS 20B (Hybrid): คะแนนเฉลี่ย 9.18/10 - ผลลัพธ์ดีมาก ➡️ Local + โมเดลพื้นฐาน: คะแนนเฉลี่ย 7.10/10 - ดีสำหรับ point queries ➡️ Local + โมเดล multi-lingual: คะแนนเฉลี่ย 8.63/10 - ปรับปรุงได้มาก ✅ ข้อดีของ Local Setup ➡️ Deploy ได้ภายใน 8 นาที รวมทุก component ➡️ ไม่ต้องส่งข้อมูลออกนอกองค์กร - เหมาะกับข้อมูลที่ sensitive ➡️ ใช้เทคโนโลยี open-source ทั้งหมด (MIT-licensed) ➡️ รองรับการทำงานใน air-gapped infrastructure ✅ จุดแข็งของโมเดล Local ➡️ ตอบคำถามแบบ point query (หาคำตอบจากที่เดียว) ได้ดีมาก ➡️ โมเดลพื้นฐานทำงานเร็วและเหมาะกับภาษาอังกฤษ ➡️ โมเดล multi-lingual (bge-m3) รองรับหลายภาษารวมถึงไทย ➡️ แนวโน้มจะดีขึ้นเรื่อยๆ เมื่อโมเดล open-source พัฒนา ‼️ ข้อจำกัดที่ควรระวัง ⛔ โมเดลพื้นฐานมีปัญหากับคำถามที่คลุมเครือ (ambiguous questions) ⛔ ยังไม่เก่งในการรวบรวมข้อมูลจากหลายเอกสาร (multi-document context) ⛔ โมเดลพื้นฐานรองรับเฉพาะภาษาอังกฤษ - ต้องใช้โมเดล multi-lingual สำหรับภาษาอื่น ⛔ pgvector อาจไม่เหมาะกับ dataset ขนาดใหญ่มากๆ - ต้องพิจารณา vector DB อื่น ‼️ สิ่งที่ต้องเตรียมพร้อม ⛔ ต้องรัน service หลายตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับการเรียก API ⛔ ต้องมีความรู้ในการ deploy และ manage infrastructure ⛔ อาจต้องปรับแต่ง topK values และเทคนิคอื่นๆ ตาม use case ⛔ ต้องมี hardware เพียงพอ (ทดสอบใช้ g5.2xlarge EC2 สำหรับ LLM) https://blog.yakkomajuri.com/blog/local-rag
    0 Comments 0 Shares 26 Views 0 Reviews
  • “Trump Mobile – สมาร์ตโฟน Made in USA ที่ไม่เคยออกสู่ตลาด”

    Trump Mobile T1 ถูกประกาศเปิดตัวในเดือนมิถุนายน 2025 โดย Eric Trump และ Donald Trump Jr. ในฐานะสมาร์ตโฟน “Made in USA” รุ่นแรกของแบรนด์ แต่แม้จะมีการเก็บเงินมัดจำ 100 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับเครื่องที่ตั้งราคาขาย 499 ดอลลาร์สหรัฐ กลับไม่มีหลักฐานว่าผลิตภัณฑ์พร้อมวางจำหน่ายจริง

    ความไม่ชัดเจนของข้อมูล
    เว็บไซต์ Trump Mobile มีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดทางเทคนิคและดีไซน์อยู่บ่อยครั้ง ภาพแรกแสดงโทรศัพท์คล้าย iPhone พร้อมกล้องสามตัว แต่โพสต์ในเดือนสิงหาคมกลับแสดงโทรศัพท์ที่มีจำนวนกล้องมากกว่า ซึ่งผู้เชี่ยวชาญระบุว่าเป็นเพียง เรนเดอร์ของ Samsung Galaxy S25 Ultra นอกจากนี้ คำว่า “Made in USA” ยังถูกแทนที่ด้วยวลีคลุมเครืออย่าง “Brought to life in the USA”

    ความท้าทายในการผลิต
    ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรม เช่น Todd Weaver ผู้ก่อตั้ง Purism ชี้ว่า การสร้างสมาร์ตโฟนที่ผลิตในสหรัฐฯ จริง ๆ เป็นเรื่องยากมาก เขาเองใช้เวลาถึง 6 ปี กว่าจะนำ Liberty Phone ออกสู่ตลาด ซึ่งยังไม่สามารถใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในสหรัฐฯ ได้ทั้งหมด และมีราคาสูงถึง 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ

    สิ่งที่ลูกค้าได้รับจริง
    รายงานจาก NBC News ระบุว่า Trump Mobile เสนอขายโทรศัพท์ Apple และ Samsung ที่ผ่านการรีเฟอร์บิช โดยนำเสนอว่าเป็น “Brought to life in the USA” แม้จะผลิตในเอเชียเป็นหลัก ทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของโครงการนี้

    สรุปสาระสำคัญ
    การเปิดตัว Trump Mobile T1
    ประกาศในเดือนมิถุนายน 2025
    เก็บเงินมัดจำ 100 ดอลลาร์ ราคาขาย 499 ดอลลาร์

    ความไม่ชัดเจนของข้อมูล
    เว็บไซต์เปลี่ยนรายละเอียดและดีไซน์หลายครั้ง
    “Made in USA” ถูกแทนด้วย “Brought to life in the USA”

    ความท้าทายด้านการผลิต
    ผู้เชี่ยวชี้ว่าการผลิตสมาร์ตโฟนในสหรัฐฯ ใช้เวลานานและต้นทุนสูง
    ตัวอย่าง Liberty Phone ราคา 2,000 ดอลลาร์

    ข้อควรระวังสำหรับผู้บริโภค
    ลูกค้าอาจได้รับโทรศัพท์รีเฟอร์บิชจาก Apple หรือ Samsung
    ความโปร่งใสของโครงการถูกตั้งคำถามอย่างหนัก

    ผลกระทบระยะยาว
    อาจบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อแบรนด์ Trump Mobile
    สะท้อนความยากลำบากในการสร้างสมาร์ตโฟน “Made in USA” จริง ๆ

    https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2025/11/29/trump-mobile-mystery-the-made-in-usa-smartphone-that-never-hit-the-market
    📰 “Trump Mobile – สมาร์ตโฟน Made in USA ที่ไม่เคยออกสู่ตลาด” Trump Mobile T1 ถูกประกาศเปิดตัวในเดือนมิถุนายน 2025 โดย Eric Trump และ Donald Trump Jr. ในฐานะสมาร์ตโฟน “Made in USA” รุ่นแรกของแบรนด์ แต่แม้จะมีการเก็บเงินมัดจำ 100 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับเครื่องที่ตั้งราคาขาย 499 ดอลลาร์สหรัฐ กลับไม่มีหลักฐานว่าผลิตภัณฑ์พร้อมวางจำหน่ายจริง 🔄 ความไม่ชัดเจนของข้อมูล เว็บไซต์ Trump Mobile มีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดทางเทคนิคและดีไซน์อยู่บ่อยครั้ง ภาพแรกแสดงโทรศัพท์คล้าย iPhone พร้อมกล้องสามตัว แต่โพสต์ในเดือนสิงหาคมกลับแสดงโทรศัพท์ที่มีจำนวนกล้องมากกว่า ซึ่งผู้เชี่ยวชาญระบุว่าเป็นเพียง เรนเดอร์ของ Samsung Galaxy S25 Ultra นอกจากนี้ คำว่า “Made in USA” ยังถูกแทนที่ด้วยวลีคลุมเครืออย่าง “Brought to life in the USA” 🏭 ความท้าทายในการผลิต ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรม เช่น Todd Weaver ผู้ก่อตั้ง Purism ชี้ว่า การสร้างสมาร์ตโฟนที่ผลิตในสหรัฐฯ จริง ๆ เป็นเรื่องยากมาก เขาเองใช้เวลาถึง 6 ปี กว่าจะนำ Liberty Phone ออกสู่ตลาด ซึ่งยังไม่สามารถใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในสหรัฐฯ ได้ทั้งหมด และมีราคาสูงถึง 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ 📦 สิ่งที่ลูกค้าได้รับจริง รายงานจาก NBC News ระบุว่า Trump Mobile เสนอขายโทรศัพท์ Apple และ Samsung ที่ผ่านการรีเฟอร์บิช โดยนำเสนอว่าเป็น “Brought to life in the USA” แม้จะผลิตในเอเชียเป็นหลัก ทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของโครงการนี้ 📌 สรุปสาระสำคัญ ✅ การเปิดตัว Trump Mobile T1 ➡️ ประกาศในเดือนมิถุนายน 2025 ➡️ เก็บเงินมัดจำ 100 ดอลลาร์ ราคาขาย 499 ดอลลาร์ ✅ ความไม่ชัดเจนของข้อมูล ➡️ เว็บไซต์เปลี่ยนรายละเอียดและดีไซน์หลายครั้ง ➡️ “Made in USA” ถูกแทนด้วย “Brought to life in the USA” ✅ ความท้าทายด้านการผลิต ➡️ ผู้เชี่ยวชี้ว่าการผลิตสมาร์ตโฟนในสหรัฐฯ ใช้เวลานานและต้นทุนสูง ➡️ ตัวอย่าง Liberty Phone ราคา 2,000 ดอลลาร์ ‼️ ข้อควรระวังสำหรับผู้บริโภค ⛔ ลูกค้าอาจได้รับโทรศัพท์รีเฟอร์บิชจาก Apple หรือ Samsung ⛔ ความโปร่งใสของโครงการถูกตั้งคำถามอย่างหนัก ‼️ ผลกระทบระยะยาว ⛔ อาจบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อแบรนด์ Trump Mobile ⛔ สะท้อนความยากลำบากในการสร้างสมาร์ตโฟน “Made in USA” จริง ๆ https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2025/11/29/trump-mobile-mystery-the-made-in-usa-smartphone-that-never-hit-the-market
    WWW.THESTAR.COM.MY
    Trump Mobile mystery: The made-in-USA smartphone that never hit the market
    Despite an August release announcement and the collection of US$100 (RM413) deposits for the US$499 (RM2,060) device, there is still no evidence that the product – presented in gold colour and with the American flag on the back – is actually ready for the market.
    0 Comments 0 Shares 103 Views 0 Reviews
  • “Apple เตรียมแก้จุดอ่อนใหญ่ด้วย iOS 27 และอัปเดต Siri”

    รายงานล่าสุดเผยว่า iOS 27 จะเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาคุณภาพและเสถียรภาพ หลังจากผู้ใช้จำนวนมากบ่นว่า iOS 26 มีปัญหา เช่น เครื่องร้อนผิดปกติ แบตเตอรี่หมดเร็ว คีย์บอร์ดล้มเหลว และแอปเด้งบ่อย Apple จึงวางแผนให้ iOS 27 เป็นการอัปเดตเชิง “Snow Leopard” ที่มุ่งเน้นการปรับปรุงประสิทธิภาพมากกว่าการเพิ่มฟีเจอร์派

    Siri และ AI Features
    หนึ่งในจุดอ่อนใหญ่ของ Apple คือการพัฒนา AI ที่ล่าช้าและไม่โดดเด่นเมื่อเทียบกับคู่แข่ง รายงานระบุว่า Apple จะปล่อย อัปเดต Siri ครั้งใหญ่ ก่อน iOS 27 โดย Siri จะสามารถเชื่อมต่อและทำงานกับ ข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ ได้อย่างลึกซึ้งมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการพัฒนา AI-powered Health app และ AI search ร่วมกับ Google เพื่อเพิ่มความสามารถด้านการวิเคราะห์และการค้นหา

    ฟีเจอร์ใหม่ใน iOS 26
    แม้ iOS 26 จะถูกวิจารณ์เรื่องบั๊ก แต่ก็มีการเปลี่ยนโฉมครั้งใหญ่ด้วยดีไซน์ใหม่ที่เรียกว่า Liquid Glass พร้อมฟีเจอร์อย่างปุ่มบันทึกการโทร การทำโพลในข้อความ และ “Visual Intelligence” ที่ให้ผู้ใช้ถามคำถามเกี่ยวกับสิ่งที่อยู่บนหน้าจอ รวมถึงการแปลข้อความในตัว

    ผลกระทบต่ออนาคต Apple
    การมุ่งเน้นแก้ไขคุณภาพใน iOS 27 และการเสริม Siri ด้วย AI ถือเป็นการตอบโจทย์จุดอ่อนที่ Apple ถูกวิจารณ์มานาน หากทำได้สำเร็จ อาจช่วยให้ Apple กลับมาแข่งขันกับคู่แข่งในตลาด AI ได้อย่างจริงจัง และสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ใช้มากขึ้นในระยะยาว

    สรุปสาระสำคัญ
    iOS 27 เน้นคุณภาพ
    แก้ปัญหาเครื่องร้อน แบตหมดเร็ว และแอปเด้ง
    แนวทางคล้าย Snow Leopard ที่เน้นเสถียรภาพ

    อัปเดต Siri และ AI
    Siri จะทำงานกับข้อมูลส่วนตัวผู้ใช้ได้ลึกขึ้น
    พัฒนา Health app และ AI search ร่วมกับ Google

    ฟีเจอร์ใหม่ใน iOS 26
    ดีไซน์ Liquid Glass
    ปุ่มบันทึกการโทร, โพลในข้อความ, Visual Intelligence

    ความเสี่ยงและข้อควรระวัง
    หากแก้บั๊กไม่สำเร็จ อาจกระทบความเชื่อมั่นผู้ใช้
    การพัฒนา AI ยังตามหลังคู่แข่ง อาจเสียโอกาสทางตลาด

    ผลกระทบระยะยาว
    Apple ต้องพิสูจน์ว่า AI ของตนมีคุณภาพจริง
    ความสำเร็จของ iOS 27 จะเป็นตัวชี้วัดความแข็งแกร่งของแบรนด์

    https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2025/11/29/apples-next-ios-updates-will-address-one-of-the-companys-biggest-weaknesses
    📰 “Apple เตรียมแก้จุดอ่อนใหญ่ด้วย iOS 27 และอัปเดต Siri” รายงานล่าสุดเผยว่า iOS 27 จะเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาคุณภาพและเสถียรภาพ หลังจากผู้ใช้จำนวนมากบ่นว่า iOS 26 มีปัญหา เช่น เครื่องร้อนผิดปกติ แบตเตอรี่หมดเร็ว คีย์บอร์ดล้มเหลว และแอปเด้งบ่อย Apple จึงวางแผนให้ iOS 27 เป็นการอัปเดตเชิง “Snow Leopard” ที่มุ่งเน้นการปรับปรุงประสิทธิภาพมากกว่าการเพิ่มฟีเจอร์派 🤖 Siri และ AI Features หนึ่งในจุดอ่อนใหญ่ของ Apple คือการพัฒนา AI ที่ล่าช้าและไม่โดดเด่นเมื่อเทียบกับคู่แข่ง รายงานระบุว่า Apple จะปล่อย อัปเดต Siri ครั้งใหญ่ ก่อน iOS 27 โดย Siri จะสามารถเชื่อมต่อและทำงานกับ ข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ ได้อย่างลึกซึ้งมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการพัฒนา AI-powered Health app และ AI search ร่วมกับ Google เพื่อเพิ่มความสามารถด้านการวิเคราะห์และการค้นหา 🎨 ฟีเจอร์ใหม่ใน iOS 26 แม้ iOS 26 จะถูกวิจารณ์เรื่องบั๊ก แต่ก็มีการเปลี่ยนโฉมครั้งใหญ่ด้วยดีไซน์ใหม่ที่เรียกว่า Liquid Glass พร้อมฟีเจอร์อย่างปุ่มบันทึกการโทร การทำโพลในข้อความ และ “Visual Intelligence” ที่ให้ผู้ใช้ถามคำถามเกี่ยวกับสิ่งที่อยู่บนหน้าจอ รวมถึงการแปลข้อความในตัว 🌍 ผลกระทบต่ออนาคต Apple การมุ่งเน้นแก้ไขคุณภาพใน iOS 27 และการเสริม Siri ด้วย AI ถือเป็นการตอบโจทย์จุดอ่อนที่ Apple ถูกวิจารณ์มานาน หากทำได้สำเร็จ อาจช่วยให้ Apple กลับมาแข่งขันกับคู่แข่งในตลาด AI ได้อย่างจริงจัง และสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ใช้มากขึ้นในระยะยาว 📌 สรุปสาระสำคัญ ✅ iOS 27 เน้นคุณภาพ ➡️ แก้ปัญหาเครื่องร้อน แบตหมดเร็ว และแอปเด้ง ➡️ แนวทางคล้าย Snow Leopard ที่เน้นเสถียรภาพ ✅ อัปเดต Siri และ AI ➡️ Siri จะทำงานกับข้อมูลส่วนตัวผู้ใช้ได้ลึกขึ้น ➡️ พัฒนา Health app และ AI search ร่วมกับ Google ✅ ฟีเจอร์ใหม่ใน iOS 26 ➡️ ดีไซน์ Liquid Glass ➡️ ปุ่มบันทึกการโทร, โพลในข้อความ, Visual Intelligence ‼️ ความเสี่ยงและข้อควรระวัง ⛔ หากแก้บั๊กไม่สำเร็จ อาจกระทบความเชื่อมั่นผู้ใช้ ⛔ การพัฒนา AI ยังตามหลังคู่แข่ง อาจเสียโอกาสทางตลาด ‼️ ผลกระทบระยะยาว ⛔ Apple ต้องพิสูจน์ว่า AI ของตนมีคุณภาพจริง ⛔ ความสำเร็จของ iOS 27 จะเป็นตัวชี้วัดความแข็งแกร่งของแบรนด์ https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2025/11/29/apples-next-ios-updates-will-address-one-of-the-companys-biggest-weaknesses
    WWW.THESTAR.COM.MY
    Apple’s next iOS updates will address one of the company’s biggest weaknesses
    iPhone users can look forward to bug fixes and some badly needed improvements to Siri and AI, according to a new report.
    0 Comments 0 Shares 125 Views 0 Reviews
  • “ฟีเจอร์ใหม่ของ X สร้างความสับสนและโกลาหล”

    แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย X เพิ่งเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ชื่อ About this account ที่แสดงข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับตำแหน่งที่ตั้งของบัญชีผู้ใช้ จุดประสงค์คือเพื่อเพิ่มความโปร่งใสและช่วยให้ผู้ใช้ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของบัญชี แต่ผลลัพธ์กลับสร้างความสับสนและโต้เถียงอย่างกว้างขวาง【edge_current_page_context】

    ตัวอย่างที่สร้างความโกลาหล
    มีการเปิดเผยว่าบัญชีที่โพสต์เนื้อหาทางการเมืองในสหรัฐฯ หลายบัญชีจริง ๆ แล้วตั้งอยู่ในต่างประเทศ เช่น Pakistan, Eastern Europe, Bangladesh และ Nigeria ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าบัญชีเหล่านี้เป็น bot หรือบัญชีจัดตั้งเพื่อสร้างความแตกแยกทางการเมือง【edge_current_page_context】

    ผลกระทบต่อผู้ใช้และสังคม
    แม้ฟีเจอร์นี้จะช่วยเปิดโปงแหล่งที่มาของเนื้อหา แต่ก็สร้างความโกลาหลในชุมชนออนไลน์ ผู้ใช้บางคนตั้งคำถามถึงความถูกต้องของข้อมูลตำแหน่ง และกังวลว่าการเปิดเผยเช่นนี้อาจถูกใช้เพื่อโจมตีหรือทำให้ผู้ใช้บางกลุ่มเสียความน่าเชื่อถือโดยไม่เป็นธรรม【edge_current_page_context】

    มุมมองในอนาคต
    การเปิดตัวฟีเจอร์นี้สะท้อนถึงความพยายามของ X ในการแก้ปัญหาบัญชีปลอมและการบิดเบือนข้อมูล แต่ก็แสดงให้เห็นว่า การเพิ่มความโปร่งใสอาจนำไปสู่ความเสี่ยงใหม่ ที่ต้องจัดการอย่างระมัดระวัง หากไม่มีการปรับปรุง อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ใช้และเสถียรภาพของแพลตฟอร์มในระยะยาว【edge_current_page_context】

    สรุปสาระสำคัญ
    รายละเอียดฟีเจอร์ใหม่
    “About this account” แสดงตำแหน่งที่ตั้งของบัญชี
    ตั้งใจเพิ่มความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือ

    ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง
    พบว่าบัญชีการเมืองสหรัฐฯ หลายบัญชีตั้งอยู่นอกประเทศ
    สร้างข้อสงสัยว่ามีการใช้ bot หรือบัญชีจัดตั้ง

    ผลกระทบต่อผู้ใช้
    ผู้ใช้บางคนตั้งคำถามถึงความถูกต้องของข้อมูล
    เกิดความกังวลเรื่องการตีตราและการโจมตีทางสังคม

    ความเสี่ยงและข้อควรระวัง
    การเปิดเผยตำแหน่งอาจถูกใช้เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือ
    หากข้อมูลไม่แม่นยำ อาจสร้างความเข้าใจผิดและความแตกแยก

    ผลกระทบระยะยาว
    อาจลดความเชื่อมั่นของผู้ใช้ต่อแพลตฟอร์ม
    ต้องปรับปรุงระบบตรวจสอบเพื่อหลีกเลี่ยงผลเสียต่อสังคม

    https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2025/11/29/the-039rough-edges039-of-xs-new-feature-have-sewn-chaos-and-confusion
    📰 “ฟีเจอร์ใหม่ของ X สร้างความสับสนและโกลาหล” แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย X เพิ่งเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ชื่อ About this account ที่แสดงข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับตำแหน่งที่ตั้งของบัญชีผู้ใช้ จุดประสงค์คือเพื่อเพิ่มความโปร่งใสและช่วยให้ผู้ใช้ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของบัญชี แต่ผลลัพธ์กลับสร้างความสับสนและโต้เถียงอย่างกว้างขวาง【edge_current_page_context】 🔍 ตัวอย่างที่สร้างความโกลาหล มีการเปิดเผยว่าบัญชีที่โพสต์เนื้อหาทางการเมืองในสหรัฐฯ หลายบัญชีจริง ๆ แล้วตั้งอยู่ในต่างประเทศ เช่น Pakistan, Eastern Europe, Bangladesh และ Nigeria ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าบัญชีเหล่านี้เป็น bot หรือบัญชีจัดตั้งเพื่อสร้างความแตกแยกทางการเมือง【edge_current_page_context】 ⚠️ ผลกระทบต่อผู้ใช้และสังคม แม้ฟีเจอร์นี้จะช่วยเปิดโปงแหล่งที่มาของเนื้อหา แต่ก็สร้างความโกลาหลในชุมชนออนไลน์ ผู้ใช้บางคนตั้งคำถามถึงความถูกต้องของข้อมูลตำแหน่ง และกังวลว่าการเปิดเผยเช่นนี้อาจถูกใช้เพื่อโจมตีหรือทำให้ผู้ใช้บางกลุ่มเสียความน่าเชื่อถือโดยไม่เป็นธรรม【edge_current_page_context】 📈 มุมมองในอนาคต การเปิดตัวฟีเจอร์นี้สะท้อนถึงความพยายามของ X ในการแก้ปัญหาบัญชีปลอมและการบิดเบือนข้อมูล แต่ก็แสดงให้เห็นว่า การเพิ่มความโปร่งใสอาจนำไปสู่ความเสี่ยงใหม่ ที่ต้องจัดการอย่างระมัดระวัง หากไม่มีการปรับปรุง อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ใช้และเสถียรภาพของแพลตฟอร์มในระยะยาว【edge_current_page_context】 📌 สรุปสาระสำคัญ ✅ รายละเอียดฟีเจอร์ใหม่ ➡️ “About this account” แสดงตำแหน่งที่ตั้งของบัญชี ➡️ ตั้งใจเพิ่มความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือ ✅ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง ➡️ พบว่าบัญชีการเมืองสหรัฐฯ หลายบัญชีตั้งอยู่นอกประเทศ ➡️ สร้างข้อสงสัยว่ามีการใช้ bot หรือบัญชีจัดตั้ง ✅ ผลกระทบต่อผู้ใช้ ➡️ ผู้ใช้บางคนตั้งคำถามถึงความถูกต้องของข้อมูล ➡️ เกิดความกังวลเรื่องการตีตราและการโจมตีทางสังคม ‼️ ความเสี่ยงและข้อควรระวัง ⛔ การเปิดเผยตำแหน่งอาจถูกใช้เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือ ⛔ หากข้อมูลไม่แม่นยำ อาจสร้างความเข้าใจผิดและความแตกแยก ‼️ ผลกระทบระยะยาว ⛔ อาจลดความเชื่อมั่นของผู้ใช้ต่อแพลตฟอร์ม ⛔ ต้องปรับปรุงระบบตรวจสอบเพื่อหลีกเลี่ยงผลเสียต่อสังคม https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2025/11/29/the-039rough-edges039-of-xs-new-feature-have-sewn-chaos-and-confusion
    WWW.THESTAR.COM.MY
    The 'rough edges' of X’s new feature have sewn chaos and confusion
    The Internet is still reeling days after Elon Musk's social media platform X unveiled its new "About this account" feature.
    0 Comments 0 Shares 112 Views 0 Reviews
  • “ศาสตราจารย์ในสหรัฐฯ ร่วมกระแสห้ามใช้แล็ปท็อปในห้องเรียน”

    ศาสตราจารย์หลายคนในสหรัฐฯ กำลังเข้าร่วมกระแส ห้ามใช้แล็ปท็อปและสมาร์ตโฟนในห้องเรียน โดยให้เหตุผลว่าการจดบันทึกด้วยมือช่วยให้นักศึกษามีสมาธิและเข้าใจเนื้อหาลึกซึ้งกว่า การใช้เครื่องมือดิจิทัลมักทำให้เกิดการเสียสมาธิจากการเล่นโซเชียลมีเดียหรือทำกิจกรรมอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเรียน

    ผลต่อการเรียนรู้
    งานวิจัยหลายชิ้นสนับสนุนแนวคิดนี้ โดยพบว่าการจดบันทึกด้วยมือช่วยให้สมองประมวลผลและจดจำข้อมูลได้ดีกว่าเมื่อเทียบกับการพิมพ์ลงบนแล็ปท็อป นอกจากนี้ยังช่วยให้นักศึกษามีส่วนร่วมกับการเรียนมากขึ้น และลดการพึ่งพาเทคโนโลยีที่อาจสร้างความเครียดหรือการเสพติด

    ตัวอย่างจากมหาวิทยาลัย
    เช่นที่ Temple University ศาสตราจารย์ Jody Hey ได้ทดลองห้ามใช้แล็ปท็อปในชั้นเรียนวิชาชีววิทยา นักศึกษาจึงต้องใช้สมุดและปากกาในการจดบันทึก ผลลัพธ์คือบรรยากาศการเรียนที่มีสมาธิและการมีส่วนร่วมมากขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อคุณภาพการเรียนรู้ได้

    แนวโน้มระดับโลก
    แม้การห้ามใช้แล็ปท็อปในห้องเรียนอาจดูย้อนยุค แต่กระแสนี้กำลังขยายตัวในหลายประเทศ โดยเฉพาะในยุโรปและอเมริกาเหนือ ซึ่งเริ่มมีการถกเถียงถึงบทบาทของเทคโนโลยีในห้องเรียน ว่าควรใช้เพื่อเสริมการเรียนรู้ ไม่ใช่แทนที่วิธีการเรียนรู้แบบดั้งเดิมทั้งหมด

    สรุปสาระสำคัญ
    เหตุผลในการห้ามใช้แล็ปท็อป
    ลดการเสียสมาธิจากโซเชียลมีเดีย
    ส่งเสริมการจดจำและเข้าใจเนื้อหาลึกซึ้งขึ้น

    ผลลัพธ์ที่พบในห้องเรียน
    นักศึกษามีสมาธิมากขึ้น
    การมีส่วนร่วมกับการเรียนสูงขึ้น

    งานวิจัยสนับสนุน
    การจดบันทึกด้วยมือช่วยให้สมองประมวลผลข้อมูลได้ดีกว่า
    ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีที่อาจสร้างความเครียด

    ข้อควรระวัง
    อาจไม่เหมาะกับนักศึกษาที่ต้องใช้ซอฟต์แวร์เฉพาะทาง
    เสี่ยงต่อการลดทักษะการใช้เทคโนโลยีในบางสาขา

    ผลกระทบระยะยาว
    ต้องหาสมดุลระหว่างการใช้เทคโนโลยีและการเรียนรู้แบบดั้งเดิม
    อาจสร้างความแตกต่างระหว่างมหาวิทยาลัยที่เลือกนโยบายต่างกัน

    https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2025/11/29/these-professors-say-theyre-part-of-a-growing-movement-banning-laptops-from-the-classroom
    📰 “ศาสตราจารย์ในสหรัฐฯ ร่วมกระแสห้ามใช้แล็ปท็อปในห้องเรียน” ศาสตราจารย์หลายคนในสหรัฐฯ กำลังเข้าร่วมกระแส ห้ามใช้แล็ปท็อปและสมาร์ตโฟนในห้องเรียน โดยให้เหตุผลว่าการจดบันทึกด้วยมือช่วยให้นักศึกษามีสมาธิและเข้าใจเนื้อหาลึกซึ้งกว่า การใช้เครื่องมือดิจิทัลมักทำให้เกิดการเสียสมาธิจากการเล่นโซเชียลมีเดียหรือทำกิจกรรมอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเรียน 🧠 ผลต่อการเรียนรู้ งานวิจัยหลายชิ้นสนับสนุนแนวคิดนี้ โดยพบว่าการจดบันทึกด้วยมือช่วยให้สมองประมวลผลและจดจำข้อมูลได้ดีกว่าเมื่อเทียบกับการพิมพ์ลงบนแล็ปท็อป นอกจากนี้ยังช่วยให้นักศึกษามีส่วนร่วมกับการเรียนมากขึ้น และลดการพึ่งพาเทคโนโลยีที่อาจสร้างความเครียดหรือการเสพติด 👩‍🏫 ตัวอย่างจากมหาวิทยาลัย เช่นที่ Temple University ศาสตราจารย์ Jody Hey ได้ทดลองห้ามใช้แล็ปท็อปในชั้นเรียนวิชาชีววิทยา นักศึกษาจึงต้องใช้สมุดและปากกาในการจดบันทึก ผลลัพธ์คือบรรยากาศการเรียนที่มีสมาธิและการมีส่วนร่วมมากขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อคุณภาพการเรียนรู้ได้ 🌍 แนวโน้มระดับโลก แม้การห้ามใช้แล็ปท็อปในห้องเรียนอาจดูย้อนยุค แต่กระแสนี้กำลังขยายตัวในหลายประเทศ โดยเฉพาะในยุโรปและอเมริกาเหนือ ซึ่งเริ่มมีการถกเถียงถึงบทบาทของเทคโนโลยีในห้องเรียน ว่าควรใช้เพื่อเสริมการเรียนรู้ ไม่ใช่แทนที่วิธีการเรียนรู้แบบดั้งเดิมทั้งหมด 📌 สรุปสาระสำคัญ ✅ เหตุผลในการห้ามใช้แล็ปท็อป ➡️ ลดการเสียสมาธิจากโซเชียลมีเดีย ➡️ ส่งเสริมการจดจำและเข้าใจเนื้อหาลึกซึ้งขึ้น ✅ ผลลัพธ์ที่พบในห้องเรียน ➡️ นักศึกษามีสมาธิมากขึ้น ➡️ การมีส่วนร่วมกับการเรียนสูงขึ้น ✅ งานวิจัยสนับสนุน ➡️ การจดบันทึกด้วยมือช่วยให้สมองประมวลผลข้อมูลได้ดีกว่า ➡️ ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีที่อาจสร้างความเครียด ‼️ ข้อควรระวัง ⛔ อาจไม่เหมาะกับนักศึกษาที่ต้องใช้ซอฟต์แวร์เฉพาะทาง ⛔ เสี่ยงต่อการลดทักษะการใช้เทคโนโลยีในบางสาขา ‼️ ผลกระทบระยะยาว ⛔ ต้องหาสมดุลระหว่างการใช้เทคโนโลยีและการเรียนรู้แบบดั้งเดิม ⛔ อาจสร้างความแตกต่างระหว่างมหาวิทยาลัยที่เลือกนโยบายต่างกัน https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2025/11/29/these-professors-say-theyre-part-of-a-growing-movement-banning-laptops-from-the-classroom
    WWW.THESTAR.COM.MY
    These professors say they’re part of a growing movement banning laptops from the classroom
    A growing number of professors who have chosen to keep laptop and phone use out of class, with exceptions for students with disabilities who require accommodations.
    Like
    1
    0 Comments 1 Shares 100 Views 0 Reviews
  • “หุ่นยนต์ช่วยประกอบชิ้นส่วนเฟรสโกโบราณใน Pompeii”

    นักวิจัยในโครงการ RePAIR ที่ได้รับทุนสนับสนุนจากสหภาพยุโรป กำลังพัฒนาหุ่นยนต์ที่มีแขนกลสองข้างพร้อมมือที่ยืดหยุ่นและเซ็นเซอร์ตรวจจับ เพื่อช่วยนักโบราณคดีประกอบชิ้นส่วนเฟรสโกโบราณที่แตกหักในเมือง Pompeii ประเทศอิตาลี หุ่นยนต์นี้ใช้ AI และการจดจำภาพขั้นสูง เพื่อระบุและจับชิ้นส่วนที่เปราะบางโดยไม่ทำให้เสียหาย

    โครงการเริ่มต้นในปี 2021 โดยมหาวิทยาลัย Ca’ Foscari เมืองเวนิส และทีมวิจัยนานาชาติ จุดประสงค์แรกคือการประกอบเฟรสโกที่ถูกทำลายจากการทิ้งระเบิดในสงครามโลกครั้งที่สอง และต่อมาได้ขยายไปยังเฟรสโกจาก “House of the Gladiators” ที่พังทลายลงในปี 2010

    นักวิจัยเปรียบเทียบงานนี้เหมือนการแก้ปริศนาจิ๊กซอว์ขนาดมหึมา โดยไม่มีภาพตัวอย่างสุดท้ายและยังมีชิ้นส่วนที่หายไป AI จึงถูกใช้เพื่อจับคู่สีและลวดลายที่ตาเปล่าไม่สามารถแยกแยะได้ ทำให้การฟื้นฟูมีความแม่นยำและรวดเร็วขึ้น

    การทดลองเบื้องต้นใช้ ชิ้นส่วนจำลอง เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายต่อของจริง แต่หากประสบความสำเร็จ เทคโนโลยีนี้อาจเปลี่ยนวิธีการบูรณะโบราณวัตถุทั่วโลก และช่วยรักษามรดกทางวัฒนธรรมที่สูญหายไปนับพันปีให้กลับคืนมาอีกครั้ง

    สรุปสาระสำคัญ
    รายละเอียดโครงการ RePAIR
    เริ่มปี 2021 โดยมหาวิทยาลัย Ca’ Foscari เมืองเวนิส
    ได้รับทุนสนับสนุนจากสหภาพยุโรป

    เทคโนโลยีที่ใช้
    หุ่นยนต์แขนกลสองข้างพร้อมมือยืดหยุ่นและเซ็นเซอร์
    AI และการจดจำภาพเพื่อประกอบชิ้นส่วนเฟรสโก

    ตัวอย่างงานบูรณะ
    เฟรสโกที่ถูกทำลายจากสงครามโลกครั้งที่สอง
    เฟรสโกจาก House of the Gladiators ที่พังในปี 2010

    ความท้าทาย
    งานเหมือนการแก้จิ๊กซอว์หลายกล่องที่ปะปนกัน
    มีชิ้นส่วนที่หายไปและไม่มีภาพตัวอย่างสุดท้าย

    ผลกระทบระยะยาว
    หากสำเร็จจะเปลี่ยนวิธีการบูรณะโบราณวัตถุทั่วโลก
    ต้องทดสอบกับชิ้นส่วนจริงอย่างระมัดระวังเพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหาย

    https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2025/11/28/putting-pompeii039s-pieces-together-with-the-help-of-a-robot
    🤖 “หุ่นยนต์ช่วยประกอบชิ้นส่วนเฟรสโกโบราณใน Pompeii” นักวิจัยในโครงการ RePAIR ที่ได้รับทุนสนับสนุนจากสหภาพยุโรป กำลังพัฒนาหุ่นยนต์ที่มีแขนกลสองข้างพร้อมมือที่ยืดหยุ่นและเซ็นเซอร์ตรวจจับ เพื่อช่วยนักโบราณคดีประกอบชิ้นส่วนเฟรสโกโบราณที่แตกหักในเมือง Pompeii ประเทศอิตาลี หุ่นยนต์นี้ใช้ AI และการจดจำภาพขั้นสูง เพื่อระบุและจับชิ้นส่วนที่เปราะบางโดยไม่ทำให้เสียหาย โครงการเริ่มต้นในปี 2021 โดยมหาวิทยาลัย Ca’ Foscari เมืองเวนิส และทีมวิจัยนานาชาติ จุดประสงค์แรกคือการประกอบเฟรสโกที่ถูกทำลายจากการทิ้งระเบิดในสงครามโลกครั้งที่สอง และต่อมาได้ขยายไปยังเฟรสโกจาก “House of the Gladiators” ที่พังทลายลงในปี 2010 นักวิจัยเปรียบเทียบงานนี้เหมือนการแก้ปริศนาจิ๊กซอว์ขนาดมหึมา โดยไม่มีภาพตัวอย่างสุดท้ายและยังมีชิ้นส่วนที่หายไป AI จึงถูกใช้เพื่อจับคู่สีและลวดลายที่ตาเปล่าไม่สามารถแยกแยะได้ ทำให้การฟื้นฟูมีความแม่นยำและรวดเร็วขึ้น การทดลองเบื้องต้นใช้ ชิ้นส่วนจำลอง เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายต่อของจริง แต่หากประสบความสำเร็จ เทคโนโลยีนี้อาจเปลี่ยนวิธีการบูรณะโบราณวัตถุทั่วโลก และช่วยรักษามรดกทางวัฒนธรรมที่สูญหายไปนับพันปีให้กลับคืนมาอีกครั้ง 📌 สรุปสาระสำคัญ ✅ รายละเอียดโครงการ RePAIR ➡️ เริ่มปี 2021 โดยมหาวิทยาลัย Ca’ Foscari เมืองเวนิส ➡️ ได้รับทุนสนับสนุนจากสหภาพยุโรป ✅ เทคโนโลยีที่ใช้ ➡️ หุ่นยนต์แขนกลสองข้างพร้อมมือยืดหยุ่นและเซ็นเซอร์ ➡️ AI และการจดจำภาพเพื่อประกอบชิ้นส่วนเฟรสโก ✅ ตัวอย่างงานบูรณะ ➡️ เฟรสโกที่ถูกทำลายจากสงครามโลกครั้งที่สอง ➡️ เฟรสโกจาก House of the Gladiators ที่พังในปี 2010 ‼️ ความท้าทาย ⛔ งานเหมือนการแก้จิ๊กซอว์หลายกล่องที่ปะปนกัน ⛔ มีชิ้นส่วนที่หายไปและไม่มีภาพตัวอย่างสุดท้าย ‼️ ผลกระทบระยะยาว ⛔ หากสำเร็จจะเปลี่ยนวิธีการบูรณะโบราณวัตถุทั่วโลก ⛔ ต้องทดสอบกับชิ้นส่วนจริงอย่างระมัดระวังเพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหาย https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2025/11/28/putting-pompeii039s-pieces-together-with-the-help-of-a-robot
    WWW.THESTAR.COM.MY
    Putting Pompeii's pieces together, with the help of a robot
    POMPEII, Italy (Reuters) -Pompeii's ancient Roman frescoes, shattered and buried for centuries, could get a second life thanks to a pioneering robotic system designed to support archaeologists in one of their most painstaking tasks: reassembling fragmented artefacts.
    0 Comments 0 Shares 96 Views 0 Reviews
  • “Google TPU – ชิปที่เกิดมาเพื่อยุค AI Inference”

    บทความนี้เจาะลึกการพัฒนา Google TPU (Tensor Processing Unit) ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาการประมวลผล AI โดยเฉพาะ และกำลังกลายเป็นข้อได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ของ Google Cloud ในยุค AI inference

    จุดเริ่มต้นของ TPU
    Google เริ่มพัฒนา TPU ตั้งแต่ปี 2013 หลังจากคำนวณว่าหากผู้ใช้ Android ใช้ voice search เพียงไม่กี่นาทีต่อวัน บริษัทจะต้อง เพิ่มขนาดศูนย์ข้อมูลเป็นสองเท่า ซึ่งเป็นภาระมหาศาล ทั้งด้านการเงินและโลจิสติกส์ จึงเกิดแนวคิดสร้าง ASIC (Application-Specific Integrated Circuit) ที่ออกแบบมาเพื่อรัน TensorFlow โดยเฉพาะ

    ความแตกต่างระหว่าง TPU และ GPU
    GPU ถูกออกแบบมาเพื่อกราฟิกและงานทั่วไป แต่ TPU ใช้สถาปัตยกรรม Systolic Array ที่ลดการอ่าน/เขียนข้อมูลจากหน่วยความจำ ทำให้ประสิทธิภาพต่อวัตต์สูงกว่า และเหมาะกับงาน inference ที่ต้องการ throughput สูงและ latency ต่ำ

    ตัวเลขประสิทธิภาพ
    รุ่นใหม่ล่าสุด TPUv7 (Ironwood) มีประสิทธิภาพ 4,614 TFLOPS (BF16) เทียบกับเพียง 459 TFLOPS ของ TPUv5p พร้อมแบนด์วิดท์หน่วยความจำสูงถึง 7,370 GB/s ซึ่งเหนือกว่ารุ่นก่อนหลายเท่า นักพัฒนาและลูกค้าหลายรายยืนยันว่า TPU ให้ performance per dollar และ per watt ดีกว่า GPU ในงานที่เหมาะสม

    ปัญหาและโอกาสในการใช้งาน
    แม้ TPU จะทรงพลัง แต่การใช้งานยังจำกัดเพราะ ecosystem ของ Nvidia CUDA ครองตลาดมานาน ขณะที่ TPU ใช้ TensorFlow/JAX และเพิ่งเริ่มรองรับ PyTorch อย่างจริงจัง อีกทั้ง TPU ยังมีให้บริการเฉพาะบน Google Cloud เท่านั้น ทำให้หลายองค์กรลังเลที่จะพึ่งพาเพียงแพลตฟอร์มเดียว

    สรุปสาระสำคัญ
    เหตุผลที่สร้าง TPU
    ลดภาระศูนย์ข้อมูลจากการใช้งาน AI ที่เพิ่มขึ้น
    ASIC ที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับ TensorFlow

    จุดเด่นของ TPU
    ใช้สถาปัตยกรรม Systolic Array ลด bottleneck หน่วยความจำ
    ประสิทธิภาพต่อวัตต์สูงกว่า GPU

    ตัวเลขสำคัญ
    TPUv7: 4,614 TFLOPS (BF16), 192GB memory, 7,370 GB/s bandwidth
    ดีกว่า TPUv5p หลายเท่า

    ข้อจำกัดและความเสี่ยง
    Ecosystem ยังไม่แข็งแรงเท่า CUDA
    ใช้งานได้เฉพาะบน Google Cloud ทำให้เสี่ยงต่อ vendor lock-in

    https://www.uncoveralpha.com/p/the-chip-made-for-the-ai-inference
    ⚙️ “Google TPU – ชิปที่เกิดมาเพื่อยุค AI Inference” บทความนี้เจาะลึกการพัฒนา Google TPU (Tensor Processing Unit) ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาการประมวลผล AI โดยเฉพาะ และกำลังกลายเป็นข้อได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ของ Google Cloud ในยุค AI inference 🏛️ จุดเริ่มต้นของ TPU Google เริ่มพัฒนา TPU ตั้งแต่ปี 2013 หลังจากคำนวณว่าหากผู้ใช้ Android ใช้ voice search เพียงไม่กี่นาทีต่อวัน บริษัทจะต้อง เพิ่มขนาดศูนย์ข้อมูลเป็นสองเท่า ซึ่งเป็นภาระมหาศาล ทั้งด้านการเงินและโลจิสติกส์ จึงเกิดแนวคิดสร้าง ASIC (Application-Specific Integrated Circuit) ที่ออกแบบมาเพื่อรัน TensorFlow โดยเฉพาะ 🔄 ความแตกต่างระหว่าง TPU และ GPU GPU ถูกออกแบบมาเพื่อกราฟิกและงานทั่วไป แต่ TPU ใช้สถาปัตยกรรม Systolic Array ที่ลดการอ่าน/เขียนข้อมูลจากหน่วยความจำ ทำให้ประสิทธิภาพต่อวัตต์สูงกว่า และเหมาะกับงาน inference ที่ต้องการ throughput สูงและ latency ต่ำ 📊 ตัวเลขประสิทธิภาพ รุ่นใหม่ล่าสุด TPUv7 (Ironwood) มีประสิทธิภาพ 4,614 TFLOPS (BF16) เทียบกับเพียง 459 TFLOPS ของ TPUv5p พร้อมแบนด์วิดท์หน่วยความจำสูงถึง 7,370 GB/s ซึ่งเหนือกว่ารุ่นก่อนหลายเท่า นักพัฒนาและลูกค้าหลายรายยืนยันว่า TPU ให้ performance per dollar และ per watt ดีกว่า GPU ในงานที่เหมาะสม 🌐 ปัญหาและโอกาสในการใช้งาน แม้ TPU จะทรงพลัง แต่การใช้งานยังจำกัดเพราะ ecosystem ของ Nvidia CUDA ครองตลาดมานาน ขณะที่ TPU ใช้ TensorFlow/JAX และเพิ่งเริ่มรองรับ PyTorch อย่างจริงจัง อีกทั้ง TPU ยังมีให้บริการเฉพาะบน Google Cloud เท่านั้น ทำให้หลายองค์กรลังเลที่จะพึ่งพาเพียงแพลตฟอร์มเดียว 📌 สรุปสาระสำคัญ ✅ เหตุผลที่สร้าง TPU ➡️ ลดภาระศูนย์ข้อมูลจากการใช้งาน AI ที่เพิ่มขึ้น ➡️ ASIC ที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับ TensorFlow ✅ จุดเด่นของ TPU ➡️ ใช้สถาปัตยกรรม Systolic Array ลด bottleneck หน่วยความจำ ➡️ ประสิทธิภาพต่อวัตต์สูงกว่า GPU ✅ ตัวเลขสำคัญ ➡️ TPUv7: 4,614 TFLOPS (BF16), 192GB memory, 7,370 GB/s bandwidth ➡️ ดีกว่า TPUv5p หลายเท่า ‼️ ข้อจำกัดและความเสี่ยง ⛔ Ecosystem ยังไม่แข็งแรงเท่า CUDA ⛔ ใช้งานได้เฉพาะบน Google Cloud ทำให้เสี่ยงต่อ vendor lock-in https://www.uncoveralpha.com/p/the-chip-made-for-the-ai-inference
    WWW.UNCOVERALPHA.COM
    The chip made for the AI inference era – the Google TPU
    I am publishing a comprehensive deep dive, not just a technical overview, but also strategic and financial coverage of the Google TPU.
    0 Comments 0 Shares 102 Views 0 Reviews
  • “GitLab พบการโจมตีซัพพลายเชน npm ครั้งใหญ่ พร้อมมัลแวร์ทำลายข้อมูล”

    ทีมวิจัยด้านความปลอดภัยของ GitLab ได้ค้นพบการโจมตีซัพพลายเชนที่แพร่กระจายผ่านแพ็กเกจ npm โดยมัลแวร์ที่ถูกใช้คือเวอร์ชันใหม่ของ Shai-Hulud ซึ่งมีความสามารถในการแพร่กระจายไปยังแพ็กเกจอื่น ๆ โดยอัตโนมัติ ทำให้การติดเชื้อขยายตัวอย่างรวดเร็วในระบบนิเวศของนักพัฒนา

    มัลแวร์นี้เริ่มต้นด้วยการแทรกสคริปต์ setup_bun.js ลงในไฟล์ package.json โดยอ้างว่าเป็นการติดตั้ง Bun runtime แต่แท้จริงแล้วเป็นตัวโหลดที่เรียกใช้ไฟล์ bun_environment.js ซึ่งถูกเข้ารหัสและมีขนาดใหญ่เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบทั่วไป

    เมื่อทำงาน มัลแวร์จะ เก็บข้อมูล credential จากหลายแหล่ง เช่น GitHub, npm, AWS, GCP และ Azure รวมถึงใช้เครื่องมือ Trufflehog เพื่อค้นหาคีย์และรหัสผ่านที่ซ่อนอยู่ในระบบไฟล์ จากนั้นจะส่งข้อมูลไปยัง repository ที่ผู้โจมตีควบคุม โดยใช้คำอธิบายพิเศษ “Sha1-Hulud: The Second Coming” เพื่อระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายที่ติดเชื้อ

    สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ dead man’s switch ที่ถูกฝังไว้ หากระบบที่ติดเชื้อสูญเสียการเข้าถึงทั้ง GitHub และ npm พร้อมกัน มัลแวร์จะทำลายข้อมูลทันที โดยใน Windows จะลบไฟล์และเขียนทับดิสก์ ส่วนใน Unix จะใช้คำสั่ง shred เพื่อลบไฟล์อย่างถาวร ทำให้การกู้คืนแทบเป็นไปไม่ได้

    สรุปสาระสำคัญ
    ลักษณะการโจมตี
    ใช้มัลแวร์ Shai-Hulud v2 แพร่กระจายผ่าน npm
    มีพฤติกรรม worm-like ติดเชื้อแพ็กเกจอื่นโดยอัตโนมัติ

    วิธีการทำงาน
    แทรกสคริปต์ setup_bun.js ใน package.json
    เรียกใช้ payload bun_environment.js ที่ถูกเข้ารหัส

    การเก็บข้อมูล
    ดึง credential จาก GitHub, npm, AWS, GCP, Azure
    ใช้ Trufflehog สแกนระบบไฟล์หาคีย์และรหัสผ่าน

    ความเสี่ยงร้ายแรง
    มี dead man’s switch ที่ทำลายข้อมูลหากถูกตัดการเชื่อมต่อ
    อาจทำให้ผู้ใช้จำนวนมากสูญเสียข้อมูลพร้อมกัน

    ผลกระทบต่อระบบนิเวศ
    การแพร่กระจายอัตโนมัติทำให้หลายแพ็กเกจอาจถูกติดเชื้อ
    สร้างเครือข่าย botnet-like ที่แชร์ token ระหว่างระบบที่ติดเชื้อ

    https://about.gitlab.com/blog/gitlab-discovers-widespread-npm-supply-chain-attack/
    🛡️ “GitLab พบการโจมตีซัพพลายเชน npm ครั้งใหญ่ พร้อมมัลแวร์ทำลายข้อมูล” ทีมวิจัยด้านความปลอดภัยของ GitLab ได้ค้นพบการโจมตีซัพพลายเชนที่แพร่กระจายผ่านแพ็กเกจ npm โดยมัลแวร์ที่ถูกใช้คือเวอร์ชันใหม่ของ Shai-Hulud ซึ่งมีความสามารถในการแพร่กระจายไปยังแพ็กเกจอื่น ๆ โดยอัตโนมัติ ทำให้การติดเชื้อขยายตัวอย่างรวดเร็วในระบบนิเวศของนักพัฒนา มัลแวร์นี้เริ่มต้นด้วยการแทรกสคริปต์ setup_bun.js ลงในไฟล์ package.json โดยอ้างว่าเป็นการติดตั้ง Bun runtime แต่แท้จริงแล้วเป็นตัวโหลดที่เรียกใช้ไฟล์ bun_environment.js ซึ่งถูกเข้ารหัสและมีขนาดใหญ่เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบทั่วไป เมื่อทำงาน มัลแวร์จะ เก็บข้อมูล credential จากหลายแหล่ง เช่น GitHub, npm, AWS, GCP และ Azure รวมถึงใช้เครื่องมือ Trufflehog เพื่อค้นหาคีย์และรหัสผ่านที่ซ่อนอยู่ในระบบไฟล์ จากนั้นจะส่งข้อมูลไปยัง repository ที่ผู้โจมตีควบคุม โดยใช้คำอธิบายพิเศษ “Sha1-Hulud: The Second Coming” เพื่อระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายที่ติดเชื้อ สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ dead man’s switch ที่ถูกฝังไว้ หากระบบที่ติดเชื้อสูญเสียการเข้าถึงทั้ง GitHub และ npm พร้อมกัน มัลแวร์จะทำลายข้อมูลทันที โดยใน Windows จะลบไฟล์และเขียนทับดิสก์ ส่วนใน Unix จะใช้คำสั่ง shred เพื่อลบไฟล์อย่างถาวร ทำให้การกู้คืนแทบเป็นไปไม่ได้ 📌 สรุปสาระสำคัญ ✅ ลักษณะการโจมตี ➡️ ใช้มัลแวร์ Shai-Hulud v2 แพร่กระจายผ่าน npm ➡️ มีพฤติกรรม worm-like ติดเชื้อแพ็กเกจอื่นโดยอัตโนมัติ ✅ วิธีการทำงาน ➡️ แทรกสคริปต์ setup_bun.js ใน package.json ➡️ เรียกใช้ payload bun_environment.js ที่ถูกเข้ารหัส ✅ การเก็บข้อมูล ➡️ ดึง credential จาก GitHub, npm, AWS, GCP, Azure ➡️ ใช้ Trufflehog สแกนระบบไฟล์หาคีย์และรหัสผ่าน ‼️ ความเสี่ยงร้ายแรง ⛔ มี dead man’s switch ที่ทำลายข้อมูลหากถูกตัดการเชื่อมต่อ ⛔ อาจทำให้ผู้ใช้จำนวนมากสูญเสียข้อมูลพร้อมกัน ‼️ ผลกระทบต่อระบบนิเวศ ⛔ การแพร่กระจายอัตโนมัติทำให้หลายแพ็กเกจอาจถูกติดเชื้อ ⛔ สร้างเครือข่าย botnet-like ที่แชร์ token ระหว่างระบบที่ติดเชื้อ https://about.gitlab.com/blog/gitlab-discovers-widespread-npm-supply-chain-attack/
    ABOUT.GITLAB.COM
    GitLab discovers widespread npm supply chain attack
    Malware driving attack includes "dead man's switch" that can harm user data.
    0 Comments 0 Shares 78 Views 0 Reviews
  • “Qualcomm เปิดตัว Snapdragon 8 Elite Gen 5 พร้อมซัพพอร์ต Linux แบบวันเดียว”

    Qualcomm Technologies ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญด้วยการ ปล่อยแพตช์ซัพพอร์ต Linux สำหรับ Snapdragon 8 Elite Gen 5 ภายในวันเดียวหลังจากเปิดตัวชิปใหม่ ถือเป็นการยกระดับแนวคิด developer-first ที่ช่วยให้นักพัฒนาสามารถเข้าถึงฟีเจอร์ใหม่ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอการ upstream ที่ยืดเยื้อ

    รายละเอียดฟีเจอร์ที่ถูก upstream
    รองรับ Qualcomm Oryon CPUs พร้อม DVFS และการจัดการพลังงาน
    ระบบ I/O ความเร็วสูง เช่น PCIe, USB 3.0, UFS 4.1
    โมดูลการเชื่อมต่อ WCN7851 สำหรับ Wi-Fi และ Bluetooth
    ซับซิสเต็ม Hexagon DSP สำหรับงาน audio และ compute
    หน่วยประมวลผลภาพและเสียง เช่น Iris VPU, Adreno GPU, WSA8845/WCD9395 codecs

    ความสำคัญต่อชุมชนโอเพ่นซอร์ส
    การ upstream แบบทันทีนี้ทำให้นักพัฒนาสามารถทดลองใช้ Debian image ที่พร้อมบูตได้ทันที พร้อมเข้าถึงแพตช์บน Linux kernel mailing lists โดยไม่ต้องลงทะเบียนใด ๆ สิ่งนี้ช่วยลด “time-to-market” และสร้างความมั่นใจว่าฟีเจอร์ใหม่จะถูกทดสอบและปรับปรุงอย่างรวดเร็วโดยชุมชน

    ผลกระทบต่อระบบนิเวศ
    Snapdragon 8 Elite Gen 5 ถูกออกแบบเพื่อรองรับงาน AI inference, multimedia และการประมวลผลกราฟิกขั้นสูง การที่ Qualcomm เปิดให้เข้าถึง upstream ได้ทันทีจึงเป็นการสร้างความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ ทั้งในด้านการพัฒนาแอปพลิเคชันใหม่และการสร้างระบบที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูง

    สรุปสาระสำคัญ
    การปล่อยแพตช์ทันที
    Qualcomm upstream ซัพพอร์ต Linux ภายในวันเดียวหลังเปิดตัว Snapdragon 8 Elite Gen 5
    Debian image พร้อมใช้งานสำหรับนักพัฒนา

    ฟีเจอร์หลักที่รองรับ
    Oryon CPUs, PCIe, USB 3.0, UFS 4.1
    Iris VPU, Adreno GPU, Hexagon DSP, Audio codecs

    ผลต่อชุมชนโอเพ่นซอร์ส
    ลดเวลาในการเข้าถึงฟีเจอร์ใหม่
    เปิดให้ทดสอบและปรับปรุงโดยนักพัฒนาทั่วโลก

    ข้อควรระวัง
    ฟีเจอร์บางส่วน เช่น Display และ GPU device tree ยังไม่ถูก upstream เต็มรูปแบบ
    ต้องติดตามการอัปเดตแพตช์เพิ่มเติมในอนาคต

    https://www.qualcomm.com/developer/blog/2025/10/same-day-snapdragon-8-elite-gen-5-upstream-linux-support
    📰 “Qualcomm เปิดตัว Snapdragon 8 Elite Gen 5 พร้อมซัพพอร์ต Linux แบบวันเดียว” Qualcomm Technologies ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญด้วยการ ปล่อยแพตช์ซัพพอร์ต Linux สำหรับ Snapdragon 8 Elite Gen 5 ภายในวันเดียวหลังจากเปิดตัวชิปใหม่ ถือเป็นการยกระดับแนวคิด developer-first ที่ช่วยให้นักพัฒนาสามารถเข้าถึงฟีเจอร์ใหม่ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอการ upstream ที่ยืดเยื้อ 🔧 รายละเอียดฟีเจอร์ที่ถูก upstream 🎗️ รองรับ Qualcomm Oryon CPUs พร้อม DVFS และการจัดการพลังงาน 🎗️ ระบบ I/O ความเร็วสูง เช่น PCIe, USB 3.0, UFS 4.1 🎗️ โมดูลการเชื่อมต่อ WCN7851 สำหรับ Wi-Fi และ Bluetooth 🎗️ ซับซิสเต็ม Hexagon DSP สำหรับงาน audio และ compute 🎗️ หน่วยประมวลผลภาพและเสียง เช่น Iris VPU, Adreno GPU, WSA8845/WCD9395 codecs 🌐 ความสำคัญต่อชุมชนโอเพ่นซอร์ส การ upstream แบบทันทีนี้ทำให้นักพัฒนาสามารถทดลองใช้ Debian image ที่พร้อมบูตได้ทันที พร้อมเข้าถึงแพตช์บน Linux kernel mailing lists โดยไม่ต้องลงทะเบียนใด ๆ สิ่งนี้ช่วยลด “time-to-market” และสร้างความมั่นใจว่าฟีเจอร์ใหม่จะถูกทดสอบและปรับปรุงอย่างรวดเร็วโดยชุมชน 🚀 ผลกระทบต่อระบบนิเวศ Snapdragon 8 Elite Gen 5 ถูกออกแบบเพื่อรองรับงาน AI inference, multimedia และการประมวลผลกราฟิกขั้นสูง การที่ Qualcomm เปิดให้เข้าถึง upstream ได้ทันทีจึงเป็นการสร้างความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ ทั้งในด้านการพัฒนาแอปพลิเคชันใหม่และการสร้างระบบที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูง 📌 สรุปสาระสำคัญ ✅ การปล่อยแพตช์ทันที ➡️ Qualcomm upstream ซัพพอร์ต Linux ภายในวันเดียวหลังเปิดตัว Snapdragon 8 Elite Gen 5 ➡️ Debian image พร้อมใช้งานสำหรับนักพัฒนา ✅ ฟีเจอร์หลักที่รองรับ ➡️ Oryon CPUs, PCIe, USB 3.0, UFS 4.1 ➡️ Iris VPU, Adreno GPU, Hexagon DSP, Audio codecs ✅ ผลต่อชุมชนโอเพ่นซอร์ส ➡️ ลดเวลาในการเข้าถึงฟีเจอร์ใหม่ ➡️ เปิดให้ทดสอบและปรับปรุงโดยนักพัฒนาทั่วโลก ‼️ ข้อควรระวัง ⛔ ฟีเจอร์บางส่วน เช่น Display และ GPU device tree ยังไม่ถูก upstream เต็มรูปแบบ ⛔ ต้องติดตามการอัปเดตแพตช์เพิ่มเติมในอนาคต https://www.qualcomm.com/developer/blog/2025/10/same-day-snapdragon-8-elite-gen-5-upstream-linux-support
    WWW.QUALCOMM.COM
    Same-day upstream Linux support for Snapdragon 8 Elite Gen 5 mobile platform
    Initial kernel and subsystem support for new Snapdragon 8 Elite Gen 5 posted for review. Learn what’s in the patches and how you can start working with them.
    0 Comments 0 Shares 86 Views 0 Reviews
  • “ฟินแลนด์เริ่มสร้างแบตเตอรี่ทราย 250MWh สำหรับความร้อนและบริการเสริม”.

    ฟินแลนด์กำลังจะเริ่มการก่อสร้างแบตเตอรี่ทรายขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีความจุถึง 250 เมกะวัตต์ชั่วโมง (MWh) จุดเด่นของเทคโนโลยีนี้คือการใช้ ทรายธรรมดา เป็นสื่อเก็บพลังงานความร้อน ซึ่งสามารถเก็บความร้อนไว้ได้นานหลายเดือนและนำมาใช้ในฤดูหนาวที่ต้องการพลังงานสูง

    แบตเตอรี่ทรายทำงานโดยการใช้ไฟฟ้าส่วนเกินจากพลังงานหมุนเวียน เช่น ลมและแสงอาทิตย์ มาสร้างความร้อนและเก็บไว้ในทรายที่มีฉนวนกันความร้อน เมื่อถึงเวลาที่ต้องการพลังงาน ระบบสามารถปล่อยความร้อนออกมาเพื่อใช้ในการทำความร้อนในเมือง หรือแปลงกลับเป็นไฟฟ้าเพื่อเสริมเสถียรภาพของโครงข่ายไฟฟ้า

    โครงการนี้ไม่เพียงช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล แต่ยังมีต้นทุนต่ำกว่าการสร้างแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาดใหญ่ และมีความปลอดภัยสูง เนื่องจากทรายไม่ติดไฟและไม่เสื่อมสภาพเร็วเหมือนสารเคมีในแบตเตอรี่ทั่วไป

    นอกจากนี้ การพัฒนาแบตเตอรี่ทรายยังสะท้อนถึงแนวโน้มใหม่ในยุโรปที่มุ่งหาวิธีการจัดเก็บพลังงานหมุนเวียนในระยะยาว เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างเต็มรูปแบบ และลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดพลังงานโลก

    สรุปสาระสำคัญ
    รายละเอียดโครงการ
    แบตเตอรี่ทรายขนาด 250MWh จะเริ่มก่อสร้างในฟินแลนด์
    ใช้ทรายเป็นสื่อเก็บพลังงานความร้อน

    การทำงานของแบตเตอรี่ทราย
    ใช้ไฟฟ้าส่วนเกินจากพลังงานหมุนเวียนเพื่อสร้างความร้อน
    เก็บความร้อนไว้ในทรายและปล่อยออกมาเมื่อจำเป็น

    ข้อดีของเทคโนโลยีนี้
    ต้นทุนต่ำกว่าการใช้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน
    ปลอดภัย ไม่ติดไฟ และเก็บพลังงานได้นานหลายเดือน

    ความท้าทายและข้อควรระวัง
    การแปลงความร้อนกลับเป็นไฟฟ้ายังมีประสิทธิภาพต่ำ
    ต้องใช้พื้นที่และโครงสร้างขนาดใหญ่ในการติดตั้ง

    ผลกระทบระยะยาว
    หากไม่พัฒนาเทคโนโลยีเสริม อาจจำกัดการใช้งานในบางสถานการณ์
    ต้องพิจารณาการบูรณาการเข้ากับระบบพลังงานเดิมอย่างรอบคอบ

    https://www.energy-storage.news/250mwh-sand-battery-to-start-construction-in-finland-for-both-heating-and-ancillary-services/
    🏗️ “ฟินแลนด์เริ่มสร้างแบตเตอรี่ทราย 250MWh สำหรับความร้อนและบริการเสริม”. ฟินแลนด์กำลังจะเริ่มการก่อสร้างแบตเตอรี่ทรายขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีความจุถึง 250 เมกะวัตต์ชั่วโมง (MWh) จุดเด่นของเทคโนโลยีนี้คือการใช้ ทรายธรรมดา เป็นสื่อเก็บพลังงานความร้อน ซึ่งสามารถเก็บความร้อนไว้ได้นานหลายเดือนและนำมาใช้ในฤดูหนาวที่ต้องการพลังงานสูง แบตเตอรี่ทรายทำงานโดยการใช้ไฟฟ้าส่วนเกินจากพลังงานหมุนเวียน เช่น ลมและแสงอาทิตย์ มาสร้างความร้อนและเก็บไว้ในทรายที่มีฉนวนกันความร้อน เมื่อถึงเวลาที่ต้องการพลังงาน ระบบสามารถปล่อยความร้อนออกมาเพื่อใช้ในการทำความร้อนในเมือง หรือแปลงกลับเป็นไฟฟ้าเพื่อเสริมเสถียรภาพของโครงข่ายไฟฟ้า โครงการนี้ไม่เพียงช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล แต่ยังมีต้นทุนต่ำกว่าการสร้างแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาดใหญ่ และมีความปลอดภัยสูง เนื่องจากทรายไม่ติดไฟและไม่เสื่อมสภาพเร็วเหมือนสารเคมีในแบตเตอรี่ทั่วไป นอกจากนี้ การพัฒนาแบตเตอรี่ทรายยังสะท้อนถึงแนวโน้มใหม่ในยุโรปที่มุ่งหาวิธีการจัดเก็บพลังงานหมุนเวียนในระยะยาว เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างเต็มรูปแบบ และลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดพลังงานโลก 📌 สรุปสาระสำคัญ ✅ รายละเอียดโครงการ ➡️ แบตเตอรี่ทรายขนาด 250MWh จะเริ่มก่อสร้างในฟินแลนด์ ➡️ ใช้ทรายเป็นสื่อเก็บพลังงานความร้อน ✅ การทำงานของแบตเตอรี่ทราย ➡️ ใช้ไฟฟ้าส่วนเกินจากพลังงานหมุนเวียนเพื่อสร้างความร้อน ➡️ เก็บความร้อนไว้ในทรายและปล่อยออกมาเมื่อจำเป็น ✅ ข้อดีของเทคโนโลยีนี้ ➡️ ต้นทุนต่ำกว่าการใช้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ➡️ ปลอดภัย ไม่ติดไฟ และเก็บพลังงานได้นานหลายเดือน ‼️ ความท้าทายและข้อควรระวัง ⛔ การแปลงความร้อนกลับเป็นไฟฟ้ายังมีประสิทธิภาพต่ำ ⛔ ต้องใช้พื้นที่และโครงสร้างขนาดใหญ่ในการติดตั้ง ‼️ ผลกระทบระยะยาว ⛔ หากไม่พัฒนาเทคโนโลยีเสริม อาจจำกัดการใช้งานในบางสถานการณ์ ⛔ ต้องพิจารณาการบูรณาการเข้ากับระบบพลังงานเดิมอย่างรอบคอบ https://www.energy-storage.news/250mwh-sand-battery-to-start-construction-in-finland-for-both-heating-and-ancillary-services/
    WWW.ENERGY-STORAGE.NEWS
    250MWh 'Sand Battery' to start construction in Finland, for both heating and ancillary services
    Polar Night Energy and Lahti Energia have partnered for a project using 'Sand Battery' technology for a district heating network in Finland.
    0 Comments 0 Shares 92 Views 0 Reviews
  • “BanRays – แว่นตาตรวจจับกล้องซ่อนในสมาร์ตกลาส”

    โครงการ BanRays ถูกสร้างขึ้นเพื่อแก้ปัญหาความเป็นส่วนตัวที่เกิดจากสมาร์ตกลาสรุ่นใหม่ที่มีการติดตั้งกล้องซ่อนอยู่ภายใน โดยผู้พัฒนาใช้หลักการ retro-reflectivity หรือ cat-eye effect ซึ่งเป็นคุณสมบัติของเลนส์กล้องที่สะท้อนแสงอินฟราเรดกลับไปยังต้นทาง ทำให้สามารถตรวจจับได้แม้ในมุมที่ยากต่อการมองเห็นด้วยตาเปล่า

    แนวคิดนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะมีการศึกษาเรื่อง “capture-resistant environments” ตั้งแต่ปี 2005 และงานวิจัยล่าสุดในปี 2024 ก็สามารถจำแนกกล้องแต่ละรุ่นจากลักษณะการสะท้อนแสงได้ แต่ BanRays เลือกใช้วิธีที่ไม่ต้องพึ่งกล้องตรวจจับเอง เพื่อลดความซับซ้อนและหลีกเลี่ยงการใช้ Machine Learning ที่ต้องการข้อมูลจำนวนมาก

    สำหรับการสร้างต้นแบบ ผู้พัฒนาใช้ Arduino Uno, ไฟ LED อินฟราเรด 940nm, photodiode และทรานซิสเตอร์ 2222A เพื่อสร้างวงจรตรวจจับ โดยการกวาดสัญญาณ (sweeps) และวิเคราะห์รูปแบบคลื่นสะท้อน เช่น กล้องสมาร์ตโฟนจะให้สัญญาณ spike ที่ชัดเจน ในขณะที่พื้นผิวมันวาวทั่วไปจะให้คลื่นที่ยาวและนุ่มนวลกว่า

    โครงการนี้ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น แต่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นอุปกรณ์สวมใส่ที่ช่วยป้องกันการละเมิดความเป็นส่วนตัวในพื้นที่สาธารณะ โดยเฉพาะเมื่อสมาร์ตกลาสที่มีการบันทึกภาพถูกผลักดันเข้าสู่ตลาดมากขึ้นในอนาคต

    สรุปสาระสำคัญ
    แนวคิดหลักของ BanRays
    ใช้แสงอินฟราเรดสะท้อนจากเลนส์กล้อง (retro-reflectivity)
    ไม่ใช้กล้องตรวจจับเอง เพื่อลดความซับซ้อน

    การสร้างต้นแบบ
    ใช้ Arduino Uno, IR LED 940nm, photodiode และทรานซิสเตอร์ 2222A
    วิเคราะห์สัญญาณสะท้อนเพื่อแยกกล้องออกจากพื้นผิวทั่วไป

    ความสำคัญต่อสังคม
    ป้องกันการละเมิดความเป็นส่วนตัวจากสมาร์ตกลาสที่มีการบันทึกภาพ
    สร้างความมั่นใจในพื้นที่สาธารณะ

    ข้อจำกัดและความเสี่ยง
    ยังอยู่ในระยะต้นแบบ ต้องการการทดสอบเพิ่มเติม
    อาจมีความท้าทายในการแยกสัญญาณจากพื้นผิวสะท้อนที่ซับซ้อน

    https://github.com/NullPxl/banrays
    👓 “BanRays – แว่นตาตรวจจับกล้องซ่อนในสมาร์ตกลาส” โครงการ BanRays ถูกสร้างขึ้นเพื่อแก้ปัญหาความเป็นส่วนตัวที่เกิดจากสมาร์ตกลาสรุ่นใหม่ที่มีการติดตั้งกล้องซ่อนอยู่ภายใน โดยผู้พัฒนาใช้หลักการ retro-reflectivity หรือ cat-eye effect ซึ่งเป็นคุณสมบัติของเลนส์กล้องที่สะท้อนแสงอินฟราเรดกลับไปยังต้นทาง ทำให้สามารถตรวจจับได้แม้ในมุมที่ยากต่อการมองเห็นด้วยตาเปล่า แนวคิดนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะมีการศึกษาเรื่อง “capture-resistant environments” ตั้งแต่ปี 2005 และงานวิจัยล่าสุดในปี 2024 ก็สามารถจำแนกกล้องแต่ละรุ่นจากลักษณะการสะท้อนแสงได้ แต่ BanRays เลือกใช้วิธีที่ไม่ต้องพึ่งกล้องตรวจจับเอง เพื่อลดความซับซ้อนและหลีกเลี่ยงการใช้ Machine Learning ที่ต้องการข้อมูลจำนวนมาก สำหรับการสร้างต้นแบบ ผู้พัฒนาใช้ Arduino Uno, ไฟ LED อินฟราเรด 940nm, photodiode และทรานซิสเตอร์ 2222A เพื่อสร้างวงจรตรวจจับ โดยการกวาดสัญญาณ (sweeps) และวิเคราะห์รูปแบบคลื่นสะท้อน เช่น กล้องสมาร์ตโฟนจะให้สัญญาณ spike ที่ชัดเจน ในขณะที่พื้นผิวมันวาวทั่วไปจะให้คลื่นที่ยาวและนุ่มนวลกว่า โครงการนี้ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น แต่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นอุปกรณ์สวมใส่ที่ช่วยป้องกันการละเมิดความเป็นส่วนตัวในพื้นที่สาธารณะ โดยเฉพาะเมื่อสมาร์ตกลาสที่มีการบันทึกภาพถูกผลักดันเข้าสู่ตลาดมากขึ้นในอนาคต 📌 สรุปสาระสำคัญ ✅ แนวคิดหลักของ BanRays ➡️ ใช้แสงอินฟราเรดสะท้อนจากเลนส์กล้อง (retro-reflectivity) ➡️ ไม่ใช้กล้องตรวจจับเอง เพื่อลดความซับซ้อน ✅ การสร้างต้นแบบ ➡️ ใช้ Arduino Uno, IR LED 940nm, photodiode และทรานซิสเตอร์ 2222A ➡️ วิเคราะห์สัญญาณสะท้อนเพื่อแยกกล้องออกจากพื้นผิวทั่วไป ✅ ความสำคัญต่อสังคม ➡️ ป้องกันการละเมิดความเป็นส่วนตัวจากสมาร์ตกลาสที่มีการบันทึกภาพ ➡️ สร้างความมั่นใจในพื้นที่สาธารณะ ‼️ ข้อจำกัดและความเสี่ยง ⛔ ยังอยู่ในระยะต้นแบบ ต้องการการทดสอบเพิ่มเติม ⛔ อาจมีความท้าทายในการแยกสัญญาณจากพื้นผิวสะท้อนที่ซับซ้อน https://github.com/NullPxl/banrays
    GITHUB.COM
    GitHub - NullPxl/banrays: Glasses to detect smart-glasses that have cameras. Ray-BANNED
    Glasses to detect smart-glasses that have cameras. Ray-BANNED - NullPxl/banrays
    0 Comments 0 Shares 81 Views 0 Reviews
  • “เรียกร้องให้การทำงาน Open-Source ได้รับการยอมรับเป็นงานอาสาสมัครในเยอรมนี”

    การพัฒนาซอฟต์แวร์ Open-Source ถือเป็นรากฐานสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นการบริหารรัฐ การศึกษา วิทยาศาสตร์ ไปจนถึงเศรษฐกิจ แต่ปัจจุบันงานที่ทำโดยอาสาสมัครนับพันคนยังไม่ได้รับการยอมรับว่าเป็นงานอาสาสมัครอย่างเป็นทางการ ทั้งในด้านภาษีและการสนับสนุนทางการเงิน

    ผู้ริเริ่มคำร้องชี้ว่า งาน Open-Source เป็นการสร้างซอฟต์แวร์ที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเปิดให้ทุกคนเข้าถึงได้ฟรี ซึ่งมีผลโดยตรงต่อความมั่นคง ความปลอดภัย และนวัตกรรมของประเทศ เยอรมนีเองก็ระบุในข้อตกลงรัฐบาลว่าซอฟต์แวร์ Open-Source เป็นเสาหลักของ “อธิปไตยทางดิจิทัล” แต่กลับไม่ให้สถานะทางกฎหมายที่เทียบเท่างานอาสาสมัครอื่น ๆ

    การยอมรับอย่างเป็นทางการจะช่วยให้ผู้พัฒนาได้รับสิทธิประโยชน์ เช่น การชดเชยค่าใช้จ่ายที่ปลอดภาษี การออกใบเสร็จบริจาค และการคุ้มครองด้านความรับผิดทางกฎหมาย ซึ่งจะสร้างความยั่งยืนและความชัดเจนให้กับการทำงานอาสาสมัครดิจิทัล

    นอกจากนี้ เยอรมนียังถูกมองว่าล้าหลังเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ที่มีการสนับสนุนงาน Open-Source ผ่านสิทธิประโยชน์ทางภาษีและการสนับสนุนเชิงสถาบัน หากไม่เร่งแก้ไข อาจทำให้ประเทศเสียเปรียบในการแข่งขันด้านเทคโนโลยีระดับโลก

    สรุปสาระสำคัญ
    ความสำคัญของ Open-Source ต่อสาธารณะ
    เป็นรากฐานของระบบดิจิทัล เช่น โปรโตคอลอินเทอร์เน็ต ระบบความปลอดภัย และ AI frameworks
    สร้างซอฟต์แวร์ที่โปร่งใสและตรวจสอบได้

    ลักษณะงานอาสาสมัคร
    ส่วนใหญ่ทำโดยไม่รับค่าตอบแทนในเวลาว่าง
    มีความรับผิดชอบต่อความปลอดภัยและเสถียรภาพของระบบ

    ผลประโยชน์จากการยอมรับทางกฎหมาย
    ได้สิทธิชดเชยค่าใช้จ่ายปลอดภาษี
    สามารถออกใบเสร็จบริจาคและได้รับการคุ้มครองทางกฎหมาย

    ความเสี่ยงหากไม่ยอมรับ
    อาสาสมัครต้องแบกรับภาระโดยไม่มีการสนับสนุน
    เยอรมนีอาจล้าหลังในการแข่งขันด้านเทคโนโลยีระดับโลก

    ผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจ
    ความไม่สมดุลระหว่างผู้ใช้ที่ได้ประโยชน์กับผู้พัฒนาที่ไม่ได้รับการสนับสนุน
    เสี่ยงต่อการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติและลดความมั่นคงทางดิจิทัล

    https://www.openpetition.de/petition/online/recognition-of-work-on-open-source-as-volunteering-in-germany
    💻 “เรียกร้องให้การทำงาน Open-Source ได้รับการยอมรับเป็นงานอาสาสมัครในเยอรมนี” การพัฒนาซอฟต์แวร์ Open-Source ถือเป็นรากฐานสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นการบริหารรัฐ การศึกษา วิทยาศาสตร์ ไปจนถึงเศรษฐกิจ แต่ปัจจุบันงานที่ทำโดยอาสาสมัครนับพันคนยังไม่ได้รับการยอมรับว่าเป็นงานอาสาสมัครอย่างเป็นทางการ ทั้งในด้านภาษีและการสนับสนุนทางการเงิน ผู้ริเริ่มคำร้องชี้ว่า งาน Open-Source เป็นการสร้างซอฟต์แวร์ที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเปิดให้ทุกคนเข้าถึงได้ฟรี ซึ่งมีผลโดยตรงต่อความมั่นคง ความปลอดภัย และนวัตกรรมของประเทศ เยอรมนีเองก็ระบุในข้อตกลงรัฐบาลว่าซอฟต์แวร์ Open-Source เป็นเสาหลักของ “อธิปไตยทางดิจิทัล” แต่กลับไม่ให้สถานะทางกฎหมายที่เทียบเท่างานอาสาสมัครอื่น ๆ การยอมรับอย่างเป็นทางการจะช่วยให้ผู้พัฒนาได้รับสิทธิประโยชน์ เช่น การชดเชยค่าใช้จ่ายที่ปลอดภาษี การออกใบเสร็จบริจาค และการคุ้มครองด้านความรับผิดทางกฎหมาย ซึ่งจะสร้างความยั่งยืนและความชัดเจนให้กับการทำงานอาสาสมัครดิจิทัล นอกจากนี้ เยอรมนียังถูกมองว่าล้าหลังเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ที่มีการสนับสนุนงาน Open-Source ผ่านสิทธิประโยชน์ทางภาษีและการสนับสนุนเชิงสถาบัน หากไม่เร่งแก้ไข อาจทำให้ประเทศเสียเปรียบในการแข่งขันด้านเทคโนโลยีระดับโลก 📌 สรุปสาระสำคัญ ✅ ความสำคัญของ Open-Source ต่อสาธารณะ ➡️ เป็นรากฐานของระบบดิจิทัล เช่น โปรโตคอลอินเทอร์เน็ต ระบบความปลอดภัย และ AI frameworks ➡️ สร้างซอฟต์แวร์ที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ ✅ ลักษณะงานอาสาสมัคร ➡️ ส่วนใหญ่ทำโดยไม่รับค่าตอบแทนในเวลาว่าง ➡️ มีความรับผิดชอบต่อความปลอดภัยและเสถียรภาพของระบบ ✅ ผลประโยชน์จากการยอมรับทางกฎหมาย ➡️ ได้สิทธิชดเชยค่าใช้จ่ายปลอดภาษี ➡️ สามารถออกใบเสร็จบริจาคและได้รับการคุ้มครองทางกฎหมาย ‼️ ความเสี่ยงหากไม่ยอมรับ ⛔ อาสาสมัครต้องแบกรับภาระโดยไม่มีการสนับสนุน ⛔ เยอรมนีอาจล้าหลังในการแข่งขันด้านเทคโนโลยีระดับโลก ‼️ ผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจ ⛔ ความไม่สมดุลระหว่างผู้ใช้ที่ได้ประโยชน์กับผู้พัฒนาที่ไม่ได้รับการสนับสนุน ⛔ เสี่ยงต่อการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติและลดความมั่นคงทางดิจิทัล https://www.openpetition.de/petition/online/recognition-of-work-on-open-source-as-volunteering-in-germany
    WWW.OPENPETITION.DE
    Recognition of Work on Open-Source as Volunteering in Germany - Online-Petition
    Open-Source-Software builds the foundations of digital infrastructure in big parts - in administration, economy, science and daily life. Even the current coalition agreement of the Federal Government mentions Open-Source-Software as a fundamental building block for the achievement of digital sovereignty. However, the work done by thousands of volunteers for this goal is not recognised as volunteering, neither fiscally nor in terms of funding. This imbalance between societal importance and legal
    0 Comments 0 Shares 80 Views 0 Reviews
  • “Meta ซ่อนหนี้ 27 พันล้านผ่านดีลศูนย์ข้อมูล Hyperion”

    Meta Platforms กำลังสร้างศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ชื่อ Hyperion ที่ Richland Parish, Louisiana ด้วยมูลค่าลงทุนกว่า 27 พันล้านดอลลาร์ แต่แทนที่จะบันทึกหนี้และสินทรัพย์นี้ในงบการเงินของตนเอง Meta เลือกใช้โครงสร้างร่วมทุนกับ Blue Owl Capital โดยให้บริษัทในเครือ Beignet Investor LLC ถือหุ้น 80% และ Meta ถือเพียง 20%

    แม้ Meta จะถือหุ้นส่วนน้อย แต่บริษัทกลับเป็นผู้จัดการก่อสร้างและผู้เช่าหลักของศูนย์ข้อมูลทั้งหมด พร้อมรับประกันค่าเช่าและมูลค่าทรัพย์สินในอนาคตผ่านสัญญา Residual Value Guarantee (RVG) ซึ่งทำให้โครงการนี้ยังคงผูกพันกับความเสี่ยงของ Meta อย่างเข้มข้น แม้จะไม่ปรากฏในงบการเงินโดยตรง

    การจัดโครงสร้างเช่นนี้ช่วยให้ Meta รักษาอันดับเครดิตและภาพลักษณ์ทางการเงินให้ดู “แข็งแรง” แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายตั้งข้อสงสัยว่าเป็นการใช้ช่องว่างทางบัญชีเพื่อซ่อนหนี้จริง ๆ ที่บริษัทต้องรับผิดชอบอยู่ดี หากความต้องการศูนย์ข้อมูลลดลงหรือเกิดปัญหาทางเศรษฐกิจ Meta อาจต้องแบกรับภาระมหาศาลที่ไม่เคยถูกเปิดเผยในงบการเงิน

    นอกจากนี้ โครงการ Hyperion ยังสะท้อนการแข่งขันด้าน AI ระหว่างบริษัทยักษ์ใหญ่ เช่น Google และ OpenAI ที่ต่างลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐานศูนย์ข้อมูลทั่วโลก การที่ Meta ใช้โครงสร้างทางการเงินเช่นนี้จึงถูกจับตามองว่าเป็นทั้ง “กลยุทธ์เชิงรุก” และ “ความเสี่ยงเชิงซ่อนเร้น” ในเวลาเดียวกัน

    สรุปสาระสำคัญ
    โครงสร้างการลงทุน Hyperion
    Meta ถือหุ้น 20% แต่ Blue Owl Capital ถือ 80% ผ่าน Beignet Investor LLC
    มูลค่าโครงการรวมกว่า 27 พันล้านดอลลาร์

    บทบาทของ Meta
    Meta เป็นผู้จัดการก่อสร้างและผู้เช่าหลักของศูนย์ข้อมูล
    มีสัญญา Residual Value Guarantee เพื่อค้ำประกันมูลค่าทรัพย์สิน

    ผลต่ออันดับเครดิต
    การซ่อนหนี้ช่วยให้ Meta รักษาอันดับเครดิต A+
    ภาพลักษณ์ทางการเงินดูแข็งแรงแม้มีภาระจริง

    ความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่
    หากความต้องการศูนย์ข้อมูลลดลง Meta ต้องรับภาระค่าเช่าและหนี้
    ช่องว่างทางบัญชีอาจถูกตรวจสอบหากกฎเกณฑ์เปลี่ยนแปลง

    ผลกระทบระยะยาว
    หากตลาดศูนย์ข้อมูลอิ่มตัว มูลค่าทรัพย์สินอาจต่ำกว่าที่รับประกัน
    อาจกระทบต่อเสถียรภาพการเงินของ Meta ในอนาคต

    https://stohl.substack.com/p/exclusive-credit-report-shows-meta
    🏢 “Meta ซ่อนหนี้ 27 พันล้านผ่านดีลศูนย์ข้อมูล Hyperion” Meta Platforms กำลังสร้างศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ชื่อ Hyperion ที่ Richland Parish, Louisiana ด้วยมูลค่าลงทุนกว่า 27 พันล้านดอลลาร์ แต่แทนที่จะบันทึกหนี้และสินทรัพย์นี้ในงบการเงินของตนเอง Meta เลือกใช้โครงสร้างร่วมทุนกับ Blue Owl Capital โดยให้บริษัทในเครือ Beignet Investor LLC ถือหุ้น 80% และ Meta ถือเพียง 20% แม้ Meta จะถือหุ้นส่วนน้อย แต่บริษัทกลับเป็นผู้จัดการก่อสร้างและผู้เช่าหลักของศูนย์ข้อมูลทั้งหมด พร้อมรับประกันค่าเช่าและมูลค่าทรัพย์สินในอนาคตผ่านสัญญา Residual Value Guarantee (RVG) ซึ่งทำให้โครงการนี้ยังคงผูกพันกับความเสี่ยงของ Meta อย่างเข้มข้น แม้จะไม่ปรากฏในงบการเงินโดยตรง การจัดโครงสร้างเช่นนี้ช่วยให้ Meta รักษาอันดับเครดิตและภาพลักษณ์ทางการเงินให้ดู “แข็งแรง” แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายตั้งข้อสงสัยว่าเป็นการใช้ช่องว่างทางบัญชีเพื่อซ่อนหนี้จริง ๆ ที่บริษัทต้องรับผิดชอบอยู่ดี หากความต้องการศูนย์ข้อมูลลดลงหรือเกิดปัญหาทางเศรษฐกิจ Meta อาจต้องแบกรับภาระมหาศาลที่ไม่เคยถูกเปิดเผยในงบการเงิน นอกจากนี้ โครงการ Hyperion ยังสะท้อนการแข่งขันด้าน AI ระหว่างบริษัทยักษ์ใหญ่ เช่น Google และ OpenAI ที่ต่างลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐานศูนย์ข้อมูลทั่วโลก การที่ Meta ใช้โครงสร้างทางการเงินเช่นนี้จึงถูกจับตามองว่าเป็นทั้ง “กลยุทธ์เชิงรุก” และ “ความเสี่ยงเชิงซ่อนเร้น” ในเวลาเดียวกัน 📌 สรุปสาระสำคัญ ✅ โครงสร้างการลงทุน Hyperion ➡️ Meta ถือหุ้น 20% แต่ Blue Owl Capital ถือ 80% ผ่าน Beignet Investor LLC ➡️ มูลค่าโครงการรวมกว่า 27 พันล้านดอลลาร์ ✅ บทบาทของ Meta ➡️ Meta เป็นผู้จัดการก่อสร้างและผู้เช่าหลักของศูนย์ข้อมูล ➡️ มีสัญญา Residual Value Guarantee เพื่อค้ำประกันมูลค่าทรัพย์สิน ✅ ผลต่ออันดับเครดิต ➡️ การซ่อนหนี้ช่วยให้ Meta รักษาอันดับเครดิต A+ ➡️ ภาพลักษณ์ทางการเงินดูแข็งแรงแม้มีภาระจริง ‼️ ความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ ⛔ หากความต้องการศูนย์ข้อมูลลดลง Meta ต้องรับภาระค่าเช่าและหนี้ ⛔ ช่องว่างทางบัญชีอาจถูกตรวจสอบหากกฎเกณฑ์เปลี่ยนแปลง ‼️ ผลกระทบระยะยาว ⛔ หากตลาดศูนย์ข้อมูลอิ่มตัว มูลค่าทรัพย์สินอาจต่ำกว่าที่รับประกัน ⛔ อาจกระทบต่อเสถียรภาพการเงินของ Meta ในอนาคต https://stohl.substack.com/p/exclusive-credit-report-shows-meta
    STOHL.SUBSTACK.COM
    EXCLUSIVE: Credit Report Shows Meta Keeping $27 Billion Off Its Books Through Advanced Geometry
    FSG LLC’s preliminary rating explains how a data center and selective eyesight create a perfectly legal accounting miracle.
    0 Comments 0 Shares 54 Views 0 Reviews
  • Empathy Meets IT Security – เส้นทางสู่การปฏิบัติตามอย่างจริงจัง

    หลายองค์กรพบว่า นโยบายความปลอดภัยด้าน IT มักถูกมองว่าเป็นอุปสรรค ทำให้พนักงานต่อต้านและไม่ปฏิบัติตาม ส่งผลให้การบังคับใช้ไม่ประสบความสำเร็จและบั่นทอนความร่วมมือระหว่างฝ่าย IT กับธุรกิจ แนวคิดใหม่ที่เรียกว่า Empathetic Policy Engineering จึงถูกเสนอขึ้น เพื่อให้การออกแบบนโยบายความปลอดภัยคำนึงถึงความเป็นจริงของงานและความต้องการของผู้ใช้.

    ปัจจัยที่ทำให้ผู้ใช้ละเมิดนโยบาย
    การทดลองพบว่าแม้ผู้ใช้จะมีทัศนคติที่ดีต่อความปลอดภัย แต่เมื่อเจอ แรงกดดันจากงานและเวลา พวกเขามักละเมิดนโยบายโดยไม่ได้ตั้งใจ ปัจจัยเช่น เป้าหมายที่ทะเยอทะยาน, ความจำเป็นในการทำงานร่วมกันอย่างราบรื่น, และการขาดทรัพยากรที่เหมาะสม ล้วนทำให้ผู้ใช้เลือกทางที่ง่ายกว่าความปลอดภัย.

    วิธีการแก้ไขด้วย Empathetic Policy Engineering
    Stakeholder Analysis – วิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อเข้าใจความขัดแย้งระหว่างเป้าหมายและทรัพยากร
    Design with Users in Mind – ออกแบบนโยบายที่สอดคล้องกับการทำงานจริง โดยให้ผู้ใช้มีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น และทดสอบผ่าน pilot project
    Respectful Communication – สื่อสารอย่างเท่าเทียม ไม่ใช่การสั่งห้าม แต่ใช้ tactical empathy และการถามเชิง “how” เพื่อสร้างบทสนทนาและหาทางออกที่ยอมรับได้ทั้งสองฝ่าย.

    ผลลัพธ์ที่คาดหวัง
    หาก CISOs ใช้แนวทางนี้ พวกเขาจะกลายเป็น “สถาปนิกเชิงนโยบายที่มีความเข้าใจมนุษย์” ซึ่งไม่เพียงสร้างนโยบายที่ถูกต้อง แต่ยังทำให้ผู้ใช้ยอมรับและปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวัน ส่งผลให้เกิด วัฒนธรรมความปลอดภัยที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ.

    สรุปสาระสำคัญ
    นโยบายความปลอดภัยมักถูกมองว่าเป็นอุปสรรค
    ทำให้ผู้ใช้ต่อต้านและละเมิดโดยไม่ได้ตั้งใจ

    Empathetic Policy Engineering คือแนวทางใหม่
    ออกแบบนโยบายที่สอดคล้องกับความจริงของงานและความต้องการผู้ใช้

    สามวิธีหลักในการปรับปรุง
    Stakeholder analysis, user-centered design, respectful communication

    หากยังใช้วิธีเดิมที่เน้นการบังคับและลงโทษ
    จะทำให้ผู้ใช้ต่อต้านและวัฒนธรรมความปลอดภัยล้มเหลว

    https://www.csoonline.com/article/4092639/empathy-meets-it-security-the-path-to-active-compliance.html
    🤝 Empathy Meets IT Security – เส้นทางสู่การปฏิบัติตามอย่างจริงจัง หลายองค์กรพบว่า นโยบายความปลอดภัยด้าน IT มักถูกมองว่าเป็นอุปสรรค ทำให้พนักงานต่อต้านและไม่ปฏิบัติตาม ส่งผลให้การบังคับใช้ไม่ประสบความสำเร็จและบั่นทอนความร่วมมือระหว่างฝ่าย IT กับธุรกิจ แนวคิดใหม่ที่เรียกว่า Empathetic Policy Engineering จึงถูกเสนอขึ้น เพื่อให้การออกแบบนโยบายความปลอดภัยคำนึงถึงความเป็นจริงของงานและความต้องการของผู้ใช้. ⚙️ ปัจจัยที่ทำให้ผู้ใช้ละเมิดนโยบาย การทดลองพบว่าแม้ผู้ใช้จะมีทัศนคติที่ดีต่อความปลอดภัย แต่เมื่อเจอ แรงกดดันจากงานและเวลา พวกเขามักละเมิดนโยบายโดยไม่ได้ตั้งใจ ปัจจัยเช่น เป้าหมายที่ทะเยอทะยาน, ความจำเป็นในการทำงานร่วมกันอย่างราบรื่น, และการขาดทรัพยากรที่เหมาะสม ล้วนทำให้ผู้ใช้เลือกทางที่ง่ายกว่าความปลอดภัย. 🛠️ วิธีการแก้ไขด้วย Empathetic Policy Engineering 💠 Stakeholder Analysis – วิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อเข้าใจความขัดแย้งระหว่างเป้าหมายและทรัพยากร 💠 Design with Users in Mind – ออกแบบนโยบายที่สอดคล้องกับการทำงานจริง โดยให้ผู้ใช้มีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น และทดสอบผ่าน pilot project 💠 Respectful Communication – สื่อสารอย่างเท่าเทียม ไม่ใช่การสั่งห้าม แต่ใช้ tactical empathy และการถามเชิง “how” เพื่อสร้างบทสนทนาและหาทางออกที่ยอมรับได้ทั้งสองฝ่าย. 🌐 ผลลัพธ์ที่คาดหวัง หาก CISOs ใช้แนวทางนี้ พวกเขาจะกลายเป็น “สถาปนิกเชิงนโยบายที่มีความเข้าใจมนุษย์” ซึ่งไม่เพียงสร้างนโยบายที่ถูกต้อง แต่ยังทำให้ผู้ใช้ยอมรับและปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวัน ส่งผลให้เกิด วัฒนธรรมความปลอดภัยที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ. 📌 สรุปสาระสำคัญ ✅ นโยบายความปลอดภัยมักถูกมองว่าเป็นอุปสรรค ➡️ ทำให้ผู้ใช้ต่อต้านและละเมิดโดยไม่ได้ตั้งใจ ✅ Empathetic Policy Engineering คือแนวทางใหม่ ➡️ ออกแบบนโยบายที่สอดคล้องกับความจริงของงานและความต้องการผู้ใช้ ✅ สามวิธีหลักในการปรับปรุง ➡️ Stakeholder analysis, user-centered design, respectful communication ‼️ หากยังใช้วิธีเดิมที่เน้นการบังคับและลงโทษ ⛔ จะทำให้ผู้ใช้ต่อต้านและวัฒนธรรมความปลอดภัยล้มเหลว https://www.csoonline.com/article/4092639/empathy-meets-it-security-the-path-to-active-compliance.html
    WWW.CSOONLINE.COM
    Empathetic policy engineering: The secret to better security behavior and awareness
    Users often see IT security policies as a hindrance. Empathetic policy engineering helps CISOs to promote acceptance and implement security effectively.
    0 Comments 0 Shares 71 Views 0 Reviews
  • 5 แท็บเล็ต Android ที่ควรหลีกเลี่ยง

    บทความจาก SlashGear ได้รวบรวมเสียงผู้ใช้จริงจาก Amazon และ Reddit เพื่อเตือนว่าแท็บเล็ต Android บางรุ่นแม้ราคาถูก แต่กลับสร้างปัญหามากกว่าที่คุ้มค่า โดยมี 5 รุ่นที่ถูกกล่าวถึงบ่อยที่สุด

    DigiLand 2025 11-inch Android 14 Gaming Tablet
    แม้สเปกดูดี (Helio G99, RAM 16GB, จอ FHD) แต่ผู้ใช้พบว่า โฆษณาว่ารองรับ WiFi 6 ทั้งที่ไม่จริง อีกทั้งยังเป็นการรีแบรนด์จาก Onn Tablet รุ่นเก่า ทำให้ความน่าเชื่อถือลดลง

    Samsung Galaxy Tab A8
    ชื่อเสียง Samsung ทำให้หลายคนคาดหวังสูง แต่รุ่นนี้มีเพียง RAM 3GB และ ROM 32GB ทำให้ประสิทธิภาพต่ำ โดยเฉพาะเมื่อเล่นเกมหรือรันหลายแอปพร้อมกัน อีกทั้งหน้าจอ LCD ไม่สว่างพอสำหรับใช้งานกลางแจ้ง

    Lenovo Tab M8 (2023)
    ใช้ชิป Helio A22 และ RAM 2GB ซึ่งไม่เพียงพอสำหรับแอปยุคปัจจุบัน ผู้ใช้บ่นว่าแม้แต่การเปิด YouTube หรือ Netflix ก็ช้า และยังไม่สามารถดู Netflix แบบ HD เพราะรองรับแค่ Widevine L3

    TCL NxTpaper 11
    จุดขายคือจอ matte ลดแสงสะท้อน แต่กลับทำให้สีซีดและวิดีโอไม่คมชัด แม้แบตเตอรี่ใหญ่ 8000mAh แต่ใช้เวลาชาร์จนานถึง 4 ชั่วโมง ทำให้ไม่สะดวกต่อการใช้งานจริง

    Lenovo Tab P11 Plus (2021)
    แม้สเปกดูดี (Helio G90T, RAM 4GB, จอ 2K) แต่ผู้ใช้พบปัญหา เครื่องค้างบ่อยและอัปเดตระบบล้มเหลว บางรายถึงขั้นถูกล็อกเครื่องหลังอัปเดต Android 12 นอกจากนี้ยังมี bloatware ที่ลบไม่ออก

    สรุปสาระสำคัญ
    DigiLand 2025 Gaming Tablet
    สเปกดีแต่โฆษณาเกินจริง ไม่รองรับ WiFi 6

    Samsung Galaxy Tab A8
    RAM น้อย, จอ LCD ไม่สว่าง ใช้งานกลางแจ้งลำบาก

    Lenovo Tab M8 (2023)
    RAM 2GB ทำงานช้า และไม่รองรับ Netflix HD

    TCL NxTpaper 11
    จอ matte สีซีด, ชาร์จนานแม้แบตใหญ่

    Lenovo Tab P11 Plus (2021)
    เครื่องค้าง, อัปเดตล้มเหลว, มี bloatware

    แท็บเล็ตบางรุ่นแม้ราคาถูก แต่สร้างปัญหามากกว่า
    เสี่ยงต่อการใช้งานไม่เสถียรและเสียเงินโดยไม่คุ้มค่า

    https://www.slashgear.com/2036067/android-tablet-models-dont-buy-avoid/
    🚫 5 แท็บเล็ต Android ที่ควรหลีกเลี่ยง บทความจาก SlashGear ได้รวบรวมเสียงผู้ใช้จริงจาก Amazon และ Reddit เพื่อเตือนว่าแท็บเล็ต Android บางรุ่นแม้ราคาถูก แต่กลับสร้างปัญหามากกว่าที่คุ้มค่า โดยมี 5 รุ่นที่ถูกกล่าวถึงบ่อยที่สุด 📱 DigiLand 2025 11-inch Android 14 Gaming Tablet แม้สเปกดูดี (Helio G99, RAM 16GB, จอ FHD) แต่ผู้ใช้พบว่า โฆษณาว่ารองรับ WiFi 6 ทั้งที่ไม่จริง อีกทั้งยังเป็นการรีแบรนด์จาก Onn Tablet รุ่นเก่า ทำให้ความน่าเชื่อถือลดลง 📱 Samsung Galaxy Tab A8 ชื่อเสียง Samsung ทำให้หลายคนคาดหวังสูง แต่รุ่นนี้มีเพียง RAM 3GB และ ROM 32GB ทำให้ประสิทธิภาพต่ำ โดยเฉพาะเมื่อเล่นเกมหรือรันหลายแอปพร้อมกัน อีกทั้งหน้าจอ LCD ไม่สว่างพอสำหรับใช้งานกลางแจ้ง 📱 Lenovo Tab M8 (2023) ใช้ชิป Helio A22 และ RAM 2GB ซึ่งไม่เพียงพอสำหรับแอปยุคปัจจุบัน ผู้ใช้บ่นว่าแม้แต่การเปิด YouTube หรือ Netflix ก็ช้า และยังไม่สามารถดู Netflix แบบ HD เพราะรองรับแค่ Widevine L3 📱 TCL NxTpaper 11 จุดขายคือจอ matte ลดแสงสะท้อน แต่กลับทำให้สีซีดและวิดีโอไม่คมชัด แม้แบตเตอรี่ใหญ่ 8000mAh แต่ใช้เวลาชาร์จนานถึง 4 ชั่วโมง ทำให้ไม่สะดวกต่อการใช้งานจริง 📱 Lenovo Tab P11 Plus (2021) แม้สเปกดูดี (Helio G90T, RAM 4GB, จอ 2K) แต่ผู้ใช้พบปัญหา เครื่องค้างบ่อยและอัปเดตระบบล้มเหลว บางรายถึงขั้นถูกล็อกเครื่องหลังอัปเดต Android 12 นอกจากนี้ยังมี bloatware ที่ลบไม่ออก 📌 สรุปสาระสำคัญ ✅ DigiLand 2025 Gaming Tablet ➡️ สเปกดีแต่โฆษณาเกินจริง ไม่รองรับ WiFi 6 ✅ Samsung Galaxy Tab A8 ➡️ RAM น้อย, จอ LCD ไม่สว่าง ใช้งานกลางแจ้งลำบาก ✅ Lenovo Tab M8 (2023) ➡️ RAM 2GB ทำงานช้า และไม่รองรับ Netflix HD ✅ TCL NxTpaper 11 ➡️ จอ matte สีซีด, ชาร์จนานแม้แบตใหญ่ ✅ Lenovo Tab P11 Plus (2021) ➡️ เครื่องค้าง, อัปเดตล้มเหลว, มี bloatware ‼️ แท็บเล็ตบางรุ่นแม้ราคาถูก แต่สร้างปัญหามากกว่า ⛔ เสี่ยงต่อการใช้งานไม่เสถียรและเสียเงินโดยไม่คุ้มค่า https://www.slashgear.com/2036067/android-tablet-models-dont-buy-avoid/
    WWW.SLASHGEAR.COM
    5 Android Tablets Owners Say You Should Avoid - SlashGear
    Users advise avoiding these 5 tablets: DigiLand 2025, Samsung Galaxy Tab A8, Lenovo Tab M8, TCL NxTpaper 11, and Lenovo Tab P11 Plus due to several issues.
    0 Comments 0 Shares 71 Views 0 Reviews
  • AV Linux 25: ดิสโทรสายมัลติมีเดียรุ่นใหม่
    AV Linux 25 ถือเป็นการอัปเดตครั้งใหญ่ โดยใช้ฐานจาก MX Linux 25 “Infinity” และ Debian 13 “Trixie” จุดเด่นคือการนำเดสก์ท็อป Enlightenment 0.27.1 มาใช้ พร้อมตัวช่วยตั้งค่าแรกเริ่ม (first-run wizard) เพื่อให้ผู้ใช้ใหม่สามารถปรับแต่งระบบได้ง่ายขึ้น.

    ฟีเจอร์ใหม่ที่น่าสนใจ
    เมนูคลิกขวาแบบ Openbox
    ธีมใหม่ “Ease” ทั้งโหมด Light และ Dark
    การเชื่อมโยง GTK4 theme กับ libadwaita
    คลังธีมเสริมสำหรับ Enlightenment และ GTK
    เครื่องมือเฉพาะของ AV Linux เช่น Wine4VST สำหรับปลั๊กอินเสียง Windows, Quickemu สำหรับ VM, และ PACPL/FFmpeg สำหรับแปลงไฟล์เสียงและวิดีโอ.

    เครื่องมือมัลติมีเดียครบชุด
    AV Linux 25 มาพร้อมโปรแกรมยอดนิยมสำหรับงานสร้างสรรค์ เช่น Ardour, Kdenlive, Cinelerra-GG, GIMP, Inkscape และรองรับ AppImage เพื่อให้ติดตั้งแอปที่ไม่มีใน repo ได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังปรับปรุง PipeWire ให้ทำงานได้เสถียรและมี latency ต่ำ เหมาะสำหรับงานเสียงแบบมืออาชีพ.

    ประสิทธิภาพและรุ่นใหม่ MX Moksha
    ภายในใช้ Liquorix 6.12 LTS kernel ที่ปรับแต่งสำหรับงาน real-time audio พร้อมการจัดการ IRQ แบบ threaded เพื่อให้ตอบสนองเร็วขึ้น อีกทั้งยังมีรุ่นใหม่ MX Moksha 25 ที่ใช้เดสก์ท็อป Moksha (พัฒนาจาก Enlightenment โดย Bodhi Linux) สำหรับผู้ที่ต้องการระบบเบาและปรับแต่งเองได้.

    สรุปสาระสำคัญ
    ฐานจาก MX Linux 25 และ Debian 13
    ใช้ Enlightenment 0.27.1 พร้อม wizard ตั้งค่าแรกเริ่ม

    ฟีเจอร์ใหม่สำหรับผู้ใช้มัลติมีเดีย
    เมนูคลิกขวา, ธีม Ease, GTK4-libadwaita integration

    เครื่องมือมัลติมีเดียครบชุด
    Ardour, Kdenlive, Cinelerra-GG, GIMP, Inkscape, PipeWire ที่เสถียรขึ้น

    รองรับปลั๊กอิน Windows และ VM
    Wine4VST, Quickemu, PACPL, FFmpeg

    ต้องการฮาร์ดแวร์ที่รองรับ real-time kernel
    หากเครื่องไม่รองรับ อาจไม่เสถียรสำหรับงานเสียง

    MX Moksha รุ่นใหม่เน้นความเบา
    ผู้ใช้ต้องปรับแต่งเองมากขึ้น

    https://9to5linux.com/av-linux-25-multimedia-production-distro-brings-enlightenment-to-mx-linux-25
    🎶 AV Linux 25: ดิสโทรสายมัลติมีเดียรุ่นใหม่ AV Linux 25 ถือเป็นการอัปเดตครั้งใหญ่ โดยใช้ฐานจาก MX Linux 25 “Infinity” และ Debian 13 “Trixie” จุดเด่นคือการนำเดสก์ท็อป Enlightenment 0.27.1 มาใช้ พร้อมตัวช่วยตั้งค่าแรกเริ่ม (first-run wizard) เพื่อให้ผู้ใช้ใหม่สามารถปรับแต่งระบบได้ง่ายขึ้น. 🖥️ ฟีเจอร์ใหม่ที่น่าสนใจ 💠 เมนูคลิกขวาแบบ Openbox 💠 ธีมใหม่ “Ease” ทั้งโหมด Light และ Dark 💠 การเชื่อมโยง GTK4 theme กับ libadwaita 💠 คลังธีมเสริมสำหรับ Enlightenment และ GTK 💠 เครื่องมือเฉพาะของ AV Linux เช่น Wine4VST สำหรับปลั๊กอินเสียง Windows, Quickemu สำหรับ VM, และ PACPL/FFmpeg สำหรับแปลงไฟล์เสียงและวิดีโอ. 🎨 เครื่องมือมัลติมีเดียครบชุด AV Linux 25 มาพร้อมโปรแกรมยอดนิยมสำหรับงานสร้างสรรค์ เช่น Ardour, Kdenlive, Cinelerra-GG, GIMP, Inkscape และรองรับ AppImage เพื่อให้ติดตั้งแอปที่ไม่มีใน repo ได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังปรับปรุง PipeWire ให้ทำงานได้เสถียรและมี latency ต่ำ เหมาะสำหรับงานเสียงแบบมืออาชีพ. ⚙️ ประสิทธิภาพและรุ่นใหม่ MX Moksha ภายในใช้ Liquorix 6.12 LTS kernel ที่ปรับแต่งสำหรับงาน real-time audio พร้อมการจัดการ IRQ แบบ threaded เพื่อให้ตอบสนองเร็วขึ้น อีกทั้งยังมีรุ่นใหม่ MX Moksha 25 ที่ใช้เดสก์ท็อป Moksha (พัฒนาจาก Enlightenment โดย Bodhi Linux) สำหรับผู้ที่ต้องการระบบเบาและปรับแต่งเองได้. 📌 สรุปสาระสำคัญ ✅ ฐานจาก MX Linux 25 และ Debian 13 ➡️ ใช้ Enlightenment 0.27.1 พร้อม wizard ตั้งค่าแรกเริ่ม ✅ ฟีเจอร์ใหม่สำหรับผู้ใช้มัลติมีเดีย ➡️ เมนูคลิกขวา, ธีม Ease, GTK4-libadwaita integration ✅ เครื่องมือมัลติมีเดียครบชุด ➡️ Ardour, Kdenlive, Cinelerra-GG, GIMP, Inkscape, PipeWire ที่เสถียรขึ้น ✅ รองรับปลั๊กอิน Windows และ VM ➡️ Wine4VST, Quickemu, PACPL, FFmpeg ‼️ ต้องการฮาร์ดแวร์ที่รองรับ real-time kernel ⛔ หากเครื่องไม่รองรับ อาจไม่เสถียรสำหรับงานเสียง ‼️ MX Moksha รุ่นใหม่เน้นความเบา ⛔ ผู้ใช้ต้องปรับแต่งเองมากขึ้น https://9to5linux.com/av-linux-25-multimedia-production-distro-brings-enlightenment-to-mx-linux-25
    9TO5LINUX.COM
    AV Linux 25 Multimedia Production Distro Brings Enlightenment to MX Linux 25 - 9to5Linux
    AV Linux 25 distribution designed for music and video production is now available for download based on MX Linux 25.
    0 Comments 0 Shares 59 Views 0 Reviews
  • Pebble กลับมาในรูปแบบโอเพ่นซอร์สเต็มตัว
    Pebble ซึ่งเคยเป็นสมาร์ตวอทช์ที่สร้างกระแสบน Kickstarter ในปี 2012 และถูก Fitbit ซื้อแล้วปิดตัวในปี 2016 ได้กลับมาอีกครั้งในปี 2025 โดย Eric Migicovsky ผู้สร้างดั้งเดิม เขาเปิดตัวบริษัท Core Devices LLC และแบรนด์ rePebble หลังจาก Google ตัดสินใจเปิดซอร์ส PebbleOS เมื่อต้นปี 2025

    ซอฟต์แวร์และเครื่องมือสำหรับนักพัฒนา
    PebbleOS และ companion apps (Android/iOS) ถูกปล่อยเป็นโอเพ่นซอร์สบน GitHub
    เครื่องมือพัฒนาใหม่เป็น browser-based workflow แทน VirtualBox เดิม ทำให้นักพัฒนาสามารถสร้างแอปบน Pebble ได้ง่ายขึ้น
    ใช้ libpebble3 (Kotlin multiplatform library) สำหรับเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ Pebble

    ฮาร์ดแวร์และการซ่อมแซม
    ไฟล์ schematics และ KiCad project files ของ Pebble 2 Duo ถูกปล่อยให้สาธารณะ สามารถสร้างอุปกรณ์ที่เข้ากันได้เอง
    รุ่นใหม่ Pebble Time 2 คาดว่าจะออกช่วงมีนาคม–เมษายน 2026 โดยออกแบบให้ ผู้ใช้เปลี่ยนแบตเตอรี่เองได้ ด้วยฝาหลังแบบขันสกรู

    ระบบนิเวศและชุมชน
    แอปสโตร์ใหม่รองรับ multiple feeds คล้าย Linux package managers (APT/AUR)
    Core Devices มี feed ของตัวเองที่สำรองไปยัง Internet Archive เพื่อเก็บ watchfaces และแอปเก่า ๆ
    นักพัฒนายังสามารถสร้างรายได้ผ่าน KiezelPay แม้ระบบจะเป็นโอเพ่นซอร์ส

    เหตุผลที่เปิดซอร์สทุกอย่าง
    Migicovsky อธิบายว่าเมื่อ Pebble ถูกปิดในปี 2016 ชุมชนไม่สามารถพัฒนาอะไรต่อได้เพราะ companion apps ไม่เปิดซอร์ส คราวนี้เขาจึงเลือกเปิดทุกอย่างเพื่อให้ ไม่มี single point of failure หากบริษัทหายไป ชุมชนยังคงสามารถใช้งานและพัฒนา Pebble ต่อได้

    สรุปสาระสำคัญ
    PebbleOS และ companion apps เปิดซอร์ส 100%
    พร้อมเครื่องมือพัฒนาใหม่แบบ browser-based

    ฮาร์ดแวร์ Pebble 2 Duo และ Pebble Time 2
    มีไฟล์ schematics สาธารณะ และออกแบบให้ซ่อมแบตเตอรี่เองได้

    ระบบนิเวศใหม่รองรับหลาย app store feeds
    สำรองข้อมูลไปยัง Internet Archive และรองรับการสร้างรายได้

    ยังมีบางส่วนที่ไม่ฟรี
    เช่น heart rate sensor library, crash reporting, speech recognition

    หากไม่อัปเดตหรือใช้เวอร์ชันโอเพ่นซอร์ส
    อาจเสี่ยงต่อการพึ่งพา proprietary components ที่หยุดพัฒนาในอนาคต

    https://itsfoss.com/news/pebble-returns-as-open-source/
    ⌚ Pebble กลับมาในรูปแบบโอเพ่นซอร์สเต็มตัว Pebble ซึ่งเคยเป็นสมาร์ตวอทช์ที่สร้างกระแสบน Kickstarter ในปี 2012 และถูก Fitbit ซื้อแล้วปิดตัวในปี 2016 ได้กลับมาอีกครั้งในปี 2025 โดย Eric Migicovsky ผู้สร้างดั้งเดิม เขาเปิดตัวบริษัท Core Devices LLC และแบรนด์ rePebble หลังจาก Google ตัดสินใจเปิดซอร์ส PebbleOS เมื่อต้นปี 2025 🛠️ ซอฟต์แวร์และเครื่องมือสำหรับนักพัฒนา 🎗️ PebbleOS และ companion apps (Android/iOS) ถูกปล่อยเป็นโอเพ่นซอร์สบน GitHub 🎗️ เครื่องมือพัฒนาใหม่เป็น browser-based workflow แทน VirtualBox เดิม ทำให้นักพัฒนาสามารถสร้างแอปบน Pebble ได้ง่ายขึ้น 🎗️ ใช้ libpebble3 (Kotlin multiplatform library) สำหรับเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ Pebble 📐 ฮาร์ดแวร์และการซ่อมแซม 💠 ไฟล์ schematics และ KiCad project files ของ Pebble 2 Duo ถูกปล่อยให้สาธารณะ สามารถสร้างอุปกรณ์ที่เข้ากันได้เอง 💠 รุ่นใหม่ Pebble Time 2 คาดว่าจะออกช่วงมีนาคม–เมษายน 2026 โดยออกแบบให้ ผู้ใช้เปลี่ยนแบตเตอรี่เองได้ ด้วยฝาหลังแบบขันสกรู 🌐 ระบบนิเวศและชุมชน 💠 แอปสโตร์ใหม่รองรับ multiple feeds คล้าย Linux package managers (APT/AUR) 💠 Core Devices มี feed ของตัวเองที่สำรองไปยัง Internet Archive เพื่อเก็บ watchfaces และแอปเก่า ๆ 💠 นักพัฒนายังสามารถสร้างรายได้ผ่าน KiezelPay แม้ระบบจะเป็นโอเพ่นซอร์ส 🔍 เหตุผลที่เปิดซอร์สทุกอย่าง Migicovsky อธิบายว่าเมื่อ Pebble ถูกปิดในปี 2016 ชุมชนไม่สามารถพัฒนาอะไรต่อได้เพราะ companion apps ไม่เปิดซอร์ส คราวนี้เขาจึงเลือกเปิดทุกอย่างเพื่อให้ ไม่มี single point of failure หากบริษัทหายไป ชุมชนยังคงสามารถใช้งานและพัฒนา Pebble ต่อได้ 📌 สรุปสาระสำคัญ ✅ PebbleOS และ companion apps เปิดซอร์ส 100% ➡️ พร้อมเครื่องมือพัฒนาใหม่แบบ browser-based ✅ ฮาร์ดแวร์ Pebble 2 Duo และ Pebble Time 2 ➡️ มีไฟล์ schematics สาธารณะ และออกแบบให้ซ่อมแบตเตอรี่เองได้ ✅ ระบบนิเวศใหม่รองรับหลาย app store feeds ➡️ สำรองข้อมูลไปยัง Internet Archive และรองรับการสร้างรายได้ ‼️ ยังมีบางส่วนที่ไม่ฟรี ⛔ เช่น heart rate sensor library, crash reporting, speech recognition ‼️ หากไม่อัปเดตหรือใช้เวอร์ชันโอเพ่นซอร์ส ⛔ อาจเสี่ยงต่อการพึ่งพา proprietary components ที่หยุดพัฒนาในอนาคต https://itsfoss.com/news/pebble-returns-as-open-source/
    ITSFOSS.COM
    After Fitbit Killed it in 2016, Pebble Returns with 100% Open Source Software and Hardware
    Creator Eric Migicovsky releases hardware schematics and mobile apps.
    0 Comments 0 Shares 59 Views 0 Reviews
  • Self-Hosting กำลังมาแรง – ผู้ใช้ Linux นำกระแส
    บทความจาก ItsFOSS ชี้ว่า Self-Hosting ไม่ใช่การต่อต้าน Cloud แต่คือการเลือกควบคุมสิ่งที่สำคัญด้วยตัวเอง ผู้ใช้จำนวนมากเริ่มหันมาโฮสต์บริการต่าง ๆ เช่น อีเมล, ไฟล์, สื่อ, และระบบอัตโนมัติบนเครื่องของตัวเอง เพื่อหลีกเลี่ยงการพึ่งพาแพลตฟอร์มที่มักเปลี่ยนนโยบายหรือเก็บข้อมูลผู้ใช้โดยไม่โปร่งใส

    ปัจจัยที่ทำให้ Self-Hosting ง่ายขึ้น
    มี Dockerized services และ one-click bundles ที่ช่วยให้ติดตั้งง่าย
    ฮาร์ดแวร์ที่ใช้ได้หลากหลาย เช่น mini-PC, NAS, Raspberry Pi
    ชุมชนโอเพ่นซอร์สสร้างเครื่องมือที่พร้อมใช้งาน เช่น Nextcloud, Jellyfin, Home Assistant

    ข้อมูลจากการสำรวจ
    ผลสำรวจชุมชน selfh.st ปี 2025 (กว่า 4,000 คน) พบว่า กว่า 80% ใช้ Linux และ Docker เป็น runtime หลักเกือบ 90% แสดงให้เห็นว่า Linux เป็นฐานที่มั่นคงสำหรับการทำ Self-Hosting

    ประโยชน์ที่ผู้ใช้ได้รับ
    ความเป็นอิสระจาก Big Tech ลดความเสี่ยงจากการถูกล็อกบัญชีหรือเปลี่ยนนโยบาย
    ต้นทุนระยะยาวถูกกว่า Cloud สำหรับงานที่ต่อเนื่อง เช่น backup, media server, automation
    ความน่าเชื่อถือและความต่อเนื่อง เพราะผู้ใช้ควบคุมระบบเอง ไม่ขึ้นกับบริษัทที่อาจยกเลิกบริการ
    การเรียนรู้และพัฒนาทักษะ เช่น containerization, networking, monitoring

    ข้อจำกัดและความท้าทาย
    Self-Hosting ไม่ใช่คำตอบทุกอย่าง ผู้ใช้ยังต้องรับผิดชอบเรื่อง patching, backups, security hygiene และต้องจัดการกับข้อจำกัดของอินเทอร์เน็ต เช่น dynamic IP, throttling, power outage รวมถึงบางบริการที่เหมาะสมกว่าหากใช้ผู้ให้บริการภายนอก เช่น global-scale delivery หรือ email compliance

    สรุปสาระสำคัญ
    Self-Hosting กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น
    ผู้ใช้ Linux เป็นกลุ่มนำกระแส

    เครื่องมือและฮาร์ดแวร์ทำให้ใช้งานง่ายขึ้น
    Docker, one-click bundles, Raspberry Pi

    ผลสำรวจชุมชนชี้ว่า Linux ครองตลาด Self-Hosting
    กว่า 80% ใช้ Linux และ Docker ใกล้ 90%

    ประโยชน์หลักคือความเป็นอิสระและต้นทุนที่คุ้มค่า
    ลดการพึ่งพา Big Tech และควบคุมระบบเอง

    Self-Hosting ต้องการการดูแลระบบเอง
    ต้องจัดการ patch, backup, และความปลอดภัย

    ข้อจำกัดจากอินเทอร์เน็ตและบริการบางประเภท
    Dynamic IP, throttling, และ compliance email อาจต้องใช้ผู้ให้บริการภายนอก

    https://itsfoss.com/self-hosting-rising/
    🌐 Self-Hosting กำลังมาแรง – ผู้ใช้ Linux นำกระแส บทความจาก ItsFOSS ชี้ว่า Self-Hosting ไม่ใช่การต่อต้าน Cloud แต่คือการเลือกควบคุมสิ่งที่สำคัญด้วยตัวเอง ผู้ใช้จำนวนมากเริ่มหันมาโฮสต์บริการต่าง ๆ เช่น อีเมล, ไฟล์, สื่อ, และระบบอัตโนมัติบนเครื่องของตัวเอง เพื่อหลีกเลี่ยงการพึ่งพาแพลตฟอร์มที่มักเปลี่ยนนโยบายหรือเก็บข้อมูลผู้ใช้โดยไม่โปร่งใส ⚙️ ปัจจัยที่ทำให้ Self-Hosting ง่ายขึ้น 💠 มี Dockerized services และ one-click bundles ที่ช่วยให้ติดตั้งง่าย 💠 ฮาร์ดแวร์ที่ใช้ได้หลากหลาย เช่น mini-PC, NAS, Raspberry Pi 💠 ชุมชนโอเพ่นซอร์สสร้างเครื่องมือที่พร้อมใช้งาน เช่น Nextcloud, Jellyfin, Home Assistant 📊 ข้อมูลจากการสำรวจ ผลสำรวจชุมชน selfh.st ปี 2025 (กว่า 4,000 คน) พบว่า กว่า 80% ใช้ Linux และ Docker เป็น runtime หลักเกือบ 90% แสดงให้เห็นว่า Linux เป็นฐานที่มั่นคงสำหรับการทำ Self-Hosting 🔍 ประโยชน์ที่ผู้ใช้ได้รับ 💠 ความเป็นอิสระจาก Big Tech ลดความเสี่ยงจากการถูกล็อกบัญชีหรือเปลี่ยนนโยบาย 💠 ต้นทุนระยะยาวถูกกว่า Cloud สำหรับงานที่ต่อเนื่อง เช่น backup, media server, automation 💠 ความน่าเชื่อถือและความต่อเนื่อง เพราะผู้ใช้ควบคุมระบบเอง ไม่ขึ้นกับบริษัทที่อาจยกเลิกบริการ 💠 การเรียนรู้และพัฒนาทักษะ เช่น containerization, networking, monitoring ⚠️ ข้อจำกัดและความท้าทาย Self-Hosting ไม่ใช่คำตอบทุกอย่าง ผู้ใช้ยังต้องรับผิดชอบเรื่อง patching, backups, security hygiene และต้องจัดการกับข้อจำกัดของอินเทอร์เน็ต เช่น dynamic IP, throttling, power outage รวมถึงบางบริการที่เหมาะสมกว่าหากใช้ผู้ให้บริการภายนอก เช่น global-scale delivery หรือ email compliance 📌 สรุปสาระสำคัญ ✅ Self-Hosting กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ➡️ ผู้ใช้ Linux เป็นกลุ่มนำกระแส ✅ เครื่องมือและฮาร์ดแวร์ทำให้ใช้งานง่ายขึ้น ➡️ Docker, one-click bundles, Raspberry Pi ✅ ผลสำรวจชุมชนชี้ว่า Linux ครองตลาด Self-Hosting ➡️ กว่า 80% ใช้ Linux และ Docker ใกล้ 90% ✅ ประโยชน์หลักคือความเป็นอิสระและต้นทุนที่คุ้มค่า ➡️ ลดการพึ่งพา Big Tech และควบคุมระบบเอง ‼️ Self-Hosting ต้องการการดูแลระบบเอง ⛔ ต้องจัดการ patch, backup, และความปลอดภัย ‼️ ข้อจำกัดจากอินเทอร์เน็ตและบริการบางประเภท ⛔ Dynamic IP, throttling, และ compliance email อาจต้องใช้ผู้ให้บริการภายนอก https://itsfoss.com/self-hosting-rising/
    ITSFOSS.COM
    Self-Hosting is Rising and Linux Users are Leading This Revolution
    Self‑hosting isn’t anti‑cloud; it’s pro‑agency. It’s choosing the right locus of control for the things you care about.
    0 Comments 0 Shares 61 Views 0 Reviews
  • 13 ซอฟต์แวร์ยอดนิยมที่ “เหมือนโอเพ่นซอร์ส” แต่ไม่ใช่

    แม้ผู้ใช้ Linux ส่วนใหญ่จะนิยมซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส แต่ในชีวิตประจำวันกลับมีหลายโปรแกรมที่ถูกใช้งานอย่างแพร่หลาย ทั้งที่จริง ๆ แล้วเป็น ซอฟต์แวร์ปิด เพียงแต่มีลักษณะการทำงานและชุมชนที่ทำให้ “ดูเหมือน” โอเพ่นซอร์ส ตัวอย่างเช่น Visual Studio Code, Docker Desktop, Discord, Steam และอีกหลายตัวที่ผู้ใช้มักเข้าใจผิด

    รายชื่อทั้ง 13 ตัว
    Obsidian – แอปจดบันทึก Markdown
    Termius – SSH client แบบ cross-platform
    MobaXterm – เครื่องมือ remote access บน Windows
    Warp – Terminal ที่มี AI ช่วยเหลือ
    Docker Desktop – เครื่องมือ GUI สำหรับจัดการ container
    Visual Studio Code (VS Code) – ตัว build ของ Microsoft มีส่วน proprietary
    Discord – แพลตฟอร์มสื่อสารสำหรับนักพัฒนาและชุมชน
    Vivaldi – เว็บเบราว์เซอร์ที่สร้างบน Chromium แต่ UI เป็น proprietary
    VMWare Workstation – เครื่องมือ virtualization ระดับ enterprise
    Ukuu (Ubuntu Kernel Upgrade Utility) – เครื่องมือจัดการ kernel บน Ubuntu
    Plex – Media server ที่กลายเป็นแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง
    Tailscale – ระบบ remote access ที่ใช้ WireGuard แต่ backend เป็น proprietary
    Snap Store – ศูนย์รวมซอฟต์แวร์ของ Ubuntu ที่ backend ปิดซอร์ส

    ทำไมซอฟต์แวร์เหล่านี้จึงถูกเข้าใจผิดบ่อย
    Obsidian: แอปจดบันทึกที่รองรับ Markdown และปลั๊กอิน แต่ตัวหลักเป็น proprietary ทางเลือกคือ Logseq, Joplin
    Termius: SSH client ที่ใช้ง่ายและทันสมัย แต่ปิดซอร์ส ทางเลือกคือ Tabby
    Warp: Terminal ที่มี AI ช่วย แต่ไม่เปิดซอร์ส ทางเลือกคือ Wave
    Docker Desktop: แม้ Docker เป็นโอเพ่นซอร์ส แต่ Desktop ไม่ใช่ ทางเลือกคือ Rancher Desktop
    VS Code: ตัว OSS เปิดซอร์ส แต่เวอร์ชัน Microsoft มีส่วน proprietary ทางเลือกคือ VSCodium

    ซอฟต์แวร์ที่มีผลกระทบต่อชุมชน
    โปรแกรมอย่าง Discord และ Steam แม้จะเป็น proprietary แต่กลับกลายเป็นหัวใจสำคัญของชุมชนผู้พัฒนาและนักเล่นเกมบน Linux ทำให้ผู้ใช้จำนวนมากยังคงต้องพึ่งพา แม้จะมีทางเลือกโอเพ่นซอร์ส เช่น Element (Matrix) หรือ Lutris/Heroic Games Launcher

    บทสรุปจากบทความ
    ผู้เขียนชี้ว่า การใช้โอเพ่นซอร์สคือเรื่องของ “เสรีภาพ” ไม่ใช่ความบริสุทธิ์แบบสุดโต่ง หลายครั้งผู้ใช้ยังต้องพึ่ง proprietary เพื่อความสะดวกและประสิทธิภาพ แต่สิ่งสำคัญคือ การตระหนักรู้ถึงข้อจำกัดและการสนับสนุนทางเลือกโอเพ่นซอร์สควบคู่ไปด้วย

    สรุปสาระสำคัญ
    มีซอฟต์แวร์ 13 ตัวที่ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นโอเพ่นซอร์ส
    เช่น Obsidian, Termius, Warp, Docker Desktop, VS Code, Discord, Steam

    แต่ละตัวมีทางเลือกโอเพ่นซอร์สแทนได้
    เช่น Logseq, Tabby, Rancher Desktop, VSCodium, Element, Lutris

    ซอฟต์แวร์ proprietary ยังถูกใช้งานเพราะความสะดวกและชุมชน
    Discord และ Steam เป็นตัวอย่างที่มีผลกระทบต่อผู้ใช้ Linux

    การพึ่งพา proprietary อาจสร้างข้อจำกัดด้านเสรีภาพซอฟต์แวร์
    ผู้ใช้ควรตระหนักและสนับสนุนโอเพ่นซอร์สควบคู่ไปด้วย

    https://itsfoss.com/popular-software-open-source-feel/
    🖥️ 13 ซอฟต์แวร์ยอดนิยมที่ “เหมือนโอเพ่นซอร์ส” แต่ไม่ใช่ แม้ผู้ใช้ Linux ส่วนใหญ่จะนิยมซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส แต่ในชีวิตประจำวันกลับมีหลายโปรแกรมที่ถูกใช้งานอย่างแพร่หลาย ทั้งที่จริง ๆ แล้วเป็น ซอฟต์แวร์ปิด เพียงแต่มีลักษณะการทำงานและชุมชนที่ทำให้ “ดูเหมือน” โอเพ่นซอร์ส ตัวอย่างเช่น Visual Studio Code, Docker Desktop, Discord, Steam และอีกหลายตัวที่ผู้ใช้มักเข้าใจผิด 📋 รายชื่อทั้ง 13 ตัว 🎗️ Obsidian – แอปจดบันทึก Markdown 🎗️ Termius – SSH client แบบ cross-platform 🎗️ MobaXterm – เครื่องมือ remote access บน Windows 🎗️ Warp – Terminal ที่มี AI ช่วยเหลือ 🎗️ Docker Desktop – เครื่องมือ GUI สำหรับจัดการ container 🎗️ Visual Studio Code (VS Code) – ตัว build ของ Microsoft มีส่วน proprietary 🎗️ Discord – แพลตฟอร์มสื่อสารสำหรับนักพัฒนาและชุมชน 🎗️ Vivaldi – เว็บเบราว์เซอร์ที่สร้างบน Chromium แต่ UI เป็น proprietary 🎗️ VMWare Workstation – เครื่องมือ virtualization ระดับ enterprise 🎗️ Ukuu (Ubuntu Kernel Upgrade Utility) – เครื่องมือจัดการ kernel บน Ubuntu 🎗️ Plex – Media server ที่กลายเป็นแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง 🎗️ Tailscale – ระบบ remote access ที่ใช้ WireGuard แต่ backend เป็น proprietary 🎗️ Snap Store – ศูนย์รวมซอฟต์แวร์ของ Ubuntu ที่ backend ปิดซอร์ส 📒 ทำไมซอฟต์แวร์เหล่านี้จึงถูกเข้าใจผิดบ่อย 💠 Obsidian: แอปจดบันทึกที่รองรับ Markdown และปลั๊กอิน แต่ตัวหลักเป็น proprietary ทางเลือกคือ Logseq, Joplin 💠 Termius: SSH client ที่ใช้ง่ายและทันสมัย แต่ปิดซอร์ส ทางเลือกคือ Tabby 💠 Warp: Terminal ที่มี AI ช่วย แต่ไม่เปิดซอร์ส ทางเลือกคือ Wave 💠 Docker Desktop: แม้ Docker เป็นโอเพ่นซอร์ส แต่ Desktop ไม่ใช่ ทางเลือกคือ Rancher Desktop 💠 VS Code: ตัว OSS เปิดซอร์ส แต่เวอร์ชัน Microsoft มีส่วน proprietary ทางเลือกคือ VSCodium 🌐 ซอฟต์แวร์ที่มีผลกระทบต่อชุมชน โปรแกรมอย่าง Discord และ Steam แม้จะเป็น proprietary แต่กลับกลายเป็นหัวใจสำคัญของชุมชนผู้พัฒนาและนักเล่นเกมบน Linux ทำให้ผู้ใช้จำนวนมากยังคงต้องพึ่งพา แม้จะมีทางเลือกโอเพ่นซอร์ส เช่น Element (Matrix) หรือ Lutris/Heroic Games Launcher 🔍 บทสรุปจากบทความ ผู้เขียนชี้ว่า การใช้โอเพ่นซอร์สคือเรื่องของ “เสรีภาพ” ไม่ใช่ความบริสุทธิ์แบบสุดโต่ง หลายครั้งผู้ใช้ยังต้องพึ่ง proprietary เพื่อความสะดวกและประสิทธิภาพ แต่สิ่งสำคัญคือ การตระหนักรู้ถึงข้อจำกัดและการสนับสนุนทางเลือกโอเพ่นซอร์สควบคู่ไปด้วย 📌 สรุปสาระสำคัญ ✅ มีซอฟต์แวร์ 13 ตัวที่ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นโอเพ่นซอร์ส ➡️ เช่น Obsidian, Termius, Warp, Docker Desktop, VS Code, Discord, Steam ✅ แต่ละตัวมีทางเลือกโอเพ่นซอร์สแทนได้ ➡️ เช่น Logseq, Tabby, Rancher Desktop, VSCodium, Element, Lutris ✅ ซอฟต์แวร์ proprietary ยังถูกใช้งานเพราะความสะดวกและชุมชน ➡️ Discord และ Steam เป็นตัวอย่างที่มีผลกระทบต่อผู้ใช้ Linux ‼️ การพึ่งพา proprietary อาจสร้างข้อจำกัดด้านเสรีภาพซอฟต์แวร์ ⛔ ผู้ใช้ควรตระหนักและสนับสนุนโอเพ่นซอร์สควบคู่ไปด้วย https://itsfoss.com/popular-software-open-source-feel/
    ITSFOSS.COM
    13 Popular Software That Feel Like Open Source But They Are Not
    From VS Code to Docker Desktop, here’s a list of software often mistaken as open source by Linux users, with open alternatives for each.
    0 Comments 0 Shares 63 Views 0 Reviews
  • Critical Alert: ช่องโหว่ Apache Kvrocks เปิดสิทธิ์แอดมิน

    Apache Software Foundation ได้ออกประกาศเตือนเร่งด่วนเกี่ยวกับช่องโหว่ใน Kvrocks ซึ่งเป็นฐานข้อมูล NoSQL ที่รองรับโปรโตคอล Redis โดยพบว่ามี สองช่องโหว่สำคัญ ที่อาจทำให้ผู้โจมตีเข้าถึงข้อมูลและสิทธิ์ระดับสูงได้โดยไม่ต้องมีการยืนยันตัวตนที่ถูกต้อง

    CVE-2025-59790 – RESET Command Flaw
    ช่องโหว่นี้ถูกจัดระดับ Critical เนื่องจากคำสั่ง RESET สามารถถูกใช้เพื่อยกระดับสิทธิ์จากผู้ใช้ทั่วไปไปเป็นผู้ดูแลระบบได้ทันที โดยกระทบกับเวอร์ชัน 2.9.0 ถึง 2.13.0 หากถูกโจมตี ผู้ไม่หวังดีสามารถแก้ไขการตั้งค่า, เข้าถึงข้อมูลสำคัญ หรือหยุดการทำงานของบริการได้

    CVE-2025-59792 – MONITOR Command Leak
    ช่องโหว่นี้ถูกจัดระดับ Important และกระทบตั้งแต่เวอร์ชัน 1.0.0 ถึง 2.13.0 โดยคำสั่ง MONITOR ที่ใช้สำหรับ debug จะส่งคืนทุกคำสั่งที่เซิร์ฟเวอร์ประมวลผล แต่กลับเผยให้เห็น รหัสผ่านแบบ plaintext ที่ผู้ใช้รายอื่นส่งเข้ามา ทำให้ผู้โจมตีสามารถดักจับและนำไปใช้เพื่อเข้าถึงระบบได้

    ผลกระทบและการแก้ไข
    เนื่องจาก Kvrocks ถูกใช้ในระบบ cloud-native และงานที่ต้องจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ ช่องโหว่นี้จึงมีผลกระทบต่อ data integrity และ confidentiality อย่างรุนแรง Apache ได้ออกเวอร์ชัน 2.14.0 เพื่อแก้ไขทั้งสองช่องโหว่ และแนะนำให้องค์กรเร่งอัปเดตทันทีเพื่อป้องกันการโจมตี

    สรุปสาระสำคัญ
    CVE-2025-59790 (RESET Command)
    ยกระดับสิทธิ์ผู้ใช้ทั่วไปเป็นแอดมินได้ทันที

    CVE-2025-59792 (MONITOR Command)
    เผยรหัสผ่าน plaintext ของผู้ใช้รายอื่น

    เวอร์ชันที่ได้รับผลกระทบ
    2.9.0–2.13.0 (RESET) และ 1.0.0–2.13.0 (MONITOR)

    การแก้ไข
    อัปเดตเป็น Kvrocks 2.14.0 เพื่อปิดช่องโหว่

    ความเสี่ยงต่อระบบ cloud-native
    อาจทำให้ข้อมูลรั่วไหลและบริการหยุดชะงัก

    การใช้ MONITOR โดยไม่ระวัง
    เพิ่มโอกาสให้ผู้โจมตีดักจับรหัสผ่านได้ง่ายขึ้น

    https://securityonline.info/critical-alert-apache-kvrocks-reset-command-flaw-grants-admin-privileges/
    🚨 Critical Alert: ช่องโหว่ Apache Kvrocks เปิดสิทธิ์แอดมิน Apache Software Foundation ได้ออกประกาศเตือนเร่งด่วนเกี่ยวกับช่องโหว่ใน Kvrocks ซึ่งเป็นฐานข้อมูล NoSQL ที่รองรับโปรโตคอล Redis โดยพบว่ามี สองช่องโหว่สำคัญ ที่อาจทำให้ผู้โจมตีเข้าถึงข้อมูลและสิทธิ์ระดับสูงได้โดยไม่ต้องมีการยืนยันตัวตนที่ถูกต้อง 🛠️ CVE-2025-59790 – RESET Command Flaw ช่องโหว่นี้ถูกจัดระดับ Critical เนื่องจากคำสั่ง RESET สามารถถูกใช้เพื่อยกระดับสิทธิ์จากผู้ใช้ทั่วไปไปเป็นผู้ดูแลระบบได้ทันที โดยกระทบกับเวอร์ชัน 2.9.0 ถึง 2.13.0 หากถูกโจมตี ผู้ไม่หวังดีสามารถแก้ไขการตั้งค่า, เข้าถึงข้อมูลสำคัญ หรือหยุดการทำงานของบริการได้ 🔑 CVE-2025-59792 – MONITOR Command Leak ช่องโหว่นี้ถูกจัดระดับ Important และกระทบตั้งแต่เวอร์ชัน 1.0.0 ถึง 2.13.0 โดยคำสั่ง MONITOR ที่ใช้สำหรับ debug จะส่งคืนทุกคำสั่งที่เซิร์ฟเวอร์ประมวลผล แต่กลับเผยให้เห็น รหัสผ่านแบบ plaintext ที่ผู้ใช้รายอื่นส่งเข้ามา ทำให้ผู้โจมตีสามารถดักจับและนำไปใช้เพื่อเข้าถึงระบบได้ 🌐 ผลกระทบและการแก้ไข เนื่องจาก Kvrocks ถูกใช้ในระบบ cloud-native และงานที่ต้องจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ ช่องโหว่นี้จึงมีผลกระทบต่อ data integrity และ confidentiality อย่างรุนแรง Apache ได้ออกเวอร์ชัน 2.14.0 เพื่อแก้ไขทั้งสองช่องโหว่ และแนะนำให้องค์กรเร่งอัปเดตทันทีเพื่อป้องกันการโจมตี 📌 สรุปสาระสำคัญ ✅ CVE-2025-59790 (RESET Command) ➡️ ยกระดับสิทธิ์ผู้ใช้ทั่วไปเป็นแอดมินได้ทันที ✅ CVE-2025-59792 (MONITOR Command) ➡️ เผยรหัสผ่าน plaintext ของผู้ใช้รายอื่น ✅ เวอร์ชันที่ได้รับผลกระทบ ➡️ 2.9.0–2.13.0 (RESET) และ 1.0.0–2.13.0 (MONITOR) ✅ การแก้ไข ➡️ อัปเดตเป็น Kvrocks 2.14.0 เพื่อปิดช่องโหว่ ‼️ ความเสี่ยงต่อระบบ cloud-native ⛔ อาจทำให้ข้อมูลรั่วไหลและบริการหยุดชะงัก ‼️ การใช้ MONITOR โดยไม่ระวัง ⛔ เพิ่มโอกาสให้ผู้โจมตีดักจับรหัสผ่านได้ง่ายขึ้น https://securityonline.info/critical-alert-apache-kvrocks-reset-command-flaw-grants-admin-privileges/
    SECURITYONLINE.INFO
    Critical Alert: Apache Kvrocks 'RESET' Command Flaw Grants Admin Privileges
    Critical Apache Kvrocks flaw (CVE-2025-59790) grants admin privileges via RESET command. Update to v2.14.0 now to prevent unauthorized access and leaks.
    0 Comments 0 Shares 45 Views 0 Reviews
  • Zombie Protocol: NTLM ยังหลอกหลอนโลกไซเบอร์ในปี 2025

    แม้ว่า NTLM จะเป็นโปรโตคอลการยืนยันตัวตนที่มีอายุกว่า 20 ปี แต่รายงานล่าสุดจาก Kaspersky ชี้ว่า NTLM ยังคงถูกใช้งานอย่างแพร่หลายและเป็นช่องทางโจมตีสำคัญในปี 2025 ช่องโหว่ใหม่ ๆ เช่น CVE-2024-43451 ทำให้ผู้โจมตีสามารถขโมยค่าแฮช NTLMv2 ได้โดยแทบไม่ต้องมีการโต้ตอบจากผู้ใช้เลย

    ช่องโหว่ CVE-2024-43451 และการโจมตีจริง
    ช่องโหว่นี้เกิดจากการใช้ MSHTML engine ที่ยังคงอยู่ใน Windows เพื่อรองรับการทำงานย้อนหลัง ผู้โจมตีสามารถสร้างไฟล์ .url ที่เมื่อผู้ใช้คลิก ขยับ หรือแม้แต่ลบไฟล์ ก็จะกระตุ้นให้ระบบส่งข้อมูลยืนยันตัวตนไปยังเซิร์ฟเวอร์ของผู้โจมตีทันที กรณีนี้ถูกใช้จริงโดยกลุ่มแฮกเกอร์หลายกลุ่ม เช่น BlindEagle ในโคลอมเบีย และ Head Mare ในรัสเซีย

    ช่องโหว่ NTLM อื่น ๆ ที่ร้ายแรง
    นอกจาก CVE-2024-43451 ยังมี CVE-2025-33073 ซึ่งเป็นช่องโหว่ NTLM Reflection ที่ทำให้ผู้โจมตีสามารถบังคับให้เครื่องยืนยันตัวตนกับตัวเอง และได้สิทธิ์ SYSTEM-level โดยตรง กรณีนี้ถูกพบในภาคการเงินของอุซเบกิสถาน และถูกใช้เพื่อขโมยข้อมูลจากหน่วยความจำ LSASS

    ความท้าทายของ Legacy Debt
    แม้ Microsoft จะพยายามผลักดันให้เลิกใช้ NTLM และเปลี่ยนไปใช้ Kerberos แต่หลายองค์กรยังคงมีระบบที่พึ่งพา NTLM อยู่ ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า Legacy Debt หรือหนี้ทางเทคโนโลยีที่ยากจะลบออกไปได้ทันที นักวิจัยแนะนำให้เร่งตรวจสอบเครือข่ายเพื่อหาการใช้งาน NTLM และบังคับใช้มาตรการป้องกัน เช่น SMB Signing และ Extended Protection for Authentication (EPA)

    สรุปสาระสำคัญ
    NTLM ยังคงถูกใช้งานในปี 2025
    แม้จะเป็นโปรโตคอลเก่า แต่ยังฝังอยู่ในระบบ Windows จำนวนมาก

    ช่องโหว่ CVE-2024-43451 ถูกใช้โจมตีจริง
    ใช้ไฟล์ .url เพื่อขโมยค่าแฮช NTLMv2 โดยไม่ต้องเปิดไฟล์

    CVE-2025-33073 เปิดช่องให้สิทธิ์ SYSTEM-level
    ใช้เทคนิค Reflection บังคับให้เครื่องยืนยันตัวตนกับตัวเอง

    กลุ่มแฮกเกอร์หลายประเทศใช้ช่องโหว่นี้
    BlindEagle (โคลอมเบีย), Head Mare (รัสเซีย/เบลารุส), Trojan Distribution (รัสเซีย)

    การคงอยู่ของ NTLM คือ Legacy Debt
    องค์กรที่ไม่เร่งเปลี่ยนไปใช้ Kerberos เสี่ยงต่อการถูกโจมตีซ้ำ

    การเผยแพร่สาธารณะของเทคนิคโจมตี
    เพิ่มโอกาสให้ผู้โจมตีทั่วไปสามารถนำไปใช้ได้ง่ายขึ้น

    https://securityonline.info/zombie-protocol-how-ntlm-flaws-like-cve-2024-43451-are-haunting-2025/
    🧟‍♂️ Zombie Protocol: NTLM ยังหลอกหลอนโลกไซเบอร์ในปี 2025 แม้ว่า NTLM จะเป็นโปรโตคอลการยืนยันตัวตนที่มีอายุกว่า 20 ปี แต่รายงานล่าสุดจาก Kaspersky ชี้ว่า NTLM ยังคงถูกใช้งานอย่างแพร่หลายและเป็นช่องทางโจมตีสำคัญในปี 2025 ช่องโหว่ใหม่ ๆ เช่น CVE-2024-43451 ทำให้ผู้โจมตีสามารถขโมยค่าแฮช NTLMv2 ได้โดยแทบไม่ต้องมีการโต้ตอบจากผู้ใช้เลย ⚠️ ช่องโหว่ CVE-2024-43451 และการโจมตีจริง ช่องโหว่นี้เกิดจากการใช้ MSHTML engine ที่ยังคงอยู่ใน Windows เพื่อรองรับการทำงานย้อนหลัง ผู้โจมตีสามารถสร้างไฟล์ .url ที่เมื่อผู้ใช้คลิก ขยับ หรือแม้แต่ลบไฟล์ ก็จะกระตุ้นให้ระบบส่งข้อมูลยืนยันตัวตนไปยังเซิร์ฟเวอร์ของผู้โจมตีทันที กรณีนี้ถูกใช้จริงโดยกลุ่มแฮกเกอร์หลายกลุ่ม เช่น BlindEagle ในโคลอมเบีย และ Head Mare ในรัสเซีย 🔑 ช่องโหว่ NTLM อื่น ๆ ที่ร้ายแรง นอกจาก CVE-2024-43451 ยังมี CVE-2025-33073 ซึ่งเป็นช่องโหว่ NTLM Reflection ที่ทำให้ผู้โจมตีสามารถบังคับให้เครื่องยืนยันตัวตนกับตัวเอง และได้สิทธิ์ SYSTEM-level โดยตรง กรณีนี้ถูกพบในภาคการเงินของอุซเบกิสถาน และถูกใช้เพื่อขโมยข้อมูลจากหน่วยความจำ LSASS 🌐 ความท้าทายของ Legacy Debt แม้ Microsoft จะพยายามผลักดันให้เลิกใช้ NTLM และเปลี่ยนไปใช้ Kerberos แต่หลายองค์กรยังคงมีระบบที่พึ่งพา NTLM อยู่ ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า Legacy Debt หรือหนี้ทางเทคโนโลยีที่ยากจะลบออกไปได้ทันที นักวิจัยแนะนำให้เร่งตรวจสอบเครือข่ายเพื่อหาการใช้งาน NTLM และบังคับใช้มาตรการป้องกัน เช่น SMB Signing และ Extended Protection for Authentication (EPA) 📌 สรุปสาระสำคัญ ✅ NTLM ยังคงถูกใช้งานในปี 2025 ➡️ แม้จะเป็นโปรโตคอลเก่า แต่ยังฝังอยู่ในระบบ Windows จำนวนมาก ✅ ช่องโหว่ CVE-2024-43451 ถูกใช้โจมตีจริง ➡️ ใช้ไฟล์ .url เพื่อขโมยค่าแฮช NTLMv2 โดยไม่ต้องเปิดไฟล์ ✅ CVE-2025-33073 เปิดช่องให้สิทธิ์ SYSTEM-level ➡️ ใช้เทคนิค Reflection บังคับให้เครื่องยืนยันตัวตนกับตัวเอง ✅ กลุ่มแฮกเกอร์หลายประเทศใช้ช่องโหว่นี้ ➡️ BlindEagle (โคลอมเบีย), Head Mare (รัสเซีย/เบลารุส), Trojan Distribution (รัสเซีย) ‼️ การคงอยู่ของ NTLM คือ Legacy Debt ⛔ องค์กรที่ไม่เร่งเปลี่ยนไปใช้ Kerberos เสี่ยงต่อการถูกโจมตีซ้ำ ‼️ การเผยแพร่สาธารณะของเทคนิคโจมตี ⛔ เพิ่มโอกาสให้ผู้โจมตีทั่วไปสามารถนำไปใช้ได้ง่ายขึ้น https://securityonline.info/zombie-protocol-how-ntlm-flaws-like-cve-2024-43451-are-haunting-2025/
    SECURITYONLINE.INFO
    Zombie Protocol: How NTLM Flaws Like CVE-2024-43451 Are Haunting 2025
    Kaspersky reveals critical NTLM flaws active in 2025. Attackers use "clickless" exploits like CVE-2024-43451 to steal credentials and gain SYSTEM privileges.
    0 Comments 0 Shares 52 Views 0 Reviews
  • ช่องโหว่ OpenPLC ScadaBR ถูกโจมตีจริง – CISA ออกคำสั่งเร่งด่วน

    หน่วยงานความมั่นคงไซเบอร์ของสหรัฐฯ (CISA) ได้ออกประกาศเตือนและบังคับใช้มาตรการเร่งด่วน หลังพบการโจมตีช่องโหว่ CVE-2021-26829 ในระบบ OpenPLC ScadaBR ที่ใช้ควบคุมอุตสาหกรรม (ICS/OT) โดยช่องโหว่นี้เป็น Stored Cross-Site Scripting (XSS) ซึ่งอันตรายกว่าการโจมตีแบบ Reflected XSS เพราะโค้ดอันตรายถูกฝังถาวรในระบบ เมื่อผู้ดูแลเข้าหน้า Settings โค้ดจะทำงานทันที ทำให้ผู้โจมตีสามารถยึดสิทธิ์ผู้ดูแลและเข้าถึงระบบควบคุมอุตสาหกรรมได้โดยตรง

    รายละเอียดช่องโหว่และผลกระทบ
    ช่องโหว่นี้กระทบกับ OpenPLC ScadaBR เวอร์ชัน 0.9.1 บน Linux และ 1.12.4 บน Windows โดยผู้โจมตีสามารถใช้ช่องโหว่เพื่อแทรกสคริปต์อันตรายเข้าสู่ระบบ และเมื่อผู้ดูแลเปิดหน้าเว็บที่มีโค้ดฝังไว้ ระบบจะถูกควบคุมทันที ความเสี่ยงคือการถูกเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิต, การหยุดชะงักของระบบ SCADA และการเจาะลึกเข้าสู่เครือข่าย OT ที่สำคัญต่อโครงสร้างพื้นฐาน

    ความเร่งด่วนและการเผยแพร่สาธารณะ
    นักวิจัย Fellipe Oliveira ได้เผยแพร่วิดีโอสาธิตการโจมตีช่องโหว่นี้บน YouTube ทำให้ความรู้ในการโจมตีเข้าถึงผู้ไม่เชี่ยวชาญได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างมาก CISA จึงกำหนดเส้นตายให้หน่วยงานรัฐบาลกลางแก้ไขภายใน 19 ธันวาคม 2025 และแนะนำให้ทุกองค์กรที่ใช้ระบบ SCADA เร่งอัปเดตเพื่อป้องกันการโจมตี

    สาระเพิ่มเติมจาก Internet
    ช่องโหว่ประเภท Stored XSS ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ในระบบ ICS/SCADA ถือว่าอันตรายมาก เพราะระบบเหล่านี้มักเชื่อมโยงกับโครงสร้างพื้นฐาน เช่น พลังงาน น้ำ และการผลิต หากถูกโจมตี อาจนำไปสู่การหยุดชะงักระดับประเทศ ตัวอย่างเช่น การโจมตี Stuxnet ในอดีตที่ทำลายเครื่องจักรในโรงงานนิวเคลียร์อิหร่าน แสดงให้เห็นว่าช่องโหว่เล็ก ๆ ในระบบควบคุมอุตสาหกรรมสามารถสร้างผลกระทบมหาศาลได้

    สรุปสาระสำคัญ
    ช่องโหว่ CVE-2021-26829 ถูกโจมตีจริง
    เป็น Stored XSS ใน OpenPLC ScadaBR บน Linux และ Windows

    CISA เพิ่มช่องโหว่นี้ใน KEV Catalog
    บังคับให้หน่วยงานรัฐบาลกลางแก้ไขภายใน 19 ธันวาคม 2025

    นักวิจัยเผยแพร่วิดีโอสาธิตการโจมตี
    ทำให้ผู้โจมตีทั่วไปสามารถนำไปใช้ได้ง่ายขึ้น

    ผลกระทบต่อระบบ SCADA และโครงสร้างพื้นฐาน
    เสี่ยงต่อการหยุดชะงักและการควบคุมกระบวนการผลิต

    ความเสี่ยงจากการเผยแพร่สาธารณะ
    เพิ่มโอกาสให้ผู้โจมตีที่ไม่เชี่ยวชาญสามารถโจมตีได้

    หากไม่แก้ไขทันเวลา
    อาจนำไปสู่การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น พลังงานและน้ำ

    https://securityonline.info/cisa-flags-actively-exploited-openplc-flaw-cve-2021-26829/
    🛡️ ช่องโหว่ OpenPLC ScadaBR ถูกโจมตีจริง – CISA ออกคำสั่งเร่งด่วน หน่วยงานความมั่นคงไซเบอร์ของสหรัฐฯ (CISA) ได้ออกประกาศเตือนและบังคับใช้มาตรการเร่งด่วน หลังพบการโจมตีช่องโหว่ CVE-2021-26829 ในระบบ OpenPLC ScadaBR ที่ใช้ควบคุมอุตสาหกรรม (ICS/OT) โดยช่องโหว่นี้เป็น Stored Cross-Site Scripting (XSS) ซึ่งอันตรายกว่าการโจมตีแบบ Reflected XSS เพราะโค้ดอันตรายถูกฝังถาวรในระบบ เมื่อผู้ดูแลเข้าหน้า Settings โค้ดจะทำงานทันที ทำให้ผู้โจมตีสามารถยึดสิทธิ์ผู้ดูแลและเข้าถึงระบบควบคุมอุตสาหกรรมได้โดยตรง ⚙️ รายละเอียดช่องโหว่และผลกระทบ ช่องโหว่นี้กระทบกับ OpenPLC ScadaBR เวอร์ชัน 0.9.1 บน Linux และ 1.12.4 บน Windows โดยผู้โจมตีสามารถใช้ช่องโหว่เพื่อแทรกสคริปต์อันตรายเข้าสู่ระบบ และเมื่อผู้ดูแลเปิดหน้าเว็บที่มีโค้ดฝังไว้ ระบบจะถูกควบคุมทันที ความเสี่ยงคือการถูกเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิต, การหยุดชะงักของระบบ SCADA และการเจาะลึกเข้าสู่เครือข่าย OT ที่สำคัญต่อโครงสร้างพื้นฐาน 🌐 ความเร่งด่วนและการเผยแพร่สาธารณะ นักวิจัย Fellipe Oliveira ได้เผยแพร่วิดีโอสาธิตการโจมตีช่องโหว่นี้บน YouTube ทำให้ความรู้ในการโจมตีเข้าถึงผู้ไม่เชี่ยวชาญได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างมาก CISA จึงกำหนดเส้นตายให้หน่วยงานรัฐบาลกลางแก้ไขภายใน 19 ธันวาคม 2025 และแนะนำให้ทุกองค์กรที่ใช้ระบบ SCADA เร่งอัปเดตเพื่อป้องกันการโจมตี 🔍 สาระเพิ่มเติมจาก Internet ช่องโหว่ประเภท Stored XSS ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ในระบบ ICS/SCADA ถือว่าอันตรายมาก เพราะระบบเหล่านี้มักเชื่อมโยงกับโครงสร้างพื้นฐาน เช่น พลังงาน น้ำ และการผลิต หากถูกโจมตี อาจนำไปสู่การหยุดชะงักระดับประเทศ ตัวอย่างเช่น การโจมตี Stuxnet ในอดีตที่ทำลายเครื่องจักรในโรงงานนิวเคลียร์อิหร่าน แสดงให้เห็นว่าช่องโหว่เล็ก ๆ ในระบบควบคุมอุตสาหกรรมสามารถสร้างผลกระทบมหาศาลได้ 📌 สรุปสาระสำคัญ ✅ ช่องโหว่ CVE-2021-26829 ถูกโจมตีจริง ➡️ เป็น Stored XSS ใน OpenPLC ScadaBR บน Linux และ Windows ✅ CISA เพิ่มช่องโหว่นี้ใน KEV Catalog ➡️ บังคับให้หน่วยงานรัฐบาลกลางแก้ไขภายใน 19 ธันวาคม 2025 ✅ นักวิจัยเผยแพร่วิดีโอสาธิตการโจมตี ➡️ ทำให้ผู้โจมตีทั่วไปสามารถนำไปใช้ได้ง่ายขึ้น ✅ ผลกระทบต่อระบบ SCADA และโครงสร้างพื้นฐาน ➡️ เสี่ยงต่อการหยุดชะงักและการควบคุมกระบวนการผลิต ‼️ ความเสี่ยงจากการเผยแพร่สาธารณะ ⛔ เพิ่มโอกาสให้ผู้โจมตีที่ไม่เชี่ยวชาญสามารถโจมตีได้ ‼️ หากไม่แก้ไขทันเวลา ⛔ อาจนำไปสู่การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น พลังงานและน้ำ https://securityonline.info/cisa-flags-actively-exploited-openplc-flaw-cve-2021-26829/
    SECURITYONLINE.INFO
    CISA Flags Actively Exploited OpenPLC Flaw (CVE-2021-26829)
    CISA warns of active exploitation of OpenPLC ScadaBR (CVE-2021-26829). This critical Stored XSS flaw puts SCADA systems at risk. Update now.
    0 Comments 0 Shares 55 Views 0 Reviews
More Results