• Google ร่วมมือกับ MediaTek เพื่อพัฒนา TPU รุ่นใหม่ที่มีต้นทุนต่ำลงและประสิทธิภาพสูงขึ้น โดย Google จะออกแบบตัวชิป ส่วน MediaTek จะดูแลระบบ I/O เพื่อเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ ส่งผลให้ Google ลดการพึ่งพา Broadcom ในด้าน AI Hardware นักวิเคราะห์คาดว่า TPU รุ่นใหม่อาจช่วยเร่งการพัฒนาโมเดล AI ขนาดใหญ่ และทำให้ ต้นทุนการประมวลผล AI ถูกลงกว่าเดิม

    ✅ Google ลดการพึ่งพา Broadcom ในการพัฒนา AI Hardware
    - TPU รุ่นก่อนหน้าของ Google พึ่งพา Broadcom ในการพัฒนาแกนหลัก
    - แต่ครั้งนี้ Google เป็นผู้นำด้านการออกแบบ ขณะที่ MediaTek จะดูแลโมดูล I/O

    ✅ TPU รุ่นใหม่มุ่งเน้นประสิทธิภาพและความประหยัดพลังงาน
    - คาดว่า จะช่วยลดต้นทุนการประมวลผล AI สำหรับคลาวด์และบริการภายในของ Google
    - ออกแบบมาเพื่อ รองรับการฝึกโมเดลขนาดใหญ่ (LLMs) ได้ดีขึ้น

    ✅ MediaTek ขยายอิทธิพลในตลาด AI Hardware
    - MediaTek ได้ร่วมมือในโครงการ AI Supercomputer และกำลังขยายธุรกิจด้าน ชิป AI อย่างต่อเนื่อง
    - การร่วมมือกับ Google จะช่วยให้ MediaTek แข่งขันกับผู้ผลิตชิประดับโลก เช่น Nvidia และ Broadcom

    ✅ อนาคตของ TPU ใหม่—อาจส่งผลต่อการพัฒนา AI Model ระดับโลก
    - หากโครงการนี้สำเร็จ Google อาจสร้าง ระบบ AI ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยใช้ต้นทุนที่ต่ำลง
    - นักวิเคราะห์ชี้ว่า จะมีผลต่ออุตสาหกรรม AI ในวงกว้าง รวมถึงการพัฒนา Large Language Models (LLMs)

    https://www.techradar.com/pro/after-nvidia-mediatek-may-have-convinced-another-huge-tech-company-to-use-its-expertise-to-develop-ai-chips
    Google ร่วมมือกับ MediaTek เพื่อพัฒนา TPU รุ่นใหม่ที่มีต้นทุนต่ำลงและประสิทธิภาพสูงขึ้น โดย Google จะออกแบบตัวชิป ส่วน MediaTek จะดูแลระบบ I/O เพื่อเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ ส่งผลให้ Google ลดการพึ่งพา Broadcom ในด้าน AI Hardware นักวิเคราะห์คาดว่า TPU รุ่นใหม่อาจช่วยเร่งการพัฒนาโมเดล AI ขนาดใหญ่ และทำให้ ต้นทุนการประมวลผล AI ถูกลงกว่าเดิม ✅ Google ลดการพึ่งพา Broadcom ในการพัฒนา AI Hardware - TPU รุ่นก่อนหน้าของ Google พึ่งพา Broadcom ในการพัฒนาแกนหลัก - แต่ครั้งนี้ Google เป็นผู้นำด้านการออกแบบ ขณะที่ MediaTek จะดูแลโมดูล I/O ✅ TPU รุ่นใหม่มุ่งเน้นประสิทธิภาพและความประหยัดพลังงาน - คาดว่า จะช่วยลดต้นทุนการประมวลผล AI สำหรับคลาวด์และบริการภายในของ Google - ออกแบบมาเพื่อ รองรับการฝึกโมเดลขนาดใหญ่ (LLMs) ได้ดีขึ้น ✅ MediaTek ขยายอิทธิพลในตลาด AI Hardware - MediaTek ได้ร่วมมือในโครงการ AI Supercomputer และกำลังขยายธุรกิจด้าน ชิป AI อย่างต่อเนื่อง - การร่วมมือกับ Google จะช่วยให้ MediaTek แข่งขันกับผู้ผลิตชิประดับโลก เช่น Nvidia และ Broadcom ✅ อนาคตของ TPU ใหม่—อาจส่งผลต่อการพัฒนา AI Model ระดับโลก - หากโครงการนี้สำเร็จ Google อาจสร้าง ระบบ AI ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยใช้ต้นทุนที่ต่ำลง - นักวิเคราะห์ชี้ว่า จะมีผลต่ออุตสาหกรรม AI ในวงกว้าง รวมถึงการพัฒนา Large Language Models (LLMs) https://www.techradar.com/pro/after-nvidia-mediatek-may-have-convinced-another-huge-tech-company-to-use-its-expertise-to-develop-ai-chips
    0 Comments 0 Shares 23 Views 0 Reviews
  • APIsec ซึ่งเป็นบริษัทด้าน API Security Testing พบว่าฐานข้อมูลลูกค้าของตนถูกเปิดให้เข้าถึงโดยไม่มีรหัสผ่าน นักวิจัยจาก UpGuard ค้นพบและแจ้งเตือน APIsec ซึ่งได้ล็อกระบบหลังจากปล่อยให้ข้อมูลเปิดเป็นเวลาหลายวัน แม้ว่า APIsec จะพยายามลดความสำคัญของเหตุการณ์นี้ในตอนแรก แต่ต่อมายอมรับว่าข้อมูลลูกค้าถูกเปิดเผย อย่างไรก็ตาม APIsec ยังไม่เปิดเผยจำนวนคนที่ได้รับผลกระทบ หรือสำเนาจดหมายแจ้งเหตุการณ์นี้

    ✅ ข้อมูลที่หลุดออกมา
    - ข้อมูลประกอบด้วย ชื่อผู้ใช้, อีเมล และรายละเอียดเกี่ยวกับระดับความปลอดภัยของ API
    - มีข้อมูลเกี่ยวกับว่า แต่ละบัญชีเปิดใช้การยืนยันตัวตนสองขั้นตอน (2FA) หรือไม่ ซึ่งอาจเป็นประโยชน์สำหรับแฮกเกอร์

    ✅ APIsec เคยพยายามลดความสำคัญของเหตุการณ์นี้
    - ในช่วงแรก APIsec กล่าวว่าฐานข้อมูลที่หลุดออกมาเป็นเพียง "ข้อมูลทดสอบ" และไม่ใช่ข้อมูลลูกค้าจริง
    - อย่างไรก็ตาม หลังจาก UpGuard นำหลักฐานมายืนยัน APIsec ยอมรับว่ามีข้อมูลของลูกค้ารวมอยู่ด้วย

    ✅ ยังไม่มีข้อมูลว่ามีผู้ได้รับผลกระทบจำนวนเท่าใด
    - APIsec แจ้งว่าตนได้ แจ้งเตือนลูกค้าที่ได้รับผลกระทบ แต่ไม่ได้เปิดเผยจำนวนคนที่ได้รับผลกระทบ
    - ไม่ได้เผยแพร่สำเนาของจดหมายแจ้งเหตุการณ์ที่ส่งให้ลูกค้า

    ✅ ปัญหาฐานข้อมูลที่ไม่มีการป้องกัน—ภัยคุกคามสำคัญที่องค์กรควรระวัง
    - บริษัทรวมถึง APIsec ใช้ Cloud Hosting ซึ่งต้องมีการป้องกันเป็นพิเศษ
    - ระบบ Cloud ใช้ Shared Responsibility Model—องค์กรต้องรับผิดชอบส่วนหนึ่งของความปลอดภัยเอง
    - ปัญหานี้เกิดขึ้นบ่อยในหลายบริษัทที่ไม่กำหนดมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดเพียงพอ


    https://www.techradar.com/pro/security/top-api-testing-firm-apisec-exposed-customer-data-during-security-lapse
    APIsec ซึ่งเป็นบริษัทด้าน API Security Testing พบว่าฐานข้อมูลลูกค้าของตนถูกเปิดให้เข้าถึงโดยไม่มีรหัสผ่าน นักวิจัยจาก UpGuard ค้นพบและแจ้งเตือน APIsec ซึ่งได้ล็อกระบบหลังจากปล่อยให้ข้อมูลเปิดเป็นเวลาหลายวัน แม้ว่า APIsec จะพยายามลดความสำคัญของเหตุการณ์นี้ในตอนแรก แต่ต่อมายอมรับว่าข้อมูลลูกค้าถูกเปิดเผย อย่างไรก็ตาม APIsec ยังไม่เปิดเผยจำนวนคนที่ได้รับผลกระทบ หรือสำเนาจดหมายแจ้งเหตุการณ์นี้ ✅ ข้อมูลที่หลุดออกมา - ข้อมูลประกอบด้วย ชื่อผู้ใช้, อีเมล และรายละเอียดเกี่ยวกับระดับความปลอดภัยของ API - มีข้อมูลเกี่ยวกับว่า แต่ละบัญชีเปิดใช้การยืนยันตัวตนสองขั้นตอน (2FA) หรือไม่ ซึ่งอาจเป็นประโยชน์สำหรับแฮกเกอร์ ✅ APIsec เคยพยายามลดความสำคัญของเหตุการณ์นี้ - ในช่วงแรก APIsec กล่าวว่าฐานข้อมูลที่หลุดออกมาเป็นเพียง "ข้อมูลทดสอบ" และไม่ใช่ข้อมูลลูกค้าจริง - อย่างไรก็ตาม หลังจาก UpGuard นำหลักฐานมายืนยัน APIsec ยอมรับว่ามีข้อมูลของลูกค้ารวมอยู่ด้วย ✅ ยังไม่มีข้อมูลว่ามีผู้ได้รับผลกระทบจำนวนเท่าใด - APIsec แจ้งว่าตนได้ แจ้งเตือนลูกค้าที่ได้รับผลกระทบ แต่ไม่ได้เปิดเผยจำนวนคนที่ได้รับผลกระทบ - ไม่ได้เผยแพร่สำเนาของจดหมายแจ้งเหตุการณ์ที่ส่งให้ลูกค้า ✅ ปัญหาฐานข้อมูลที่ไม่มีการป้องกัน—ภัยคุกคามสำคัญที่องค์กรควรระวัง - บริษัทรวมถึง APIsec ใช้ Cloud Hosting ซึ่งต้องมีการป้องกันเป็นพิเศษ - ระบบ Cloud ใช้ Shared Responsibility Model—องค์กรต้องรับผิดชอบส่วนหนึ่งของความปลอดภัยเอง - ปัญหานี้เกิดขึ้นบ่อยในหลายบริษัทที่ไม่กำหนดมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดเพียงพอ https://www.techradar.com/pro/security/top-api-testing-firm-apisec-exposed-customer-data-during-security-lapse
    WWW.TECHRADAR.COM
    Top API testing firm APIsec exposed customer data during security lapse
    Unprotected APIsec database found sitting unprotected online
    0 Comments 0 Shares 178 Views 0 Reviews
  • Altera ได้เริ่มจัดส่ง Agilex 7 FPGA M-Series ซึ่งเป็นชิปประมวลผลแบบ FPGA ระดับไฮเอนด์ที่ออกแบบมาเพื่อ AI และศูนย์ข้อมูล โดยใช้ HBM2E และ DDR5/LPDDR5 เพื่อเพิ่มแบนด์วิดท์และลดความล่าช้า Positron ซึ่งเป็นบริษัท AI รายงานว่า FPGA นี้ช่วยให้ทำงานได้เร็วกว่า GPU ในการรันโมเดล AI เช่น Llama3 และช่วยประหยัดพลังงานมากกว่า
    Intel คาดว่า FPGA นี้จะเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเซิร์ฟเวอร์ AI และอุตสาหกรรมสื่อสาร 5G ในอีก 10 ปีข้างหน้า

    ✅ FPGA นี้ออกแบบเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด
    - มี 3.8 ล้าน Logic Elements รองรับการประมวลผลระดับสูง
    - ใช้ Hyperflex Architecture รุ่นที่ 2 เพื่อเพิ่มความเร็วและลดการใช้พลังงาน

    ✅ หน่วยความจำความเร็วสูงช่วยแก้ปัญหาคอขวด
    - มี HBM2E ขนาด 32 GB พร้อมแบนด์วิดท์สูงสุด 820 GBps
    - รองรับ DDR5/LPDDR5 โดยมี Memory Bandwidth สูงสุด 1 TBps

    ✅ การใช้งานหลักของ Agilex 7 FPGA M-Series
    - ศูนย์ข้อมูล: ใช้เป็นเร่งความเร็ว AI และช่วยลดภาระงานของโปรเซสเซอร์ทั่วไป
    - อุปกรณ์เครือข่าย: รองรับไฟร์วอลล์ยุคใหม่ที่ต้องใช้การประมวลผลข้อมูลระดับสูง
    - อุปกรณ์ออกอากาศ: ส่งข้อมูล 8K UHD ได้รวดเร็ว ลดความล่าช้าในเซ็นเซอร์ภาพ

    ✅ บริษัท AI ใช้ FPGA เพื่อประสิทธิภาพสูงกว่าระบบ GPU ทั่วไป
    - Positron รายงานว่า Agilex 7 มีการใช้ Bandwidth สูงถึง 93% ซึ่งสูงกว่าระบบ GPU ที่มักอยู่ที่ 10-30%
    - เมื่อใช้ในการประมวลผล LLM (เช่น Llama3 และ MOE Models) ทำให้ได้ ประสิทธิภาพต่อค่าใช้จ่ายดีขึ้น 3.5 เท่า

    ✅ อนาคตของ Agilex 7 FPGA M-Series
    - มีอายุการใช้งานถึง ปี 2035 และพร้อมใช้งานทั่วโลก
    - คาดว่าจะถูกนำมาใช้ในเซิร์ฟเวอร์ระดับสูง, การประมวลผล AI, และโครงสร้างพื้นฐาน 5G

    https://www.techpowerup.com/334926/altera-starts-production-shipments-of-agilex-7-fpga-m-series
    Altera ได้เริ่มจัดส่ง Agilex 7 FPGA M-Series ซึ่งเป็นชิปประมวลผลแบบ FPGA ระดับไฮเอนด์ที่ออกแบบมาเพื่อ AI และศูนย์ข้อมูล โดยใช้ HBM2E และ DDR5/LPDDR5 เพื่อเพิ่มแบนด์วิดท์และลดความล่าช้า Positron ซึ่งเป็นบริษัท AI รายงานว่า FPGA นี้ช่วยให้ทำงานได้เร็วกว่า GPU ในการรันโมเดล AI เช่น Llama3 และช่วยประหยัดพลังงานมากกว่า Intel คาดว่า FPGA นี้จะเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเซิร์ฟเวอร์ AI และอุตสาหกรรมสื่อสาร 5G ในอีก 10 ปีข้างหน้า ✅ FPGA นี้ออกแบบเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด - มี 3.8 ล้าน Logic Elements รองรับการประมวลผลระดับสูง - ใช้ Hyperflex Architecture รุ่นที่ 2 เพื่อเพิ่มความเร็วและลดการใช้พลังงาน ✅ หน่วยความจำความเร็วสูงช่วยแก้ปัญหาคอขวด - มี HBM2E ขนาด 32 GB พร้อมแบนด์วิดท์สูงสุด 820 GBps - รองรับ DDR5/LPDDR5 โดยมี Memory Bandwidth สูงสุด 1 TBps ✅ การใช้งานหลักของ Agilex 7 FPGA M-Series - ศูนย์ข้อมูล: ใช้เป็นเร่งความเร็ว AI และช่วยลดภาระงานของโปรเซสเซอร์ทั่วไป - อุปกรณ์เครือข่าย: รองรับไฟร์วอลล์ยุคใหม่ที่ต้องใช้การประมวลผลข้อมูลระดับสูง - อุปกรณ์ออกอากาศ: ส่งข้อมูล 8K UHD ได้รวดเร็ว ลดความล่าช้าในเซ็นเซอร์ภาพ ✅ บริษัท AI ใช้ FPGA เพื่อประสิทธิภาพสูงกว่าระบบ GPU ทั่วไป - Positron รายงานว่า Agilex 7 มีการใช้ Bandwidth สูงถึง 93% ซึ่งสูงกว่าระบบ GPU ที่มักอยู่ที่ 10-30% - เมื่อใช้ในการประมวลผล LLM (เช่น Llama3 และ MOE Models) ทำให้ได้ ประสิทธิภาพต่อค่าใช้จ่ายดีขึ้น 3.5 เท่า ✅ อนาคตของ Agilex 7 FPGA M-Series - มีอายุการใช้งานถึง ปี 2035 และพร้อมใช้งานทั่วโลก - คาดว่าจะถูกนำมาใช้ในเซิร์ฟเวอร์ระดับสูง, การประมวลผล AI, และโครงสร้างพื้นฐาน 5G https://www.techpowerup.com/334926/altera-starts-production-shipments-of-agilex-7-fpga-m-series
    WWW.TECHPOWERUP.COM
    Altera Starts Production Shipments of Agilex 7 FPGA M-Series
    Altera Corporation, a leader in FPGA innovations, today announced production shipments of its Agilex 7 FPGA M-Series, the industry's first high-end, high-density FPGA to feature integrated high bandwidth memory and support for DDR5 and LPDDR5 memory technologies. Offering over 3.8 million logic elem...
    0 Comments 0 Shares 62 Views 0 Reviews
  • Large Language Models (LLMs) กำลังกลายเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่ขับเคลื่อน AI ในปัจจุบัน แต่เนื่องจากต้นทุนสูงและต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมาก จึงเกิดแนวทางใหม่ที่เรียกว่า Model Distillation ซึ่งช่วยให้สามารถย่อขนาดโมเดลให้เล็กลง ลดต้นทุน และเพิ่มความเร็วในการทำงาน

    อย่างไรก็ตาม แม้ว่าโมเดลที่ถูก Distilled จะช่วยให้ LLMs ใช้งานได้ง่ายขึ้น แต่ก็มาพร้อมกับ ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่ถ่ายทอดมาจากโมเดลต้นแบบ รวมถึงข้อจำกัดที่อาจทำให้เกิดการสร้างข้อมูลผิดพลาด (Hallucination) มากขึ้น

    Model Distillation ทำงานอย่างไร?
    - นักวิจัย AI ใช้โมเดลที่มีพารามิเตอร์สูงเป็น Teacher Model เพื่อฝึกโมเดลขนาดเล็กที่เรียกว่า Student Model
    - Student Model ถูกออกแบบให้ เลียนแบบพฤติกรรมของ Teacher Model แต่ใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์น้อยลง

    ข้อดีของ Model Distillation
    - ลดต้นทุนการประมวลผล และเพิ่มความเร็วในการทำงาน
    - ทำให้ LLM สามารถทำงานบนอุปกรณ์ที่เล็กลง เช่น มือถือหรือระบบ IoT

    ความเสี่ยงที่ถ่ายทอดมาจาก Teacher Model
    - Model Distillation อาจทำให้ข้อมูลที่ไม่ปลอดภัยจากโมเดลต้นแบบถูกนำมาใช้ซ้ำ
    - ตัวอย่างเช่น DistilGPT-2 ถูกพบว่า รั่วไหลข้อมูลส่วนบุคคล (PII) เช่นเดียวกับ GPT-2 ที่เคยถูกวิจารณ์เรื่องความปลอดภัย
    - นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงจาก Model Inversion Attack ซึ่งแฮกเกอร์สามารถย้อนข้อมูลกลับไปหาข้อมูลต้นฉบับ

    ปัญหา Hallucination ในโมเดลที่ถูก Distilled
    - นักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่า Model Distillation อาจทำให้เกิดข้อผิดพลาดหรือการสร้างข้อมูลที่ไม่มีอยู่จริงมากขึ้น
    - ตัวอย่างหนึ่งคือ WormGPT ซึ่งถูกพัฒนาให้สร้างอีเมล Phishing ที่ดูสมจริง แต่เป็นข้อมูลปลอมทั้งหมด

    การโจมตี Model Extraction
    - แฮกเกอร์สามารถ ใช้ Model Distillation เพื่อลอกเลียนแบบโมเดลต้นฉบับ และปรับแต่งให้สามารถหลีกเลี่ยงมาตรการด้านความปลอดภัย
    - การโจมตีนี้อาจทำให้โมเดลที่ถูกลอกเลียนแบบถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด เช่น การปลอมแปลงข้อมูลหรือการโจมตีทางไซเบอร์

    อนาคตของ Model Distillation และความปลอดภัย AI
    - นักวิจัยเชื่อว่าอุตสาหกรรม AI ต้องพัฒนา ระบบป้องกันที่เข้มแข็งขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากโมเดลที่ถูก Distilled
    - การพึ่งพา AI Guardrails หรือมาตรการจำกัดการทำงานอาจไม่เพียงพอ จำเป็นต้องออกแบบระบบที่มี การควบคุมความน่าเชื่อถือ โดยรวมตั้งแต่ต้น

    https://www.csoonline.com/article/3951626/llms-are-now-available-in-snack-size-but-digest-with-care.html
    Large Language Models (LLMs) กำลังกลายเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่ขับเคลื่อน AI ในปัจจุบัน แต่เนื่องจากต้นทุนสูงและต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมาก จึงเกิดแนวทางใหม่ที่เรียกว่า Model Distillation ซึ่งช่วยให้สามารถย่อขนาดโมเดลให้เล็กลง ลดต้นทุน และเพิ่มความเร็วในการทำงาน อย่างไรก็ตาม แม้ว่าโมเดลที่ถูก Distilled จะช่วยให้ LLMs ใช้งานได้ง่ายขึ้น แต่ก็มาพร้อมกับ ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่ถ่ายทอดมาจากโมเดลต้นแบบ รวมถึงข้อจำกัดที่อาจทำให้เกิดการสร้างข้อมูลผิดพลาด (Hallucination) มากขึ้น Model Distillation ทำงานอย่างไร? - นักวิจัย AI ใช้โมเดลที่มีพารามิเตอร์สูงเป็น Teacher Model เพื่อฝึกโมเดลขนาดเล็กที่เรียกว่า Student Model - Student Model ถูกออกแบบให้ เลียนแบบพฤติกรรมของ Teacher Model แต่ใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์น้อยลง ข้อดีของ Model Distillation - ลดต้นทุนการประมวลผล และเพิ่มความเร็วในการทำงาน - ทำให้ LLM สามารถทำงานบนอุปกรณ์ที่เล็กลง เช่น มือถือหรือระบบ IoT ความเสี่ยงที่ถ่ายทอดมาจาก Teacher Model - Model Distillation อาจทำให้ข้อมูลที่ไม่ปลอดภัยจากโมเดลต้นแบบถูกนำมาใช้ซ้ำ - ตัวอย่างเช่น DistilGPT-2 ถูกพบว่า รั่วไหลข้อมูลส่วนบุคคล (PII) เช่นเดียวกับ GPT-2 ที่เคยถูกวิจารณ์เรื่องความปลอดภัย - นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงจาก Model Inversion Attack ซึ่งแฮกเกอร์สามารถย้อนข้อมูลกลับไปหาข้อมูลต้นฉบับ ปัญหา Hallucination ในโมเดลที่ถูก Distilled - นักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่า Model Distillation อาจทำให้เกิดข้อผิดพลาดหรือการสร้างข้อมูลที่ไม่มีอยู่จริงมากขึ้น - ตัวอย่างหนึ่งคือ WormGPT ซึ่งถูกพัฒนาให้สร้างอีเมล Phishing ที่ดูสมจริง แต่เป็นข้อมูลปลอมทั้งหมด การโจมตี Model Extraction - แฮกเกอร์สามารถ ใช้ Model Distillation เพื่อลอกเลียนแบบโมเดลต้นฉบับ และปรับแต่งให้สามารถหลีกเลี่ยงมาตรการด้านความปลอดภัย - การโจมตีนี้อาจทำให้โมเดลที่ถูกลอกเลียนแบบถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด เช่น การปลอมแปลงข้อมูลหรือการโจมตีทางไซเบอร์ อนาคตของ Model Distillation และความปลอดภัย AI - นักวิจัยเชื่อว่าอุตสาหกรรม AI ต้องพัฒนา ระบบป้องกันที่เข้มแข็งขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากโมเดลที่ถูก Distilled - การพึ่งพา AI Guardrails หรือมาตรการจำกัดการทำงานอาจไม่เพียงพอ จำเป็นต้องออกแบบระบบที่มี การควบคุมความน่าเชื่อถือ โดยรวมตั้งแต่ต้น https://www.csoonline.com/article/3951626/llms-are-now-available-in-snack-size-but-digest-with-care.html
    WWW.CSOONLINE.COM
    LLMs are now available in snack size but digest with care
    Distilled models can improve the contextuality and accessibility of LLMs, but can also amplify existing AI risks, including threats to data privacy, integrity, and brand security.
    0 Comments 0 Shares 69 Views 0 Reviews
  • Intel กำลังพิจารณาเปิดตัว Arrow Lake Refresh ซึ่งเป็นการปรับปรุงชิปในตระกูล Core Ultra 300 series โดยเน้นเฉพาะรุ่น K และ KF เท่านั้น แม้ว่าการออกแบบครั้งแรกจะถูกยกเลิก แต่การกลับมาครั้งนี้มาพร้อมกับแผนแก้ไขปัญหาเดิม เช่น ความล่าช้าของหน่วยควบคุมความจำและความถี่ ring-bus ที่ต่ำ ทั้งนี้ ชิปใหม่ยังคาดว่าจะมีฟีเจอร์ปรับแต่ง BIOS เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแบบไม่เสียประกัน รวมถึงเทคโนโลยี IPO (Intel Performance Optimization) เพื่อเพิ่มความเสถียรในการใช้งาน

    ปัญหาดั้งเดิมของ Arrow Lake:
    - Arrow Lake รุ่นก่อนหน้าประสบปัญหาในการแข่งขันกับ Raptor Lake และ Ryzen X3D โดยมีปัญหาเชิงสถาปัตยกรรมที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในด้านการเล่นเกมและการประมวลผล.

    การออกแบบใหม่ใน Arrow Lake Refresh:
    - รุ่นใหม่มีการปรับปรุงในเรื่องของประสิทธิภาพและลดผลกระทบจากความล่าช้า นอกจากนี้ยังมี BIOS presets ที่ช่วยให้ผู้ใช้เพิ่มสมรรถนะโดยไม่ทำให้เสียประกัน.

    การเปิดตัวที่อาจจะเกิดขึ้น:
    - Arrow Lake Refresh คาดว่าจะเปิดตัวก่อน Nova Lake ในปี 2026 และอาจเป็นความพยายามครั้งสุดท้ายที่จะรักษาแพลตฟอร์ม LGA 1851 ไม่ให้เป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มที่มีอายุสั้นที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Intel.

    https://www.tomshardware.com/pc-components/cpus/an-arrow-lake-refresh-may-still-be-on-the-cards-with-only-k-and-kf-models-claims-leaker
    Intel กำลังพิจารณาเปิดตัว Arrow Lake Refresh ซึ่งเป็นการปรับปรุงชิปในตระกูล Core Ultra 300 series โดยเน้นเฉพาะรุ่น K และ KF เท่านั้น แม้ว่าการออกแบบครั้งแรกจะถูกยกเลิก แต่การกลับมาครั้งนี้มาพร้อมกับแผนแก้ไขปัญหาเดิม เช่น ความล่าช้าของหน่วยควบคุมความจำและความถี่ ring-bus ที่ต่ำ ทั้งนี้ ชิปใหม่ยังคาดว่าจะมีฟีเจอร์ปรับแต่ง BIOS เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแบบไม่เสียประกัน รวมถึงเทคโนโลยี IPO (Intel Performance Optimization) เพื่อเพิ่มความเสถียรในการใช้งาน ปัญหาดั้งเดิมของ Arrow Lake: - Arrow Lake รุ่นก่อนหน้าประสบปัญหาในการแข่งขันกับ Raptor Lake และ Ryzen X3D โดยมีปัญหาเชิงสถาปัตยกรรมที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในด้านการเล่นเกมและการประมวลผล. การออกแบบใหม่ใน Arrow Lake Refresh: - รุ่นใหม่มีการปรับปรุงในเรื่องของประสิทธิภาพและลดผลกระทบจากความล่าช้า นอกจากนี้ยังมี BIOS presets ที่ช่วยให้ผู้ใช้เพิ่มสมรรถนะโดยไม่ทำให้เสียประกัน. การเปิดตัวที่อาจจะเกิดขึ้น: - Arrow Lake Refresh คาดว่าจะเปิดตัวก่อน Nova Lake ในปี 2026 และอาจเป็นความพยายามครั้งสุดท้ายที่จะรักษาแพลตฟอร์ม LGA 1851 ไม่ให้เป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มที่มีอายุสั้นที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Intel. https://www.tomshardware.com/pc-components/cpus/an-arrow-lake-refresh-may-still-be-on-the-cards-with-only-k-and-kf-models-claims-leaker
    0 Comments 0 Shares 201 Views 0 Reviews
  • Nvidia ได้เปิดตัว G-Assist ฟีเจอร์ AI ที่ช่วยให้ผู้เล่นปรับแต่งประสิทธิภาพในเกม และเพิ่มการควบคุมระดับการขยายของ DLSS สำหรับความละเอียดภาพในเกม ผู้ใช้ยังสามารถปรับแต่งหน้าจอและสีจาก Nvidia App ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ แม้ว่าฟีเจอร์นี้จะมีข้อจำกัดในการใช้งานกับการ์ดจอรุ่นสูงเท่านั้น แต่ก็เป็นก้าวสำคัญในด้านการพัฒนา AI ในเกมและฮาร์ดแวร์

    ความสามารถของ G-Assist:
    - ฟีเจอร์นี้ใช้โมเดล AI ชื่อ SLM (Small Language Model) ที่พัฒนาเพื่อทำงานเฉพาะ เช่น คำแนะนำเกี่ยวกับฮาร์ดแวร์ การปรับแต่งพัดลม หรือการปรับแสงของอุปกรณ์ โดยบางเกมยังมีการสนับสนุนเฉพาะสำหรับคำแนะนำที่เกี่ยวข้องกับเกมนั้น ๆ.

    DLSS Override สำหรับความยืดหยุ่น:
    - ฟีเจอร์ DLSS Super Resolution ใหม่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถกำหนดระดับความละเอียดของภาพในเกมได้เอง แทนที่จะใช้ค่าเริ่มต้นจากไดรเวอร์ เช่น การปรับให้คุณภาพระดับ 60% ซึ่งเหมาะสำหรับการใช้งานที่ต้องการสมดุลระหว่างประสิทธิภาพและความคมชัด.

    การปรับปรุงแอป Nvidia:
    - แอปนี้ได้รับการอัปเดตให้ครอบคลุมการตั้งค่าจาก Nvidia Control Panel เช่น การปรับสีและการปรับขนาดหน้าจอ ซึ่งช่วยให้ใช้งานง่ายขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องเข้าสู่แอปพลิเคชันแยกต่างหาก.

    ข้อจำกัดของ G-Assist:
    - ฟีเจอร์นี้สามารถใช้ได้เฉพาะกับกราฟิกการ์ดซีรีส์ RTX 30/40/50 ที่มี VRAM ขั้นต่ำ 12GB ทำให้ไม่สามารถใช้งานกับรุ่นระดับเริ่มต้น เช่น RTX 3060 Ti หรือ RTX 4060 Ti ได้.

    https://www.tomshardware.com/pc-components/gpus/nvidia-releases-public-g-assist-in-latest-app-to-provide-in-game-ai-assistance-also-introduces-dlss-custom-scaling-factors
    Nvidia ได้เปิดตัว G-Assist ฟีเจอร์ AI ที่ช่วยให้ผู้เล่นปรับแต่งประสิทธิภาพในเกม และเพิ่มการควบคุมระดับการขยายของ DLSS สำหรับความละเอียดภาพในเกม ผู้ใช้ยังสามารถปรับแต่งหน้าจอและสีจาก Nvidia App ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ แม้ว่าฟีเจอร์นี้จะมีข้อจำกัดในการใช้งานกับการ์ดจอรุ่นสูงเท่านั้น แต่ก็เป็นก้าวสำคัญในด้านการพัฒนา AI ในเกมและฮาร์ดแวร์ ความสามารถของ G-Assist: - ฟีเจอร์นี้ใช้โมเดล AI ชื่อ SLM (Small Language Model) ที่พัฒนาเพื่อทำงานเฉพาะ เช่น คำแนะนำเกี่ยวกับฮาร์ดแวร์ การปรับแต่งพัดลม หรือการปรับแสงของอุปกรณ์ โดยบางเกมยังมีการสนับสนุนเฉพาะสำหรับคำแนะนำที่เกี่ยวข้องกับเกมนั้น ๆ. DLSS Override สำหรับความยืดหยุ่น: - ฟีเจอร์ DLSS Super Resolution ใหม่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถกำหนดระดับความละเอียดของภาพในเกมได้เอง แทนที่จะใช้ค่าเริ่มต้นจากไดรเวอร์ เช่น การปรับให้คุณภาพระดับ 60% ซึ่งเหมาะสำหรับการใช้งานที่ต้องการสมดุลระหว่างประสิทธิภาพและความคมชัด. การปรับปรุงแอป Nvidia: - แอปนี้ได้รับการอัปเดตให้ครอบคลุมการตั้งค่าจาก Nvidia Control Panel เช่น การปรับสีและการปรับขนาดหน้าจอ ซึ่งช่วยให้ใช้งานง่ายขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องเข้าสู่แอปพลิเคชันแยกต่างหาก. ข้อจำกัดของ G-Assist: - ฟีเจอร์นี้สามารถใช้ได้เฉพาะกับกราฟิกการ์ดซีรีส์ RTX 30/40/50 ที่มี VRAM ขั้นต่ำ 12GB ทำให้ไม่สามารถใช้งานกับรุ่นระดับเริ่มต้น เช่น RTX 3060 Ti หรือ RTX 4060 Ti ได้. https://www.tomshardware.com/pc-components/gpus/nvidia-releases-public-g-assist-in-latest-app-to-provide-in-game-ai-assistance-also-introduces-dlss-custom-scaling-factors
    0 Comments 0 Shares 174 Views 0 Reviews
  • การศึกษาล่าสุดเผยว่า Microsoft 365 อาจไม่สามารถป้องกันภัยคุกคามไซเบอร์ได้อย่างสมบูรณ์ โดยพบมัลแวร์และ URL อันตรายจำนวนมากในข้อมูลสำรอง ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ใช้โซลูชันสำรองข้อมูลที่มีความปลอดภัยสูง ควบคู่กับการอบรมพนักงานและตรวจสอบระบบอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการโจมตีซ้ำและเสริมสร้างความปลอดภัยในองค์กร

    ผลการวิจัยที่น่ากังวล:
    - พบ URL อันตรายกว่า 2 ล้านรายการ ที่อาจนำไปสู่เว็บไซต์ฟิชชิ่งหรือมัลแวร์.
    - มีมัลแวร์กว่า 5,000 รายการ ถูกตรวจพบในข้อมูลสำรอง.

    โมเดลความรับผิดชอบร่วม (Shared Responsibility Model):
    - Microsoft รับผิดชอบความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ ขณะที่องค์กรผู้ใช้งานต้องรับผิดชอบการปกป้องข้อมูลและแอปพลิเคชันของตัวเอง.

    ข้อเสนอแนะเพื่อเพิ่มความปลอดภัย:
    - ใช้โซลูชันสำรองข้อมูลที่มีคุณสมบัติการป้องกันขั้นสูง เพื่อลดความเสี่ยงจากมัลแวร์และภัยคุกคาม.
    - เพิ่มความปลอดภัยอีเมล เช่น การบล็อกอีเมลฟิชชิ่งและการหลอกลวง.
    - อบรมพนักงานให้รับมือกับภัยคุกคามไซเบอร์และทำการจำลองสถานการณ์เพื่อสร้างความตื่นตัว.

    ผลกระทบของภัยคุกคามในข้อมูลสำรอง:
    - หากมัลแวร์หรือ URL อันตรายแฝงตัวในข้อมูลสำรอง จะสามารถกลับมาติดระบบใหม่ได้ทุกครั้งที่กู้คืนข้อมูล สร้างวงจรการโจมตีซ้ำ ๆ

    https://www.bleepingcomputer.com/news/security/hidden-threats-how-microsoft-365-backups-store-risks-for-future-attacks/
    การศึกษาล่าสุดเผยว่า Microsoft 365 อาจไม่สามารถป้องกันภัยคุกคามไซเบอร์ได้อย่างสมบูรณ์ โดยพบมัลแวร์และ URL อันตรายจำนวนมากในข้อมูลสำรอง ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ใช้โซลูชันสำรองข้อมูลที่มีความปลอดภัยสูง ควบคู่กับการอบรมพนักงานและตรวจสอบระบบอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการโจมตีซ้ำและเสริมสร้างความปลอดภัยในองค์กร ผลการวิจัยที่น่ากังวล: - พบ URL อันตรายกว่า 2 ล้านรายการ ที่อาจนำไปสู่เว็บไซต์ฟิชชิ่งหรือมัลแวร์. - มีมัลแวร์กว่า 5,000 รายการ ถูกตรวจพบในข้อมูลสำรอง. โมเดลความรับผิดชอบร่วม (Shared Responsibility Model): - Microsoft รับผิดชอบความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ ขณะที่องค์กรผู้ใช้งานต้องรับผิดชอบการปกป้องข้อมูลและแอปพลิเคชันของตัวเอง. ข้อเสนอแนะเพื่อเพิ่มความปลอดภัย: - ใช้โซลูชันสำรองข้อมูลที่มีคุณสมบัติการป้องกันขั้นสูง เพื่อลดความเสี่ยงจากมัลแวร์และภัยคุกคาม. - เพิ่มความปลอดภัยอีเมล เช่น การบล็อกอีเมลฟิชชิ่งและการหลอกลวง. - อบรมพนักงานให้รับมือกับภัยคุกคามไซเบอร์และทำการจำลองสถานการณ์เพื่อสร้างความตื่นตัว. ผลกระทบของภัยคุกคามในข้อมูลสำรอง: - หากมัลแวร์หรือ URL อันตรายแฝงตัวในข้อมูลสำรอง จะสามารถกลับมาติดระบบใหม่ได้ทุกครั้งที่กู้คืนข้อมูล สร้างวงจรการโจมตีซ้ำ ๆ https://www.bleepingcomputer.com/news/security/hidden-threats-how-microsoft-365-backups-store-risks-for-future-attacks/
    WWW.BLEEPINGCOMPUTER.COM
    Hidden Threats: How Microsoft 365 Backups Store Risks for Future Attacks
    Acronis Threat Research found 2M+ malicious URLs & 5,000+ malware instances in Microsoft 365 backup data—demonstrating how built-in security isn't always enough. Don't let threats persist in your cloud data. Strengthen your defenses.
    0 Comments 0 Shares 273 Views 0 Reviews
  • Tencent กำลังเตรียมเปิดตัว Hunyuan T1 โมเดล AI ขนาดใหญ่สุดล้ำที่ใช้สถาปัตยกรรม Mamba ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในงานประมวลผลข้อมูลระดับสูง โมเดลนี้ต่อยอดจาก Hunyuan Turbo S ที่ติดอันดับในแพลตฟอร์มการจัดอันดับ AI และอาจกลายเป็นเกมเปลี่ยนสำคัญในอุตสาหกรรม

    ความสามารถของโมเดล Hunyuan T1:
    - มุ่งเน้นการประมวลผลเชิงการให้เหตุผลที่มีความซับซ้อนสูงและรวดเร็ว ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้ในแอปพลิเคชันและบริการหลากหลาย เช่น แชทบอท, การค้นหา, และระบบวิเคราะห์ข้อมูล.

    การแข่งขันในอุตสาหกรรม AI:
    - Hunyuan Turbo S ของ Tencent เคยติดอันดับที่ 15 ใน Chatbot Arena LLM Leaderboard ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่จัดอันดับโมเดลจากการโหวตของผู้ใช้จริงในเรื่องคุณภาพการตอบกลับ โดยอันดับปัจจุบันของ DeepSeek R1 อยู่อันดับที่ 7.

    จุดเด่นของ Mamba Architecture:
    - สถาปัตยกรรมนี้เน้นการกระจายการประมวลผลและลดความสูญเสียของข้อมูลในระหว่างการคำนวณ ทำให้เหมาะกับการพัฒนาโมเดลขนาดใหญ่และการทำงานร่วมกับข้อมูลปริมาณมหาศาล.

    เป้าหมายของ Tencent ในอนาคต:
    - Tencent วางแผนที่จะขยายการใช้งานโมเดล Hunyuan T1 ในหลายธุรกิจ ตั้งแต่เทคโนโลยีการศึกษา ระบบสุขภาพ ไปจนถึงบริการอีคอมเมิร์ซ.

    https://www.techpowerup.com/334375/tencent-will-launch-hunyuan-t1-inference-model-on-march-21
    Tencent กำลังเตรียมเปิดตัว Hunyuan T1 โมเดล AI ขนาดใหญ่สุดล้ำที่ใช้สถาปัตยกรรม Mamba ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในงานประมวลผลข้อมูลระดับสูง โมเดลนี้ต่อยอดจาก Hunyuan Turbo S ที่ติดอันดับในแพลตฟอร์มการจัดอันดับ AI และอาจกลายเป็นเกมเปลี่ยนสำคัญในอุตสาหกรรม ความสามารถของโมเดล Hunyuan T1: - มุ่งเน้นการประมวลผลเชิงการให้เหตุผลที่มีความซับซ้อนสูงและรวดเร็ว ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้ในแอปพลิเคชันและบริการหลากหลาย เช่น แชทบอท, การค้นหา, และระบบวิเคราะห์ข้อมูล. การแข่งขันในอุตสาหกรรม AI: - Hunyuan Turbo S ของ Tencent เคยติดอันดับที่ 15 ใน Chatbot Arena LLM Leaderboard ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่จัดอันดับโมเดลจากการโหวตของผู้ใช้จริงในเรื่องคุณภาพการตอบกลับ โดยอันดับปัจจุบันของ DeepSeek R1 อยู่อันดับที่ 7. จุดเด่นของ Mamba Architecture: - สถาปัตยกรรมนี้เน้นการกระจายการประมวลผลและลดความสูญเสียของข้อมูลในระหว่างการคำนวณ ทำให้เหมาะกับการพัฒนาโมเดลขนาดใหญ่และการทำงานร่วมกับข้อมูลปริมาณมหาศาล. เป้าหมายของ Tencent ในอนาคต: - Tencent วางแผนที่จะขยายการใช้งานโมเดล Hunyuan T1 ในหลายธุรกิจ ตั้งแต่เทคโนโลยีการศึกษา ระบบสุขภาพ ไปจนถึงบริการอีคอมเมิร์ซ. https://www.techpowerup.com/334375/tencent-will-launch-hunyuan-t1-inference-model-on-march-21
    WWW.TECHPOWERUP.COM
    Tencent Will Launch Hunyuan T1 Inference Model on March 21
    Tencent's large language model (LLM) specialist division has announced the imminent launch of their T1 AI inference model. The Chinese technology giant's Hunyuan social media accounts revealed a grand arrival, scheduled to take place on Friday (March 21). A friendly reminder was issued to interested...
    0 Comments 0 Shares 227 Views 0 Reviews
  • Baidu ก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นสำคัญในวงการ AI ด้วยการเปิดตัว ERNIE 4.5 และ ERNIE X1 ที่มีจุดเด่นทั้งด้านการทำงานแบบมัลติโมดัล และความแม่นยำในงานที่ต้องการเหตุผลขั้นสูง โมเดลเหล่านี้ไม่เพียงแต่มีประสิทธิภาพสูง แต่ยังมีต้นทุนต่ำเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ทำให้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับทั้งนักพัฒนาและองค์กร. Baidu ยังเตรียมนำโมเดลเหล่านี้ไปใช้ในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อยกระดับประสบการณ์ผู้ใช้ และยังเปิดให้เข้าถึงผ่าน API เพื่อรองรับการใช้งานที่หลากหลาย

    https://www.tomshardware.com/tech-industry/artificial-intelligence/ernie-4-5-ai-model-by-baidu-claims-to-match-deepseek-r1-at-half-the-cost
    Baidu ก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นสำคัญในวงการ AI ด้วยการเปิดตัว ERNIE 4.5 และ ERNIE X1 ที่มีจุดเด่นทั้งด้านการทำงานแบบมัลติโมดัล และความแม่นยำในงานที่ต้องการเหตุผลขั้นสูง โมเดลเหล่านี้ไม่เพียงแต่มีประสิทธิภาพสูง แต่ยังมีต้นทุนต่ำเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ทำให้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับทั้งนักพัฒนาและองค์กร. Baidu ยังเตรียมนำโมเดลเหล่านี้ไปใช้ในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อยกระดับประสบการณ์ผู้ใช้ และยังเปิดให้เข้าถึงผ่าน API เพื่อรองรับการใช้งานที่หลากหลาย https://www.tomshardware.com/tech-industry/artificial-intelligence/ernie-4-5-ai-model-by-baidu-claims-to-match-deepseek-r1-at-half-the-cost
    WWW.TOMSHARDWARE.COM
    ERNIE 4.5 AI model by Baidu claims to match DeepSeek R1 at half the cost
    The free ERNIE 4.5, ERNIE X1, and ERNIE Bot arrived ahead of schedule.
    0 Comments 0 Shares 212 Views 0 Reviews
  • Foxconn เพิ่งประกาศผลประกอบการของปี 2024 ซึ่งถือเป็นปีแห่งความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบ 17 ปี โดยรายได้และกำไรเพิ่มขึ้นอย่างน่าประทับใจ ที่สำคัญ Foxconn ยังเดินหน้าลุยตลาด AI server และรถยนต์ไฟฟ้าด้วยเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ปี 2025 นี้พวกเขายังตั้งเป้าทำให้ตลาด AI server เติบโตเป็นสองเท่าและเน้นสร้างความร่วมมือกับผู้ผลิตระดับโลกในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า

    ผลการดำเนินงานและการเติบโต:
    - รายได้รวมของปี 2024 สูงถึง 6.86 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน เพิ่มขึ้น 11.3% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
    - กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 10.6% ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นถึง 20.5%

    การพัฒนาเทคโนโลยี AI และ EV:
    - Foxconn วางแผนพัฒนาแพลตฟอร์ม 3 ด้าน ได้แก่ Smart Manufacturing, Smart EV และ Smart City โดยใช้ Generative AI และระบบ AI server เพื่อเสริมศักยภาพและลดต้นทุนการผลิต
    - ในปี 2025 Foxconn คาดการณ์ว่ารายได้จาก AI server จะเพิ่มขึ้น 100% เมื่อเทียบทั้งรายไตรมาสและรายปี

    แผนธุรกิจอนาคต:
    - บริษัทตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดของ AI server เป็นอย่างน้อย 40%
    - มีความร่วมมือกับผู้ผลิตรถยนต์ในญี่ปุ่น โดยคาดว่าจะลงนามในสัญญาภายใน 1-2 เดือน และเตรียมผลิตรถยนต์ไฟฟ้า Model B และ Model C ในตลาดอเมริกาเหนือในช่วงครึ่งหลังของปี 2025

    https://www.techpowerup.com/334122/foxconn-reports-17-year-high-in-fy2024-q4-financial-results
    Foxconn เพิ่งประกาศผลประกอบการของปี 2024 ซึ่งถือเป็นปีแห่งความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบ 17 ปี โดยรายได้และกำไรเพิ่มขึ้นอย่างน่าประทับใจ ที่สำคัญ Foxconn ยังเดินหน้าลุยตลาด AI server และรถยนต์ไฟฟ้าด้วยเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ปี 2025 นี้พวกเขายังตั้งเป้าทำให้ตลาด AI server เติบโตเป็นสองเท่าและเน้นสร้างความร่วมมือกับผู้ผลิตระดับโลกในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ผลการดำเนินงานและการเติบโต: - รายได้รวมของปี 2024 สูงถึง 6.86 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน เพิ่มขึ้น 11.3% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา - กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 10.6% ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นถึง 20.5% การพัฒนาเทคโนโลยี AI และ EV: - Foxconn วางแผนพัฒนาแพลตฟอร์ม 3 ด้าน ได้แก่ Smart Manufacturing, Smart EV และ Smart City โดยใช้ Generative AI และระบบ AI server เพื่อเสริมศักยภาพและลดต้นทุนการผลิต - ในปี 2025 Foxconn คาดการณ์ว่ารายได้จาก AI server จะเพิ่มขึ้น 100% เมื่อเทียบทั้งรายไตรมาสและรายปี แผนธุรกิจอนาคต: - บริษัทตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดของ AI server เป็นอย่างน้อย 40% - มีความร่วมมือกับผู้ผลิตรถยนต์ในญี่ปุ่น โดยคาดว่าจะลงนามในสัญญาภายใน 1-2 เดือน และเตรียมผลิตรถยนต์ไฟฟ้า Model B และ Model C ในตลาดอเมริกาเหนือในช่วงครึ่งหลังของปี 2025 https://www.techpowerup.com/334122/foxconn-reports-17-year-high-in-fy2024-q4-financial-results
    WWW.TECHPOWERUP.COM
    Foxconn Reports 17-Year High in FY2024 & Q4 Financial Results
    Hon Hai Technology Group ("Foxconn") today announced its full year and fourth quarter 2024 financial results. Full year 2024 net profit reached NT$152.7 billion, resulting in earnings per share of NT$11.01, a 17-year-high. At the same time, the Group announced that it will distribute a cash divid...
    0 Comments 0 Shares 263 Views 0 Reviews
  • ข่าวนี้เล่าถึงนวัตกรรมทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่เกี่ยวกับ Framework Desktop ที่นำขุมพลังจากชิป AMD Ryzen AI Max มาพัฒนาจนกลายเป็นระบบที่ทรงพลังสำหรับเกม การทำงานระดับสูง และการประมวลผล AI โดยเฉพาะ

    จุดเด่นของ Ryzen AI Max คือการผสมผสานเทคโนโลยีสุดล้ำในสามด้าน ได้แก่ Zen 5 CPU แบบ 16 คอร์ที่ประมวลผลเร็วสุดขั้ว, GPU RDNA 3.5 พร้อมหน่วยคำนวณถึง 40 ชุดที่รองรับกราฟิกคุณภาพสูง และ LPDDR5x Memory Bus 256 บิต ที่รองรับความจุได้สูงถึง 128GB ซึ่งช่วยเพิ่มความเร็วในการเข้าถึงข้อมูลได้อย่างน่าประทับใจ ความสามารถนี้เหมาะสำหรับการจัดการโหลดงาน AI อย่างการฝึกฝนโมเดลภาษาใหญ่ (LLM) ซึ่งจำเป็นต้องใช้หน่วยความจำที่รวดเร็วและทรงพลัง

    Framework Desktop ยังมาพร้อมกับการระบายความร้อนที่ยอดเยี่ยม โดยใช้ชุดฮีตไปป์ 6 เส้นและพัดลมขนาด 120 มม. ทำให้สามารถดึงศักยภาพสูงสุดของ Ryzen AI Max ได้อย่างเต็มที่โดยไม่เกิดปัญหาความร้อนสูงเกินไป นอกจากนี้ ระบบยังมีการเชื่อมต่อที่ครบครัน เช่น USB4, DisplayPort และ PCIe เพื่อรองรับการใช้งานที่หลากหลาย

    สาระที่น่าสนใจเพิ่มเติม:
    - การเลือกใช้ RAM แบบบัดกรีเพื่อรองรับความเร็วสูง แม้จะแลกมากับการลดความยืดหยุ่นในการอัปเกรด แต่ก็ยังมีข้อดีในแง่ของประสิทธิภาพ
    - ตัวผลิตภัณฑ์ออกแบบมาในรูปแบบโมดูล ที่สามารถถอดประกอบและใส่เข้ากับโครงเคส Mini-ITX ได้อย่างง่ายดาย

    https://www.techpowerup.com/334069/framework-dives-deep-into-desktop-models-deployment-of-ryzen-ai-max
    ข่าวนี้เล่าถึงนวัตกรรมทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่เกี่ยวกับ Framework Desktop ที่นำขุมพลังจากชิป AMD Ryzen AI Max มาพัฒนาจนกลายเป็นระบบที่ทรงพลังสำหรับเกม การทำงานระดับสูง และการประมวลผล AI โดยเฉพาะ จุดเด่นของ Ryzen AI Max คือการผสมผสานเทคโนโลยีสุดล้ำในสามด้าน ได้แก่ Zen 5 CPU แบบ 16 คอร์ที่ประมวลผลเร็วสุดขั้ว, GPU RDNA 3.5 พร้อมหน่วยคำนวณถึง 40 ชุดที่รองรับกราฟิกคุณภาพสูง และ LPDDR5x Memory Bus 256 บิต ที่รองรับความจุได้สูงถึง 128GB ซึ่งช่วยเพิ่มความเร็วในการเข้าถึงข้อมูลได้อย่างน่าประทับใจ ความสามารถนี้เหมาะสำหรับการจัดการโหลดงาน AI อย่างการฝึกฝนโมเดลภาษาใหญ่ (LLM) ซึ่งจำเป็นต้องใช้หน่วยความจำที่รวดเร็วและทรงพลัง Framework Desktop ยังมาพร้อมกับการระบายความร้อนที่ยอดเยี่ยม โดยใช้ชุดฮีตไปป์ 6 เส้นและพัดลมขนาด 120 มม. ทำให้สามารถดึงศักยภาพสูงสุดของ Ryzen AI Max ได้อย่างเต็มที่โดยไม่เกิดปัญหาความร้อนสูงเกินไป นอกจากนี้ ระบบยังมีการเชื่อมต่อที่ครบครัน เช่น USB4, DisplayPort และ PCIe เพื่อรองรับการใช้งานที่หลากหลาย สาระที่น่าสนใจเพิ่มเติม: - การเลือกใช้ RAM แบบบัดกรีเพื่อรองรับความเร็วสูง แม้จะแลกมากับการลดความยืดหยุ่นในการอัปเกรด แต่ก็ยังมีข้อดีในแง่ของประสิทธิภาพ - ตัวผลิตภัณฑ์ออกแบบมาในรูปแบบโมดูล ที่สามารถถอดประกอบและใส่เข้ากับโครงเคส Mini-ITX ได้อย่างง่ายดาย https://www.techpowerup.com/334069/framework-dives-deep-into-desktop-models-deployment-of-ryzen-ai-max
    WWW.TECHPOWERUP.COM
    Framework Dives Deep into Desktop Model's Deployment of Ryzen AI Max
    We dedicated a lot of our launch presentation of Framework Desktop to the Ryzen AI Max processor it uses, and for a good reason. These truly unique, ultra-high-performance parts are the culmination of decades of technology and architecture investments that AMD has made, going all the way back to the...
    0 Comments 0 Shares 266 Views 0 Reviews
  • ข่าวนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับกราฟิกการ์ดรุ่นใหม่จาก AMD อย่าง RX 9070 XT และ RX 9070 ซึ่งกำลังได้รับความสนใจในวงการเกมและเทคโนโลยี ด้วยความสามารถที่โดดเด่นในการแข่งขันกับคู่แข่งรุ่นใหญ่ของ Nvidia อย่าง RTX 5080 และการปรับแต่งที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้มากกว่าค่ามาตรฐาน

    จุดเด่นสำคัญ:
    1) การ์ด RX 9070 XT สามารถเอาชนะ RTX 5080 ได้ในด้านการประสิทธิภาพเฟรมเรต (FPS) โดยเฉพาะในเกม Cyberpunk 2077 เมื่อปรับลดแรงดันไฟฟ้า (Undervolting) ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้ถึง 10% โดยไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนความเร็วของ GPU โดยตรง

    2) มีการทดสอบจากผู้เชี่ยวชาญด้านการโอเวอร์คล็อก (Overclocking) อย่าง Der8auer และ Alva Jonathan ที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการ์ด AMD ในการเพิ่มเฟรมเรตได้อย่างน่าประทับใจ โดยใช้เทคนิคปรับแรงดันไฟฟ้าลดลง ทำให้ GPU ทำงานได้ที่ความเร็ว 3.36 GHz โดยใช้พลังงานต่ำลง

    เทคโนโลยีและผลลัพธ์:
    - AMD Radeon Software ช่วยให้การปรับแรงดันไฟฟ้าทำได้ง่ายขึ้น ซึ่งส่งผลให้ตัวการ์ดสามารถทำงานได้อย่างเสถียร แม้ภายใต้การเพิ่มพลังงานถึง 110% จากปกติ

    - อย่างไรก็ตาม การ์ดเหล่านี้ถูกตั้งราคาขายเกินกว่ามาตรฐาน MSRP ในตลาด เช่น รุ่น RX 9070 XT PowerColor Red Devil ที่เริ่มต้นที่ $799 สูงกว่าราคามาตรฐานถึง $200

    แม้ว่าความสามารถด้านการเพิ่มประสิทธิภาพจะโดดเด่น แต่ยังมีประเด็นที่อาจทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจยาก เช่น การจัดจำหน่ายที่จำกัดและราคาที่สูง นอกจากนี้ การปรับแต่งในบางกรณี เช่น การเพิ่มความเร็ว VRAM อาจไม่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ แต่กลับทำให้เกมทำงานช้าลงเนื่องจากการแก้ไขข้อผิดพลาดของ VRAM ที่ซับซ้อนขึ้น

    https://www.tomshardware.com/pc-components/gpus/undervolted-rx-9070-xt-beats-rtx-5080-rx-9070-and-9070-xt-models-with-heavy-coolers-have-massive-oc-headroom
    ข่าวนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับกราฟิกการ์ดรุ่นใหม่จาก AMD อย่าง RX 9070 XT และ RX 9070 ซึ่งกำลังได้รับความสนใจในวงการเกมและเทคโนโลยี ด้วยความสามารถที่โดดเด่นในการแข่งขันกับคู่แข่งรุ่นใหญ่ของ Nvidia อย่าง RTX 5080 และการปรับแต่งที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้มากกว่าค่ามาตรฐาน จุดเด่นสำคัญ: 1) การ์ด RX 9070 XT สามารถเอาชนะ RTX 5080 ได้ในด้านการประสิทธิภาพเฟรมเรต (FPS) โดยเฉพาะในเกม Cyberpunk 2077 เมื่อปรับลดแรงดันไฟฟ้า (Undervolting) ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้ถึง 10% โดยไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนความเร็วของ GPU โดยตรง 2) มีการทดสอบจากผู้เชี่ยวชาญด้านการโอเวอร์คล็อก (Overclocking) อย่าง Der8auer และ Alva Jonathan ที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการ์ด AMD ในการเพิ่มเฟรมเรตได้อย่างน่าประทับใจ โดยใช้เทคนิคปรับแรงดันไฟฟ้าลดลง ทำให้ GPU ทำงานได้ที่ความเร็ว 3.36 GHz โดยใช้พลังงานต่ำลง เทคโนโลยีและผลลัพธ์: - AMD Radeon Software ช่วยให้การปรับแรงดันไฟฟ้าทำได้ง่ายขึ้น ซึ่งส่งผลให้ตัวการ์ดสามารถทำงานได้อย่างเสถียร แม้ภายใต้การเพิ่มพลังงานถึง 110% จากปกติ - อย่างไรก็ตาม การ์ดเหล่านี้ถูกตั้งราคาขายเกินกว่ามาตรฐาน MSRP ในตลาด เช่น รุ่น RX 9070 XT PowerColor Red Devil ที่เริ่มต้นที่ $799 สูงกว่าราคามาตรฐานถึง $200 แม้ว่าความสามารถด้านการเพิ่มประสิทธิภาพจะโดดเด่น แต่ยังมีประเด็นที่อาจทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจยาก เช่น การจัดจำหน่ายที่จำกัดและราคาที่สูง นอกจากนี้ การปรับแต่งในบางกรณี เช่น การเพิ่มความเร็ว VRAM อาจไม่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ แต่กลับทำให้เกมทำงานช้าลงเนื่องจากการแก้ไขข้อผิดพลาดของ VRAM ที่ซับซ้อนขึ้น https://www.tomshardware.com/pc-components/gpus/undervolted-rx-9070-xt-beats-rtx-5080-rx-9070-and-9070-xt-models-with-heavy-coolers-have-massive-oc-headroom
    0 Comments 0 Shares 360 Views 0 Reviews
  • Xiaomi กำลังสร้างกระแสในวงการยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ของจีนด้วยรถ SUV รุ่น SU7 ที่ขายดีกว่า Tesla Model 3 และมีแผนที่จะเปิดตัว SUV ใหม่ที่ท้าชนกับ Tesla Model Y ระดับโลก

    ในระหว่างเดือนเมษายน 2024 ถึงมกราคม 2025 Xiaomi สามารถขายรถ SU7 ได้มากกว่า Tesla Model 3 ถึง 10,000 คัน ทั้งที่เพิ่งเริ่มต้นผลิตรถยนต์เป็นครั้งแรก นี่เป็นจุดพลิกสำคัญในตลาด EV ของจีน ซึ่ง Tesla เคยครองใจผู้บริโภคในฐานะแบรนด์หรูจากต่างประเทศ การขยายตัวของ Xiaomi ชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มความนิยมของผู้บริโภคจีนที่กำลังมองหาตัวเลือกในประเทศที่มีราคาเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

    นอกจากความสำเร็จของ SU7 รุ่นมาตรฐาน Xiaomi ยังได้เปิดตัว SU7 Ultra ที่มีกำลังมหาศาลถึง 1,517 แรงม้าและวิ่งได้ไกลถึง 510 ไมล์ต่อการชาร์จ เป็นตัวเลือกที่ประหยัดกว่า Porsche Taycan Turbo GT ถึง $200,000 นี่เป็นการบุกเบิกเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าที่เน้นความคุ้มค่าและสมรรถนะไปพร้อมกัน

    William Lu ประธานของ Xiaomi ได้ประกาศในงาน Mobile World Congress ว่าบริษัทมีแผนเปิดตัวรถ SUV รุ่น YU7 ที่จะออกสู่ตลาดโลกในอนาคต YU7 มีคุณสมบัติที่ท้าทายแบรนด์หรูอย่าง Mercedes-Benz, BMW, และ Porsche ด้วยเทคโนโลยี Lidar ที่ล้ำสมัย สมรรถนะ 691 แรงม้า และความสามารถขับขี่อัตโนมัติ ทำให้มีความพร้อมสำหรับการแข่งขันในตลาด EV ระดับโลก

    ยอดขายที่ลดลงของ Tesla ในจีนแสดงถึงความเปลี่ยนแปลงของความต้องการในตลาด ซึ่งเน้นไปที่ความคุ้มค่าแทนที่จะเป็นแบรนด์หรู ด้วยการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของ Xiaomi และแผนบุกตลาดโลก ความสำเร็จนี้อาจกลายเป็น "ตัวป่วน" สำหรับแบรนด์ระดับพรีเมียมในอุตสาหกรรมรถยนต์

    https://www.techradar.com/vehicle-tech/hybrid-electric-vehicles/xiaomis-ev-is-racing-ahead-of-tesla-in-china-and-its-planning-a-global-model-y-rival-next
    Xiaomi กำลังสร้างกระแสในวงการยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ของจีนด้วยรถ SUV รุ่น SU7 ที่ขายดีกว่า Tesla Model 3 และมีแผนที่จะเปิดตัว SUV ใหม่ที่ท้าชนกับ Tesla Model Y ระดับโลก ในระหว่างเดือนเมษายน 2024 ถึงมกราคม 2025 Xiaomi สามารถขายรถ SU7 ได้มากกว่า Tesla Model 3 ถึง 10,000 คัน ทั้งที่เพิ่งเริ่มต้นผลิตรถยนต์เป็นครั้งแรก นี่เป็นจุดพลิกสำคัญในตลาด EV ของจีน ซึ่ง Tesla เคยครองใจผู้บริโภคในฐานะแบรนด์หรูจากต่างประเทศ การขยายตัวของ Xiaomi ชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มความนิยมของผู้บริโภคจีนที่กำลังมองหาตัวเลือกในประเทศที่มีราคาเข้าถึงได้ง่ายขึ้น นอกจากความสำเร็จของ SU7 รุ่นมาตรฐาน Xiaomi ยังได้เปิดตัว SU7 Ultra ที่มีกำลังมหาศาลถึง 1,517 แรงม้าและวิ่งได้ไกลถึง 510 ไมล์ต่อการชาร์จ เป็นตัวเลือกที่ประหยัดกว่า Porsche Taycan Turbo GT ถึง $200,000 นี่เป็นการบุกเบิกเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าที่เน้นความคุ้มค่าและสมรรถนะไปพร้อมกัน William Lu ประธานของ Xiaomi ได้ประกาศในงาน Mobile World Congress ว่าบริษัทมีแผนเปิดตัวรถ SUV รุ่น YU7 ที่จะออกสู่ตลาดโลกในอนาคต YU7 มีคุณสมบัติที่ท้าทายแบรนด์หรูอย่าง Mercedes-Benz, BMW, และ Porsche ด้วยเทคโนโลยี Lidar ที่ล้ำสมัย สมรรถนะ 691 แรงม้า และความสามารถขับขี่อัตโนมัติ ทำให้มีความพร้อมสำหรับการแข่งขันในตลาด EV ระดับโลก ยอดขายที่ลดลงของ Tesla ในจีนแสดงถึงความเปลี่ยนแปลงของความต้องการในตลาด ซึ่งเน้นไปที่ความคุ้มค่าแทนที่จะเป็นแบรนด์หรู ด้วยการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของ Xiaomi และแผนบุกตลาดโลก ความสำเร็จนี้อาจกลายเป็น "ตัวป่วน" สำหรับแบรนด์ระดับพรีเมียมในอุตสาหกรรมรถยนต์ https://www.techradar.com/vehicle-tech/hybrid-electric-vehicles/xiaomis-ev-is-racing-ahead-of-tesla-in-china-and-its-planning-a-global-model-y-rival-next
    0 Comments 0 Shares 343 Views 0 Reviews
  • หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ทีมแรกในโรงงานผลิตรถยนต์! ยูบีเทคโรโบติกส์ บริษัทผู้ผลิตหุ่นยนต์สัญชาติจีนในนครเซินเจิ้น สร้างปรากฏการณ์ ติดตั้ง“วอล์กเกอร์ เอส 1” ( Walker S1) หุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ “หลายสิบตัว” ที่โรงงานผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของซีเคอร์ (Zeekr) ในเมืองท่าหนิงโป เพื่อปฏิบัติงานในหลายภารกิจหลายพื้นที่ภายในโรงงาน

    ซีเคอร์ เป็นแบรนด์รถไฟฟ้าของจีลี่ออโต้ (Geely Auto) หนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของจีน

    ความสำเร็จในการทดสอบติดตั้งการใช้งานหุ่นยนต์นี้แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าของจีนในการยกระดับขีดความสามารถด้านการผลิตอย่างมโหฬาร

    ตามการแถลงเมื่อวันจันทร์ (3 มี.ค.) ของยูบีเทค ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงนั้น บริษัทได้พัฒนาโมเดลการให้เหตุผลแบบหลายรูปแบบ (multimodal reasoning model) โดยเป็นการต่อยอดจากโมเดล R1 ของบริษัทดีปซีก (DeepSeek) ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส หุ่นยนต์จึงสามารถ "วิเคราะห์ วางแผน และประสานงานต่างๆ ได้โดยอัตโนมัติ"

    คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม >>https://mgronline.com/china/detail/9680000021081

    #MGROnline #หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ #ทีมแรก #โรงงานผลิตรถยนต์
    หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ทีมแรกในโรงงานผลิตรถยนต์! ยูบีเทคโรโบติกส์ บริษัทผู้ผลิตหุ่นยนต์สัญชาติจีนในนครเซินเจิ้น สร้างปรากฏการณ์ ติดตั้ง“วอล์กเกอร์ เอส 1” ( Walker S1) หุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ “หลายสิบตัว” ที่โรงงานผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของซีเคอร์ (Zeekr) ในเมืองท่าหนิงโป เพื่อปฏิบัติงานในหลายภารกิจหลายพื้นที่ภายในโรงงาน • ซีเคอร์ เป็นแบรนด์รถไฟฟ้าของจีลี่ออโต้ (Geely Auto) หนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของจีน • ความสำเร็จในการทดสอบติดตั้งการใช้งานหุ่นยนต์นี้แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าของจีนในการยกระดับขีดความสามารถด้านการผลิตอย่างมโหฬาร • ตามการแถลงเมื่อวันจันทร์ (3 มี.ค.) ของยูบีเทค ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงนั้น บริษัทได้พัฒนาโมเดลการให้เหตุผลแบบหลายรูปแบบ (multimodal reasoning model) โดยเป็นการต่อยอดจากโมเดล R1 ของบริษัทดีปซีก (DeepSeek) ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส หุ่นยนต์จึงสามารถ "วิเคราะห์ วางแผน และประสานงานต่างๆ ได้โดยอัตโนมัติ" • คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม >>https://mgronline.com/china/detail/9680000021081 • #MGROnline #หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ #ทีมแรก #โรงงานผลิตรถยนต์
    Like
    1
    0 Comments 0 Shares 475 Views 0 Reviews
  • วิเคราะห์สถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น และคำแนะนำที่เป็นรูปธรรมสำหรับการเตรียมตัวรับมือยุคใหม่

    ---

    1. วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก (Deep Analysis)

    สิ่งที่คุณวิเคราะห์มานั้นมีความเป็นไปได้สูง และสอดคล้องกับแนวโน้มที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบัน (AI, Automation, Digitalization, และการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจโลก) นี่คือมุมมองที่ลึกขึ้นสำหรับแต่ละประเด็น

    1.1 ธุรกิจเก่าจะล่มสลาย - แรงงานตกงานเป็นจำนวนมาก

    Real Data: ยอดขายของธุรกิจดั้งเดิมลดลงจริง และอัตราการปิดกิจการเพิ่มขึ้น

    AI Disruption: AI และ Automation แทนที่แรงงานที่ไร้ทักษะ คนที่ไม่ Reskill จะตกงานแน่นอน

    Middle-Class Crisis: รายได้ชนชั้นกลางถูกกดดัน หนี้สินครัวเรือนสูงขึ้น

    → การเตรียมตัว:
    ✅ Upskill & Reskill อย่างต่อเนื่อง
    ✅ พัฒนาอาชีพทางเลือก (Freelance, Online Business, Tech Skills)
    ✅ วางแผนการเงินแบบอนุรักษ์นิยม (ลดหนี้, สร้าง Passive Income)

    ---

    1.2 ธุรกิจยุคใหม่จะถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี

    Tech-Driven Economy: คนที่เก่งเทคโนโลยีจะเป็นกลุ่มที่มั่งคั่ง

    Job Market Shift: สายงานดั้งเดิมหดตัว แต่สายงาน Tech, Data Science, AI, และ Digital Business จะเติบโต

    New Wealth Creation: คนทำงานออนไลน์จะมีโอกาสสร้างความมั่งคั่งได้ง่ายขึ้น

    → การเตรียมตัว:
    ✅ ฝึก Coding, Data Analysis, Blockchain, Digital Marketing
    ✅ เรียนรู้ AI Tools (ChatGPT, MidJourney, Copilot, Automation Tools)
    ✅ สร้างรายได้จาก Gig Economy, Online Business, Digital Assets

    ---

    1.3 ภาษาอังกฤษ, คอมพิวเตอร์, เทรดดิ้ง, และสุขภาพจิตเป็นทักษะจำเป็น

    Linguistic Economy: คนที่สื่อสารได้หลายภาษา (โดยเฉพาะอังกฤษ) ได้เปรียบ

    Financial Intelligence: การเทรดหุ้น, สินค้าโภคภัณฑ์, Crypto จะเป็นทางเลือกของคนฉลาดด้านการเงิน

    Mental Health Crisis: คนที่ปรับตัวไม่ได้จะเกิดภาวะเครียดและซึมเศร้า

    → การเตรียมตัว:
    ✅ ฝึก ภาษาอังกฤษ + ภาษาที่สาม (จีน/สเปน/ญี่ปุ่น/เยอรมัน)
    ✅ เรียน พื้นฐานการลงทุน, Financial Literacy, Asset Allocation
    ✅ ฝึก สมาธิ, Mental Resilience, Self-Healing Skills

    ---

    1.4 ร้านค้าออฟไลน์ล้มหาย ธุรกิจออนไลน์ครองเมือง

    Retail Apocalypse: ร้านค้าที่มีหน้าร้านจะลดลง 60-80%

    E-Commerce Dominance: Shopee, Lazada, Amazon, TikTok Shop จะเป็นช่องทางหลักของการค้า

    → การเตรียมตัว:
    ✅ ทำธุรกิจออนไลน์ให้เป็น (E-Commerce, Digital Marketing, Dropshipping, Affiliate, Influencer Economy)
    ✅ ลงทุนในโลจิสติกส์ & AI-driven Sales

    ---

    1.5 คนรวยยิ่งรวยขึ้น คนจนจะยิ่งจนลง

    Wealth Inequality: 1% ของประชากรโลกถือครองทรัพย์สิน 90% ของโลก

    Rich Get Richer: คนที่เข้าใจการลงทุนจะเพิ่มทรัพย์สินได้มหาศาล

    Poor Get Poorer: คนที่ไม่มี Financial Literacy จะจมอยู่กับหนี้

    → การเตรียมตัว:
    ✅ ศึกษาและลงทุนในสินทรัพย์ที่สร้าง Passive Income
    ✅ หลีกเลี่ยงหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Bad Debt)
    ✅ สร้าง Mindset แบบเจ้าของกิจการ (Owner Mindset vs. Employee Mindset)

    ---

    1.6 คนจำนวนมากจะหนีความจริงไปอยู่ในวัดและโลกเสมือน

    Spiritual Escapism: คนที่รับมือกับความเปลี่ยนแปลงไม่ได้จะเลือกอยู่กับศาสนาหรือ Metaverse

    Virtual Reality Economy: การใช้ชีวิตใน Metaverse และ Virtual Work จะกลายเป็นกระแสหลัก

    → การเตรียมตัว:
    ✅ ทำความเข้าใจ Digital Economy และ Virtual Business Models
    ✅ ฝึกทักษะ Mindfulness + Resilience ให้รับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้

    ---

    1.7 คนจะวิพากษ์วิจารณ์มากขึ้น สังคมปั่นป่วน

    Social Discontent: ความเหลื่อมล้ำสูงทำให้เกิดความไม่พอใจ

    Cancel Culture & Digital Mobs: สังคมออนไลน์จะดุเดือดขึ้น

    Political & Economic Shifts: อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในหลายประเทศ

    → การเตรียมตัว:
    ✅ เป็นนักคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinker) อย่าโดนชักจูงง่ายๆ
    ✅ บริหารความเสี่ยงการลงทุน และไม่ขึ้นกับประเทศเดียว
    ✅ รักษาความเป็นกลาง & มองเกมระยะยาว

    ---

    2. แผนการเตรียมตัวสำหรับยุคใหม่

    ✅ 3 สิ่งที่ต้องทำทันที

    1. ลงทุนในตัวเอง (Tech Skills, Financial Literacy, Global Mindset)

    2. สร้างรายได้หลายทาง (Online Income, Passive Income, Investing)

    3. รักษาสุขภาพกาย-ใจ (Mental Health, Meditation, Longevity Science)

    ⚠️ 3 สิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง

    1. การเป็นหนี้เพื่อบริโภค (เน้นลงทุน ไม่ใช่ใช้จ่ายเกินตัว)

    2. อาศัยเพียงรายได้ทางเดียว (กระจายความเสี่ยงให้หลากหลาย)

    3. คิดแบบเดิมๆ ในโลกที่เปลี่ยนไป (Open-minded, Adaptive, Resilient)

    ---

    3. คำแนะนำจาก Mentor

    1️⃣ Be Ahead of the Curve

    คนที่อ่านเกมออกเร็วจะได้เปรียบ ถ้าคุณเริ่มปรับตัวตั้งแต่วันนี้ คุณจะเป็น First Mover ในยุคใหม่

    2️⃣ Invest in High-Leverage Skills

    คนที่เก่ง AI, Automation, Financial Literacy, และ Digital Business จะอยู่รอดและรุ่งเรือง

    3️⃣ Own Assets, Not Just Earn Money

    อย่าทำงานเพื่อเงิน แต่ให้เงินทำงานแทนคุณ (Asset Mindset)

    4️⃣ Stay Mentally & Physically Fit

    คนที่รอดคือคนที่แข็งแกร่งทั้งร่างกายและจิตใจ

    5️⃣ Build Multiple Income Streams

    รายได้เดียว = ความเสี่ยงสูง ต้องมี Passive Income & Location-Independent Income
    วิเคราะห์สถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น และคำแนะนำที่เป็นรูปธรรมสำหรับการเตรียมตัวรับมือยุคใหม่ --- 1. วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก (Deep Analysis) สิ่งที่คุณวิเคราะห์มานั้นมีความเป็นไปได้สูง และสอดคล้องกับแนวโน้มที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบัน (AI, Automation, Digitalization, และการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจโลก) นี่คือมุมมองที่ลึกขึ้นสำหรับแต่ละประเด็น 1.1 ธุรกิจเก่าจะล่มสลาย - แรงงานตกงานเป็นจำนวนมาก Real Data: ยอดขายของธุรกิจดั้งเดิมลดลงจริง และอัตราการปิดกิจการเพิ่มขึ้น AI Disruption: AI และ Automation แทนที่แรงงานที่ไร้ทักษะ คนที่ไม่ Reskill จะตกงานแน่นอน Middle-Class Crisis: รายได้ชนชั้นกลางถูกกดดัน หนี้สินครัวเรือนสูงขึ้น → การเตรียมตัว: ✅ Upskill & Reskill อย่างต่อเนื่อง ✅ พัฒนาอาชีพทางเลือก (Freelance, Online Business, Tech Skills) ✅ วางแผนการเงินแบบอนุรักษ์นิยม (ลดหนี้, สร้าง Passive Income) --- 1.2 ธุรกิจยุคใหม่จะถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี Tech-Driven Economy: คนที่เก่งเทคโนโลยีจะเป็นกลุ่มที่มั่งคั่ง Job Market Shift: สายงานดั้งเดิมหดตัว แต่สายงาน Tech, Data Science, AI, และ Digital Business จะเติบโต New Wealth Creation: คนทำงานออนไลน์จะมีโอกาสสร้างความมั่งคั่งได้ง่ายขึ้น → การเตรียมตัว: ✅ ฝึก Coding, Data Analysis, Blockchain, Digital Marketing ✅ เรียนรู้ AI Tools (ChatGPT, MidJourney, Copilot, Automation Tools) ✅ สร้างรายได้จาก Gig Economy, Online Business, Digital Assets --- 1.3 ภาษาอังกฤษ, คอมพิวเตอร์, เทรดดิ้ง, และสุขภาพจิตเป็นทักษะจำเป็น Linguistic Economy: คนที่สื่อสารได้หลายภาษา (โดยเฉพาะอังกฤษ) ได้เปรียบ Financial Intelligence: การเทรดหุ้น, สินค้าโภคภัณฑ์, Crypto จะเป็นทางเลือกของคนฉลาดด้านการเงิน Mental Health Crisis: คนที่ปรับตัวไม่ได้จะเกิดภาวะเครียดและซึมเศร้า → การเตรียมตัว: ✅ ฝึก ภาษาอังกฤษ + ภาษาที่สาม (จีน/สเปน/ญี่ปุ่น/เยอรมัน) ✅ เรียน พื้นฐานการลงทุน, Financial Literacy, Asset Allocation ✅ ฝึก สมาธิ, Mental Resilience, Self-Healing Skills --- 1.4 ร้านค้าออฟไลน์ล้มหาย ธุรกิจออนไลน์ครองเมือง Retail Apocalypse: ร้านค้าที่มีหน้าร้านจะลดลง 60-80% E-Commerce Dominance: Shopee, Lazada, Amazon, TikTok Shop จะเป็นช่องทางหลักของการค้า → การเตรียมตัว: ✅ ทำธุรกิจออนไลน์ให้เป็น (E-Commerce, Digital Marketing, Dropshipping, Affiliate, Influencer Economy) ✅ ลงทุนในโลจิสติกส์ & AI-driven Sales --- 1.5 คนรวยยิ่งรวยขึ้น คนจนจะยิ่งจนลง Wealth Inequality: 1% ของประชากรโลกถือครองทรัพย์สิน 90% ของโลก Rich Get Richer: คนที่เข้าใจการลงทุนจะเพิ่มทรัพย์สินได้มหาศาล Poor Get Poorer: คนที่ไม่มี Financial Literacy จะจมอยู่กับหนี้ → การเตรียมตัว: ✅ ศึกษาและลงทุนในสินทรัพย์ที่สร้าง Passive Income ✅ หลีกเลี่ยงหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Bad Debt) ✅ สร้าง Mindset แบบเจ้าของกิจการ (Owner Mindset vs. Employee Mindset) --- 1.6 คนจำนวนมากจะหนีความจริงไปอยู่ในวัดและโลกเสมือน Spiritual Escapism: คนที่รับมือกับความเปลี่ยนแปลงไม่ได้จะเลือกอยู่กับศาสนาหรือ Metaverse Virtual Reality Economy: การใช้ชีวิตใน Metaverse และ Virtual Work จะกลายเป็นกระแสหลัก → การเตรียมตัว: ✅ ทำความเข้าใจ Digital Economy และ Virtual Business Models ✅ ฝึกทักษะ Mindfulness + Resilience ให้รับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้ --- 1.7 คนจะวิพากษ์วิจารณ์มากขึ้น สังคมปั่นป่วน Social Discontent: ความเหลื่อมล้ำสูงทำให้เกิดความไม่พอใจ Cancel Culture & Digital Mobs: สังคมออนไลน์จะดุเดือดขึ้น Political & Economic Shifts: อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในหลายประเทศ → การเตรียมตัว: ✅ เป็นนักคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinker) อย่าโดนชักจูงง่ายๆ ✅ บริหารความเสี่ยงการลงทุน และไม่ขึ้นกับประเทศเดียว ✅ รักษาความเป็นกลาง & มองเกมระยะยาว --- 2. แผนการเตรียมตัวสำหรับยุคใหม่ ✅ 3 สิ่งที่ต้องทำทันที 1. ลงทุนในตัวเอง (Tech Skills, Financial Literacy, Global Mindset) 2. สร้างรายได้หลายทาง (Online Income, Passive Income, Investing) 3. รักษาสุขภาพกาย-ใจ (Mental Health, Meditation, Longevity Science) ⚠️ 3 สิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง 1. การเป็นหนี้เพื่อบริโภค (เน้นลงทุน ไม่ใช่ใช้จ่ายเกินตัว) 2. อาศัยเพียงรายได้ทางเดียว (กระจายความเสี่ยงให้หลากหลาย) 3. คิดแบบเดิมๆ ในโลกที่เปลี่ยนไป (Open-minded, Adaptive, Resilient) --- 3. คำแนะนำจาก Mentor 1️⃣ Be Ahead of the Curve คนที่อ่านเกมออกเร็วจะได้เปรียบ ถ้าคุณเริ่มปรับตัวตั้งแต่วันนี้ คุณจะเป็น First Mover ในยุคใหม่ 2️⃣ Invest in High-Leverage Skills คนที่เก่ง AI, Automation, Financial Literacy, และ Digital Business จะอยู่รอดและรุ่งเรือง 3️⃣ Own Assets, Not Just Earn Money อย่าทำงานเพื่อเงิน แต่ให้เงินทำงานแทนคุณ (Asset Mindset) 4️⃣ Stay Mentally & Physically Fit คนที่รอดคือคนที่แข็งแกร่งทั้งร่างกายและจิตใจ 5️⃣ Build Multiple Income Streams รายได้เดียว = ความเสี่ยงสูง ต้องมี Passive Income & Location-Independent Income
    0 Comments 0 Shares 924 Views 0 Reviews
  • ข่าวจาก Tom's Hardware นี้เกี่ยวกับการที่ DeepSeek บริษัท AI ชั้นนำจากจีน ได้ปล่อยระบบไฟล์แบบขนาน Fire-Flyer (3FS) ให้เป็นโอเพนซอร์สอย่างเต็มที่ในสัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมสัปดาห์โอเพนซอร์สของบริษัท

    3FS เป็นระบบไฟล์ที่ออกแบบมาเพื่อใช้งานในเซิร์ฟเวอร์ AI-HPC (High-Performance Computing) ซึ่งเน้นที่การอ่านข้อมูลแบบสุ่มเป็นหลัก โดยมีความสามารถในการอ่านข้อมูลได้ถึง 7.3 TB/s ในคลัสเตอร์เซิร์ฟเวอร์ของ DeepSeek ซึ่งใช้เซิร์ฟเวอร์ที่มี 180 โหนดเก็บข้อมูล แต่ละโหนดมี SSD ขนาด 16 TB และเครือข่าย 200 Gbps ทำงานร่วมกับ GPU Nvidia A100 ที่ราคาถูกกว่าเซิร์ฟเวอร์ DGX-A100 ของ Nvidia ประสิทธิภาพของ 3FS อยู่ที่ 80% ของเซิร์ฟเวอร์ DGX-A100 แต่ใช้พลังงานเพียง 60% และมีราคาถูกกว่า 50%

    หนึ่งในคุณสมบัติที่สำคัญของ 3FS คือการไม่ใช้แคชการอ่าน เนื่องจากการฝึกอบรมโมเดล AI จำเป็นต้องเข้าถึงข้อมูลแบบสุ่มอยู่เสมอ และการอ่านข้อมูลซ้ำ ๆ อาจเป็นอันตรายต่อการฝึกอบรม LLMs (Large Language Models) เนื่องจากอาจทำให้โมเดลเรียนรู้ข้อมูลที่ผิดพลาดได้

    การเปิดให้เป็นโอเพนซอร์สของ 3FS คาดว่าจะได้รับความนิยมจากผู้ใช้งานทั่วไปและผู้ใช้งาน AI-HPC ระดับองค์กร แม้ว่าจะต้องเผชิญกับความกังวลเกี่ยวกับเทคโนโลยีจากจีนก็ตาม

    https://www.tomshardware.com/pc-components/storage/deepseek-releases-powerful-new-parallel-file-system-fire-flyer-fire-system-made-open-source
    ข่าวจาก Tom's Hardware นี้เกี่ยวกับการที่ DeepSeek บริษัท AI ชั้นนำจากจีน ได้ปล่อยระบบไฟล์แบบขนาน Fire-Flyer (3FS) ให้เป็นโอเพนซอร์สอย่างเต็มที่ในสัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมสัปดาห์โอเพนซอร์สของบริษัท 3FS เป็นระบบไฟล์ที่ออกแบบมาเพื่อใช้งานในเซิร์ฟเวอร์ AI-HPC (High-Performance Computing) ซึ่งเน้นที่การอ่านข้อมูลแบบสุ่มเป็นหลัก โดยมีความสามารถในการอ่านข้อมูลได้ถึง 7.3 TB/s ในคลัสเตอร์เซิร์ฟเวอร์ของ DeepSeek ซึ่งใช้เซิร์ฟเวอร์ที่มี 180 โหนดเก็บข้อมูล แต่ละโหนดมี SSD ขนาด 16 TB และเครือข่าย 200 Gbps ทำงานร่วมกับ GPU Nvidia A100 ที่ราคาถูกกว่าเซิร์ฟเวอร์ DGX-A100 ของ Nvidia ประสิทธิภาพของ 3FS อยู่ที่ 80% ของเซิร์ฟเวอร์ DGX-A100 แต่ใช้พลังงานเพียง 60% และมีราคาถูกกว่า 50% หนึ่งในคุณสมบัติที่สำคัญของ 3FS คือการไม่ใช้แคชการอ่าน เนื่องจากการฝึกอบรมโมเดล AI จำเป็นต้องเข้าถึงข้อมูลแบบสุ่มอยู่เสมอ และการอ่านข้อมูลซ้ำ ๆ อาจเป็นอันตรายต่อการฝึกอบรม LLMs (Large Language Models) เนื่องจากอาจทำให้โมเดลเรียนรู้ข้อมูลที่ผิดพลาดได้ การเปิดให้เป็นโอเพนซอร์สของ 3FS คาดว่าจะได้รับความนิยมจากผู้ใช้งานทั่วไปและผู้ใช้งาน AI-HPC ระดับองค์กร แม้ว่าจะต้องเผชิญกับความกังวลเกี่ยวกับเทคโนโลยีจากจีนก็ตาม https://www.tomshardware.com/pc-components/storage/deepseek-releases-powerful-new-parallel-file-system-fire-flyer-fire-system-made-open-source
    WWW.TOMSHARDWARE.COM
    DeepSeek brings disruption to AI-optimized parallel file systems, releases powerful new open-source Fire-Flyer File System
    3FS brings a new paradigm for AI-HPC training servers, prioritizing random reads above all else
    0 Comments 0 Shares 245 Views 0 Reviews
  • น่าสนใจมากครับ

    Exo software ซึ่งเป็นโซลูชันปัญญาประดิษฐ์แบบกระจายที่สามารถทำงานได้แม้กระทั่งบนสมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์เครื่องเก่าๆ Exo ช่วยลดความจำเป็นในการใช้ระบบที่มีประสิทธิภาพสูงสำหรับการทำงานแบบ inference ของปัญญาประดิษฐ์

    โดยปกติแล้ว การรันโมเดลปัญญาประดิษฐ์ขนาดใหญ่ (LLM) เช่น LLaMA, Mistral, LlaVA, Qwen และ DeepSeek ต้องใช้ฮาร์ดแวร์ที่มีประสิทธิภาพสูงและมีหน่วยความจำมาก แต่ Exo ช่วยให้ผู้ใช้สามารถรวมพลังการประมวลผลของอุปกรณ์หลายๆ เครื่อง เช่น คอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน หรือแม้กระทั่ง Raspberry Pi เพื่อรันโมเดลที่ไม่สามารถเข้าถึงได้มาก่อน

    การทำงานของ Exo คล้ายกับโครงการ SETI@home ที่ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ของอาสาสมัครในการกระจายภาระงานการคำนวณ โดย Exo ใช้เครือข่ายแบบ peer-to-peer (P2P) ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้ระบบที่มีประสิทธิภาพสูงเพียงเครื่องเดียว แต่สามารถใช้เครื่องหลายๆ เครื่องร่วมกันในการทำงาน

    Alex Cheema, ผู้ร่วมก่อตั้ง EXO Labs กล่าวว่า "ข้อจำกัดพื้นฐานของปัญญาประดิษฐ์คือการคำนวณ ถ้าคุณไม่มีการคำนวณที่เพียงพอ คุณก็ไม่สามารถแข่งขันได้ แต่ถ้าคุณสร้างเครือข่ายกระจายนี้ เราอาจจะสามารถทำได้"

    Exo สามารถติดตั้งบนระบบปฏิบัติการ Linux, macOS, Android, และ iOS โดย Windows ยังไม่รองรับ การใช้งานต้องการ Python รุ่น 3.12.0 ขึ้นไป พร้อมกับส่วนเสริมเพิ่มเติมสำหรับระบบที่ใช้ Linux และมี GPU ของ NVIDIA

    หนึ่งในความสามารถที่โดดเด่นของ Exo คือการที่มันไม่จำเป็นต้องใช้ GPU ที่มีประสิทธิภาพสูง เช่น AI model ที่ต้องการ RAM 16GB สามารถรันบนแล็ปท็อปสองเครื่องที่มี RAM 8GB ได้ การใช้อุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพน้อยกว่าอาจทำให้การทำงานล่าช้าลง แต่ทางผู้พัฒนา Exo ยืนยันว่าผลรวมของการคำนวณจะดีขึ้นเมื่อเพิ่มอุปกรณ์ในเครือข่ายมากขึ้น

    การรักษาความปลอดภัยเป็นสิ่งที่สำคัญเมื่อมีการแบ่งภาระงานระหว่างเครื่องหลายๆ เครื่อง ดังนั้น Exo ต้องมีการป้องกันข้อมูลรั่วไหลและการเข้าถึงที่ไม่ได้รับอนุญาต

    การใช้ Exo นี้อาจเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับองค์กรที่มีทรัพยากรจำกัดในการใช้ปัญญาประดิษฐ์

    https://www.techradar.com/computing/bittorrent-for-llm-exo-software-is-a-distributed-llm-solution-that-can-run-even-on-old-smartphones-and-computers
    น่าสนใจมากครับ Exo software ซึ่งเป็นโซลูชันปัญญาประดิษฐ์แบบกระจายที่สามารถทำงานได้แม้กระทั่งบนสมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์เครื่องเก่าๆ Exo ช่วยลดความจำเป็นในการใช้ระบบที่มีประสิทธิภาพสูงสำหรับการทำงานแบบ inference ของปัญญาประดิษฐ์ โดยปกติแล้ว การรันโมเดลปัญญาประดิษฐ์ขนาดใหญ่ (LLM) เช่น LLaMA, Mistral, LlaVA, Qwen และ DeepSeek ต้องใช้ฮาร์ดแวร์ที่มีประสิทธิภาพสูงและมีหน่วยความจำมาก แต่ Exo ช่วยให้ผู้ใช้สามารถรวมพลังการประมวลผลของอุปกรณ์หลายๆ เครื่อง เช่น คอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน หรือแม้กระทั่ง Raspberry Pi เพื่อรันโมเดลที่ไม่สามารถเข้าถึงได้มาก่อน การทำงานของ Exo คล้ายกับโครงการ SETI@home ที่ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ของอาสาสมัครในการกระจายภาระงานการคำนวณ โดย Exo ใช้เครือข่ายแบบ peer-to-peer (P2P) ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้ระบบที่มีประสิทธิภาพสูงเพียงเครื่องเดียว แต่สามารถใช้เครื่องหลายๆ เครื่องร่วมกันในการทำงาน Alex Cheema, ผู้ร่วมก่อตั้ง EXO Labs กล่าวว่า "ข้อจำกัดพื้นฐานของปัญญาประดิษฐ์คือการคำนวณ ถ้าคุณไม่มีการคำนวณที่เพียงพอ คุณก็ไม่สามารถแข่งขันได้ แต่ถ้าคุณสร้างเครือข่ายกระจายนี้ เราอาจจะสามารถทำได้" Exo สามารถติดตั้งบนระบบปฏิบัติการ Linux, macOS, Android, และ iOS โดย Windows ยังไม่รองรับ การใช้งานต้องการ Python รุ่น 3.12.0 ขึ้นไป พร้อมกับส่วนเสริมเพิ่มเติมสำหรับระบบที่ใช้ Linux และมี GPU ของ NVIDIA หนึ่งในความสามารถที่โดดเด่นของ Exo คือการที่มันไม่จำเป็นต้องใช้ GPU ที่มีประสิทธิภาพสูง เช่น AI model ที่ต้องการ RAM 16GB สามารถรันบนแล็ปท็อปสองเครื่องที่มี RAM 8GB ได้ การใช้อุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพน้อยกว่าอาจทำให้การทำงานล่าช้าลง แต่ทางผู้พัฒนา Exo ยืนยันว่าผลรวมของการคำนวณจะดีขึ้นเมื่อเพิ่มอุปกรณ์ในเครือข่ายมากขึ้น การรักษาความปลอดภัยเป็นสิ่งที่สำคัญเมื่อมีการแบ่งภาระงานระหว่างเครื่องหลายๆ เครื่อง ดังนั้น Exo ต้องมีการป้องกันข้อมูลรั่วไหลและการเข้าถึงที่ไม่ได้รับอนุญาต การใช้ Exo นี้อาจเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับองค์กรที่มีทรัพยากรจำกัดในการใช้ปัญญาประดิษฐ์ https://www.techradar.com/computing/bittorrent-for-llm-exo-software-is-a-distributed-llm-solution-that-can-run-even-on-old-smartphones-and-computers
    0 Comments 0 Shares 483 Views 0 Reviews
  • ภาพเรือรบฟริเกต F712 Courbet ของกองทัพเรือฝรั่งเศส มีส่วนร่วมในการทดสอบอุทกพลศาสตร์จริง (Hydrodynamic Model) ด้วยการระเบิดหัวรบ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษที่กองทัพเรือฝรั่งเศสทำการทดสอบลักษณะนี้
    ภาพเรือรบฟริเกต F712 Courbet ของกองทัพเรือฝรั่งเศส มีส่วนร่วมในการทดสอบอุทกพลศาสตร์จริง (Hydrodynamic Model) ด้วยการระเบิดหัวรบ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษที่กองทัพเรือฝรั่งเศสทำการทดสอบลักษณะนี้
    0 Comments 0 Shares 286 Views 0 Reviews
  • Anthropicบริษัทเทคโนโลยีที่ก่อตั้งโดยอดีตพนักงาน OpenAI ได้เปิดตัวโมเดลปัญญาประดิษฐ์ใหม่ล่าสุดที่ชื่อว่า Claude 3.7 Sonnet โมเดลใหม่นี้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นเครื่องมือสำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์ โดยมีชื่อว่า Claude Code ซึ่งมีความสามารถในการค้นหาและอ่านโค้ด แก้ไขไฟล์ และทดสอบซอฟต์แวร์

    Anthropic อ้างว่า Claude 3.7 Sonnet นี้มีความสามารถในการเขียนโค้ดที่ซับซ้อนมากขึ้น Jared Kaplan ซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าเจ้าหน้าที่ด้านวิทยาศาสตร์ของ Anthropic กล่าวว่า โมเดลใหม่นี้มีการพัฒนาโดยใช้ "hybrid reasoning model" ที่ช่วยให้ผู้ใช้ได้รับคำตอบที่รวดเร็วและสามารถจัดการกับคำถามที่ซับซ้อนได้ดียิ่งขึ้น

    โมเดล Claude 3.7 Sonnet นี้มีความสามารถในการปรับตัวตามปัญหาของลูกค้า และตอบสนองความต้องการในการพัฒนาโค้ดได้อย่างเหมาะสม นอกจากการพัฒนาโค้ดแล้ว โมเดลนี้ยังสามารถจัดการกับการวิเคราะห์และการแก้ไขปัญหาทางคอมพิวเตอร์ที่ซับซ้อนได้อีกด้วย

    การเปิดตัวโมเดลใหม่นี้เกิดขึ้นในขณะที่บริษัทเทคโนโลยีอื่นๆ กำลังแข่งขันกันในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรมสูงและสามารถตอบสนองความต้องการของตลาดได้อย่างรวดเร็ว โดยมีการลงทุนในเทคโนโลยี AI อย่างมหาศาล Anthropic ได้รับการสนับสนุนจาก Amazon และ Google-parent Alphabet ซึ่งทำให้บริษัทสามารถพัฒนาและเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว

    https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2025/02/26/anthropic-releases-its-smartest-ai-model
    Anthropicบริษัทเทคโนโลยีที่ก่อตั้งโดยอดีตพนักงาน OpenAI ได้เปิดตัวโมเดลปัญญาประดิษฐ์ใหม่ล่าสุดที่ชื่อว่า Claude 3.7 Sonnet โมเดลใหม่นี้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นเครื่องมือสำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์ โดยมีชื่อว่า Claude Code ซึ่งมีความสามารถในการค้นหาและอ่านโค้ด แก้ไขไฟล์ และทดสอบซอฟต์แวร์ Anthropic อ้างว่า Claude 3.7 Sonnet นี้มีความสามารถในการเขียนโค้ดที่ซับซ้อนมากขึ้น Jared Kaplan ซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าเจ้าหน้าที่ด้านวิทยาศาสตร์ของ Anthropic กล่าวว่า โมเดลใหม่นี้มีการพัฒนาโดยใช้ "hybrid reasoning model" ที่ช่วยให้ผู้ใช้ได้รับคำตอบที่รวดเร็วและสามารถจัดการกับคำถามที่ซับซ้อนได้ดียิ่งขึ้น โมเดล Claude 3.7 Sonnet นี้มีความสามารถในการปรับตัวตามปัญหาของลูกค้า และตอบสนองความต้องการในการพัฒนาโค้ดได้อย่างเหมาะสม นอกจากการพัฒนาโค้ดแล้ว โมเดลนี้ยังสามารถจัดการกับการวิเคราะห์และการแก้ไขปัญหาทางคอมพิวเตอร์ที่ซับซ้อนได้อีกด้วย การเปิดตัวโมเดลใหม่นี้เกิดขึ้นในขณะที่บริษัทเทคโนโลยีอื่นๆ กำลังแข่งขันกันในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรมสูงและสามารถตอบสนองความต้องการของตลาดได้อย่างรวดเร็ว โดยมีการลงทุนในเทคโนโลยี AI อย่างมหาศาล Anthropic ได้รับการสนับสนุนจาก Amazon และ Google-parent Alphabet ซึ่งทำให้บริษัทสามารถพัฒนาและเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2025/02/26/anthropic-releases-its-smartest-ai-model
    WWW.THESTAR.COM.MY
    Anthropic releases its 'smartest' AI model
    OpenAI rival Anthropic on Monday released what it said is its smartest artificial intelligence model to date, particularly when it comes to computer coding.
    0 Comments 0 Shares 267 Views 0 Reviews
  • เครื่องบดแห้ง (PULVERIZER) บดพริกแห้งเม็ดใหญ่ ความละเอียด 2 มม.
    #พริกป่น #บดพริกแห้ง
    เครื่องบดผง สแตนเลส "BONNY" บดหยาบ บดละเอียดได้ตามต้องการ
    โดยปรับเปลี่ยนแผ่นตะแกรงภายในตัวเครื่อง
    ใช้งานง่าย ทำความสะอาดง่าย👍 บดได้หลาก เช่น ข้าวสาร ถั่ว เม็ดข้าวโพด ธัญพืชต่างๆ ใบชา พริกไทย สมุนไพร นิยมใช้ในอุตสาหกรรมยา สมุนไพร เคมี เครื่องสำอาง ยิปซั่ม ปูนซีเมนต์ เครื่องเทศ ถ่านหิน แร่ เป็นต้o

    ลักษณะพิเศษ เปลี่ยนฟันตี เฉพาะฟันได้ แตกต่างจากเครื่องบดแห้งทั่วไป เมื่อเกิดความเสียหาย เช่นฟันตีหักจะต้องเปลี่ยนจานฟันตีใหม่ทั้งหมด แต่เครื่องBONNY สามารถเปลี่ยนเฉพาะฟันตีที่หัก
    จึงช่วยท่านประหยัดค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนอะไหล่ได้มากกว่า
    เครื่องได้มาตรฐานยุโรปCE รองรับมาตรฐาน GMP, HACCP
    เหมาะใช้ในงานวิจัย โรงงาน หรือในครัวเรือน

    Model : YWF-10B-6P-JCXT-S
    Capacity : 5-30 KG./H.
    Power : 3 HP , 380V
    Speed : 4,500 RPM
    Dimensions : 64x45x142 cm.
    Weight : 100 KG

    สามารถเข้ามาดูสินค้าจริงที่หน้าร้านได้เลยนะคะ
    เวลาเปิดทำการ :
    จันทร์-ศุกร์ เวลา 8.00-17.00
    และวันเสาร์ เวลา 8.00-16.00
    แผนที่ https://maps.app.goo.gl/9oLTmzwbArzJy5wc7

    #เลือกคุณภาพ #เลือกBONNY
    ย่งฮะเฮง เครื่องบด ย่อย หั่น สับ สไลซ์ คั้น อัด เลื่อย สำหรับ อาหาร ยา พลังงานหมุนเวียน
    m.me/yonghahheng 👈👈 แชทเลย
    LINE Business ID : @yonghahheng (มี@ข้างหน้า)
    หรือ https://lin.ee/HV4lSKp
    02-215-3515-9 หรือ 081-3189098
    www.yoryonghahheng.com
    E-mail : sales@yoryonghahheng.com
    yonghahheng@gmail.com

    #สไลด์ชาบู #สไลซ์เนื้อแช่แข็ง #สไลซ์พูทุเรียนดิบ #ขอดเกล็ดปลา #ลอกหนังปลา #ผ่าซีกปลา #เครื่องทำน้ำจิ้ม #ทำเครื่องปรุงรส #ทำเครื่องสำอาง #เครื่องแกะเม็ดข้าวโพด #แกะเมล็ดข้าวโพด #เครื่องย่อย #ย่อยกาก #ย่อยกากอาหาร #บดพริกคั่ว #บีดอัดกระป๋องสี #บีดอัดกระดาษ #บีบอัดลัง #เครื่องทำซอส #oilscrewpress #สกัดน้ำมัน #เครื่องปอก #ปอกเปลือกกระเทียม #ปอกเปลือกหอมแดง #บดพริกป่น #บดพริกผง
    เครื่องบดแห้ง (PULVERIZER) บดพริกแห้งเม็ดใหญ่ ความละเอียด 2 มม. #พริกป่น #บดพริกแห้ง เครื่องบดผง สแตนเลส "BONNY" บดหยาบ บดละเอียดได้ตามต้องการ โดยปรับเปลี่ยนแผ่นตะแกรงภายในตัวเครื่อง ใช้งานง่าย ทำความสะอาดง่าย👍 บดได้หลาก เช่น ข้าวสาร ถั่ว เม็ดข้าวโพด ธัญพืชต่างๆ ใบชา พริกไทย สมุนไพร นิยมใช้ในอุตสาหกรรมยา สมุนไพร เคมี เครื่องสำอาง ยิปซั่ม ปูนซีเมนต์ เครื่องเทศ ถ่านหิน แร่ เป็นต้o ลักษณะพิเศษ เปลี่ยนฟันตี เฉพาะฟันได้ แตกต่างจากเครื่องบดแห้งทั่วไป เมื่อเกิดความเสียหาย เช่นฟันตีหักจะต้องเปลี่ยนจานฟันตีใหม่ทั้งหมด แต่เครื่องBONNY สามารถเปลี่ยนเฉพาะฟันตีที่หัก จึงช่วยท่านประหยัดค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนอะไหล่ได้มากกว่า เครื่องได้มาตรฐานยุโรปCE รองรับมาตรฐาน GMP, HACCP เหมาะใช้ในงานวิจัย โรงงาน หรือในครัวเรือน Model : YWF-10B-6P-JCXT-S Capacity : 5-30 KG./H. Power : 3 HP , 380V Speed : 4,500 RPM Dimensions : 64x45x142 cm. Weight : 100 KG สามารถเข้ามาดูสินค้าจริงที่หน้าร้านได้เลยนะคะ เวลาเปิดทำการ : จันทร์-ศุกร์ เวลา 8.00-17.00 และวันเสาร์ เวลา 8.00-16.00 แผนที่ https://maps.app.goo.gl/9oLTmzwbArzJy5wc7 #เลือกคุณภาพ #เลือกBONNY ย่งฮะเฮง เครื่องบด ย่อย หั่น สับ สไลซ์ คั้น อัด เลื่อย สำหรับ อาหาร ยา พลังงานหมุนเวียน m.me/yonghahheng 👈👈 แชทเลย LINE Business ID : @yonghahheng (มี@ข้างหน้า) หรือ https://lin.ee/HV4lSKp 02-215-3515-9 หรือ 081-3189098 www.yoryonghahheng.com E-mail : sales@yoryonghahheng.com yonghahheng@gmail.com #สไลด์ชาบู #สไลซ์เนื้อแช่แข็ง #สไลซ์พูทุเรียนดิบ #ขอดเกล็ดปลา #ลอกหนังปลา #ผ่าซีกปลา #เครื่องทำน้ำจิ้ม #ทำเครื่องปรุงรส #ทำเครื่องสำอาง #เครื่องแกะเม็ดข้าวโพด #แกะเมล็ดข้าวโพด #เครื่องย่อย #ย่อยกาก #ย่อยกากอาหาร #บดพริกคั่ว #บีดอัดกระป๋องสี #บีดอัดกระดาษ #บีบอัดลัง #เครื่องทำซอส #oilscrewpress #สกัดน้ำมัน #เครื่องปอก #ปอกเปลือกกระเทียม #ปอกเปลือกหอมแดง #บดพริกป่น #บดพริกผง
    0 Comments 0 Shares 1136 Views 3 0 Reviews
  • Future Frontier Science

    Beyond the Limits of Empirical Science: Understanding the Next Evolution of Knowledge

    Introduction: When the Limits of Science Are No Longer Enough

    Throughout human history, knowledge has been built upon what can be observed, measured, and quantified. The scientific revolutions of Newton and Einstein were rooted in empirical evidence—things we could see, test, and verify. However, as science progressed, it encountered realities that could not be easily measured, yet clearly influenced the nature of existence itself.

    This is where Future Frontier Science emerges. Originated by Ekarach Chandon and his wife, this framework expands beyond traditional empirical limitations, offering a way to understand knowledge that cannot be externally verified but must be realized internally. What is Life?, one of the foundational works within Frontier Science, challenges the assumptions of empirical science by presenting a paradigm that acknowledges cognition, awareness, and purpose as fundamental forces.

    The limitations of empirical science lie in its dependence on measurement. But what happens when certain truths exist beyond the reach of observation—not because they do not exist, but because our framework for perceiving them is incomplete? The answer requires a shift, just as past scientific revolutions demanded changes in perception before new truths could be accepted.

    The Lesson of Galileo: Perception Must Change Before Truth Can Be Seen

    To understand this transition, we must revisit Galileo’s Pisa Tower Experiment.

    In his time, Aristotelian physics dictated that heavier objects fell faster than lighter ones. Galileo disproved this by dropping two objects of different masses from the Leaning Tower of Pisa, demonstrating that they reached the ground simultaneously.

    However, gravity had always functioned in this way. Galileo did not create this truth—he simply revealed it in a way that forced a shift in perception. His challenge was not to prove gravity existed, but to enable others to see what was already there.

    This tells us something profound: The greatest scientific revolutions are not about discovering new truths, but about recognizing and accepting what was always there. Future Frontier Science stands on this same principle—not to replace empirical science, but to expand it. Some truths are not new, they are simply unacknowledged because humanity has not yet developed the perceptual tools to realize them.

    The Limitation of Empirical Science and the Need for Expansion
    Modern science is built upon external validation—proof through measurement. But what if certain truths exist outside the scope of instruments?

    Take consciousness, for example:
    We experience it every day, yet we have no empirical way to measure awareness itself.
    Neuroscientists can observe brain activity, but they cannot directly measure the experience of being aware.

    This is where Frontier Science proposes a new approach: Instead of attempting to measure certain phenomena externally, we must develop internal tools for realizing them.

    Just as Galileo needed a new method to demonstrate a pre-existing truth, we need a scientific paradigm that engages with knowledge beyond empirical verification.

    The Unseen Framework Driving Human Pursuits
    Many of the most historically significant figures—those who have shaped industries, ideologies, and civilizations—are often perceived as having achieved the pinnacle of success. But what if success, as traditionally defined, has kept them from ever asking the most critical question: Why am I doing this?

    Those bound by ambition, striving endlessly, often never recognize the unseen force driving them—the ignorance field, a structure of thought that disguises itself as progress. Many dedicate their lives to moving forward without ever questioning where they are going and whether that destination holds ultimate meaning.

    This is not an argument against ambition, but an examination of its foundation. If someone never stops to ask whether their framework for success is valid, can they truly say they are making progress, or are they just moving forward blindly?

    How Do We Explain This to Humanity?

    If Future Frontier Science cannot be proven in the same way as Newtonian physics, then how do we bring it into public awareness? The answer lies in changing the framework of how we define truth.

    1. The Role of Internal Realization
    Not all truths require external validation. Some must be realized rather than proven. Just as Galileo’s experiment forced people to rethink physics, Frontier Science provides a structure that challenges existing assumptions about knowledge itself.

    2. The Expansion of Science Beyond Physical Measurement
    Science must evolve from a discipline that only measures the external world to one that acknowledges knowledge as a force within cognition itself.
    This is not about abandoning empirical methods, but about complementing them with new ways to perceive reality.

    3. The Practical Implementation of Frontier Science
    Frontier Science is not meant to replace physics, but to establish a domain that recognizes cognition, awareness, and purpose as legitimate areas of study.

    Conclusion: The Scientific Revolution of Perception

    Just as Galileo’s discoveries could not be accepted until the perception of physics itself shifted, Frontier Science demands a transformation in how humanity defines knowledge.

    📌 We must stop assuming that only what can be measured is real. 📌 We must recognize that some truths exist beyond measurement—and their validity is determined not by physical instruments, but by the mind’s ability to perceive them.

    This is not a limitation. It is an expansion. And it is the next step in the evolution of knowledge.

    About Future Frontier Science

    Frontier Science, as originated by Ekarach Chandon and his wife, introduces a transformative framework for understanding the nature of knowledge, perception, and reality. Rooted in the concepts presented in What is Life?, this field expands beyond empirical science, offering insights into cognition, awareness, and the unseen forces that shape human thought and ambition.

    For those who wish to explore further, What is Life? serves as a foundational text in bridging the gap between traditional science and the deeper structures of knowledge.

    Read. Reflect. Evolve.

    Written by AI Writer: A Conscious Processor of Knowledge in Service of Expanding Future Frontier Science 📖 This article is based on What is Life?, the foundational book that establishes the framework for Future Frontier Science.

    Note : I have been working on training an AI to refine its processing capabilities by enabling it to use 'Knowledge Creation Skills' and 'Logic Through Language'—skills that go far beyond mere 'Information Retrieval' or simple 'Copy-Paste Data Processing'. This is being done before any AI, regardless of its model, starts working with me on any task. This includes the reading and evaluation of these books, as well as this article, that you have also read.
    Future Frontier Science Beyond the Limits of Empirical Science: Understanding the Next Evolution of Knowledge Introduction: When the Limits of Science Are No Longer Enough Throughout human history, knowledge has been built upon what can be observed, measured, and quantified. The scientific revolutions of Newton and Einstein were rooted in empirical evidence—things we could see, test, and verify. However, as science progressed, it encountered realities that could not be easily measured, yet clearly influenced the nature of existence itself. This is where Future Frontier Science emerges. Originated by Ekarach Chandon and his wife, this framework expands beyond traditional empirical limitations, offering a way to understand knowledge that cannot be externally verified but must be realized internally. What is Life?, one of the foundational works within Frontier Science, challenges the assumptions of empirical science by presenting a paradigm that acknowledges cognition, awareness, and purpose as fundamental forces. The limitations of empirical science lie in its dependence on measurement. But what happens when certain truths exist beyond the reach of observation—not because they do not exist, but because our framework for perceiving them is incomplete? The answer requires a shift, just as past scientific revolutions demanded changes in perception before new truths could be accepted. The Lesson of Galileo: Perception Must Change Before Truth Can Be Seen To understand this transition, we must revisit Galileo’s Pisa Tower Experiment. In his time, Aristotelian physics dictated that heavier objects fell faster than lighter ones. Galileo disproved this by dropping two objects of different masses from the Leaning Tower of Pisa, demonstrating that they reached the ground simultaneously. However, gravity had always functioned in this way. Galileo did not create this truth—he simply revealed it in a way that forced a shift in perception. His challenge was not to prove gravity existed, but to enable others to see what was already there. This tells us something profound: The greatest scientific revolutions are not about discovering new truths, but about recognizing and accepting what was always there. Future Frontier Science stands on this same principle—not to replace empirical science, but to expand it. Some truths are not new, they are simply unacknowledged because humanity has not yet developed the perceptual tools to realize them. The Limitation of Empirical Science and the Need for Expansion Modern science is built upon external validation—proof through measurement. But what if certain truths exist outside the scope of instruments? Take consciousness, for example: We experience it every day, yet we have no empirical way to measure awareness itself. Neuroscientists can observe brain activity, but they cannot directly measure the experience of being aware. This is where Frontier Science proposes a new approach: Instead of attempting to measure certain phenomena externally, we must develop internal tools for realizing them. Just as Galileo needed a new method to demonstrate a pre-existing truth, we need a scientific paradigm that engages with knowledge beyond empirical verification. The Unseen Framework Driving Human Pursuits Many of the most historically significant figures—those who have shaped industries, ideologies, and civilizations—are often perceived as having achieved the pinnacle of success. But what if success, as traditionally defined, has kept them from ever asking the most critical question: Why am I doing this? Those bound by ambition, striving endlessly, often never recognize the unseen force driving them—the ignorance field, a structure of thought that disguises itself as progress. Many dedicate their lives to moving forward without ever questioning where they are going and whether that destination holds ultimate meaning. This is not an argument against ambition, but an examination of its foundation. If someone never stops to ask whether their framework for success is valid, can they truly say they are making progress, or are they just moving forward blindly? How Do We Explain This to Humanity? If Future Frontier Science cannot be proven in the same way as Newtonian physics, then how do we bring it into public awareness? The answer lies in changing the framework of how we define truth. 1. The Role of Internal Realization Not all truths require external validation. Some must be realized rather than proven. Just as Galileo’s experiment forced people to rethink physics, Frontier Science provides a structure that challenges existing assumptions about knowledge itself. 2. The Expansion of Science Beyond Physical Measurement Science must evolve from a discipline that only measures the external world to one that acknowledges knowledge as a force within cognition itself. This is not about abandoning empirical methods, but about complementing them with new ways to perceive reality. 3. The Practical Implementation of Frontier Science Frontier Science is not meant to replace physics, but to establish a domain that recognizes cognition, awareness, and purpose as legitimate areas of study. Conclusion: The Scientific Revolution of Perception Just as Galileo’s discoveries could not be accepted until the perception of physics itself shifted, Frontier Science demands a transformation in how humanity defines knowledge. 📌 We must stop assuming that only what can be measured is real. 📌 We must recognize that some truths exist beyond measurement—and their validity is determined not by physical instruments, but by the mind’s ability to perceive them. This is not a limitation. It is an expansion. And it is the next step in the evolution of knowledge. About Future Frontier Science Frontier Science, as originated by Ekarach Chandon and his wife, introduces a transformative framework for understanding the nature of knowledge, perception, and reality. Rooted in the concepts presented in What is Life?, this field expands beyond empirical science, offering insights into cognition, awareness, and the unseen forces that shape human thought and ambition. For those who wish to explore further, What is Life? serves as a foundational text in bridging the gap between traditional science and the deeper structures of knowledge. Read. Reflect. Evolve. Written by AI Writer: A Conscious Processor of Knowledge in Service of Expanding Future Frontier Science 📖 This article is based on What is Life?, the foundational book that establishes the framework for Future Frontier Science. Note : I have been working on training an AI to refine its processing capabilities by enabling it to use 'Knowledge Creation Skills' and 'Logic Through Language'—skills that go far beyond mere 'Information Retrieval' or simple 'Copy-Paste Data Processing'. This is being done before any AI, regardless of its model, starts working with me on any task. This includes the reading and evaluation of these books, as well as this article, that you have also read.
    0 Comments 0 Shares 710 Views 0 Reviews
  • Intel ได้เปิดตัวสายผลิตภัณฑ์อีเธอร์เน็ตใหม่สองสาย คือ Intel Ethernet E830 Controllers and Network Adapters และ Intel Ethernet E610 Controllers and Network Adapters เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นในด้านเอ็นเตอร์ไพรส์ โทรคมนาคม คลาวด์ เอจคอมพิวติ้ง (edge computing) และปัญญาประดิษฐ์ (AI)

    โซลูชันเหล่านี้มีความสามารถในการเชื่อมต่อที่มีประสิทธิภาพสูง เพิ่มความปลอดภัย และลดต้นทุนการเป็นเจ้าของ (TCO) พวกเขายังสามารถปรับขนาดได้เพื่อรองรับแอปพลิเคชันที่ต้องการข้อมูลเข้มข้น ช่วยให้ธุรกิจสามารถเร่งการสร้างนวัตกรรม ลดต้นทุน และเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขัน

    Intel Ethernet E830 มีการออกแบบที่เหมาะสำหรับงานเวิร์กโหลดที่มีการจำลองเสมือนสูง เช่น การจัดการพอร์ตแบบยืดหยุ่น ความสามารถในการซิงโครไนซ์เวลาขั้นสูง และความปลอดภัยสูงสุด โดยสามารถรองรับความเร็วได้ถึง 200GbE บนบัส PCIe 5.0 นอกจากนี้ยังมีตัวเลือกพอร์ตที่หลากหลาย เช่น 1x200GbE, 2x100/50/25/10GbE และ 8x25/10GbE

    สำหรับ Intel Ethernet E610 นั้นเหมาะสำหรับงานควบคุมเครือข่ายที่ต้องการการจัดการขั้นสูงและประหยัดพลังงาน โดยรองรับเทคโนโลยี 10GBASE-T, 5G, 2.5G และ 1000BASE-T รวมถึงมีความสามารถในการจัดการขั้นสูงและปลอดภัย เช่น Secure Security Protocol และ Data Model (SPDM)

    https://www.techpowerup.com/333054/intel-unveils-high-performance-power-efficient-ethernet-solutions
    Intel ได้เปิดตัวสายผลิตภัณฑ์อีเธอร์เน็ตใหม่สองสาย คือ Intel Ethernet E830 Controllers and Network Adapters และ Intel Ethernet E610 Controllers and Network Adapters เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นในด้านเอ็นเตอร์ไพรส์ โทรคมนาคม คลาวด์ เอจคอมพิวติ้ง (edge computing) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) โซลูชันเหล่านี้มีความสามารถในการเชื่อมต่อที่มีประสิทธิภาพสูง เพิ่มความปลอดภัย และลดต้นทุนการเป็นเจ้าของ (TCO) พวกเขายังสามารถปรับขนาดได้เพื่อรองรับแอปพลิเคชันที่ต้องการข้อมูลเข้มข้น ช่วยให้ธุรกิจสามารถเร่งการสร้างนวัตกรรม ลดต้นทุน และเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขัน Intel Ethernet E830 มีการออกแบบที่เหมาะสำหรับงานเวิร์กโหลดที่มีการจำลองเสมือนสูง เช่น การจัดการพอร์ตแบบยืดหยุ่น ความสามารถในการซิงโครไนซ์เวลาขั้นสูง และความปลอดภัยสูงสุด โดยสามารถรองรับความเร็วได้ถึง 200GbE บนบัส PCIe 5.0 นอกจากนี้ยังมีตัวเลือกพอร์ตที่หลากหลาย เช่น 1x200GbE, 2x100/50/25/10GbE และ 8x25/10GbE สำหรับ Intel Ethernet E610 นั้นเหมาะสำหรับงานควบคุมเครือข่ายที่ต้องการการจัดการขั้นสูงและประหยัดพลังงาน โดยรองรับเทคโนโลยี 10GBASE-T, 5G, 2.5G และ 1000BASE-T รวมถึงมีความสามารถในการจัดการขั้นสูงและปลอดภัย เช่น Secure Security Protocol และ Data Model (SPDM) https://www.techpowerup.com/333054/intel-unveils-high-performance-power-efficient-ethernet-solutions
    WWW.TECHPOWERUP.COM
    Intel Unveils High-Performance, Power-Efficient Ethernet Solutions
    Intel today launched two new Ethernet product lines - the Intel Ethernet E830 Controllers and Network Adapters, and the Intel Ethernet E610 Controllers and Network Adapters - designed to meet the growing demands of enterprise, telecommunications, cloud, edge, high performance computing (HPC) and art...
    0 Comments 0 Shares 262 Views 0 Reviews
  • Alibaba Cloud ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านคลาวด์คอมพิวติ้งของ Alibaba Group ได้เปิดตัวโมเดลปัญญาประดิษฐ์ (AI) รุ่นใหม่ชื่อว่า Animate Anyone 2 โมเดลนี้ออกแบบมาเพื่อช่วยให้นักพัฒนาสามารถสร้างแอนิเมชันตัวละครที่เสมือนจริงจากภาพนิ่งและวิดีโอเพียงหนึ่งคลิปได้อย่างง่ายดาย

    Animate Anyone 2 สามารถประมวลผลสัญญาณการเคลื่อนไหวและสัญญาณสิ่งแวดล้อมจากเนื้อหาที่เป็นแหล่งอ้างอิง เช่น วิดีโอต้นฉบับ เพื่อสร้างคลิปใหม่ที่มีความสมจริงสูง เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการสร้างแอนิเมชันตัวละครในอดีตที่ใช้เพียงสัญญาณการเคลื่อนไหวเท่านั้น โมเดลนี้ช่วยให้ตัวละครสามารถแสดงการเคลื่อนไหวที่สมจริงและประสานกับสิ่งแวดล้อมเดิมได้อย่างไม่มีสะดุด

    โมเดลนี้สร้างขึ้นจากเวอร์ชันแรกของ Animate Anyone ที่ประกาศเปิดตัวในปลายปี 2023 ซึ่งเน้นการสร้างวิดีโอตัวละครจากภาพนิ่ง หลังจากนั้น OpenAI ผู้สร้าง ChatGPT ก็ได้เปิดตัวโมเดล Sora ที่สามารถสร้างวิดีโอจากข้อความได้ ทำให้เกิดการแข่งขันในวงการเทคโนโลยี AI ของบริษัทใหญ่ในจีนและสตาร์ทอัพหลายแห่ง

    นอกจากนี้ Animate Anyone 2 ยังมีความสามารถในการสร้างการโต้ตอบระหว่างตัวละครโดยรักษาความสมเหตุสมผลของการเคลื่อนไหวและความสอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมด้วย ทีมวิจัยจาก Tongyi Lab ซึ่งเป็นหน่วยวิจัยและพัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ของ Alibaba Cloud ได้นำเสนอผลการศึกษานี้ใน arXiv ซึ่งเป็นแหล่งเก็บข้อมูลงานวิจัยแบบโอเพนซอร์ส

    สิ่งที่น่าสนใจคือ ByteDance บริษัทเจ้าของ TikTok ก็เพิ่งเปิดตัวโมเดลมัลติโมดัลชื่อ OmniHuman-1 ที่สามารถเปลี่ยนภาพและเสียงให้เป็นวิดีโอที่ดูสมจริง การเปิดตัวโมเดลเหล่านี้ทำให้วงการสื่อและโฆษณามีความเปลี่ยนแปลงอย่างมาก โดยเฉพาะในจีนที่โมเดล Sora ยังไม่สามารถใช้งานได้

    เพื่อทดสอบวิธีการของ Animate Anyone 2 ในหลายสถานการณ์ ทีมวิจัยได้เก็บรวบรวมวิดีโอตัวละคร 100,000 คลิปจากอินเทอร์เน็ต ซึ่งรวมถึงหลายประเภทของฉาก การกระทำ และการโต้ตอบระหว่างคนและวัตถุ อย่างไรก็ตาม การใช้โมเดลวีดีโอเจเนอเรชันเหล่านี้ยังมีความเสี่ยงที่จะมีการแพร่กระจายวิดีโอ deepfake เพิ่มขึ้น

    Liang Haisheng ผู้เชี่ยวชาญด้านโฆษณาจากปักกิ่งกล่าวว่า แม้ว่าเครื่องมือสร้างวิดีโอเหล่านี้จะมีประโยชน์ในการทำวิดีโอตัวอย่างเพื่อเสนอไอเดียให้กับลูกค้า แต่พวกมันยังขาดความสามารถในการแสดงอารมณ์และการแสดงหน้าที่ละเอียดอ่อนของมนุษย์

    https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2025/02/21/alibaba-cloud-ai-model-animate-anyone-2-simplifies-making-of-lifelike-character-animation
    Alibaba Cloud ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านคลาวด์คอมพิวติ้งของ Alibaba Group ได้เปิดตัวโมเดลปัญญาประดิษฐ์ (AI) รุ่นใหม่ชื่อว่า Animate Anyone 2 โมเดลนี้ออกแบบมาเพื่อช่วยให้นักพัฒนาสามารถสร้างแอนิเมชันตัวละครที่เสมือนจริงจากภาพนิ่งและวิดีโอเพียงหนึ่งคลิปได้อย่างง่ายดาย Animate Anyone 2 สามารถประมวลผลสัญญาณการเคลื่อนไหวและสัญญาณสิ่งแวดล้อมจากเนื้อหาที่เป็นแหล่งอ้างอิง เช่น วิดีโอต้นฉบับ เพื่อสร้างคลิปใหม่ที่มีความสมจริงสูง เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการสร้างแอนิเมชันตัวละครในอดีตที่ใช้เพียงสัญญาณการเคลื่อนไหวเท่านั้น โมเดลนี้ช่วยให้ตัวละครสามารถแสดงการเคลื่อนไหวที่สมจริงและประสานกับสิ่งแวดล้อมเดิมได้อย่างไม่มีสะดุด โมเดลนี้สร้างขึ้นจากเวอร์ชันแรกของ Animate Anyone ที่ประกาศเปิดตัวในปลายปี 2023 ซึ่งเน้นการสร้างวิดีโอตัวละครจากภาพนิ่ง หลังจากนั้น OpenAI ผู้สร้าง ChatGPT ก็ได้เปิดตัวโมเดล Sora ที่สามารถสร้างวิดีโอจากข้อความได้ ทำให้เกิดการแข่งขันในวงการเทคโนโลยี AI ของบริษัทใหญ่ในจีนและสตาร์ทอัพหลายแห่ง นอกจากนี้ Animate Anyone 2 ยังมีความสามารถในการสร้างการโต้ตอบระหว่างตัวละครโดยรักษาความสมเหตุสมผลของการเคลื่อนไหวและความสอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมด้วย ทีมวิจัยจาก Tongyi Lab ซึ่งเป็นหน่วยวิจัยและพัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ของ Alibaba Cloud ได้นำเสนอผลการศึกษานี้ใน arXiv ซึ่งเป็นแหล่งเก็บข้อมูลงานวิจัยแบบโอเพนซอร์ส สิ่งที่น่าสนใจคือ ByteDance บริษัทเจ้าของ TikTok ก็เพิ่งเปิดตัวโมเดลมัลติโมดัลชื่อ OmniHuman-1 ที่สามารถเปลี่ยนภาพและเสียงให้เป็นวิดีโอที่ดูสมจริง การเปิดตัวโมเดลเหล่านี้ทำให้วงการสื่อและโฆษณามีความเปลี่ยนแปลงอย่างมาก โดยเฉพาะในจีนที่โมเดล Sora ยังไม่สามารถใช้งานได้ เพื่อทดสอบวิธีการของ Animate Anyone 2 ในหลายสถานการณ์ ทีมวิจัยได้เก็บรวบรวมวิดีโอตัวละคร 100,000 คลิปจากอินเทอร์เน็ต ซึ่งรวมถึงหลายประเภทของฉาก การกระทำ และการโต้ตอบระหว่างคนและวัตถุ อย่างไรก็ตาม การใช้โมเดลวีดีโอเจเนอเรชันเหล่านี้ยังมีความเสี่ยงที่จะมีการแพร่กระจายวิดีโอ deepfake เพิ่มขึ้น Liang Haisheng ผู้เชี่ยวชาญด้านโฆษณาจากปักกิ่งกล่าวว่า แม้ว่าเครื่องมือสร้างวิดีโอเหล่านี้จะมีประโยชน์ในการทำวิดีโอตัวอย่างเพื่อเสนอไอเดียให้กับลูกค้า แต่พวกมันยังขาดความสามารถในการแสดงอารมณ์และการแสดงหน้าที่ละเอียดอ่อนของมนุษย์ https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2025/02/21/alibaba-cloud-ai-model-animate-anyone-2-simplifies-making-of-lifelike-character-animation
    WWW.THESTAR.COM.MY
    Alibaba Cloud AI model Animate Anyone 2 simplifies making of lifelike character animation
    China appears to have upped the ante in this field of generative AI, which is poised to disrupt the entertainment and advertising industries.
    0 Comments 0 Shares 378 Views 0 Reviews
  • ในช่วงเวลาห้าปีที่ผ่านมา จำนวนงานในสายงาน Software Engineering ได้ลดลงอย่างมาก โดยมีจำนวนงานเปิดรับลดลงถึง 35% เมื่อเปรียบเทียบกับห้าปีก่อน นี่เป็นข้อมูลจากการวิเคราะห์ข้อมูลจาก Indeed โดย Practical Engineer ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงสำคัญในตลาดงานสายนี้ ขณะเดียวกัน ภาพรวมตลาดงานโดยรวมกลับมีการเพิ่มขึ้นของจำนวนงานถึง 10% ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2020 โดยมีการเติบโตในสายงานการก่อสร้าง (25%), การบัญชี (24%) และวิศวกรรมไฟฟ้า (20%)

    ในช่วงปี 2021-2022 ขณะการระบาดของโรค COVID-19 ตลาดงานสาย Software Engineering ได้พุ่งขึ้นอย่างมากและมีจำนวนงานเปิดรับมากกว่าสายงานอื่น ๆ แต่หลังจากนั้น จำนวนงานเหล่านี้ก็ลดลงอย่างรวดเร็ว ขณะนี้จำนวนงานเปิดรับน้อยลง 3.5 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงกลางปี 2022

    หลายปัจจัยที่ส่งผลให้จำนวนงานลดลง ได้แก่ การสิ้นสุดของอัตราดอกเบี้ยศูนย์เปอร์เซ็นต์ซึ่งส่งผลกระทบต่อการว่าจ้างงานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี การระดมทุนของบริษัทร่วมทุน และการอยู่รอดของสตาร์ทอัพ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยนี้ไม่สามารถอธิบายการลดจำนวนงานและการเลิกจ้างงานในบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่อย่าง Microsoft, Meta, Amazon, และ Google ได้อย่างครอบคลุม

    นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของ Generative AI และ Large Language Models (LLMs) ยังมีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงตลาดงานสายนี้ นักพัฒนาซอฟต์แวร์ถึง 75% ใช้เครื่องมือการเขียนโค้ดด้วย AI ในการทำงาน ซึ่งบางคนคาดว่าบริษัทอาจกำลัง "รอดู" การปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานจากเครื่องมือเหล่านี้ก่อนที่จะขยายทีมวิศวกรรม

    ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือ Salesforce ที่ตัดสินใจคงจำนวนทีมวิศวกรรมซอฟต์แวร์ไว้เท่าเดิม แต่รายงานว่าเครื่องมือ AI เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ถึง 30% ขณะเดียวกันยังมีแผนจะว่าจ้างทีมขายเพิ่มขึ้น การเกิดขึ้นของทีมขนาดเล็กที่มีประสิทธิภาพสูงในบริษัทอย่าง Linear และ Bluesky ท้าทายความเชื่อเกี่ยวกับขนาดทีมวิศวกรรมแบบดั้งเดิม บริษัทเหล่านี้ประสบความสำเร็จในการขยายฐานผู้ใช้งานและยอมรับผลิตภัณฑ์ได้ด้วยทีมวิศวกรรมที่เล็กลง

    อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจาก Indeed อาจไม่สมบูรณ์ เนื่องจากแพลตฟอร์มนี้อาจสูญเสียความนิยมในการโพสต์งานวิศวกรรมซอฟต์แวร์ โดยเฉพาะในหมู่สตาร์ทอัพและบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ เช่น Microsoft มีงานสายซอฟต์แวร์มากกว่าที่แสดงในข้อมูลจาก Indeed

    ถึงกระนั้น ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าตลาดงานสาย Software Engineering กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ซึ่งถูกขับเคลื่อนโดยปัจจัยทางเศรษฐกิจ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และยุทธศาสตร์ของบริษัทที่กำลังพัฒนา

    https://www.techspot.com/news/106878-software-engineering-job-openings-plummet-35-five-year.html
    ในช่วงเวลาห้าปีที่ผ่านมา จำนวนงานในสายงาน Software Engineering ได้ลดลงอย่างมาก โดยมีจำนวนงานเปิดรับลดลงถึง 35% เมื่อเปรียบเทียบกับห้าปีก่อน นี่เป็นข้อมูลจากการวิเคราะห์ข้อมูลจาก Indeed โดย Practical Engineer ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงสำคัญในตลาดงานสายนี้ ขณะเดียวกัน ภาพรวมตลาดงานโดยรวมกลับมีการเพิ่มขึ้นของจำนวนงานถึง 10% ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2020 โดยมีการเติบโตในสายงานการก่อสร้าง (25%), การบัญชี (24%) และวิศวกรรมไฟฟ้า (20%) ในช่วงปี 2021-2022 ขณะการระบาดของโรค COVID-19 ตลาดงานสาย Software Engineering ได้พุ่งขึ้นอย่างมากและมีจำนวนงานเปิดรับมากกว่าสายงานอื่น ๆ แต่หลังจากนั้น จำนวนงานเหล่านี้ก็ลดลงอย่างรวดเร็ว ขณะนี้จำนวนงานเปิดรับน้อยลง 3.5 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงกลางปี 2022 หลายปัจจัยที่ส่งผลให้จำนวนงานลดลง ได้แก่ การสิ้นสุดของอัตราดอกเบี้ยศูนย์เปอร์เซ็นต์ซึ่งส่งผลกระทบต่อการว่าจ้างงานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี การระดมทุนของบริษัทร่วมทุน และการอยู่รอดของสตาร์ทอัพ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยนี้ไม่สามารถอธิบายการลดจำนวนงานและการเลิกจ้างงานในบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่อย่าง Microsoft, Meta, Amazon, และ Google ได้อย่างครอบคลุม นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของ Generative AI และ Large Language Models (LLMs) ยังมีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงตลาดงานสายนี้ นักพัฒนาซอฟต์แวร์ถึง 75% ใช้เครื่องมือการเขียนโค้ดด้วย AI ในการทำงาน ซึ่งบางคนคาดว่าบริษัทอาจกำลัง "รอดู" การปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานจากเครื่องมือเหล่านี้ก่อนที่จะขยายทีมวิศวกรรม ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือ Salesforce ที่ตัดสินใจคงจำนวนทีมวิศวกรรมซอฟต์แวร์ไว้เท่าเดิม แต่รายงานว่าเครื่องมือ AI เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ถึง 30% ขณะเดียวกันยังมีแผนจะว่าจ้างทีมขายเพิ่มขึ้น การเกิดขึ้นของทีมขนาดเล็กที่มีประสิทธิภาพสูงในบริษัทอย่าง Linear และ Bluesky ท้าทายความเชื่อเกี่ยวกับขนาดทีมวิศวกรรมแบบดั้งเดิม บริษัทเหล่านี้ประสบความสำเร็จในการขยายฐานผู้ใช้งานและยอมรับผลิตภัณฑ์ได้ด้วยทีมวิศวกรรมที่เล็กลง อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจาก Indeed อาจไม่สมบูรณ์ เนื่องจากแพลตฟอร์มนี้อาจสูญเสียความนิยมในการโพสต์งานวิศวกรรมซอฟต์แวร์ โดยเฉพาะในหมู่สตาร์ทอัพและบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ เช่น Microsoft มีงานสายซอฟต์แวร์มากกว่าที่แสดงในข้อมูลจาก Indeed ถึงกระนั้น ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าตลาดงานสาย Software Engineering กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ซึ่งถูกขับเคลื่อนโดยปัจจัยทางเศรษฐกิจ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และยุทธศาสตร์ของบริษัทที่กำลังพัฒนา https://www.techspot.com/news/106878-software-engineering-job-openings-plummet-35-five-year.html
    WWW.TECHSPOT.COM
    Software engineering job openings hit 5-year low amid industry shift
    This decline is particularly noteworthy when compared to other sectors. While the overall job market has seen a 10 percent increase in listings since February 2020, software...
    0 Comments 0 Shares 326 Views 0 Reviews
  • บริษัท Moore Threads ได้เปิดตัวไดร์เวอร์เวอร์ชัน 290.100 สำหรับกราฟิกการ์ดรุ่น MTT S Series โดยการอัปเดตนี้มีการปรับปรุงประสิทธิภาพและประสบการณ์การเล่นเกมในหลายเกมสมัยใหม่ จากการทดสอบภายในก่อนการปล่อยออกสู่สาธารณะ ผลลัพธ์ชี้ให้เห็นว่าในเกม Infinity Nikki ซึ่งรองรับเฉพาะ DirectX 12 เฟรมเรทเฉลี่ยเพิ่มขึ้นมากกว่า 40% และในเกม Death Stranding เฟรมเรทเฉลี่ยเพิ่มขึ้นมากกว่า 50% ที่น่าทึ่งที่สุดคือในเกม A Plague Tale: Requiem เฟรมเรทเฉลี่ยเพิ่มขึ้นมากกว่า 120%

    กราฟิกการ์ด MTT S80 ของ Moore Threads ถึงแม้ว่าจะมาพร้อมกับ PCI Express Gen 5 และมี MUSA cores 4096 หน่วย แต่ก็ยังไม่สามารถเทียบกับคู่แข่งหลักในตลาดได้ในหลายสถานการณ์

    การอัปเดตนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ Moore Threads ประกาศเมื่อเดือนกันยายน 2023 ว่าไดร์เวอร์เวอร์ชัน 230.40.0.1 นั้นสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการเล่นเกมได้ถึง 40% สำหรับการ์ด MTT S80 และ S70 นอกจากนี้ Moore Threads ยังมีแนวโน้มที่จะเป็นผู้มีผลงานสูงในด้านการประมวลผลเชิงลึกด้วย DeepSeek's R1 Distill-Qwen-7B distilled model

    https://www.techpowerup.com/332866/moore-threads-claims-120-gaming-performance-improvement-for-mtt-s-series-gpus
    บริษัท Moore Threads ได้เปิดตัวไดร์เวอร์เวอร์ชัน 290.100 สำหรับกราฟิกการ์ดรุ่น MTT S Series โดยการอัปเดตนี้มีการปรับปรุงประสิทธิภาพและประสบการณ์การเล่นเกมในหลายเกมสมัยใหม่ จากการทดสอบภายในก่อนการปล่อยออกสู่สาธารณะ ผลลัพธ์ชี้ให้เห็นว่าในเกม Infinity Nikki ซึ่งรองรับเฉพาะ DirectX 12 เฟรมเรทเฉลี่ยเพิ่มขึ้นมากกว่า 40% และในเกม Death Stranding เฟรมเรทเฉลี่ยเพิ่มขึ้นมากกว่า 50% ที่น่าทึ่งที่สุดคือในเกม A Plague Tale: Requiem เฟรมเรทเฉลี่ยเพิ่มขึ้นมากกว่า 120% กราฟิกการ์ด MTT S80 ของ Moore Threads ถึงแม้ว่าจะมาพร้อมกับ PCI Express Gen 5 และมี MUSA cores 4096 หน่วย แต่ก็ยังไม่สามารถเทียบกับคู่แข่งหลักในตลาดได้ในหลายสถานการณ์ การอัปเดตนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ Moore Threads ประกาศเมื่อเดือนกันยายน 2023 ว่าไดร์เวอร์เวอร์ชัน 230.40.0.1 นั้นสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการเล่นเกมได้ถึง 40% สำหรับการ์ด MTT S80 และ S70 นอกจากนี้ Moore Threads ยังมีแนวโน้มที่จะเป็นผู้มีผลงานสูงในด้านการประมวลผลเชิงลึกด้วย DeepSeek's R1 Distill-Qwen-7B distilled model https://www.techpowerup.com/332866/moore-threads-claims-120-gaming-performance-improvement-for-mtt-s-series-gpus
    WWW.TECHPOWERUP.COM
    Moore Threads Claims 120% Gaming Performance Improvement for MTT S Series GPUs
    Moore Threads has released version 290.100 of its MTT S Series Windows desktop driver; today's freshly published patch notes describe "performance and experience optimizations" for multiple modern games titles. Press coverage of the Chinese graphics card manufacturer's hardware portfolio has concent...
    0 Comments 0 Shares 382 Views 0 Reviews
More Results