“สหรัฐฯ ชะลอแผนแบนโดรนจีน — DJI ได้เวลาหายใจ แต่คำสั่งห้ามของ FCC ยังไม่ถูกยกเลิก”
กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ตัดสินใจถอนข้อเสนอที่เคยยื่นต่อทำเนียบขาวเกี่ยวกับการ “แบนการนำเข้าโดรนจากจีน” ซึ่งรวมถึงแบรนด์ใหญ่ที่สุดอย่าง DJI การเปลี่ยนท่าทีครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนเริ่มอ่อนตัวลงก่อนการพบกันระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์และประธานาธิบดีสี จิ้นผิงในเดือนเมษายน ทำให้ DJI ได้รับ “เวลาผ่อนผัน” ชั่วคราวจากแรงกดดันด้านนโยบายการค้า
อย่างไรก็ตาม แม้กระทรวงพาณิชย์จะถอย แต่ DJI ยังไม่พ้นความเสี่ยงทั้งหมด เพราะ คำสั่งห้ามของ FCC ยังคงมีผลอยู่ โดย FCC ไม่ได้ควบคุมการนำเข้าโดยตรง แต่เป็นผู้ให้ “การรับรองอุปกรณ์” ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญก่อนที่โดรนจะถูกนำเข้ามาจำหน่ายในสหรัฐฯ นั่นหมายความว่า DJI อาจนำเข้าโดรนรุ่นเก่าได้ แต่ ไม่สามารถขายรุ่นใหม่หรือชิ้นส่วนใหม่ได้ หากไม่ได้รับการรับรองจาก FCC
สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่อหน่วยงานอื่นของสหรัฐฯ ก็มีท่าทีแข็งกร้าวต่อ DJI เช่น กระทรวงกลาโหมที่จัดให้ DJI เป็น “บริษัทที่เกี่ยวข้องกับกองทัพจีน” แม้ศาลจะระบุว่าไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าบริษัทถูกควบคุมโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีนก็ตาม ขณะเดียวกันสภาคองเกรสก็เคยผลักดันกฎหมายแบน DJI ในปี 2024 แต่บริษัทได้รับเวลาเพิ่มอีกหนึ่งปีเพื่อพิสูจน์ว่าไม่ได้เป็นภัยต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ
ข่าวดีสำหรับผู้ใช้ปัจจุบันคือ โดรนที่มีอยู่แล้วจะไม่ได้รับผลกระทบ แต่ผลกระทบระยะยาวคือ DJI อาจไม่สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ในตลาดสหรัฐฯ ได้ หากสถานการณ์ด้านกฎระเบียบไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งอาจทำให้ผู้ใช้ประสบปัญหาเรื่องอะไหล่และการบำรุงรักษาในอนาคต นี่คือสัญญาณว่าศึกเทคโนโลยีระหว่างสองมหาอำนาจยังไม่จบง่าย ๆ และอุตสาหกรรมโดรนจะยังคงเป็นสนามแข่งขันสำคัญต่อไป
สรุปประเด็นสำคัญ
กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ถอนแผนแบนการนำเข้าโดรนจีน
เกิดขึ้นก่อนการพบกันของผู้นำสหรัฐฯ–จีนในเดือนเมษายน
คำสั่งห้ามของ FCC ยังมีผลอยู่
ทำให้ DJI ไม่สามารถขายโดรนรุ่นใหม่หรือชิ้นส่วนใหม่ในสหรัฐฯ ได้
หน่วยงานอื่นยังคงกดดัน DJI เช่น กระทรวงกลาโหมและสภาคองเกรส
แม้ศาลจะชี้ว่าไม่มีหลักฐานว่าบริษัทถูกควบคุมโดยรัฐบาลจีน
โดรนที่ใช้อยู่ในปัจจุบันไม่ถูกบล็อกหรือปิดการทำงาน
ผู้ใช้ยังสามารถบินและใช้งานได้ตามปกติ
คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง
การไม่รับรองอุปกรณ์ใหม่อาจทำให้ตลาดสหรัฐฯ ขาดผลิตภัณฑ์ DJI รุ่นล่าสุด
ส่งผลต่อผู้ใช้ที่ต้องการอัปเกรดหรือซื้ออะไหล่
ความไม่แน่นอนด้านนโยบายอาจทำให้ธุรกิจที่พึ่งพาโดรนจีนมีความเสี่ยง
โดยเฉพาะอุตสาหกรรมภาพยนตร์ เกษตร และกู้ภัย
ความตึงเครียดทางการเมืองอาจทำให้เกิดมาตรการใหม่ได้ทุกเมื่อ
ผู้ใช้และผู้ประกอบการควรติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด
การพึ่งพาโดรนจากผู้ผลิตรายเดียวอาจสร้างความเสี่ยงด้านซัพพลายเชน
ควรเตรียมแผนสำรองหากมีการแบนในอนาคต
https://www.tomshardware.com/tech-industry/us-department-of-commerce-lifts-planned-crackdown-on-chinese-drones-including-dji-company-gets-reprieve-ahead-of-xi-trump-meeting-in-april-but-the-fcc-ban-still-stands
กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ตัดสินใจถอนข้อเสนอที่เคยยื่นต่อทำเนียบขาวเกี่ยวกับการ “แบนการนำเข้าโดรนจากจีน” ซึ่งรวมถึงแบรนด์ใหญ่ที่สุดอย่าง DJI การเปลี่ยนท่าทีครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนเริ่มอ่อนตัวลงก่อนการพบกันระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์และประธานาธิบดีสี จิ้นผิงในเดือนเมษายน ทำให้ DJI ได้รับ “เวลาผ่อนผัน” ชั่วคราวจากแรงกดดันด้านนโยบายการค้า
อย่างไรก็ตาม แม้กระทรวงพาณิชย์จะถอย แต่ DJI ยังไม่พ้นความเสี่ยงทั้งหมด เพราะ คำสั่งห้ามของ FCC ยังคงมีผลอยู่ โดย FCC ไม่ได้ควบคุมการนำเข้าโดยตรง แต่เป็นผู้ให้ “การรับรองอุปกรณ์” ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญก่อนที่โดรนจะถูกนำเข้ามาจำหน่ายในสหรัฐฯ นั่นหมายความว่า DJI อาจนำเข้าโดรนรุ่นเก่าได้ แต่ ไม่สามารถขายรุ่นใหม่หรือชิ้นส่วนใหม่ได้ หากไม่ได้รับการรับรองจาก FCC
สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่อหน่วยงานอื่นของสหรัฐฯ ก็มีท่าทีแข็งกร้าวต่อ DJI เช่น กระทรวงกลาโหมที่จัดให้ DJI เป็น “บริษัทที่เกี่ยวข้องกับกองทัพจีน” แม้ศาลจะระบุว่าไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าบริษัทถูกควบคุมโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีนก็ตาม ขณะเดียวกันสภาคองเกรสก็เคยผลักดันกฎหมายแบน DJI ในปี 2024 แต่บริษัทได้รับเวลาเพิ่มอีกหนึ่งปีเพื่อพิสูจน์ว่าไม่ได้เป็นภัยต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ
ข่าวดีสำหรับผู้ใช้ปัจจุบันคือ โดรนที่มีอยู่แล้วจะไม่ได้รับผลกระทบ แต่ผลกระทบระยะยาวคือ DJI อาจไม่สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ในตลาดสหรัฐฯ ได้ หากสถานการณ์ด้านกฎระเบียบไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งอาจทำให้ผู้ใช้ประสบปัญหาเรื่องอะไหล่และการบำรุงรักษาในอนาคต นี่คือสัญญาณว่าศึกเทคโนโลยีระหว่างสองมหาอำนาจยังไม่จบง่าย ๆ และอุตสาหกรรมโดรนจะยังคงเป็นสนามแข่งขันสำคัญต่อไป
สรุปประเด็นสำคัญ
กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ถอนแผนแบนการนำเข้าโดรนจีน
เกิดขึ้นก่อนการพบกันของผู้นำสหรัฐฯ–จีนในเดือนเมษายน
คำสั่งห้ามของ FCC ยังมีผลอยู่
ทำให้ DJI ไม่สามารถขายโดรนรุ่นใหม่หรือชิ้นส่วนใหม่ในสหรัฐฯ ได้
หน่วยงานอื่นยังคงกดดัน DJI เช่น กระทรวงกลาโหมและสภาคองเกรส
แม้ศาลจะชี้ว่าไม่มีหลักฐานว่าบริษัทถูกควบคุมโดยรัฐบาลจีน
โดรนที่ใช้อยู่ในปัจจุบันไม่ถูกบล็อกหรือปิดการทำงาน
ผู้ใช้ยังสามารถบินและใช้งานได้ตามปกติ
คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง
การไม่รับรองอุปกรณ์ใหม่อาจทำให้ตลาดสหรัฐฯ ขาดผลิตภัณฑ์ DJI รุ่นล่าสุด
ส่งผลต่อผู้ใช้ที่ต้องการอัปเกรดหรือซื้ออะไหล่
ความไม่แน่นอนด้านนโยบายอาจทำให้ธุรกิจที่พึ่งพาโดรนจีนมีความเสี่ยง
โดยเฉพาะอุตสาหกรรมภาพยนตร์ เกษตร และกู้ภัย
ความตึงเครียดทางการเมืองอาจทำให้เกิดมาตรการใหม่ได้ทุกเมื่อ
ผู้ใช้และผู้ประกอบการควรติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด
การพึ่งพาโดรนจากผู้ผลิตรายเดียวอาจสร้างความเสี่ยงด้านซัพพลายเชน
ควรเตรียมแผนสำรองหากมีการแบนในอนาคต
https://www.tomshardware.com/tech-industry/us-department-of-commerce-lifts-planned-crackdown-on-chinese-drones-including-dji-company-gets-reprieve-ahead-of-xi-trump-meeting-in-april-but-the-fcc-ban-still-stands
🚁🇺🇸 “สหรัฐฯ ชะลอแผนแบนโดรนจีน — DJI ได้เวลาหายใจ แต่คำสั่งห้ามของ FCC ยังไม่ถูกยกเลิก”
กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ตัดสินใจถอนข้อเสนอที่เคยยื่นต่อทำเนียบขาวเกี่ยวกับการ “แบนการนำเข้าโดรนจากจีน” ซึ่งรวมถึงแบรนด์ใหญ่ที่สุดอย่าง DJI การเปลี่ยนท่าทีครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนเริ่มอ่อนตัวลงก่อนการพบกันระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์และประธานาธิบดีสี จิ้นผิงในเดือนเมษายน ทำให้ DJI ได้รับ “เวลาผ่อนผัน” ชั่วคราวจากแรงกดดันด้านนโยบายการค้า
อย่างไรก็ตาม แม้กระทรวงพาณิชย์จะถอย แต่ DJI ยังไม่พ้นความเสี่ยงทั้งหมด เพราะ คำสั่งห้ามของ FCC ยังคงมีผลอยู่ โดย FCC ไม่ได้ควบคุมการนำเข้าโดยตรง แต่เป็นผู้ให้ “การรับรองอุปกรณ์” ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญก่อนที่โดรนจะถูกนำเข้ามาจำหน่ายในสหรัฐฯ นั่นหมายความว่า DJI อาจนำเข้าโดรนรุ่นเก่าได้ แต่ ไม่สามารถขายรุ่นใหม่หรือชิ้นส่วนใหม่ได้ หากไม่ได้รับการรับรองจาก FCC
สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่อหน่วยงานอื่นของสหรัฐฯ ก็มีท่าทีแข็งกร้าวต่อ DJI เช่น กระทรวงกลาโหมที่จัดให้ DJI เป็น “บริษัทที่เกี่ยวข้องกับกองทัพจีน” แม้ศาลจะระบุว่าไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าบริษัทถูกควบคุมโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีนก็ตาม ขณะเดียวกันสภาคองเกรสก็เคยผลักดันกฎหมายแบน DJI ในปี 2024 แต่บริษัทได้รับเวลาเพิ่มอีกหนึ่งปีเพื่อพิสูจน์ว่าไม่ได้เป็นภัยต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ
ข่าวดีสำหรับผู้ใช้ปัจจุบันคือ โดรนที่มีอยู่แล้วจะไม่ได้รับผลกระทบ แต่ผลกระทบระยะยาวคือ DJI อาจไม่สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ในตลาดสหรัฐฯ ได้ หากสถานการณ์ด้านกฎระเบียบไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งอาจทำให้ผู้ใช้ประสบปัญหาเรื่องอะไหล่และการบำรุงรักษาในอนาคต นี่คือสัญญาณว่าศึกเทคโนโลยีระหว่างสองมหาอำนาจยังไม่จบง่าย ๆ และอุตสาหกรรมโดรนจะยังคงเป็นสนามแข่งขันสำคัญต่อไป
📌 สรุปประเด็นสำคัญ
✅ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ถอนแผนแบนการนำเข้าโดรนจีน
➡️ เกิดขึ้นก่อนการพบกันของผู้นำสหรัฐฯ–จีนในเดือนเมษายน
✅ คำสั่งห้ามของ FCC ยังมีผลอยู่
➡️ ทำให้ DJI ไม่สามารถขายโดรนรุ่นใหม่หรือชิ้นส่วนใหม่ในสหรัฐฯ ได้
✅ หน่วยงานอื่นยังคงกดดัน DJI เช่น กระทรวงกลาโหมและสภาคองเกรส
➡️ แม้ศาลจะชี้ว่าไม่มีหลักฐานว่าบริษัทถูกควบคุมโดยรัฐบาลจีน
✅ โดรนที่ใช้อยู่ในปัจจุบันไม่ถูกบล็อกหรือปิดการทำงาน
➡️ ผู้ใช้ยังสามารถบินและใช้งานได้ตามปกติ
คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง
‼️ การไม่รับรองอุปกรณ์ใหม่อาจทำให้ตลาดสหรัฐฯ ขาดผลิตภัณฑ์ DJI รุ่นล่าสุด
⛔ ส่งผลต่อผู้ใช้ที่ต้องการอัปเกรดหรือซื้ออะไหล่
‼️ ความไม่แน่นอนด้านนโยบายอาจทำให้ธุรกิจที่พึ่งพาโดรนจีนมีความเสี่ยง
⛔ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมภาพยนตร์ เกษตร และกู้ภัย
‼️ ความตึงเครียดทางการเมืองอาจทำให้เกิดมาตรการใหม่ได้ทุกเมื่อ
⛔ ผู้ใช้และผู้ประกอบการควรติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด
‼️ การพึ่งพาโดรนจากผู้ผลิตรายเดียวอาจสร้างความเสี่ยงด้านซัพพลายเชน
⛔ ควรเตรียมแผนสำรองหากมีการแบนในอนาคต
https://www.tomshardware.com/tech-industry/us-department-of-commerce-lifts-planned-crackdown-on-chinese-drones-including-dji-company-gets-reprieve-ahead-of-xi-trump-meeting-in-april-but-the-fcc-ban-still-stands
0 Comments
0 Shares
14 Views
0 Reviews