☕️ คาเฟอีนในเลือดอาจมีผลต่อไขมันในร่างกายและความเสี่ยงเบาหวานชนิดที่ 2 – งานวิจัยใหม่ชี้ชัด

งานวิจัยจากหลายสถาบันในยุโรปเผยให้เห็นความเชื่อมโยงที่น่าสนใจระหว่างระดับคาเฟอีนในเลือด ปริมาณไขมันในร่างกาย และความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โดยใช้ข้อมูลพันธุกรรมของคนเกือบ 10,000 คนเพื่อวิเคราะห์ว่า “คนที่สลายคาเฟอีนช้ากว่า” มักมีระดับคาเฟอีนในเลือดสูงกว่า และมีแนวโน้มที่จะมีค่า BMI ต่ำลง ซึ่งอาจช่วยลดความเสี่ยงของเบาหวานได้ด้วย งานวิจัยนี้ยังชี้ว่าครึ่งหนึ่งของผลป้องกันเบาหวานอาจเกิดจากการที่คาเฟอีนช่วยลดไขมันในร่างกายโดยตรง

นักวิจัยอธิบายว่ากลไกที่เป็นไปได้คือคาเฟอีนช่วยเพิ่มกระบวนการ thermogenesis หรือการสร้างความร้อนในร่างกาย รวมถึงเพิ่มการเผาผลาญไขมัน (fat oxidation) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อระบบเมตาบอลิซึมโดยรวม แม้ผลลัพธ์จะสอดคล้องกับงานวิจัยก่อนหน้า แต่ก็ยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันความสัมพันธ์เชิงสาเหตุอย่างชัดเจน โดยเฉพาะผลในระยะยาวของการบริโภคคาเฟอีนในปริมาณสูง

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้ไม่ได้พบความเชื่อมโยงระหว่างระดับคาเฟอีนในเลือดกับโรคหัวใจ เช่น ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ หัวใจล้มเหลว หรือโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งเป็นข้อมูลที่ช่วยให้ภาพรวมของผลกระทบคาเฟอีนต่อสุขภาพชัดเจนขึ้น แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าคาเฟอีนก็มีผลข้างเคียงที่ต้องระวัง เช่น ความกระสับกระส่าย นอนไม่หลับ หรือผลต่อความดันโลหิตในบางคน

ในอนาคต นักวิจัยเสนอว่าการใช้เครื่องดื่มคาเฟอีนแบบไม่มีแคลอรี่อาจเป็นแนวทางหนึ่งในการช่วยลดความเสี่ยงโรคอ้วนและเบาหวาน แต่จำเป็นต้องมีการทดลองแบบควบคุมเพิ่มเติมเพื่อยืนยันประสิทธิภาพและความปลอดภัยของแนวทางนี้อย่างแท้จริง

สรุปประเด็นสำคัญ
ข้อมูลจากงานวิจัย
ระดับคาเฟอีนในเลือดสูงสัมพันธ์กับ BMI และไขมันในร่างกายที่ต่ำลง
ความเสี่ยงเบาหวานชนิดที่ 2 ลดลงเมื่อระดับคาเฟอีนสูงขึ้น โดยครึ่งหนึ่งของผลเกิดจากการลดไขมันในร่างกาย
คาเฟอีนอาจเพิ่ม thermogenesis และ fat oxidation ซึ่งช่วยระบบเผาผลาญ
ไม่พบความเชื่อมโยงระหว่างคาเฟอีนในเลือดกับโรคหัวใจ เช่น หัวใจล้มเหลวหรือโรคหลอดเลือดสมอง

คำเตือนและข้อควรระวัง
คาเฟอีนมีผลข้างเคียง เช่น ใจสั่น นอนไม่หลับ หรือความดันสูงในบางคน
งานวิจัยแบบ Mendelian randomization ยังมีข้อจำกัด และอาจมีปัจจัยอื่นที่ยังไม่ได้วิเคราะห์
ผลในระยะยาวของการบริโภคคาเฟอีนยังไม่ชัดเจน จำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม
ไม่ควรเพิ่มปริมาณคาเฟอีนเองโดยไม่พิจารณาสุขภาพส่วนบุคคลหรือคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ

https://www.sciencealert.com/caffeine-in-your-blood-might-affect-body-fat-and-diabetes-risk-study-shows
☕️ คาเฟอีนในเลือดอาจมีผลต่อไขมันในร่างกายและความเสี่ยงเบาหวานชนิดที่ 2 – งานวิจัยใหม่ชี้ชัด งานวิจัยจากหลายสถาบันในยุโรปเผยให้เห็นความเชื่อมโยงที่น่าสนใจระหว่างระดับคาเฟอีนในเลือด ปริมาณไขมันในร่างกาย และความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โดยใช้ข้อมูลพันธุกรรมของคนเกือบ 10,000 คนเพื่อวิเคราะห์ว่า “คนที่สลายคาเฟอีนช้ากว่า” มักมีระดับคาเฟอีนในเลือดสูงกว่า และมีแนวโน้มที่จะมีค่า BMI ต่ำลง ซึ่งอาจช่วยลดความเสี่ยงของเบาหวานได้ด้วย งานวิจัยนี้ยังชี้ว่าครึ่งหนึ่งของผลป้องกันเบาหวานอาจเกิดจากการที่คาเฟอีนช่วยลดไขมันในร่างกายโดยตรง นักวิจัยอธิบายว่ากลไกที่เป็นไปได้คือคาเฟอีนช่วยเพิ่มกระบวนการ thermogenesis หรือการสร้างความร้อนในร่างกาย รวมถึงเพิ่มการเผาผลาญไขมัน (fat oxidation) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อระบบเมตาบอลิซึมโดยรวม แม้ผลลัพธ์จะสอดคล้องกับงานวิจัยก่อนหน้า แต่ก็ยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันความสัมพันธ์เชิงสาเหตุอย่างชัดเจน โดยเฉพาะผลในระยะยาวของการบริโภคคาเฟอีนในปริมาณสูง อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้ไม่ได้พบความเชื่อมโยงระหว่างระดับคาเฟอีนในเลือดกับโรคหัวใจ เช่น ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ หัวใจล้มเหลว หรือโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งเป็นข้อมูลที่ช่วยให้ภาพรวมของผลกระทบคาเฟอีนต่อสุขภาพชัดเจนขึ้น แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าคาเฟอีนก็มีผลข้างเคียงที่ต้องระวัง เช่น ความกระสับกระส่าย นอนไม่หลับ หรือผลต่อความดันโลหิตในบางคน ในอนาคต นักวิจัยเสนอว่าการใช้เครื่องดื่มคาเฟอีนแบบไม่มีแคลอรี่อาจเป็นแนวทางหนึ่งในการช่วยลดความเสี่ยงโรคอ้วนและเบาหวาน แต่จำเป็นต้องมีการทดลองแบบควบคุมเพิ่มเติมเพื่อยืนยันประสิทธิภาพและความปลอดภัยของแนวทางนี้อย่างแท้จริง 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ข้อมูลจากงานวิจัย ➡️ ระดับคาเฟอีนในเลือดสูงสัมพันธ์กับ BMI และไขมันในร่างกายที่ต่ำลง ➡️ ความเสี่ยงเบาหวานชนิดที่ 2 ลดลงเมื่อระดับคาเฟอีนสูงขึ้น โดยครึ่งหนึ่งของผลเกิดจากการลดไขมันในร่างกาย ➡️ คาเฟอีนอาจเพิ่ม thermogenesis และ fat oxidation ซึ่งช่วยระบบเผาผลาญ ➡️ ไม่พบความเชื่อมโยงระหว่างคาเฟอีนในเลือดกับโรคหัวใจ เช่น หัวใจล้มเหลวหรือโรคหลอดเลือดสมอง ‼️ คำเตือนและข้อควรระวัง ⛔ คาเฟอีนมีผลข้างเคียง เช่น ใจสั่น นอนไม่หลับ หรือความดันสูงในบางคน ⛔ งานวิจัยแบบ Mendelian randomization ยังมีข้อจำกัด และอาจมีปัจจัยอื่นที่ยังไม่ได้วิเคราะห์ ⛔ ผลในระยะยาวของการบริโภคคาเฟอีนยังไม่ชัดเจน จำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม ⛔ ไม่ควรเพิ่มปริมาณคาเฟอีนเองโดยไม่พิจารณาสุขภาพส่วนบุคคลหรือคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ https://www.sciencealert.com/caffeine-in-your-blood-might-affect-body-fat-and-diabetes-risk-study-shows
WWW.SCIENCEALERT.COM
Caffeine in Your Blood Might Affect Body Fat And Diabetes Risk, Study Shows
The levels of caffeine in your blood could affect the amount of body fat you carry, a factor that in turn could determine your risk of developing type 2 diabetes and cardiovascular diseases.
0 Comments 0 Shares 96 Views 0 Reviews