IPv6 อายุครบ 30 ปีแล้ว แต่ยังไม่ยึดครองโลกอินเทอร์เน็ต — ทำไมถึงเป็นแบบนั้น?
IPv6 ถูกออกแบบขึ้นในปี 1995 เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลน IPv4 ที่มีเพียง 4.3 พันล้านที่อยู่ แต่แม้เวลาจะผ่านไปกว่า 30 ปี การใช้งาน IPv6 ทั่วโลกยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั้งหมดตามข้อมูลจาก Google, APNIC และ Cloudflare ทั้งที่ IPv6 มีพื้นที่ที่อยู่มากกว่าเดิมแบบมหาศาลถึง 340 undecillion ซึ่งมากพอสำหรับอุปกรณ์ทุกชนิดบนโลกไปอีกหลายร้อยปี
หนึ่งในเหตุผลสำคัญคือ IPv6 ไม่สามารถทำงานร่วมกับ IPv4 ได้โดยตรง ทำให้ผู้ให้บริการต้องเลือกว่าจะใช้แบบใด หรือจะต้องรันทั้งสองแบบคู่กัน ซึ่งเพิ่มต้นทุนและความซับซ้อน นอกจากนี้ฟีเจอร์ใหม่ ๆ ที่คาดหวังไว้ใน IPv6 เช่น security หรือ QoS ก็ไม่ได้ถูกใส่เข้ามาอย่างที่หลายคนคิด ทำให้แรงจูงใจในการย้ายระบบลดลงอย่างมาก
อีกปัจจัยที่ทำให้ IPv6 ไม่ได้เติบโตตามคาดคือการมาถึงของ NAT ซึ่งช่วยให้หลายอุปกรณ์แชร์ IPv4 เดียวกันได้ ทำให้ IPv4 “อยู่รอด” ต่อไปได้โดยไม่ต้องรีบเปลี่ยนไปใช้ IPv6 ผู้เชี่ยวชาญหลายคนยังชี้ว่าการย้ายไป IPv6 มีต้นทุนสูง ทั้งด้านอุปกรณ์ บุคลากร และการทดสอบระบบ ทำให้หลายองค์กรเลือกปิด IPv6 เพื่อให้ระบบทำงานได้เสถียรกว่าในบางกรณี
อย่างไรก็ตาม IPv6 ก็ไม่ใช่ความล้มเหลว ผู้เชี่ยวชาญจาก ARIN และ RIPE NCC ระบุว่า IPv6 ช่วยรองรับการเติบโตของอินเทอร์เน็ตในยุคมือถือ คลาวด์ และ IoT ได้อย่างสำคัญ และยังเป็นพื้นฐานของเทคโนโลยีใหม่ เช่น Segment Routing และเครือข่ายขนาดใหญ่ระดับประเทศ แม้จะไม่ครองโลก แต่ IPv6 ก็ยังเป็นส่วนสำคัญของโครงสร้างอินเทอร์เน็ตยุคใหม่
สรุปประเด็นสำคัญ
ทำไม IPv6 ถึงยังไม่ครองโลก?
ไม่รองรับย้อนหลังกับ IPv4 ต้องรันคู่กัน เพิ่มต้นทุน
ฟีเจอร์ใหม่ที่คาดหวังไม่ได้ถูกใส่มามากนัก
NAT ทำให้ IPv4 อยู่รอดได้ยาวนาน
ต้นทุน migration สูง ทั้งด้านอุปกรณ์และบุคลากร
IPv6 ยังสำคัญอยู่ไหม?
รองรับการเติบโตของมือถือ, คลาวด์ และ IoT
ช่วยลดแรงกดดันต่อ IPv4 address exhaustion
ใช้ในโครงสร้างพื้นฐานระดับประเทศและผู้ให้บริการรายใหญ่
ข้อควรระวังหรือข้อสังเกต
องค์กรบางแห่งปิด IPv6 เพราะ performance ไม่เสถียรในบางระบบ
Legacy infrastructure จำนวนมากยังไม่รองรับ dual‑stack
การย้ายระบบต้องทดสอบอย่างละเอียดเพื่อหลีกเลี่ยง downtime
https://www.theregister.com/2025/12/31/ipv6_at_30/
IPv6 ถูกออกแบบขึ้นในปี 1995 เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลน IPv4 ที่มีเพียง 4.3 พันล้านที่อยู่ แต่แม้เวลาจะผ่านไปกว่า 30 ปี การใช้งาน IPv6 ทั่วโลกยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั้งหมดตามข้อมูลจาก Google, APNIC และ Cloudflare ทั้งที่ IPv6 มีพื้นที่ที่อยู่มากกว่าเดิมแบบมหาศาลถึง 340 undecillion ซึ่งมากพอสำหรับอุปกรณ์ทุกชนิดบนโลกไปอีกหลายร้อยปี
หนึ่งในเหตุผลสำคัญคือ IPv6 ไม่สามารถทำงานร่วมกับ IPv4 ได้โดยตรง ทำให้ผู้ให้บริการต้องเลือกว่าจะใช้แบบใด หรือจะต้องรันทั้งสองแบบคู่กัน ซึ่งเพิ่มต้นทุนและความซับซ้อน นอกจากนี้ฟีเจอร์ใหม่ ๆ ที่คาดหวังไว้ใน IPv6 เช่น security หรือ QoS ก็ไม่ได้ถูกใส่เข้ามาอย่างที่หลายคนคิด ทำให้แรงจูงใจในการย้ายระบบลดลงอย่างมาก
อีกปัจจัยที่ทำให้ IPv6 ไม่ได้เติบโตตามคาดคือการมาถึงของ NAT ซึ่งช่วยให้หลายอุปกรณ์แชร์ IPv4 เดียวกันได้ ทำให้ IPv4 “อยู่รอด” ต่อไปได้โดยไม่ต้องรีบเปลี่ยนไปใช้ IPv6 ผู้เชี่ยวชาญหลายคนยังชี้ว่าการย้ายไป IPv6 มีต้นทุนสูง ทั้งด้านอุปกรณ์ บุคลากร และการทดสอบระบบ ทำให้หลายองค์กรเลือกปิด IPv6 เพื่อให้ระบบทำงานได้เสถียรกว่าในบางกรณี
อย่างไรก็ตาม IPv6 ก็ไม่ใช่ความล้มเหลว ผู้เชี่ยวชาญจาก ARIN และ RIPE NCC ระบุว่า IPv6 ช่วยรองรับการเติบโตของอินเทอร์เน็ตในยุคมือถือ คลาวด์ และ IoT ได้อย่างสำคัญ และยังเป็นพื้นฐานของเทคโนโลยีใหม่ เช่น Segment Routing และเครือข่ายขนาดใหญ่ระดับประเทศ แม้จะไม่ครองโลก แต่ IPv6 ก็ยังเป็นส่วนสำคัญของโครงสร้างอินเทอร์เน็ตยุคใหม่
สรุปประเด็นสำคัญ
ทำไม IPv6 ถึงยังไม่ครองโลก?
ไม่รองรับย้อนหลังกับ IPv4 ต้องรันคู่กัน เพิ่มต้นทุน
ฟีเจอร์ใหม่ที่คาดหวังไม่ได้ถูกใส่มามากนัก
NAT ทำให้ IPv4 อยู่รอดได้ยาวนาน
ต้นทุน migration สูง ทั้งด้านอุปกรณ์และบุคลากร
IPv6 ยังสำคัญอยู่ไหม?
รองรับการเติบโตของมือถือ, คลาวด์ และ IoT
ช่วยลดแรงกดดันต่อ IPv4 address exhaustion
ใช้ในโครงสร้างพื้นฐานระดับประเทศและผู้ให้บริการรายใหญ่
ข้อควรระวังหรือข้อสังเกต
องค์กรบางแห่งปิด IPv6 เพราะ performance ไม่เสถียรในบางระบบ
Legacy infrastructure จำนวนมากยังไม่รองรับ dual‑stack
การย้ายระบบต้องทดสอบอย่างละเอียดเพื่อหลีกเลี่ยง downtime
https://www.theregister.com/2025/12/31/ipv6_at_30/
🌐 IPv6 อายุครบ 30 ปีแล้ว แต่ยังไม่ยึดครองโลกอินเทอร์เน็ต — ทำไมถึงเป็นแบบนั้น?
IPv6 ถูกออกแบบขึ้นในปี 1995 เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลน IPv4 ที่มีเพียง 4.3 พันล้านที่อยู่ แต่แม้เวลาจะผ่านไปกว่า 30 ปี การใช้งาน IPv6 ทั่วโลกยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั้งหมดตามข้อมูลจาก Google, APNIC และ Cloudflare ทั้งที่ IPv6 มีพื้นที่ที่อยู่มากกว่าเดิมแบบมหาศาลถึง 340 undecillion ซึ่งมากพอสำหรับอุปกรณ์ทุกชนิดบนโลกไปอีกหลายร้อยปี
หนึ่งในเหตุผลสำคัญคือ IPv6 ไม่สามารถทำงานร่วมกับ IPv4 ได้โดยตรง ทำให้ผู้ให้บริการต้องเลือกว่าจะใช้แบบใด หรือจะต้องรันทั้งสองแบบคู่กัน ซึ่งเพิ่มต้นทุนและความซับซ้อน นอกจากนี้ฟีเจอร์ใหม่ ๆ ที่คาดหวังไว้ใน IPv6 เช่น security หรือ QoS ก็ไม่ได้ถูกใส่เข้ามาอย่างที่หลายคนคิด ทำให้แรงจูงใจในการย้ายระบบลดลงอย่างมาก
อีกปัจจัยที่ทำให้ IPv6 ไม่ได้เติบโตตามคาดคือการมาถึงของ NAT ซึ่งช่วยให้หลายอุปกรณ์แชร์ IPv4 เดียวกันได้ ทำให้ IPv4 “อยู่รอด” ต่อไปได้โดยไม่ต้องรีบเปลี่ยนไปใช้ IPv6 ผู้เชี่ยวชาญหลายคนยังชี้ว่าการย้ายไป IPv6 มีต้นทุนสูง ทั้งด้านอุปกรณ์ บุคลากร และการทดสอบระบบ ทำให้หลายองค์กรเลือกปิด IPv6 เพื่อให้ระบบทำงานได้เสถียรกว่าในบางกรณี
อย่างไรก็ตาม IPv6 ก็ไม่ใช่ความล้มเหลว ผู้เชี่ยวชาญจาก ARIN และ RIPE NCC ระบุว่า IPv6 ช่วยรองรับการเติบโตของอินเทอร์เน็ตในยุคมือถือ คลาวด์ และ IoT ได้อย่างสำคัญ และยังเป็นพื้นฐานของเทคโนโลยีใหม่ เช่น Segment Routing และเครือข่ายขนาดใหญ่ระดับประเทศ แม้จะไม่ครองโลก แต่ IPv6 ก็ยังเป็นส่วนสำคัญของโครงสร้างอินเทอร์เน็ตยุคใหม่
📌 สรุปประเด็นสำคัญ
✅ ทำไม IPv6 ถึงยังไม่ครองโลก?
➡️ ไม่รองรับย้อนหลังกับ IPv4 ต้องรันคู่กัน เพิ่มต้นทุน
➡️ ฟีเจอร์ใหม่ที่คาดหวังไม่ได้ถูกใส่มามากนัก
➡️ NAT ทำให้ IPv4 อยู่รอดได้ยาวนาน
➡️ ต้นทุน migration สูง ทั้งด้านอุปกรณ์และบุคลากร
✅ IPv6 ยังสำคัญอยู่ไหม?
➡️ รองรับการเติบโตของมือถือ, คลาวด์ และ IoT
➡️ ช่วยลดแรงกดดันต่อ IPv4 address exhaustion
➡️ ใช้ในโครงสร้างพื้นฐานระดับประเทศและผู้ให้บริการรายใหญ่
‼️ ข้อควรระวังหรือข้อสังเกต
⛔ องค์กรบางแห่งปิด IPv6 เพราะ performance ไม่เสถียรในบางระบบ
⛔ Legacy infrastructure จำนวนมากยังไม่รองรับ dual‑stack
⛔ การย้ายระบบต้องทดสอบอย่างละเอียดเพื่อหลีกเลี่ยง downtime
https://www.theregister.com/2025/12/31/ipv6_at_30/
0 ความคิดเห็น
0 การแบ่งปัน
77 มุมมอง
0 รีวิว