• Wi-Fi ไม่ได้ผิด แต่พฤติกรรมดิจิทัลของเราต่างหากที่ทำร้ายโลก

    โปสเตอร์จากมหาวิทยาลัย East London ที่ปรากฏในสถานีรถไฟใต้ดินของลอนดอนสร้างความฮือฮา ด้วยข้อความที่ดูเหมือนจะกล่าวโทษ Wi-Fi ว่าเป็นตัวการทำลายสิ่งแวดล้อม แต่เมื่อมองลึกลงไป มันคือการชวนให้เราคิดใหม่ผ่านแคมเปญ “Think Again” ที่ตั้งคำถามกับพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีของเรา

    เป้าหมายของแคมเปญนี้คือการชี้ให้เห็นว่า “การใช้เวลาอยู่หน้าจอมากเกินไป” ไม่ว่าจะเป็นมือถือ แท็บเล็ต ทีวี หรือคอมพิวเตอร์ ล้วนมีผลต่อสิ่งแวดล้อม เพราะมันผลักดันให้ศูนย์ข้อมูล (data centers) ต้องทำงานหนักขึ้น ซึ่งปล่อยคาร์บอนมากกว่าการบินทั่วโลกเสียอีก

    แม้ Wi-Fi เองจะไม่ได้ปล่อยคาร์บอนโดยตรง แต่การใช้งานอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับ Wi-Fi เช่น เราเตอร์ สมาร์ททีวี และเซิร์ฟเวอร์ ล้วนมีการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง และสร้าง e-waste จำนวนมหาศาลในแต่ละปี

    งานวิจัยจากหลายแหล่งชี้ว่า Wi-Fi และเทคโนโลยีดิจิทัลมีส่วนทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจกถึง 4% ของทั้งหมด และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 9% ต่อปี หากไม่มีการจัดการอย่างยั่งยืน

    ข้อมูลจากข่าวและแคมเปญ Think Again
    โปสเตอร์จากมหาวิทยาลัย East London ชวนให้คิดใหม่เรื่องผลกระทบจากการใช้เทคโนโลยี
    ข้อความ “WiFi doesn’t grow on trees” เป็นการกระตุ้นให้คนสนใจ ไม่ใช่กล่าวโทษ Wi-Fi โดยตรง
    แคมเปญชี้ให้เห็นว่การใช้เวลาอยู่หน้าจอมากเกินไปส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม
    ศูนย์ข้อมูลทั่วโลกปล่อยคาร์บอนมากกว่าการบินทั่วโลก
    มหาวิทยาลัยกำลังวิจัยเพื่อทำให้ data centers มีความยั่งยืนมากขึ้น

    ข้อมูลเสริมจากภายนอก
    Wi-Fi และอุปกรณ์เครือข่ายมีส่วนทำให้เกิด e-waste มากกว่า 82 ล้านตันต่อปีภายในปี 2030
    การใช้ Wi-Fi ส่งผลต่อการใช้พลังงานไฟฟ้า ทั้งจากอุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐาน
    การเลือกเราเตอร์ที่มี Energy Star หรือ eco-label ช่วยลดการใช้พลังงาน
    การรีไซเคิลอุปกรณ์เครือข่ายเก่าเป็นวิธีลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
    Wi-Fi ช่วยให้ระบบ IoT ทำงานได้ เช่น การจัดการพลังงานในอาคารอัจฉริยะ
    การบำรุงรักษาเครือข่ายอย่างสม่ำเสมอช่วยลดการใช้พลังงานโดยไม่จำเป็น

    https://www.tomshardware.com/networking/is-wi-fi-bad-for-the-environment-eye-catching-london-ad-suggests-our-digital-habits-are-damaging-the-climate
    📡 Wi-Fi ไม่ได้ผิด แต่พฤติกรรมดิจิทัลของเราต่างหากที่ทำร้ายโลก โปสเตอร์จากมหาวิทยาลัย East London ที่ปรากฏในสถานีรถไฟใต้ดินของลอนดอนสร้างความฮือฮา ด้วยข้อความที่ดูเหมือนจะกล่าวโทษ Wi-Fi ว่าเป็นตัวการทำลายสิ่งแวดล้อม แต่เมื่อมองลึกลงไป มันคือการชวนให้เราคิดใหม่ผ่านแคมเปญ “Think Again” ที่ตั้งคำถามกับพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีของเรา เป้าหมายของแคมเปญนี้คือการชี้ให้เห็นว่า “การใช้เวลาอยู่หน้าจอมากเกินไป” ไม่ว่าจะเป็นมือถือ แท็บเล็ต ทีวี หรือคอมพิวเตอร์ ล้วนมีผลต่อสิ่งแวดล้อม เพราะมันผลักดันให้ศูนย์ข้อมูล (data centers) ต้องทำงานหนักขึ้น ซึ่งปล่อยคาร์บอนมากกว่าการบินทั่วโลกเสียอีก แม้ Wi-Fi เองจะไม่ได้ปล่อยคาร์บอนโดยตรง แต่การใช้งานอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับ Wi-Fi เช่น เราเตอร์ สมาร์ททีวี และเซิร์ฟเวอร์ ล้วนมีการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง และสร้าง e-waste จำนวนมหาศาลในแต่ละปี งานวิจัยจากหลายแหล่งชี้ว่า Wi-Fi และเทคโนโลยีดิจิทัลมีส่วนทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจกถึง 4% ของทั้งหมด และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 9% ต่อปี หากไม่มีการจัดการอย่างยั่งยืน ✅ ข้อมูลจากข่าวและแคมเปญ Think Again ➡️ โปสเตอร์จากมหาวิทยาลัย East London ชวนให้คิดใหม่เรื่องผลกระทบจากการใช้เทคโนโลยี ➡️ ข้อความ “WiFi doesn’t grow on trees” เป็นการกระตุ้นให้คนสนใจ ไม่ใช่กล่าวโทษ Wi-Fi โดยตรง ➡️ แคมเปญชี้ให้เห็นว่การใช้เวลาอยู่หน้าจอมากเกินไปส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม ➡️ ศูนย์ข้อมูลทั่วโลกปล่อยคาร์บอนมากกว่าการบินทั่วโลก ➡️ มหาวิทยาลัยกำลังวิจัยเพื่อทำให้ data centers มีความยั่งยืนมากขึ้น ✅ ข้อมูลเสริมจากภายนอก ➡️ Wi-Fi และอุปกรณ์เครือข่ายมีส่วนทำให้เกิด e-waste มากกว่า 82 ล้านตันต่อปีภายในปี 2030 ➡️ การใช้ Wi-Fi ส่งผลต่อการใช้พลังงานไฟฟ้า ทั้งจากอุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐาน ➡️ การเลือกเราเตอร์ที่มี Energy Star หรือ eco-label ช่วยลดการใช้พลังงาน ➡️ การรีไซเคิลอุปกรณ์เครือข่ายเก่าเป็นวิธีลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ➡️ Wi-Fi ช่วยให้ระบบ IoT ทำงานได้ เช่น การจัดการพลังงานในอาคารอัจฉริยะ ➡️ การบำรุงรักษาเครือข่ายอย่างสม่ำเสมอช่วยลดการใช้พลังงานโดยไม่จำเป็น https://www.tomshardware.com/networking/is-wi-fi-bad-for-the-environment-eye-catching-london-ad-suggests-our-digital-habits-are-damaging-the-climate
    WWW.TOMSHARDWARE.COM
    Is Wi-Fi bad for the environment? Eye-catching London ad suggests Wi-Fi is ‘damaging the climate’
    The ad seemingly says that Wi-Fi is bad for the environment, but its makers just want you to look closer.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 359 มุมมอง 0 รีวิว
  • FBI เตือนภัย BADBOX 2.0: มัลแวร์ที่แพร่กระจายไปกว่า 1 ล้านอุปกรณ์
    FBI ได้ออกคำเตือนเกี่ยวกับ BADBOX 2.0 ซึ่งเป็น มัลแวร์ที่แพร่กระจายไปกว่า 1 ล้านอุปกรณ์ทั่วโลก โดยเปลี่ยนอุปกรณ์ที่ติดเชื้อให้กลายเป็น พร็อกซีสำหรับกิจกรรมอาชญากรรมไซเบอร์

    วิธีการทำงานของ BADBOX 2.0
    BADBOX 2.0 มุ่งเป้าไปที่ อุปกรณ์ Android ราคาถูกที่ผลิตในจีน เช่น สมาร์ททีวี, กล่องสตรีมมิ่ง, โปรเจคเตอร์, แท็บเล็ต และอุปกรณ์ IoT โดยมัลแวร์นี้ มักจะถูกติดตั้งมากับอุปกรณ์ตั้งแต่โรงงาน หรือ ถูกดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชันที่มีช่องโหว่

    เมื่ออุปกรณ์ติดเชื้อ BADBOX 2.0 จะเปิดช่องทางให้แฮกเกอร์ใช้เป็นพร็อกซีสำหรับกิจกรรมผิดกฎหมาย เช่น การโจมตีทางไซเบอร์, การขโมยข้อมูล และการคลิกโฆษณาเพื่อสร้างรายได้ให้กับแฮกเกอร์

    ข้อมูลจากข่าว
    - BADBOX 2.0 เป็นมัลแวร์ที่แพร่กระจายไปกว่า 1 ล้านอุปกรณ์ทั่วโลก
    - มุ่งเป้าไปที่อุปกรณ์ Android ราคาถูกที่ผลิตในจีน เช่น สมาร์ททีวี, กล่องสตรีมมิ่ง และอุปกรณ์ IoT
    - มัลแวร์มักจะถูกติดตั้งมากับอุปกรณ์ตั้งแต่โรงงาน หรือถูกดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชันที่มีช่องโหว่
    - BADBOX 2.0 เปลี่ยนอุปกรณ์ให้กลายเป็นพร็อกซีสำหรับกิจกรรมผิดกฎหมาย
    - สามารถคลิกโฆษณาโดยที่ผู้ใช้ไม่รู้ตัวเพื่อสร้างรายได้ให้กับแฮกเกอร์

    คำเตือนที่ควรพิจารณา
    - มัลแวร์สามารถติดตั้งผ่านการอัปเดตเฟิร์มแวร์ที่ไม่ปลอดภัย
    - ผู้ใช้ควรหลีกเลี่ยงการดาวน์โหลดแอปจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ
    = อุปกรณ์ที่ติดเชื้ออาจถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายบ็อตเน็ตโดยไม่รู้ตัว
    - แม้ว่า BADBOX รุ่นแรกจะถูกกำจัดไปแล้วในปี 2024 แต่แฮกเกอร์ยังคงพัฒนา BADBOX 2.0 ขึ้นมาใหม่

    FBI แนะนำให้ผู้ใช้ ตรวจสอบแหล่งที่มาของอุปกรณ์ก่อนซื้อ และ อัปเดตซอฟต์แวร์และเฟิร์มแวร์ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด นอกจากนี้ ควรใช้แอปพลิเคชันจากแหล่งที่เชื่อถือได้เท่านั้น

    https://www.techradar.com/pro/security/fbi-warns-dangerous-badbox-2-0-malware-has-hit-over-a-million-devices-heres-how-to-stay-safe
    🚨 FBI เตือนภัย BADBOX 2.0: มัลแวร์ที่แพร่กระจายไปกว่า 1 ล้านอุปกรณ์ FBI ได้ออกคำเตือนเกี่ยวกับ BADBOX 2.0 ซึ่งเป็น มัลแวร์ที่แพร่กระจายไปกว่า 1 ล้านอุปกรณ์ทั่วโลก โดยเปลี่ยนอุปกรณ์ที่ติดเชื้อให้กลายเป็น พร็อกซีสำหรับกิจกรรมอาชญากรรมไซเบอร์ 🔍 วิธีการทำงานของ BADBOX 2.0 BADBOX 2.0 มุ่งเป้าไปที่ อุปกรณ์ Android ราคาถูกที่ผลิตในจีน เช่น สมาร์ททีวี, กล่องสตรีมมิ่ง, โปรเจคเตอร์, แท็บเล็ต และอุปกรณ์ IoT โดยมัลแวร์นี้ มักจะถูกติดตั้งมากับอุปกรณ์ตั้งแต่โรงงาน หรือ ถูกดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชันที่มีช่องโหว่ เมื่ออุปกรณ์ติดเชื้อ BADBOX 2.0 จะเปิดช่องทางให้แฮกเกอร์ใช้เป็นพร็อกซีสำหรับกิจกรรมผิดกฎหมาย เช่น การโจมตีทางไซเบอร์, การขโมยข้อมูล และการคลิกโฆษณาเพื่อสร้างรายได้ให้กับแฮกเกอร์ ✅ ข้อมูลจากข่าว - BADBOX 2.0 เป็นมัลแวร์ที่แพร่กระจายไปกว่า 1 ล้านอุปกรณ์ทั่วโลก - มุ่งเป้าไปที่อุปกรณ์ Android ราคาถูกที่ผลิตในจีน เช่น สมาร์ททีวี, กล่องสตรีมมิ่ง และอุปกรณ์ IoT - มัลแวร์มักจะถูกติดตั้งมากับอุปกรณ์ตั้งแต่โรงงาน หรือถูกดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชันที่มีช่องโหว่ - BADBOX 2.0 เปลี่ยนอุปกรณ์ให้กลายเป็นพร็อกซีสำหรับกิจกรรมผิดกฎหมาย - สามารถคลิกโฆษณาโดยที่ผู้ใช้ไม่รู้ตัวเพื่อสร้างรายได้ให้กับแฮกเกอร์ ‼️ คำเตือนที่ควรพิจารณา - มัลแวร์สามารถติดตั้งผ่านการอัปเดตเฟิร์มแวร์ที่ไม่ปลอดภัย - ผู้ใช้ควรหลีกเลี่ยงการดาวน์โหลดแอปจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ = อุปกรณ์ที่ติดเชื้ออาจถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายบ็อตเน็ตโดยไม่รู้ตัว - แม้ว่า BADBOX รุ่นแรกจะถูกกำจัดไปแล้วในปี 2024 แต่แฮกเกอร์ยังคงพัฒนา BADBOX 2.0 ขึ้นมาใหม่ FBI แนะนำให้ผู้ใช้ ตรวจสอบแหล่งที่มาของอุปกรณ์ก่อนซื้อ และ อัปเดตซอฟต์แวร์และเฟิร์มแวร์ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด นอกจากนี้ ควรใช้แอปพลิเคชันจากแหล่งที่เชื่อถือได้เท่านั้น https://www.techradar.com/pro/security/fbi-warns-dangerous-badbox-2-0-malware-has-hit-over-a-million-devices-heres-how-to-stay-safe
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 443 มุมมอง 0 รีวิว
  • Huawei เปิดตัว HarmonyOS 5 แทน Windows บนแล็ปท็อป หลังหมดสัญญากับ Microsoft Huawei ได้เปิดตัว HarmonyOS 5 (หรือ HarmonyOS Next) เป็นระบบปฏิบัติการใหม่สำหรับแล็ปท็อป หลังจากที่ ใบอนุญาตใช้ Windows หมดอายุในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และไม่สามารถต่อสัญญาได้เนื่องจาก มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ

    HarmonyOS 5 ได้รับการพัฒนามาตั้งแต่ปี 2012 และเริ่มใช้งานใน สมาร์ททีวี Honor Vision ในปี 2019 ก่อนที่จะถูกนำมาใช้ใน สมาร์ทโฟนของ Huawei ในปี 2021 โดยระบบปฏิบัติการนี้ช่วยให้ อุปกรณ์ของ Huawei สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ คล้ายกับ ระบบนิเวศของ Apple

    Huawei เปิดตัวแล็ปท็อปที่ใช้ HarmonyOS 5 แทน Windows
    - เนื่องจาก ใบอนุญาตใช้ Windows หมดอายุและไม่สามารถต่อสัญญาได้

    HarmonyOS 5 ได้รับการพัฒนามาตั้งแต่ปี 2012 และเริ่มใช้งานในอุปกรณ์ต่าง ๆ ตั้งแต่ปี 2019
    - ใช้ใน สมาร์ททีวี, สมาร์ทโฟน, แท็บเล็ต และแล็ปท็อป

    ช่วยให้ Huawei สร้างระบบนิเวศของตัวเอง คล้ายกับ Apple
    - อุปกรณ์ทั้งหมดสามารถ ทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ

    แล็ปท็อปที่ใช้ HarmonyOS 5 จะรองรับแอปพลิเคชันมือถือของ Huawei
    - เช่น WPS Office และ DingTalk

    Huawei แซงหน้า Apple ในตลาดสมาร์ทโฟนจีน ด้วยส่วนแบ่งตลาด 19% เทียบกับ 17% ของ Apple
    - อาจช่วยให้ HarmonyOS ได้รับความนิยมมากขึ้นในจีน

    https://www.tomshardware.com/software/operating-systems/harmonyos-replacing-windows-on-huawei-laptops-delivers-connectivity-across-the-ecosystem
    Huawei เปิดตัว HarmonyOS 5 แทน Windows บนแล็ปท็อป หลังหมดสัญญากับ Microsoft Huawei ได้เปิดตัว HarmonyOS 5 (หรือ HarmonyOS Next) เป็นระบบปฏิบัติการใหม่สำหรับแล็ปท็อป หลังจากที่ ใบอนุญาตใช้ Windows หมดอายุในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และไม่สามารถต่อสัญญาได้เนื่องจาก มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ HarmonyOS 5 ได้รับการพัฒนามาตั้งแต่ปี 2012 และเริ่มใช้งานใน สมาร์ททีวี Honor Vision ในปี 2019 ก่อนที่จะถูกนำมาใช้ใน สมาร์ทโฟนของ Huawei ในปี 2021 โดยระบบปฏิบัติการนี้ช่วยให้ อุปกรณ์ของ Huawei สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ คล้ายกับ ระบบนิเวศของ Apple ✅ Huawei เปิดตัวแล็ปท็อปที่ใช้ HarmonyOS 5 แทน Windows - เนื่องจาก ใบอนุญาตใช้ Windows หมดอายุและไม่สามารถต่อสัญญาได้ ✅ HarmonyOS 5 ได้รับการพัฒนามาตั้งแต่ปี 2012 และเริ่มใช้งานในอุปกรณ์ต่าง ๆ ตั้งแต่ปี 2019 - ใช้ใน สมาร์ททีวี, สมาร์ทโฟน, แท็บเล็ต และแล็ปท็อป ✅ ช่วยให้ Huawei สร้างระบบนิเวศของตัวเอง คล้ายกับ Apple - อุปกรณ์ทั้งหมดสามารถ ทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ ✅ แล็ปท็อปที่ใช้ HarmonyOS 5 จะรองรับแอปพลิเคชันมือถือของ Huawei - เช่น WPS Office และ DingTalk ✅ Huawei แซงหน้า Apple ในตลาดสมาร์ทโฟนจีน ด้วยส่วนแบ่งตลาด 19% เทียบกับ 17% ของ Apple - อาจช่วยให้ HarmonyOS ได้รับความนิยมมากขึ้นในจีน https://www.tomshardware.com/software/operating-systems/harmonyos-replacing-windows-on-huawei-laptops-delivers-connectivity-across-the-ecosystem
    WWW.TOMSHARDWARE.COM
    HarmonyOS replacing Windows on Huawei laptops — delivers connectivity across the ecosystem
    The Chinese tech giant is forced to use its own operating system after its Microsoft license expired.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 269 มุมมอง 0 รีวิว
  • บทความจาก ZDNet โดย David Gewirtz แชร์เรื่องราวและความสำคัญของการอัปเดตซอฟต์แวร์ที่ไม่ควรมองข้าม แม้การอัปเดตจะดูเป็นงานที่น่าเบื่อและเสียเวลา แต่การละเลยอาจนำไปสู่ผลกระทบที่ใหญ่หลวง ทั้งในแง่ความปลอดภัยและประสิทธิภาพ

    ความปลอดภัยในโลกดิจิทัล:
    - ทุกวันนี้แทบทุกอุปกรณ์ ตั้งแต่สมาร์ททีวี หลอดไฟ ไปจนถึงสมาร์ทโฟน เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตและต้องการอัปเดตเพื่อป้องกันการถูกแฮ็กเกอร์โจมตี
    - การไม่อัปเดตอาจเปิดช่องให้มัลแวร์เข้าสู่ระบบ ซึ่งนำไปสู่การสูญเสียข้อมูลหรือการขโมยข้อมูลสำคัญ

    ป้องกันความเสี่ยงต่อทรัพย์สินและความเป็นส่วนตัว:
    - ตัวอย่างที่แชร์ในบทความ เช่น การโจมตี WordPress หรืออุปกรณ์ที่ล้าสมัย จนเกิดปัญหาใหญ่ทั้งในด้านความปลอดภัยและการทำงาน
    - แม้บางคนจะรอให้ซอฟต์แวร์ปล่อยแพตช์ที่เสถียรก่อน แต่การรอนานเกินไปอาจทำให้เกิดปัญหาที่ใหญ่ขึ้น

    == บทเรียนจากประสบการณ์ตรง ==
    เว็บไซต์ที่ถูกแฮ็ก: ผู้เขียนเล่าว่าครั้งหนึ่งเว็บไซต์ของเขาถูกแฮ็กเกอร์วางมัลแวร์เพราะไม่ได้อัปเดตปลั๊กอิน ผลลัพธ์คือการสูญเสียเวลาและพลังงานมหาศาลเพื่อแก้ไข

    การทำงานที่ล่ม: ในอีกเหตุการณ์หนึ่ง เขาไม่สามารถทำเว็บแคสต์สำคัญได้เพราะระบบปฏิบัติการไม่ได้รับการอัปเดต ทำให้โปรแกรมสำคัญอย่าง Chrome และ Gmail ไม่สามารถใช้งานได้ทันที

    == ผลกระทบหากเพิกเฉยต่อการอัปเดต ==
    เสี่ยงต่อมัลแวร์: การโจมตีไซเบอร์ เช่น การแทรกมัลแวร์หรือการใช้อุปกรณ์เป็นส่วนหนึ่งของ botnet

    ปัญหาความเข้ากันได้: แอปพลิเคชันและระบบที่ไม่รองรับอุปกรณ์ล้าสมัย

    ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น: แฮ็กเกอร์อาจควบคุมอุปกรณ์ เช่น เครื่องพิมพ์ 3D หรือระบบควบคุมความร้อนในบ้าน

    https://www.zdnet.com/article/why-delaying-software-updates-could-cost-you-more-than-you-think/
    บทความจาก ZDNet โดย David Gewirtz แชร์เรื่องราวและความสำคัญของการอัปเดตซอฟต์แวร์ที่ไม่ควรมองข้าม แม้การอัปเดตจะดูเป็นงานที่น่าเบื่อและเสียเวลา แต่การละเลยอาจนำไปสู่ผลกระทบที่ใหญ่หลวง ทั้งในแง่ความปลอดภัยและประสิทธิภาพ ✅ ความปลอดภัยในโลกดิจิทัล: - ทุกวันนี้แทบทุกอุปกรณ์ ตั้งแต่สมาร์ททีวี หลอดไฟ ไปจนถึงสมาร์ทโฟน เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตและต้องการอัปเดตเพื่อป้องกันการถูกแฮ็กเกอร์โจมตี - การไม่อัปเดตอาจเปิดช่องให้มัลแวร์เข้าสู่ระบบ ซึ่งนำไปสู่การสูญเสียข้อมูลหรือการขโมยข้อมูลสำคัญ ✅ ป้องกันความเสี่ยงต่อทรัพย์สินและความเป็นส่วนตัว: - ตัวอย่างที่แชร์ในบทความ เช่น การโจมตี WordPress หรืออุปกรณ์ที่ล้าสมัย จนเกิดปัญหาใหญ่ทั้งในด้านความปลอดภัยและการทำงาน - แม้บางคนจะรอให้ซอฟต์แวร์ปล่อยแพตช์ที่เสถียรก่อน แต่การรอนานเกินไปอาจทำให้เกิดปัญหาที่ใหญ่ขึ้น == บทเรียนจากประสบการณ์ตรง == ✅ เว็บไซต์ที่ถูกแฮ็ก: ผู้เขียนเล่าว่าครั้งหนึ่งเว็บไซต์ของเขาถูกแฮ็กเกอร์วางมัลแวร์เพราะไม่ได้อัปเดตปลั๊กอิน ผลลัพธ์คือการสูญเสียเวลาและพลังงานมหาศาลเพื่อแก้ไข ✅ การทำงานที่ล่ม: ในอีกเหตุการณ์หนึ่ง เขาไม่สามารถทำเว็บแคสต์สำคัญได้เพราะระบบปฏิบัติการไม่ได้รับการอัปเดต ทำให้โปรแกรมสำคัญอย่าง Chrome และ Gmail ไม่สามารถใช้งานได้ทันที == ผลกระทบหากเพิกเฉยต่อการอัปเดต == ✅ เสี่ยงต่อมัลแวร์: การโจมตีไซเบอร์ เช่น การแทรกมัลแวร์หรือการใช้อุปกรณ์เป็นส่วนหนึ่งของ botnet ✅ ปัญหาความเข้ากันได้: แอปพลิเคชันและระบบที่ไม่รองรับอุปกรณ์ล้าสมัย ✅ ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น: แฮ็กเกอร์อาจควบคุมอุปกรณ์ เช่น เครื่องพิมพ์ 3D หรือระบบควบคุมความร้อนในบ้าน https://www.zdnet.com/article/why-delaying-software-updates-could-cost-you-more-than-you-think/
    WWW.ZDNET.COM
    Why delaying software updates could cost you more than you think
    I learned the hard way that delaying software updates isn't worth the risk. Learn from my mistakes - before it's too late.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 232 มุมมอง 0 รีวิว
  • เมื่อไม่นานมานี้ มีการโจมตีทางไซเบอร์แบบฟิชชิงโค้ดของอุปกรณ์ที่กำลังเกิดขึ้น โดยกลุ่มผู้โจมตีที่อาจมีความเชื่อมโยงกับรัสเซียกำลังมุ่งเป้าโจมตีบัญชี Microsoft 365 ของบุคคลในองค์กรสำคัญ ๆ ทั้งในยุโรป อเมริกาเหนือ แอฟริกา และตะวันออกกลาง นักวิจัยจาก Microsoft Threat Intelligence Center ระบุว่ากลุ่มผู้โจมตีนี้มีชื่อว่า 'Storm-237' และคาดว่ามีกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับปฏิบัติการของรัฐชาติที่สนับสนุนรัสเซีย

    การโจมตีแบบฟิชชิงโค้ดของอุปกรณ์นี้มีลักษณะเฉพาะคือใช้อุปกรณ์ที่มีข้อจำกัดในการป้อนข้อมูล เช่น สมาร์ททีวีหรืออุปกรณ์ IoT กลุ่มผู้โจมตีจะเริ่มต้นการโจมตีโดยแสร้งเป็นบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับเป้าหมายผ่านแพลตฟอร์มส่งข้อความ และใช้โค้ดที่สร้างขึ้นเองเพื่อหลอกให้เหยื่อใส่โค้ดในหน้าลงชื่อเข้าใช้ที่ถูกต้อง

    เมื่อเหยื่อตกหลุมพราง กลุ่มผู้โจมตีจะใช้ประโยชน์จากโทเคนที่ถูกขโมยเพื่อเข้าถึงบริการของ Microsoft เช่น อีเมลและคลาวด์สตอเรจ โดยไม่ต้องใช้รหัสผ่าน ซึ่งเป็นการทำให้การโจมตีมีประสิทธิภาพและยากต่อการตรวจจับ

    เพื่อป้องกันการโจมตีแบบฟิชชิงโค้ดของอุปกรณ์ Microsoft แนะนำให้บล็อกการใช้โค้ดของอุปกรณ์ และใช้ Conditional Access policies ใน Microsoft Entra ID เพื่อจำกัดการใช้งานให้กับอุปกรณ์หรือเครือข่ายที่เชื่อถือได้

    https://www.bleepingcomputer.com/news/security/microsoft-hackers-steal-emails-in-device-code-phishing-attacks/
    เมื่อไม่นานมานี้ มีการโจมตีทางไซเบอร์แบบฟิชชิงโค้ดของอุปกรณ์ที่กำลังเกิดขึ้น โดยกลุ่มผู้โจมตีที่อาจมีความเชื่อมโยงกับรัสเซียกำลังมุ่งเป้าโจมตีบัญชี Microsoft 365 ของบุคคลในองค์กรสำคัญ ๆ ทั้งในยุโรป อเมริกาเหนือ แอฟริกา และตะวันออกกลาง นักวิจัยจาก Microsoft Threat Intelligence Center ระบุว่ากลุ่มผู้โจมตีนี้มีชื่อว่า 'Storm-237' และคาดว่ามีกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับปฏิบัติการของรัฐชาติที่สนับสนุนรัสเซีย การโจมตีแบบฟิชชิงโค้ดของอุปกรณ์นี้มีลักษณะเฉพาะคือใช้อุปกรณ์ที่มีข้อจำกัดในการป้อนข้อมูล เช่น สมาร์ททีวีหรืออุปกรณ์ IoT กลุ่มผู้โจมตีจะเริ่มต้นการโจมตีโดยแสร้งเป็นบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับเป้าหมายผ่านแพลตฟอร์มส่งข้อความ และใช้โค้ดที่สร้างขึ้นเองเพื่อหลอกให้เหยื่อใส่โค้ดในหน้าลงชื่อเข้าใช้ที่ถูกต้อง เมื่อเหยื่อตกหลุมพราง กลุ่มผู้โจมตีจะใช้ประโยชน์จากโทเคนที่ถูกขโมยเพื่อเข้าถึงบริการของ Microsoft เช่น อีเมลและคลาวด์สตอเรจ โดยไม่ต้องใช้รหัสผ่าน ซึ่งเป็นการทำให้การโจมตีมีประสิทธิภาพและยากต่อการตรวจจับ เพื่อป้องกันการโจมตีแบบฟิชชิงโค้ดของอุปกรณ์ Microsoft แนะนำให้บล็อกการใช้โค้ดของอุปกรณ์ และใช้ Conditional Access policies ใน Microsoft Entra ID เพื่อจำกัดการใช้งานให้กับอุปกรณ์หรือเครือข่ายที่เชื่อถือได้ https://www.bleepingcomputer.com/news/security/microsoft-hackers-steal-emails-in-device-code-phishing-attacks/
    WWW.BLEEPINGCOMPUTER.COM
    Microsoft: Hackers steal emails in device code phishing attacks
    An active campaign from a threat actor potentially linked to Russia is targeting Microsoft 365 accounts of individuals at organizations of interest using device code phishing.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 437 มุมมอง 0 รีวิว
  • ดู #News1 ด้วย #สมาร์ททีวี #SmartTV
    https://youtu.be/JmGzJYx_Yps
    ดู #News1 ด้วย #สมาร์ททีวี #SmartTV https://youtu.be/JmGzJYx_Yps
    Like
    1
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 235 มุมมอง 0 รีวิว
  • #กสทช ประมูลคลื่นทีวี
    ผมไม่ใช่คนวงการทีวี ไม่ใช่ยูทูปเบอร์
    แต่หาก กสทช. ลดราคาค่าประมูลลงให้มีทีวีคงเหลือบ้าง แล้วนำคลื่นมาทำ WiFi ฟรี แล้วแบ่งให้ทำแบบยูทูป ที่ WiFi ฟรีเข้าถึงได้เท่านั้น WiFi ฟรีดูเวปอื่นไม่ได้

    คราวนี้ก็มาแบ่งหมวด YouTube การเกษตรเพื่อการศึกษาและประโยชน์สาธารณะ, หมวดข่าว, หมวดการศึกษานอกโรงเรียน, หมวดกีฬา, หมวดบันเทิง

    คราวนี้คนสมัครทำคอนเท้นท์ จะเป็นแบบเสียเงิน หรือฟรี ก็ว่าไป แต่ต้องเป็นคอนเท้นท์ 20นาที ถึง 2ชั่วโมง

    ถ้าคนทำคอนเท้นท์หาโฆษณาเอง ก็ไม่เป็นภาระ กับราชการ หรือให้มีองค์กรมาทำแบบยูทูป แต่ควบคุม รายได้ค่าคลื่น ไปทำ WiFi ดูฟรี

    ก็จะมีรุ่นทีวีเก่าดูทีวีแบบเดิมสัก สี่ช่อง ที่เหลือคนมี สมาร์ททีวี เลือกดูเวลาไหนก็ได้ ประชาชน ได้ รัฐได้ ทำคอนเท้นท์ ไม่ต้องจ่ายให้ยูทูป และอาจได้ค่าโฆษณา หากหาเองได้ เรื่องรายละเอียดคนวงการน่าจะรู้อยู่แล้ว แบ่งกันอย่างไร ให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ไม่ใช่ ประมูลสูง ค่าบริโภคสูง สาระลดลง มันไม่ควรเป็นแบบนั้น
    #กสทช ประมูลคลื่นทีวี ผมไม่ใช่คนวงการทีวี ไม่ใช่ยูทูปเบอร์ แต่หาก กสทช. ลดราคาค่าประมูลลงให้มีทีวีคงเหลือบ้าง แล้วนำคลื่นมาทำ WiFi ฟรี แล้วแบ่งให้ทำแบบยูทูป ที่ WiFi ฟรีเข้าถึงได้เท่านั้น WiFi ฟรีดูเวปอื่นไม่ได้ คราวนี้ก็มาแบ่งหมวด YouTube การเกษตรเพื่อการศึกษาและประโยชน์สาธารณะ, หมวดข่าว, หมวดการศึกษานอกโรงเรียน, หมวดกีฬา, หมวดบันเทิง คราวนี้คนสมัครทำคอนเท้นท์ จะเป็นแบบเสียเงิน หรือฟรี ก็ว่าไป แต่ต้องเป็นคอนเท้นท์ 20นาที ถึง 2ชั่วโมง ถ้าคนทำคอนเท้นท์หาโฆษณาเอง ก็ไม่เป็นภาระ กับราชการ หรือให้มีองค์กรมาทำแบบยูทูป แต่ควบคุม รายได้ค่าคลื่น ไปทำ WiFi ดูฟรี ก็จะมีรุ่นทีวีเก่าดูทีวีแบบเดิมสัก สี่ช่อง ที่เหลือคนมี สมาร์ททีวี เลือกดูเวลาไหนก็ได้ ประชาชน ได้ รัฐได้ ทำคอนเท้นท์ ไม่ต้องจ่ายให้ยูทูป และอาจได้ค่าโฆษณา หากหาเองได้ เรื่องรายละเอียดคนวงการน่าจะรู้อยู่แล้ว แบ่งกันอย่างไร ให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ไม่ใช่ ประมูลสูง ค่าบริโภคสูง สาระลดลง มันไม่ควรเป็นแบบนั้น
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 498 มุมมอง 0 รีวิว